12 เมษายน 2560

ให้หมอสันต์ตั้งต้นด้วยเงินตั้ง 0 บาทเชียวเรอะนี่

เรียน อาจารย์สันต์ที่เคารพ
      ใครจะรู้ พอจบออกมาจากโรงเรียนแพทย์ โลกแห่งความจริงมันช่างโหดร้ายกว่าในนิยายตาใสของโรงเรียนแพทย์ วงการการแพทย์ที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังของประเทศ กลับเต็มไปด้วยเส้นสายและการเมืองภายใน การเอารัดเอาเปรียบของรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ภาพลักษณ์ของผู้ให้ความช่วยเหลือ กลายเป็นภาพของการกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลจากวงการสาธารณสุข ก่อให้เกิดความโลภ หมอหลายคนดึงคนไข้ออกจากรพไปสู่คลินิกตัวเอง หน่วยงานบางหน่วยงานที่ได้รับทุนสนับสนุนวิจัยมากมายแต่ไม่เคยตกไปถึงผู้ที่ทำงานจริงๆ เหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้ว
   อาจารย์อาจจะสงสัยว่าผมบ่นอะไร ผมบ่นได้ทุกเรื่อง เพราะผมยังไม่รู้ว่าความสุขและความสงบคืออะไร ผมพยายามอ่านและทำความเข้าใจกับสิ่งที่อาจารย์สอน ทั้งด้านธรรมะและจิตวิญญาณ แต่ดูเหมือนว่าคงต้องใช้เวลาให้มากกว่านี้
   อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะขอขอบคุณอาจารย์สันต์ ใจยอดศิลป์สำหรับคำตอบทั้งหลาย บางครั้งตอนนั้นอาจจะมีบางส่วนไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ให้ตัวเองได้เติบโตขึ้น กลับไปย้อนอ่านอีกครั้ง ผมถึงได้รับรู้ว่า เป็นความจริงทุกประการ จากผู้ที่มีประสบการณ์
   หากไม่เป็นการลำบากมากเกินไป ผมขอปรึกษาเล็กน้อยครับ หากอาจารย์สันต์ย้อนกลับไปวัยขบเผาะ จบออกจากโรงเรียนแพทย์ใหม่ๆ ไม่มีไฟในการทำงาน พี่น้องแพทย์ช่วยกันกอบโกย ไม่มีความยุติธรรมในโลกใบนี้ เงินหาง่ายด้วยงานเอกชนและความงาม นายทุนครองอำนาจในการกำหนดชีวิตคน ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่สามารถช่วยให้ระบบสาธารณะสุขไทยพ้นจากการล่มสลายได้ในอนาคตอันใกล้
นอกจากการปล่อยวาง ผมควรทำอย่างไร
   เรื่องเงินก็เป็นปัญหาที่สำคัญ สมมติว่าเริ่มต้นตัวเปล่า เริ่มต้นจาก 0 หากผมต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง ราคา 3 ล้านบาท  หากเริ่มทำงานในระบบราชการ เงินเดือน4หมื่น บวกลบค่าเวร สมมติเก็บเงินได้เดือนละ 2 หมื่นบาท ปีละ2แสน4หมื่น เก็บ10ปี ได้ 2ล้าน4แสน ถึงเวลานั้นราคาบ้านก็คงขึ้นไปแล้ว
หากตั้งใจทำงานต่อ เก็บเงิน 20 ปี มีเงินเก็บ 4ล้าน8แสน ก็อาจจะซื้อบ้านได้ แต่ไม่รู้ว่าบ้านแถวไหน หากออมเงิน เดือนละ 2 หมื่นบาท นำไปลงทุนด้วยอัตราผลตอบแทนทบต้น 10% ต่อปี พอครบ20ปี จะมีเงิน9ล้าน6แสนกว่าๆ ซึ่งก็ยากเหลือเกิน แปลว่าการทำงานโรงพยาบาลรัฐ นอกจากจะต้องทำงานหนักเยี่ยง...หมอ แล้ว ยังต้องประหยัด อดออม อดทน ต่อเนื่องถึงเกือบ20ปี กว่าจะได้ดูแลครอบครัวของตัวเอง
     สรุปคำถามคือ
     สมมติว่าอาจารย์เพิ่งจบปีนี้ ณ พศ. นี้ มีเงินติดตัว 0 บาท อาจารย์จะมีวิธีเลือกและตัดสินใจอย่างไร รวมทั้งมีมุมมองต่อทุกๆมิติของชีวิตอย่างไรครับ ผมยังหาจุดหมายของชีวิตไม่เจอ..

