28 ธันวาคม 2560

จงเรียนรู้ที่จะไหลไปตามสิ่งต่างๆในชีวิต

เรียนคุณหมอสันต์
ดิฉันอายุ 61 ปี มีปัญหามากกับอาการปวดหัวไหล่ ทรมานมาก ทำกายภาพขยับแขนยิ่งปวด ถ้านอนนิ่งๆให้เขาอุลตร้าซาวด์ก็ค่อยยังชั่ว หมอออโถให้ทานยา Arcoxia ดิฉันทานจนกลัวยา ทานก็ทุเลาลงบ้าง ไม่ทานก็ปวดอีก จิตใจก็เลยกลัวว่าต่อไปจะพิการ เคยลองทำสมาธิก็ง่วง ชาขา และเบื่อ ตอนทำงานก็รู้สึกอยากเกษียณเพราะจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร พอเกษียณเข้าจริงๆกลับต้องมาทุกข์อยู่กับโรคภัยไข้เจ็บของตัวเอง อยากถามคุณหมอสันต์ว่านอกจากการไปหาหมอออโถที่จ่ายแต่ยาแก้อักเสบ และไปกายภาพที่ไม่หายสักทีแล้ว มีอะไรอย่างอื่นที่ดิฉันควรจะทำแต่ยังไม่ได้ทำอีกบ้าง

..................................................

ตอบครับ

     ในชีวิตปกติของคนเรา เรามักหนีอุปสรรคต่างๆที่จะทำให้เราไม่มีความสุข แต่เทคนิคการใช้ชีวิตที่ดีคืออุปสรรคนั่นแหละเป็นวัตถุดิบของการเรียนรู้ ถ้าชีวิตมีอุปสรรคแล้วหนีก็หมดโอกาสเรียนรู้ ดังนั้นเมื่อมีอะไรแย่ๆเลวๆเข้ามา ต้องรีบเข้าไปจดจ่อเรียนรู้ คุณผ่านชีวิตมาจนเกษียณแล้วแต่ยังไม่เจนจัดในวิธีใช้ชีวิต ผมจะไล่ไปตามที่คุณขึ้นลิสต์ไว้ว่าเป็นอุปสรรคของชีวิตคุณทีละตัวนะ

ความปวด

     ความปวดบนร่างกาย (pain) เป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ทุกข์จากความปวด (suffering) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ แต่นิสัยเก่าของเราจะล็อคเราไว้กับความเจ็บปวดแล้วบีบให้เราทุกข์กับมันแบบไม่ให้หนีได้เลย วิธีรับมือกับความปวดที่ดีมีสองขั้นตอน คือ

     ขั้นแรก แก้ไขสาเหตุของความปวดถ้าแก้ได้ เช่นหนามตำก็ถอดหนามออก กรณีของคุณนี้อาการปวดหัวไหล่น่าจะเกิดจากไหล่ติดในผู้สูงอายุ ทางแก้ที่หมอและนักกายภาพเขาแนะนำนั้นก็ดีอยู่แล้ว ให้คุณทำตามนั้น โดยเน้นที่การทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองที่บ้าน ธำรงรักษาพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ให้มากที่สุด ออกกำลังกายทุกวัน หมุนแขน กางแขน แกว่งแขน ฝืนนิดๆถ้าตึงหรือปวด แต่ถ้าถึงขั้นเจ็บก็เพลาลงชั่วคราว พอทุเลาก็เอาใหม่

     ขั้นที่สอง คือส่วนที่แก้ไม่ได้ก็เอามาเป็นวัตถุดิบสำหรับการเรียน คืออย่าตีโพยตีพายเรียกร้องกับคนอื่นเมื่อปวด เพราะความเจ็บปวดเองเป็น "ความคิด" การตีโพยตีพายก็เป็นอีกความคิดหนึ่งที่สมทบเข้ามาซึ่งจะเพิ่มความเจ็บปวดให้มากขึ้น ให้คุณแค่เฝ้าสังเกต เมื่อความเจ็บปวดมาแรงจนดึงดูดเราไม่ให้ไปสนใจอะไรอย่างอื่นเลย อย่าต่อสู้ขัดขืน ปล่อยใจตามความเจ็บปวดไป รับรู้ กำซาบ ความเจ็บปวดทุกดอก ทุกซอก ทุกมุม เหมือนปล่อยใจจมดิ่งไปกับเพลงคลาสสิกที่หวานซึ้งขนาดหนัก วนเวียนอยู่รอบๆความเจ็บปวด สบโอกาสก็เข้าไปนั่งอยู่ที่ใจกลางความเจ็บปวด รับรู้แต่ไม่ต้องคิดอะไรต่อยอด รับรู้ว่ามันอยู่ที่นั่น เข้าใจธรรมชาติของมันว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ มาแล้วก็ไป แต่ไม่ต้องลุ้นให้รีบๆไปเสีย รับรู้เฉยๆ เอาความเจ็บปวดเป็นวัตถุเป้าหมายที่จะให้สติจดจ่อ ความเจ็บปวดก็เป็นสถานะทางใจอย่างหนึ่ง เราเอาสติไปจดจ่อมันได้

     อีกด้านหนึ่งก็สังเกต "ผู้ปวด" ด้วย สังเกตว่ากล้ามเนื้อเกร็งขึ้นมาเชียวเพราะการต่อต้านแข็งขืน ให้คลายกล้ามเนื้อเหล่านั้นลงตามเทคนิคผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆพร้อมกับบอกให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย คลายทีละมัดๆ แล้วสังเกตดูใจของผู้ปวดด้วย ว่าต่อต้านแข็งขืนหรือแช่งชักหักกระดูกความเจ็บปวดอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็วางมันลงเสีย ผ่อนคลายจิตใจเหมือนกับที่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

     ผ่อนคลาย..ย 

     relax..x 

     อยู่กับความรู้ตัวเพียวๆก็พอ สิ่งขวางกั้นระหว่าง "ฉัน" กับ "ความปวด" นั้น มันเป็นเพียงมายา ทลายมันลงเสีย แล้วปล่อยให้ "ฉัน" ลอยละล่องเต้นแทงโก้ไปด้วยกันกับความเจ็บปวด "ฉัน" คนที่ถูกทำให้ปวดไม่มีแล้ว เปลี่ยนพลังลบของความปวดมาเสริมพลังบวกที่พาทั้งฉันและความเจ็บปวดลอยละล่องไปด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ล่องลอยเป็นหนึ่งเดียวกับความเจ็บปวดไม่แยกตัวฉันออกมา ไม่ใช่เอาความเจ็บปวดมากระแทกใส่ตัวเองเพื่อความสะใจที่ได้ทำร้ายตัวเอง (masochism) นะ ไม่ใช่อย่างนั้น

      อย่าลืมว่าให้ทำแค่รับรู้ความเจ็บปวด ความเจ็บปวดมันเป็นความรู้สึก (sensation) นะ รับรู้ให้หมดไม่ต้องกั๊ก แต่ก็อย่าไปใส่สีตีไข่ด้วยความคิดของตัวเองให้มากกว่าของจริงที่มี รู้ความเจ็บปวดตามจริง แต่ไม่ใช่คิดคำนวณชั่งตวงวัดให้เกรดให้คะแนนความเจ็บปวด ถ้าเผลอมีอารมณ์เช่นกลัว กังวล โกรธ นั่นเป็นของแถมที่เราใส่เข้าไป อย่าใส่ของแถม ความเจ็บปวดเป็นแค่พลังงานอย่างหนึ่งของร่างกายที่เผอิญหลงกลุ่มจึงบล็อกหรือไม่เข้าด้วยกับพลังงานปกติ ความเจ็บปวดเป็นพลังงานระดับละเอียด การจะเข้าถึงมันได้เราต้องทิ้งความคิดเอาความสนใจไปรับรู้มันจริงจัง แค่รับรู้และรับเข้ากลุ่ม ความเจ็บปวดก็จะกลายเป็นพลังเสริมที่ดี นี่เรียกว่าแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลัง วิธีรับมือกับความเจ็บปวดที่ผมเล่ามานี้เป็นวิธีเดียวกันที่ใช้รับมือกับความกังวลและความซึมเศร้าซึ่งเป็นขาประจำของวัยเกษียณได้ด้วย

