24 เมษายน 2560

อย่ามัวเสียเวลากับเรื่องขี้หมา

แนะนำตัวครับ .... ปัจจุบันเป็นเภสัชกรปฏิบัติการ อายุ 29 ปี เดิมเคยทำงานเภสัชกร รพช มา 3 ปี ปัจจุบัน
ทำงาน วิทยาลัยการสาธารณสุข... เป็นอาจารย์สอนนักศึกษาเทคนิคเภสัชกรรม(ปวส) มาอีก 3 ปี
รวมทำงาน 6 ปี พ่อ ทำงานรับจ้าง อยู่กับครอบครัวใหม่ แม่ เสียชีวิต น้องชาย กำลังจะได้บรรจุข้าราชการ... ฐานะทางบ้าน พอมีพอกิน มีหนี้สินแค่ กยศ และผ่อนรถจองตัวเอง บ้านเดิมมีแล้ว ไม่คิดมีครอบครัว ไม่มีลูก อยู่เป็นโสดไปจนเกษียณ ให้พอมีเงินบำนาญดูแลตนเอง การทำงานปัจจุบันผมมีความสุข ตามอัตภาพดีครับ มีความสุขในการเตรียมสอน ในการสอน ในการพัฒนาตนเองเพื่อการสอน แต่มาวันหนึ่งน้องที่ทำงาน เภสัชกรด้วยกันชวนไปสอบแพทย์แนวใหม่ ด้วยความที่ตนเองเคยอยากสอบเข้าแพทย์สมัย ม 6 เลยอยากลองสอบดูจึงไปสอบด้วยกัน (ลองข้อสอบ) ปรากฎว่าติดทั้งคู่ครับ วันที่ประกาศผลก็ดีใจครับ รู้สึกตัวเองทำได้ ไปสอบสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย ตามขั้นตอนทุกคนเรียก หมอๆ กันใหญ่ แต่มาใกล้เวลารายงานตัว ผมต้องตัดสินใจสละทุน ของหน่วยงานในการไปเรียนต่อ ต่างประเทศ ที่เพิ่งประกาศผลก่อนประกาศผลสอบหมอ ชีวิตต้องเลือก ผมโตแล้วแต่ก็ยังไม่มั่นใจการตัดสินใจของตัวเอง จึงทำการปรึกษาคนรอบข้าง เกือบทุกคนแนะนำให้เรียนหมอ เพราะ
1. ความก้าวหน้าในอาชีพราชการ
2. ค่าตอบแทนที่สูงหลายเท่า
3. เกียรติในสังคม
4. Power
ในช่วงแรกผมก็คล้อยตาม จนทำเรื่องสละทุน ตปท เพื่อไปเรียนหมอ เตรียมทำสัญญาลาศึกษาต่อ ระยะเวลาผ่านมา 2 เดือน ผมกลับรู้สึกกลัวการเป็นหมอ เสียดายการเรียน ตปท กลัวการอยู่เวร (สมัยอยู่ รพ เคยเห็นเพื่อนหมออยู่เวรหนัก) กลัวการฟ้องร้องและรับผิดชอบใหญ่ ผมกลับไปปรึกษาหลายคนอีกว่าไม่อยากเรียนหมอละ รู้สึกไม่ใช่ ไม่ชอบคนไข้ ความสุขไม่ได้เกิดจากการเห็นคนไข้หายป่วย เท่าเห็นลุกศิษย์เรียนจบ และการได้นอนเต็มอิ่ม ทำงานที่ flexible แบบอาจารย์ ผมรู้สึกกลัว นอนร้องไห้ (เพราะไปให้ความหวังหลายคน ว่าจะมีลูก หลานในครอบครัวเรียนหมอ) เสียใจ เสียดายที่จะต้องออกจากงานที่ตามหามานาน หลายคนบอกคิดดีๆ โอกาสมาครั้งเดียว
1. เป็นหมอทุนเรียนต่อมีเยอะ
2. เป็นอาจารย์หมอก็ได้ ปรีคลินิก
3. ไม่อยากอยู่เวรก็ทำงานบริหาร
4. ได้ดูแลคนในครอบครัว
แต่หัวผมกลับแย้งว่า
1. คนที่จะเรียนต่อ มีเยอะแยะเราจะสู้ได้ ?
และจบมาตอนนั้นก็อายุ 35 ใช้ทุนต้นสังกัด อีก 5 ปีก็ 40 มีทุน ตปท ที่ไหนอีก ถึงมีจะเรียนไหว ? เรียนๆๆๆ แล้วเงินเดือนจะเท่าไหร่ (ถ้าแพลนจะรับราชการจนเกษียณ)
2. อาจารย์หมอ ก็ต้องเจอกับคนไข้ จะสอนชั้นปรีคลินิกเพื่อหนีการเจอคนไข้ก็ต้องไปอยู่มหาลัย ไม่ตอบโจทย์ที่จะเป็นราชการ
3. งานบริหารต้องโตขนาดไหน ต้องผ่านงานบริการ หรือทำควบกับงานบริการขนาดไหน เส้นสายต้องขนาดไหน กว่าจะได้ทำงานบริหารแบบเต็มตัว
4. เห็นหมอมาหลายคนแทบไม่มีเวลาให้คนในครอบครัว ถึงแม้จะมีอภิสิทธิ์ได้ห้องพิเศษ ได้คิวเร็ว แต่ก็ไม่มีเวลามานั่งเฝ้า เช็ดตัว ป้อนข้าว ต้องฝากพี่ พยบ.
อาจจะเพราะสมัยผมอยู่ รพ ก็อยากเป็นหมอ อยากตัดสินใจ อยากทำให้ดีกว่านี่ อยากมีบทบาท แต่พอหลุดจาก รพ มาอยู่ฟีลด์การศึกษา ผมรู้เลยว่ามันสุขกาย สบายใจกว่า QoL ของการไม่ต้องเจอคนทุกข์ใจ มันดีกว่ามากๆๆๆๆๆ ผมเคยอ่านบทความของอาจารย์ที่บอกว่า อย่าใช้วิชาชีพแพทย์เพื่อไต่เต้าหรือเพื่อหาประโยชน์อื่น มันบาป ตอนนี้ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ว่าหลายคนแค่อยากให้ผมได้เป็นหมอไปก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน ตอนนี้ผมสับสนครับ กลัวสละสิทธิ์หมอ เป็น เภสัชกรสายสอนต่อแล้วจะมาเสียใจ
ผมยังไม่เคยคุยกับอาจารย์แพทย์ว่าเนื้องานเป็นอย่างไร ทำแต่งานวิชาการได้ไหม เจอคนไข้น้อยๆ ไม่อยู่เวร แต่เป็น ขรก. มีคนไม่กี่คนที่บอกให้เลือกความสุขกับปัจจุบัน ตอนนี้สุขก็ดำเนินไป อย่ามองอนาคตไกล หนือเห็นแล้วว่าอนาคตไม่สุขก็อย่ากลับเข้าไป (หนีงาน เภสัช รพ. มาได้ชีวิตดีมาก) อ่านหมอลี่ แพทย์ มข. ลาออกไปเป็นแม่ค้าก็พอหาข้ออ้างให้ตัวเองรู้สึกดีได้
ผมอยากได้คำแนะนำจากอาจารย์ครับหรือแค่กำลังใจก็ได้ครับเพราะผมรู้สึก depress
ขอบคุณครับ

...................................................

ตอบครับ

     1. ความเชื่อที่ว่าอาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่มีความก้าวหน้าในราชการมากกว่าอาชีพอื่นก็ดี มีค่าตอบแทนสูงกว่าอาชีพอื่นก็ดี มีเกียรติในสังคมมากกว่าอาชีพอื่นก็ดี มี power หรือมีอำนาจมากกว่าอาชีพอื่นก็ดี เป็นความเชื่อที่เหลวไหลไร้สาระทั้งเพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่าแพทย์มี power ความเป็นจริงก็คือแพทย์รุ่นที่คิดว่าตัวเองมี power เหนือคนไข้นั้นได้ตายไปเกือบหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็กลายเป็นคนธรรมดา หรือไม่ก็กลายเป็นหมาน้อยธรรมดากันไปเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะในยุคที่ผู้คนเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งวิชาแพทย์ไม่มีปัญญารักษาให้หายนี้ อย่างดีที่สุดที่แพทย์จะช่วยคนไข้ได้ก็คือชี้แนะให้คนไข้เห็นว่าพวกเขาควรจะต้องใช้ชีวิตอย่างไรเท่านั้น จะไปมี power อะไรละครับ ยิ่งถ้าหากแพทย์สมัยนี้ไม่ระวังตัว ก็จะเผลอลืมตัวกลายเป็นยี่ปั๊วขายสินค้าที่เป็นอันตรายให้แก่คนไข้ของตัวเองไปเสียฉิบ  เท่ากับว่า power ที่แพทย์สมัยนี้มีนั้นคือ power ที่จะทำร้ายคนไข้ของตัวเอง ซึ่งไม่มีแพทย์คนไหนอยากได้ power ชนิดนี้หรอกครับ

     2. อาชีพทุกอาชีพดีเหมือนกันหมดตราบใดที่มันทำให้เรามีความสุขโดยไม่ทำให้คนอื่นหรือไม่ทำให้โลกเดือดร้อน นี่เป็นเบสิกสำหรับการเลือกอาชีพทุกอาชีพ ที่สูงกว่าเบสิกก็คือหากการทำอาชีพนั้นทั้งทำให้เรามีความสุขด้วย ทั้งได้มีโอกาสช่วยเหลือให้คนอื่นมีความสุขด้วย หรือช่วยทำให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้นด้วย มันก็ยิ่งเป็นอาชีพที่ดีมาก ในความเห็นของผม ทั้งอาชีพแพทย์ก็ดี และทั้งอาชีพอาจารย์สอนเภสัชก็ดี ต่างก็เป็นอาชีพที่ดีมากทั้งคู่ ไม่แตกต่างกัน คุณจะเลือกอาชีพไหนในสองอาชีพนี้ก็ได้ทั้งนั้น มันไม่มีนัยสำคัญ เหมือนคุณถามผมว่าวันนี้คุณจะใส่เสื้อสีม่วงหรือเสื้อสีฟ้าดี ผมก็จะตอบคุณว่าคุณใส่สีอะไรก็ได้ที่คุณชอบ เพราะมันไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

     3. แต่สิ่งที่ผมมองเห็นในตัวคุณว่ามีนัยสำคัญก็คือคุณยังไม่รู้วิธีที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข การที่คุณกลัวและนอนร้องไห้กับเรื่องขี้หมา ผมหมายถึงกับความกลัวญาติพี่น้องจะผิดหวังบ้าง ความเสียดายเสียใจที่จะต้องออกจากงานและทิ้งทุนไปตปท.บ้าง ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความคิด (thought) ซึ่งผมเรียกง่ายๆว่าเป็นเรื่องขี้หมา การที่ชีวิตคุณยังเป็นทุกข์อยู่กับเรื่องขี้หมานี่ต่างหากที่มีนัยสำคัญสำหรับคุณ หากคุณจะใช้เวลาในชีวิตให้มีคุณค่ามากที่สุด ผมแนะนำว่าให้ใช้เวลาไปกับการฝึกตัวเองให้เป็นอิสระจาก "ขี้หมา" คือ "ความคิด" ของคุณนี้เสีย นี่คือสิ่งที่คุณพึงทำเป็นลำดับที่หนึ่งซึ่งสำคัญที่สุด ส่วนการจะมีอาชีพอะไรในสองอาชีพนี้นั้น อะไรก็ได้เพราะมันเป็นเรื่องไม่สำคัญ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณ "วางความคิด" ของคุณเป็น แล้วไปอยู่กับ "ความรู้ตัว" ของคุณได้ เมื่อนั้นคุณจะมีชีวิตที่เบิกบานมากที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นและต่อโลกมากที่สุดไม่ว่าคุณจะทำอาชีพไหน และเมื่อนั้นคุณจะนึกขอบคุณผมที่ให้คำแนะนำนี้แก่คุณ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

19 เมษายน 2560

สูตรลดน้ำหนัก 5 กก.ใน 1 เดือน

คุณหมอสันต์คะ

มีเพื่อนซี้ส่งสูตรลดน้ำหนักมาให้ เขาการันตีว่าลดได้ 5 กก.ในหนึ่งเดือน สูตรมีดังนี้

ให้ดื่มนำ้ปั่นที่ประกอบด้วยผัก ผลไม้ 24อย่างดังนี้
Asparagus 4 ก้าน
Broccoli เอาแต่ดอก หัวเล็ก 1 หัว
Celery ฝรั่ง เอาเฉพาะก้าน 1 ก้าน
Brussel sprout 4 ห้ว หรือมะเขือม่วง ครึ่งลูก
สระแหน่ 8ใบ
หัวหอมใหญ่ ครึ่งหัว
กระเทียม 4กลีบ
มะเขือเทศลูกใหญ่ 2ลูก
Capsicumพริกหวานสีแดง 1ลูก
ขิงแก่ 4 แว่น
มะระ เอามา1แว่นขนาด 1น้ิว
ผงอบเชย 1ช้อนชา
ผง rosemary 1 ช้อนชา
ผง oregano  1ช้อนชา
ผง parsley 1 ช้อนชา
ถั่วอัลมอนด์ 10 เม็ด
Flax seed 4ช้อนโต๊ะ
แกนสัปปะรด 1 แกน
โยเกิร์ต 1ถ้วยรสธรรมชาติ
แครนเบอรี่ หรือ สตอเบอรี่ 8 ลูก
องุ่นดำ 10ลูก หรือ กีวี 2ลูก
บีทรูท ครึ่งลูกเล็ก
น้ำแครอท 100-200มล
น้ำแอปเปิ้ล 500มล
ทั้งหมดปั่นให้ละเอียดแล้วรับประทานครั้งละ 250มล วันละ 6ครั้งหรือทุก 2ชั่วโมงไม่กินอาหารอื่นเลยนะคะ กินวันเว้นวันค่ะจะลดได้ประมาณ 5กิโลค่ะ ในเวลาประมาณ 1เดือน ต้องอดทนและใจมุ่งมั่นนะคะ
มันค่อนข้างยุ่งยากหน่อย แต่สูตรเขาต้องแบบนี้นะค่ะ ผักมีตาม Top หรือ Macro ซื้อ flax seed ที่พาหุรัด ร้านที่อยู่ตรงสะพานลอยข้ามถนนเป็นชื่อจีน มี 2 สาขาใกล้ๆกันเป็นร้านขายอุปกรณ์ทำขนมเค้กค่ะ
ถนนนี้เป็นถนนที่ตรงมาจากแยกเฉลิมไทยจะมาพาหุรัดค่ะเรียกชื่อถนนไม่ถูก ส่วนอบเชย rosemary parsley oregano ซื้อเป็นขวดๆ ในร้าน top หรือ tesco ใช้ทำ pasta ค่ะ

อยากถามคุณหมอสันต์ว่าทำตามนี้แล้วจะลดน้ำหนักได้จริงไหม จะมีอันตรายอะไรหรือเปล่าคะ

.................................................................

ตอบครับ

1. ถามว่าสูตรอาหารนี้ลดน้ำหนักได้จริงไหม ผมดูแล้วมีแต่พืชผักที่มีกากแยะและมีแคลอรี่ต่ำ ให้กินแค่เนี้ยตลอดทั้งวัน วันเว้นวัน แถมในวันที่กินสูตรนี้ห้ามไม่ให้กินอาหารอะไรอย่างอื่นเลย โห ตอบว่า นี่มันพอๆกับการถือศีลอดของพวกกรีกออร์โธดอกซ์เลยนะเนี่ย ถ้ากินอย่างนี้ได้จริงต้องลดน้ำหนักได้แน่นอนครับ เผลอๆอาจได้บรรลุธรรมด้วย

2. ถามว่าสูตรอาหารนี้มีอันตรายไหม ตอบว่าดูอาหารที่กินแล้วก็ไม่มีอันตรายอะไรครับ แต่มีข้อแม้ว่าน้ำแอปเปิลควรเป็นน้ำแอปเปิ้ลปั่นเองโดยไม่ทิ้งกาก ไม่ควรไปซื้อที่เขาทำใส่กล่องขายซี่งมักมีน้ำตาลอยู่ด้วย ส่วนที่กลัวว่าจะเป็นโรคขาดอาหารนั้นไม่เป็นแน่นอน เพราะเขาบังคับให้กินแค่วันเว้นวันไม่ใช่เรอะ อีกวันที่เหลืออยากกินอะไรก็ไปกินสิ

คุณถามแค่นี้ก็ตอบแค่นี้นะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

18 เมษายน 2560

หมอสันต์ปรับปรุงหลักสูตร MBT เสียใหม่

ความเป็นมา

     หลักสูตรฝึกสติรักษาโรค หรือ MBT สอนไปแล้ว 5 รุ่น มีการปรับปรุงเนื้อหาและวิธีสอนเรื่อยมา แต่ครั้งนี้จะปรับใหญ่ เนื้อหาสาระในการปรับปรุงครั้งนี้มีสองด้าน
     ด้านหนึ่ง ได้แก้ไขตามข้อเรียกร้องและคำแนะนำของผู้เรียนทุกประการ เช่นการมีคู่มือไว้ทบทวน การเปลี่ยนลำดับเรื่องที่สอน การเพิ่มเวลาให้กับเรื่องการรับมือกับความเจ็บปวด ยกเว้นเรื่องเดียวที่ยังปรับปรุงไม่ได้ คือการขยายเวลาให้มากกว่าหนึ่งวัน ตรงนี้ยังขยายให้ไม่ได้
     อีกด้านหนึ่ง แก้ไขเนื้อหาสาระตามที่ผมเองประเมินขณะสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น (1) ผู้เรียนไม่เก็ทหรือผู้เรียนเข้าใจผิดโดยที่ผู้สอนไม่มีโอกาสทราบ เพราะไม่มีโอกาสได้ซักซ้อมการปฏิบัติแบบตัวต่อตัว จึงต้องปรับแก้โดยวิธีลดจำนวนคนเรียนลงจาก 35 คนเหลือไม่เกิน 10-20 คน เพื่อให้มีกิจกรรมทวนสอบแบบตัวต่อตัวได้มากขึ้น (2) ผู้เรียนส่วนใหญ่มีพื้นฐานอ่านมามากศึกษามามากจึงเต็มไปด้วย "คอนเซ็พท์" มากมาย คือถนัด "คิด" แต่ไม่ถนัด "รู้" จึงคอยหลบหนี "ความรู้ตัว" ไปขลุกอยู่กับความคิดเหล่านั้น

วัตถุประสงค์

     ให้มีความรู้และทักษะการพัฒนาสติตนเองตามแนวทางหลักสูตร MBSR ของ U. of Mass. ที่ประยุกต์ให้เหมาะกับคนไทยโดยใช้ชื่อ MBT แทน โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะมากพอที่จะเอาไปฝึกปฏิบัติต่อในชีวิตประจำวันของแต่ละคนด้วยตนเอง จนสามารถใช้ลดความเครียด ป้องกัน บรรเทา และรักษาโรคเรื้อรังของตนได้

ตารางเรียน

9.00 – 9.30      Concept of holistic health care กล่าวนำ สุขภาพแบบองค์รวม
9.30 – 10.00   Workshop 1. ฝึกปฏิบัติ วางความคิดเพื่อเข้าถึงความรู้ตัว
10.00 – 10.30 Workshop 2. Thinking versus Knowing จำแนกการ "คิด" ออกจากการ "รู้"
10.30 - 10.45  Workshop 3. Self inquiry เข้าถึงความรู้ตัวด้วยวิธีตั้งคำถาม

10.45-11.00    Morning tea break พักรับประทานน้ำชาเช้า

11.30- 11.45   Workshop 4. Watching your thought ฟังเสียงในหัว
11.45- 12.00   Workshop 5. Consciousness without thought ขยายจิตสำนึกขณะปลอดความคิด
12.00 - 12.15  Workshop 6. Thought recall ย้อนดูความคิดและเฝ้าดูการสลายความคิด
12.15 - 12.30  Workshop 7. Body scan ลาดตระเวณร่างกาย

12.30-13.30 Lunch break พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.30 – 14.00 Workshop 8. Muscle relaxation ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
14.00 - 14.30 Workshop 9. Tai Chi ฝึกรับรู้ "ชี่" ด้วยวิธีไทชิชี่กง
14.30 – 15.00  Workshop10. Breathing meditation (16 techniques) ตามดูลมหายใจ 16 เทคนิค
15.00 – 15.30  Workshop11. Coping with pain ฝึกรับมือกับอาการปวด

15.30 - 15.45 Afternoon tea break พักรับประทานน้ำชาบ่าย

15.45 – 16.30 Debriefing  สรุปที่เรียนมาทั้งวัน ตอบคำถาม และสนทนาแลกเปลี่ยน
16.30              Closure      ปิดคอร์ส

ค่าลงทะเบียนเข้าเรียน

คนละ 2,500 บาท ราคานี้รวมค่าอาหารกลางวัน อาหารว่างสองเบรก ค่าวิทยากร ผู้ช่วยวิทยากร ค่าสถานที่ ค่าห้องแอร์ และอุปกรณ์การเรียนที่ต้องใช้ในศูนย์ แต่ไม่รวมค่าเดินทาง เพราะทุกคนต้องเดินทางไปเอง ไม่รวมค่าที่พักเพราะไม่ต้องนอนค้างคืน

กรณีต้องการพักค้างคืน

     ไม่จำเป็นต้องพักค้างคืนที่เวลเนสวีแคร์ เพราะการเดินทางด้วยรถยนต์ไปจากกทม.ใช้เวลา 2 ชม. แต่ถ้าจะพักที่เวลเนสวีแคร์ก็ต้องยอมจ่ายค่าที่พักแพง (3,000 บาทต่อห้องสองเตียงต่อคืนรวมอาหารเช้าสำหรับสองคน กรณีไม่ต้องการแชร์ห้องกับใคร ต้องการนอนทั้งห้องคนเดียวลดให้ 500 บาท คือต้องจ่าย 2,500 บาทต่อห้องรวมอาหารเช้าสำหรับหนึ่งคน)

     กรณีจำเป็นต้องพักแต่ไม่อยากเสียเงินแพง แนะนำไปพักตามโรงแรมหรือรีสอร์ทอื่นในมวกเหล็ก ค่าห้องพักโดยทั่วไปประมาณ 500 - 1000 บาทต่อห้องต่อสองคนต่อคืน

วิธีลงทะเบียนเข้าเรียน

1. แจ้งสำรองที่เรียน

     1.1 ทางโทรศัพท์ที่ พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ โทร. 086 8882521
     1.2 ทางอีเมล somwong10@gmail.com

2. ชำระเงินค่าลงทะเบียน

     โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเมืองทองธานี เลขบัญชี 931 0 06792 2 ชื่อบัญชี นายสันต์ ใจยอดศิลป์

3. ยืนยันการรับลงทะเบียน

     ส่งภาพถ่ายสลิปใบโอนเงินที่เขียนชื่อของท่านด้วยปากกาทับไว้อย่างชัดเจนบนใบสลิปนั้นด้วย ส่งไปยังพญ.สมวงศ์ทางอีเมล somwong10@gmail.com  ในกรณีไม่สะดวกในการส่งภาพถ่าย จะโทรศัพท์บอกกับพญ.สมวงศ์ที่หมายเลข 086 8882521 โดยตรงด้วยตนเองก็ได้

     ขอความกรุณาอย่าส่งใบสลิปมาโดยไม่เขียนชื่อว่าเป็นเงินของใคร เพราะทางเวลเนสวีแคร์ได้รับใบสลิปแล้วก็ยังไม่รู้จะลงทะเบียนในชื่อใครอยู่ดี

     การลงทะเบียนจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อทางเวลเนสวีแคร์ได้รับทั้งเงินและชื่อผู้ส่งเงินแล้วเท่านั้น

     เงินค่าลงทะเบียนรับแล้วไม่มีคืน ถ้ามาไม่ได้ก็ไม่คืน เพราะเอาไปจ่ายค่าจ้างคนค่าสถานที่ค่าอาหารไปแล้ว

   การลงทะเบียนเรียนใช้สูตรมาก่อนได้ก่อน เต็มแล้วปิด เพราะถ้ามากกว่านั้นกลัวจะเป็นสติแตกไม่ใช่สติรักษาโรค

สถานที่

เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์  อยู่ในมวกเหล็กวาลเลย์ ย่านมวกเหล็ก-เขาใหญ่

(สถานที่หายากนิดหน่อย ให้สังเกตป้ายบอกทาง Wellness We care มันอยู่ในหมู่บ้านร้างพงรก ท่านต้องคลำทางไปเอาเอง ตามแผนที่ข้างล่าง)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

17 เมษายน 2560

หมอสันต์พูดเรื่องที่ไม่ควรจะพูด

อาจารย์สันต์คะ
หนู .... คนที่เป็น CFS ค่ะ ก่อนไปเรียน MBT หนูอ่านอาจารย์ตอบคำถามเรื่อง กาย จิต วิญญาณ กับการเป็นโรคเรื้อรังแล้วไม่เข้าใจ แต่พอไปเรียน MBT ก็เข้าใจมากขึ้นว่าความขัดแย้งกันระหว่างความคิดลบกับจิตสำนึกรับรู้ทำให้เจ็บป่วยได้อย่างไร และเข้าใจความรู้ตัวมากขึ้น แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน หนูคิดทบทวนแล้วไม่เข้าใจอยู่เรื่องหนึ่ง คือตอนต้นคอร์ส MBT อาจารย์ให้ทำกิจกรรมเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้ตัวหรือ "ฉัน" นี้ไม่ใช่ความคิด อันนี้เข้าใจนะคะ และที่ว่าความคิดเป็นตัวแสบตัวโกง  อันนี้ก็เข้าใจนะคะ แต่ที่ว่า "ฉัน" หรือความรู้ตัวนี้ไม่ใช่ร่างกายและไม่เกี่ยวกับร่างกาย อันนี้ไม่เข้าใจเลยค่ะ ถ้า "ฉัน" ไม่ใช่ร่างกายไม่เกี่ยวกับร่างกายแล้วฉันจะรู้ตัวหรือรับรู้สิ่งต่างๆได้อย่างไร เช่นการได้ยินเสียง การรู้สึกที่ผิวหนังเป็นต้น เพราะอาจารย์ก็ย้ำว่า "รู้" ไม่เหมือน "คิด" ซึ่งตามความเข้าใจของหนูการรู้มันก็ต้องอาศัยร่างกายเท่านั้น หนูทดลองรู้เพื่อให้เห็นความแตกต่างจากความคิดตามที่อาจารย์ให้ทำในชั้นเรียนอีกหลายครั้ง (เอาดินสอจิ้มหน้าผาก) จนหนูสรุปได้แน่ชัดว่าการรู้ต้องอาศัยร่างกายเท่านั้น  ถ้าความรู้ตัวไม่ใช่ร่างกาย จะรับรู้สิ่งต่างๆโดยไม่มีร่างกายได้อย่างไร

MBT ดีมากค่ะ จะดีกว่านี้ถ้าขยายเวลาให้ยาวขึ้นเป็นสองสามวัน ถ้าอาจารย์เปิดสอนอีกหนูจะบอกเพื่อนไปเรียน อาหารอร่อยมากด้วย ไม่เคยคิดว่าอาหารมังสวิรัติก็อร่อยและกิ๊บเก๋ได้ด้วย

......................................................