ด้วยความเคารพอย่างสูง

..............................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าถ้าหมอสันต์เพิ่งเรียนจบวันนี้และให้เงินมา 0 บาท จะมีแผนการเงินและก่อร่างสร้างตัวเลี้ยงดูครอบครัวอย่างไร ตอบว่าโอ้โห ให้หมอสันต์ตั้ง 0 บาทเชียวเรอะนี่ เพราะในชีวิตจริงหมอสันต์จบมาพร้อมด้วยตัวเลขติดลบ คือมีหนี้สิน ทั้งหนี้ที่บรรพบุรุษไปยืมชาวบ้านเขามาส่งเสียให้หมอสันต์เรียน และหนี้ที่หมอสันต์ติดค้างค่าเล่าเรียนกับมหาลัย สมัยโน้นไม่มีระเบียบเอื้อให้มหาลัยทำสัญญาปล่อยกู้ให้นักศึกษาแบบสมัยนี้ อธิการบดีสมัยนั้นใครใจอ่อนให้นักศึกษาค้างชำระหนี้ก็ต้องหาวิธีประกันหนี้เอาเองตามสไตล์ของใครของมัน อธิการบดีของผมสมัยนั้นท่านเป็นวิศวะ เป็นนักฟุตบอลและเป็นสุภาพบุรุษ จำได้เลาๆว่าท่านชื่อ ดร.ผาสุข กุลลวนิช ไม่แน่ใจว่าสะกดชื่อท่านถูกหรือเปล่า ท่านใช้วิธีเรียกผมไปนั่งจ้องมองตาแล้วพูดกับผมว่า

     "สันต์ เรามาทำสัญญาลูกผู้ชายกันนะ ว่าสันต์จบแล้วมีรายได้แล้วจะส่งเงินมาชดใช้หนี้ให้มหาลัยจนครบ" 

     ผมแอบนึกในใจแบบจิ๊กโก๋ว่า..สัญญาลูกผู้ชายหรือ หุ หุ.. เสร็จเรา แต่พอจบมาจริงๆแล้วพูดแล้วจะหาว่าคุยนะ จบมาเงินเดือน 2,450 บาทบวกค่าอยู่เวรเหมาจ่ายอีกเดือนละ 400 บาท หมอสันต์ส่งงวดใช้หนี้มหาล้ยจนครบทุกดอก เอ๊ยไม่ใช่ ครบทุกต้น เพราะมหาลัยไม่คิดดอก ฝนจะตกแดดจะออกหมอสันต์ไม่เคยขาดส่งหนี้มหาลัยแม้แต่งวดเดียว

     เลิกคุยโม้มาตอบคำถามคุณหมอกันดีกว่า ผมจะเกริ่นให้ฟังก่อนนะว่าตอนจบใหม่สมัยโน้น ผมคิดและทำอย่างไร และหากย้อนเวลากลับไปเริ่มใหม่ได้ ผมจะคิดและทำอย่างไร คำตอบของผมคุณหมอจะเก็ทหรือไม่เก็ทไม่สำคัญ เพราะผมถือว่าผมตอบให้คนทุกอาชีพวัยรุ่นๆคุณหมอที่อ่านบล็อกนี้ทั้งหมดด้วย

     ณ วันที่ผมจบมาตอนโน้น ผมคิดเหมือนคุณหมอตอนนี้ คือคิดถึงการทำมาหากินชดใช้หนี้สินและสร้างหลักฐาน จะต่างกันก็แค่ผมไม่ได้คิดไกลถึงสิบยี่สิบปีเท่านั้น ผมคิดแค่สองสามปี แต่สารัตถะเหมือนกัน คือเป็นความคิดใน survival mode ผมหมายถึงคิดแบบมนุษย์ถ้ำว่าวันๆจะรอดชีวิตได้อย่างไร วันๆมีแต่การดิ้นรนแถกเหงือกเพื่อให้อยู่รอด ได้กิน ได้ขับถ่าย ได้สืบพันธ์ ได้หลบลี้เข้ามุมนอนหลับโดยไม่ถูกใครมาจับกิน ชีวิตใน survival mode นี้แม้ดูเหมือนจะเป็นชีวิตของสัตว์ทั่วไปนก กา ไก่ แมว หมา แต่คนเราก็ดำเนินชีวิตเช่นนี้ไม่ต่างกัน พอได้ตั้งต้นอย่างนั้น ชีวิตทั้งชีวิตก็จะเดินไปทางนั้นแบบอัตโนมัติ โดยมีตัวชี้วัดคือ เงินในบัญชี ถาวรวัตถุ บ้าน ที่ดิน การได้ครอบครองสมบัติบ้าต่างๆ และการยึดกุมคอนเซ็พท์ต่างๆซึ่งล้วนเป็นมายาคติ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ โฉนด ความเป็นเจ้าของ การครอบครอง ความมั่นคง การประกันภัย  ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ความถูกต้อง ความยุติธรรม แบรนด์ โลโก้ ชื่อเสียง ความดีความเลว ฯลฯ