ชาขา

     กรณีนั่งฝึกสตินานๆแล้วขาชา นี่เป็นธรรมชาติของร่างกาย บางคนไปกังวลว่ากล้ามเนื้อขาจะขาดเลือด จะเกิดเนื้อตาย ความเป็นจริงคือการนั่งไม่ทำให้กล้ามเนื้อขาขาดเลือดแน่นอนเพราะท่านั่งไม่ว่าจะนั่งท่าไหนไม่อาจบีบอัดหลอดเลือดแดงให้อุดตันได้ แต่อาจกดทับเส้นประสาททำให้เส้นประสาททำงานผิดเพี้ยนไปชั่วคราว (neurapraxia) เมื่อเกิดขึ้นอย่าไปตื่นเต้นตกใจหรือกังวล แค่รับรู้และสังเกตไป สังเกตว่ามันเป็นความรู้สึกอย่างไร ไม่ต้องเกร็ง ผ่อนคลาย แล้วมันจะหายไปเอง ถ้ารู้วิธีลาดตระเวณร่างกาย ให้ใช้ความสนใจลาดตระเวณรับรู้ความรู้สึกบนผิวหนังช่วงขา การรับรู้ความรู้สึกร้อนๆเจ็บๆจิ๊ดๆที่ผิวหนังจะทำให้อาการชาหายไป

ง่วง

     ในชีวิตจริง เมื่อใดก็ตามที่มีสมาธิคือใจและร่างกายสงบผ่อนคลาย ความง่วงก็เกิดขึ้น เมื่อง่วง ให้แก้ไขเป็นขั้นตอน 5 ขั้น ดังนี้

     ขั้นที่ 1. ใช้ความง่วงเป็นวัตถุเป้าหมายที่จะให้ใจจดจ่อตามดู ความง่วงมันก็มีลักษณะจำเพาะของมัน ให้ดูว่าใจหรือความคิดตอนง่วงเป็นอย่างไร เผลอคิดอะไรอยู่ ให้ดูว่าความรู้สึกบนร่างกายเป็นอย่างไร รู้สึกที่ตรงไหน ตามไปดู การตามไปดูความง่วงนี้เป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับความง่วง เพราะในการตามไปดูเราตามไปดูด้วยความตื่นรู้  ระวังระไว ถ้าทำแล้วได้ผลก็เดินหน้าฝึกต่อไปได้ ถ้าไม่ได้ผลก็ไปขั้นที่สอง

     ขั้นที่่ 2. ใส่พลังกระตุ้น การมีสมาธิกับการนอนหลับมีบางอย่างคล้ายกัน คือกิจกรรมทางกายหยุดลง ความคิดลดลงหรือหมดไป สัญญาณต่างๆที่เข้ามาทางอายตนะลดลง ที่แตกต่างกันมีอยู่อย่างเดียวคือสมาธิเป็นการเข้าไปอยู่ในระดับความตื่นที่สูง ซึ่งต้องการพลังงานมาก ส่วนการนอนหลับเป็นการลดความตื่นลงไป ต้องการพลังงานน้อยลง การทำสมาธิและการนอนหลับเริ่มต้นที่เดียวกัน แล้วจะมาถึงทางแยกที่ต้องเลือกว่าจะลดพลังงานลงไปหลับ หรือจะใส่พลังงานให้ตื่นขึ้นไปทำสมาธิ ดังนั้นการฝึกสมาธิต้องเรียนรู้วิธีเพิ่มพลังงานขณะที่กายและใจกำลังผ่อนคลาย ฟังดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่จริงๆแล้วทำได้ คือต้องใส่ความกล้าหาญฮึกเหิมหรือความบันดาลใจ (motivation) เข้าไปปลุก เข้าไปเขย่า เช่นเฮ้ย ตื่น ตื่น จะมาหลับตรงนี้ไม่ได้ ใช้ความคิดกระตุ้นนี้กระตุ้นตัวเองเป็นพักๆ    ถ้าหล่นลงมาอีกก็ใส่พลังงานเข้าไปอีก ในที่สุดก็จะสร้างเป็นนิสัยได้ การใช้ความคิดกระตุ้นต้องใช้แต่พอดี ให้ได้ดุลระหว่างด้านหนึ่งคือสมาธิซึ่งชักนำให้ง่วง อีกด้านหนึ่งคือความคิดกระตุ้น ซึ่งทำให้ตื่น เพราะหากใช้ความคิดกระตุ้นมากเกินไปอาจจะกลายเป็นความฟุ้งสร้าน ถ้าใส่พลังกระตุ้นแล้วยังไม่ได้ผลก็ไปขั้นที่สาม

     ขั้นที่ 3. กระตุ้นร่างกาย เช่น หายใจเข้าลึก แล้วค่อยๆผ่อนออก หรือยืดหน้าอกแขม่วพุงให้หลังตรง เชิดหน้าขึ้น หยิบใบหูตัวเองแรงๆ หรือลืมตาขึ้น หรือยืนขึ้น หรือออกเดิน หรือไปล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

     ขั้นที่ 4. หากทำอย่างไรก็ไม่หายง่วงต้องไปแก้ที่สาเหตุทางร่างกายที่อาจไม่พร้อมมาตั้งแต่ก่อนการฝึก เช่นถ้าอดนอนมากก็ให้นอนให้เต็มเสียก่อน ถ้ากินมากก็ให้กินน้อยลง ถ้าทำงานใช้กล้ามเนื้อมากจนกล้ามเนื้อล้าก็ต้องนอนหลับให้กล้ามเนื้อได้พัก เป็นต้น

     ขั้นที่ 5. ถ้าแก้ไขสาเหตุทางกายหมดแล้วยังง่วงอีก คราวนี้อย่ายอมแพ้นะ เพราะความง่วงเป็นสิ่งตรงข้ามกับความรู้ตัว ต้องแก้ไข อย่ายอมแพ้ เป็นไงเป็นกัน ให้ใช้ไม้สุดท้าย คือหายใจเข้าลึกๆเต็มที่จนลมเต็มปอดแล้วกลั้นหายใจไว้นิ่งนานที่สุดเท่าที่จะนานได้จนร่างกายดิ้นรนอึดอัดร้อนรุ่มระดับจะทนต่อไปไม่ไหว แล้วจึงค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ทำเช่นนี้ซ้ำๆจนร่างกายร้อนเหงื่อแตกแล้วความง่วงจะหายไปเอง แล้วจึงค่อยกลับมาหายใจแบบปกติใหม่