ตอบครับ

     ผมมีความรู้สึกว่าเรื่องที่เราจะพูดกันนี้มันไม่ควรจะพูด เพราะมันเป็นการพยายามเอาภาษาพูดมาสื่อเรื่องที่ภาษาสื่อไปไม่ถึง พูดไปแล้วมีแนวโน้มจะเลอะเทอะแทนที่จะแจ่มชัดกว่าเดิม เป็นการหลงกลของความคิดที่ชักชวนให้ถกประเด็นความคิด เลยต้องจมอยู่กับความคิดต่อไป ไปไม่ถึงความรู้ตัวสักที ตอนแรกผมจึงลบจดหมายคุณทิ้งไปแล้ว แต่ฉุกใจอะไรก็ไม่รู้อยู่นิดหนึ่งจึงกลับไปเปิดถังขยะเอามาอ่านใหม่ แล้วก็ได้ตัดสินใจตอบจดหมายของคุณ

     ถามว่าถ้าความรู้ตัว (awareness หรือ consciousness) ไม่ใช่ร่างกายหรือไม่อาศัยร่างกาย แล้วมันอยู่ที่ไหนมีหน้าตาเป็นอย่างไร ตอบว่า เมื่อตอนเช้าวันก่อนผมขับรถผ่านแถวหน้าคอกวัวชาวบ้านที่มวกเหล็ก เห็นเด็กๆกำลังเตรียมอุปกรณ์เล่นสงกรานต์กันอยู่ข้างถนน แล้วเด็กคนหนึ่งเอามือโกยแป้งฝุ่นแห้งๆในกระแป๋งของเธอโยนขึ้นไปในอากาศ ฝุ่นสีขาวนั้นกระจายฟุ้งไปในอากาศ ยิ่งแดดยามเช้าส่องเป็นมุมเฉียงเมื่อแสงกับเงาประกอบกันก็ยิ่งเห็นฝุ่นเหล่านั้นได้ชัด ลอยอ้อยอิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน ความรู้ตัวก็เหมือนความว่างของท้องฟ้าที่เด็กโยนแป้งขึ้นไป ฝุ่นแป้งสงกรานต์ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศนั้นเป็นคำบอกเล่าว่ามีท้องฟ้าอยู่และมันเป็นอย่างนี้ คือท้องฟ้านั้นแต่เดิมเมื่อเด็กไม่ได้โยนแป้งขึ้นไป มันก็มีของมันอยู่แล้ว แต่ผมไม่สนใจ แต่พอเด็กโยนแป้งขึ้นไปก็ทำให้ผมเห็นความว่างๆโล่งๆนั้นชัดขึ้น ความรู้ตัวของเรามันเป็นความว่างแบบนี้แหละ มันไม่ได้เป็นร่างกาย มันไม่ได้เป็นความคิด ไม่ได้เป็นบุคคลมีชื่อมีบ้านเลขที่ มันเป็นแค่ความว่างๆโล่งๆกว้างๆหาขอบเขตไม่เจอ ตัวผงแป้งนั้นเหมือนกับคำบอกเล่าถึงเนื้อของความว่าง ความรู้ตัวมันก็มีเนื้อของมันเหมือนกัน แต่เนื้อของมันเล็กละเอียดมากระดับสอดแทรกเข้าไปได้ทุกหนทุกแห่ง รวมทั้งสอดแทรกเข้าไปในทุกอณูของร่างกายเราได้ด้วย เท่ากับว่าความรู้ตัวนี้เป็นความว่างโล่งโจ้งที่มีสิ่งต่างๆที่ถูกรับรู้ได้อยู่ในความว่างนั้น รวมทั้งร่างกายของเราก็อยู่ในความว่างแห่งความรู้ตัวนั้นด้วย

     ถามว่าถ้าความรู้ตัวเป็นความว่าง แล้วมันรับรู้สิ่งต่างๆได้อย่างไร ตอบว่าเออ..ผมก็ไม่รู้กลไกการทำงานของมันเหมือนกัน หิ หิ รู้แต่ว่ามันรู้ได้ก็แล้วกัน ไม่เกี่ยวกับความคิดนะ คุณจะลองดูเองก็ได้ เมื่อสองสามวันก่อนมีหมอคนหนึ่งเขียนมาคุยเรื่องอะไรจำไม่ได้แล้ว ผมชวนเขาเล่นเกมหนึ่งที่ให้เขาทิ้งความคิดไว้นอกห้อง คุณอ่านแล้วทำตามนั้นดูนะ (http://visitdrsant.blogspot.com/2017/04/0.html) เมื่อทิ้งความคิดได้หมดแล้วให้คุณไปต่ออีกขั้นหนึ่ง ให้คุณ "รู้" สิ่งรอบตัว แน่นอนคุณก็จะได้ยิน เห็น รับรู้สัมผัสผิวหนัง คราวนี้หลับตานะ ให้เริ่มจากความรู้สึกสัมผัสที่ผิวหนังก็ได้ ตรงนี้ก็แน่นอนคือรู้ผ่านร่างกาย แต่ความรู้สึกยิบๆหรือเจ็บๆทั่วไปที่ผิวหนังนี้ความจริงมันเป็นการรับรู้พลังงานของร่างกาย ถ้าคุณใส่ใจรับรู้ขั้นละเอียดและหากปลอดความคิดไปได้หมดคุณจะรับรู้ถึงพลังงานของร่างกายได้โดยตรง เสมือนว่าร่างกายเป็นไออุ่นหรือไอสีนวลเรื่อๆ อย่าจินตนาการนะ ให้ "รู้" เอา แล้วไอนี้มันเชื่อมโยงกับนอกร่างกายซึ่งคุณตามมันไปได้ จนลามออกไปเป็นความว่างกว้างใหญ่อยู่ตรงหน้าเรา คุณใส่ใจตามความละเอียดของไอนี้ไป บางเวลาอาจมีผู้ใจดีฉายสปอร์ตไลท์ให้คุณเห็นความว่างนี้ชัดๆ แต่อย่าเสียเวลาไปค้นหาต้นตอตัวสปอร์ตไลท์เลย เพราะหาไม่่เจอหรอก มาถึงตรงนี้คุณจะเห็นว่าร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่งของความว่างอันกว้างใหญ่นี้ พอมาถึงตรงนี้แล้วคุณดูนะ ความตื่นตัวก็ยังอยู่ ความรู้ตัวก็ยังอยู่ รู้โดยไม่ต้องอิงร่างกายเลยเพราะมันไม่ใช่สัมผัสบนผิวหนัง จะเป็นเสียงก็ไม่ใช่ จะเป็นภาพก็ไม่ใช่ แต่เป็นความตื่นและรู้ตัวแน่นอน มีความสงบเย็นสบายดีเป็นของแถมด้วย เออ เป็นไปได้ไงหงะ หึ หึ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เรียกว่ามันเป็นไปตามธรรมชาติละกัน

     ขอผมพูดอีกหน่อยนะว่าสิ่ง (object) ใดๆที่ความรู้ตัวรับรู้มานั้น มันก็มีความรู้ตัวแทรกซึมเป็นส่วนหนึ่งอยู่ใน object นั้นด้วยเสมอด้วย เรียกว่าสิ่งที่เรารับรู้ไม่ว่าจะเป็นภาพเสียงสัมผัสหรือแม้กระทั่งความคิดมันล้วนเป็นภาพสะท้อนหรือเป็นอาการแสดงออก (manifestation) ของความรู้ตัวนั่นเอง งงไหมเนี่ย งงก็งงไปเถอะนะ คือมันเหมือนอย่างเช่นฟองคลื่นหรือความปั่นป่วนบนผิวน้ำทะเลเป็น manifestation ของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ประมาณนั้น หมายความว่ามหาสมุทรคือความรู้ตัว ฟองคลื่นคือความคิดหรือวัตถุหรือร่างกาย ซึ่งก็เท่ากับว่าตัวความรู้ตัว กับตัวสิ่งที่ถูกรับรู้ ต่างก็ล้วนมาจากเหง้าเดียวกันคือความรู้ตัวซึ่งเป็นเจ้าใหญ่นั่นแหละ พูดง่ายๆว่านอกจากความรู้ตัวซึ่งเป็นนิรันดรแล้ว ของอย่างอื่นที่จิตรับรู้ได้ในโลกนี้รวมทั้งร่างกายเราล้วนเป็นมายาคติ เป็นของหลอกทั้งสิ้น มันจึงถูกเวลาจับกินได้หมดไง มีแต่ความรู้ตัวนี้เท่านั้นที่เวลาจับกินไม่ได้

     พูดมาถึงความรู้ตัวในระดับลึกนี่แล้ว ขอพูดถึงอีกอย่างนะ คือปัญญาญาณ หรือ intuition หรือไอเดียจ๊าบๆความรู้ใหม่ๆที่ปิ๊งขึ้นมาในหัวดื้อๆโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดใคร่ครวญประมวลผล มันจะเกิดขึ้นก็ในภาวะรู้ตัวโดยปลอดความคิดอย่างนี้แหละ ปัญญาญาณนี้คนละเรื่องกับความฉลาดจากการอ่านเขียนเลขคณิตนะ อย่างนั้นเขาเรียก ปรีชาญาณ หรือ intellect ดังนั้นใครที่มีอาชีพเป็น creative การจะหาไอเดียเจ๋งๆไปขายไม่ยากเลย ใช้วิธีปล่อยความคิดและอยู่กับความรู้ตัวนี่แหละ..เวอร์คสุด

     จบการตอบคำถามแล้ว ขอแถมหน่อยว่าในกรณีของคุณนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการอย่าไปหลงเชื่อคอนเซ็พท์ที่ว่าคุณคือร่างกายของคุณ เพราะตราบใดที่คุณยึดกุมคอนเซ็พท์ว่าร่างกายนี้มันเป็นตัวคุณแล้ว ความคิดมันก็จะคอยเพ็ดทูลชี้ชวนให้คุณเห็นอาการผิดปกติสาระพัดของร่างกาย แล้วคุณก็จะกระต๊าก กระต๊าก..ก บ้าตามมันไปด้วยความเป็นห่วงร่างกายนี้เพราะคุณปักใจเชื่ออย่างผิดๆว่าร่างกายนี้เป็นคุณ โรคของคุณเป็นโรคที่เกิดจากความกังวลเกินเหตุต่ออาการของร่างกาย ถ้าคุณรู้ว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่คุณ ถึงมันจะมีอาการอะไรคุณจะไปเดือดร้อนอะไรมากมายละเพราะมันไม่ใช่คุณ ถูกแมะ คุณอย่าเพิ่่งไปสนใจไกลถึงว่าถ้าไม่มีร่างกายนี้แล้วความรู้ตัวจะรับรู้สิ่งต่างๆได้อย่างไรเลย นั่นมันเป็นลูกเล่นของความคิดที่หลอกให้คุณอยู่กับมันจะได้ไม่ทิ้งมันไปหาความรู้ตัว ให้คุณทำแค่วางความคิดลบเกี่ยวกับร่างกายลงให้ได้ก่อนแล้วไปอยู่กับความรู้ตัวให้ได้ก็พอแล้ว ตอนนี้คุณยังไม่ตาย อย่าเพิ่งไปวอรี่อะไรกับภาวะที่ไม่มีร่างกายเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

16 เมษายน 2560

เจาะลึกระบบ renin angiotensin สำหรับแล็บเทคนิเชียน

เรียน คุณหมอ ครับ

ผมทำงานอยู่ห้องแลป รพ เอกชนแห่งหนึ่ง ครับ มีแพทย์โทรมาสอบถามผล renin กับ aldosterone
โดยที่ค่า renin ต่ำกว่า 0.5 uIU/mL (ต่ำกว่าปกติ)  แต่ค่า aldosterone  pg/ml  (ปกติ)  แพทย์สงสัยว่ามีอะไรผิดพลาดมัยครับ ค่า renin และ aldosterone ควรจะสูงกว่าปกติทำไมไม่สูง คนไข้วัดความดันได้ 200 กว่า ค่าโปแทสเซียมก็ค่ากว่าต่ำกว่าปกติ ผมยังหาคำตอบไม่ได้ครับ ว่าเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง คุณหมอรบกวนช่วยตอบคำถามให้ผมด้วยนะครับ ว่าค่าแล็บแบบนี้เกิดขึ้นได้ไหม หรือว่าแล็บผิด มีสาเหตุใดทำให้ได้ค่าเช่นนี้ได้บ้างครับ

ขอบคุณมากครับ

..............................................

ตอบครับ

     ผมตอบจดหมายของคุณทั้งๆที่ผู้อ่านทั่วไปจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ก็เพื่อให้แล็บเทคนิเชียนคนอื่นเอาอย่างคุณตรงที่คุณเป็นแล็บเทคนิเชียนที่สนุกกับงานอาชีพดี เมื่อหมอเขาถามว่าผลแล็บคุณผิดหรือเปล่า คุณขวานขวายศึกษาเพิ่มเติมเพื่อจะทำความเข้าใจว่าค่าแล็บที่ตรวจได้นี้ในทางคลินิกมันมีความเป็นไปได้เพียงใด ต่างจากคนที่ทำงานชนิดไม่หือไม่อือ ถือว่าพระเจ้าส่งข้ามาทำแล็บข้าก็จะทำแล็บมันลูกเดียว ตรวจค่าแล็บให้แล้วก็แล้วกันไปอย่ามายุ่งกับข้า หมอจะเอาไปแปลผลอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของหมอ ข้าไม่เกี่ยว ซึ่งวิธีทำงานแบบไม่หือไม่อือแบบนั้นผมว่ามันไม่สนุก

     สำหรับท่านผู้อ่านทั่วไปที่อยู่นอกวงการโรงพยาบาล หากขี้เกียจปวดห้วเรื่องศัพท์แสงทางการแพทย์ก็ข้ามจดหมายฉบับนี้ไปได้เลย แต่ถ้าชอบดูเบื้องหลังการถ่ายทำ หมายถึงกระบวนการที่แพทย์ใช้วินิจฉัยและรักษาโรค ก็แวะอ่านเพื่อความบันเทิงได้ โดยเฉพาะท่านที่เป็นโรคในกลุ่มความดันเลือดสูง โซเดียมต่ำ หรือเป็นโรคไต การอ่านบทความนี้ก็อาจได้ประโยชน์ช่วยให้ท่านเข้าใจโรคของท่านมากขึ้น ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจก็อย่าไปซีเรียส เพราะท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าขนาดแล็บเทคจบมหาลัยทางด้านนี้มาโดยเฉพาะเขายังไม่เข้าใจได้เลย ท่านเป็นคนนอกวงอาชีพ (lay man) ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรหรอกครับ

     มาตอบคำถามของคุณนะ

     ก่อนอื่นผมทบทวนระบบเรนนิน-แองจิโอเทนซิน-อัลโดสเตอโรน (renin angiotensin aldosteron system - RAAS) สักเล็กน้อยก่อนนะ ระบบนี้เป็นส่วนเล็กๆของระบบฮอร์โมนร่างกายที่ทำหน้าที่ควบคุมความดันเลือดและความเข้มข้นของเกลือโซเดียม (Na) ในเลือด กลไกการทำงานพื้นฐานก็คือเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบใดแบบหนึ่งในสองแบบ คือ (1) ระดับเกลือโซเดียมในเลือดต่่ำลง หรือ (2) ความดันในหลอดเลือดทั่วร่างกายลดลง เซลของกระจุกหลอดเลือดฝอยที่ไต (juxtaglomerular cell) จะรับรู้ได้ทันทีจากเครื่องวัดความดันและเครื่องวัดความเข้มข้นของโซเดียมที่ฝังอยู่ในเซล แล้วมันจะเปลี่ยนสารโปรเรนินในเซลให้กลายเป็นเรนิน (renin) แล้วปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด

     เรนินนี้จะไปเปลี่ยนโมเลกุลชื่อแองจิโอเทนซิโนเจน(angiotensinogen) ซึ่งตับสร้างทิ้งไว้ในกระแสเลือดให้กลายเป็นแองจิโนเทนซิน1 (angiotensin1)

     ตัวแองจิโอเทนซิน1 นี้จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะมันจะไปจ๊ะเอ๋กับเอ็นไซม์เปลี่ยนแองจิโอเทนซิน (angiotensin converting enzyme- ACE) ซึ่งปอดสร้างทิ้งไว้ในกระแสเลือดอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจ๊ะกันแล้วตัวมันก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นแองจิโอเทนซิน2 (angiotensin2)

     ตัวแองจิโอเทนซิน2 นี้มีฤทธิ์สองอย่าง คือ

    (1) มันมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวอย่างแรง ทำให้ความดันเลือดพุ่งสูงขึ้นจู๊ด จู๊ดได้
    (2) มันจะไปกระตุ้นต่อมหมวกไต (adrenal cortex) ให้ปล่อยฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone) ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์ไปเร่งการทำงานของปั๊มโซเดียมที่เซลหลอดไต (tubular cells) กล่าวคือเซลหลอดไตปกติทำหน้าที่พนักงานสูบน้ำกทม.มีหน้าที่เฝ้าปั๊ม (pump) อยู่ที่หลอดไต ปั๊มนี้เป็นปั๊มสองหัว คือหัวหนึ่งสูบเอาโปตัสเซียมจากกระแสเลือดทิ้งออกไปในปัสสาวะ อีกหัวหนึ่งปั๊มเอาเกลือโซเดียมจากปัสสาวะกลับเข้ามาสู่กระแสเลือด

     ดังนั้นเมื่อระบบ RAAS นี้ทำงานมากผิดปกติทั้งระบบ จะยังผลให้ฮอร์โมนเรนินและอัลโดสเตอโรนและระดับโซเดียมในร่างกายสูงขึ้น ขณะที่ระดับโปตัสเซียมในร่างกายจะลดต่ำลง ร่วมกับเกิดหลอดเลือดหดตัวรุนแรงและความดันเลือดสูงขึ้นด้วย

     ก่อนจะคุยกันต่อไปขอแวะตรงนี้นิดหนึ่งเพื่อเป็นความรู้ประดับกายท่านผู้อ่านที่เป็นโรคความดันเลือดสูงว่า ยาลดความดันยอดนิยมทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นยาที่ออกฤทธิในระบบ RAAS นี้ กล่าวคือ
     บ้างก็ออกฤทธิ์ระงับเอ็นไซม์เปลี่ยนแองจิโอเทนซิน (ACEI) เรียกเหมาเข่งว่ายาแซ่ริ่ล เช่น captopril, enaril เป็นต้น
     บ้างก็ออกฤทธิ์ระงับฤทธิ์ของแองจิโอเทนซิน2 ดื้อๆ (ARB) ซึ่งเป็นยาในตระกูลซาร์ตาน เช่น Losartan (Cozaar), Valsartan (Diovan) เป็นต้น
     บ้างก็ออกฤทธิ์ระงับฤทธิ์ของอัลโดสเตอโรน เช่น Spironolactone (Aldactone) เป็นต้น

     กลับมาตอบคำถามของคุณต่อ พอรายงานผลแล็บไปแล้ว คุณหมอของคุณโทรศัพท์มาเอะอะว่าคนไข้ความดันสูง โปตัสเซียมต่ำ แสดงว่าระบบ RAAS ทำงานมากเกินไป แต่ทำไมเรนินไม่สูงและอัลโดสเตอโรนไม่สูงตามตำราเล่าโว้ย

     หิ หิ ถ้าผมเป็นคุณผมจะตอบว่า

     "..เออ แล้วผมจะรู้ไหมเนี่ย"

    เพราะว่า

     หนึ่ง ระบบต่างๆของร่างกายที่จะทำให้ความดันสูงได้มีตั้งหลายระบบ คุณพี่จะมาว้ากเพ้ยเอาจากระบบเดียวมันอาจจะเป็นการเกาไม่ถูกที่คันก็ได้นะ

     สอง ระบบต่างๆของร่างกายที่ตำราเขียนไว้นั้น มันเป็นเพียงคอนเซ็พท์ หมายความว่าคนเราคิดสมมุติขึ้นมาเอง มันอาจไม่เป็นไปตามคอนเซ็พท์เด๊ะก็ได้

     สาม แต่ละระบบ มันยังมีระบบย่อยอีก เช่นระบบ RAAS เองมันก็ยังแยกเป็นระบบย่อยได้อีกคือ RAS กับ AS แถมยังมีกลไกป้อนข้อมูลกลับ (reflex) โยงไปโยงมาที่ทำให้มันทำงานไม่ตรงไปตรงมา

     สี่ นี่ยังไม่นับยาและสมุนไพรที่คนไข้กินตามหมอบอกบ้าง แอบกินเองบ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารออกฤทธิ์ที่ทำให้ระบบของร่างกายรวนได้ทั้งสิ้น

     ถามว่าหากจับแต่ข้อมูลที่มีอยู่ว่าความดันสูง โปตัสเซียมต่ำ เรนินต่ำ อัลโดสเตอโรนปกติ มีความน่าจะเป็นโรคอะไรได้บ้าง ตอบว่า แหม.. คุณให้ข้อมูลน้อยมากแม้กระทั่งอาการของคนไข้ก็ไม่ให้มา ผมจะไปวินิจฉัยแยกโรคให้คุณได้อย่างไรละครับ แต่ถ้ามัดมือผมชกไม่ให้รู้ข้อมูลทางคลินิกเลย แล้วให้ผมมองเฉพาะจากมุมของคนทำแล็บ คือมีแต่ข้อมูลแล็บเท่าที่คุณให้ผมมา ผมจะคิดถึงโรคใดโรคหนึ่งในสี่โรคนี้ คือ

