02 มีนาคม 2560

มีความตั้งใจดี แต่ไม่รู้จะทำมาหากินอะไรดี

อาจารย์สันต์ที่เคารพ
หนูตามอาจารย์มานาน ตั้งแต่ก่อนเข้าม.จนเรียนจบแพทย์แผนไทย (เอ็นแพทย์สองครั้ง..ไม่ติด) ตอนนี้กำลังจะเริ่มทำงาน ได้งานเป็นพนักงานแล้ว แต่มีความรู้สึกกึ่งๆท้อถอย กึ่งๆไม่แน่ใจ ความตั้งใจในชีวิตคืออยากทำอะไรที่ช่วยให้คนไม่ป่วย คนที่ป่วยก็อยากช่วยให้หายป่วย แต่เมื่อจบมาแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้ทำอย่างนั้นหรือเปล่า วงการแพทย์แผนไทยมีแต่คนที่คุยว่าตัวเองเก่งที่สุด ยาที่ตัวเองทำดีที่สุด แต่พอตัวเองป่วยก็วิ่งหายาแผนปัจจุบัน หนู่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เรียนมาจะสูญเปล่าไหม และหนูควรจะเริ่มต้นชีวิตของหนูอย่างไร

………………………………………….

ตอบครับ

      มีจดหมายทำนองนี้หลายฉบับ ขอรวบตอบตรงนี้เสียคราวเดียวนะ ทั้งหมดเป็นจดหมายของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นแพทย์บ้าง เป็นพยาบาลบ้าง เป็นแพทย์แผนไทยบ้าง เป็นโภชนากรหรือนักกำหนดอาหารบ้าง เป็นนักกายภาพบำบัดบ้าง เป็นบุคลากรทางสาธารณสุขอื่นๆบ้าง บางคนก็กำลังเป็นนักศึกษาอยู่ แก่นกลางของคำถามก็ประมาณว่า

      “อยากจะช่วยคนไข้ให้หายจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้จริงๆ ควรเริ่มอย่างไร”

      ก่อนตอบคำถามนี้ ขอฉายภาพใหญ่โลกของความเป็นจริงก่อนนะ ผมทำมาหากินกับอุตสาหกรรมสุขภาพ (health care industry) มานานหลายสิบปี สินค้าหลักของอุตสาหกรรมนี้คือ (1) ยา (2) การตรวจวินิจฉัยด้วยแล็บเอ็กซเรย์เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ และ (3) การทำหัตถการเช่นการส่องกล้อง การทำบอลลูน การผ่าตัด

     โรงพยาบาลเอกชนเป็นแม่แบบในการทำธุรกิจนี้ ต่อมาไม่ทราบว่าได้รับความบันดาลใจจากอะไรโรงพยาบาลของรัฐต่างก็เฮโลพากันเอาอย่าง ทุกวันนี้ทุกหย่อมหญ้าของอุตสาหกรรมนี้ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือรัฐบาล มีหลักคิด (mentality) เป็นแบบเดียวกันหมด คือมุ่งขายสินค้าเหล่านี้เป็นหลัก การสอนให้ผู้ป่วยรู้จักกินรู้จักใช้ชีวิตในวิถีที่จะทำให้สุขภาพดีเป็นสินค้าที่ “ไม่เดิน” ในอุตสาหกรรมนี้ หมายความว่าเป็นสินค้าที่ไม่ทำเงิน สิ่งที่เรียกว่าการดูแลระดับปฐมภูมิ (primary care) ถูกทิ้งให้อยู่ในมือของคนที่อยู่ปลายแถวที่สุด ถ้าเป็นแพทย์ก็เป็นแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ซึ่งเป็นสาขาที่แพทย์นิยมมาเรียนกันน้อยที่สุดเพราะมันไม่ใช่สนามที่ “ฮอท” ในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ฮอททั้งในแง่ของการทำเงินหรือในแง่ของการสร้างเกียรติยศชื่อเสียงและความนับถือตัวเอง หลักสูตรแพทย์แทบไม่ได้พูดถึงเรื่องโภชนาการและการออกกำลังกายเลยจนแพทย์ที่จบมาลืมไปด้วยซ้ำว่าโภชนาการและการออกกำลังกายเป็น “สินค้า” ในหิ้งหรือในสต๊อกที่ร้านค้าของตนเองก็มีขายด้วย การจะหวังให้วงการแพทย์เปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้านี้นั้นเป็นความหวังที่รางเลือนมากๆ เพราะเหตุปัจจัยที่วงการแพทย์ทั่วโลกก่อร่างสร้างตัวมาจนถึงจุดนี้ได้นั้นมันถูกถักทอด้วยระบบการค้าขายและระบบผลประโยชน์ที่แน่นหนามาก มองในแง่ร้าย ความเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้คนเป็นปฐมเหตุให้อุตสาหกรรมนี้เจริญรุ่งเรือง การจะหวังให้อุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนแปลงในลักษณะจะทำให้ตัวอุตสาหกรรมเองฝ่อลีบเล็กลงนั้นคงจะเป็นไปได้ยาก

