28 เมษายน 2560

เล่าเรื่องกลับบ้านเกิด และตอบคำถามเรื่องสามีตาย

     หายศีรษะไปหลายวันเพราะมาเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิด ไหนๆก็มาแล้วชวนแฟนๆบล็อกเที่ยวไปในชนบท
ลิ้นจี่ล้นรั้วมาอยู่นอกถนน
บ้านเกิดหมอสันต์เสียเลย อ. แม่ใจ จ.พะเยา อำเภอเล็กๆมีประชากรแค่สามหมื่นกว่าคน วันนี้ผมขับรถออกจากบ้านไปหนองเล็งทราย โรงเรียนสอนว่ายน้ำแห่งแรกของหมอสันต์ในวัยเด็ก ระยะแค่สองสามกิโลสมัยเด็กๆผมเดินไป แต่สมัยนี้ต้องขับรถไป เข้าไปในถนนซอยเล็กๆเรียกว่าบ้านต้างหนองซึ่งสมัยก่อนเป็นทางเกวียน เดี๋ยวนี้ราดยางหมดแล้ว สองข้างทางมีลิ้นจี้ปริล้นออกมานอกรั้วยื่นเข้ามาในถนนจนหากจะแอบเอื้อมมือปลิดกินขณะขับผ่านก็ทำได้ เจ้าของคงจะมองเห็นความเสี่ยงนี้จึงเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อไว้ ที่ผมตีเจตนาว่าห่อกันคนเดินถนนมากกว่ากันแมลงนั้นเพราะที่สูงเกินมือเอื้อมถึงไม่เห็นห่อกระดาษเลย

      ผ่านมาอีกหน่อยเห็นบ้านหลังหนึ่งปลูกเฟื่องฟ้าขึ้นบังหน้าบ้านเสียมิด เหลือทางเข้าตัดเป็นอาร์คโค้งเล็กนิดเดียว และมองเห็นหน้าต่างบ้านหลังซุ้มเฟื้องฟ้าไรๆ แหมถ้านี่เจ้าของเกิดคิดเจาะช่องพุ่มเฟื่องฟ้าให้ตรงกับหน้าต่างสองข้างประตูอาร์คโค้งสักสองช่อง และลงแรงตัดแต่งเฟื่องฟ้าเสียหน่อย บ้านนี้ก็จะกลายเป็นบ้านเฟื่องฟ้าที่เท่ระเบิดเลยนะเนี่ย

      พอพ้นชายหมู่บ้านต้างหนองเราก็วิ่งเลียบหนองเล็งทราย สถานที่ที่เป็นความทรงจำสาระพัดในวัยเด็ก เป็นที่เรียนว่ายน้ำ และเคยจมน้ำที่นี่จนเพื่อนๆเขาต้องไปลากขึ้นมา วิชาถ่อเรือเก็บดอกบัวก็เรียนจากที่นี่ วิชาซุ่มดูนกแบบกลั้นใจซุ่มดูอยู่ในพงเพื่อให้เห็นมันป้อนข้าวลูกมันก็เรียนจากที่นี่
หนองเล็งทราย โรงเรียนสอนว่ายน้ำแห่งแรกของหมอสันต์
วิธีทำบาป (ตกปลา) ก็เรียนที่นี่แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเพื่อนเเขาตกได้ปลาหมอตัวโตๆแต่หมอสันต์ตกได้แต่ปลาซิวปลาสร้อย จนพวกผู้ใหญ่เขาว่า "มันเป็นคนทำบาปไม่ขึ้น"  ช่างเป็นคำประเมินความสามารถที่ฟังดูดีแท้