     1. ภาวะความดันสูงแบบเรนินต่ำ (Hyporenemic hypertension) ซึ่งพบได้เกือบ 10% ของคนไข้ความดันสูงทั่วไป เป็นโรคคลาสสิก แต่แพทย์ไม่สนใจเพราะมันไม่มีวิธีรักษาเฉพาะ คนไข้ในกลุ่มนี้จะมีประพิมพ์ประพายคล้ายกรณีระบบ RAAS ผิดปกติแต่เรนินและแองจิโอเทนซินไม่สูง หากคุณสนใจลองตามไปอ่านรายงานที่ผมให้ไว้ในบรรณานุกรมท้ายจดหมายนี้

     2. กรณีมีเนื้องอกชนิด pheochromocytoma ซึ่งปล่อยฮอร์โมนทำให้หลอดเลือดหดตัวโดยตรงผ่านการเร่งระบบประสาทอัตโนมัติ (sympathetic amine) ทำให้ความดันสูงปรี๊ดระดับ 200 ขึ้นได้ โดยไม่เกี่ยวอะไรกับระบบ RAAS เลย มักพบในคนไข้ที่อายุยังน้อยและความดันสูงมากๆ

     3. กรณีคนไข้ได้ยาลดความดันที่มียาขับปัสสาวะอยู่ด้วย ซึ่งเป็นกรณีที่พบบ่อยที่สุด หมายความว่าเป็นความดันสูงแบบธรรมดา ไม่เกี่ยวกับ RAAS แล้วหมอรักษาความดันสูงโดยให้ยาซึ่งมีส่วนผสมของยาขับปัสสาวะร่วมด้วย ยาปัสสาวะปัจจุบันนี้มักปลอมตัวมาในชื่อการค้าอื่นๆที่อาจรอดหูรอดตาหมอไปได้ง่าย ยาขับปัสสาวะนี้จะเป็นตัวขับโปตัสเซียมทิ้งทำให้โปตัสเซียมต่ำ โดยที่ไม่เกี่ยวอะไรกับระบบ RAAS เลย

     4. ภาวะแมกนีเซียมต่ำ เช่นการสูญเสียเรื้อรังไปในทางเดินอาหารเช่นในกรณีกินยาถ่ายเรื้อรัง (ในพวกลดความอ้วนหรืออยากผอม) ภาวะแมกนีเซียมต่ำนี้มักมีโปตัสเซียมต่ำด้วย แล้วก็ให้บังเอิญมาเกิดร่วมกับโรคความดันเลือดสูง โดยไม่เกี่ยวอะไรกับกลไกการเป็นความดันเลือดสูง ไม่เกี่ยวอะไรกับ RAAS

     ที่ผมให้การวินิจฉัยแยกโรคมานี้ไม่ได้หมายความว่าในการทำแล็บคุณจะต้องวินิจฉัยโรคไปด้วย แต่ให้มาเพื่อให้คุณเข้าใจค่า renin และ angiotensin ในโรคความดันเลือดสูง ว่ามันอาจจะสูงหรืออาจจะไม่สูงอย่างสอดคล้องต้องกันกับคอนเซ็พท์เรื่องระบบ RAAS ก็ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Crane MG, Harris JJ et al. Hyporeninemic hypertension. Am J of Med 1972;52 (4): 457–466. DOI: http://dx.doi.org/10.1016/0002-9343(72)90036-8


15 เมษายน 2560

คัมภีร์ เต๋าเต๋อจิง ฉบับแปลโดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

     คัมภีร์ เต๋าเต๋อ จิง Tao Te Chin ฉบับแปลโดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ แปล(เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ ภรรยา เมื่อ 15 เมย. 60)จากต้นฉบับภาษาอังกฤษของ Stephen Mitchell ซึ่งถอดจากงานเขียนภาษาจีนที่เหลาจื่อเขียนไว้เมื่อราว 2500 ปีมาแล้ว ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ท่านผู้อ่านคัดลอกไปใช้ประโยชน์ได้ตามสะดวก ในขอบเขตที่ไม่ได้นำไปแสวงประโยชน์ทางการค้า
.....................

“....มีสิ่งหนึ่งไร้รูปแต่สมบูรณ์แบบ มันคงอยู่มาก่อนที่จักรวาลนี้จะเกิดขึ้นเสียอีก มันสงบเย็น ว่าง วิเวก สถาพร ต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด  ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ มันเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดจักรวาลนี้ เนื่องจากไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี ข้าจะเรียกมันว่า “เต๋า” ก็แล้วกัน มันไหลผ่านทุกสรรพสิ่งจากข้างในทะลุข้างนอกแล้วไหลกลับไปสู่ต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งนั้น..”

1..
เต๋าที่ใครก็พูดถึงกันได้นั้นไม่ใช่เต๋าอมตะ อะไรที่ตั้งชื่อได้นั้นก็ไม่ใช่อะไรที่เป็นนิรันดร นิรันดรจริงๆนั้นตั้งชื่อไม่ได้หรอก พอมีชื่อสิ่งต่างๆที่ไม่ถาวรก็เกิดขึ้น
ถ้าหมดความอยากก็จะได้เห็นความจริงอันเร้นลับ แต่ถ้ายังติดกับดักความอยาก อย่างมากก็ได้เห็นแค่เปลือกนอก
แต่ไม่ว่าจะเป็นความจริงอันเร้นลับหรือเปลือกนอกก็ล้วนเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน รากเหง้านี้เรียกว่าความลึกล้ำดำมืด ความลึกล้ำดำมืดในความลึกล้ำดำมืดเป็นปากทางไปสู่การรู้แจ้งเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง

2.
เมื่อผู้คนเห็นว่าบางสิ่งสวย สิ่งอื่นก็กลายเป็นสิ่งน่าเกลียด เมื่อผู้คนเห็นว่าบางสิ่งดี สิ่งอื่นก็กลายเป็นสิ่งเลว เป็นกับไม่เป็นต่างเสริมสร้างกันและกัน ยากกับง่ายก็ค้ำจุนกันและกัน ยาวกับสั้นก็นิยามกันและกัน สูงกับต่ำก็พึ่งพิงกันและกัน ก่อนกับหลังก็ตามกันและกัน  ผู้รู้จึงทำโดยไม่ลงมืออะไร สอนโดยไม่พูดอะไร เกิดอะไรขึ้นก็ปล่อยมันเกิดไป สิ่งที่เกิดมาแล้วหายไปก็ปล่อยมันหายไป มีอะไรได้แต่ไม่เป็นเจ้าของ ทำอะไรไม่หวังผล ทำเสร็จแล้วก็ลืมมันเสีย ทำให้ผลงานคงอยู่ยั่งยืน

3.
ให้อำนาจผู้ปกครองมาก ประชาชนก็ไร้พลัง ให้คุณค่ากับการครอบครองมาก ผู้คนก็เริ่มลักขโมย
ผู้รู้นำผู้คนโดยการให้ผู้คนทิ้งความคิดหันไปหาแก่นแท้ ลดความทะยานอยากหันไปหาการปล่อยวาง ช่วยให้คนทิ้งทุกอย่างที่รู้มาแล้วเสีย ทิ้งความอยากเสียอีกด้วย ใครที่คิดว่าตัวเองรู้ดีก็ทำให้มึนๆงงๆเสียบ้าง จากนั้นแล้วไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้ทุกอย่างลงตัวของมันเอง

4.
เต๋าเหมือนบ่อน้ำที่ใช้ได้ไม่มีวันแห้ง เหมือนความว่างที่มีเนื้อในเป็นความเป็นไปได้อันไม่มีที่สิ้นสุด มองไม่เห็นแต่อยู่ที่นั่นเสมอ ข้าก็ไม่รู้ว่าใครสร้างเต๋าขึ้นมา มันอยู่มาก่อนพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ

5.
เต๋าไม่เข้าข้างใคร มันให้กำเนิดทั้งดีและชั่ว ผู้รู้ก็ไม่เข้าข้างใคร จึงต้อนรับทั้งนักบุญและคนบาป เต๋าเหมือนสูบลมที่กลวงเปล่าแต่มีความสามารถไม่สิ้นสุด ยิ่งใช้มันมากมันยิ่งให้ผลมาก แต่ยิ่งพูดถึงมันมาก ยิ่งเข้าใจมันน้อย จงอยู่นิ่งๆที่ศูนย์กลางก็พอ

6.
เรียกเต๋าว่าแม่ผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ ว่างเปล่าแต่ไม่หมดกำลัง มันเป็นผู้ให้กำเนิดโลกอันไม่สิ้นสุด มันอยู่ในตัวเจ้าเสมอ เจ้าใช้มันได้ทุกทางที่เจ้าอยากใช้

7.
เต๋าไม่มีที่สิ้นสุด เป็นนิรันดร ทำไมจึงเป็นนิรันดร เพราะมันไม่เคยเกิด ไม่เคยตาย ไม่มีความอยากของมันเอง แต่ดำรงอยู่เพื่อสรรพสิ่ง ผู้รู้อยู่ข้างหลัง เขาจึงกลายเป็นผู้นำหน้า เขาละวางจากทุกสิ่ง จึงเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า ปล่อยวางตัวตนของตนเอง จึงมีชีวิตที่สมบูรณ์ดี

8.
ความดีสูงสุดเหมือนน้ำ หล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่พยายามทำ พอใจที่ต่ำอันผู้คนรังเกียจ น้ำจึงเหมือนเต๋า
ดังนั้นในการเป็นอยู่ให้ติดดิน ในการคิดให้ง่ายเข้าไว้ ในความขัดแย้งให้เปิดเผยและใจกว้าง ในการปกครองอย่าพยายามควบคุม ในการทำงานให้ทำสิ่งที่สนุก ในชีวิตครอบครัวให้อยู่ด้วยอย่างแท้จริง เมื่อพอใจกับการเป็นตัวเอง ไม่เปรียบเทียบหรือแข่งขัน ทุกคนก็จะนับถือเจ้าเอง

9.
ถ้าเติมถ้วยจนปริ่มมันก็จะหก ถ้าลับมีดจนคมมันก็จะทื่อ วิ่งตามเงินและความมั่นคงหัวใจก็จะไม่มีวันผ่อนคลาย มุ่งเอาใจคนอื่นตัวเองก็จะกลายเป็นนักโทษของเขา ทำงานของเจ้าเสร็จแล้วถอนตัวเป็นทางเดียวที่จะพบความสงบเย็น

10.
กล่อมใจไม่ให้ฟุ้งสร้าน ให้อยู่แต่กับหนึ่งเดียวดั้งเดิมนี้..ได้ไหม

ผ่อนคลายร่างกายให้อ่อนนุ่มเหมือนร่างเด็กทารก..ได้ไหม

วางภาพภายในใจลงจนไม่เห็นอะไรในใจนอกจากแสงเรืองๆ..ได้ไหม

รักและนำผู้คนโดยไม่บังคับเขาทำตามใจเจ้า..ได้ไหม

รับมือกับเรื่องเป็นเรื่องตายด้วยวิธีปล่อยให้สถานะการณ์พาไปเอง..ได้ไหม

ถอยหลังออกจาก "ความคิด" เพื่อจะ “รู้” สรรพสิ่ง..ได้ไหม

ให้กำเนิดเลี้ยงดู มีทรัพย์โดยไม่เป็นเจ้าของ ทำโดยไม่หวังผล นำโดยไม่พยายามควบคุม นี่จึงจะเป็นอำนาจที่แท้จริง

11.
ประกอบซี่เข้ากับวงล้อ แต่เป็นเพราะรูว่างตรงกลางทำให้เกวียนเดินหน้าไปได้ ปั้นดินเหนียวเป็นหม้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางทำให้เก็บข้าวปลาได้ ตีฝากระดานทำเป็นบ้านแต่เป็นเพราะที่ว่างภายในทำให้อยู่อาศัยได้ เราลงมือทำสิ่งที่มีรูป แต่สิ่งที่ไร้รูปเป็นส่วนที่เราได้ใช้ประโยชน์

12.
สีทำให้ตาพร่าบอด เสียงทำให้หูอื้อหนวก รสทำให้ลิ้นชาด้าน ความคิดทำให้จิตขุ่นมัว ความอยากได้ทำให้หัวใจผู้คนแห้งผากและโหดร้าย ผู้รู้สังเกตโลก ปล่อยให้สิ่งต่างๆผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไป ไม่ยึดติด ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างเหมือนท้องฟ้า

13.
“ความสำเร็จ” อันตรายเท่ากับ “ความล้มเหลว”
“ความหวัง” เลวร้ายพอๆกับ “ความกลัว”
หมายความว่าอย่างไรสำเร็จอันตรายเท่าล้มเหลว คือบันไดไม่ว่าจะเดินขึ้นหรือเดินก็ล้วนสั่นคลอน ยืนสองเท้าบนพื้นดินย่อมได้ดุลดีกว่า
หมายความว่าอย่างไรความหวังเลวร้ายพอๆกับความกลัว ทั้งความหวังและความกลัวต่างเป็นความคิดที่โผล่ออกมาจากการปักใจเชื่อว่ามีตัวตนของเจ้าที่เป็นบุคคล ถ้าไม่มีตัวตนของเจ้าที่เป็นบุคคล แล้วเจ้าจะต้องกลัวอะไร
จงมองโลกให้เห็นว่าเป็นตัวเจ้าเอง จงเชื่อมั่นในวิถีที่สรรพสิ่งเป็นอยู่ จงรักโลกเหมือนรักตัวเจ้าเอง เมื่อนั้นแหละเจ้าจึงจะสมควรเป็นผู้ดูแลสรรพสิ่งได้

14.
มองก็ไม่เห็น ฟังก็ไม่ได้ยิน เอื้อมถึงแต่ก็หยิบฉวยไม่ได้ เมื่อขึ้นมาก็ไม่ได้ส่องสว่าง เมื่อลงไปก็ไม่ได้มืดมิด ไร้รูป ไร้นาม มีความต่อเนื่อง มันหวนกลับไปสู่อาณาจักรที่ไม่มีอะไร ก่อตัวเป็นรูปร่างได้ทุกอย่าง เป็นภาพโดยไม่มีภาพ ละเอียดอ่อน พ้นการคาดคิด ย้อนไปดูก็ไม่มีจุดเริ่มต้น ตามไปดูก็ไม่มีจุดสิ้นสุด เจ้า “รู้” มันไม่ได้ แต่เจ้า “เป็น” มันได้ ดังนั้นจงสบายๆกับชีวิต แค่รู้ว่าเจ้ามาจากไหนก็พอ นี่คือสาระของปัญญาญาณ

15.
ผู้รู้แต่โบราณลึกซึ้งละเอียดอ่อน มีปัญญาญาณสุดหยั่งคะเน สุดบรรยายได้ เราทำได้อย่างมากก็อธิบายรูปร่างหน้าตาว่า พวกเขาระแวดระวังราวคนข้ามธารน้ำแข็ง ตื่นตัวราวกับนักรบขณะอยู่ในเขตศัตรู สำรวมราวอาคันตุกะ โอนอ่อนผ่อนตามราวน้ำแข็งละลาย เหลาได้ราวกับดุ้นไม้ กว้างขวางพร้อมรับได้ราวกับหุบเขา โปร่งใสราวกับน้ำในแก้ว

เจ้ามีความอดทนรอจนฝุ่นและโคลนตมแห่งความคิดตกตะกอนและจนน้ำที่ขุ่นกลับใส..ได้หรือเปล่า

เจ้านิ่งรอจนอุบัติการณ์ที่เหมาะเจาะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ..ได้หรือเปล่า

ผู้รู้ไม่เที่ยวเติมเต็มใดๆ ไม่แสวงหา ไม่คาดหวัง เธอเพียงแค่อยู่ที่นี่ (presence) และยอมรับทุกสิ่งตามที่มันเป็น

16.
ปล่อยวางความคิดทิ้งไปจากใจ
ปล่อยหัวใจให้อยู่ในความสงบ
เฝ้ามองดูความยุ่งเหยิงของการมีชีวิตอยู่ห่างๆ
แต่ไตร่ตรองถึงการกลับคืนสู่ต้นกำเนิดของมัน
แต่ละชีวิตในจักรวาลนี้ล้วนหวนกลับสู่รากเหง้าเดิมเดียวกัน การกลับสู่รากเหง้าเดิมเป็นความสุขเย็นอย่างยิ่ง
ถ้าเจ้าไม่รู้จักรากเหง้านี้เจ้าก็จะสะดุดล้มอยู่ในความสับสนโศกเศร้า
ต่อเมื่อเจ้าตระหนักว่าเจ้ามาจากไหน เจ้าจึงจะกลายเป็นคนอดทน รู้จักอภัย ขบขัน ใจดี มีเมตตาราวย่ายาย มีสง่าราศรีราวกษัตริย์
จมอิ่มอยู่ในอัศจรรย์แห่งเต๋า เจ้าจะรับมือกับอะไรก็ตามที่ผ่านมาในชีวิตของเจ้าได้ และเมื่อความตายมาถึง เจ้าจะพร้อม

17.
เมื่อผู้รู้ปกครอง ประชาชนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเขาอยู่
ผู้ปกครองที่ดีรองลงไปคือผู้ที่ได้รับความรักจากประชาชน
ที่รองลงไปอีกคือผู้ปกครองที่ประชาชนกลัว
ที่แย่ที่สุดคือผู้ปกครองที่ประชาชนเกลียดและสาปแช่ง
ถ้าเจ้าไม่เชื่อประชาชน พวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่เชื่อไม่ได้
ผู้รู้ไม่พูด แต่ทำ เมื่อเขาทำงานเสร็จ ประชาชนพูดว่าประหลาดจัง เราทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จด้วยตัวเราเอง

18.
เมื่อเต๋าที่ยิ่งใหญ่ถูกลืม ความดีและความศรัทธาก็เกิดขึ้น
เมื่อปัญญาญาณของร่างกายเสื่อมถอย ความฉลาดและความรู้ก็เข้ามาแทน
เมื่อไม่มีความสงบสุขในครอบครัว บิดาใจดีและบุตรกตัญญูก็เกิดขึ้น
เมื่อประเทศชาติตกอยู่ในความวุ่นวาย ความรักชาติก็เกิดขึ้น

19.
โยนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสรรพความรู้ทิ้งไปเสีย ประชาชนก็จะเป็นสุขมากขึ้นอีกร้อยเท่า
โยนศีลธรรมและความยุติธรรมทิ้งไปเสีย ผู้คนก็จะทำในสิ่งที่ถูกเอง
โยนความขยันทำมาหาเก็บและการกอบโกยกำไรทิ้งไปเสีย ขโมยขโจรก็จะไม่มี
ถ้าสามอย่างนี้ยังไม่พออีก ก็แค่อยู่นิ่งๆตรงศูนย์กลางแล้วปล่อยให้สรรพสิ่งดำเนินไปของมันเอง

20.
หยุดคิดเสีย ปัญหาของเจ้าก็จะหมดไป
"ใช่" กับ "ไม่ใช่" ต่างกันตรงไหน "สำเร็จ" กับ "ล้มเหลว" ต่างกันตรงไหน ทำไมต้องให้ราคาสิ่งที่คนอื่นเขาให้ราคากันด้วย หลบเลี่ยงสิ่งที่คนอื่นเขาหลบเลี่ยงด้วย ช่างไม่เข้าท่าสิ้นดี
คนอื่นเขาตื่นเต้นยินดีราวกับเข้าขบวนแห่ แต่ข้าคนเดียวไม่ตื่นเต้นอะไร ข้าคนเดียวไม่แสดงออกอะไร ราวกับทารกตอนก่อนที่จะเริ่มยิ้มเป็น
คนอื่นเขาเสาะหาสิ่งที่เขาอยากได้ ข้าคนเดียวไม่ครอบครองเป็นเจ้าของอะไร จับจดไปราวกับคนไร้ที่อยู่
ข้าเหมือนคนปัญญาอ่อน ใจข้าว่างเปล่าจากความคิด คนอื่นเขาเจิดจ้า ข้าคนเดียวมืดมิด คนอื่นเขาเฉียบแหลม ข้าคนเดียวทึบทึ่ม คนอื่นเขามีเป้าหมายชีวิต ข้าคนเดียวไม่รู้จัก ข้าลอยฟ่องไปเหมือนฟองคลื่นบนผิวมหาสมุทร โบกพัดไปอย่างไร้จดหมายเหมือนกระแสลม ข้าแตกต่างจากคนทั่วไปตรงที่ข้าดื่มจากเต้าของแม่ผู้ยิ่งใหญ่

21.
ผู้รู้เอาใจไว้เป็นหนึ่งกับเต๋า นั่นทำให้เธอผุดผาด
เต๋าหยิบจับไม่ได้ แล้วใจเธอจะเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าได้อย่างไร
ได้สิเพราะเธอไม่ยึดติดความคิด
เต๋านั้นมืดมิดและลึกสุดหยั่งถึง จะมาทำให้เธอผุดผาดได้อย่างไร
ได้สิเพราะเธอปล่อยให้เต๋าทำเช่นนั้น เพราะเต๋านั้นอยู่มาก่อนห้วงอวกาศและกาลเวลา มันจึงพ้นไปจากเป็นหรือไม่เป็น
ข้ารู้ได้อย่างไรนะหรือว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง รู้สิ เพราะข้ามองเข้าไปในตัวข้าเอง ข้าจึงรู้

22.
ยอมเป็นแค่ส่วนหนึ่ง จึงเป็นทั้งหมดได้ ยอมโอนอ่อนคดเคี้ยว จึงตรงได้ ยอมว่าง จึงเติมเต็มได้ ยอมตาย จึงเกิดใหม่ได้ ยอมให้ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ผู้รู้ทำตัวเป็นตัวอย่างแก่ชีวิตทั้งหลายโดยการอยู่ในเต๋า เพราเขาไม่ส่องไฟใส่ตัวเอง ผู้คนจึงเห็นแสงของเขา เพราะเขาไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ ผู้คนจึงเชื่อคำพูดของเขา เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ผู้คนจึงยอมรับว่าตัวของพวกเขาเองเป็นผู้รู้สิ่งนั้น ใจเขาไม่มีความอยาก ทุกอย่างที่เขาทำจึงสำเร็จ เมื่อผู้รู้โบราณพูดว่า “ถ้าเจ้าอยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้แจกจ่ายทุกสิ่งทุกอย่างออกไป” พวกเขาไม่ได้พูดจากคำอันว่างเปล่า เพราะเจ้าจะเป็นตัวเจ้าเองอย่างแท้จริงก็โดยการมีชีวิตเป็นเต๋าเท่านั้น

23.
ลงมือทำให้เต็มที่แล้วเงียบเสีย จงเป็นเหมือนแรงธรรมชาติ เมื่อมันพัดมีแต่ลม เมื่อตกลงมา มีแต่น้ำฝน เมื่อเมฆผ่านไป มีแต่แสงอาทิตย์
ถ้าเจ้าเปิดตัวเองสู่เต๋า เจ้าก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า รับเอามันมาไว้ในตัวเจ้าอย่างสมบูรณ์
ถ้าเจ้าเปิดตัวเองสู่ปัญญาญาณหยั่งรู้ เจ้าก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับความหยั่งรู้ แล้วเจ้าก็จะใช้มันได้เต็มที่
ถ้าเจ้าเปิดตัวเจ้าต่อความสูญเสีย เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวกับความสูญเสีย และเจ้าก็จะยอมรับความสูญเสียได้อย่างสมบูรณ์ เปิดตัวเจ้าเองสู่เต๋าและเชื่อมั่นในการสนองตอบตามธรรมชาติของเจ้า แล้วทุกอย่างจะเข้าที่เอง

