06 กุมภาพันธ์ 2560

เชื่อผิดๆอย่างมั่นคง (Delusion)

กราบเรียนหมอสันต์ครับ
.
     ผมมีพยาธิ พอผมลองกินอัลเบนดาโซล รู้สึกว่าผมมีพยาธิในตัวเยอะมาก จึงบอกคนที่บ้านแต่ไม่มีใครเชื่อผมเลย เขาพาผมไปคลีนิก หมอก็บอกว่าเป็นกล้ามเนื้อ และตรวจตุ่มที่เป็นงูสวัด ฉีดยาให้ยามา อาการผมไม่ดีขึ้นเลย รู้สึกมันยังชอนไชในร่างกาย ตามหลัง เจ็บหลายๆ แบบ ทั้งจิกแทง เลื้อยตามร่างกาย ดูดกัดก็มี จึงไป รพ.เอกชนดู ผมบอกว่าผมเป็นพยาธิ เขาก็บอกว่าเป็นกล้ามเนื้อ จึงให้ยาแก้ปวดมา 
     ผ่านไปสักพัก ผมตัดสินเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด ตรวจอุจาระ ตรวจเลือดแล้วก็ไม่พบพยาธิ หมอให้ยาแก้ปวดสีเหลืองขาวมา ทุกคนหาว่าผมเป็นบ้า กับยากล่อมประสาทให้นอนหลับมา อยู่กับหมอใหญ่ผู้หญิงได้ 2 วัน เอกเรย์ 1 รอบ หมอผู้ชายตรวจแทนเอายาไรไม่รู้มาให้ กินแล้วรู้สึกมีฟองที่กระเพาะ รู้สึกตัวที่ดูด เริ่มหลุด ผมจุกกับตัวดูดตัวใหญ่กลางหลังมาก บอกพยาบาลเขาก็เฉย พยาบาลบอกขอเบอร์แม่มา บอกว่าคนไข้อยู่ไม่เป็นที่เดินไปมา ไม่อยู่เตียง จนฤทธิ์ยาลดลง เขาให้ยากล่อมประสาทกินอีก ผมจึงนอนหลับ
     เช้ามาผมรู้สึกดีขึ้นแล้วคิดว่าตนเองหายแล้ว บอกแม่มารับ สอบถามหมอ หมอหญิงบอกว่าสันนิถานเป็นกระดูดทับเส้นประสาท ผมก็เชื่อ แล้วเอายาเหลืองๆ มาทานจนหมด ทั้งที่รู้สึกว่ามีตัวชอนไชในร่าง และจุกเหมือนตัวใหญ่ดูดอยู่ จึงเห็นว่าไม่หายดียอมให้เขาด่าเพื่ออยากหาย
      ผมตัดสินใจไปตรวจ รพ รัฐอีกครั้งรอนานมากครับไป 9.00 ได้ตรวจ บ่าย4 กว่าๆ รอทั้งวันบอกหมอตามสภาพว่าเป็นพยาธิ แต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ในกล้ามเนื้อได้ไหม หมอก็ไม่เชื่อว่าเป็น แล้วนัดไปบำบัดอังคารหน้าไปกายภาพบำบัด
     ผมเริ่มกลับมากินอัลเบนดาโซลด้วยตัวเองอีกครั้งคราวนี้กินเช้าเย็น กินก่อนนอนวันหนึ่ง แล้วเช้าเย็นได้ 2 วันละครับ ก็รู้สึกว่าคลายมันร่วงลงมา แต่ว่ามันกัดสู้เจ็บมาก ผมไปศึกษาดูว่าพยาธิในระบบประสาทเขาต้องทานยาเช้าเย็น 8-30วัน โหแล้วใครจะออกยาให้ผมหล่ะ คิดแล้วเริ่มท้อละครับ เมื่อวานน้าผมแนะนำหมอนวดแผนโบราณให้เขานวด ตอนแรกก็ไม่เป็นอะไร มากินอัลเบนตอนเย็นรู้สึกว่า ตัวที่เกาะตามหลังมันลามเกาะขึ้นคอ แถมยังมีอากาศปวดหัวนิดๆจึงวิตก และอยากไปโรงบาลในคืนนั้น แต่คิดว่าไปหมอใหญ่เขาคงไม่อยู่ จึงต้อรอจนเช้า
     เช้านี้ผมขอน้องสาวไป รพ ตรวจอีกครั้งครับ ให้คุณตาไปเฝ้า ผลจะยังไงก็ยังไม่รู้เลยก่อนไปว่าจะกินอัลเบนดาโซลอีกชุด เพราะมันไม่ยอมตายหมดครับ แล้วกลัวขาดที่ตั้งใจไว้ว่าต้องครบ 8วันต่อเนื่อง จึงอยากเรียนความทุกข์ใจมาให้ทราบ ผมไม่รู้ว่าจะพูดกับหมอ พยายามให้เขาเชื่อได้ยังไง คนที่บ้านก็ไม่เชื่อ รู้สึกคับข้องใจมากครับที่เป็นอยู่คนเดียว (ขณะพิมมานี้มันก็ยังร่วงๆ ตามตัว บ้างก็ดิ้นๆไม่ตาย ตรงคอบ้าง ตรงหลังบ้าง) 
     หมอครับยังไงก็ตามผมยอมรับฟังแนวทาง หรืออะไรก็ได้ครับที่ทำให้ผมหาย ขอให้หมอช่วยชี้ทางให้ชีวิตผมด้วยนะครับ ผมไม่อยากเสียเวลา ผมอยากทำงานหาเงินให้ครอบครัว มากกว่ามาพะวงกับสัตว์ประหลาดรอบตัว ที่ทำให้นอนไม่หลับแบบนี้

