01 พฤษภาคม 2560

ความง่วง การตาย ชาติหน้า ความรู้สึกผิด duality และมะเร็ง

อาจารย์หมอสันต์ที่เคารพ

.... ค่ะ ที่ขอมาเรียน MBT นะคะ (คนที่เป็น panic) คือมีข้อสงสัยก่อนเข้าเรียนว่า
1. เวลานั่งสมาธิแล้วง่วงทำไงดี
2. การตายเป็นการสิ้นสุดของทุกอย่างหรือไม่ หรือว่ายังมีชาติหน้า การไม่เชื่อเรื่องชาติหน้าเป็นมิจฉาทิฐิไหม เมื่อตายแล้วความรู้ตัวจะไปอยู่ที่ไหน
3. จะทิ้งความจำเรื่องเลวร้ายให้หายไปจากใจได้อย่างไร
4. มีความรู้สึกผิด จะทำอย่างไรดี
5. duality คืออะไร
6.  สำหรับคนที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายควรทำอย่างไรดี เมื่อไหร่อาจารย์จะทำแค้มป์สำหรับคนเป็นมะเร็ง
ขอบพระคุณค่ะ

........................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าจะแก้ความง่วงขณะฝึกสมาธิได้อย่างไร  ตอบว่าเมื่อความคิดค่อยๆลดลงๆหรือทำท่าจะหมดไปแล้วความง่วงก็แทรกเข้ามาราวกับนัดกันไว้นั้น เป็นเพราะเส้นทางการนอนหลับกับการฝึกสมาธินี้มันแชร์ปากทางเดียวกันแล้วไปแยกทางกันที่สามแยก จากปากทางถึงสามแยกมันเป็นการค่อยๆลดลงของความคิด พอไปถึงสามแยก ไปทางซ้ายก็คือปล่อยใจล่องลอยลับไป ง่วง และตกภวังค์หลับ ไปทางขวาคือตื่นยิ่งขึ้น รู้ยิ่งขึ้น สงบยิ่งขึ้น โดยไม่หลับ

      คนทั่วไปเมื่อง่วงหรือเพลียเวลาทำอะไรก็จะแก้ปัญหาโดยวิธีบอกให้ไปนอนซะ แต่ผมไม่แก้อย่างนั้น ความง่วงในขณะฝึกสตินี้ไม่ใช่ความง่วงธรรมดา มันเป็นความง่วงชนิดที่เป็นลูกเล่นของความคิดที่คอยกีดกันไม่ให้คุณกลับไปอยู่กับความรู้ตัว ไม่เชื่อลองยื่นสมาร์ทโฟนให้ตอบไลน์สิ ความง่วงจะหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะที่ตรงความรู้ตัวนั้นความคิดมันไม่มีที่จะอยู่ มันรับไม่ได้ มันจึงใช้อิทธิพลที่มันมีต่อคุณอย่างเด็มที่ การฟ้องว่าเกิดอาการทางร่างกายต่างๆนั้นเป็นลูกเล่นหลัก นอกจากความง่วงแล้วยังมีลูกเล่นอื่นที่ความคิดใช้ และผมเห็นบ่อยๆในหมู่นักเรียน เช่น ปวดฉี่ หรืออย่างสุภาพหน่อยก็ชี้ชวนให้คุณเห็นว่านี่น่าเบื่อนะ ไปกันเถอะ กลับไปชีวิตปกติของเราดีกว่า หรือทำเป็นห่วงอนาคตขึ้นมา ว่ามัวมานั่งนิ่งๆอย่างนี้เมื่อไหร่จะจบ เดี๋ยวรถติดนะ หรือชวนให้คุณถกถึงคอนเซ็พท์เช่น เอ.. หนังสือของท่าน...ไม่ได้ตีความอย่างนี้นี่นา การแก้ไขลูกไม้ตื้นๆของความคิดอย่างเช่นความง่วงหรือปวดฉี่นี้ ให้คุณใช้เทคนิคดังนี้

     เทคนิค 1 คุณต้องฝึกตื่น (alert) ควบคู่ไปกับฝึกยอมรับ (allow) หรือฝึกลงมือทำอย่างสร้างสรรค์ (doing) ความคู่ไปกับอยู่อย่างสงบ (being) ตื่นหมายความว่าตัวตั้งตรงเพราะกลัวครูเอาไม้เรียวตี ยอมรับหมายความว่าผ่อนคลายยินยอมให้ตัวกับสภาพที่เป็นอยู่ ดึงตัวเองให้ตื่นพร้อมไปกับการเพิ่มระดับความผ่อนคลาย ดึงตัวเองให้ตื่นพร้อมกับเพิ่มระดับการผ่อนคลาย ทำเช่นนี้ควบคู่กันไป