24.
คนที่ยืนเขย่งเท้าให้ตัวเองสูงขึ้น จะยืนได้ไม่นาน คนที่เร่งรุดไปข้างหน้า จะไปได้ไม่ไกล คนที่พยายามจะเปล่งประกาย แสงของเขาจะหรี่ลง คนที่พยายามนิยามตัวเองว่าเป็นอะไร จะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร คนที่มีอำนาจเหนือคนอื่น จะไม่มีอำนาจดลบันดาลอะไรในตัวเอง คนที่ยึดถืองานที่ตัวเองทำ จะไม่มีวันสร้างสรรค์อะไรที่ยั่งยืน ถ้าเจ้าอยากจะเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า แค่ทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วปล่อยไปไม่ยึดถึอ

25.
มีสิ่งหนึ่งไร้รูปแต่สมบูรณ์แบบ คงอยู่มาก่อนที่จักรวาลนี้จะเกิดเสียอีก มันสงบเย็น ว่าง วิเวก สถาพร ไม่สิ้นสุด  คงอยู่เป็นนิรันดร์ มันเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดจักรวาลนี้ เนื่องจากไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร ข้าเรียกมันว่า “เต๋า” ก็แล้วกัน มันไหลผ่านทุกสรรพสิ่งจากข้างในทะลุข้างนอกแล้วไหลกลับไปสู่ต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งนั้น
เต๋านั้นยิ่งใหญ่ จักรวาลก็ยิ่งใหญ่ โลกก็ยิ่งใหญ่ คนก็ยิ่งใหญ่ ทั้งหมดนี้คือสี่พลังยิ่งใหญ่ คนเป็นไปตามโลก โลกเป็นไปตามจักรวาล จักรวาลเป็นไปตามเต๋า เต๋าเป็นไปตามเต๋าเอง

26.
หนักเป็นฐานรากของเบา สงบนิ่งเป็นฐานรากของการเคลื่อนไหว ผู้รู้จึงเดินทางทั้งวันโดยไม่ได้ออกไปจากบ้านคือความหนักแน่นและสงบนิ่ง ไม่ว่าจะผ่านรุ่งโรจน์หรือตกต่ำ เธอยังหนักแน่นและสงบนิ่งอยู่ในตัวเธอเอง
แล้วทำไมจักรพรรดิ์ผู้ครองแคว้นจึงต้องพล่านเหมือนคนโง่ด้วยเล่า ถ้าเจ้าปล่อยให้ตัวเองถูกพัดโยกเยกไปมา เจ้าก็สูญเสียความหนักแน่น ถ้าเจ้าลนลานเจ้าก็สูญเสียความสงบนิ่ง

27.
นักเดินทางที่ดีไม่มีแผนตายตัวและไม่จงใจว่าจะถึงที่ไหนเมื่อไร
ศิลปินที่ดีปล่อยให้ปัญญาญาณของตัวเองพาตัวเองไปที่ไหนก็ตามที่มันอยากพาไป
นักวิทยาศาสตร์ที่ดีปลดปล่อยตัวเองจากความคิดและเปิดใจรับอะไรที่ก็ตามที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นผู้รู้จึงเป็นประโยชน์แก่ทุกคน ไม่ปฏิเสธใคร พร้อมใช้ประโยชน์จากทุกสถานะการณ์ไม่ทิ้งอะไรไปอย่างเปล่าประโยชน์ อย่างนี้จึงจะเรียกว่ารู้แจ้ง คนดีจะเป็นอะไรนอกไปจากการเป็นครูของคนชั่ว..ได้หรือ คนชั่วจะเป็นอะไรนอกไปจากการเป็นอุทาหรณ์ให้คนดี..ได้หรือ ถ้าเจ้าไม่เข้าใจตรงนี้เจ้าก็หลงทางมิใยว่าเจ้าจะฉลาดเพียงใด นี่เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่

28.
เข้มแข็งดั่งชายแต่อ่อนโยนดั่งหญิง โอบรับเอาโลกไว้ในอ้อมแขนของเจ้า เต๋าก็จะไม่ไปจากเจ้า แล้วเจ้าก็จะเป็นดั่งทารกไร้เดียงสา รอบรู้กระจ่างดั่งสีขาว แต่ก็ยังแสดงออกติดดินดั่งสีดำ เป็นธาราหล่อเลี้ยงโลก ถ้าเจ้าเป็นธาราหล่อเลี้ยงโลก เต๋าจะอยู่กับเจ้าแนบแน่น แล้วจะไม่มีอะไรที่เจ้าทำไม่ได้ มีตัวตนเป็นบุคคลอยู่ในโลก แต่ก็แนบแน่นกับความไร้ตัวตน ยอมรับโลกอย่างที่มันเป็น ถ้าเจ้ายอมรับโลก เต๋าจะส่องสว่างในตัวเจ้า แล้วเจ้าจะได้หวนกลับไปเป็นตัวจริงดั้งเดิมของเจ้าอีกครั้ง โลกก่อกำเนิดมาจากความว่าง เหมือนถ้วยชามถูกแกะสลักมาจากท่อนไม้ ผู้รู้รู้วิธีใช้ประโยชน์จากถ้วยชาม แต่ก็อยู่เป็นหนึ่งเดียวกับท่อนไม้ เธอจึงใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างได้  

29.
เจ้าคิดว่าจะทำโลกนี้ให้ดีขึ้นได้หรือ ข้าว่าทำไม่ได้หรอก โลกนี้มันศักดิ์สิทธิ์นะ เจ้าไปทำให้มันดีขึ้นไม่ได้หรอก ถ้าเจ้าไปพยายามแก้ไขมัน เจ้าจะทำให้มันพัง ถ้าเจ้าไปครอบครองมันเหมือนเป็นสิ่งของ เจ้าจะสูญเสียมันไป มันมีบางเวลาที่เจ้าต้องไปนำอยู่ข้างหน้า บางเวลาไปตามอยู่ข้างหลัง บางเวลาขยับเคลื่อนไหว บางเวลานิ่ง บางเวลาขยันขันแข็ง บางเวลาหมดแรง บางเวลาปลอดภัย บางเวลาเสี่ยงภัย ผู้รู้มองเห็นสรรพสิ่งอย่างที่มันเป็นโดยไม่พยายามไปควบคุมบังคับมัน เธอปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามทางของมัน แต่ตัวเธออยู่ตรงกลางของวงกลม

30.
ใครก็ตามที่คิดจะใช้เต๋าในการปกครองดูแลผู้คน จะไม่ใช้กำลังแก้ไขปัญหาหรือยกทัพไปทำลายศัตรู เพราะเมื่อใช้กำลังก็จะถูกตีโต้ด้วยกำลัง การใช้ความรุนแรงแม้จะด้วยเจตนาดีแต่ก็จะมีผลรุนแรงกลับมาเสมอ ผู้รู้ทำงานแล้วหยุด เขาเข้าใจว่าจักรวาลนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมตลอดกาล การจะไปควบคุมบังคับเป็นการฝืนกระแสของเต๋า เพราะเขาเชื่อในตัวเองจึงไม่พยายามบอกให้คนอื่นเชื่อ เพราะเขาพอใจตัวเอง จึงไม่พยายามขอการรับรองจากคนอื่น เพราะเขายอมรับตัวเอง โลกจึงยอมรับเขา

31.
อาวุธเป็นเครื่องมือทำลายล้าง คนดีๆไม่มีใครใช้อาวุธ อาวุธเป็นเครื่องมือบ่งบอกถึงความกลัว คนดีๆย่อมจะหลีกเลี่ยงที่จะใช้มันเว้นเสียแต่จะจำเป็นยิ่งยวด เมื่อจำเป็นยิ่งยวดก็จะใช้มันอย่างจำกัด เขาย่อมให้คุณค่าสูงสุดแก่สันติสุข หากสันติสุขสั่นคลอน เขาจะพอใจอยู่ได้อย่างไร ศัตรูของเขาไม่ใช่อสูรร้าย แต่เป็นคนเช่นเดียวกับเขา เขาไม่ประสงค์จะให้ศัตรูถูกทำลายหรือประสงค์จะชื่นชมชัยชนะหรือปลื้มใจกับการได้เข่นฆ่าผู้คน เขาเข้าสู่สงครามด้วยความรันทดโศกเศร้าและสงสาร ราวกับว่าเขาไปงานศพ  

32.
เต๋าไม่อาจรู้เห็นได้ เล็กละเอียดยิ่งกว่าอีเล็คตรอน ใหญ่โตโอบล้อมเอาดาราจักรไว้ข้างในนับจำนวนไม่ถ้วน ถ้าผู้มีอำนาจหญิงชายพากันอยู่เอาศูนย์กลางไว้ที่เต๋า ทุกอย่างก็จะสอดคล้องกลมกลืนด้วยดี โลกก็จะกลายเป็นสวรรค์ ผู้คนก็จะมีสันติสุข กฎหมายก็จะเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในใจ

เมื่อเจ้ามีชื่อมีรูปร่างตัวตน ให้รู้ว่ามันเป็นเพียงตัวแทนไม่ใช่ตัวจริง

เมื่อเจ้ามีตำแหน่ง ให้รู้ว่ามันเป็นเพียงหน้าที่ชั่วคราวซึ่งมีที่สิ้นสุด

หากรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดแล้วหยุด เจ้าก็จะหลีกเลี่ยงหายนะใดๆได้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไปสิ้นสุดที่เต๋า ประหนึ่งแม่น้ำทุกสายล้วนไปสิ้นสุดที่ทะเล

33.
รู้เรื่องคนอื่นเป็นความฉลาด แต่ “ความรู้ตัว” เองเป็นปัญญาญาณจริงแท้ ควบคุมบังคับคนอื่นได้เป็นผู้มีกำลังมาก แต่ควบคุมบังคับตัวเองได้เป็นพลังอำนาจที่แท้จริง
ถ้าเจ้าตระหนักรู้ว่าเจ้ามีพอแล้ว เจ้าก็รวยจริง
ถ้าเจ้าอยู่ตรงศูนย์กลางและโอบรับความตายไว้ด้วยหัวใจทั้งหมด เจ้าก็จะไม่ตายชั่วนิรันดร

34.
เต๋าที่ยิ่งใหญ่ไหลไปทุกหนทุกแห่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากมัน แต่มันไม่ได้บอกว่าสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้น มันหลั่งไหลตัวมันผ่านเข้าไปแต่ไม่บอกว่าเป็นผลงานของมัน มันหล่อเลี้ยงโลกอันไม่มีทีสิ้นสุดนี้ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของมัน มันเข้าไปเจือปนอยู่ในทุกสิ่งและซุกซ่อนอยู่ในหัวใจของสิ่งเหล่านั้น จึงเรียกได้ว่ามันถ่อมตน เนื่องจากท้ายที่สุดทุกสรรพสิ่งล้วนจมหายเข้าไปในเต๋า จึงมีแต่เต๋าที่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวมันยิ่งใหญ่ ดังนั้นมันจึงยิ่งใหญ่จริงๆ

35.
เธอผู้ซึ่งวางศูนย์กลางตัวเองไว้ในเต๋าสามารถไปที่ไหนที่เธออยากไปได้โดยไม่มีอันตราย เธอรับรู้ความกลมกลืนของจักรวาลแม้ในท่ามกลางความเจ็บปวดรุนแรงเพราะเธอพบสันติสุขในหัวใจของเธอ
เสียงเพลงเพราะหรือกลิ่นหอมของอาหารอาจทำให้คนหยุดชื่นชม แต่คำพูดที่ชี้ให้คนไปหาเต๋านั้นราบเรียบไร้รสชาติ เมื่อเจ้ามองหามัน มันไม่มีอะไรให้เห็น เมื่อเจ้าพยายามฟังมัน ไม่มีอะไรให้ได้ยิน แต่เมื่อเจ้าใช้มัน มันไม่เคยหมดแรงกำลัง

36.
ถ้าเจ้าจะบีบลดอะไร เจ้าต้องปล่อยให้มันขยายตัวเต็มที่ก่อน ถ้าเจ้าจะกำจัดอะไร เจ้าต้องปล่อยให้มันเจริญเต็มที่ก่อน ถ้าเจ้าจะเอาสิ่งใด เจ้าต้องให้สิ่งนั้นก่อน นี่เป็นมุมมองลึกซึ้งต่อวิถีที่สิ่งต่างๆเป็น อ่อนชนะแข็ง ช้าชนะเร็ว จงให้งานของเจ้าเป็นความลับ แค่ปล่อยให้ผลงานนั้นตกแก่คนอื่นก็พอ

37.
เต๋าไม่เคยทำอะไร แต่ทุกสิ่งถูกทำขึ้นมาผ่านเต๋า ถ้าผู้คุมอำนาจชายหญิงทำงานในเต๋า โลกทั้งใบก็จะเปลี่ยนตัวมันไปตามจังหวะของมันเอง ผู้คนจะมีความสุขกับชีวิตเรียบง่ายในแต่ละวันอย่างความกลมกลืนและปลอดจากความอยาก เมื่อไม่มีความอยาก ทุกสิ่งก็สุขสงบ

38.
ผู้รู้ไม่พยายามมีอำนาจ ดังนั้นเขาจึงมีอำนาจ คนธรรมดาพยายามมีอำนาจ ดังนั้นเขาจึงไม่มีวันมีอำนาจเพียงพอ ผู้รู้ไม่ทำอะไรเลย แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้คือความสมบูรณ์เรียบร้อย คนธรรมดาพยายามทำสิ่งต่างๆ แต่ยิ่งทำมากยิ่งเหลือสิ่งที่ต้องมาแก้ไขมาก คนใจบุญทำอะไรบางอย่าง แต่ก็ทิ้งบางอย่างไว้ให้ต้องมาแก้ไข ตุลาการทำอะไรบางอย่าง แต่ทิ้งอีกหลายอย่างให้ต้องมาแก้ไข ผู้เคร่งครัดศีลธรรมทำอะไรบางอย่าง แต่ครั้นผู้คนไม่สนองตอบเขาก็ถลกแขนเสื้อและใช้กำลังบังคับ
เมื่อเต๋าหายไป ความดีก็เข้ามาแทน เมื่อความดีหายไป ศีลธรรมก็เข้ามาแทน เมื่อศีลธรรมหายไป พิธีกรรมก็เข้ามาแทน พิธีกรรมเป็นเมล็ดพันธ์ของศรัทธา ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของความวุ่นวายจราจล ผู้รู้จึงใส่ใจระดับลึกไม่ใช่แค่ผิวเผิน ใส่ใจผล ไม่ใช่แค่ดอก เขาไม่มีเจตนาอะไรเป็นของตัวเอง เพียงแต่อยู่กับความเป็นจริง แล้วปล่อยให้ภาพหลอนทั้งหลายดำเนินผ่านหน้าไป  

39.
เมื่อคนกลมกลืนกับเต๋า ท้องฟ้าจะโปร่งและกว้างขวาง ผืนดินแน่นและเต็มอิ่ม ผองสัตว์ทั้งหลายเติบโตไปด้วยกัน ต่างพอใจกับวิถีของตัวเอง หมุนเวียนเกิดตายไม่สิ้นสุด เมื่อคนพยายามแทรกแซงเต๋า ท้องฟ้ากลายเป็นขุ่นมัว ผืนดินจืดชืดแห้งเหือด ดุลยภาพเสื่อมถอย ผองสัตว์สูญพันธุ์ ผู้รู้เฝ้ามองวิถีด้วยความสงสาร เพราะเขาเข้าใจทั้งหมด เขาใช้ชีวิตอย่างถ่อมตน ไม่ส่องแสงแวววาวดุจอัญมณี แต่ปล่อยให้ตัวเองถูกขัดเกลาโดยเต๋า เป็นอะไรที่ธรรมดาราวก้อนหิน

40.
ไหลย้อนกลับไปที่เดิมคือการเคลื่อนที่ของเต๋า ออกดอกผลเป็นวิถีของเต๋า สรรพสิ่งเป็นการวนเวียนเกิดของชีวิต โดยที่ชีวิตนั้นเกิดขึ้นมาจากภาวะไร้ชีวิต

41.
ยอดคนเมื่อได้ยินเรื่องเต๋าเขาเริ่มเข้าหาเต๋าทันที คนธรรมดาเมื่อได้ยินเรื่องเต๋าเขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คนโง่เมื่อได้ยินเรื่องเต๋าเขาหัวเราะเยาะออกมาดังลั่น ถ้าเขาไม่หัวเราะเยาะ นั่นก็ไม่ใช่เต๋าแล้ว
จึงเป็นที่กล่าวขานกันว่า หนทางไปสู่แสงสว่างดูมืด หนทางไปข้างหน้าดูจะเป็นการกลับหลังหัน หนทางตรงดูช่างยาว อำนาจที่แท้จริงดูช่างอ่อนแอ ความบริสุทธ์แท้จริงดูช่างหมองฝ้า ความสถาพรที่แท้จริงดูช่างแปรปรวน ความโปร่งใสที่แท้จริงดูช่างซุกซ่อน ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงดูช่างง่ายดาย ความรักที่ยิ่งใหญ่ดูช่างเฉยเมย ปัญญาญาณที่แท้จริงดูช่างไร้เดียงสา เต๋าอยู่ในที่ที่หาไม่พบ แต่หล่อเลี้ยงและสร้างความสมบูรณ์ให้ทุกสรรพสิ่ง

42.
เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง ทุกสรรพสิ่งเบื้องหลังอ่อนโยนอย่างหญิง เบื้องหน้าเข้มแข็งอย่างชาย เมื่อหญิงกับชายรวมกัน ทุกอย่างกลายเป็นความกลมกลืน
คนธรรมดาเกลียดความวิเวก แต่ผู้รู้ใช้ประโยชน์จากความวิเวก โอบรับการอยู่คนเดียว ตระหนักรู้ว่าตัวเขาเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลทั้งหมด

43.
สิ่งที่อ่อนที่สุดในโลก ชนะสิ่งที่แข็งที่สุดในโลก เนื่องเพราะสิ่งที่ไร้รูปย่อมทะลุผ่านรูปร่างสสารที่มีโพรงว่างได้ นี่แสดงให้เห็นคุณค่าของการไม่ทำการ จงสอนโดยไม่ใช้คำพูด ทำโดยไม่ออกอาการ นั่นเป็นวิถีของผู้รู้

44.
ชื่อเสียง หรือความเป็นตัวเอง อย่างไหนสำคัญกว่ากัน
เงินกับความสุขอย่างไหนมีค่ากว่ากัน
สำเร็จหรือล้มเหลว อย่างไหนมีอำนาจทำลายล้างมากกว่ากัน
ถ้าเจ้าไปมองที่คนอื่นเพื่อจะเติมเต็มตัวเอง เจ้าไม่มีวันได้เติมเต็ม
ถ้าความสุขของเจ้าไปขึ้นอยู่กับเงิน เจ้าไม่มีวันได้มีความสุขกับตัวเจ้าเอง
จงพอใจกับสิ่งที่เจ้ามี เพลิดเพลินกับวิถีที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่
เมื่อเจ้าตระหนักรู้ว่าไม่มีอะไรขาดหายไป โลกทั้งใบนี้ก็เป็นของเจ้า

45.
ความสมบูรณ์แท้จริงนั้นดูช่างไม่สมบูรณ์ แต่มันก็สมบูรณ์ในตัวของมันเอง ความเติมเต็มที่แท้จริงนั้นดูช่างว่างเปล่า แต่มันก็เป็นการดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ความตรงที่แท้จริงนั้นดูช่างคดเคี้ยว ปัญญาญาณที่แท้จริงดูช่างโง่งม ศิลปะที่แท้จริงดูช่างไร้ศิลป์
ผู้รู้ปล่อยให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น เธอรับมือกับเหตุการณ์เมื่อมันมาถึง เธอก้าวหลบออกข้างทาง ปล่อยให้เต๋าพูดของเต๋าเอง

46.
เมื่อประเทศกลมกลืนกับเต๋า โรงงานก็ผลิตล้อเข็นและคันไถ เมื่อประเทศไปคนละทางกับเต๋า อาวุธก็กองสูงท่วมที่นอกเมือง ไม่มีมายาคติใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความกลัว ไม่มีความผิดพลาดใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการเตรียมปกป้องตัวเจ้าเอง ไม่มีความความโชคร้ายใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการบ่มเพาะศัตรู ใครก็ตามที่มองทะลุเห็นความกลัวทั้งปวด จะป็นผู้ปลอดภัยตลอดกาล

47.
แม้จะไม่เปิดประตูบ้าน แต่เจ้าก็เปิดใจให้กับโลกทั้งใบได้ ไม่ต้องมองออกนอกหน้าต่าง เจ้าก็มองเห็นเนื้อแท้ของเต๋าได้ ยิ่งเจ้า “รู้” มาก เจ้าก็ยิ่งเข้าใจน้อยลง ผู้รู้มาถึงโดยไม่ต้องจากไป เห็นแสงโดยไม่ต้องมอง บรรลุผลโดยไม่ต้องลงมือทำสิ่งใด

48.
ถ้าเจ้าติดตามความรู้ ทุกวันจะมีสิ่งใหม่ๆเพิ่มเข้ามา
แต่ถ้าเจ้าปฏิบัติเต๋า ทุกวันจะมีแต่ความคิดที่ถูกทิ้งออกไป
เมื่อเจ้าปฏิบัติเต๋า ความจำเป็นที่เจ้าจะต้องบีบบังคับอะไรมีแต่น้อยลงๆ จนในที่สุดเจ้าจะมาถึงจุดที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย เมื่อเจ้าไม่ต้องทำอะไร ก็จะไม่มีอะไรหลงเหลือที่ยังไม่ได้ทำ
ผู้รู้รู้ได้จากการปล่อยให้สรรพสิ่งดำเนินไปตามทางของมัน ไม่ใช่โดยการเข้าไปแทรกแซง

49.
ผู้รู้ไม่มีความคิดของตัวเอง เธอกระทำผ่านความคิดของคนอื่น เธอดีต่อคนที่ดี และเธอก็ดีต่อคนที่ไม่ดีด้วย นี่จึงจะเป็นความดีที่แท้จริง เธอเชื่อถือคนที่น่าเชื่อถือ และเธอก็เชื่อถือคนที่ไม่น่าเชื่อถือด้วย นี่จึงจะเป็นความเชื่อถือที่แท้จริง ใจของผู้รู้เหมือนความว่าง คนไม่เข้าใจเธอ แต่ก็ชื่นชมเธอ เธอก็ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนลูกของเธอเอง

50.
ผู้รู้ยอมแพ้และยอมรับทุกอย่างที่ปัจจุบันขณะนำมา เขารู้ว่าเขาจะต้องตาย รู้ว่าไม่มีอะไรที่จะต้องยึดถือไว้อีก ไม่มีมายาคติในใจ ไม่มีแรงขัดขืนในร่างกาย เขาไม่คิดถึงว่าจะต้องทำอะไร ปล่อยให้มันไหลไปตามแก่นกลางชีวิตเขาเอง ไม่หยิบฉวยเอาอะไรมาจากการได้มามีชีวิต เขาจึงพร้อมสำหรับความตาย เหมือนคนที่พร้อมจะหลับหลังจากทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน

51.
ทุกชีวิตในจักรวาลนี้เป็นการแสดงออกของเต๋า มันก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นชีวิต ไร้จิตสำนึกรับรู้ สมบูรณ์ เป็นอิสระ เข้ามาปักหลักในร่างกาย ปล่อยให้เหตุการณ์แวดล้อมสร้างมันให้สมบูรณ์ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกชีวิตจึงยกย่องเต๋า เต๋าให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ฟูมฟัก รักษา เลี้ยงดู อุ้มชู ปกป้อง ชีวิตเหล่านั้น และพาชีวิตเหล่านั้นกลับไปสู่เต๋าในที่สุด
สร้างสรรค์โดยไม่เป็นเจ้าของ ลงมือทำโดยไม่หวังผล ชี้นำโดยไม่แทรกแซง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมตตาของเต๋าจึงมีอยู่ในธรรมชาติของทุกชีวิต

52.
เมื่อเริ่มต้นมีเต๋า ทุกอย่างเกิดมาจากที่นั่น แล้วทุกอย่างก็หวนกลับไปสู่ที่นั่น

การจะค้นหาต้นกำเนิด ต้องย้อนรอยไปดูความเป็นมา เมื่อจำความเป็นเด็กทารก และพบแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิต เจ้าก็จะเป็นอิสระจากความทุกข์โศกทั้งมวล