ความกลัว

     ผมไม่ตำหนิคุณที่คุณกล้วการเจ็บป่วยในวัยเกษียณ ส่วนหนึ่งความกลัวนั้นเป็นผีที่วงการแพทย์ปลุกขึ้นมาเอง เช่น วงการแพทย์สร้างความกลัวมะเร็งเพื่อให้คนขยันไปตรวจสุขภาพกับหมอ เช่นเดียวกันวงการศาสนาก็สร้างความกลัวนรกในชาติหน้าขึ้นมาเพื่อให้คนประพฤติดี บริษัทประกันก็พร่ำบอกให้คุณกลัวความไม่แน่นอนของชีวิตเพื่อให้คุณซื้อกรมธรรมของเขา แต่ขอโทษนะครับ ผมแนะนำว่าคุณไม่ควรจะไปตกหล่มความกลัวที่เขาเหล่านั้นยัดเยียดให้ ไม่มีอะไรในจักรวาลนี้ที่จะน่ากลัวดอก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนกำเนิดมาจากรากเหง้าเดียวกันแล้วท้ายที่สุดก็จะกลับไปสู่ที่เดียวกัน ให้คุณหัดเชื่อหัดไว้ใจจักรวาลเสียบ้าง อย่าเอาแต่เชื่อว่าทุกอย่างในชีวิตจะเกิดได้ด้วยน้ำมือคุณเท่านั้น โธ่.. ผมชี้ประเด็นที่เห็นง่ายๆก็แล้วกัน ของสำคัญสุดๆที่ชีวิตนี้ขาดไม่ได้แม้เพียงสิบนาทีก็คือลมที่คุณใช้หายใจอยู่นี้ คุณปั้นมันขึ้นมาได้เองรึเปล่า..ก็เปล่าใช่ไหมละ ดังนั้นหัดไว้ใจจักรวาลนี้เสียบ้าง ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของมัน อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด

    ความกลัวหรือความกังวลมันเกิดขึ้นในใจเพราะคุณ "เชื่อ" ว่าสิ่งไร้สาระเหล่านั้นเป็นความจริง  ถ้ามีความกังวลหรือกลัว ถามตัวเองดูสิ ว่า "ความเชื่อ" อะไรของคุณทำให้เกิดความกลัวนี้ขึ้นมา ความเชื่อเป็นความคิดนะ ปอกเปลือกความเชื่อนั้นให้ล่อนจ้อน ให้เห็นความไร้สาระของมัน แล้วทิ้งมันไปเสีย แล้วทำใจกล้าๆปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามจังหวะของมันแทนที่จะไปพยายามทำให้มันดำเนินไปตามวิถีที่คุณอยากให้มันเป็น

ความเบื่อ

    ชีวิตผู้สูงอายุที่ดี คือชีวิตที่มองทุกอย่างด้วยสายตาของเด็กไร้เดียงสา มองด้วยสำนึกมหัศจรรย์ มองทุกวินาทีว่าเป็นวินาทีเดียวในจักรวาลนี้ ชีวิตที่ดีจึงไม่มีเบื่อ ความรู้สึกเบื่อเป็น "ความคิด" ที่ชักจูงให้หนีไปจากการมีชีวิตที่ดี ให้คุณมองดูความคิดเบื่อนั้นจากความรู้ตัวที่ข้างใน ความคิดเบื่อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่ข้างนอก วางความคิดนั้นลง ถ้าวางแล้วยังไม่ลงก็เอาความเบื่อนั้นเป็นวัตถุในการจดจ่อ

     "..เบื่อหรือ.. 
     เดี๋ยวก่อนนะความเบื่อ อย่าเพิ่งไปไหน 
     อยู่ทำความรู้จักกันก่อน 
     ตรงที่เบื่อนี้ที่ในใจมันมีอะไรอยู่บ้าง ขอดูหน่อย 
     แล้วขณะเบื่อนี้ที่ร่างกายมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ขอดูหน่อย.."

     สุดท้ายนี้ คุณเกษียณแล้ว  จงเรียนรู้ที่จะไหลไปตามสิ่งต่างๆในชีวิต หากเกร็งและเครียดจะไม่มีวันเป็นสุข ให้ผ่อนคลาย ขยันหัวเราะ ขยันยิ้ม ให้กับสิ่งรอบตัว ยอมรับมันทุกอย่าง อย่าไปดึงดันอะไรแรงเกินไป ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจริงๆจังๆได้ เพราะนั่นจะทำให้คุณมีความสุข แต่อย่าไปคาดหวังผลลัพท์ว่าทำแล้วจะได้อะไรกลับมาพอกพูนความเป็นบุคคลของตัวเองให้เป็นตุเป็นตะยิ่งขึ้น เพราะนั่นจะทำให้คุณเป็นทุกข์

     ช่วงวันหยุดปลายปี ผมคงมีเรื่องจะต้องทำแยะอาจไม่ว่างเขียนบล็อก ขอให้ถือเอาข้อเขียนบล็อกนี้เป็นการส่งท้ายปีเก่า 2017 ต้อนรับปีใหม่ 2018 แด่แฟนๆขาประจำ ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีชีวิตที่ดี มีพลังบวก  (Grace) และความคิดบวก หลั่งไหลเข้ามาอาบรดให้เบิกบานไม่ขาดสาย จนขับไล่ความคิดลบหน้าเดิมๆให้หมดสิ้นไปได้..เกลี้ยง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

27 ธันวาคม 2560

จะกิน Silymarin 140 ขณะตั้งครรภ์ได้ไหม

เรียนสอบถามคุณหมอสันต์ ครับ
   ภรรยาเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ขณะนี้ทานยา  Tenfovir และ Silymarin 140
ซึ่งตอนนี้ตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนแล้วครับ จากที่อ่านบทความของคุณหมอ พบว่าถ้าเป็นยา Tenfovir ไม่มีผลต่อเด็กและผมได้อ่านฉลากยาแล้วครับ  แต่ที่ผมสงสัยและมีความกังวล คือตัวยา Silymarin 140  ครับ เนื่องจากไปอ่านในบทความอื่น แจ้งว่าไม่สมควรใช้ในสตรีมีครรภ์ แต่ฉลากยาไม่ได้มานะครับ ภรรยาผมได้ยาเป็นแผงมาอีกทีนึง 
    แต่ในเบื้องต้นได้สอบถามไปทางหมอที่รักษา โรคตับแล้ว ท่านได้แจ้งว่ารับประทานได้ไม่มีปัญหาครับ แต่พอผมไปอ่านในบทความ ที่เจอมาว่าห้ามใช้ ผมก็มีความกังวล จึงเรียนสอบถามคุณหมออีกทีครับ ว่าภรรยาผม สามารถทานยา Silymarin 140 นี้หรือไม่ครับ
    ข้อมูลที่ภรรยาตรวจล่าสุดครับ  Viral load
HBV DNA    393 copise/mL 
HBV Log  2.59 copies/mL   
HBV DNA  68  IU/mL         
HBV Log   1.83  IU/mL ครับผม
ค่า HBsAg  - Positive
HBsAb - Negative
กราบขอบพระคุณ คุณหมอมากครับ

.......................................................

ตอบครับ

     ถามว่า Silymarin  เป็นยาที่กินขณะตั้งครรภ์ได้ไหม ตอบว่า Silymarin มันไม่ใช่ยาขึ้นทะเบียนนะครับ มันเป็นพวกหญ้าแห้งสมุนไพรอัดเม็ด ภาษาชาวบ้านเรียกว่า milk thisle ซึ่งถ้าจะแปลเป็นภาษาไทยก็ประมาณว่า "นมหนาม" เพราะมันมีหนาม และใบของมันพอเราเด็ดหรือหยิกมันจะมียางขาวๆออกมาเหมือนนม ชาวบ้านฝรั่งเอามาเป็นสมุนไพรบำรุงตับและรักษาโรคอะไรอีกร้อยแปด ได้รับอนุญาตให้ขายในประเทศสหรัฐฯในฐานะอาหารเสริม (dietary supplement)