   เทคนิค 2. ให้สร้างความคิดขึ้นมาต่อกรกับความคิดที่มีแนวโน้มจะล่องลอยอันเป็นต้นทางของความง่วง จะเรียกว่าคิดบวก หรือพากเพียร หรือวิริยะ ก็ได้ คือจี้ เช่น เฮ้ย ไม่ได้ ง่วงไม่ได้ ตื่น ต้องตั้งใจ นี่สำคัญ เผลอง่วงอีก ก็จี้อีก จี้กันไปจนหมดเวลาฝึก เอาความคิดรบกับความคิด
 
   เทคนิค 3. ทิ้งร่างกายหันไปโฟกัสที่ความรู้ตัวอย่างเอาเป็นเอาตาย มันจะง่วง จะปวดฉี่ จะเจ็บราวเข็มร้อยพันเล่มทิ่มแทงก็ทิ้งมันไว้ก่อน เสร็จกิจแล้วค่อยกลับมาดูแลมัน การสนใจความรู้ตัวนี้จะทำให้คุณลืมร่างกายไปชั่วคราว และผ่านการฝึกไปได้ คืออย่าลืมว่าความรู้ตัวนี้เป็นนายใหญ่นะ เป็นนายของความคิด และเป็นนายของร่างกาย มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะไปหลงเชื่อการเพ็ดทูลอาการของร่างกายโดยความคิดหรือเปล่า ความรู้ตัวนี้คงอยู่ที่นี่ตลอดเวลา ไม่มีแม้แต่เวลาเดียวที่คุณจะกลับมาหาความรู้ตัวไม่ได้หรือไม่เจอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแม้ลมหายใจสุดท้ายกำลังมาถึงความรู้ตัวก็ยังอยู่ที่นี่ และคุณก็ยังอยู่กับความรู้ตัวได้เสมอ เป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องพิสูจน์ให้ตัวเองประจักษ์ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายหรือกับความคิดของคุณ คุณต้องอยู่กับความรู้ตัวของคุณได้เสมอ ความรู้ตัวไม่ใช่ทางเลือกว่าจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด แต่มันคือความเป็นเราที่แท้จริงซึ่งดำรงอยู่ที่นี่ตลอดเวลา 100% ไม่มีผลุบๆโผล่ๆหรือไปๆมาๆ

     2. ถามว่าการตายเป็นการสิ้นสุดของทุกอย่างหรือไม่ ตอบว่าผมไม่ทราบครับ เพราะผมเองก็ยังไม่เคยตาย อีกอย่างหนึ่ง ในการแสวงหาความสุขสงบที่ภายในนี้ ผมไม่เห็นจะต้องไปหาคำตอบให้ได้ว่าหลังการตายจะมีอะไรอยู่ในกอไผ่อีกหรือไม่เลย เพราะความรู้ตัวซึ่งเป็นแหล่งของความสงบสุขที่ภายในนั้นอยู่ที่ “เดี๋ยวนี้” และเดี๋ยวนี้เรายังมีชีวิตกันอยู่นี่ไง ยังไม่ตาย จะไปเดือดร้อนอะไรกับชีวิตหลังตายละ หากคุณอยากจะมีความสุข คุณต้องกลับไปหาความรู้ตัวเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่รอไว้ตอนใกล้ตายหรือหลังตายแล้ว เพราะการกลับไปหาความรู้ตัวคุณต้องอาศัยร่างกาย คุณจึงต้องทำขณะที่ร่างกายนี้ยังดีๆอยู่