     ถามว่า ณ วันนี้หากผมมีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่ ผมจะใช้ชีวิตอยู่ใน survival mode อีกครั้งไหม ตอบว่าไม่หรอกครับ ไม่อย่างแน่นอน เพราะ ณ วันนี้ผมมีความเจนจัดในชีวิตแล้ว แต่ ณ วันโน้นผมยังไม่มี ในตอนที่ไม่มีความเจนจัด ผมเข้าใจไปว่าการสร้างรากฐานชีวิตต้องสร้างด้วยเงินในบัญชี ถาวรวัตถุเช่นบ้านหลังแรก หลังที่สอง การประกัน.. เมื่อมีเงินมีวัตถุมากพอแล้ว ก็จะเป็นฐานรากให้ชีวิตของเรามีความสุข มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี

     แต่ ณ วันนี้ วันที่มีความเจนจัดในชีวิตดีแล้ว ผมได้เรียนรู้ว่าแบบแปลนที่ผมใช้สร้างชีวิตมานั้นมันผิดหลักสถาปัตยกรรมชีวิตที่เป็นของจริงแท้ กล่าวคือสถาปัตยกรรมชีวิตที่จริงแท้ ฐานรากของชีวิตคือความรู้ตัวหรือจิตสำนึกรับรู้ (awareness หรือ consciousness) จากตรงนั้นความเป็นไปในร่างกายของเราจึงถูกกำหนดขึ้นและดำเนินไป ยิ่งคอนเซ็พท์ต่างๆ เงินในบัญชี ถาวรวัตถุ ซึ่งล้วนเป็นมายาที่เน่าเปื่อยย่อยสลายได้ก็ยิ่งล้วนค่อยๆถูกกำหนดขึ้นมาในชีวิตผ่านการแอบใช้อำนาจของความรู้ตัวแต่ว่าเป็นการใช้อำนาจไปกับสิ่งที่ไร้ความหมายไร้ความสำคัญ การที่คนเราไปยึดเอาวัตถุเป็นฐานรากของชีวิตเป็นการดำเนินชีวิตที่ผิดทาง แค่นี้มนุษย์เราก็ทำโลกนี้เละเทะน่าเกลียดมากพอแล้ว หากมนุษย์เรายังเดินแนวทางวัตถุนิยมนี้ไปอีกเพียงไม่นาน ผมว่าไม่กี่พันปีข้างหน้าโลกนี้คงถึงแก่กาลล่มสลาย ผมพูดอย่างนี้กับคุณหมอทั้งๆที่รู้ว่าคุณหมอจะไม่เข้าใจแต่ก็ต้องพูดไว้ก่อน เผื่อว่า ณ จุดหนึ่งของเวลาคุณหมอจะเกิดเข้าใจมันขึ้นมา ดีกว่ารอให้คุณหมอไปเข้าใจเอาเองตอนแก่เหนียงยานแล้วอย่างผมตอนนี้ คือตอนที่ความเจนจัดทำให้ตระหนักรู้ว่ามิใยที่จะมีวัตถุต่างๆที่สร้างขึ้นมาแล้วมากมายเพียงใด หรือยึดกุมคอนเซ็พท์ดีๆไว้เหนียวแน่นเพียงใด แต่สิ่งเหล่านั้นก็ล้วนเป็นเพียงมายาที่เน่าเปื่อยผุพังเปลี่ยนแปลง ยิ่งพยายามที่จะยึดกุมมันไว้ยิ่งทำให้ตัวเองห่างออกไปจากเป้าหมายที่เรียกง่ายๆว่า "ความสุข" มากขึ้นทุกที ขณะที่เวลาที่จะมีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้ก็เหลือน้อยลงๆ

    คุยกันในระดับแบบแปลนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ มาคุยกันในระดับการลงมือก่อสร้างหรือการใช้ชีวิตจริงๆเลยดีกว่า ณ วันแรกที่จบออกมาทำงาน เรื่องเดียวที่ผมจะวางแผนหรือตั้งใจจะทำก็คือการฝึกกล่อมใจตัวเองไม่ให้กระเจิดกระเจิง ให้เข้าไปอยู่กับความรู้ตัวให้เป็นก่อน เรื่องอื่นไม่สำคัญ งานการก็ทำไปตามหน้าที่ เรื่องอื่นไม่วางแผนไม่ตั้งใจอะไรทั้งสิ้น ว่ากันไปวันต่อวัน คุณอาจจะคิดว่าไหนว่าจะพูดเรื่องระดับที่พูดกันแล้วรู้เรื่องไงละ หิ หิ เอางี้ก็แล้วกัน ถ้าจะให้รู้เรื่อง เรามาเล่นเกมเล็กๆสักเกมหนึ่งนะ คุณกับผมแค่นี้แหละ สองคนเล่นกัน โอนะ