    ส่วนประเด็นที่ว่า Silymarin หรือ milk thisle นี้มีความปลอดภัยต่อสตรีมีครรภ์และต่อทารกในครรภ์เพียงใด ตอบว่าในเชิงหลักฐานวิทยาศาตร์ไม่มีใครตอบได้หรอกครับเนื่องจากมันไม่ใช่ยาขึ้นทะเบียนจึงไม่มีงานวิจัยรองรับ ปกติยาขึ้นทะเบียนจะมีการจัดหมวดหมู่ตามการเกิดพิษต่อครรภ์เป็นหมวด A, B, C, D, X คือ A ก็หมายความว่าปลอดภัยแน่นอน แต่ milk thisle นี้ต้องไปอยู่หมวด N คือไม่มีข้อมูลเลย มีแต่ข้อมูลหยาบๆในสัตว์ทดลองซึ่งยังเอามาใช้ในคนไม่ได้ สรุปว่าการแพทย์แผนปัจจุบันช่วยอะไรคุณเรืื่องนี้ไม่ได้ คุณต้องไปอาศัยถามเอากับแพทย์แผนโบราณหรือการแพทย์ทางเลือกของฝรั่ง น่าเสียดายที่หมอสันต์ไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์แผนโบราณเลยสักจิ๊ดหนึ่งไม่ว่าจะของไทยหรือของฝรั่ง จึงไม่อาจจะช่วยอะไรคุณได้

     แต่ถ้าคุณยืนยันจะเอาความเห็นของผมให้ได้ ผมก็แนะนำตามมาตรฐานของแพทย์แผนปัจจุบันว่าขณะตั้งครรภ์ให้หยุดกินยาหรืือวัตถุออกฤทธิ์ใดๆที่สูติแพทย์ไม่ได้สั่งให้กิน หรือที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์เสียให้หมด ไม่เว้นแม้กระทั่งสมุนไพรหรืออาหารเสริมทั้งหลาย เหตุผลที่สั่งให้หยุดมีข้อเดียว คือเพราะแพทย์ไม่รู้จักว่ามันดีหรือชั่วจึงสั่งหยุดไว้ก่อนแบบรูดมหาราช ปึ๊ด..ด ง่ายดี

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

26 ธันวาคม 2560

จะอยู่ทดแทนพระคุณ หรือจะให้พ่อแม่จัดงานศพให้ตัวเอง

หมอครับ 
ทุกวันนี้อายุ 20 แต่ต้องมากินยาความดัน ไปหาหมอก็เพิ่มยาขึ้นๆ มาจาก 1 ไป 2 จาก 2 ไป 3 ชีวิต มียาไขมันอีก ช่วยให้คำแนะนำหน่อยครับ. 
สูง173 น้ำหนัก 94 ครับ ก็ตอนแรก จะไปผ่าฟันคุดครับ แต่ผ่าไม่ได้เพราะความดันมันสูงครับ ก็เลยรักษามาจนถึงทุกวันนี้ครับ ความดันผมเริ่มสังเกตเห็น ตอนนี้รักษามาได้เกือบจะ 2 ปีแล้วครับ  ช่วยให้คำแนะนำครับ ผมไม่อยากกินยาครับ กินวิตามิน c บ้างครับ  ผมไม่รู้ผมควรทำอะไร เริ่มยังไง เช้ากินอะไร กลางวันกินอะไร เย็นยังไง ครับ ผมงงสับสน. ผมอยากเลิกกินนานแล้ว ผมกลัว
เรียนอยู่มหาวิทยาลัยครับปี 3 อาหารการกิน เป็นคนที่มีอะไรกินหมดครับ ชอบกินเนื้อไก่ ไก่ทอดลูกชิ้นไส้กรอก ไก่ย่างหมูย่าง  เป็นคนกินเยอะครับ รสจัดด้วย หวานเปรี้ยวเค็มเผ็ด จัดเต็มครับ ปรุงเยอะ  และผมก็เคยทำตาม กินวันละมื้อคือกินมื้อเย็น ของ นพ. ญี่ปุ่นครับ ซึ่งรู้สึกน้ำหนักลง เมื่อหยุดทำแล้วก็กลับมากินเหมือนเดิมครับ ปัจจุบัน 2 เดือนที่ผ่านมา ก็กินครบ 3 มื้อครับ เช้ากินข้าวราดแกง กลางวันก็แทบจะไม่ได้กิน ถ้ากินก็จะกินนมครับ ส่วนเย็นก็กินข้าวราดแกงครับ ขนมบ้าง เครปญี่ปุ่น  น้ำอัดลมก็มีบ้าง น้ำผลไม้ก็มีบ้างครับ ส่วนเรื่องการออกกำลังกายนานๆๆๆทีจะออกครับ แต่ผมก็เริ่มปรุงน้อยลงนะครับแต่ก็ปรุง กินก็เหมือนเดิมทุกอย่างครับหมอ
สำหรับการตรวจหาสาเหตุ  เคยตรวจปัสวะ ตรวจเลือด วัดความดันแขนและขา และ การอันตราซาวด์  ครับ. ทุกวันนี้ปรับยาเพิ่มขึ้น และก็จด ความดันไปให้หมอที่โรงพยาบาลดูครับ  (ผมเคยกินยาลดความอ้วนด้วยครับหลายยี่ห้อ + ความรู้น้อย)

..................................................................

ตอบครับ

นี่เป็นครั้งแรกที่แฟนบล็อกเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังครบเครืื่องทั้งโรคความดัน โรคไขมัน โรคอ้วน และกำลังไต่บันไดเพิ่มยาขึ้นไปอีกๆๆ แต่ว่าเพิ่งมีอายุ 20 ปีเท่านั้นเอง ยี่สิบนะ โปรดฟังให้ดี หนอจั๊บ นี่..เดี๋ยวนี้พันธุ์ไทยเป็นอย่างนี้แล้วนะคะ ท่านสารวัตรขา

    แล้วท่านผู้อ่านโปรดสังเกตเอาจากเนื้อความในจดหมายนะ น้องเขาเล่าว่าแพทย์ได้ทำการตรวจวินิจฉัยทั้งวัดความดันท่อนบนท่อนล่างเพื่อวินิจฉัยแยกภาวะหลอดเลือดใหญ่คอดแต่กำเนิด (coarctation of aorta) เจาะเลือดดูฮอร์โมนเพื่อวินิจฉัยแยกต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ และตรวจอุลตร้าซาวด์เพื่อวินิจฉ้ยแยกเนื้องอกของต่อมหมวกไตที่มักปล่อยฮอร์โมนทำให้ความดันสูงในวัยเด็ก ทั้งหมดนี้ได้ผลลบ แปลว่าสามารถวินิจฉัยได้เด็ดขาดแล้วว่าไม่ใช่ความดันสูงแบบทุติยภูมิ (secondary hypertension) ซึ่งเกิดจากเหตุที่แก้ได้ คำวินิจฉัยที่สุดท้ายจึงเป็นโรคความดันสูงปฐมภูมิ (primary hypertension) ซึ่งเป็นความดันสูงของแท้ที่พบในผู้ใหญ่ทั่วไปนั่นเอง

     แล้วอะไรเล่าที่เป็นปัจจัยชักนำมาสู่การเป็นโรคร้ายที่วงการแพทย์ยังไม่มีปัญญารักษาให้หายนี้ตั้งแต่อายุยี่สิบ คำตอบก็อยู่ในคำบอกเล่าของน้องเขาทั้งหมดนั่นแหละครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอาหาร คือกินอาหารเนื้อสัตว์ที่ปรุงด้วยการผัดทอดเป็นอาหารหลัก เขาเล่าเองว่าชอบกินเนื้อไก่ ไก่ทอด ลูกชิ้น ไส้กรอก ไก่ย่าง หมูย่าง ข้าวราดแกง (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวขาวราดด้วยของผัดทอด) นม  ขนม เครปญี่ปุ่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ กินแยะ จัดเต็ม ส่วนการออกกำลังกายนั้น ถ้าเป็นคนอื่นจะกระมิดกระเมี้ยนโกหกว่าก็ได้ออกบ้างพอสมควรเพื่อให้ฟังดูดี แต่นี่น้องเขาบอกตรงๆเลยว่า..นานๆๆๆทีจะออกครับ กล่าวโดยสรุป อาหารที่มีเนื้อสัตว์ปรุงด้วยการผัดทอดและธัญพืชขัดสี นม น้ำตาล รวมทั้งน้ำผลไม้คั้นใส่น้ำตาลโดยทิ้งกากไป ล้วนเป็นอาหารชักนำให้เกิดโรคหลอดเลือดในรายของน้องท่านนี้