     คุณอาจจะบอกว่าก็คนเรามันต้องวางแผนไว้รองรับอนาคต โอเค คุณก็ใช้หลักวิชาบริหารความเสี่ยง คือเวลาเราบริหารธุรกิจ มีบางเรื่องที่มีความเป็นไปได้หลายแบบ (scenario) ทั้งแบบดีแบบร้ายโดยที่เราไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่ามันจะออกมาแบบไหน หลักการบริหารความเสี่ยงก็คือเราต้องมีแผนเผื่อเลือกไว้สำหรับอนาคตทุกแบบ ออกมาแบบนี้เรางัดแผนนี้ออกมาใช้ ออกมาแบบโน้นเรางัดแผนโน้นออกมาใช้ อย่าง scenario เรื่องชาติหน้านี้คุณจะไม่มีปัญหาถ้าคุณวางแผนที่คลุม scenario ไว้ทุกแบบ กล่าวคือถ้าคุณเน้นการฝึกสติ ถ้าชาติหน้าไม่มี การมีสติก็จะทำให้คุณมีความสุขในวันนี้และได้ตายดีไม่ทุรนทุราย ถ้าชาติหน้ามี การมีสติก็จะพาคุณไปสู่ภพภูมิที่ดี ดังนั้นคุณอย่าไปจมกับความคิดถึงอนาคตข้ามภพข้ามชาติเลย ทิ้งการ ”คิด” มาอยู่กับการ “รู้” ที่นี่เดี๋ยวนี้ ดีกว่า

   3. ถามว่าการไม่เชื่อเรื่องชาติหน้าเป็นมิจฉาทิฐิไหม ตอบว่าชาติหน้าเป็นคอนเซ็พท์นะ ผมขอไม่เจาะลึกถึงคอนเซ็พท์ว่าอันไหนผิดอันไหนถูก เพราะคอนเซ็พท์ก็คือความคิด พูดไปมันก็จะเป็นความคิดไปต่อยอดบนความคิดเดิมให้กว้างขวางเฟอะฟะออกไปไม่มีวันจบ ผมหมายความรวมไปถึงการขยันอ่านหนังสือธรรมะเยอะแยะและการฟังคนโน้นคนนี้สอนเยอะแยะด้วย ความคิดใดๆท้ายที่สุดแล้วมันเป็นแค่นิทานกล่อมเด็ก สาระที่แท้จริงคือการทำให้เด็กหลับ คือการที่ตัวเราจะเข้าถึงความจริงด้วยการ “รู้” ด้วยตัวเอง ดังนั้นเราอย่าพลัดหลงเข้าไปอยู่ในดงความคิดและเผลอคิดต่อยอดบนความคิดเดิมของคนอื่นที่ฟุ้งสร้านกันมามากเกินพอแล้วเลย ผมหมายความว่าบนเส้นทางของการเข้าไปสู่ความสุขสงบที่ภายในนี้ เรามาลดการ “คิด” ให้เหลือน้อยลงๆ มาเพิ่มเวลาอยู่กับการ “รู้” ปัจจุบันให้มากขึ้นดีกว่า เพราะความเบิกบานที่ภายในไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยการ “คิด” แต่จะเข้าถึงได้ด้วยการ “รู้” เท่านั้น