[ข้อมูลเพิ่มเติม]
      ไปตรวจรอบนี้ที่ รพ.เอกชน เขาส่งไปหาฝ่ายจิตแพทย์ เสียอีก +500 หมดไป 1200 ได้แต่ยากล่อมประสาทมาอีกแล้ว ผมหมดศรัทธามาก แค่เอาตัวผมไปตรวจให้ละเอียด แค่นี้เองช่วงบ่าย ผมลองค้นหาจากเว็บเพจ พบคลีนิคหมอผู้หญิง เข้าไปตอน 18.00 ดันเป็นหมอฝังเข็ม ยาสมุนไพร เขาก็ขอตรวจอุจจาระค่าตรวจ500 เอิ่มผมเป็นที่กล้ามเนื้อน่ะครับ 
     คืนนั้นผมทนไม่ไหวไป x-ray ที่ รพ. เอกชนอีกที่ตรงคอกับหน้าอก มองไรไม่เห็นน่ะครับไม่รู้เขาต้องทำยังไงให้เห็นภายในกล้ามเนื้อ  หมอบอกปกติดี เอายาลดไข้ แก้ต่อมน้ำเหลืองอักเสพ
    วันนี้เป็นวันที่ 4 แล้วสำหรับโดส ต่อเนื่องเช้าเย็นก่อน 8 วันแรกของผม ผมก็เริ่มชาๆตรงหน้า เริ่มรู้สึกตรงหัวละครับ ตอนแรกก็กลัว แต่ก้าวข้ามผ่านตั้งแต่วันหมอนวดละครับถ้าจะตายก็ให้ตายไปที่ไม่มีใครเชื่อ จนผมเริ่มอยากเข้าไปให้ทางไสยศาสตร์ช่วยแล้ว ที่บ้านก็ไม่มีใครอยากส่งผมไป รพ ละหมดไปเกือบ 2 หมื่น ค่าไปๆ กลับๆ หลายที ผมสงสารยายมากเพราะยายรักผมและยายมีโรคประจำตัวคือความดันครับเห็นแกแล้วไม่อยากให้เห็นตอนเราเศร้าน้ำตามันตกครับหมอ ผมกะว่าถ้ามีชีวิตอยู่ถึงวันที่ 7 ผมจะขอหมอที่ รพ.รัฐ ให้ส่งผมไปฝ่ายพยาธิโดยตรง น่าจะรักษาง่ายกว่ามานั่งกินอัลเบนทุกวัน อย่างเช่นการฉีดยา หรือมีหลักฐานการ x-ray ที่ละเอียดถึงกล้ามเนื้อ
    
ด้วยความเคารพอย่างสูง

.........................................................