     ถามว่าแต่อายุเพิ่งยี่สิบเองนะ โรคมันเป็นเร็วขนาดนี้เลยหรือ ตอบว่างานวิจัยผ่าศพคนหนุ่มคนสาวที่ตายด้วยเหตุอื่นพบว่าโรคไขมันพอกหลอดเลือดเริ่มปรากฎชัดเจนตั้งแต่อายุ 15 ปีแล้ว สมัยผมทำงานอยู่เมืองนอก เด็กฝรั่งอายุเก้าขวบสิบขวบที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ผ่าศพดูก็มีโรคไขมันพอกหลอดเลือดที่หัวใจแล้ว 

      ถามว่าอายุยี่สิบต้องมากินยาลดความดันเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร หมอสันต์พอทำนายให้ได้ไหม ตอบว่าได้สิ เรื่องทำนายอะไรร้ายๆนี่ถนัดเลย ผมเคยเล่าไปหลายครั้งแล้วว่างานวิจัยพบว่าในบรรดาตัวชี้วัดสุขภาพทั้งหลาย ความดันเลือดเป็นตัวที่แม่นยำที่สุดที่จะทำนายว่าใครจะตายช้าใครจะตายเร็ว เอาละ ผมทำนายนะ

     "...สิทธิการิยะ ท่านว่าคนที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเช่นโรคหลอดเลือดนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย หากไม่รีบพลิกผันโรคด้วยตัวเองก็จะไม่ได้แก่ตาย ที่จะได้อยู่ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ปฏิบัติวัตรฐากยามท่านป่วยและปิดตาท่านเมื่อสิ้นใจนั้นอย่าหวัง ในทางตรงกันข้ามพ่อแม่จะต้องเดือดร้อนเป็นเจ้าภาพวิ่งเต้นจองวัดจองวาเพื่อทำพิธีเผาศพให้ลูก 
     ส่วนพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาแบบหวังจะให้ลูกมาดูแลหยอดข้าวหยอดน้ำตัวเองตอนแก่นั้นหากเริ่มต้นด้วยการให้ลูกกินทุกอย่างที่ขวางหน้าที่ลูกรบกินอย่างทุกวันนี้ก็ฝันไปเถอะ เพราะถึงเวลาจริงพ่อแม่นี่แหละจะต้องเป็นผู้คอยดูแลหยอดข้าวหยอดน้ำให้ลูกตัวเองที่เป็นอัมพาตหรือทุพลภาพไปเพราะโรคหลอดเลือด นี่ไม่ได้ทำนายแบบแช่งนะ แต่ทำนายจากหลักฐานเชิงประจักษ์ เพราะงานวิจัยปัจจัยเสี่ยงในคนหนุ่มสาวล้วนให้ผลตรงกัน เมื่อไม่กี่เดือนก่อนผมเองก็มีผู้ป่วยอีกท่านหนึี่งอายุ 25 ปีเองและอ้วนพอๆกับท่านเจ้าของจดหมายนี้แต่เป็นอัมพฤกษ์ปากเบี้ยวต้องเข้าโรงพยาบาลซะแล้ว"  

     เขียนมาถึงตอนนี้ผมนึกอยากนิมนต์พระเซ็นมาให้พรคนไทยทีี่มีลูกยุคนี้ คือเรื่องเล่าในอดีตมีอยู่ว่าชาวบ้านญี่ปุ่นนิมนต์พระเซ็นมาเขียนยันต์เป็นสิริมงคลงานขึ้นบ้านใหม่ หลวงพ่อเซ็นมาถึงก็เขียนโฉลกความว่า

     "..ขอให้ปู่ย่าตายาย ตายก่อน
     แล้วพ่อแม่จึงตาย
     แล้วลูกจึงตาย
     แล้วหลานจึงตาย .."

     ชาวบ้านที่ลงทุนนิมนต์พระมาก็เอะอะว่าอุตสาห์นิมนต์มาฉันแต่หลวงพ่อมาทำอย่างนี้ก็เปลืองข้าวสุก..เอ๊ย ไม่ใช่ก็ทำลายศรัทธาของญาติโยมหมดสิ นิมนต์มาเขียนยันต์ให้พร ดันมาเขียนแช่ง หลวงพ่อก็ชี้แจงว่า

     "ที่อาตมาเขียนให้นะมันพรชั้นเลิศนะ เพราะทุกคนต้องตายอยู่แล้ว แต่อาตมาให้ตายตามคิว จะได้ไม่พลิกความคาดหมายทุกข์โศกกันมากไง"

     เลิกนอกเรื่องมาตอบคำถามของน้องอายุ 20 ปีท่านนี้ดีกว่า ถามว่าควรจะทำตัวอย่างไร ตอบว่าความรู้ทางแพทย์เท่าที่มีแนะนำว่าการจะลดความดันเลือดสูงลงด้วยตัวเอง ควรจะทำต่อไปนี้ คือ

    1. ลดน้ำหนักอย่างเอาเป็นเอาตาย งานวิจัยที่รวบรวมโดย NCEP พบว่าถ้าลดน้ำหนักได้ 10 กก. จะลดความดันตัวบนลงได้ถึง 20 มม. ผมเคยเขียนเรื่องการลดความอ้วนไปแล้วหลายครั้งในบล็อกนี้ ลองหาอ่านดู

    2. ปรับโภชนาการ ทานอาหารที่มีไขมันต่ำมีแคลอรี่ต่ำและมีผักและผลไม้มากๆ ทานวีแกนหรือมังสะวิรัติเลยได้ยิ่งดี จะลดความดันได้ถึง 14 มม. สูตรอาหารที่ลดความดันได้ดีแน่นอนเรียกว่าสูตร DASH diet ซึ่งก็คือมังสะวิรัติ (ที่เน้นธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ผลเปลือกแข็งหรือ nuts และเมล็ดหรือ seeds) บวกปลาและอาหารทะเล ถ้าทานเนื้อก็ต้องไม่ติดมัน ถ้าจะดื่มนมก็เป็นนมไร้ไขมัน และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันปรุงอาหาร

    3. ออกกำลังกายให้ได้ระดับมาตรฐาน คือออกกำลังกายจนเหนื่อยหอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้อยู่นานครั้งละอย่างน้อย 30 นาทีสัปดาห์ละอย่างน้อย 5 ครั้ง จะลดความดันได้ถึง 9 มม. 

   4. ลดเกลือในอาหารลงให้เหลือระดับจืดสนิทจะลดความดันลงได้ถึง 8 มม.

   5. เป็นความดันเลือดสูงอย่าริดื่มแอลกอฮอล์ แต่ถ้าดื่มแอลกอฮอล์อยู่มาก ให้ลดเหลือแต่น้อย จะลดความดันลงได้อีก 4 มม.