ถ้าเจ้าไปหลงวนอยู่ในความคิดพิพากษาและความวุ่นวานของความอยาก ใจเจ้าก็จะปั่นป่วน

ถ้าเจ้าวางความคิดพิพากษาลง และไม่เผลอถูกชักนำไปโดยสิ่งที่รับรู้เข้ามาใหม่ ใจของเจ้าก็จะสงบสุข
มองเห็นในความมืดคือความรู้แจ้ง

รู้จักยอมรับ รู้จักยอมแพ้ คือความเติบโต

จงใช้แสงสว่างของเจ้าเอง พาเจ้ากลับไปยังรากเหง้าของแสงนั้น

นี่เรียกว่าเป็นวิธีปฏิบัติตัวสู่นิรันดร

53.
เส้นทางสายเอกนี้ง่าย แต่คนก็ชอบที่จะไปใช้เส้นทางเล็กทางน้อย จงระวังเมื่อสิ่งต่างๆเสียดุลภาพ ปักหลักมั่นอยู่ตรงกลางในเต๋าไว้ เมื่อความงกเก็งกำไรงอกงามในใจ ชาวนาก็สูญเสียที่ดินของตัวเอง เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองใช้จ่ายเงินไปกับอาวุธทำลายล้างแทนที่จะใช้ไปกับการบริบาลชีวิต เมื่อคนชั้นสูงใช้ชีวิตฟู่ฟ่าขาดความรับผิดชอบ คนจนก็ไม่มีที่จะหันหน้าไปไหน การปล้นสะดมภ์และความวุ่นวายก็จะตามมา นี่ไม่ใช่การดำรงอยู่ตามวิถีแห่งเต๋า

54.
ใครก็ตามที่หยั่งรากลงในเต๋าแล้วจะไม่ถูกถอนรากอีก ใครก็ตามที่โอบรับเต๋าไว้ จะไม่ลื่นไถลไปไหนอีก ชื่อของเธอจะได้จารึกไว้ในหมู่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ปล่อยให้เต๋าอยู่ในตัวเจ้า แล้วเจ้าจะกลายเป็นความจริงแท้ ให้เต๋าดำรงอยู่ในครอบครัวของเจ้า ครอบครัวของเจ้าจะเบิกบาน ให้เต๋าดำรงอยู่ในประเทศของเจ้าแล้วประเทศของเจ้าจะเป็นตัวอย่างของประเทศทั้งหลายในโลก ให้เต๋าดำรงอยู่ในจักรวาล แล้วจักรวาลก็จะขับกล่อมเสียงเพลง
แล้วข้ารู้ได้อย่างไรว่านี่เป็นเรื่องจริง ข้าก็รู้โดยมองเข้าไปในตัวข้าเองไงเล่า

55.
เขาผู้ซึ่งกลมกลืนกับเต๋าจะเป็นเหมือนทารกเกิดใหม่ ที่กระดูกยังอ่อน กล้ามเนื้อยังปวกเปียก แต่มือหยิบจับนั้นแข็งแรง ยังไม่รู้เรื่องความอ่อนโยนอย่างหญิง ความเข้มแข็งอย่างชาย แต่เจ้าจุ๊ดจู๋ของทารกนี้ก็อาจชี้โด่ขึ้นมาได้ พลังชีวิตของเจ้าเด็กน้อยนี้ล้นเหลือ มันแหกปากร้องหัวสั่นหัวคลอนได้ทั้งวันแต่เสียงก็ไม่เคยแหบ ความกลมกลืนลงตัวในตัวเด็กน้อยนี้สมบูรณ์ดีเยี่ยม พลังอำนาจของผู้รู้ก็เป็นอย่างนี้ เขาปล่อยทุกอย่างให้ผ่านเข้ามาและผ่านออกไปอย่างไร้ความเพ่งพยายามหรือบีบเค้น อย่างไม่มีความอยาก เขาไม่เคยคาดหวัวผล ดังนั้นเขาจึงไม่เคยผิดหวัง จิตวิญญาณของเขาจึงไม่เคยแก่เฒ่า  

56.
คนที่รู้ไม่พูด คนที่พูดไม่รู้ ปิดปากของเจ้าเสีย ปิดอยาตนะรับรู้ทั้งหลายเสียด้วย มนความเฉียบแหลมของเจ้าให้ทื่อลง คลี่ปมที่ขมวดแน่นให้คลายออก ภาพที่คมชัดเกินไปก็ปรับให้นุ่มลงพร่าลงเสียบ้าง ปัดฝุ่นความวุ่นวายในใจทิ้งไป นี่เป็นตัวตนดั้งเดิมของเจ้า จงเป็นอย่างเต๋า คนรักเจ้าหรือเกลียดเจ้าก็ไม่ต่างกัน ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ไม่ต่างกัน ได้เกียรติยศหรือถูกลบหลู่ให้ต่ำต้อยก็ไม่ต่างกัน  มีแต่เมตตา ยอมรับ ยอมแพ้ อย่างต่อเนื่องถาวร นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเต๋าจึงสถิตย์สถาพร

57.
ถ้าเจ้าอยากเป็นผู้นำยิ่งใหญ่ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะตามเต๋า หยุดความพยายามที่จะควบคุม ปลดปล่อยแผนการณ์หรือความคิดอันรอบคอบพวกนั้นเสีย โลกจะปกครองตัวมันเอง ยิ่งเจ้าไปออกกฎห้าม ประชาชนก็จะลดความดีงามลง ยิ่งเจ้าสะสมอาวุธไว้มาก ประชาชนก็จะยิ่งมีความมั่นคงปลอดภัยน้อยลง ยิ่งเจ้าโอ๋ประชาชนมาก พวกเขาก็จะพึ่งตัวเองได้น้อยลง ดังนั้นผู้รู้จึงว่า เมื่อข้าปล่อยปละละเลยกฎหมาย ประชาชนก็ซื่อสัตย์มากขึ้น เมื่อข้อปล่อยปละละเลยเศรษฐกิจ ประชาชนก็อยู่ดีกินดีมากขึ้น เมื่อข้าปล่อยปละละเลยศาสนา ประชาชนก็มีจิตสำนึกผิดชอบชั่วดีมากขึ้น เมื่อข้าลดความอยากครอบครองสินค้าโภคภัณฑ์ลง สินค้าโภคภัณฑ์เหล่านั้นกลับมีมากมายดกดื่นราวกับหญ้าแพรก    

58.
ถ้าปกครองประเทศด้วยความใจกว้าง ประชาชนก็จะสุขสบายและซื่อสัตย์ ถ้าปกครองประเทศด้วยวิธีกดขี่ ประชาชนก็จะทุกข์ทนและคดโกง เมื่อเจตนาจะคงอำนาจโดดเด่น ความคิดอุดมคติจะมากขึ้น แต่ผลลัพท์ที่แท้จริงจะน้อยลง ยิ่งเจ้าพยายามทำให้ประชาชนเป็นสุข ยิ่งเป็นการวางพื้นฐานให้ประชาชนเป็นทุกข์ ยิ่งเจ้าพยายามทำให้ประชาชนมีศีลธรรม นั่นเจ้ากำลังวางพื้นฐานให้เกิดในสิ่งตรงกันข้าม ดังนั้นผู้รู้จึงนิยมรับใช้ด้วยการทำตัวให้เห็นเป็นตัวอย่างโดยไม่บังคับใช้เจตนาของเธอ เธอชี้ทาง แต่ไม่ทิ่มแทง เที่ยงตรงแต่นุ่มนวล ผุดผาดแต่สบายตา

59.
การจะปกครองประเทศให้ดี ไม่มีวิธีไหนดีกว่าผ่อนผัน เครื่องหมายชี้ความเป็นคนผ่อนผันคือการมีอิสระภาพจากความคิดของเขาเอง การโอนอ่อนผ่อนปรนเหมือนท้องฟ้า ทิ่มแทงทะลุดุดแสงตะวัน มั่นดุจขุนเขา อ่อนนุ่มดุจอ้อลู่ลม เขาไม่มีจุดหมายปลายทางอยู่ในใจ และใช้ประโยชน์จากอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในทางชีวิตของเขา ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเขา เพราะเขาปล่อยวาง เขาสามารถดูแลสุขทุกข์ประชาชนได้ราวกับแม่ดูแลลูก

60.
การปกครองประเทศใหญ่เหมือนทอดปลาเล็ก แหย่มากปลาก็เละ เอาประเทศวางไว้ที่กลางเต๋า ความชั่วร้ายก็จะหมดพลังก่อกวน ไม่ใช่เป็นเพราะว่ามันไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่เป็นเพราะเจ้าสามารถหลบหลีกทางให้มัน เมื่อความชั่วร้ายไร้สิ่งต่อต้าน มันก็จะหายตัวไปเอง

61.
เมื่อประเทศมีกำลังมาก มันกลายเป็นเหมือนทะเลที่ลำธารทุกสายไหลมาลงที่นั่น ยิ่งประเทศมีกำลังมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องถ่อมตัวมากเท่านั้น ถ่อมตัวหมายถึงเชื่อมั่นในเต๋า ดังนั้นจึงหมดความจำเป็นที่จะต้องปกป้อง ประเทศที่ยิ่งใหญ่เหมือนคนที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเขาทำผิด เขาตระหนักรู้ เมื่อตระหนักรู้เขายอมรับมัน เมื่อยอมรับมัน เขาแก้ไขมัน เขามองคนที่ชี้ความผิดพลาดของเขาว่าเป็นครูผู้ใจบุญ เขามองศัตรูว่าเป็นเหมือนเงาที่หล่อหลอมเขาออกมา ถ้าประเทศมีศูนย์กลางอยู่ที่เต๋า มันจะหล่อเลี้ยงประชาชนของมันเองโดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงประเทศอื่น มันจะเป็นแสงสว่างให้แก่ประเทศทั้งหลายในโลก

62.
เต๋าเป็นแก่นกลางของจักรวาล เป็นสมบัติของคนดี เป็นที่ลี้ภัยของคนชั่ว เกียรติยศซื้อได้ด้วยคำพูดหรูๆ ความนับถือสร้างได้ด้วยการทำดี แต่เต๋าอยู่พ้นไปจากคุณค่าใดๆ และไม่มีใครได้รับ ดังนั้นเมื่อผู้ปกครองใหม่ได้รับเลือก อย่าเสนอตัวไปช่วยเขาด้วยเงินทองหรือความรู้ของเจ้า แต่เสนอช่วยเขาด้วยการสอนเขาเรื่องเต๋าแทน ทำไมผู้รู้โบราณจึงให้ราคาเต๋าสูงส่งนัก เพราะว่าเมื่อได้เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าแล้ว เมื่อเจ้าจะหาอะไรเป็นได้พบ เมื่อเจ้าทำผิดพลาดเจ้าจะได้รับการอภัย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนรักเต๋า

63.
ทำโดยไม่ต้องลงมือ ทำงานโดยไม่ต้องพยายามจดจ่อบังคับ คิดถึงสิ่งเล็กให้เหมือนสิ่งใหญ่ เล็กน้อยให้เหมือนมากมาย เผชิญความลำบากเสียตั้งแต่ตอนที่มันยังง่าย ทำงานใหญ่สำเร็จด้วยการทำสิ่งเล็กๆหลายๆชิ้นให้สำเร็จก่อน ผู้รู้ไม่เคยเอื้อมไปคว้าสิ่งใหญ่ เธอจึงสำเร็จเรื่องใหญ่ได้ เมื่อเธอประสบความยุ่งยาก เธอหยุดและยินยอมมอบตัวเองแก่มัน เธอไม่ได้ยึดติดความสุขสบายของตัวเอง ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ


64.
อะไรที่เป็นรากเหง้า จะดูแลง่าย อะไรที่เพิ่งเกิดขึ้นจะแก้ไขง่าย อะไรที่เปราะจะแตกง่าย อะไรที่เล็กจะกระจัดกระจายง่าย จงป้องกันความยุ่งยากเสียตั้งแต่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น จัดสิ่งต่างๆให้เป็นระเบียบก่อนที่จะมีสิ่งเหล่านั้น ต้นสนยักษ์เติบโตมาจากเมล็ดเล็กๆ การเดินทางพันลี้เริ่มต้นด้วยการก้าวเดิน ถ้ารีบร้อนลงมือ เจ้าจะล้มเหลว ถ้าพยายามหยิบฉวยอะไร เจ้าจะเสียมันไป ถ้าบีบรีดเค้นโครงการให้สำเร็จ เจ้าจะทำให้ของที่เกือบเสร็จอยู่แล้วเสียหาย ดังนั้นผู้รู้ลงมือทำโดยการปล่อยให้สิ่งต่างๆดำเนินไปตามเส้นทางของมันเอง ตัวเขาเองยังสงบนิ่งแม้ตอนจบก็ไม่ต่างจากตอนเริ่ม เขาไม่มีอะไร จึงไม่มีอะไรจะสูญเสีย สิ่งที่เขาอยากได้ คือความไม่อยาก สิ่งที่เขาได้เรียน คือการทิ้งความรู้เดิม เขาเพียงแค่เตือนผู้คนให้ระลึกว่าพวกเขาเป็นใคร เขาไม่ใส่ใจอะไรนอกจากเต๋า ดังนั้นเขาจึงได้ใส่ใจต่อทุกสรรพสิ่ง  

65.
ผู้รู้โบราณไม่พยายามให้ความรู้ผู้คน แต่สอนให้พวกเขาวางสิ่งที่รู้มา เมื่อผู้คนคิดว่าพวกเขารู้คำตอบ การชี้นำพวกเขาจะยากยิ่ง เมื่อพวกเขารู้ว่าพวกเขาไม่รู้ พวกเขาจะหาทางของพวกเขาเอง ถ้าเจ้าต้องการเรียนวิธีปกครอง ให้หลีกเลี่ยงการเป็นคนฉลาดหรือคนร่ำรวย วิธีง่ายที่สุดเป็นวิธีชัดที่สุด ถ้าเจ้าพึงพอใจอยู่กับชีวิตปกติธรรมดา เจ้าก็จะสามารถแสดงให้ประชาชนทั้งปวงเห็นหนทางกลับไปสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของพวกเขาเอง

66.
ทุกลำธารไหลไปลงทะเลเพราะมันต่ำกว่า ความถ่อมตนทำให้ทะเลมีอำนาจ ถ้าเจ้าต้องการปกครองประชาชนเจ้าต้องวางตัวเองไว้ต่ำกว่าพวกเขา ถ้าเจ้าต้องการนำประชาชน เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะเดินตามพวกเขา ผู้รู้อยู่เหนือผู้คน แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าถูกกดขี่ เธอไปล้ำหน้าผู้คน แต่ไม่มีใครรุ้สึกว่าถูกเธอชักจูง ทั้งโลกขอบคุณเธอ เพราะเธอไม่ได้แข่งขันกับใคร จึงไม่มีใครแข่งขันกับเธอได้

67.
บางคนว่าคำสอนของข้าช่างไร้สาระ บ้างว่ามันฟังดูสูงส่งแต่ปฏิบัติไม่ได้ แต่สำหรับผู้ที่ได้ย้อนกลับมองเข้าไปในตัวเองสิ่งที่ถูกว่าไร้สาระนี้เป็นสาระสมบูรณ์อย่างยิ่ง และสำหรับคนที่เอามันไปปฏิบัติจริง สิ่งที่ว่าดูสูงส่งนี้มีรากลึกอย่างยิ่ง ข้ามีสามเรื่องเท่านั้นที่จะสอน คือความง่าย ความอดทน และความเมตตา ทั้งสามอย่างนี้เป็นมหาสมบัติของเจ้า เพียงแค่รู้ว่าจะคิดจะทำอย่างไร เจ้าก็จะได้หวนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของชีวิตเจ้าแล้ว อดทนต่อทั้งมิตรและศัตรู เจ้าก็กลมกลืนกับวิถีที่สิ่งต่างๆดำรงอยู่แล้ว เมตตาต่อตัวเอง เจ้าก็ได้ปรองดองกับทุกชีวิตในโลกนี้แล้ว

68.
นักกีฬาที่ดีอยากให้คู่แข่งของเขาทำได้ดีที่สุด นายพลที่ดีเข้าถึงความคิดของศัตรู นักธุรกิจที่ดีขายสิ่งที่ดีให้ผู้คน ผู้นำที่ดี เดินตามเจตนาของประชาชน ทั้งหมดนี้คือคุณค่าของการไม่แข่งขันเปรียบเทียบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบการแข่งขัน แต่เขาทำมันอย่างมีน้ำใจ แบบนี้พวกเขาเป็นเหมือนเด็กน้อยและกลมกลืนกับเต๋า

69.
พวกนายพลพูดกันว่า “แทนที่จะรีบลงมือก่อน สู่เฝ้ารอดูดีกว่า” แทนที่จะรุกไปข้างหน้าหนึ่งนิ้วถอยมาหนึ่งก้าวดีกว่า นี่เรียกว่าไปข้างหน้าโดยไม่รุก ดันไปข้างหลังโดยไม่ใช้อาวุธ ไม่มีอะไรจะโชคร้ายไปยิ่งกว่าการประเมินศัตรูของเจ้าต่ำไป ประเมินศัตรูของเจ้าต่ำไปหมายความว่าเจ้าคิดว่าเขาเป็นปีศาจร้าย ดังนั้นเจ้าจึงยอมทำลายสมบัติสามอย่างของเจ้าแล้วกลายเป็นศัตรูต่อตัวเจ้าเอง
เมื่อกองทัพมหึมาสองฝ่ายมาประจัญหน้ากัน ชัยชนะจะตกแก่ฝ่ายที่รู้วิธียอมแพ้

70.
คำสอนของข้าเข้าใจง่าย ปฏิบัติง่าย แต่ความเฉลียวฉลาดของเจ้าจะไม่ยอมหยิบฉวยไปใช้ และถ้าเจ้าพยายามจะลองใช้ เจ้าจะล้มเหลว คำสอนของข้าเก่าแก่กว่าโลก เจ้าจะหยิบฉวยความหมายของมันได้อย่างไร ถ้าเจ้าอยากจะรู้จักข้า เจ้าต้องมองเข้ไปในใจของเจ้าเอง

71.
รู้ว่าตนเองไม่รู้ คือความรู้ที่แท้จริง เดาเอาว่าตัวเองรู้นั่นคือโรคร้าย ก่อนอื่นต้องตระหนักก่อนว่าตัวเจ้าป่วย จากนั้นเจ้าจึงจะไปสู่การมีสุขภาพดีได้ ผู้รู้เป็นหมอให้ตัวเธอเอง เธอรักษาตัวเองจากความหลงผิดว่ารู้ ดังนั้นเธอจึงเป็นทั้งหมดอย่างแท้จริง

72.
เมื่อผู้คนหมดสิ้นสำนึกของความหวาดกลัว พวกเขาหันไปหาศาสนา เมื่อพวกเขาไม่เชื่อถือแม้กระทั่งตัวเอง พวกเขาหันไปพึ่งอำนาจบ้านเมือง ดังนั้นผู้รู้จึงถอยหลัง เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน เขาสอนโดยไม่สั่งสอน เพื่อที่ว่าประชาชนจะได้ไม่มีอะไรให้ต้องเรียน

73.
เต๋าทำได้ง่ายเสมอ เอาชนะได้โดยไม่ต้องแข่งขัน ตอบคำถามได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำ มาถึงได้โดยไม่ต้องสวดอ้อนวอน สำเร็จกิจได้โดยไม่ต้องวางแผน ร่างแหของเต๋าครอบคลุมจักรวาลทั้งมวล และแม้ร่างแห่นี้จะมีตาห่าง มันไม่ปล่อยให้อะไรเล็ดรอดออกไปได้เลย

74.
ถ้าเจ้าตระหนักว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง ก็ไม่มีอะไรที่เจ้าจะต้องพยายามทำเพื่อยั้งมันไว้ ถ้าเจ้าไม่กลัวตาย ก็ไม่มีอะไรที่เจ้าจะบรรลุไม่ได้ ลองพยายามควบคุมอนาคตดูหน่อยสิ มันเหมือนกับลองทำงานแทนช่างไม้ชั้นครู เมื่อเจ้าพยายามใช้เครื่องมือของช่างไม้ระดับครู มีโอกาสมากเหลือเกินที่เจ้าจะตัดนิ้วมือของเจ้าเอง

75.
เมื่อเก็บภาษีแพง ผู้คนก็อดอยาก เมื่อรัฐบาลพยายามก้าวก่ายมาก ประชาชนก็หมดความอดทน จงลงมือทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไว้ใจพวกเขา และปล่อยพวกเขาไว้ตามลำพัง

76.
ตอนเกิดคนเกิดมาแบบนุ่มและอ่อนนิ่ม ตอนตายตายแบบแข็งทื่อ จานชามเกิดมาแบบโค้งเว้าอ่อนโยนแวววาว ตอนตายตายแบบเปราะหักและแห้งกรัง ดังนั้นใครที่แข็งกระด้างไม่โอนอ่อนเป็นสาวกของความตาย ใครก็ตามที่อ่อนโอนและยินยอม เป็นสาวกของความมีชีวิต อะไรที่แข็งกระด้างจะแตกเป็นเสี่ยง อะไรที่อ่อนและนุ่มจะอยู่ได้

77.
ยามกระทำการในโลก เต๋าเหมือนการน้าวธนู ปลายบนโน้มลง ปลายล่างโน้มขึ้น มันปรับส่วนเกิดส่วนขาดเพื่อให้ได้ดุลที่สมบูรณ์ โยกเอาส่วนที่เกิน ไปให้ส่วนที่ขาด ผู้ปกครองที่พยายามควบคุม ใช้กำลังปกป้องอำนาจของตัวเอง ทำในสิ่งตรงกันข้ามกับเต๋า ไปเอามาจากคนที่มีน้อย ไปโปะให้คนที่มีมากเกินพออยู่แล้ว ผู้รู้มีแต่ให้ เพราะความสุขสมบูรณ์ของเธอไม่มีวันหมด เธอลงมือทำโดยไม่คาดหวังผล สำเร็จโดยไม่เอาหน้า และไม่คิดว่าเธอดีกว่าคนอื่นตรงไหน

78.
ไม่มีอะไรในโลกนี้จะอ่อนนุ่มและผ่อนผันไปมากกว่าน้ำ แต่ในการจะละลายของที่แข็งและไม่โอนอ่อน น้ำก็ทำได้ดีที่สุดเช่นกัน อ่อนชนะแข็ง โอนอ่อนชนะแข็งขืน ทุกคนรู้ว่านี่เป็นความจริง แต่มีไม่กี่คนที่เอาไปปฏิบัติได้ ดังนั้นผู้รู้จึงสงบนิ่งในท่ามกลางความโศกเศร้า ผีร้ายจึงไม่อาจเจาะใจเขาได้ เพราะไม่ช่วยปลอบประโลมผู้คน เขาจึงเป็นสิ่งปลอบใจที่ยิ่งใหญ่ให้ผู้คน คำพูดเหล่านี้ดูขัดแย้งกันอยู่ในทีแต่ก็เป็นความจริง

79.
ความล้มเหลวเป็นโอกาส ถ้าเจ้าตำหนิคนอื่น ก็ตำหนิได้ไม่สิ้นสุด ผู้รู้จึงทำหน้าที่ตัวเองให้สมบูรณ์ แก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง เธอทำสิ่งที่ต้องทำ แต่ไม่เรียกร้องเอาอะไรจากคนอื่น

80.
ปกครองประเทศดี ประชาชนก็มีความสุข พวกเขาจะเพลิดเพลินการใช้แรงงานฝีมือ และไม่เสียเวลากับการคิดประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรง พวกเขาจะรักถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่สนใจจะเดินทางไปไหน แม้จะมีเกวียนและเรืออยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ใช้ จะมีอาวุธกระสุนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยถูดใช้ ผู้คนเพลิดเพลินอาหารของพวกเขา สุขใจกับการอยู่กับครอบครัว ใช้วันหยุดทำงานในสวน ปลื้มกับการงานของเพื่อนบ้าน แม้ต่างประเทศจะอยู่ใกล้กันขนาดได้ยินเสียงไก่ขันและหมาเห่า แต่พวกเขาก็ยินดีที่จะอยู่กับบ้านตัวเองจนแก่ตายโดยไม่ปรารถนาจะเดินทางไปดู

81.
คำพูดจริงไม่ไพเราะสวยหรู คำพูดที่ไพเราะสวยหรูไม่ใช่คำจริง ผู้มีปัญญาไม่ต้องพิสูจน์สิ่งที่เขาพูด แต่ผู้ที่ต้องพิสูจน์สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ผู้มีปัญญา ผู้รู้ไม่ครอบครองเป็นเจ้าของอะไร ยิ่งทำอะไรให้คนอื่นได้มากเขายิ่งมีความสุข ยิ่งให้แก่คนอื่นมาก เขายิ่งร่ำรวย เต๋าฟูมฟักโดยไม่บีบบังคับ ไม่เรียกร้อง เพียงแต่ผู้รู้ทำตัวเป็นตัวอย่าง

........................................