     ลมพัดเย็นสบาย ผมเปิดหน้าต่างกระจก ขับเลียบไปทางทิศตะวันออกของหนองน้ำ อากาศตอนเช้าแห้ง ไอหมอกและกลิ่นหอมของการเผาหญ้าเผาฟางทำไร่อบอวลจางๆ ท้องนาเหลืองอร่ามจากข้าวที่กำลังแตกรวง มองเห็นหุ่นไล่กาใส่เสื้อแดงอยู่กลางทุ่งรวงทอง ผมหยุดลงถ่ายรูป
หุ่นไล่กาใส่เสือแดง กับดอยหัวง้ม


     ข้างหลังไกลโพ้นเห็นตะคุ่มๆคือดอยหัวง้มซึ่งอยู่ในเขตอำเภอพาน เป็นที่ๆผมเองเคยไปเดินป่ากับครูบ้างกับเพื่อนบ้างสมัยที่เพิ่งแตกหนุ่ม ที่นาบางแปลงชาวนาวางหุ่นไล่กาห่างๆกันสามสี่ตัว แล้วใช้เชือกเอ็นเส้นเล็กๆขึงหากันแล้วขึงไปหา "เน็ง" ซึ่งเป็นกระดึงสำหรับผูกคอวัว แต่คราวนี้เอามาผูกไว้บนหลักกลางท้องนา เวลาจะไล่นกก็ชักเชือกเอ็น พวกหุ่นไล่กาแต่ละตัวก็จะขยับเป็นอริยาบทต่างๆกันเหมือนนัดกันไว้ พร้อมกันนั้นเน็งก็จะส่งเสียงเน็ง เน็ง เน็ง ไล่นก

ขับกินลมชมทุ่งไปได้หลายกม.แล้วก็กลับหลังหัน เพราะหนองเล็งทรายแห่งนี้มีพื้นที่ตั้งห้าพันไร่ หากจะขับรอบก็คงจะกินเวลามากเกินไปเป็นแน่แท้ พอกลับเข้าหมู่บ้านต้างหนองก็สะดุดตาแบบถูกหักอารมณ์กับบ้านเล็กๆหลังหนึ่งซึ่งปักร่มสีม่วงสดและสีอิ้น (เขียวอ่อนสดๆ) และแขวนตุงสะอาดสะอ้านหลากสีสันตัดกับสีดำและเทาของเสื้อผ้าที่หุ่นใส่โชว์หน้าบ้าน ยามที่แดดเช้าส่องทะลุร่มมันให้สีเจิดจ้าราวกับร้านขายของเล็กๆในชนบททางตอนใต้ของฝรั่งเศสก็ไม่ปาน แต่ว่านี่มันบ้านนอกคอกนา ชนบทของ อ. แม่ใจ จ.พะเยา นะ

     ผมจอดรถลงไปดูด้วยความอยากรู้ มันเป็นห้องเสื้อหรือบูติคมากกว่า ตั้งขายกันริมถนนทางเกวียนลาดยางกันเลย มีหุ่นใส่เสื้อผ้าแบบชาวเหนือซึ่งระดับชั้นของสินค้านี้ หากมองด้วยสายตาคนนอกอย่างหมอสันต์เชื่อว่าบูติคดีๆในกรุงเทพฯทำอะไรไม่ได้ ไม่เชื่อท่านดูรูปเอาเองก็แล้วกัน

แนน สาวผู้ทิ้งงานออฟฟิศกลับบ้านเกิด

ตรงข้างๆมีคิออสเล็กตั้งเครื่องดื่มขายอยู่ในหม้อดิน แต่หากสังเกตให้ดีจะมีถุงพลาสติกอยู่ในหม้อดินนั้นอีกชั้นหนึ่ง ผมแวะอุดหนุนช็อกโกแล็ตเย็นและชวนเจ้าของคุย เธอชื่อ "แนน" เป็นสาวผู้เบื่อชีวิตออฟฟิศ จึงกลับมาอยู่บ้านเกิด ผมถามว่ามันต่างกันอย่างไรระหว่างการทำงานออฟฟิศกับการมาอยู่อย่างนี้ เธอตอบว่า


