27 มีนาคม 2560

ข้าวกล้อง ทั้งขึ้นทั้งล่อง ทั้งเหนียวทั้งเจ้า

ซุ้มสองสี ผลงานนอกเหนือคำสั่ง
     วันนี้เป็นฤดูร้อน แต่อากาศที่มวกเหล็กเย็นแบบหน้าหนาว 23 องศา กลางวันแสกๆ ผมเพิ่งว่างจากจัดแค้มป์สุขภาพให้แบงค์ชาติ อากาศอย่างนี้บรรยากาศมันน่าขุดดินจริงๆ คิดได้ดังนั้นแล้วก็คว้าตะกร้าตั้งใจว่าเดินลงไปขุดเอากล้าดาวกระจายที่ข้างล่างขึ้นมาปลูกที่หน้าประตูบ้าน แต่พอเดินลงทางลัดมาได้ครึ่งทางก็พบว่าทางตัน เพราะตัวเองไม่ได้เดินทางลัดลงเนินข้างหลังบ้านนี้เสียหลายเดือน 

     จึงวางตระกร้า ขึ้นไปเอาคีมตัดต้นไม้ เครื่องตัดหญ้า และจอบ มาเคลียร์หญ้าและต้นไม้ที่ท่วมทางเดิน พอเคลียร์เสร็จก็พบกับเซอร์ไพรส์ เปล่า.. ไม่ใช่งูเห่าแผ่แม่เบี้ยหรอก แต่เป็นซุ้มประตูโค้งที่ตัวเองทำไว้นานสองปีมาแล้ว จำได้ว่าภรรยาสั่งให้ปลูกไม้ดอกเพื่อให้เลื้อยขึ้นซุ้ม แต่ผมเองปฏิบัติผิดคำสั่ง เพราะเธอจะให้ปลูกพวงครามสีม่วงทั้งซุ้ม แต่ผมเห็นว่าซุ้มมันมีสองข้าง จึงข้างหนึ่งปลูกพวงคราม อีกข้างหนึ่งปลูกต้นอะรูมิไร้ แปลว่า..อะไรมิรู้ เพราะว่าต้นไม้ที่ต่อคิวรอให้หมอสันต์ปลูกมีหลายกระถางไม่รู้อะไรเป็นอะไร 
อีกด้านของซุ้ม แบคกราวด์โน้นคือกัลปพฤกษ์

     ปลูกเสร็จก็โดนบ่นสิครับ ว่าปลูกอย่างนี้แล้วซุ้มก็จะไม่สวยเพราะมีต้นไม้ข้างละสี ผมก็รับปากว่า เออน่า เดี๋ยวมีเวลาจะจัดการโยกย้ายให้ไหม่ แล้วเดี๋ยวก็ได้ผ่านมาแล้วสองปี มาถึงวันนี้จึงได้เห็นเซอร์ไพรส์ ซุ้มดอกไม้สองสีเหลืองม่วงฝีมือหมอสันต์โผล่ขึ้นมากลางพงหญ้ามันสวยจ๊าบจนบรรยายไม่ถูกจึงต้องถ่ายรูปมาให้ดูเป็นหลักฐาน และเพื่อให้แน่ใจว่าท่านเก็ทความจ๊าบชัวร์ๆผมจึงถ่ายรูปมาให้ดูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เถาดอกสีเหลืองนั้นภรรยาบอกเมื่อตะกี้ว่าชื่อ "เหลืองชัชวาล"

     เสร็จเคลียร์เส้นทางแล้วก็คว้าตะกร้าเพื่อไปทำจ๊อบที่ตั้งใจจะทำ แต่พอลงไปถึงแปลงดอกไม้ข้างล่างก็พบว่าแปลงดอกไม้ที่เคยมีต้นกล้าดาวกระจายแน่นเอี๊ยดนั้นตอนนี้ไม่เหลือสักต้น เวรกรรม ความจริงผมก็ขับรถผ่านแทบทุกวันแต่ไม่ได้สังเกตว่ามันกลายเป็นแปลงหญ้าแห้งไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เป็นไร ผมคว้าตะกร้าเปล่ากลับขึ้นเนินไปใหม่ ไม่มีดาวกระจายให้ปลูกผมปลูกอย่างอื่นก็ได้ ว่าแล้วก็ถอนหญ้าและขุดหลุมปลูกอย่างใหญ่เตรียมไว้สามหลุม ภรรยาแอบถ่ายรูปจากในบ้านไว้ด้วย ถ้าดูให้ดีจะเห็นชายแก่ใส่เสื้อกั๊กเงื้อง่าขุดดินอยู่ไกลๆ