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Mitchell, Stephen (1988). Tao Te Ching: A New English Version. New York: HarperCollins. ISBN 9780061142666.

12 เมษายน 2560

ให้หมอสันต์ตั้งต้นด้วยเงินตั้ง 0 บาทเชียวเรอะนี่

เรียน อาจารย์สันต์ที่เคารพ
      ใครจะรู้ พอจบออกมาจากโรงเรียนแพทย์ โลกแห่งความจริงมันช่างโหดร้ายกว่าในนิยายตาใสของโรงเรียนแพทย์ วงการการแพทย์ที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังของประเทศ กลับเต็มไปด้วยเส้นสายและการเมืองภายใน การเอารัดเอาเปรียบของรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ภาพลักษณ์ของผู้ให้ความช่วยเหลือ กลายเป็นภาพของการกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลจากวงการสาธารณสุข ก่อให้เกิดความโลภ หมอหลายคนดึงคนไข้ออกจากรพไปสู่คลินิกตัวเอง หน่วยงานบางหน่วยงานที่ได้รับทุนสนับสนุนวิจัยมากมายแต่ไม่เคยตกไปถึงผู้ที่ทำงานจริงๆ เหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้ว
   อาจารย์อาจจะสงสัยว่าผมบ่นอะไร ผมบ่นได้ทุกเรื่อง เพราะผมยังไม่รู้ว่าความสุขและความสงบคืออะไร ผมพยายามอ่านและทำความเข้าใจกับสิ่งที่อาจารย์สอน ทั้งด้านธรรมะและจิตวิญญาณ แต่ดูเหมือนว่าคงต้องใช้เวลาให้มากกว่านี้
   อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะขอขอบคุณอาจารย์สันต์ ใจยอดศิลป์สำหรับคำตอบทั้งหลาย บางครั้งตอนนั้นอาจจะมีบางส่วนไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ให้ตัวเองได้เติบโตขึ้น กลับไปย้อนอ่านอีกครั้ง ผมถึงได้รับรู้ว่า เป็นความจริงทุกประการ จากผู้ที่มีประสบการณ์
   หากไม่เป็นการลำบากมากเกินไป ผมขอปรึกษาเล็กน้อยครับ หากอาจารย์สันต์ย้อนกลับไปวัยขบเผาะ จบออกจากโรงเรียนแพทย์ใหม่ๆ ไม่มีไฟในการทำงาน พี่น้องแพทย์ช่วยกันกอบโกย ไม่มีความยุติธรรมในโลกใบนี้ เงินหาง่ายด้วยงานเอกชนและความงาม นายทุนครองอำนาจในการกำหนดชีวิตคน ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่สามารถช่วยให้ระบบสาธารณะสุขไทยพ้นจากการล่มสลายได้ในอนาคตอันใกล้
นอกจากการปล่อยวาง ผมควรทำอย่างไร
   เรื่องเงินก็เป็นปัญหาที่สำคัญ สมมติว่าเริ่มต้นตัวเปล่า เริ่มต้นจาก 0 หากผมต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง ราคา 3 ล้านบาท  หากเริ่มทำงานในระบบราชการ เงินเดือน4หมื่น บวกลบค่าเวร สมมติเก็บเงินได้เดือนละ 2 หมื่นบาท ปีละ2แสน4หมื่น เก็บ10ปี ได้ 2ล้าน4แสน ถึงเวลานั้นราคาบ้านก็คงขึ้นไปแล้ว
หากตั้งใจทำงานต่อ เก็บเงิน 20 ปี มีเงินเก็บ 4ล้าน8แสน ก็อาจจะซื้อบ้านได้ แต่ไม่รู้ว่าบ้านแถวไหน หากออมเงิน เดือนละ 2 หมื่นบาท นำไปลงทุนด้วยอัตราผลตอบแทนทบต้น 10% ต่อปี พอครบ20ปี จะมีเงิน9ล้าน6แสนกว่าๆ ซึ่งก็ยากเหลือเกิน แปลว่าการทำงานโรงพยาบาลรัฐ นอกจากจะต้องทำงานหนักเยี่ยง...หมอ แล้ว ยังต้องประหยัด อดออม อดทน ต่อเนื่องถึงเกือบ20ปี กว่าจะได้ดูแลครอบครัวของตัวเอง
     สรุปคำถามคือ
     สมมติว่าอาจารย์เพิ่งจบปีนี้ ณ พศ. นี้ มีเงินติดตัว 0 บาท อาจารย์จะมีวิธีเลือกและตัดสินใจอย่างไร รวมทั้งมีมุมมองต่อทุกๆมิติของชีวิตอย่างไรครับ ผมยังหาจุดหมายของชีวิตไม่เจอ..

ด้วยความเคารพอย่างสูง

..............................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าถ้าหมอสันต์เพิ่งเรียนจบวันนี้และให้เงินมา 0 บาท จะมีแผนการเงินและก่อร่างสร้างตัวเลี้ยงดูครอบครัวอย่างไร ตอบว่าโอ้โห ให้หมอสันต์ตั้ง 0 บาทเชียวเรอะนี่ เพราะในชีวิตจริงหมอสันต์จบมาพร้อมด้วยตัวเลขติดลบ คือมีหนี้สิน ทั้งหนี้ที่บรรพบุรุษไปยืมชาวบ้านเขามาส่งเสียให้หมอสันต์เรียน และหนี้ที่หมอสันต์ติดค้างค่าเล่าเรียนกับมหาลัย สมัยโน้นไม่มีระเบียบเอื้อให้มหาลัยทำสัญญาปล่อยกู้ให้นักศึกษาแบบสมัยนี้ อธิการบดีสมัยนั้นใครใจอ่อนให้นักศึกษาค้างชำระหนี้ก็ต้องหาวิธีประกันหนี้เอาเองตามสไตล์ของใครของมัน อธิการบดีของผมสมัยนั้นท่านเป็นวิศวะ เป็นนักฟุตบอลและเป็นสุภาพบุรุษ จำได้เลาๆว่าท่านชื่อ ดร.ผาสุข กุลลวนิช ไม่แน่ใจว่าสะกดชื่อท่านถูกหรือเปล่า ท่านใช้วิธีเรียกผมไปนั่งจ้องมองตาแล้วพูดกับผมว่า

     "สันต์ เรามาทำสัญญาลูกผู้ชายกันนะ ว่าสันต์จบแล้วมีรายได้แล้วจะส่งเงินมาชดใช้หนี้ให้มหาลัยจนครบ" 

     ผมแอบนึกในใจแบบจิ๊กโก๋ว่า..สัญญาลูกผู้ชายหรือ หุ หุ.. เสร็จเรา แต่พอจบมาจริงๆแล้วพูดแล้วจะหาว่าคุยนะ จบมาเงินเดือน 2,450 บาทบวกค่าอยู่เวรเหมาจ่ายอีกเดือนละ 400 บาท หมอสันต์ส่งงวดใช้หนี้มหาล้ยจนครบทุกดอก เอ๊ยไม่ใช่ ครบทุกต้น เพราะมหาลัยไม่คิดดอก ฝนจะตกแดดจะออกหมอสันต์ไม่เคยขาดส่งหนี้มหาลัยแม้แต่งวดเดียว

     เลิกคุยโม้มาตอบคำถามคุณหมอกันดีกว่า ผมจะเกริ่นให้ฟังก่อนนะว่าตอนจบใหม่สมัยโน้น ผมคิดและทำอย่างไร และหากย้อนเวลากลับไปเริ่มใหม่ได้ ผมจะคิดและทำอย่างไร คำตอบของผมคุณหมอจะเก็ทหรือไม่เก็ทไม่สำคัญ เพราะผมถือว่าผมตอบให้คนทุกอาชีพวัยรุ่นๆคุณหมอที่อ่านบล็อกนี้ทั้งหมดด้วย

     ณ วันที่ผมจบมาตอนโน้น ผมคิดเหมือนคุณหมอตอนนี้ คือคิดถึงการทำมาหากินชดใช้หนี้สินและสร้างหลักฐาน จะต่างกันก็แค่ผมไม่ได้คิดไกลถึงสิบยี่สิบปีเท่านั้น ผมคิดแค่สองสามปี แต่สารัตถะเหมือนกัน คือเป็นความคิดใน survival mode ผมหมายถึงคิดแบบมนุษย์ถ้ำว่าวันๆจะรอดชีวิตได้อย่างไร วันๆมีแต่การดิ้นรนแถกเหงือกเพื่อให้อยู่รอด ได้กิน ได้ขับถ่าย ได้สืบพันธ์ ได้หลบลี้เข้ามุมนอนหลับโดยไม่ถูกใครมาจับกิน ชีวิตใน survival mode นี้แม้ดูเหมือนจะเป็นชีวิตของสัตว์ทั่วไปนก กา ไก่ แมว หมา แต่คนเราก็ดำเนินชีวิตเช่นนี้ไม่ต่างกัน พอได้ตั้งต้นอย่างนั้น ชีวิตทั้งชีวิตก็จะเดินไปทางนั้นแบบอัตโนมัติ โดยมีตัวชี้วัดคือ เงินในบัญชี ถาวรวัตถุ บ้าน ที่ดิน การได้ครอบครองสมบัติบ้าต่างๆ และการยึดกุมคอนเซ็พท์ต่างๆซึ่งล้วนเป็นมายาคติ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ โฉนด ความเป็นเจ้าของ การครอบครอง ความมั่นคง การประกันภัย  ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ความถูกต้อง ความยุติธรรม แบรนด์ โลโก้ ชื่อเสียง ความดีความเลว ฯลฯ

     ถามว่า ณ วันนี้หากผมมีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่ ผมจะใช้ชีวิตอยู่ใน survival mode อีกครั้งไหม ตอบว่าไม่หรอกครับ ไม่อย่างแน่นอน เพราะ ณ วันนี้ผมมีความเจนจัดในชีวิตแล้ว แต่ ณ วันโน้นผมยังไม่มี ในตอนที่ไม่มีความเจนจัด ผมเข้าใจไปว่าการสร้างรากฐานชีวิตต้องสร้างด้วยเงินในบัญชี ถาวรวัตถุเช่นบ้านหลังแรก หลังที่สอง การประกัน.. เมื่อมีเงินมีวัตถุมากพอแล้ว ก็จะเป็นฐานรากให้ชีวิตของเรามีความสุข มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี

     แต่ ณ วันนี้ วันที่มีความเจนจัดในชีวิตดีแล้ว ผมได้เรียนรู้ว่าแบบแปลนที่ผมใช้สร้างชีวิตมานั้นมันผิดหลักสถาปัตยกรรมชีวิตที่เป็นของจริงแท้ กล่าวคือสถาปัตยกรรมชีวิตที่จริงแท้ ฐานรากของชีวิตคือความรู้ตัวหรือจิตสำนึกรับรู้ (awareness หรือ consciousness) จากตรงนั้นความเป็นไปในร่างกายของเราจึงถูกกำหนดขึ้นและดำเนินไป ยิ่งคอนเซ็พท์ต่างๆ เงินในบัญชี ถาวรวัตถุ ซึ่งล้วนเป็นมายาที่เน่าเปื่อยย่อยสลายได้ก็ยิ่งล้วนค่อยๆถูกกำหนดขึ้นมาในชีวิตผ่านการแอบใช้อำนาจของความรู้ตัวแต่ว่าเป็นการใช้อำนาจไปกับสิ่งที่ไร้ความหมายไร้ความสำคัญ การที่คนเราไปยึดเอาวัตถุเป็นฐานรากของชีวิตเป็นการดำเนินชีวิตที่ผิดทาง แค่นี้มนุษย์เราก็ทำโลกนี้เละเทะน่าเกลียดมากพอแล้ว หากมนุษย์เรายังเดินแนวทางวัตถุนิยมนี้ไปอีกเพียงไม่นาน ผมว่าไม่กี่พันปีข้างหน้าโลกนี้คงถึงแก่กาลล่มสลาย ผมพูดอย่างนี้กับคุณหมอทั้งๆที่รู้ว่าคุณหมอจะไม่เข้าใจแต่ก็ต้องพูดไว้ก่อน เผื่อว่า ณ จุดหนึ่งของเวลาคุณหมอจะเกิดเข้าใจมันขึ้นมา ดีกว่ารอให้คุณหมอไปเข้าใจเอาเองตอนแก่เหนียงยานแล้วอย่างผมตอนนี้ คือตอนที่ความเจนจัดทำให้ตระหนักรู้ว่ามิใยที่จะมีวัตถุต่างๆที่สร้างขึ้นมาแล้วมากมายเพียงใด หรือยึดกุมคอนเซ็พท์ดีๆไว้เหนียวแน่นเพียงใด แต่สิ่งเหล่านั้นก็ล้วนเป็นเพียงมายาที่เน่าเปื่อยผุพังเปลี่ยนแปลง ยิ่งพยายามที่จะยึดกุมมันไว้ยิ่งทำให้ตัวเองห่างออกไปจากเป้าหมายที่เรียกง่ายๆว่า "ความสุข" มากขึ้นทุกที ขณะที่เวลาที่จะมีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้ก็เหลือน้อยลงๆ

    คุยกันในระดับแบบแปลนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ มาคุยกันในระดับการลงมือก่อสร้างหรือการใช้ชีวิตจริงๆเลยดีกว่า ณ วันแรกที่จบออกมาทำงาน เรื่องเดียวที่ผมจะวางแผนหรือตั้งใจจะทำก็คือการฝึกกล่อมใจตัวเองไม่ให้กระเจิดกระเจิง ให้เข้าไปอยู่กับความรู้ตัวให้เป็นก่อน เรื่องอื่นไม่สำคัญ งานการก็ทำไปตามหน้าที่ เรื่องอื่นไม่วางแผนไม่ตั้งใจอะไรทั้งสิ้น ว่ากันไปวันต่อวัน คุณอาจจะคิดว่าไหนว่าจะพูดเรื่องระดับที่พูดกันแล้วรู้เรื่องไงละ หิ หิ เอางี้ก็แล้วกัน ถ้าจะให้รู้เรื่อง เรามาเล่นเกมเล็กๆสักเกมหนึ่งนะ คุณกับผมแค่นี้แหละ สองคนเล่นกัน โอนะ

     ในเกมนี้คุณมาเยี่ยมผมที่บ้านของผมเอง คุณมาถึงเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผมเปิดประตู คลิก..ก โผล่หน้ามาเจอคุณ ฮ้า มาหาหมอสันต์หรือครับ เข้ามาก่อน เข้ามาก่อน ถ้าเป็นบ้านคนทั่วไปเขาให้วางรองเท้าไว้ข้างนอก แต่บ้านนี้ผมให้คุณวาง “ความคิด” ของคุณไว้ที่ข้างนอก

     คือก่อนจะเข้าประตูมา วางความคิดทุกอย่างลงที่นอกประตูก่อน รวมไปถึงคอนเซ็พท์ใดๆเกี่ยวกับตัวคุณด้วย คุณชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน มีการงานอาชีพอะไร มีเงินมีทองแค่ไหน คุณวุฒิสูงแค่ไหน มีประสบการณ์อย่างไร กังวลเรื่องอะไร วางไว้ที่ข้างนอกก่อน วางความเป็นบุคคลคนหนึ่งของคุณไว้ก่อน ความเป็นหมอ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก วางไว้ก่อน ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเสร็จเกมนี้ คุณค่อยไปเก็บกลับคืนก็ได้ คอนเซ็พท์ชีวิตแบบไหนที่คุณอินกับมัน เช่นรักความยุติธรรม เกลียดเส้นสาย ก็วางไว้ก่อน  ความตั้งใจว่าคิดจะทำอะไร วางไว้ก่อน เข้ามาแต่ตัว

    โอเค.เข้ามาในบ้านผมแล้ว 

     "คุณหมอชื่ออะไรครับ"

     “ผมวางชื่อไว้ข้างนอกเสียแล้ว ก็อาจารย์บอกให้วาง”

     "อะ ฮ้า ใช่ๆ ดีๆ ลืมไป เอาเถอะๆ ไม่ว่าคุณหมอจะชื่ออะไร คุณหมอก็มารู้จักชื่อนี้เอาหลังจากที่จำความได้คือราวหนึ่งขวบแล้วแหละ ตัวตนแท้จริงของเรานั้นมีมาก่อนชื่อนี้ หมายความว่าความรู้สึกว่าเป็น "ตัวฉัน" นี้มีมาก่อนตัวเราจะถูกตั้งชื่อ วันนี้เพื่อความง่ายผมจะสมมุติว่าคุณหมอชื่อจอนก็แล้วกันนะ เข้ามาในบ้านผมแล้ว วางความคิดไว้ที่ข้างนอกแล้ว มา มา มานั่งกันที่ห้องกระจก นั่งก่อนๆ นั่งด้วยกันหน้าต่อหน้าแบบนี้แหละ คราวนี้คุณหมอตอบคำถามผมจากหัวใจนะ อย่าตอบจากสมอง อย่าคิดใคร่ครวญให้ได้คำตอบหลักแหลมแล้วจึงตอบ แต่ให้ตอบตามความเป็นจริงที่อยู่ในใจ ตอนนี้คุณหมอวางความคิดทุกอย่าง วางความเป็นบุคคลของคุณหมอไว้ที่ข้างนอก แม้แต่ชื่อก็วางไว้ที่ข้างนอก บอกผมหน่อยสิว่าตอนนี้ในใจคุณหมอเหลืออะไรอยู่บ้าง"

     “อืม..ม มีความคิดว่าไม่น่ามาที่นี่”

     "โอเค. นั่นมันเป็นแค่ความคิด วางมันลงไปก่อน เปิดประตูห้อง เอามันไปไว้ข้างนอกก่อน เพราะเราไม่ให้เอาความคิดเข้ามาด้วย วางหมายความว่าเพิกเฉย  ไม่หยิบฉวย ไม่สนใจมัน ตอนนี้คุณหมอรู้สึกยังไงบ้าง"

     “อืม..ม รู้สึกแปลกๆ”

     "รู้สึกแปลกๆนี่ก็เป็นความคิดนะ อยู่ในห้องนี้คุณหมอต้องระวังความคิดที่เรานึกว่าเราวางไว้ข้างนอกแล้ว บางทีมันก็แอบทำตัวลีบตามเข้ามา บางทีมันก็ตะแงวๆจะดึงเรากลับไปหามัน วางความคิดที่ว่ารู้สึกแปลกๆลงไปก่อน วางลงไป วางลงไปหมายความว่าอย่าไปแตะมัน หันหลังให้มันเสียก็ได้ ตอนนี้มีอะไรเหลืออยู่ในใจบ้าง"

     “แว่บหนึ่งผม..คิดถึงรถที่ตั้งใจจะไปดาวน์ แว่บเดียว”

     "โอเค. เป็นความคิด วางลงไปอีกด้วย คราวนี้ในใจเหลืออะไรบ้าง"

     “ได้ยินเสียงอาจารย์ ได้ยินเสียงแอร์ แอร์เย็นที่แขน”

     "โอเค. เหลือความสามารถในการได้ยิน ความสามารถในการเห็น การสัมผัสรับรู้ ยังเหลืออยู่ คราวนี้คุณหมอบอกผมสิ แล้วใครละที่เป็นผู้ได้ยินหนะ ใครได้ยิน"

     “อืม..ม ก็..ตัวผมไง ตัวผมเป็นผู้ได้ยิน”

     "ตัวผมในที่นี้ไม่ใช่คุณหมอจอนนะ เพราะความเป็นบุคคล รวมทั้งชื่อแซ่คุณวางทิ้งไว้ที่ข้างนอกแล้ว ถ้าไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่คุณหมอจอนเป็นผู้ได้ยิน แล้วตัวผู้ได้ยินเป็นใครละครับ บอกผมหน่อยสิ"

     “ก็..คงเป็นตัวผมก่อนที่จะมีคนตั้งชื่อให้มังครับ”

     “โอเค. “ตัวฉัน” ก่อนที่จะมีชื่อมีฐานะ ก่อนที่จะเป็นบุคคลในสังคมคนหนึ่ง ผมเรียกตัวฉันก่อนที่จะมีชื่อตั้งนี้ว่า “ความรู้ตัว” ก็แล้วกันนะ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า awareness หรือ consciousness เอาละคุณบอกผมหน่อยสิ นอกจากความรู้ตัวแล้ว ในใจตอนนี้มีอะไรเหลืออีกไหม"

     “ไม่มี มันว่างๆโหวงๆครับ”

     "มีความรู้สึกอะไรอื่นอีกไหม ค่อยๆเช็คดูก็ได้ ไม่ต้องรีบ"

     "รู้สึกคันยิกๆทีท้องแขน อย่างอื่นไม่เหลืออะไรแล้ว อยู่ข้างนอกหมดแล้ว"

    "ผู้ที่รู้ว่าไม่เหลืออะไรแล้ว นี่แหละ คือความรู้ตัว นี่แหละธรรมชาติดั้งเดิมแท้จริงของคุณ คุณคือความรู้ตัว คุณไม่ใช่บุคคล แต่เป็นความรู้ตัว ซึ่งเป็นความว่างที่มีความตื่นและความสามารถรับรู้อยู่ด้วย ตอนนี้คุณได้มาอยู่กับความรู้ตัวแล้ว ให้คุณสังเกตนะ ที่ตรงนี้ซึ่งเมื่อไม่เหลืออะไรแล้ว มันมีอะไรเข้าๆออกๆไปๆมาๆหรือเปล่า 

     “ไม่มี”

      "ใช่ ไม่มีเลย มันมีแต่ความว่าง ไม่มีอะไรไปอะไรมาเลย อะไรที่เพิ่มเข้ามาได้ หรือเอาออกไปได้ ไม่ใช่ความรู้ตัว ไม่ใช่ความว่างนี้ พอได้อยู่ในความว่างนี้แล้ว คุณสังเกตนะว่าที่ตรงนี้ หมายถึงความรู้ตัวนี้ มันเริ่มต้นอยู่นี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ พอวางความคิดลงคุณก็เห็นมันอยู่ที่นี่แล้ว มันจะหายไปเมื่อไหร่ คุณรู้ไหม ไม่รู้หรอก มันอยู่มาอย่างต่อเนื่องด้วย ตรงนี้มันไม่มีนาฬิกา ไม่มีเวลา ตรงนี้แหละที่คนเขาเรียกว่าปัจจุบัน หรือนิรันดร มันคือธรรมชาติที่แท้ของความเป็นคุณ "

     “แล้วไงต่อละครับ”

     “แล้วไง ฮ้า นั่นเป็นความคิดนะ ความคิดมันไม่ยอมให้คุณอยู่นิ่งๆกับความรู้ตัวหรืออยู่กับปัจจุบันอย่างนี้หรอก เพราะตรงนี้ตัวความคิดมันไม่มีบทบาท ตัวมันไม่มีราคา ไม่เป็นที่ต้องการ มันทนไม่ได้ มันจึงต้องลากคุณหนีไปจากที่นี่ อยู่ที่ตรงนี้คุณต้องระวัง ต้อง aware ความคิด การอยู่กับปัจจุบันไม่มีคำว่าแล้วไง แล้วไงเป็นการลากดึงของความคิด"
     
     ประเด็นของเกมนี้ก็คือชีวิตนี้มีที่ที่เราจะอยู่ได้อยู่ส่องฝั่ง ฝั่งที่เราคุ้นเคย หรือฝั่งข้างนอกห้องกระจกนี้ นอกประตูนี้ออกไป คือการมีชีวิตอยู่ในความคิด อยู่ในคอนเซ็พท์หรืออยู่ในสมมุติบัญญัติต่างๆ รวมทั้งในคอนเซ็พท์เรื่องเวลา ผมจะเรียกฝั่งนอกห้องว่าเป็นชีวิตในมิติของเวลาก็แล้วกัน
     อีกฝั่งหนึ่งคือฝั่งในห้องกระจกนี้ เป็นชีวิตที่อยู่กับความรู้ตัว อยู่กับปัจจุบัน นิ่งๆ ไม่มีเวลา ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และจะอยู่ต่อไปจนถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ ผมจะเรียกฝั่งในห้องนี้ว่าเป็นฝั่งปัจจุบันหรือฝั่งชีวิตนิรันดรก็ได้