     ในเกมนี้คุณมาเยี่ยมผมที่บ้านของผมเอง คุณมาถึงเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผมเปิดประตู คลิก..ก โผล่หน้ามาเจอคุณ ฮ้า มาหาหมอสันต์หรือครับ เข้ามาก่อน เข้ามาก่อน ถ้าเป็นบ้านคนทั่วไปเขาให้วางรองเท้าไว้ข้างนอก แต่บ้านนี้ผมให้คุณวาง “ความคิด” ของคุณไว้ที่ข้างนอก

     คือก่อนจะเข้าประตูมา วางความคิดทุกอย่างลงที่นอกประตูก่อน รวมไปถึงคอนเซ็พท์ใดๆเกี่ยวกับตัวคุณด้วย คุณชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน มีการงานอาชีพอะไร มีเงินมีทองแค่ไหน คุณวุฒิสูงแค่ไหน มีประสบการณ์อย่างไร กังวลเรื่องอะไร วางไว้ที่ข้างนอกก่อน วางความเป็นบุคคลคนหนึ่งของคุณไว้ก่อน ความเป็นหมอ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก วางไว้ก่อน ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเสร็จเกมนี้ คุณค่อยไปเก็บกลับคืนก็ได้ คอนเซ็พท์ชีวิตแบบไหนที่คุณอินกับมัน เช่นรักความยุติธรรม เกลียดเส้นสาย ก็วางไว้ก่อน  ความตั้งใจว่าคิดจะทำอะไร วางไว้ก่อน เข้ามาแต่ตัว

    โอเค.เข้ามาในบ้านผมแล้ว 

     "คุณหมอชื่ออะไรครับ"

     “ผมวางชื่อไว้ข้างนอกเสียแล้ว ก็อาจารย์บอกให้วาง”

     "อะ ฮ้า ใช่ๆ ดีๆ ลืมไป เอาเถอะๆ ไม่ว่าคุณหมอจะชื่ออะไร คุณหมอก็มารู้จักชื่อนี้เอาหลังจากที่จำความได้คือราวหนึ่งขวบแล้วแหละ ตัวตนแท้จริงของเรานั้นมีมาก่อนชื่อนี้ หมายความว่าความรู้สึกว่าเป็น "ตัวฉัน" นี้มีมาก่อนตัวเราจะถูกตั้งชื่อ วันนี้เพื่อความง่ายผมจะสมมุติว่าคุณหมอชื่อจอนก็แล้วกันนะ เข้ามาในบ้านผมแล้ว วางความคิดไว้ที่ข้างนอกแล้ว มา มา มานั่งกันที่ห้องกระจก นั่งก่อนๆ นั่งด้วยกันหน้าต่อหน้าแบบนี้แหละ คราวนี้คุณหมอตอบคำถามผมจากหัวใจนะ อย่าตอบจากสมอง อย่าคิดใคร่ครวญให้ได้คำตอบหลักแหลมแล้วจึงตอบ แต่ให้ตอบตามความเป็นจริงที่อยู่ในใจ ตอนนี้คุณหมอวางความคิดทุกอย่าง วางความเป็นบุคคลของคุณหมอไว้ที่ข้างนอก แม้แต่ชื่อก็วางไว้ที่ข้างนอก บอกผมหน่อยสิว่าตอนนี้ในใจคุณหมอเหลืออะไรอยู่บ้าง"

     “อืม..ม มีความคิดว่าไม่น่ามาที่นี่”

     "โอเค. นั่นมันเป็นแค่ความคิด วางมันลงไปก่อน เปิดประตูห้อง เอามันไปไว้ข้างนอกก่อน เพราะเราไม่ให้เอาความคิดเข้ามาด้วย วางหมายความว่าเพิกเฉย  ไม่หยิบฉวย ไม่สนใจมัน ตอนนี้คุณหมอรู้สึกยังไงบ้าง"

     “อืม..ม รู้สึกแปลกๆ”

     "รู้สึกแปลกๆนี่ก็เป็นความคิดนะ อยู่ในห้องนี้คุณหมอต้องระวังความคิดที่เรานึกว่าเราวางไว้ข้างนอกแล้ว บางทีมันก็แอบทำตัวลีบตามเข้ามา บางทีมันก็ตะแงวๆจะดึงเรากลับไปหามัน วางความคิดที่ว่ารู้สึกแปลกๆลงไปก่อน วางลงไป วางลงไปหมายความว่าอย่าไปแตะมัน หันหลังให้มันเสียก็ได้ ตอนนี้มีอะไรเหลืออยู่ในใจบ้าง"