     ความจริงอันนี้ทำให้เกิดความท้อถอยแก่คนรุ่นใหม่ ซึ่งเข้ามาสู่อาชีพนี้ด้วยแรงจูงใจส่วนลึกที่อยากจะใช้ชีวิตของตนช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพดีหายจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างจริงจัง

     เอาละ คราวนี้มาตอบคำถาม ถามว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร ตอบว่าคุณควรจะเริ่มต้นดังนี้

     1..ไม่ว่าคุณจะเรียนหลักสูตรอะไรอยู่ หรือจบอะไรมา ให้คุณเรียนรู้เรื่องในหลักสูตรของคุณให้เข้าใจมันทะลุปรุโปร่งก่อน ให้ได้ทั้งความรู้และปริญญาในเรื่องนั้นก่อน อย่าไปต่อต้านสิ่งที่คุณเรียน พอจบแล้วให้คุณศึกษาเรื่องการมีสุขภาพดีด้วยตนเอง ซึ่งแก่นกลางของการมีสุขภาพดีก็คือโภชนาการ ซึ่งใช้ได้ทั้งการป้องกันและรักษาโรค จะเรียกว่า Diet Therapy ก็ว่าได้ สื่อการเรียนก็หาได้มากมายจากแหล่งที่เชื่อถือได้ในอินเตอร์เน็ท บทความของผมในบล็อกนี้อย่างน้อยหนึ่งในสามก็เป็นเรื่องโภชนาการ เนื้อหาสาระหลักของการรักษาด้วยอาหารก็ไม่ได้ซับซ้อน แค่ลดการกินอาหารที่ก่อโรคอันได้แก่เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์และของที่สกัดเอามาแต่แคลอรี่เช่นน้ำมันและน้ำตาลเสีย แล้วเพิ่มการกินอาหารที่มีผลรักษาโรคเช่นพืชผักผลไม้ถั่วและนัทและธัญพืชไม่ขัดสี แค่นี้แหละ เรียนแล้วก็ลงมือปฏิบัติกับตัวเอง หมายความว่าลงมือกินแบบนั้นด้วยตัวเอง นอกจากโภชนาการก็มีการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพจิตของตัวเองด้วย ซึ่งคุณก็ต้องเรียนรู้และเอามาปฏิบัติกับตัวเองเช่นกัน จนเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ก่อนที่จะไปช่วยคนอื่นคุณต้องใช้ความรู้ของคุณช่วยให้ตัวคุณมีสุขภาพดีให้ได้ก่อน