   ทั้งห้าข้อนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย แต่จะลงมือทำหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจังหรือความบันดาลใจ (motivation) ของแต่ละคน ตรงนี้ให้คุณนั่งจับเข่าคุยกับตัวเองว่าชีวิตนี้คุณจะเอาอย่างไรแน่ จะทดแทนพระคุณพ่อแม่ด้วยการมีชีวิตอยู่เพื่อรอจัดงานศพให้ท่าน หรือจะให้พ่อแม่ต้องมาทุกข์โศกจัดงานศพให้คุณ

     ในกรณีที่คุณพยายามทำเองแล้วไม่สำเร็จ ให้หาเวลามาเข้าคอร์สพลิกผันโรคด้วยตัวเอง (RDBY) คุณจะได้ประโยชน์จากคอร์สนี้ในระยะยาวมากที่สุด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
    
บรรณานุกรม

1. McMahan CA, Gidding SS, Malcom GT, Schreiner PJ, Strong JP, Tracy RE, Williams OD, McGill HC; Pathobiological Determinants of Atherosclerosis in Youth (PDAY) Research Group. Cardiovasc Pathol. 2007 May-Jun;16(3):151-8.

2. Arts J1, Fernandez ML, Lofgren IE. Coronary heart disease risk factors in college students. Adv Nutr. 2014 Mar 1;5(2):177-87. doi: 10.3945/an.113.005447.
3. Strong JP, Malcom GT, McMahan CA, Tracy RE, Newman WP, 3rd, Herderick EE, Cornhill JF. Prevalence and extent of atherosclerosis in adolescents and young adults: implications for prevention from the Pathobiological Determinants of Atherosclerosis in Youth Study. JAMA. 1999;281:727–35
4. Burke JD, Reilly RA, Morrell JS, Lofgren IE. The University of New Hampshire's Young Adult Health Risk Screening Initiative. J Am Diet Assoc. 2009;109:1751–8 
5. Fernandes J, Lofgren IE. Prevalence of metabolic syndrome and individual criteria in college students. J Am Coll Health. 2011;59:313–21 
6. Morrell JS, Lofgren IE, Burke JD, Reilly RA. Metabolic syndrome, obesity, and related risk factors among college men and women. J Am Coll Health. 2012;60:82–9 
7. Huang TT, Shimel A, Lee RE, Delancey W, Strother ML. Metabolic risks among college students: prevalence and gender differences. Metab Syndr Relat Disord. 2007;5:365–72 

จดจ่อที่กระบวนการกระทำตรงหน้า..อย่าจดจ่อที่เป้า

     เมื่อวันเสาร์ก่อนวันคริสต์มาสที่ผ่านมา มีแฟนบล็อกบางท่านพาครอบครัวมาฟังดนตรีและพักค้างคืนที่เวลเนสวีแคร์เซนเตอร์ ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นอากาศเย็นๆสบายๆ ผมได้มีโอกาสนั่งดื่มกาแฟและคุยกับลูกสาวของแฟนบล็อกท่านหนึ่ง เธอเป็นนักศึกษาทันตแพทย์ปี 1 ผมเรียกเธอว่า "ไพลิน" ก็แล้วกันนะ เรื่องราวที่คุยกันแม้จะใช้เวลาสั้นๆแค่สิบห้านาที แต่ก็มีสาระที่ท่านผู้อ่านอาจเอาไปใช้ประโยชน์ได้

นพ.สันต์
     ชีวิตเด็กปีหนึ่งในมหาลัย เป็นอย่างไรบ้าง

ไพลิน
     ก็โอเค.ค่ะ

นพ.สันต์
     เขาสอนอะไรบ้างครับ นอกจากวิชาทำฟัน มีโอกาสได้ทำกิจกรรมบ้างไหม

ไพลิน
     มีคะ มีวิชาทักษะชีวิต ด้วย

นพ.สันต์
     อื้อฮื่อ ฟังดูเท่เชียว มันอยู่ในวิชาจิตวิทยาหรือวิชาอะไรหรือ

ไพลิน
     อยู่ในวิชาชื่อนี้เลยคะ ทักษะชีวิต (Life Skill) เขาก็ให้เข้ากลุ่มไปทำกิจกรรม พาไปอยู่เกาะเล็กๆซึ่งไม่มีนักท่องเที่ยวไปถึง แล้วแต่ละกลุ่มก็กำหนดเป้าหมายของตัวเอง สร้างโปรเจ็ค และทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายด้วยกัน ลินก็เพิ่งมีโอกาสได้เห็นชนบทห่างไกลที่ชาวบ้านเขายังลำบากมาก เวลามีคนจะคลอดทีก็ต้องหามกันลุยน้ำมาขึ้นเรือซึ่งจอดอยู่ไกลเพราะท้องเรือติดเข้าใกล้ฝั่งไม่ได้ ไฟฟ้าก็เป็นไฟปั่นซึ่งมีวันละสองสามชั่วโมง หลังจากนั้นก็มืดเหมือนหลับตาเดิน

นพ.สันต์
     แล้วโปรเจ็คที่ครูเขาให้ทำ กลุ่มของคุณทำสำเร็จหรืือเปล่า

ไพลิน
     ไม่สำเร็จคะ เพราะมันมีอุปสรรคเกี่ยวกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่อยู่นอกเหนือที่เราจะเข้าไปแก้ได้ แต่อาจารย์ก็บอกว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของวิชานี้ วิชานี้ต้องการให้เรารู้จักกันทำงานด้วยกัน เพราะเราจะต้องเรียนด้วยกันอยู่ด้วยกันไปอีกหกปี

นพ.สันต์
     นี่อยู่มาจะปีอยู่แล้วนี่ ความเครียดเรื่องรุ่นพี่รุ่นน้องก็คงหมดแล้วมั้ง

ไพลิน
      ก็ยังมีความเครียดจากการเรียนการสอบนะแหละคะ เพราะการเรียนที่คณะมันไม่ใช่ว่าเราสอบได้คะแนนสัก 80% แล้วจะผ่าน แต่ใช้วิธีตัดเคิร์ฟเอาจากกลุ่ม ถ้ากลุ่มใหญ่เขาทำคะแนนได้สูง เราได้ 80% ก็อาจจะตก

นพ.สันต์
     แล้วมีช่วงเวลาปลอดความคิดกังวลหรือปลอดความเครียดบ้างไหม

ไพลิน
     ก็มีตอนสอบเสร็จใหม่ๆ สักหนึ่งหรือสองวัน วันต่อมาก็เริ่มเครียดกับการเตรียมสอบครั้งใหม่อีกละ เพราะการสอบเก็บคะแนนทำบ่อย เสร็จการสอบวันสองวันก็เริ่มกังวลอีกแล้ว ว่าครั้งหน้าคะแนนจะเป็นอย่างไร จะผ่านหรือไม่ผ่าน

นพ.สันต์
     นั่นเป็นวิธีที่โฟกัสอยู่ที่เป้าหมาย target oriented ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ไม่มีความสุขตั้งแต่เริ่มลงมือทำจนกว่าผลจะออกมา ถ้าผลดีก็มีความสุขอยู่แป๊บหนึ่ง แล้วก็เริ่มไม่มีความสุขอีกละ เพราะต้องเริ่มลงมือทำอีกละ แต่มันมีวิธีที่ดีกว่านั้นนะ คือไม่โฟกัสที่ target แต่โฟกัสที่ process คือกระบวนการทำ target เป็นอนาคต แต่ process เป็นปัจจุบัน