     “แว่บหนึ่งผม..คิดถึงรถที่ตั้งใจจะไปดาวน์ แว่บเดียว”

     "โอเค. เป็นความคิด วางลงไปอีกด้วย คราวนี้ในใจเหลืออะไรบ้าง"

     “ได้ยินเสียงอาจารย์ ได้ยินเสียงแอร์ แอร์เย็นที่แขน”

     "โอเค. เหลือความสามารถในการได้ยิน ความสามารถในการเห็น การสัมผัสรับรู้ ยังเหลืออยู่ คราวนี้คุณหมอบอกผมสิ แล้วใครละที่เป็นผู้ได้ยินหนะ ใครได้ยิน"

     “อืม..ม ก็..ตัวผมไง ตัวผมเป็นผู้ได้ยิน”

     "ตัวผมในที่นี้ไม่ใช่คุณหมอจอนนะ เพราะความเป็นบุคคล รวมทั้งชื่อแซ่คุณวางทิ้งไว้ที่ข้างนอกแล้ว ถ้าไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่คุณหมอจอนเป็นผู้ได้ยิน แล้วตัวผู้ได้ยินเป็นใครละครับ บอกผมหน่อยสิ"

     “ก็..คงเป็นตัวผมก่อนที่จะมีคนตั้งชื่อให้มังครับ”

     “โอเค. “ตัวฉัน” ก่อนที่จะมีชื่อมีฐานะ ก่อนที่จะเป็นบุคคลในสังคมคนหนึ่ง ผมเรียกตัวฉันก่อนที่จะมีชื่อตั้งนี้ว่า “ความรู้ตัว” ก็แล้วกันนะ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า awareness หรือ consciousness เอาละคุณบอกผมหน่อยสิ นอกจากความรู้ตัวแล้ว ในใจตอนนี้มีอะไรเหลืออีกไหม"

     “ไม่มี มันว่างๆโหวงๆครับ”

     "มีความรู้สึกอะไรอื่นอีกไหม ค่อยๆเช็คดูก็ได้ ไม่ต้องรีบ"

     "รู้สึกคันยิกๆทีท้องแขน อย่างอื่นไม่เหลืออะไรแล้ว อยู่ข้างนอกหมดแล้ว"

    "ผู้ที่รู้ว่าไม่เหลืออะไรแล้ว นี่แหละ คือความรู้ตัว นี่แหละธรรมชาติดั้งเดิมแท้จริงของคุณ คุณคือความรู้ตัว คุณไม่ใช่บุคคล แต่เป็นความรู้ตัว ซึ่งเป็นความว่างที่มีความตื่นและความสามารถรับรู้อยู่ด้วย ตอนนี้คุณได้มาอยู่กับความรู้ตัวแล้ว ให้คุณสังเกตนะ ที่ตรงนี้ซึ่งเมื่อไม่เหลืออะไรแล้ว มันมีอะไรเข้าๆออกๆไปๆมาๆหรือเปล่า 

     “ไม่มี”

      "ใช่ ไม่มีเลย มันมีแต่ความว่าง ไม่มีอะไรไปอะไรมาเลย อะไรที่เพิ่มเข้ามาได้ หรือเอาออกไปได้ ไม่ใช่ความรู้ตัว ไม่ใช่ความว่างนี้ พอได้อยู่ในความว่างนี้แล้ว คุณสังเกตนะว่าที่ตรงนี้ หมายถึงความรู้ตัวนี้ มันเริ่มต้นอยู่นี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ พอวางความคิดลงคุณก็เห็นมันอยู่ที่นี่แล้ว มันจะหายไปเมื่อไหร่ คุณรู้ไหม ไม่รู้หรอก มันอยู่มาอย่างต่อเนื่องด้วย ตรงนี้มันไม่มีนาฬิกา ไม่มีเวลา ตรงนี้แหละที่คนเขาเรียกว่าปัจจุบัน หรือนิรันดร มันคือธรรมชาติที่แท้ของความเป็นคุณ "

     “แล้วไงต่อละครับ”

     “แล้วไง ฮ้า นั่นเป็นความคิดนะ ความคิดมันไม่ยอมให้คุณอยู่นิ่งๆกับความรู้ตัวหรืออยู่กับปัจจุบันอย่างนี้หรอก เพราะตรงนี้ตัวความคิดมันไม่มีบทบาท ตัวมันไม่มีราคา ไม่เป็นที่ต้องการ มันทนไม่ได้ มันจึงต้องลากคุณหนีไปจากที่นี่ อยู่ที่ตรงนี้คุณต้องระวัง ต้อง aware ความคิด การอยู่กับปัจจุบันไม่มีคำว่าแล้วไง แล้วไงเป็นการลากดึงของความคิด"
     