ตอบครับ

     จดหมายของคุณมองเผินๆก็คือเป็นจดหมายไร้สาระของคนที่กินยาถ่ายพยาธิรักษาโรคประสาทของตัวเอง แต่ผมหยิบจดหมายของคุณมาตอบ แถมลงจดหมายของคุณแบบฉบับเต็มโดยไม่ได้ตัดเลย แม้ว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านทั่วไปบางท่านหมดความอดทน อ่านไม่จบไปเสียก่อนก็ไม่เป็นไร เพราะผมอยากจะพูดกับคุณ

     คุณใจเย็นๆฟังผมนะ ผมวินิจฉัยเอาจากข้อมูลที่คุณให้มาว่าอันที่จริงแล้วคุณไม่ได้มีปัญหาพยาธิอยู่ในตัวเลย การวินิจฉัยโรคของผมอาศัยข้อมูลจากสองด้าน คือ

     ด้านที่ 1. ในเชิงอาการวิทยา อาการที่คุณบรรยายมา ไม่ใช่อาการของพยาธิในร่างกายเลย ไม่ใช่เลย ไม่ว่าจะเป็นพยาธิในลำไส้ หรือพยาธิในกล้ามเนื้อ หรือพยาธิในระบบประสาท ไม่ใช่อย่างแน่นอน อาการที่คุณเล่ามานั้นเป็นอาการที่สมองได้รับรายงานจากปลายประสาทของระบบผิวหนัง แต่พยาธิในเนื้อเยื่อจะอยู่ที่ระบบกล้ามเนื้อหรือที่ระบบประสาทกลาง ไม่ได้อยู่ที่ระบบผิวหนัง จึงจะเกิดอาการไม่เหมือนกัน มันต่างกันมากจนผมสามารถวินิจฉัยโรคจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ว่า..อาการของคุณไม่ใช่อาการจากพยาธิอย่างแน่นอน

     ด้านที่ 2. ในเชิงข้อมูลสนับสนุน ก็ล้วนสนับสนุนว่าคุณไม่มีพยาธิอยู่ในตัว ทั้งการตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระก็ไม่พบ และทั้งการตรวจเลือดก็ไม่พบเม็ดเลือดขาวชนิดที่มักสูงขึ้นเมื่อมีพยาธิอยู่ในกล้ามเนื้อ ทั้งการเอ็กซเรย์ดูภาพของกล้ามเนื้อก็ไม่พบคราบแคลเซียมที่มักเกาะหุ้มอยู่รอบซิสต์ หากมีซิสต์ที่ตัวอ่อนของพยาธิตัวตืดฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อ

      สรุปว่าผมวินิจฉัยว่าคุณไม่ได้ป่วยเพราะพยาธิอย่างแน่นอน คุณอาจจะกังขาว่า

      “อ้าว.. แล้วถ้างั้นผมเป็นโรคอะไรละ”

    ข้อมูลที่ได้มายังไม่พอที่ผมจะวินิจฉัยได้ดอกว่าคุณเป็นโรคอะไร ผมรู้แต่ว่าคุณมีอาการสำคัญสองอย่างคือ

     อาการที่ 1. มีความเชื่อผิดๆอย่างมั่นคง ซึ่งภาษาหมอเรียกว่ามี delusion แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า fixed false belief

   อาการที่ 2. ได้รับรู้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งภาษาหมอเรียกว่า hallucination คนทั่วไปมักแปลคำนี้ว่าประสาทหลอน ตัวอย่างเช่นการที่คุณรับรู้ว่ามีพยาธิร่วงๆ ตามตัว บ้างก็ดิ้นๆไม่ตาย อยู่ตรงคอบ้าง ตรงหลังบ้าง อย่างนี้เรียกว่าเป็นอาการได้รับรู้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรืออาการประสาทหลอน
  
     คุณไม่ต้องตกใจดอก เพราะคนทั่วๆไปก็มีอาการทั้งสองอย่างนี้มากบ้างน้อยบ้าง โดยเฉพาะอาการที่ 1 คือ delusion นั้น จะเรียกว่าเป็นกันแทบทุกคนก็ว่าได้ เพียงแต่ของคุณมันเป็นมากถึงขั้นที่ทำให้ตัวเองและคนรอบข้างเดือดร้อน มันจึงสมควรต้องรักษาให้อาการมันเพลาๆลงบ้าง

