24 พฤษภาคม 2560

พิษของยาลดไขมันแบบภูมิคุ้มกันตัวเองทำลายกล้ามเนืื้อตัวเอง

สวัสดีครับคุณหมอสันต์

ผม....มีเรื่องอยากรบกวนปรึกษา เล่า และระบายความทุกข์ โดยเนื้อความที่ผมจะเล่าและปรึกษานั้นเกี่ยวกับยาลดไขมัน กล้ามเนื้อสลายและโรค ED ที่ผมนั้นประสพกับตัวเอง

ช่วงปี 55 ผมตรวจสุขภาพ คอเรสเตอรอลอยู่ที่ระดับ 260
ปี 56 ไม่ได้ตรวจครับ
ปี 57 คอเรสเตอรอล 290 TRIG 90 HDL 70
ปี 58 คอเรสเตอรอล 310 TRIG 90 HDL 60

ในช่วงเวลา3-4ปีนั้นผมไม่ได้หวั่นใจอะไรมากนัก เพราะอาหารการกินผมก็ทานปกติ ไม่ได้ทานเยอะเหมือนวัยรุ่นทั่วไปเลยด้วยว้ำ น้ำหนักยู่ในเกณฑ์ (ปัจจุบันน้ำหนักประมาณ61-62 สูง 172 ) ผมไปตรวจที่ รพ. ... โดยผมขอวิ่งสายพานและตรวจคลื่นหัวใจ ผลก็พบว่าปกติ แต่คุณหมอบอกว่า ไขมันสูงมากจากผลปี58 จึงให้ยา LIVALO 2mg มาทาน โดยบอกว่าจะทำให้ช่วยยืดอายุไปได้ยาวขึ้น จากนั้น3เดือน ผมก็มาเจาะเลือด ปรากฎว่าคอเรสเตอรอลเหลือ  240 LDL 190 โดยครั้งนี้พบเปลี่ยนคุณหมอเนื่องจากผมไม่ได้อยากกินยามากนักจึงอยากลองได้คำแนะนำจากคุณหมอท่านอื่นบ้าง ท่านนี้ก็บอกว่ายายังเอาไม่ค่อยลง จึงปรับให้ทาน LIPITOR 40MG หลังจากที่ผมทานยาทั้ง LIVALO ได้1เดือน LIPITOR ได้2เดือน ผมปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายประมาณ1สัปดาห์ กล้ามเนื้อแขน น่อง ขา ท้อง นิ่มลงมาก เหลวมาก รวมถึงอวัยวะเพศผมด้วยมันย้วยมากจนแทบจะเป็นเยลลี่หรือลูกโป่งน้ำ ผมรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อลดลงและเหลวลงอย่างเห็นได้ชัด น้องชายผมนิ่มเหลวมาก แทบจะพับหักคอได้เลย แต่ทั้งนี้ยังพอจะสามารถขึ้นลำได้ แต่ความแข็งแรงลดลง ขนาดลดลง ในเรื่องความแข็งแรงนั้นผมคาดว่าน่าจะเหลือประมาณ65% ช่วงที่ผ่านมาผมจึงต้องยาเสริมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น coq10, น้ำมันปลา, และอื่นๆ รวมทั้งฝังเข็มที่ รพ ... ซึ่งก็ไม่ได้ด้วยอะไรผมมากนัก ผมจึงซื้ออาหารเสริมของจีนที่ชื่อว่า .. มาทานซึ่งก็ช่วยให้น้องชายแข็งแรงขึ้นเป็น70-75% แต่ทว่าหากไม่ทานก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เวลาประมาณ1ปีกับอีก3เดือน ร่างกายผมก็ทรงๆ ไม่ได้กลับมาเหมือนเดิมเลย ที่ผมรอเวลาเพราะผมตามหาข้อมูลจาก internet มานาน บ้างก็ว่าสามารถ recovery ได้ แต่ส่วนมากที่ผมอ่านเจอผู้คนส่วนมากที่มีปัญหากับยาจะมาโพสต์เวลาเจออะไรบ้าง และก็ได้หยุดยา แล้วก็จบ ไม่ได้ลงความเห็นต่อว่าหยุดมากี่ปีแล้วดีขึ้นเลย และผมก็ได้เจอข้อมูลของรายการคุณหมอสันต์ กับ คุณหมอท่านหนึ่ง ที่ทำเป็นรายการให้นักศึกษาแพทย์มาเล่นเกี่ยวกับการวินัยฉัยโรค ซึ่งก็คือโรคกล้ามเนื้อสลาย ผมจึงตามไปหาหมอท่านนั้น หมอท่านนั้นก็แนะว่าไม่ควรทานยาแล้ว ซึ่งเป็นหมอท่านเดียวที่แนะนำ แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะผมปรึกษาหลังจากที่ผมประสบกับผลลัพธ์อันเลวร้ายของยาไปแล้ว และคุณหมอก็บอกเพียงว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้น ไม่ได้ตรวจอะไรละเอียดไปกว่านั้นเลย
ทุกวันนี้ผมไม่รู้จะพึ่งอะไร หากเป็นคนทั่วไปอาจคิดปลิดชีวิตแล้วก็เป็นได้ หากแต่ผมยังมีความเป็นพุทธมามกะ เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เช่น การฆ่าตัวตายเป็นบาปหนัก และจะทำให้เกิดมาฆ่าตัวตายอีกหลายครั้งนับไม่ถ้วน แต่บางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ผมจะทรุดจะตายเมือไหร่ ผมจะได้วางแผนถูก การที่คิดว่าตนจะตาย สำหรับผมเป็นเรื่องธรรมดา ผมคิดว่าการอยู่แบบทรมาน สู้ตายเสียดีกว่า แต่ผมก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร และถึงแม้ผมจะตาย ผมก็อยากให้ความรู้ความจริงเรื่องยาพิษนี้ได้ประกาศไปทั่ว เพื่อให้ส่วนหนึ่งนี้เป็นบุญกุศลอันยิ่้งใหญ่ก่อนที่ผมจะจากไป สุดท้ายนี้หากคุณหมอได้อ่าน ผมขอขอบพระคุณมากๆ และหากคุณหมอจะชี่้แนะหรือให้คำแนะนำในแง่ใด ทางการแพทย์ หรือ ทางธรรม ทางปรัญญา ผมขอน้อมรับ