     ประเด็นของเกมนี้ก็คือชีวิตนี้มีที่ที่เราจะอยู่ได้อยู่ส่องฝั่ง ฝั่งที่เราคุ้นเคย หรือฝั่งข้างนอกห้องกระจกนี้ นอกประตูนี้ออกไป คือการมีชีวิตอยู่ในความคิด อยู่ในคอนเซ็พท์หรืออยู่ในสมมุติบัญญัติต่างๆ รวมทั้งในคอนเซ็พท์เรื่องเวลา ผมจะเรียกฝั่งนอกห้องว่าเป็นชีวิตในมิติของเวลาก็แล้วกัน
     อีกฝั่งหนึ่งคือฝั่งในห้องกระจกนี้ เป็นชีวิตที่อยู่กับความรู้ตัว อยู่กับปัจจุบัน นิ่งๆ ไม่มีเวลา ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และจะอยู่ต่อไปจนถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ ผมจะเรียกฝั่งในห้องนี้ว่าเป็นฝั่งปัจจุบันหรือฝั่งชีวิตนิรันดรก็ได้

     การปักหลักอยู่ที่ฝั่งข้างนอกห้อง กับชีวิตในมิติของเวลา ซึ่งเราคุ้นเคยและทำกันมาช้านาน มันมีแต่ความไม่เสถียร ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความคิดของเรา ผู้คนวัตถุสิ่งของรอบตัวเรา มันล้วนเปลี่ยนแปรไปตลอดเวลา พอมันเปลี่ยนแปรไป เราก็เป็นทุกข์เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของมัน 

     ขณะที่หากเราหลบมาปักหลักอยู่ในห้องนี้ คือฝั่งปัจจุบันหรือฝั่งนิรันดร ตรงนี้มันว่างๆนิ่งๆ มีแต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีเปลี่ยนแปลง เราจึงจะได้อยู่แบบสงบๆนิ่งๆเย็นๆมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆทางข้างนอกห้องที่เกิดขึ้นผ่านหน้าเราไปเหมือนท้องฟ้ามองก้อนเมฆที่ไหลผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้รวมถึงความเจ็บป่วยและการตายของร่างกายเราด้วย เราอยู่ตรงนี้มองออกไป เราไม่ทุกข์ เพราะที่ในนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ข้างนอกห้อง เราอาจจะผลุบๆโผล่ๆออกไปทำกิจกรรมในมิติของเวลาบ้างเป็นครั้งคราวตามความจำเป็นแต่ก็ไม่ลืมที่จะกลับมาปักหลักประจำการอยู่ที่ในห้องนี้โดยทิ้งความคิดไว้ข้างนอก แบบนี้ย่อมเป็นชีวิตที่ดีกว่า การจะเข้ามาในห้องนี้ก็ไม่ยาก เราก็เพิ่งเขามากันหลัดๆ แค่วางความคิดทุกอย่างลงที่หน้าประตูเดี๋ยวนี้เลย ทุกอย่าง วางลงหมด ฟุบ..บ แล้วเราก็มาอยู่กับความรู้ตัวได้แล้ว  