     2. ในแง่ของการทำมาหากิน คุณต้องใช้ปริญญาของคุณเป็นลูกจ้างเขาก่อน คือเป็นจ้าวไม่มีศาลไปก่อน หลังจากนั้นถ้าคุณอยู่ต่างจังหวัดหรือในที่ที่เป็นไปได้ ก็ค่อยหาจังหวะตั้ง “ศาล” ของตัวเองขึ้น ผมหมายถึงถ้าเป็นหมอก็เปิดคลินิก ถ้าเป็นแพทย์แผนไทยก็เปิดคลินิกแผนไทย เป็นนักโภชนาการก็เปิดสถานโภชนบำบัดหรือเปิดร้านอาหารสุขภาพ เป็นพยาบาลก็เปิดสถานให้การพยาบาล เป็นนักกายภาพก็เปิดสหคลินิก อะไรทำนองนี้ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายในใจว่าจะทำธุรกิจที่ทำให้คนมีสุขภาพดีโดยถือเอาการบำบัดด้วยอาหารหรือ Diet Therapy เป็นสินค้าสำคัญ ธุรกิจของคุณจะตั้งต้นด้วยสินค้าตัวอื่นตัวใดก็ไม่สำคัญ เมื่อสองสามวันก่อนมีผู้มาเข้าแค้มป์ GHBY คนหนึ่งเธอทำธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือและรับเติมเงินโทรศัพท์มือถือในต่างจังหวัด เธอก็ยังทำงานช่วยให้ลูกค้ามีสุขภาพดีด้วยการช่วยให้เขาเปลี่ยนอาหารการกินได้เลย ทั้งๆที่ธุรกิจขายโทรศัพท์ของเธอมองเผินๆแล้วไม่เห็นมันจะเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องการมีสุขภาพดีสักหน่อย จึงเป็นธรรมดาที่ศาลที่คุณตั้งขึ้นใหม่ๆอาจจะต้องขายสินค้าจับฉ่ายไปก่อน คนที่เป็นหมอเปิดคลินิกก็แน่นอนว่าต้องเริ่มต้นด้วยการรักษาโรคหวัดและโรคประสาท ถ้ามีจ๊อบรองก็ทำจ๊อบรองไปด้วย อะไรก็ตามที่เขาจ้างและได้เงินก็ทำไปเพื่อให้มีเงินพอยังชีพ เป็นหมอก็รับจ้างอยู่เวร เป็นพยาบาลก็รับจ๊อบควงกะ ทำงานมันทั้งกลางวันกลางคืน อะไรที่จะทำให้ได้เงินพอยังชีพก็ทำไป จนถึงจุดหนึ่งคุณจะพบว่าได้เวลาแล้วที่จะอุทิศตนให้กับการช่วยให้คนไข้มีสุขภาพดีด้วยตนเองอย่างจริงจังเสียทีก็ค่อยลดงานจ๊อบมาโฟกัสกับการช่วยให้คนไข้มีสุขภาพดีเป็นงานหลักต่อไป

     แต่ถ้าคุณอยู่ในเมืองใหญ่ การตั้งศาลของตัวเองอาจจะไม่ง่ายเพราะต้องใช้เงินลงทุน ให้คุณใช้วิธีไปเป็นลูกน้องอยู่ในศาลของคนอื่น เช่นเป็นพยาบาลหน้าห้องแพทย์โรคหัวใจ หรือที่คลินิกแพทย์เบาหวานเป็นต้น พวกหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเหล่านี้เขาไม่มีเวลาพูดกับคนไข้ของเขาดอก บางคนมีเวลาแต่เขาก็ไม่มีความรู้เรื่องการสอนให้คนไข้ดูแลตัวเองในเรื่องอาหารเขาจึงไม่มีอะไรจะพูด คุณก็ถือโอกาสเสียบเสียเลย หาโอกาสเข้าไปแนะนำเรื่องอาหารการกิน เป็นการทำงานในหน้าที่อย่างดีเกินคาดหมายด้วย เป็นการซุ่มทำสิ่งที่คุณตั้งใจจะทำด้วย ทำแค่นี้คุณก็ได้ทำให้คนป่วยดีขึ้นแล้วอย่างมีนัยสำคัญ