     พูดมาถึง delusion ขอนอกเรื่องหน่อยนะ จะว่านอกเรื่องเสียทีเดียวก็ไม่เชิง เพราะมันเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษาคุณอยู่ด้วยเหมือนกัน คือผมเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงเรื่องของนายจอห์น สมิธ เรื่องเป็นอย่างนี้ ที่ประเทศอังกฤษเขาชอบดูละครกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครของเช็กสเปียร์ แต่ละเรื่องลงโรงทีก็เล่นกันซ้ำๆอยู่นานหลายเดือน เรื่องที่นิยมเล่นกันเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องคิงเลียร์ เป็นเรื่องของกษัตริย์ที่มีลูกสาวสามคนแล้วแบ่งสมบัติให้ลูกสาวผิดๆถูกๆแบบว่าลูกเลวได้แยะลูกดีได้น้อย อะไรทำนองนี้ ซึ่งยังผลให้ตัวคิงเลียร์เองต้องกลายเป็นคนซึมเศร้าและมีชีวิตที่ออกแนวบัดซบจนถึงวันตาย ประเด็นที่ผมจะเล่านี้ก็คือว่านายจอห์น สมิธนี้เป็นนักแสดง ซึ่งรับบทเป็นคิงเลียร์ พอเล่นอยู่หลายๆเดือนแกก็หลงผิดว่าตัวแกเป็นคิงเลียร์จริงๆ แม้ละครจะหมดฤดูลงโรงไปแล้ว แต่แกก็ยังเป็นคิงเลียร์ไม่เลิก ทั้งเป็นโรคซึมเศร้าและทั้งมีความทุกข์ระทมอกไหม้ไส้ขมเหมือนคิงเลียร์ของเช็กสเปียร์ทุกประการ จนทุกคนรวมความเห็นว่านายจอห์นสมิธเป็นบ้า ส่งไปรักษากับจิตแพทย์ แต่ก็รักษาไม่หาย จนกระทั่งได้เพื่อนซี้คนหนึ่งมาชี้ให้เห็นว่า..ไอ้โง่เอ๊ย (หิ หิ ผมพูดเองนะ เพื่อนเขาไม่ได้พูดแบบนี้ดอก) เพื่อนคนนี้มาชี้ให้เห็นทีละเปลาะด้วยการพาไปดูสถานที่ ไปดูของจริง ไปพูดกับคนจริงๆ ว่าคิงลงคิงเลียร์มีที่ไหน มีแต่ตัวแกจอห์นสมิธเท่านั้นแหละ นี่ไงเมียแก นี่ไงลูกแก ในที่สุดแกก็หายกลับมาเป็นจอห์นสมิธคนเดิมได้

     กลับมาพูดถึงการรักษาให้คุณหายกลับมาทำงานเลี้ยงดูคนอื่นได้อย่างที่คุณอยากทำนั้น มันต้องมีคนมาชี้ให้คุณเห็นจะจะว่า มีที่ไหน พยาธิดิ้นกระแด่วๆนะ ซึ่งผมก็ได้ชี้ให้คุณเห็นไปบ้างแล้ว แต่มันต้องมีคนมานั่งคุยกับคุณซ้ำอีกครั้งแล้วครั้งเล่าจนคุณเก็ท เรียกว่าการรักษาด้วยการพูด (talk therapy) ควบคู่กันไปก็ควรให้กินยาแบบ “ร่วมรักษา” อย่างน้อยก็ในระยะหนึ่งด้วย ซึ่งคนที่จะทำเรื่องนี้ให้คุณได้ดีที่สุดก็คือจิตแพทย์ ผมจึงแนะนำอย่างแรงเลยนะว่าคุณควรจะไปพบจิตแพทย์ โดยถ้าคุณอยู่ในกรุงเทพฯ ผมแนะนำให้ไปที่รพ.สมเด็จเจ้าพระยา หรือที่รพ.ศรีธัญญา แห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ ปัญหาของคุณนี้รักษาได้ไม่ยากเลย ไม่กี่สัปดาห์คุณก็กลับมาทำงานเลี้ยงดูคนอื่นได้เหมือนเดิม แต่ว่าต้อง..จิตแพทย์ เชื่อหมอสันต์เหอะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์