     โอเค. เราจบเกมเล็กๆนี่แล้ว มาพูดเรื่องถ้าผมจบแพทย์มาใหม่ ณ วันนี้ผมจะใช้ชีวิตยังไงกันต่อดีกว่า ผมจะใช้ชีวิตอยู่กับความรู้ตัวให้ได้มากที่สุดทุกวัน ใช้ชีวิตแบบเบาๆ ทำเรื่องมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง ใช้ชีวิตอยู่ในห้องกระจกที่มองผ่านกระจกออกไปยังชีวิตข้างนอกเห็นตัวเรากระโดดโลดเต้นไปตามหน้าที่แต่ว่าทิ้งระยะห่างเล็กน้อย ไม่อินมาก ด้วยความ "รู้" ว่าชีวิตนอกห้องกระจกมันไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน นี่ว่าเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับตัวผมเองนะ ส่วนแพทย์คนอื่น พวกรุ่นพี่ๆเขาจะแย่จะงกกันอย่างไรนั้นมันเรื่องของเขา ช่างเขา ไม่ใช่เรื่องของผม ผมไม่สนใจและจะไม่หยิบมาคิดเลย ตัวใคร ก็ตัวมัน ขณะทำงานก็ผมก็จะพยายามอยู่กับความรู้ตัวบ่อยๆเท่าที่ทำได้ ว่างแต่ละวันก็หาเวลาสักครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงนั่งภาวนาฝึกอยู่กับความรู้ตัว ผ่อนคลายร่างกาย หลับตา แล้วค่อยๆล้างความคิดและสิ่งที่เห็นในใจจนเหลือแต่แสงสว่างนิ่งๆที่ภายใน เวลาทำงานกับเพื่อนร่วมงาน จะให้ผมเป็นผู้นำเขาผมก็เป็นได้ แต่ผมจะไม่คาดหวังให้เขาทำอย่างใจผมอยาก ไม่ไปพยายามเป็นนายเขา เวลามีเหตุการณ์ใหญ่ความเป็นความตายอะไรผมก็จะรับมือกับมันด้วยวิธีสงบนิ่งปล่อยให้เหตุการณ์คลี่คลายตัวมันเองทีละช็อต ทีละช็อต ไม่ไปกะเกณฑ์วางแผนอะไร ถ้ามีลูกผมก็จะเลี้ยงดูเขาให้เติบโตไปตามสภาพของเขา แต่จะไม่ไปตีตราว่าเป็นลูกผมแล้วต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ หากใช้เงินเดือนไม่หมด มีเงินมีทองทรัพย์สินเหลือ ผมก็ถือว่ามีก็โอเค. ดีกว่าไม่มี แต่จะไม่ปักใจกอดรัดว่ามันเป็นของฉัน ของฉัน เวลาทำงานผมก็จะลงมือทำโดยไม่คาดหวังผลอะไร ได้แค่ไหนก็แค่นั้น และจะทำทีละอย่างด้วย ไม่วางแผนเยอะแยะมากมาย เสร็จอย่างหนึ่งแล้วค่อยไปทำอีกอย่างหนึ่ง และจะไม่สนใจอะไรไกลๆยาวๆด้วย บ้านไม่มีก็อยู่บ้านหลวงหรือแฟลตแพทย์ อยู่กรุงเทพเขาไม่มีแฟลตให้อยู่ เงินซื้อบ้านก็ไม่มี ผมก็ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ทรัพย์สมบัติอะไรผมก็จะไม่เชื่อหรือวิ่งตามความคิดของตัวเองไปซื้อหามาครอบครอง ถ้าผมเป็นหมอผู้หญิงผมก็คงไม่สั่งซื้อเสื้อผ้ารองเท้ามาอัดไว้จนเต็มตู้ให้ชีวิตผมรกรุงรังมีภาระมากขึ้น สองสามปีแรกหรือหลายๆปีแรก ผมจะฝึกใช้ชีวิตจากมุมที่มองออกไปจากความรู้ตัว (Awareness mode) นี้ไปจนผมมีความคุ้นเคยช่ำชอง จนผมทำหน้าที่อยู่ได้โดยไม่ไปทุกข์ร้อนกับความเปลี่ยนแปลงนอกเหนือความคาดหมายทั้งหลายที่นอกห้องกระจก การดำเนินชีวิตต่อจากนั้นผมก็จะค่อยว่ากันไปช็อตต่อช็อต

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

...................................................

ดหมายจากผู้อ่าน (1)

เป็นโพสต์ที่คุณหมออธิบายอย่างเข้าใจได้มากที่สุดอันนึงเลย.. แต่ก็เหมือนหลักธรรมในศาสนาพุทธ คือเข้าใจนะ แต่ไม่(สามารถ)ลงมือทำเพื่อพาตัวเองให้เข้าถึงซะที.. แต่ผมสงสัยอย่างนึงครับ คือการทำให้ตัวเองอยู่ในความรู้ตัวนั้นมันดูเหมือนยังไม่ใช่ปลายทาง ยังไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมดหรือเปล่าครับ.. หากเทียบเคียงกับทางพุทธ ก็เหมือนเป็นสภาวะที่จะเป็นแนวทางเพื่อเอื้อสู่การฝึกปัญญาให้ถึงนิพพาน.. แต่หากเรามองนิพพานเป็นเพียงคอนเซ็พ ก็อาจเหลือเพียงแนวทางแห่งการอยู่กับความรู้ตัวนี้เป็นเรื่องหลัก.. เพียงแต่นั่นไม่เท่ากับว่า การดำรงคงอยู่ของชีวิตเรานี้จะมีคุณค่าได้ก็ด้วยการทำให้เสมือนไม่ได้ดำรงอยู่ เช่นนั้นหรือครับ.. มันชวนให้รู้สึกว่า ชีวิตนี่ช่างไม่มีคุณค่าและความหมายที่จะเกิดมาซะเลย ประมาณนั้นน่ะครับ (หวังว่าคุณหมอจะเข้ามาเห็นคำถาม)

....................................................