     ระบบการคิดเงินค่าดูแลสุขภาพแบบเหมาจ่ายรายหัวต่อปี (capitation) เช่นระบบสามสิบบาท ระบบประกันสังคม เป็นระบบที่ดีมากที่คุณจะเข้าไปเริ่มต้นชีวิตการทำงานของคุณไม่ว่าจะในหน้าที่ไหน เพราะยิ่งคุณพัฒนาความรู้และทักษะในการสอน Diet Therapy ของคุณดีขึ้นเท่าใด นอกจากคุณจะได้ประโยชน์ที่ได้ทำสิ่งที่อยากทำแล้ว นายจ้างก็ยิ่งได้ประโยชน์จากคุณเป็นทวีคูณ บริษัทห้างร้านโรงงานที่มีพนักงานเป็นจำนวนมากก็ล้วนจะได้ประโยชน์จากการมีพนักงานสุขภาพดีไม่ขี้โรค จึงเป็นที่ๆเหมาะที่คุณจะเจาะเข้าไปฝังตัวซุ่มทำในสิ่งที่คุณอยากทำได้ด้วยเช่นกัน

     3.. เมื่อได้ทำงานให้คนมีสุขภาพที่ดีด้วยอาหารได้ระดับหนึ่งแล้ว ให้คุณเริ่มใส่ใจกับแนวคิด “องค์รวม” ของการมีสุขภาพดีหรือ holistic health care ซึ่งพวกเรามักจะยังไม่เข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง ความหมายของมันคือชีวิตประกอบด้วย “ร่างกาย” (body) อันเป็นเนื้อหนังที่จับต้องได้ของเรา กับ “ความคิด” (mind) หรือ “ตัวกู” ซึ่งเป็นตัวตนส่วนตื้นๆของเรา กับส่วนที่ลึกที่สุดคือ “ความรู้ตัว” (spirit หรือ consciousness หรือ awareness) ซึ่งเป็นความเป็นเราที่แท้จริง เรียกรวมๆกันว่า body-mind-spirit เมื่อใดที่ทั้งสามส่วนนี้ไม่เข้าขาหรือไม่ sync กัน เมื่อนั้นก็เกิดการเจ็บป่วย การเข้าถึง รู้จัก และทำให้ทั้งสามส่วนนี้เข้าขากัน เป็นสุดยอดวิชาของการทำให้ตัวเรามีสุขภาพดี เมื่อเข้าใจและใช้มันกับตัวเองได้ดีแล้ว คุณก็ค่อยไปสอนไปแนะนำคนอื่นให้เข้าใจและใช้ประโยชน์จากคอนเซ็พท์นี้

      ในแง่ของการทำมาหากินที่คุณกังวลนั้น ผมรับประกันให้คุณไม่ได้หรอกว่าคุณจะรวยหรือจะจนในอนาคต บอกได้แต่ว่าเงินที่สะพัดอยู่ในอุตสาหกรรมสุขภาพนั้นเยอะมาก ตัวเลขในเมืองไทยผมไม่รู้ แต่ในสหรัฐอเมริกาคือ 3 ทริลเลี่ยนเหรียญสหรัฐ หมายความว่าตั้งต้นด้วยเลข 3 แล้วมีเลขศูนย์ตามหลังอีก 12 ตัว ครึ่งหนึ่งของเงินนี้ใช้ไปกับการรักษาโรคที่ป้องกันได้ด้วยการกินอาหารที่ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้น คนเรามักจะยอมเริ่มทำอะไรจริงจังก็ต่อเมื่อตัวเองป่วยใกล้ตายแล้ว มาตรการอาหารแทบจะเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้โรคเรื้อรังที่เป็นมากแล้วถอยกลับหรือหายได้ ดังนั้นการเข้าไปทำธุรกิจ Diet Therapy นี้จึงน่าจะเป็นบ่อเงินบ่อทองในอนาคตให้คุณได้แน่นอน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์