"..ทำงานออฟฟิศมันก็ดีนะ ถ้าเราขยันก็ทำของเราไป แต่บางครั้งมันอดหงุดหงิดกับสิ่งรอบๆตัวไม่ได้ จึงคิดว่ากลับบ้านมาทำของตัวเองดีกว่าเราจะขยันเท่าไหร่ก็ขยันไปไม่ต้องไปคิดมากว่าคนอื่นเขาจะอย่างโน้นอย่างนี้"

     ผมเผลอปากเสียถามว่าอยู่กับแฟนหรือ เธอรีบบอกว่าหนูยังโสด อยู่กับคุณยาย ผมแอบมองเข้าไปในบ้านเห็นตั่งโบราณตั้งอยู่ ตรงระเบียงหน้าตกแต่งออกแนวรกนิดๆแต่ก็ไว้เชิงคลาสสิก ที่ใต้ถุนบ้านมีรถปิคอัพจอดอยู่คันหนึ่ง ผมจึงอดถามแบบสอดรู้สอดเห็นอีกไม่ได้ว่า

"..แล้วรายได้มันจะพอหรือ ผมเห็นคุณก็มีรถมีอะไรที่จะต้อง maintain" เธอตอบว่า

".. มันก็อยู่ได้นะคะ หนูทำมาสองปีแล้ว ลูกค้าเขาก็เริ่มรู้จัก บางคนก็มาซื้อจากที่ไกลๆ เสื้อผ้าทุกชิ้นหนูเลือกมาเองจากต้นตอผู้ผลิต แล้วอยู่บ้านนอกรายจ่ายมันก็ไม่มาก"

     ออกจากบ้านแนนมาได้ไม่ไกล พบบ้านริมทางหลังหนึ่งเป็นบ้านไม้เก่าๆติดกาแลที่จั่วและตกแต่งแบบมีสไตล์ของตัวเอง ผมจอดรถแวะลงไปถ่ายรูปโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของเพราะเจ้าของไม่อยู่ แต่ได้ยินเสียงเพลง "น้ำค้างเดือนหก" ของสุรพล สมบัติเจริญ ดังลั่นออกมาจากในบ้าน ภาพนี้ผมลงให้เป็นภาพส่งท้ายของการแอ่วบ้านต้างหนองครั้งนี้

     วันนี้ว่าจะไม่ตอบคำถามแล้วนะ แต่จดหมายค้างแยะเหลือเกิน ต้องทะยอยระบายตอบ วันนี้ขอตอบเพียงสั้นๆหนึ่งฉบับนะ

..........................................................................


คุณหมอสันต์คะ

สามีของหนูเสียชีวิตกะทันหัน หมอบอกว่าเป็นโรคหัวใจโดยที่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย ทิ้งหนูกับลูกน้อยอีกสองคนไว้ เรื่องเกิดมาได้เกือบปีแล้ว แต่หนูก็ยังอับจนหนทาง ทุกวันนี้ต้องกินยาจิตแพทย์สามสี่ตัว ซึ่งแทบไม่มีผลอะไร หนูจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร พ่อแม่ก็เรียกให้ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างแล้วพาลูกกลับไปอยู่บ้านนอก จะทำได้อย่างไร เพราะลูกจะไปปรับตัวได้อย่างไร แม้แต่หนูเองก็จะไปทำอะไรที่บ้านนอก หนูจะฆ่าตัวตายแต่ก็ต้องฆ่าลูกด้วยเพราะไม่งั้นใครจะดูแลพวกเขา ญาติที่ดูเหมือนจะเป็นห่วงนั้นแท้จริงแล้วก็ล้วนแต่พวกที่กลัวหนูจะได้ดี การที่สามีหนูตายมันคงทำให้พวกเขาสะใจเหมือนกัน หนูหมดหนทางไป ที่เขียนมาหาคุณหมอเพราะรู้สึกว่าคุณหมอเป็นญาติ ไม่เคยเห็นหน้า แค่อ่านก็รู้สึกว่าคุณหมอเป็นญาติตัวจริง 
คุณหมอช่วยหนูด้วยนะคะ

.....................................................