   4. ถามว่าตายแล้วความรู้ตัวจะไปอยู่ที่ไหน เอาอีกละ ทำไมชอบสนใจเมื่อตายแล้วจัง ไม่เห็นสนใจ "ปัจจุบัน" แบบนี้บ้างเลย ผมตอบให้คุณได้ แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่เราจะพูดกันนี้เป็นการพูดกันในระดับคอนเซ็พท์หรือการคิดนะ ไม่ใช่ในระดับการ “รู้” คือความรู้ตัวนี้จริงๆแล้วมันเป็นเหมือนห้วงอวกาศหรือห้วงมหาสมุทรกว้างใหญ่ ดำรงอยู่แบบนิ่งๆเป็นนิรันดร ไม่มีตาย และไม่รับรู้ว่าเรื่องราวของชีวิตหรือการมีวัตถุสิ่งของหรือมีร่างกายใดๆทั้งสิ้น แต่ส่วนเล็กๆของความรู้ตัวนี้ได้ควบแน่นก่อตัวขึ้นเป็นความคิด เหมือนจุดหนึ่งของน้ำในมหาสมุทรก่อตัวเป็นวังน้ำวน น้ำในวังน้ำวนนี้เป็นน้ำเฉพาะพื้นที่ที่สามารถรับรู้การเรื่องราวในวังน้ำวนอันเปรียบเสมือนการมีอยู่ของวัตถุสิ่งของ ร่างกาย และลีลาของชีวิตได้ ถ้ามันไหลวนแรงดีก็จะรับรู้ได้ชัดเหมือนตอนที่เราตื่น ถ้ามันไหลวนแผ่วลงเราก็จะรับรู้ได้ลางๆเหมือนในตอนที่หลับฝัน ถ้ามันไหลวนแผ่วมากเราก็จะไม่สามารถรับรู้อะไรได้เหมือนตอนที่เราหลับลึกโดยไม่ฝัน เมื่อเราตายก็เสมือนว่าการไหลวนนี้แผ่วเบาลงไปมากๆ แต่ว่าก็ยังไม่ถึงกับกลับไปเป็นน้ำนิ่งในมหาสมุทรดั้งเดิมแบบถาวรเสียทีเดียวเพราะซากเดนความคิดที่เหลืออยู่ในความรู้ตัวที่เคยไหลวนเป็นความคิดมาก่อนนั้นมักเป็นตัวชักนำให้น้ำส่วนนี้กลับไหลวนแรงขึ้นกลายเป็นวังน้ำวนใหม่อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง แบบที่เรียกว่าเวียนว่ายตายเกิดนั่นแหละ ส่วนร่างกาย อยาตนะ และการรับรู้นั้น เป็นเสมือนพฤติการณ์หรือเหตุการณ์ภายในน้ำวน คือเป็นผลที่เกิดตามหลังจากการที่น้ำส่วนนี้ไหลวนแรงขึ้นเป็นวังน้ำวนอันใหม่แล้ว ในการทั้งหมดนี้มันก็มีโอกาสที่หากวางความยึดติดในความคิดได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง ความรู้ตัวหรือน้ำส่วนนี้ก็จะหยุดไหลวนกลับไปนิ่งกลายเป็นส่วนปกติของมหาสมุทรกว้างใหญ่ได้อีกครั้ง นั่นก็คือความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไปสู่ความรู้ตัวอย่างถาวรนั่นเอง ความรู้ตัวนั้นจะดำรงอยู่ได้แบบนิรันดร ไม่ว่าร่างกายจะยังอยู่หรือตายไปแล้ว ย้ำว่าที่พูดทั้งหมดนี้เป็นเพียงคอนเซ็พท์นะ เป็นใบไม้นอกกำมือ คือไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับคุณเลย

     5. ถามว่าจะทิ้งความจำเรื่องเลวร้ายให้หายไปจากใจได้อย่างไร ตอบว่าความจำเป็นเพียงความคิดนะ ความคิดไม่ใช่ของที่มีอยู่จริง ความจำเป็นความคิดที่โผล่ขึ้นมาเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้รับเชิญ เมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่ของจริงคุณก็อย่าหลงไปเหมาเอาว่ามันเป็นตัวตนของคุณ มันเป็นตราบาปติดคุณ คืออย่าไป identify เข้ากับมัน แยกให้ออกว่าคุณคือความรู้ตัว ความจำคืออีโก้หรือตัวตนปลอมของคุณ ทิ้งมันไป วิธีทิ้งก็คือไม่สนใจมัน ไม่แตะต้อง

     แต่คนทั่วไปมักถูกความคิดครอบไปทุกอณูจนไม่มีช่องว่างเหลือให้ได้สัมผัสกับความรู้ตัวเลย คนอย่างนั้นต้องไปต้้งต้นที่สนามหลวง คือการเริ่มด้วยการหันมาสนใจรับรู้อยาตนะร่างกายก่อน ก็คือสนใจรับรู้ ภาพ เสียง สัมผัสผิวหนัง รับรู้โดยไม่พากย์หรือคิดต่อยอดนะ ร่างกายเป็นปราการขวางกั้นการเจาะยางของความคิดที่ชงัดที่สุด จนความคิดจางลงแล้วจึงค่อยขยับไปหาความรู้ตัว โดยอาศัยการรับรู้พลังงานของร่างกายเช่นความรู้สึกวูบวาบจิ๊ดๆจ๊าดๆบนผิวหนังเป็นตัวนำแล้วขยายไปสู่การรับรู้ความว่างแห่งความรู้ตัวซึ่งมีความตื่นและความสามารถรับรู้เป็นองค์ประกอบสำคัญ เมื่อไปถึงตรงนั้นได้ความคิดก็จะหายไปเอง