     เสร็จแล้วก็ชวนภรรยาไปหาซื้อดอกไม้พุ่มที่กลางดงกัน สองตายายขับรถหาไปทั่วกลางดง ไม่ได้ดอกไม้ที่ถูกใจเลย ได้ต้นแฮปปิเนสท่าทางกระจ๋องหน็องน่าสงสารมาต้นหนึ่ง ความสูงประมาณครึ่งหน้าแข้ง ราคากระถางละสามสิบบาท จำใจต้องทิ้งหลุมที่เตรียมไว้ให้เป็นหม้ายไปพลางก่อน เอาไว้วันหน้าได้ไปจตุจักรค่อยหาซื้ออะไรสวยๆเท่ๆมาลงก็แล้วกัน

     วันนี้เนื่องอากาศดี สมควรหาเรื่องไปขุดดินฟันหญ้าต่อ จึงขอไม่ตอบคำถาม แต่จะเอาบทความที่เคยเขียนให้ชีวจิตหลายเดือนมาแล้วมาลงให้แฟนๆบล็อกอ่านแทน

สันต์

.......................................................

(เขียนให้ "ชีวจิต" เมื่อหลายเดือนมาแล้ว)

     ผู้มาเข้าแค้มป์สุขภาพดีด้วยตนเอง มักจะถามผมว่าที่เรียกว่าอาหารพืชในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติ (plant-based, whole food - PBWF) นั้นคืออย่างไร

     นี่จัดว่าเป็นคำถามยอดนิยมในยุคนี้เลยทีเดียว เดี๋ยวนี้ในอเมริกาความสนใจโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้เริ่มแผ่ขยายไปในหมู่แพทย์ การประชุมแพทย์เรื่อง PBWF ที่ลอสแองเจลีส แคลิฟอร์เนียเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ มีแพทย์เข้าร่วมประชุมถึงแปดร้อยกว่าคน แล้วคำถามที่แพทย์ผู้เข้าร่วมประชุมถามกันมากที่สุดก็คือคำถามเดียวกันนี่แหละ PBWF คืออะไร

     มา มะ ผมจะนิยามคำว่า “อาหารพืชเป็นหลักแบบธรรมชาติ” ในเวอร์ชั่นของหมอสันต์ให้ท่านเอาไปใช้ประโยชน์นะ เพราะคงอีกนานกว่าศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตสไตล์กระด้างภัณฑ์และละมุนภัณฑ์จะออกมา ผมจะนิยามคำว่า PBWF โดยใช้คำสำคัญหรือคีย์เวอร์ดสามคำ คือ (1) กินแต่พืช (2) ไม่สกัด (3) ไม่ขัดสี

     กินแต่พืช:  หมายควาย..เอ๊ย ขอโทษ หมายความว่าไม่กินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลย นม ไข่ ไก่ ปลา ก็ไม่กินทั้งนั้น อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ดูภายในกลุ่มพวกกินพืชเป็นหลักนี้ยังแยกเป็นมุ้งย่อยได้ตามความสุดโต่งหรือแกนแข็ง (hard core) แต่ละคนด้วย คือจะมีตั้งแต่พวกเจเขี่ย (เขี่ยเนื้อออกบ้าง กินบ้าง) พวกมังกินปลา (pesco) พวกมังกินไข่กินนม (lacto-ovo) พวกมังกินนมไม่กินไข่ (lacto) พวกมังกินไข่ไม่กินนม (ovo) พวกเจกินน้ำมันหอย พวกเจแท้ไม่กินน้ำมันหอย(vegan) และพวกเจดิบ (raw vegan) คือทั้งเป็นเจแท้ๆ100%ด้วยและทั้งไม่ปรุงอาหารด้วยวิธีใดๆทั้งนั้น มุ้งสุดท้ายนี้ถือว่าเป็นฮาร์ดคอร์ที่สุดของพวกกินพืชเป็นหลัก