     การปักหลักอยู่ที่ฝั่งข้างนอกห้อง กับชีวิตในมิติของเวลา ซึ่งเราคุ้นเคยและทำกันมาช้านาน มันมีแต่ความไม่เสถียร ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความคิดของเรา ผู้คนวัตถุสิ่งของรอบตัวเรา มันล้วนเปลี่ยนแปรไปตลอดเวลา พอมันเปลี่ยนแปรไป เราก็เป็นทุกข์เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของมัน 

     ขณะที่หากเราหลบมาปักหลักอยู่ในห้องนี้ คือฝั่งปัจจุบันหรือฝั่งนิรันดร ตรงนี้มันว่างๆนิ่งๆ มีแต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีเปลี่ยนแปลง เราจึงจะได้อยู่แบบสงบๆนิ่งๆเย็นๆมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆทางข้างนอกห้องที่เกิดขึ้นผ่านหน้าเราไปเหมือนท้องฟ้ามองก้อนเมฆที่ไหลผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้รวมถึงความเจ็บป่วยและการตายของร่างกายเราด้วย เราอยู่ตรงนี้มองออกไป เราไม่ทุกข์ เพราะที่ในนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ข้างนอกห้อง เราอาจจะผลุบๆโผล่ๆออกไปทำกิจกรรมในมิติของเวลาบ้างเป็นครั้งคราวตามความจำเป็นแต่ก็ไม่ลืมที่จะกลับมาปักหลักประจำการอยู่ที่ในห้องนี้โดยทิ้งความคิดไว้ข้างนอก แบบนี้ย่อมเป็นชีวิตที่ดีกว่า การจะเข้ามาในห้องนี้ก็ไม่ยาก เราก็เพิ่งเขามากันหลัดๆ แค่วางความคิดทุกอย่างลงที่หน้าประตูเดี๋ยวนี้เลย ทุกอย่าง วางลงหมด ฟุบ..บ แล้วเราก็มาอยู่กับความรู้ตัวได้แล้ว  

     โอเค. เราจบเกมเล็กๆนี่แล้ว มาพูดเรื่องถ้าผมจบแพทย์มาใหม่ ณ วันนี้ผมจะใช้ชีวิตยังไงกันต่อดีกว่า ผมจะใช้ชีวิตอยู่กับความรู้ตัวให้ได้มากที่สุดทุกวัน ใช้ชีวิตแบบเบาๆ ทำเรื่องมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง ใช้ชีวิตอยู่ในห้องกระจกที่มองผ่านกระจกออกไปยังชีวิตข้างนอกเห็นตัวเรากระโดดโลดเต้นไปตามหน้าที่แต่ว่าทิ้งระยะห่างเล็กน้อย ไม่อินมาก ด้วยความ "รู้" ว่าชีวิตนอกห้องกระจกมันไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน นี่ว่าเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับตัวผมเองนะ ส่วนแพทย์คนอื่น พวกรุ่นพี่ๆเขาจะแย่จะงกกันอย่างไรนั้นมันเรื่องของเขา ช่างเขา ไม่ใช่เรื่องของผม ผมไม่สนใจและจะไม่หยิบมาคิดเลย ตัวใคร ก็ตัวมัน ขณะทำงานก็ผมก็จะพยายามอยู่กับความรู้ตัวบ่อยๆเท่าที่ทำได้ ว่างแต่ละวันก็หาเวลาสักครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงนั่งภาวนาฝึกอยู่กับความรู้ตัว ผ่อนคลายร่างกาย หลับตา แล้วค่อยๆล้างความคิดและสิ่งที่เห็นในใจจนเหลือแต่แสงสว่างนิ่งๆที่ภายใน เวลาทำงานกับเพื่อนร่วมงาน จะให้ผมเป็นผู้นำเขาผมก็เป็นได้ แต่ผมจะไม่คาดหวังให้เขาทำอย่างใจผมอยาก ไม่ไปพยายามเป็นนายเขา เวลามีเหตุการณ์ใหญ่ความเป็นความตายอะไรผมก็จะรับมือกับมันด้วยวิธีสงบนิ่งปล่อยให้เหตุการณ์คลี่คลายตัวมันเองทีละช็อต ทีละช็อต ไม่ไปกะเกณฑ์วางแผนอะไร ถ้ามีลูกผมก็จะเลี้ยงดูเขาให้เติบโตไปตามสภาพของเขา แต่จะไม่ไปตีตราว่าเป็นลูกผมแล้วต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ หากใช้เงินเดือนไม่หมด มีเงินมีทองทรัพย์สินเหลือ ผมก็ถือว่ามีก็โอเค. ดีกว่าไม่มี แต่จะไม่ปักใจกอดรัดว่ามันเป็นของฉัน ของฉัน เวลาทำงานผมก็จะลงมือทำโดยไม่คาดหวังผลอะไร ได้แค่ไหนก็แค่นั้น และจะทำทีละอย่างด้วย ไม่วางแผนเยอะแยะมากมาย เสร็จอย่างหนึ่งแล้วค่อยไปทำอีกอย่างหนึ่ง และจะไม่สนใจอะไรไกลๆยาวๆด้วย บ้านไม่มีก็อยู่บ้านหลวงหรือแฟลตแพทย์ อยู่กรุงเทพเขาไม่มีแฟลตให้อยู่ เงินซื้อบ้านก็ไม่มี ผมก็ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ทรัพย์สมบัติอะไรผมก็จะไม่เชื่อหรือวิ่งตามความคิดของตัวเองไปซื้อหามาครอบครอง ถ้าผมเป็นหมอผู้หญิงผมก็คงไม่สั่งซื้อเสื้อผ้ารองเท้ามาอัดไว้จนเต็มตู้ให้ชีวิตผมรกรุงรังมีภาระมากขึ้น สองสามปีแรกหรือหลายๆปีแรก ผมจะฝึกใช้ชีวิตจากมุมที่มองออกไปจากความรู้ตัว (Awareness mode) นี้ไปจนผมมีความคุ้นเคยช่ำชอง จนผมทำหน้าที่อยู่ได้โดยไม่ไปทุกข์ร้อนกับความเปลี่ยนแปลงนอกเหนือความคาดหมายทั้งหลายที่นอกห้องกระจก การดำเนินชีวิตต่อจากนั้นผมก็จะค่อยว่ากันไปช็อตต่อช็อต

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

...................................................

ดหมายจากผู้อ่าน (1)

เป็นโพสต์ที่คุณหมออธิบายอย่างเข้าใจได้มากที่สุดอันนึงเลย.. แต่ก็เหมือนหลักธรรมในศาสนาพุทธ คือเข้าใจนะ แต่ไม่(สามารถ)ลงมือทำเพื่อพาตัวเองให้เข้าถึงซะที.. แต่ผมสงสัยอย่างนึงครับ คือการทำให้ตัวเองอยู่ในความรู้ตัวนั้นมันดูเหมือนยังไม่ใช่ปลายทาง ยังไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมดหรือเปล่าครับ.. หากเทียบเคียงกับทางพุทธ ก็เหมือนเป็นสภาวะที่จะเป็นแนวทางเพื่อเอื้อสู่การฝึกปัญญาให้ถึงนิพพาน.. แต่หากเรามองนิพพานเป็นเพียงคอนเซ็พ ก็อาจเหลือเพียงแนวทางแห่งการอยู่กับความรู้ตัวนี้เป็นเรื่องหลัก.. เพียงแต่นั่นไม่เท่ากับว่า การดำรงคงอยู่ของชีวิตเรานี้จะมีคุณค่าได้ก็ด้วยการทำให้เสมือนไม่ได้ดำรงอยู่ เช่นนั้นหรือครับ.. มันชวนให้รู้สึกว่า ชีวิตนี่ช่างไม่มีคุณค่าและความหมายที่จะเกิดมาซะเลย ประมาณนั้นน่ะครับ (หวังว่าคุณหมอจะเข้ามาเห็นคำถาม)

....................................................

จดหมายจากผู้อ่าน (2)

ส่วนตัวเข้าใจว่าคุณหมอสันต์บอกให้วางความคิดไว้ที่ประตู เพราะฉะนั้นความคิดที่ว่าชีวิตนี้มีคุณค่าหรือไม่ ก็ไม่ exist ในขณะที่เรามีความรู้ตัว(ในห้องกระจก)อยู่นะคะ แต่ต้องรอคุณหมอมา clarify ดีกว่าค่ะ คุณ...ถามคำถามดีมากเลยค่ะ

.....................................................

ตอบครับ (ครั้งที่ 2)

เห็นแมะ เห็นแมะ ความคิดนี่มันมาแบบเนียนมากเลยนะ เห็นแมะ พอมันจะตกงาน มันชวนคุณถกคอนเซ็พท์เรื่องความหมายของชีวิต คอนเซ็พท์ก็คือความคิด แล้วคุณก็ตกหลุมพรางมันซะด้วย นี่ยังไม่นับว่าหากคุณเชื่อคอนเซ็พท์ใดๆเป็นตุเป็นตะขึ้นมา คราวนี้คุณก็จะถูกลากเข้าป่ากับมันไปเลยแบบไม่มีโอกาสได้หวนกลับมาอีกเลย นี่เป็นเหตุให้คุณต้องมานั่งรำพึงรำพันว่าคุณไม่สามารถลงมือทำเพื่อพาตัวเองให้เข้าถึงซะที เพราะคำว่า "แต่ผมสงสัย.." นี่แหละ ที่เป็นตะขอเกี่ยวคุณออกไปจากการจะได้เข้าถึงความรู้ตัว
ความคิดนี้มันร้ายกว่าที่คุณประเมินมันมากนะ บางทีมันเตะลูกออกให้คุณแบบโต้งๆแต่คุณนึกไม่ถึงนี่ว่ามันเป็นลูกเล่นของความคิดในยามที่มันจนตรอก อย่างเช่นเมื่อจะเข้าด้ายเข้าเข็มก็ เฮ้ย ปวดฉี่นะ ไปห้องน้ำกันดีกว่า หรือหิวแล้วนะ ไปหาอะไรกินกันดีกว่า จะกินอะไรกันดี แล้วคุณก็จะเผลอถูกลากออกจากโอกาสที่จะได้เข้าถึงความรู้ตัวไปได้อีกอย่างหวุดหวิดทุกคราวไป

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

......................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน (3)

ถึงแก่นสัจธรรมเลย เข้าใจง่ายเลย

"ผู้ที่รู้ว่าไม่เหลืออะไรแล้ว นี่แหละ คือความรู้ตัว นี่แหละธรรมชาติดั้งเดิมแท้จริงของคุณ คุณคือความรู้ตัว คุณไม่ใช่บุคคล แต่เป็นความรู้ตัว ซึ่งเป็นความว่างที่มีความตื่นและความสามารถรับรู้อยู่ด้วย ตอนนี้คุณได้มาอยู่กับความรู้ตัวแล้ว ให้คุณสังเกตนะ ที่ตรงนี้ซึ่งเมื่อไม่เหลืออะไรแล้ว มันมีอะไรเข้าๆออกๆไปๆมาๆหรือเปล่า 

“ไม่มี”

"ใช่ ไม่มีเลย มันมีแต่ความว่าง ไม่มีอะไรไปอะไรมาเลย พอได้อยู่ในความว่างนี้แล้ว คุณสังเกตนะว่าที่ตรงนี้ หมายถึงความรู้ตัวนี้ มันเริ่มต้นอยู่นี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ พอวางความคิดลงคุณก็เห็นมันอยู่ที่นี่แล้ว มันจะหายไปเมื่อไหร่ คุณรู้ไหม ไม่รู้หรอก มันอยู่มาอย่างต่อเนื่องด้วย ตรงนี้มันไม่มีนาฬิกา ไม่มีเวลา ตรงนี้แหละที่คนเขาเรียกว่าปัจจุบัน หรือนิรันดร มันคือธรรมชาติที่แท้ของความเป็นคุณ"" 

คุณหมอบอกว่าไม่เคยศึกษาธรรมะ แต่อธิบายธรรมะใด้ดีกว่าคนที่เรียนธรรมะมายาวนานเสียอีก

และตรงนี้คือแก่นของธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนหวังให้คนเข้าใจ ไม่ไช่ที่พูดถึงธรรมะกันงูๆปลาๆเกลื่อนไปหมดแต่หาแก่นไม่เจอในเรื่องนี้

......................................................

11 เมษายน 2560

ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนข้อเข่า



เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ
อายุ 59 ปี กำลังชั่งใจว่าจะผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าทั้งสองข้างดีหรือไม่ คือเป็นคนท้วมด้วย สูง 160 ซม. นน. 80 กก. กำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ ปัญหาคือจะไปเที่ยวเมืองนอกแต่ละทีต้องไปฉีดจาระบีเข้าหัวเข่าไม่งั้นเดินเที่ยวไม่ไหวมันเจ็บ ยา Glucosamine ก็ทานประจำแต่ไม่เห็นช่วยอะไร เดิมกินยา Arcoxia บ่อย แต่ตั้งแต่อ่านที่คุณหมอว่ายาจะทำให้ไตพังก็จำใจต้องเลิกไป เวลาทำงานแต่ละวันไม่ไปเที่ยวไหนไม่เดินไกลๆก็พอทน คือจะเกษียณอยู่แล้วด้วย อยากจะตัดสินใจเปลี่ยนข้อเข่าเพื่อให้ได้ใช้สิทธิสวัสดิการก่อนเกษียณ เพราะเกษียณแล้วเขาตัดสิทธิ์เลย อีกอย่างหนึ่งเปลี่ยนเข่าแล้วจะได้ไปเที่ยวเมืองนอกได้สบายใจเฉิบเสียที ถามเพื่อนที่เป็นหมอก็เชียร์ให้เปลี่ยน ถามเพื่อนที่ไม่เป็นหมอเธอบอกให้เขียนมาถามคุณหมอสันต์
ขอรบกวนด้วยนะคะ

................................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าจะเกษียณอยู่แล้ว จะต้องรีบใช้สวัสดิการ จะผ่าตัดเปลี่ยนเข่าเสียก่อนเกษียณดีไหม ตอบว่า โอ้ โฮ...แม่คุณ คิดได้ไงเนี่ย

     จดหมายของคุณทำให้คิดถึงเพื่อนหมอชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งพูดถึงระบบการแพทย์แผนปัจจุบันที่เราภาคภุมิใจว่าเป็นการแพทย์แบบอิงหลักฐาน (evidence based medicine) แต่เขาบอกว่าไม่ใช่หรอก แท้จริงมันเป็นการแพทย์ที่อิงการเบิกจ่าย (reimbursment based medicine) คืออะไรที่คนไข้เบิกได้ พวกเราที่เป็นหมอก็จะรีบทำให้ แต่อะไรที่คนไข้เบิกไม่ได้ พวกเราที่เป็นหมอก็จะไม่ทำ เพราะทำแล้วเดี๋ยวไม่ได้เงิน

     ผมแนะนำว่าคุณอย่าเอาสิทธิเบิกจ่ายมาเป็นตัวตัดสินใจเลย เพราะการผ่าตัดก็ดี การกินยาก็ดี มันไม่ไม่เหมือนเงินในธนาคารหรือโฉนดที่ดินนะ มันไม่ใช่ทรัพย์ที่โกยได้ก็โกยเข้ากระเป๋าเข้าบัญชีของตัวเองไว้ก่อนเป็นดี แต่การได้ผ่าตัดแบบไฮๆ กินยาออริจินอลแบบหรูๆ มันไม่เหมือนกัน เพราะยาก็ดี การผ่าตัดก็ดี มันล้วนเป็นดาบสองคม มีทั้งคุณและทั้งโทษ ถึงแม้จะมีคนเอามาให้ฟรี ก็ไม่สมควรผลีผลามหรืองกโกยเอาไว้หากมันไม่มีข้อบ่งชี้การใช้งานที่เหมาะเฉพาะตัวเรา ให้ตัดสินใจตามข้อบ่งชี้ในทางการแพทย์อย่างเดียวดีกว่า

     2. ผมเข้าใจที่คุณอยากไปเปลี่ยนเข่ากับเขาบ้าง เพราะการเปลี่ยนเข่าเป็นการผ่าตัดยอดนิยมของโลกปัจจุบัน คนไข้ก็อยากเปลี่ยน หมอก็อยากผ่า ต้นสังกัดก็อยากจ่าย ในสหรัฐอเมริกามันเป็นการผ่าตัดชนิดที่ทำกันมากที่สุด คือปีหนึ่งเปลี่ยนกันราวหกแสนสี่หมื่นเข่า แถมเปลี่ยนกันมากขึ้นๆทุกวัน เรียกว่าสิบปีหลังมานี้คนอเมริกันเปลี่ยนเข่ากันสูงขึ้นมากกว่าเดิมเท่าตัว ผมไม่ต่อต้านการผ่าตัดเปลี่ยนเข่านะ แต่คุณต้องเข้าใจความจริงทางวิทยาศาสตร์ก่อนว่าการผ่าตัดเปลี่ยนเข่ามันดีมากสำหรับคนที่เป็นข้ออักเสบเรื้อรังรุนแรงและมีอาการรบกวนคุณภาพชีวิตมากๆเท่านั้น แต่สำหรับคนที่เป็นโรคนี้ระดับเล็กน้อยหรือปานกลางอย่างคุณนี้ การผ่าตัดมันไม่ได้ดีกว่าอยู่เปล่าๆเลย

     ข้อสรุปของผมมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยขนาดใหญ่สองงานคืองานวิจัยริเริ่มโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis Initiative - OAI) ซึ่งมีผู้ป่วย 4,498 คนตามดูนาน 9 ปี กับงานวิจัยร่วมโรคข้อเสื่อม (Multicenter Osteoarthritis - MOST) ซึ่งมีผู้ป่วย 2,907 คน ตามดูนาน 2 ปี มีผู้วิเคราะห์งานวิจัยทั้งสองนี้แล้วตีพิมพ์ผลไว้ในวารสาร BMJ เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้เอง โดยใช้คะแนนคุณภาพชีวิต 3 ระบบ เป็นตัวชี้วัด พบว่าในภาพรวมการผ่าตัดเปลี่ยนเข่าทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นน้อยมากแตกต่างจากการไม่ผ่าตัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะเห็นความแตกในคุณภาพชีวิตว่าดีขึ้นชัดเจนมากขึ้นๆก็เฉพาะในรายที่หากก่อนผ่าตัดผู้ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีอาการระดับรุนแรงแล้ว สำหรับคนที่ก่อนผ่าตัดมีอาการน้อยถึงปานกลางไม่ว่าภาพซีที.หรือเอ็มอาร์ไอ.หัวเข่าจะเป็นอย่างไร การผ่าตัดไม่ได้ช่วยทำให้อาการและคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าคนไม่ผ่าอย่างมีนัยสำคัญเลย คือสรุปได้ว่าไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนทำผ่าตัดหากนับทั้งตัวเงินและความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน

     3. ในแง่ของความฝันที่ว่าหลังผ่าตัดแล้วคุณจะหายปวดเข่าแน่นอนสวีวี่วีไปเที่ยวเมืองนอกเมืองนาได้สบายใจเฉิบนั้น คุณก็ต้องทำความเข้าใจกับหลักฐานวิทยาศาสตร์ก่อนนะว่างานวิจัยเชิงสำรวจผู้ผ่าตัดเข่ามาแล้วอีกสองงานพบว่าหลังการผ่าตัดเปลี่ยนเข่าแล้วผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 ยังคงมีอาการปวดอยู่ระดับเดียวกับก่อนผ่าตัดนะครับ คุณยอมรับโอกาสประมาณ 33% ที่ผ่าแล้วจะไม่หายปวดเข่าได้หรือเปล่า ถ้ายอมรับได้ก็โอเค. เชิญเดินหน้าได้เลย

     4. นอกจากการลดน้ำหนักซึ่งผมจะไม่พูดถึงเพราะคุณกันท่าไว้แล้วว่าคุณกำลังทำอยู่ การออกกำลังกายกล้ามเนื้อรอบเข่าหรือเล่นกล้ามท่อนล่างของร่างกายเป็นวิธีรักษาอาการปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อมที่ดีมาก แม้แต่คำแนะนำของวิทยาลัยแพทย์โรคข้ออเมริกัน (ACR) ก็ยังแนะนำให้ไปรำมวยจีนก่อนที่จะเริ่มการรักษาอย่างอื่น จักรยานก็เป็นวิธีออกกำลังกายรักษาโรคเข่าที่ดี ถ้าใช้เป็น บันได้บ้านนี่แหละก็เป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายรักษาโรคเข่าที่ดี ผมเคยทำวิดิโอสอนวิธีออกกำลังกายรักษาอาการปวดเข่าโดยใช้บันไดไว้ในยูทูปเมื่อนานมาแล้ว คุณสนใจก็ลองเปิดดูได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=hr8PsRcrDwE&t=12s

ปล. น้ำหนักส่วนสูงที่คุณให้มานั้น ทางการแพทย์เขาไม่เรียกว่าท้วมนะครับ และเขาไม่ได้เรียกว่าน้ำหนักเกินด้วย เขาเรียกว่าเป็น "โรคอ้วน" (อุ๊บ..ขอโทษ พูดเล่น เอ๊ย ไม่ใช่ พูดจริง)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Ferket BS, Feldman Z et al. Impact of total knee replacement practice: cost effectiveness analysis of data from the Osteoarthritis Initiative. BMJ 2017;356:j1131
2. Beswick AD, Wylde V, Gooberman-Hill R, Blom A, Dieppe P. What proportion of patients report long-term pain after total hip or knee replacement for osteoarthritis? A systematic review of prospective studies in unselected patients. BMJ Open2012;356:e000435.doi:10.1136/bmjopen-2011-000435 pmid:22357571
3. Wylde V, Dieppe P, Hewlett S, Learmonth ID. Total knee replacement: is it really an effective procedure for all?Knee2007;356:417-23.doi:10.1016/j.knee.2007.06.001 pmid:17596949

10 เมษายน 2560

สี่ปีให้หลังจากการแถกเหงือกเป็นแพทย์ประจำบ้าน

เรียน อ.สันต์ ที่เคารพ
        ขณะที่ผมเขียน mail ฉบับนี้ นับเป็นเวลาที่ผมเป็น General surgeon ที่ปฏิบัติงานที่ รพ ต่างจังหวัดเล็กๆ ได้เกือบครบปีแล้วครับ
         นับแต่วันที่ผม mail ครั้งก่อนไปหา อ. ไม่คิดเลยเหมือนกันว่าจะผ่านมันมาได้ ตอนนั้นผมเต็มไปด้วยความกังวล และความวิตกจริต เกือบจะหยุดกลางคันเสียด้วยซ้ำ จนผมอ่าน mail ที่ อ. ได้กรุณาตอบกลับมา ขอขอบคุณ คำแนะนำของ อ. หลายๆ อย่าง และ ผมยังจำคำของ อ. ที่เตือนสติ "เลือกมาแล้ว ก็ต้องไปต่อให้สุดทาง ถ้าทำเต็มที่แล้วมันไม่ใช่จริงๆ มันก็ยังคุ้มค่าในสิ่งที่ได้ทำมา"
         จากนั้น ผมเลยฮึดอีกรอบ เพราะผมไม่มีอะไรจะเสีย และลองอีกตั้งหนึ่ง และทำให้ได้รู้ว่า ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม และอดทนจริงๆ ครับ ยิ่งตอนใกล้สอบบอร์ดผมเป็นคนที่ดูน่าเป็นห่วงมากที่สุดในรุ่น แต่สุดท้ายก็สอบผ่านมาได้ครับ
         ปัจจุบัน ผมคิดว่าตัวเองทำประโยชน์ให้คนไข้ ต่างจังหวัด ได้มากพอสมควร และคิดว่า เลือกไม่ผิดที่ผันตัวจาก ผอ รพช เล็กๆ ตรากตรำ เรียน โดนด่า โดนว่า โดนเข็น ตลอด 4 ปี จนได้เป็น General Surgeon
ผมหวังว่า mail ผม น่าจะเป็นกำลังใจให้ใครหลายๆ คนที่กำลังเคว้งอยู่กลางทาง ให้มีกำลังใจไปต่อ และไปให้ถึงสุดทางเดินครับ
                                             ขอบพระคุณครับ
           ศัลยแพทย์ทั่วไป ณ รพ.ต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง

...................................................