     ผมเคยไปเรียนยิงธนูกับเพื่อนซึ่งเป็นนักธนู เขาเล่าว่าอาจารย์ซึ่งเป็นซามูไรสอนยิงธนูที่ญี่ปุ่น เมื่อน้าวสายธนูตึงได้ที่แล้วหากนักเรียนหันหน้าตาถลนเล็งไปที่เป้าหมายจะถูกอาจารย์ซึ่งเป็นซามูไรแก่ๆอายุมากแล้วตบหน้าดังเพี้ยะทันที เพราะกฏเหล็กของการยิงธนูของครูซามูไรนี้ก็คือ..ห้ามโฟกัสที่เป้า แต่ให้โฟกัสที่กระบวนการยิง อันได้แก่.. ปล่อยความคิดไป หยิบคันธนู กำคันให้กระชับ รับรู้ความรู้สึกของกล้ามเนื้อที่แขน หยิบลูกธนู โหลดลูกธนู เอาลำพาดร่องบนคันธนู ส้นนั่งบนสายธนู ให้ปีกต่างสีของลูกธนูหันเข้าหาผู้ยิง (เพื่อไม่ให้ปีกลูกธนูตีกับคันธนู) สามนิ้วเกี่ยวสายธนู หนีบลูกธนู โดยนิ่้วชี้อยู่สูงกว่าลูกธนู นิ้วกลางและนิ้วนางอยู่ต่ำกว่าลูกธนู แล้วก้าวไปอย่างมีสติ ไปยืนตะแคงหันข้างหาเป้า ตั้งกายตรง ยืดหน้าอก หายใจเข้า ยกธนูชี้ไปบนท้องฟ้าพร้อมน้าวสายพร้อมกับวาดธนูลง เหยียดคันธนูออกไปให้สุดแขน น้าวสายธนูให้สุดสายจนสามนิ้วที่เกี่ยวสายมาอยู่ชิดแก้ม วาดธนูลงมา ชำเลืองเป้าแว้บเดียว แล้วหันมาสนใจร่างกายทั้งร่างกาย รับรู้ความรู้สึกทั่วร่างกาย ค่อยๆผ่อนลมหายใจออก นิ่มๆ ช้าๆ ค่อยๆผ่อนคลายร่างกายไปด้วย พอลมหายใจใกล้หมด ก็ค่อยๆคลายนิ้วทั้งสามเพื่อปล่อยลูกธนูออกจากแหล่งอย่างนุ่มนวล ฟ้าว..ว...ว

ไพลิน
     ไม่เล็งแล้วมันจะถูกเป้าได้ไงละคะ

นพ.สันต์ 
     หิ หิ ผมใช้เทคนิคตอนที่วาดคันธนูลงเราก็แอบชำเลืองเป้าไว้แว่บหนึ่งก่อนสิ แล้วจำตำแหน่งมันไว้ว่ามันอยู่ทางนั้นนะ แต่การที่เราโฟกัสที่ร่างกายขณะยิง โฟกัสที่การผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ค่อยผ่อนคลายร่างกายลงก่อนปล่อยลูกธนู มันทำให้การปล่อยลูกธนูมันมีความนิ่งไม่สั่นเทิ้มแกว่งไกว ทำให้มันไม่หนีเป้าที่เราชำเลืองไว้แต่แรกไปไหน และมันเป็นการยิงธนูที่สงบนิ่ง ไม่เครียด เพราะทำใจไว้แต่แรกแล้วว่ามันจะวืดเป้าไปที่ไหนก็ได้ ถ้าเราไปคาดหวังกับเป้ามากนั่นแหละ มันจะวืดตั้งแต่ในมุ้ง เหมือนอย่างที่คำสอนเซ็นสอนว่า

     "..นายขมังธนูจะยิงไม่พลาดเลย ถ้าเดิมพันเป็นถั่วลิสงเม็ดเดียว
     
     นายขมังธนูจะยิงเกือบพลาด ถ้าเดิมพันเป็นหญิงขี้ริ้ว
     
     นายขมังธนูจะยิงพลาดอย่างสิ้นเชิง ถ้าเดิมพันเป็นหญิงงาม.."

     ประเด็นสำคัญคือโฟกัสที่ process ไม่โฟกัสที่ target ส่วนเป้าหมายนั้นให้ทำใจไว้ก่อนเลยว่าผลลัพท์มันอาจเป็นศูนย์ได้เสมอ zero result ทำใจไว้เลย อย่างการสอบนี่ อย่างเลวที่สุดก็สอบตก ถูกแมะ ตกก็ตก ไม่เห็นเป็นไร ตัวผมเองก็เคยสอบตกได้เอฟมาแล้ว มันก็ไม่ตายนะ

ไพลิน
     ที่คณะเขาไม่ใช้ตัว F เขาใช้ตัว E

นพ.สันต์
     เออ.. นั่นแหละ ประเด็นคือเราอย่าไปโฟกัสตรงนั้น ตรงนั้นเป็นอนาคต ซึ่งยังไม่ใช่ของที่มีอยู่จริง ถ้ามันมาถึง มันจะมาถึงในรูปของปัจจุบัน เพราะฉนั้นอนาคตไม่มี ไม่เคยมี และจะไม่มี เราโฟกัสที่ตรงนี้ ที่ข้างหน้าเราเดี๋ยวนี้ ที่การลงมือทำ ตรงนี้เป็นปัจจุบัน ตรงนี้เป็นของจริง ลองเอาเทคนิคแบบนี้ไปใช้กับการเรียนดู

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

25 ธันวาคม 2560

ดนตรีบำบัด

วันก่อนเพื่อนต่างวัยสองท่านคือคุณกิ๊ก (พงศ์พันธ์ จันทร์เนตร) ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงชนะประกวดระดับโลกที่อังกฤษ กับคุณกุ้ง (รัฐการ เชาวนะวิช) ซึ่งเป็นนักเปียโนและเป็นอาจารย์สอนการทำโทรทัศน์อยู่ที่ศิลปากร มาเยี่ยมผมที่บ้านโกรฟเฮ้าส์ เราคุยกันแล้วบันทึกเป็นคลิปสั้นๆซึ่งผมตั้งชื่อว่าดนตรีบำบัด เพลงเพราะดีมาก ลองฟังดูนะครับ

สันต์ ใจยอดศิลป์



22 ธันวาคม 2560

หมอสันต์พูดถึงพาสชั่น (passion)

ตัดตอนจากบทสนทนาระหว่างนพ.สันต์กับผู้เข้า Spiritual Retreat)

ทำอย่างไรจึงจะสังเกตความคิดได้

     การจะสังเกตความคิดให้เป็น ต้องเลิกสนันสนุนตัวเองให้เสพย์ติดการคิด การเสพย์ติดการคิดหมายควมว่าว่างเป็นไม่ได้ใจมันจะเสาะหายาเสพย์ติดที่มันคุ้นเคยในรูปของการเข้าเน็ท เปิดเฟซ เปิดไลน์ เปิดทีวี. หยิบหนังสือพิมพ์ หนังสืออ่านเล่น หนังสือธรรมะ โทรศัพท์คุยกัน เม้นท์โน่น เม้นท์นี่ ถ้าใจมันโหยหาสิ่งเหล่านี้ แกล้งลืมสนองตอบเสียบ้าง แค่นั่งลงสบายๆ เงียบๆสักแป๊บ..บ อย่าโฟกัสที่ความคิด โฟกัสแค่ว่าฉันเป็นผู้สังเกต ฉันเป็นจิตสำนึกรับรู้ที่สงบเย็น แค่นี้แหละ นี่เป็นธาตุแท้ของฉัน ฉันอยู่นี่ ฉันดำรงอยู่ สงบเย็น เบิกบาน ได้อย่างนี้สักหนึ่งหรือสองวินาทีก่อนก็ยังดี นี่แหละที่เขาเรียกว่าที่นี่ เดี๋ยวนี้

    คุณอาจจะแย้งว่า อ้าว..ว แล้วไม่กลัวเสพย์ติดการว่างจากความคิดหรือการอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้บ้างหรือ ตอบว่าไม่ต้องกลัว เพราะคุณอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้อยู่แล้วไม่ต้องไปหาที่นี่เดี๋ยวนี้ที่ไหน มันไม่เหมือนคุณเสพย์ติดความคิดซึ่งเป็นสิ่งที่มาแล้วจะพาคุณไปไหนต่อไหน การที่ความคิดไม่ได้อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้นั่นแหละคือปัญหา มันทำให้คุณต้องแสวงหา ต้องไขว่คว้า ต้องมีผิดหวังเสียใจและหวาดกลัว