จดหมายจากผู้อ่าน (2)

ส่วนตัวเข้าใจว่าคุณหมอสันต์บอกให้วางความคิดไว้ที่ประตู เพราะฉะนั้นความคิดที่ว่าชีวิตนี้มีคุณค่าหรือไม่ ก็ไม่ exist ในขณะที่เรามีความรู้ตัว(ในห้องกระจก)อยู่นะคะ แต่ต้องรอคุณหมอมา clarify ดีกว่าค่ะ คุณ...ถามคำถามดีมากเลยค่ะ

.....................................................

ตอบครับ (ครั้งที่ 2)

เห็นแมะ เห็นแมะ ความคิดนี่มันมาแบบเนียนมากเลยนะ เห็นแมะ พอมันจะตกงาน มันชวนคุณถกคอนเซ็พท์เรื่องความหมายของชีวิต คอนเซ็พท์ก็คือความคิด แล้วคุณก็ตกหลุมพรางมันซะด้วย นี่ยังไม่นับว่าหากคุณเชื่อคอนเซ็พท์ใดๆเป็นตุเป็นตะขึ้นมา คราวนี้คุณก็จะถูกลากเข้าป่ากับมันไปเลยแบบไม่มีโอกาสได้หวนกลับมาอีกเลย นี่เป็นเหตุให้คุณต้องมานั่งรำพึงรำพันว่าคุณไม่สามารถลงมือทำเพื่อพาตัวเองให้เข้าถึงซะที เพราะคำว่า "แต่ผมสงสัย.." นี่แหละ ที่เป็นตะขอเกี่ยวคุณออกไปจากการจะได้เข้าถึงความรู้ตัว
ความคิดนี้มันร้ายกว่าที่คุณประเมินมันมากนะ บางทีมันเตะลูกออกให้คุณแบบโต้งๆแต่คุณนึกไม่ถึงนี่ว่ามันเป็นลูกเล่นของความคิดในยามที่มันจนตรอก อย่างเช่นเมื่อจะเข้าด้ายเข้าเข็มก็ เฮ้ย ปวดฉี่นะ ไปห้องน้ำกันดีกว่า หรือหิวแล้วนะ ไปหาอะไรกินกันดีกว่า จะกินอะไรกันดี แล้วคุณก็จะเผลอถูกลากออกจากโอกาสที่จะได้เข้าถึงความรู้ตัวไปได้อีกอย่างหวุดหวิดทุกคราวไป

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

......................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน (3)

ถึงแก่นสัจธรรมเลย เข้าใจง่ายเลย

"ผู้ที่รู้ว่าไม่เหลืออะไรแล้ว นี่แหละ คือความรู้ตัว นี่แหละธรรมชาติดั้งเดิมแท้จริงของคุณ คุณคือความรู้ตัว คุณไม่ใช่บุคคล แต่เป็นความรู้ตัว ซึ่งเป็นความว่างที่มีความตื่นและความสามารถรับรู้อยู่ด้วย ตอนนี้คุณได้มาอยู่กับความรู้ตัวแล้ว ให้คุณสังเกตนะ ที่ตรงนี้ซึ่งเมื่อไม่เหลืออะไรแล้ว มันมีอะไรเข้าๆออกๆไปๆมาๆหรือเปล่า 

“ไม่มี”

"ใช่ ไม่มีเลย มันมีแต่ความว่าง ไม่มีอะไรไปอะไรมาเลย พอได้อยู่ในความว่างนี้แล้ว คุณสังเกตนะว่าที่ตรงนี้ หมายถึงความรู้ตัวนี้ มันเริ่มต้นอยู่นี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ พอวางความคิดลงคุณก็เห็นมันอยู่ที่นี่แล้ว มันจะหายไปเมื่อไหร่ คุณรู้ไหม ไม่รู้หรอก มันอยู่มาอย่างต่อเนื่องด้วย ตรงนี้มันไม่มีนาฬิกา ไม่มีเวลา ตรงนี้แหละที่คนเขาเรียกว่าปัจจุบัน หรือนิรันดร มันคือธรรมชาติที่แท้ของความเป็นคุณ"" 

คุณหมอบอกว่าไม่เคยศึกษาธรรมะ แต่อธิบายธรรมะใด้ดีกว่าคนที่เรียนธรรมะมายาวนานเสียอีก

และตรงนี้คือแก่นของธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนหวังให้คนเข้าใจ ไม่ไช่ที่พูดถึงธรรมะกันงูๆปลาๆเกลื่อนไปหมดแต่หาแก่นไม่เจอในเรื่องนี้

......................................................