ตอบครับ

     ฟังสำนวนแล้วเหมือนจะเป็นจะตายเลยนะครับ แต่ไม่หรอก จดหมายแบบนี้มีแยะ ผมไม่ได้ว่าเป็นเรื่องไม่จริงนะ ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด แต่ผมไม่ยอมเซอร์ไพร้ส์กับความตายตามที่คุณหรือคนอื่นๆพยายามจะให้เป็น เพราะความตายมันไม่ใช่อะไรที่เซอร์ไพร้ส์ เราต่างหากที่ไปปฏิบัติต่อความตายว่าเป็นอะไรที่เซอร์ไพร้ส์นอกเหนือความคาดหมายอย่างสุดๆ ไม่เป็นธรรมชาติ น่าขายหน้าที่มาเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา ทั้งๆเราเกิดมาสิ่งที่แน่นอนที่ติดตัวมานั้นมีอย่างเดียว คือความตาย อันนี้ไม่ใช่ของเซอร์ไพร้ส์ อย่างอื่นที่ไม่ใช่ความตายสิ เป็นของที่อาจเซอร์ไพร้ส์คุณได้

     ในการตอบคำถามให้คุณอย่างสั้นๆนี้ ผมสรุปเป็นภาพรวมสำหรับคนที่ ผ. ตาย หรือ ม. ตาย หมายถึงตายโดยเราไม่ได้ตั้งใจทำนะ (หุ หุ ขอโทษ หมอสันต์ปากเสียอีกละ) คือคนที่ ผ. ตายหรือ ม. ตายนี้ มักจะมีมายาคติ หรือความเชื่อผิดๆที่จะต้องแก้ไขสามอย่างก่อน คือ

1. เชื่อผิดๆว่าเขาหรือเธอตายเพราะฉัน

     ถ้าฉันไม่ใช้เขาหาเงินมากเขาก็คงไม่ตาย ถ้าฉันไม่ทะเลาะกับเขา เขาก็คงไม่เครียดและไม่ตาย ฯลฯ เขาตายเพราะฉัน ฉันต้องรับผิดชอบ ภาษาหมอเรียกว่าเป็นการบ่มเพาะความรู้สึกผิด (guilt) เพื่อลงโทษตัวเองที่เขาตายแต่ตัวเองยังอยู่ ซึ่งเป็นความคิดที่ไร้สาระและงี่เง่า แต่ก็เป็นงี้กันทุกคน ความคิด guilt นี้แม้จะไร้สาระและงี่เง่า แต่ขึ้นชื่อว่าความคิดแม้จะไร้สาระและงี่เง่าหากเราไปถือหางมันหรือไปเชื่อมันเข้า มันจะกลายเป็นงูที่ได้น้ำพิษขึ้นมาทันที แล้วมันก็จะพาเราตายด้วยพิษนั้น ดังนั้นให้วาง หรือทิ้ง ความคิด guilt นี้เสีย วางหมายความว่าไม่ให้ราคา ไม่หยิบฉวย ไม่่ใส่ใจ หันหลังให้

2. เชื่อผิดๆว่าความโศกเศร้าอันใหญ่หลวงนี้จะเป็นพรมที่ปูไปทุกตารางนิ้วของชีวิตชั่วกัลปาวสาน

     ความเป็นจริงคือความเศร้าก็เป็นแค่ความคิด มาแล้วก็ไป บางครั้งดูเหมือนมาแรง ก็ปล่อยให้มันมา แต่ไม่ไปให้ราคา ไม่หยิบฉวย ไม่ใส่ใจ หันหลังให้ แล้วมันก็จะไป ไปแล้วมาอีกก็ช่างปะไร ที่สำคัญคุณอย่าไปเสพย์ติดความโศกเศร้า อย่ากลัวว่าถ้าสร่างโศกแล้วชีวิตจะไม่มีอะไรทำ คุณเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นให้วางความคิดแบบนั้นเสียเดี๋ยวนี้