     หากมองจากอาหารที่คนกินพืชเป็นหลักกิน ก็พอจะแบ่งออกได้เป็นห้าหมวดคือ (1) ผัก (2) ผลไม้ (3) ถั่วต่างๆ (4) นัท (เช่นถั่วลิสง อัลมอนด์ มะคาเดเมีย) และ(5) ธัญพืชไม่ขัดสี

     ไม่สกัด: คำว่าสกัดหมายถึงการบีบ หรือหีบ หรือแยกเอากากออกไป จนเหลือแต่อาหารให้พลังงานแบบเน้นๆข้นๆแทบไม่เหลืออะไรอย่างอื่นนอกจากพลังงาน อาหารสกัดที่คนเรากินกันมากที่สุดมีสองอย่างคือ น้ำมันผัดทอดอาหาร และน้ำตาล

     ไม่ขัดสี: การขัดสีหมายถึงการขูดเอาผิวชั้นนอกของธัญพืชหรือเมล็ดพืชออกไป เช่นถ้าเป็นข้าวไม่ขัดสีก็หมายถึงข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ถ้าเป็นแป้งก็หมายถึงแป้งโฮลวีทแท้ที่ไม่มีการเจือปนแป้งขัดขาวเลย เป็นต้น

     โปรดสังเกตว่าในประเด็นการขัดสี (polish) นี้ ไม่เกี่ยวกับอะไรกับสี (color) ของเมล็ดข้าว เพราะข้าวบางชนิดที่มีสีเช่นข้าวไรซ์เบอรี่อาจจะสีมาแบบข้าวกล้อง หรือสีมาแบบข้าวขัดขาวก็ได้เพียงแต่ไม่เห็นเป็นสีขาวเท่านั้น

     และการขัดสีนี้ก็ไม่เกี่ยวกับประเด็นการเป็นข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า ความเชื่อที่ว่าขึ้นชื่อว่าข้าวเหนียวจะเป็นข้าวกล้องไม่ได้จะผิดกฎหมาย เอ๊ย..ไม่ใช่ จะแข็ง หรือจะร่วน จะไม่เหนียวนั้น เป็นความเชื่อที่ไร้สาระ สองสามวันมานี้ผมไปแวะนอนในไร่ของเพื่อนผู้อาวุโสคู่หนึ่งที่ขอนแก่นท่านเอาข้าวเหนียวที่ท่านสีเองแบบข้าวกล้องมาให้กิน มันทั้งหอมทั้งเหนียวทั้งนุ่ม ดังนั้นโปรดล้างหูแล้วฟังใหม่ ว่าข้าวเหนียวข้าวกล้องมีจริง และอร่อยด้วย ขึ้นอยู่กับเทคนิคในการนึ่ง ประมาณว่าแช่นานหน่อย ใส่น้ำมากหน่อย

     อนึ่ง งานวิจัยสรรเสริญคุณความดีของธัญพืชไม่ขัดสีนี้มีทั้งขาขึ้นและขาล่อง ไม่ว่าจะเอาการเป็นโรคหรือหายจากโรคแรงๆอย่างเบาหวาน หัวใจ อัมพาตเป็นตัวชี้วัดก็ล้วนได้ผลเหมือนกัน กล่าวคือขาขึ้นได้ผลว่าคนกินธัญพืชไม่ขัดสีเป็นแหล่งพลังงานหลัก ตายและป่วยน้อยกว่าคนไม่กินธัญพืชเป็นพลังงานหลัก ส่วนขาล่องได้ผลว่าคนกินธัญพืชขัดสีเป็นแหล่งพลังงานหลัก ตายและป่วยมากกว่าคนไม่กินธัญพืชเป็นแหล่งพลังงานหลัก

     กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้องดีที่ซู้ด..ด ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า เปลี่ยนแล้วจะทำให้แผ่นดินสูงขึ้นทันที เป็นสิ่งแรกที่พึงทำ

     แล้วจะรออะไรอยู่อีกละพี่ท่าน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์