     6. ถามว่ามีความรู้สึกผิดอยู่ในใจไม่หายไปไหน จะทำอย่างไร ตอบว่าความรู้สึกผิดจะไม่มี ถ้าคุณไม่ปักใจเชื่อว่าคุณเป็นใครสักคน (identify) มีชื่อมีบ้านเลขที่ หรือเป็นอะไรสักอย่าง ความรู้สึกผิด ไม่ใช่ปัญหา แต่การปักใจเชื่อเป็นปัญหา ตราบใดที่คุณยังปักใจเชื่อว่าตัวคุณเป็นบุคคล คุณไม่มีทางเข้าถึงความรู้ตัวของคุณได้ เพราะการเป็นบุคคลคนหนึ่งเป็นเงาราหู ที่ทาบบังความรู้ตัวคือดวงจันทร์ไว้เสียมิด การเป็นบุคคลเป็นข้อจำกัดอย่างยิ่ง คุณไม่มีทางออกจากข้อจำกัดนั้นได้ถ้าคุณยังนับตัวเองว่าคุณเป็นบุคคลคนหนึ่ง

     เช่นเดียวกันคุณหงุดหงิดเมื่อถูกวิจารณ์ ก็เพราะคุณปักใจเชื่อในความเป็นบุคคลของคุณ คือเชื่อว่าคุณที่มีชื่อนี้เพศนี้เป็นของจริง ความดูถูกดูแคลนที่บุคคลนี้ได้รับก็จะกลายเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทันที แต่ถ้าคุณเชื่อว่าบุคคลนี้ไม่ใช่ของจริง ความดูถูกดูแคลนเหล่านั้นหมดผลไปทันทีเช่นกัน อย่าลืมว่าความคิดเนี่ยมันเป็นแพกเกจที่มาพร้อมกับความเป็นบุคคลของคุณนะ จำเป็นที่คุณจะต้องเข้าใจให้เคลียร์ เพราะแม้เข้าใจสิ่งเล็กๆให้เคลียร์ๆ ก็มีพลังมากกว่าเข้าใจสิ่งใหญ่ๆหลายๆสิ่งหลายๆอย่างครึ่งๆกลางๆ

     ตราบใดที่คุณยังเพลินอยู่กับความเป็นบุคคลๆหนึ่ง คุณก็ยังอยู่ในมิติของเวลา ตายในมิติของเวลา ซึ่งไม่ใช่วิถีที่คุณควรจะเดิน วิถีที่คุณควรจะเดินคือใช้เวลาไปค้นหาที่ที่ไร้เวลา อย่าไปหลงอยู่ในเวลา สมมุติคุณหลับแล้วฝันไปว่าทิ้งลูกน้อยไว้ในถ้ำสามวันเพราะตัวคุณออกไปหาอาหาร พอคุณตื่นขึ้นมา คุณยังจะคิดกลับไปหาลูกที่ทิ้งไว้ในถ้ำอยู่ไหม ไม่แล้ว เพราะคุณตื่นและรู้แล้วว่าเรื่องทิ้งลูกไว้ในถ้ำเป็นความฝัน ไม่ใช่ความจริง ความคิดที่เกิดขึ้นก็คือความฝันเรื่องหนึ่ง คุณมัวไปค้นหาสิ่งที่ปรากฎในความฝันแล้วคุณจะค้นพบอะไร คุณจะกลับไปสู่ความรู้ตัวไม่ได้ตราบใดที่คุณยังปักใจเชื่อว่าคุณเป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีพันธกิจมีเป้าหมายจะทำนั่นทำนี่เยี่ยงบุคคลคนนั้น

     7. ถามว่า duality คืออะไร ตอบว่า duality เป็นวิธีมองโลกมองชีวิตด้วยคอนเซ็พท์แบบวิทยาศาสตร์ คือมีตัวเราเป็นผู้สังเกต (me) กับมีสิ่งที่ถูกเราสังเกต (object) เช่นนี่เป็นตัวเรา โน่นไม่ใช่ตัวเรา คือทุกอย่างจำแนกได้เป็นสอง นี่ตัวเรา โน่นรถยนต์ คือเราเป็นผู้รู้ แยกเป็นคนละอันกับสิ่งที่ถูกเรารู้
   