ตอบครับ

ขอบคุณคุณหมอมากที่เขียนมา

สำหรับท่านผู้อ่านที่มาอ่านบล็อกนี้ยังไม่ถึงสี่ปี อาจจะไม่ทราบว่านี่มันเรื่องอะไรกัน ผมขอเอาจดหมายเก่าของคุณหมอท่านนี้ซึ่งเขียนมาหาสมัยเข้าเป็นแพทย์ประจำบ้านใหม่ๆมาให้อ่านดังนี้

หัวอกขุนทาส (Chief Resident)

     สวัสดีครับ อาจารย์ ผมเป็น resident General surgery ที่ รร แพทย์แห่งหนึ่ง ผมขอเรียนถามอาจารย์ ในฐานะที่อาจารย์เคยผ่านการ training มาก่อน ตอนที่อาจารย์เป็นchief resident อ. มีหลักในการ practice อย่างไรที่จะทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างsmooth ลูกน้องอยู่ด้วยสบายใจ คนไข้ปลอดภัย ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ตลอดจนstaff ก็ไว้ใจ เพราะผมเห็นว่า chief รับผิดชอบสูงมาก เป็นไปได้หรือครับ ที่จะทำทุกอย่างได้ perfect หมด ผมเห็นพี่ๆ chief หลายคน depress กันเป็นแถวๆ บางคนทนไม่ไหว drop หรือ ออกไปเลยก็มี
                                   ด้วยความเคารพครับ

                                Resident ต๊อกต๋อย

....................................

ตอบครับ

ก่อนตอบคำถามของคุณหมอ ผมขอนิยามศัพท์ให้คนนอกวงการแพทย์เข้าใจก่อนนะ

Resident แปลว่า “แพทย์ประจำบ้าน” ไม่ได้หมายถึงแพทย์ที่นั่งหากินเป็นประจำอยู่ที่คลินิกในบ้านของตัวเองนะครับ แต่หมายถึงแพทย์ที่จบการเรียนแพทย์แล้วและได้รักษาคนไข้ในฐานะแพทย์ทั่วไปมาระยะหนึ่งแล้ว มาเข้าโปรแกรมฝึกอบรมเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งกินเวลา 3-7 ปี สุดแล้วจะฝึกอบรมเรื่องง่ายหรือเรื่องยาก ในระหว่างนี้ต้องทำงานประจำอยู่ในแผนกหรือสาขานั้นเท่านั้น ในเมืองไทยเรียกสั้นๆว่า “เด้นท์” คำว่า resident นี้เป็นตำแหน่งในการฝึกอบรมสายอเมริกัน ถ้าเป็นสายอังกฤษเรียกว่า registrar สมัยที่อยู่ในเมืองนอกตำแหน่งนี้เราแปลตามหน้าที่ที่แท้จริงว่า “ขี้ข้า” บางคนแปลว่า “ทาส” ซึ่งก็สื่อถึงหน้าที่เดียวกัน

General Surgery แปลว่า “ศัลยกรรมทั่วไป” หมายถึงสาขาที่สอนเฉพาะการผ่าตัดทั่วไป เป็นโปรแกรมฝึกอบรมที่แพทย์ผ่าตัดเฉพาะสาขาย่อยเช่นศัลยกรรมหัวใจ ศัลยกรรมพลาสติก ต้องมาฝึกอบรมสาขานี้ก่อนด้วย

Chief resident เรียกสั้นๆว่า “ชีฟ” แปลว่า “หัวหน้าแพทย์ประจำบ้าน” หมายถึงแพทย์ประจำบ้านที่ทำการฝึกอบรมมาถึงปีสุดท้าย และได้รับผิดชอบให้ดูแลกิจการทั้งปวงของแผนกหรือของสาขานั้นแทนอาจารย์ รวมไปถึงการสอดส่องการดูแลรักษาคนไข้ในสายรับผิดชอบของตนทุกคนด้วย ในระบบอังกฤษตำแหน่งนี้เรียกว่า senior registrar คำแปลที่ใกล้เคียงกับหน้าที่จริงของตำแหน่งนี้มากที่สุดคือคำว่า “ขุนทาส” คือเป็นขี้ข้าที่ไร้เกียรติไร้สิทธิแต่ว่ามีหน้าที่ความรับผิดชอบสูงยิ่ง

Staff แปลว่า “อาจารย์” ไม่ได้หมายถึงอาจารย์ใหญ่ที่ผ่าได้เถือได้นะครับ แต่หมายถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ทำงานอยู่ในโรงเรียนแพทย์หรือในคณะแพทยศาสตร์ นอกจากการทำวิจัยซึ่งบางคนทำบางคนไม่ทำแล้ว อาจารย์ทุกคนมีจ๊อบหลักอยู่สองอย่าง คือ

(1) สอนนักเรียนแพทย์
(2) ด่าเรสิเด้นท์

แหะ..แหะ ขออธิบายตรงนี้เพิ่มหน่อยเพื่อความยุติธรรมกับคนเป็นอาจารย์แพทย์ ทั้งสองหน้าที่ก็เป็นการสอนนะแหละ เพียงแต่ว่านักศึกษาแพทย์ต้องสอนกันแบบบอกเล่าชี้แจง ส่วนแพทย์ประจำบ้านสอนกันแบบปล่อยให้ทำงานจริงแล้วให้เรียนรู้ผิดถูกเอาจากการทำงาน

เอาละ เมื่อได้นิยามศัพท์จนอ่านได้เข้าใจเจตนาตรงกันแล้ว คราวนี้มาตอบคำถามของคุณหมอ

1.. ถามว่า “ชีฟ” มีหน้าที่รับผิดชอบสูงมาก เป็นไปได้หรือครับ ที่จะทำทุกอย่างได้ perfectหมด ตอบว่า..

     "เป็นไปไม่ได้หรอกครับ" 

     ดังนั้นในการทำหน้าที่ชีฟในชีวิตจริง เราจึงต้องเอามือทำบ้าง เอาตีนทำบ้าง (ขอโทษ) เอาปากทำบ้าง อย่างหลังนี้เราเรียกว่าทำงานแบบ “โอร่อล เซอร์เจอรี่”

2. ถามว่าชีฟจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ทั้งคนไข้ปลอดภัย ลูกน้องสบายใจ เจ้านายแฮปปี้ ตอบว่าการทำหน้าที่ชีฟเป็นการทำสองอย่างพร้อมกัน คือการฝึกตัวเองเพื่อจะเป็นศัลยแพทย์ที่ดี และการเป็นผู้บริหารกิจการ คราวนี้เรามาว่ากันทีละประเด็น

     ประเด็นที่ 1. การจะเป็นศัลยแพทย์ที่ดี 
     มันมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ห้าอย่าง คือ
1.      ความรู้ (knowledge)
2.      ดุลพินิจ (judgment)
3.      ทักษะ (skill)
4.      ความคิดสร้าง (creativity)
5.      การสื่อสาร (communication)

     ความรู้ (knowledge) มาถึงปีสุดท้ายแล้ว เวลาที่ผ่านมาในแผนกเดียวนี้ถึงสี่ปีน่าจะทำให้เรามีความรู้ติดหัวมาพอสมควร ผมจึงจะไม่พูดถึงเรื่องนี้มาก ขอย้ำแต่ว่านอกจากความรู้พื้นฐานของการเป็นแพทย์ อันได้แก่ความรู้กายวิภาคและสรีวิทยากับความรู้เรื่องโรคแล้ว ประเด็นสำคัญสำหรับศัลยแพทย์ก็คือการจดจำประวัติศาสตร์ ว่าในโลกใบนี้จากอดีตถึงปัจจุบันมีใครเคยทำผ่าตัดแบบไหนไว้ที่ไหนเมื่อไหร่บ้าง เพราะวิชาศัลยกรรมนี้เรียกอีกอย่างก็คือวิชาลองผิดลองถูก วิชาแพทย์ก้าวหน้ามาถึงขณะนี้ได้ส่วนหนึ่งเกิดจากความห่ามของศัลยแพทย์ คืออดีตมีคนลองผิดมาแยะ หากเราไม่แม่นยำประวัติศาสตร์ก็จะมีแต่ลองผิดซ้ำๆคนอื่นเขาร่ำไป โตขึ้นเราก็จะกลายเป็นศัลยแพทย์พันธุ์ซอยเท้าอยู่กับที่ คือไม่ได้สร้างสรรอะไรใหม่ๆที่มีคุณค่าให้กับวิชาชีพนี้

ดุลพินิจ (judgment) หมายถึงความสามารถคิดวินิจฉัย คือความรู้ที่วิทยาศาสตร์เรามี บางกรณีมันก็น้อยนิดจนไม่พอใช้การได้ทันที ต้องอาศัยปะติดปะต่อข้อมูลคิดคาดเดาความเป็นไปได้แบบต่างๆแล้วตัดสินใจเลือกวิธีที่น่าจะมีประโยชน์มากที่สุดโดยขณะเดียวกันก็น่าจะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด การใช้ดุลพินิจของศัลยแพทย์มีข้อแตกต่างจากการใช้ดุลพินิจของคนในอาชีพอื่นหรือแม้แต่แพทย์ด้วยกันแต่ในสาขาอื่น กล่าวคือการใช้ดุลพินิจของศัลยแพทย์ต้องทำในเวลาอันจำกัด ต้องมีการตัดสินใจที่หนักแน่นมั่นคง เดินหน้าแล้วถอยไม่ได้ ไม่ชักเช้าชักออก การจะตัดสินใจในข้อจำกัดอันนี้ได้ต้องมีสามอย่างคือ (1) มีความรู้หรือจดจำข้อมูลประกอบที่กว้างขวางไว้ในหัว ไม่ใช่มีแต่อยู่ในกูเกิ้ล (2) ได้ฝึกการคิดสะระตะโยงใยปะติดปะต่อแล้วหัดคาดเดาชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบในสถานะการณ์  (scenario) แบบต่างๆมาแล้วอย่างช่ำชอง เรียกว่ามีทักษะในการคิดวินิจฉัย (3) ได้ฝึกความกล้าตัดสินใจมาแล้วโชกโชน ความกล้าตัดสินใจที่สำคัญที่สุดคือกล้าเสียหน้า เช่นในบางสถานการณ์ที่เราไม่รู้ แม้ดูเผินๆจะเป็นเรื่องคอมมอนเซ็นส์ ท่ามกลางสายตาน้องๆที่กำลังลุ้นให้พี่ชีฟลุยแบบฮีโร่อยู่ อย่ากลัวที่จะสารภาพว่าเรายังรู้ไม่พอ ต้องกล้าที่จะมอบตัวหรือสวามิภักดิ์เพื่อขอความช่วยเหลือจากอาจารย์หรือคนอื่นที่รู้มากกว่าเราโดยไม่อาย คุณหมอจำไว้อย่างหนึ่งเลยในการเป็นศัลยแพทย์ ว่า..

บางเรื่องเรารู้..ว่าเรารู้อะไรบ้าง (we know what we know)
บางเรื่องเรารู้..ว่าเราไม่รู้อะไรบ้าง (we know what we don't know) แต่ที่สำคัญที่สุดคือ 
บางเรื่องเราไม่รู้..ว่าเราไม่รู้อะไรบ้าง (we don't know what we don't know) 

      ทักษะ (skill) ไม่ว่าทักษะในเรื่องใดๆก็มีวิธีสร้างคล้ายๆกัน มันมีองค์ประกอบสามอย่าง คือ (1) ขั้นตอนปฏิบัติจากต้นจนจบที่ละเอียดยิบและเหมือนเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า (2) สมาธิที่จดจ่อไปทีละขั้นตอนไม่วอกแวก และ (3)  การฝึกทำซ้ำๆ จนจังหวะในการจะเคลื่อนไหวตอนไหนอย่างไรกล้ามเนื้อมันจำได้ไม่ต้องรอให้สมองสั่ง อย่างที่พวกนักกีฬาโอลิมปิกเขาเรียกว่าการฝึกจนเกิด “muscle memory” 
      ตัวอย่างเช่น คุณเคยไปดูนักร้องเขาฝึกร้องเพลงไหม นอกจากการตั้งสมาธิแล้ว การจำขั้นตอนปฏิบัติมันจะละเอียดไม่เพียงแค่จำเนื้อร้อง จังหวะ และทำนองเท่านั้น เขาหรือเธอยังต้องจำว่าตอนไหนของประโยคจะหายใจเข้าสั้นๆ ปลายของเนื้อท่อนไหนจะหายใจเข้ายาวลึก ตอนไหนของเพลงที่ต้องแขม่วท้องไล่ลมออกช่วยเพื่อจะได้ไม่ต้องหายใจเข้าอันจะทำให้เสียความต่อเนื่องของเพลง การซ้อมก็ไม่ใช่ซ้อมแค่สิบยี่สิบครั้งนะ แต่ซ้อมกันเป็นร้อยๆครั้ง การผ่าตัดก็เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นการเย็บอวัยวะอะไรสักอย่าง เราจะต้องจำขั้นตอนได้ถึงว่าเมื่อเย็บมาถึงที่จุด 8.00 นาฬิกานี้ เราจะเอียงเข็มกี่องศา เย็บไปแล้วกี่ stitch เราจึงจะเริ่มดึงเชือกให้ตึง และเมื่อเราผูก สมมุติว่าเราผูกทั้งหมด 6 ปม ปมแรกเราจะผูกแบบไหน แรงเท่าไร ปมที่สองผูกแรงเท่าไร เป็นต้น ทั้งหมดนี้จะทำได้เหมือนเดิมทุกครั้งก็ต้องอาศัยสมาธิที่นิ่ง และการฝึกฝนที่มาก และต้องสามารถตัดความคิดให้สมองว่างและนิ่งก่อนเริ่มการผ่าตัดแต่ละครัั้งซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานของการผ่าตัดทุกชนิด หากสมาธิไม่นิ่งเสียแล้ว การจะมาละเมียดละไมไล่ขั้นตอนไปทีละขั้นๆนั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ แล้วจะผ่าตัดให้ดีได้อย่างไร ตัวผมเองนั้นเป็นคนฟุ้งสร้านสติแตกมาตั้งแต่หนุ่ม ก่อนผ่าตัดผมต้องนั่งสมาธิสักห้านาทีทุกครั้งจนกลายเป็นนิสัยตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ในเรื่องการฝึกทักษะการใช้มือ สมัยผมเป็นแพทย์ประจำบ้านอยู่กับฝรั่ง ผมต้องเก็บเศษหลอดเลือดที่เหลือใช้แช่ไว้ในตู้เย็นที่บ้านเรียงไว้เป็นตับ และยืมเครื่องมือห้องผ่าตัดกลับบ้านเพื่อฝึกเย็บหลอดเลือดเกือบทุกวัน ครูที่ดีที่สุดคือ complication ที่เกิดจาการผ่าตัดของเรา ศัลยแพทย์ที่ดีจะต้องถือไว้ก่อนว่าcomplication ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความบกพร่องในทักษะของตัวเราเองเสมอ จนกว่าเราจะพิสูจน์ได้อย่างแจ้งชัดว่าไม่ใช่ วันไหนผ่าตัดมาแล้วมี complication ผมก็จะกลับมาฝึกทบทวนทักษะทีละขั้นที่บ้าน ผมฝึกจนก่อนนอนผมนึกไล่เลียงเหตุการณ์ที่ผิดพลาดและวิธีแก้ไขตั้งแต่ต้นจนจบได้หมด ทุกคืนที่ผมนอนหลับฝัน 80% ของความฝันจะฝันเห็นแต่ field ผ่าตัด การจะเอาดีด้านทักษะ คุณต้องฝึกตัวเองประมาณนั้น

     ความคิดสร้าง (creativity) ถ้าจะให้ผมนิยามว่า creativity คืออะไร มันก็คือความสามารถที่จะแถกเหงือกเอาตัวรอดไปได้ทุกครั้งเมื่อคุณเผชิญสถานะการณ์ที่นอกเหนือตำรา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหมอผ่าตัดต้องมี creativity เพื่อจะได้เอาตัวรอดได้ไง อีกประการหนึ่ง การผ่าตัดที่เราออกแบบและทำกันอยู่ทุกวันนี้มันยังเป็นวิธีรักษาโรคที่มีความบกพร่องอยู่มาก วันข้างหน้าคนรุ่นหลานรุ่นเหลนคงเอาไว้อ่านเป็นประวัติศาสตร์และเล่าสู่กันฟังเพื่อความขบขันเท่านั้น มันยังจะต้องถูกพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปอีกมาก และการพัฒนานั้นจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าศัลยแพทย์ไม่มี creativity

     การสื่อสาร (communication) สมัยผมเป็นนักเรียนแพทย์ วิธีเลือกสาขาที่พูดกันเล่นๆก็คือคนที่พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่องควรเลือกเป็นศัลยแพทย์ เพราะเอามาสก์ปิดปากก็ทำงานได้โดยไม่ต้องพูดกับใครแล้ว แต่ในชีวิตจริงความสามารถในการสื่อสารกับคนอื่นให้ “เก็ท” นั้นเป็นคุณสมบัติที่คนจะเป็นหมอผ่าตัดขาดไม่ได้เลย นับตั้งแต่การให้ข้อมูลความเสี่ยงและประโยชน์ของการผ่าตัดให้คนไข้เข้าใจมันตามความเป็นจริงก่อนที่จะตัดสินใจผ่าหรือไม่ผ่า นอกจากจะพูดแล้วต้องบันทึกด้วย ศัลยแพทย์ที่ดีต้องเป็นนักเขียนที่ดี นายเคยบอกผมว่าเพียงแค่หยิบชาร์ตมาอ่าน “preoperative summary” ที่ศัลยแพทย์เขียนไว้ ก็บอกได้เลยว่าศัลยแพทย์คนนั้นเป็นคนมีความรู้และวิสัยทัศน์ต่องานของเขากว้างหรือแคบแค่ไหน ยิ่งถ้าได้อ่าน operative note ที่เขาเขียน ก็จัดอันดับได้เลยว่าเขาเป็นศัลยแพทย์ระดับใด

ประเด็นที่ 2. การจะเป็นผู้บริหารที่ดี

ขึ้นชื่อว่าผู้บริหาร ความรับผิดชอบหลักก็คือทำให้ผู้มีส่วนได้เสีย (stake holder) ทุกฝ่าย ได้ประโยชน์และพึงพอใจ ผู้มีส่วนได้เสียหลักๆในงานของชีฟก็มีตั้งแต่  (1) คนไข้ (2) ลูกน้อง อันหมายถึงบรรดาหมอน้อยที่อยู่ในสายงานของเรา และ (3) เจ้านาย อันหมายถึงอาจารย์ของเราเอง

การบริหารในส่วนของคนไข้นั้นผมจะไม่พูดถึง เพราะคุณหมอเป็นหมอมาตั้งหลายปีย่อมจะเจนจบระดับหนึ่งแล้ว การบริหารลูกน้องก็เช่นกัน ผมมั่นใจว่าคุณหมอใช้คอมมอนเซ็นส์หรือหลักเอาใจเขามาใส่ใจเราดำเนินการไปได้ แต่ที่ผมอยากเน้นในเวลาที่ผมมีจำกัดนี้คือการบริหารเจ้านาย 

ปีเตอร์ ดรั๊กเกอร์ ปรมาจารย์วิชาบริหารได้เขียนหนังสือเป็นศาสตร์ไว้แขนงหนึ่งชื่อว่า “ความรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์  (Relationship Responsibility)" ซึ่งในหนังสือนี้เขามุ่งเน้นวิธีสัมพันธ์กับเจ้านายโดยเฉพาะ สาระหลักของเขาก็คือเจ้านายทุกคน มีจุดอ่อน จุดแข็ง และสไตล์ของตัวเอง ลูกน้องก็มีจุดอ่อน จุดแข็ง และสไตล์ของตัวเอง ลูกน้องมีหน้าที่ (1) เข้าหาเจ้านาย (2) เปิดเผยให้เจ้านายทราบจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง (3) รับทราบหรือทดลองจนทราบสไตล์การทำงานของเจ้านาย (4) ทำทุกอย่างเพื่อเสริมจุดเด่นของนาย ชดเชยจุดด้อยของนาย เพื่อให้เจ้านายดู “ดี” ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่างานในความรับผิดชอบทั้งมวลของเจ้านาย รวมทั้งงานของตัวลูกน้องเอง จะออกมาดีด้วย

          ตีวงแคบเข้ามาหาการเป็นเจ้านายและลูกน้องในงานศัลยกรรม ศัลยแพทย์ใหญ่ทุกคนต้องการรับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคนไข้ของตัวเอง (keep me adequately informed) และจะโกรธมากหากมีการหมกเม็ดใดๆขึ้นในเขตอำนาจของตัวเองโดยที่ตัวเองไม่ได้รับรู้หรือให้คำอนุญาต นี่เป็นจุดร่วมของเจ้านายทุกคน ในนี้ย่อมมีความแตกต่างในสไตล์ปลีกย่อยอยู่บ้าง บางรายต้องการเกาะติดรับรู้ตลอดทุกย่างก้าวจนถึงวันสุดท้ายที่ชีฟจบการฝึกอบรม บางรายต่อบางเรื่องเมื่อเห็นว่าชีฟแข็งแรงพอจะรับมือเองได้ก็จะเป็นผู้ออกปากเองว่า “เรื่องอย่างนี้ทีหลังไม่ต้องเรียกข้า” เราซึ่งเป็นขี้ข้า มีหน้าที่ทำความเข้าใจกับสไตล์ของนายและทำตัวให้กลมกลืน อย่าพยายามพิสูจน์ว่า “กูก็แน่” โดยที่นายไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย การทำเช่นนั้นเป็นการฆ่าตัวตายในเส้นทางการฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ ในทางตรงกันข้าม การบริหารเจ้านายที่ดี จะทำให้การเป็นชีฟประสบความสำเร็จ ได้เรียนรู้จากเจ้านายมากอย่างคาดไม่ถึง และจะเป็นความทรงจำที่ดีจนถึงวันที่เรากลายเป็นเจ้านายเอง

 หลังจากเป็นขี้ข้าฝรั่งอยู่หลายปี วันกินเลี้ยงส่งผมกลับเมืองไทย เมียของนายพูดกับเมียของผมว่า

“วันไหนที่เห็นสามีรีแล็กซ์ไม่หงุดหงิดงุ่นง่าน วันนั้นฉันรู้เลยว่าแซนท์เป็นเรสิเด้นท์เวร”
   
เพราะผมรู้ว่านายซึ่งเป็นศัลยแพทย์หัวใจเด็กเป็นคนละเอียดยิบและตัดสินใจทุกเรื่องอย่างรอบคอบไม่ซี้ซั้ว การทำงานของผมจึงมุ่งค้นหาความจริงให้ครบถ้วนก่อนแล้วโทรศัพท์รายงานนาย ให้นายตัดสินใจ แม้ว่าเรื่องนั้นผมจะรู้อยู่แล้วว่าควรจะทำอะไร แต่ผมจะไม่ทำอะไรไปเองเว้นเสียแต่มันเป็นเรื่องฉุกเฉิน จนเมื่อไหร่ที่นายบอกว่า “แซนท์ ทำไมคุณไม่ลงมือไปเลยละ” เมื่อนั้นแหละที่ผมจะลงมือทำเอง แต่ก็ต้องเป็นหลังจากที่ผมได้รายงานนายแล้วว่าเรื่องเป็นอย่างนี้นะ ผมจะทำอย่างนี้นะ ดังนั้นเมื่อผมอยู่เวรนายไม่ต้องผวาว่านอกเวลาจะมีชีฟคนเก่งคนใดคนหนึ่งจะทำเซอร์ไพรส์ให้หงุดหงิดใจในวันรุ่งขึ้น

ผมไม่รู้ว่าผมตอบคำถามของคุณหมอครบถ้วนหรือเปล่า และผมก็ง่วงแล้ว ขอจบนะครับ


นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์