3. เชื่อผิดๆว่าที่ตัวเองล้มลงหมดกำลังอ่อนล้าถึงเพียงนี้ มันไม่มีทางกลับมาเข้มแข็งได้อีกหรอก

     ความเป็นจริงคือพลังชีวิตนั้นส่วนใหญ่มันไม่ได้สร้างขึ้นที่ภายในร่างกายของเรา แต่มันเข้ามาสู่ตัวเราได้ทางอากาศ จริง จริ๊ง วงการแพทย์รู้จักชีวิตเพียงร่างกายนี้ จึงไม่มีความรู้เรื่องพลังงานชีวิต แต่ผมใช้ชีวิตมาจนแก่ปูนนี้แล้วได้ลองผิดลองถูกจนสรุปได้ว่าชีวิตประกอบด้วยสามส่วน คือร่างกาย ความคิด และวิญญาณ หรือความรู้ตัว (consciousness) เจ้าตัวหลังนี้มันเป็นความว่างเปล่าที่เผอิญมีความตื่นและความสามารถรับรู้ได้อยู่ด้วย คือมันเป็นพลังงาน โดยที่บ่อใหญ่ของพลังงานนี้มันไม่ได้อยู่ในตัวคุณ บ่อใหญ่มันอยู่ข้างนอก แค่คุณอยู่สงบๆนิ่งๆในธรรมชาติคุณก็ได้รับพลังงานเข้ามาแล้ว ความเชื่อที่ว่าคุณจะอ่อนล้าเป็นนกปีกหักไปตลอดกาลนั้นเป็นความเชื่อเหลวไหลไร้สาระทั้งเพ

     ย้ำอีกที ว่าลำพังความคิดนั้นไม่มีราคาอะไรหรอก มันเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ แต่เมื่อมีความเชื่อเข้าไปถือหาง มันก็กลายเป็นพยัคฆ์เสียบปีกที่จะพาคุณลงนรกขุมไหนก็ได้ ในขั้นตอนแรกนี้ให้คุณวางความเชื่อทั้งสามข้อนี้ลงก่อน แล้วใช้ชีวิตปรกติของคุณไปวันๆ เอาแค่วันนี้นะ ทีละวันๆ เอาแต่ปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องเล็กแก้ได้แก้ไป เรื่องใหญ่ปล่อยให้พระพรหมจัดการเอง หิ หิ ผมหมายความว่าปล่อยให้มันคลี่คลายตัวมันเองไป ทุกปัญหามันมีทางออกของมันเอง เชื่อผม ถ้าใครทักว่า

      "เป็นไง ผ. ตายแล้วเป็นไงบ้าง"    

      ให้คุณยิ้มตอบแล้วบอกเขาอย่างสุภาพว่าขอเปลี่ยนคำถามว่า

     "วันนี้เป็นไงบ้าง" ได้ไหม

    แล้วคุณก็ตอบชีวิตในวันนี้ให้เขาไปอย่างเต็มปากเต็มคำ ส่วนวันพรุ่งนี้หรือวันอื่นๆนั้นหากมีคนถามถึง ให้คุณตอบว่ายังไม่รู้เลย ขอเอาทีละวันก่อนละกัน ใช้ชีวิตไปอย่างนี้จนความเชื่อทั้งสามอย่างนี้ไม่มีที่อยู่ในใจคุณอีกต่อไปแล้ว ถึงตอนนั้นหากยังมีปัญหาว่าจะเลี้ยงลูกน้อยสองคนต่อไปอย่างไรก็ค่อยเขียนมาหาผมอีกก็ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์