     อันเป็นคอนเซ็พท์ที่แตกต่างจากคอนเซ็พท์แบบฮินดูแขนงหนึ่งที่เรียกว่า non-duality คือทั้งความรู้ตัวหรือจิตสำนึกรับรู้และทั้งสิ่งที่ถูกรู้นั้นเป็นอันเดียวกัน ฟังดูงงมากใช่ไหม ความรู้ตัวของเรากับรถยนต์จะเป็นอันเดียวกันได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นรถยนต์ในความฝันคุณอาจไม่งงนะเพราะความฝันทั้งหมดทั้งบ้านรถยนต์ผู้คน ถูกสร้างขึ้นมาโดยจิตสำนึกรับรู้ของเราทั้งสิ้น มันไม่มีอยู่จริงดอก คอนเซ็พท์ของ   non-duality ถือว่าตอนตื่นก็เหมือนตอนหลับฝันนั่นแหละ ถ้าไม่จิตสำนึกรับรู้เสียอย่าง สิ่งที่เราเห็นอยู่เต็มไปหมดนี้ก็ล้วนหายชะแว้บไปไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เหมือนกับว่าถ้าไม่มีจอทีวี.แบบแอลซีดี.ซะอย่าง ภาพยนตร์จะมีได้อย่างไร ดังนั้นจอทีวีจึงเป็นผู้ให้กำเนิดภาพยนตร์..ฉันใด ความรู้ตัวก็เป็นผู้ให้กำเนิดทุกอย่างที่เรารับรู้..ฉันนั้น เอวัง non-duality ก็มีด้วยประการฉะนี้

     8. ถามว่าคนที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้วควรทำอย่างไร จะมีแค้มป์มะเร็งไหม ตอบว่าในแง่สถิติผลของการรักษา หากวัดที่ความยืนยาวของการมีชีวิตหลังลงมือรักษา วิธีการของแพทย์แผนปัจจุบันเป็นวิธีที่ให้ความยืนยาวของชีวิตมากที่สุด ดังนั้นหากอยากมีอายุยืนยาวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมแนะนำว่าให้เริ่มต้นด้วยการรักษาตามแบบของแพทย์แผนปัจจุบัน เมื่อรักษาครบแล้ว ค่อยมาแสวงหาคำตอบว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์

      เมื่อเป็นมะเร็งแล้ว การมีชีวิตต่อไปแบบไม่ทุกข์ก็คือการมีชีวิตอยู่กับความรู้ตัวในปัจจุบันเท่านั้น คนที่เป็นมะเร็งจะถูกบีบให้ถอยร่นมาอยู่กับปัจจุบันด้วยแรงบีบที่แรงมาก เพราะอนาคตของคนเป็นมะเร็งเมื่อคิดถึงแล้วมันทุกข์ ดังนั้นจึงเหลือแต่ปัจจุบันเท่านั้นที่จะเป็นที่ให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย ตรงนี้เป็นความได้เปรียบของคนเป็นมะเร็งนะ เพราะการถูกบีบให้มาอยู่ในปัจจุบันซึ่งเป็นที่สำหรับดำเนินชีวิตจริงๆเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ถือเป็นโอกาสดีกว่าคนอื่นที่ยังพลัดหลงอยู่ในความคิดซึ่งหากไม่เป็นอดีตก็เป็นอนาคตที่ไม่ได้มีอยู่จริง
     พูดถึงการทำแค้มป์สำหรับคนเป็นมะเร็ง ผมก็มีแผนว่าจะทำนะครับ แต่ยังไม่ลงตัวเรื่องเวลา มันต้องแตกต่างจากแค้มป์พลิกผันโรคด้วยตัวคุณเอง (RDBY) นะ เพราะ RDBY สอนให้ดำรงชีวิตเพื่อเอาชนะโรค ทำให้โรคหาย ซึ่งหนักไปทางการจัดการปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น ปรับอาหาร การออกกำลังกาย แต่ในทางตรงกันข้ามแค้มป์มะเร็งของผมนั้นจะต้องไม่ใช่แค้มป์ที่ขายความหวัง เพราะในเชิงลึกความหวังนั้นมันแย่ไม่ต่างจากความกลัวดอก เพราะทั้งความหวังและความกลัวต่างก็เป็นความคิดที่จะพาคนหนีจากปัจจุบันเหมือนกันนะแหละ แค้มป์มะเร็งของผมจะเน้นการเลือกหยิบเอาความรู้ดีๆที่ทุกโรงเรียนทุกสกูลมีมาทำให้ชีวิตของคนเป็นมะเร็งมีคุณภาพชีวิตดี ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์ทางเลือก รวมไปถึงวิธีพัฒนาจิตของตนเองแบบต่างๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นต้องโฟกัสที่การวางความคิดลบมาอยู่กับความรู้ตัวในปัจจุบันให้ได้เร็วที่สุด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์