ขอบพระคุณครับ

..........................................................


ปัญหาผลข้างเคียงหรือพิษของยาลดไขมันต่อกล้ามเนื้อ พอจะแยกได้เป็นสามแบบ

     แบบที่ 1 คือปวดกล้ามเนื้อ หยุดยาแล้วก็หายไป แบบนี้งานวิจัยที่ทำให้แคนาดาพบว่ามีประมาณ 28%

     แบบที่ 2. คือกล้ามเนื้อสลายตัว เจาะเลือดแล้วมีเอ็นไซม์ของกล้ามเนื้อสูงผิดปกติ ถ้ารักษาช้าก็อาจทำให้ไตวายเฉียบพลันหรือถึงตายได้ แบบนี้มีอุบัติการเกิดประมาณ 1 ใน 10,000 คนต่อการใช้ยานาน 1 ปี แต่ถ้าใช้ยาหลายปีโอกาสเกิดก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนปีที่ใช้ เช่นถ้าใช้สักสามปีก็มีโอกาสเกิดประมาณ 1 ใน 3000 เรียกว่าโอกาสเกิดไม่มากนัก แต่เกิดทีก็คางเหลืองเหมือนกัน ข้อดีคือถ้ารักษาทันก็หาย

     แบบที่ 3. คือโรคภูมิคุ้มกันตัวเองทำลายกล้ามเนืัอตัวเองซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ยาสะแตติน (statin associated autoimmune myopathy) มีโอกาสเกิดน้อยมาก คือประมาณ 2-3 รายใน 1 แสนราย กลไกการเกิดเป็นอย่างไรยังไม่มีใครทราบ ทราบแต่ว่ามีคนไข้ที่รายงานไว้ประมาณ 100 กว่าคน กินยาสะแตตินแล้วกล้ามเนื้อสลายตัว แต่พอหยุดยาแล้วเรื่องก็ยังไม่จบ คือหลายเดือนหลังจากนั้นยังมีภูมิคุ้มกันของตนเองไปทำลายเซลกล้ามเนื้อของตนเองทำให้การตายของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นต่อเนื่อง มักจะเกิดกับคนไข้ที่เบิ้ลยาลดไขมันสองตัว และมักเป็นกับผู้ชาย ผู้ป่วยเหล่านี้นอกจากเจาะเลือดดูจะพบเอ็นไซม์กล้ามเนื้อ (CK) ขึ้นสูงผิดปกติแล้ว ยังจะตรวจเลือดพบภูมิคุ้มกันทำลายกล้ามเนื้อตนเอง (Anti-HMG-CoA reductase antibody) อีกด้วย ถ้าไม่สามารถตรวจภูมิคุ้มกันทำลายกล้ามเนื้อก็อาจใช้วิธีตัดตัวอย่างกล้ามเนื้อออกมาตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะพบว่ามีการอักเสบแบบเซลกล้ามเนื้อตาย (necrotizing myopathy) ผลการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้พบว่าหากการรักษาเข้มข้น (คือใช้ยากดภูมิคุ้มกันควบสองตัวให้นานพอ ผู้ป่วยมีโอกาสหายถึง 91%

     กรณีของคุณนี้ มีอาการแล้ว หยุดยาแล้วนานหลายเดือนก็ยังไม่หาย มีโอกาสที่จะเป็นแบบที่ 3 ผมแนะนำว่าให้คุณกลับไปหาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง คือไปคลินิกรูมาโตโลยี่ (rheumatology) ให้เขาทำการวินิจฉัยด้วยการเจาะเลือดดูเอ็นไซม์กล้ามเนื้อและภูมิคุ้มกันทำลายกล้ามเนื้อ หรือตัดตัวอย่างกล้ามเนื้อออกมาตรวจ หากพบว่าเป็นแบบที่สาม ก็จะได้รักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันซึ่งอาจจะต้องควบหลายตัวถ้าจำเป็น ก็จะมีโอกาสหายครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Mammen AL. Statin-Associated Autoimmune Myopathy. N Engl J Med. 2016 Feb 18;374(7):664-9. doi: 10.1056/NEJMra1515161.
2. Nazir S1, Lohani S, Tachamo N, Poudel D, Donato A. Statin-Associated Autoimmune Myopathy: A Systematic Review of 100 Cases. J Clin Rheumatol. 2017 Apr;23(3):149-154. doi: 10.1097/RHU.0000000000000497.