แล้วถ้าความคิดมันปั่นป่วน จะสังเกตไหวหรือ

     การเป็นผู้สังเกต ไม่เกี่ยวกับความปั่นป่วนรุนแรงของความคิด แม้ความคิดจะปั่นป่วนรุนแรงมาก ผู้สังเกตก็ยังสามารถนิ่งดูอยู่ได้ ถ้านิ่งอยู่ไม่ได้ นั่นไม่ใช่ผู้สังเกตแล้ว นั่นเป็นผู้คิด ยังติดหล่มของการเป็นบุคคล ถ้ายังมีความชอบชัง ก็ยังมีความเป็นบุคคล คุณไม่ต้องไปสนใจว่าอะไรจะโผล่มา อย่าทำตัวเป็นตำรวจ เป็นนักหนังสือพิมพ์ หรือเป็นตุลาการ ความคิดอะไรจะเข้ามาก็มาได้ ทุกความคิดเป็นแค่นักท่องเที่ยว มาแล้วก็ไป คุณไม่ไปอ้า.. ใช่แล้ว โอ้.. ไมใช่ กับความคิดใดๆ มองอย่างเงียบเชียบเฉยๆ สังเกตเฉยๆ คุณสังเกตตราบเท่าที่คุณยังมีความสนใจ ทำไมเราจึงสนใจสิ่งนี้ อะไรที่เราสนใจ นั่นแหละจะทำให้เราเดือดร้อน อะไรที่เราไม่สนใจ ไม่ทำให้เราเดือดร้อน เพราะตรงที่เราสนใจนั่นแหละ การเกี่ยวพันกับสำนึกว่าเป็นบุคคลเกิดขึ้น เมื่อไม่เหลืออะไรควรค่าต่อการสังเกตแล้วนั่นแหละ จึงจะเห็นตัวจริงของความรู้ตัว คุณต้องลองเป็นเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณพูดจากเดี๋ยวนี้ คุณก็จะวางความคิดได้ตลอดเวลา ทักษะนี้คุณต้องฝึก

    แล้วที่ผมใช้คำว่าวางความคิดนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นการเลือกหยิบความคิดมากกว่านะ คือความคิดนี้มันเป็นสิ่งที่ถูกโยนขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกหรือความจำของเราตลอดเวลา เหมือนไอน้ำที่ทะยอยระเหยเป็นไปขึ้นไปกลายเป็นก้อนเมฆ ลอยไปตามลมก้อนแล้วก้อนเล่า ผู้สังเกตเปรียบเหมือนท้องฟ้าที่แยกตัวออกมาจากก้อนเมฆ คอยเฝ้าดูเมฆแต่ละก้อนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความคิดไหนไม่ดี ทำให้ไม่สบายใจ ก็เพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่ไปคิดต่อยอด ความคิดไหนดี ทำให้เบิกบานใจก็เลือกหยิบเอาไว้ ที่เขาเรียกว่าคิดบวกกลไกมันเป็นอย่างนี้ คือเลือกหยิบความคิดดีๆที่ได้โผล่ขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่ไปพยายามคิดนะ

ถ้าเราวางความคิดได้หมด เราจะเป็นอย่างไร

     ก็คุณนึกภาพว่าคุณถอยไปเป็นเด็กทารกสิ สมัยที่ยังไม่สามารถนิยามสิ่งต่างๆ ไม่อาจบอกชื่อหรือบอกรูปร่างสิ่งต่างๆได้ ได้แต่เห็นและได้ยินและสัมผัส นั่นหมายความว่าคุณถอยกลับไปเป็นจิตสำนึกรับรู้หรือเป็นผู้สังเกตที่อาศัยอายตนะของร่างกายนี้เป็นเครื่องมือสังเกต สังเกต รับรู้ เฝ้าดูอย่างเฉยๆ โดยไม่มีควมคิดต่อยอด นั่นคืือผู้สังเกตหรือความรู้ตัว นั่นคือ "ฉัน" ตัวจริง

     คราวนี้ถ้าผมให้คุณถอยไปไกลกว่านั้นอีกละ ถอยไปถึงเจ็ดวันก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะอยู่ด้วยกัน คุณเป็นใครอยู่ที่ไหน คุณก็เป็นเพียงจิตสำนึกรับรู้หรืือเรียกภาษาบ้านๆว่าเป็นวิญญาณที่ดำรงอยู่โดยไม่เกี่ยวกับร่างกาย เหมือนน้ำมหาสมุทรส่วนลึกที่ดำรงอยู่ก่อนที่จะมาเป็นวังน้ำวนหรือมาเป็นลูกคลื่นบนผิวน้ำ เมื่อมาเป็นวังน้ำวนหรือเป็นลูกคลื่นแล้ว มันก็ยังเป็นน้ำอยู่นะแต่เป็นน้ำที่จำกัดตัวเองอยู่ในน้ำวนหรือในระลอกคลื่น และถึงเวลาหนึ่งเมื่อน้ำหยุดวน หรือระลอกคลื่นยุบไป มันก็จะถอยกลับไปเป็นน้ำมหาสมุทรอีกครั้ง นั่นคือเมื่อหมดสิ้นความคิดเกลี้ยงแท้แน่นอน จิตสำนึกรับรู้ของคุณก็จะกลับไปเป็นความรู้ตัวซึ่งเป็นความว่าง ตื่น และสงบเย็น อันเป็น "ฉัน" ตัวจริงโดยไม่เกี่ยวกับร่างกายนี้

ยังต้องทำงานอยู่ จะอยู่กับปัจจุบันได้หรือ

     คำว่างานมีสองส่วนนะ คือการลงมือทำ (process) กับเป้าหมาย (target) การลงมือทำนั้นเป็นปัจจุบันนะ ส่วนเป้าหมายนั้นเป็นอนาคต การทำงานแบบอยู่กับปัจจุบันก็คือคุณโฟกัสที่การลงมือทำหรือโฟกัสที่โปรเซส ไม่ไปโฟกัสที่เป้าหมาย คุณแค่ชำเลืองดูว่าเป้าอยู่ทางโน้นก็พอแล้ว ความเป็นจริงก็คือว่ายิ่งคุณมีความสุขกับโปรเซส ยิ่งคุณไม่สนใจผลลัพท์ คุณก็ยิ่งบรรลุเป้าเร็วและได้ผลงานดี ในทางตรงกันข้ามหากคุณโฟกัสที่เป้าหมาย การทำงานจะมีแต่ความทุกข์กังวลและผลงานที่ได้นั้นก็จะเป็นผลงานระดับพื้นๆ

แต่งานของหนูเป็นงานครีเอทีฟ มันต้องคิดจินตนาการ จะไม่คิดได้ไง

     เมื่อตะกี้ผมพูดว่าการไม่คิดผมหมายถึงการเลือกหยิบความคิดโดยผู้สังเกตนะ ความคิดลบทิ้งไป ความคิดบวกหยิบมา อย่างเช่น "ฉันเป็นจิตสำนึกรับรู้ที่สงบเย็น" นี่ก็เป็นความคิด แต่เราเลือกที่จะหยิบมันขึ้นมาและอยู่กับมันให้มาก ทิ้งความคิดอื่นไป

     คุณพูดถึงจินตนาการขึ้นมาก็ดีแล้ว จินตนาการของจริงนั้นแตกต่างจากความคิดปกติที่ถูกโยนขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกหรือความจำซึ่งผมเรียกว่าความคิดส่วนตื้นนะ คือความฉลาดของคนเรานี้มีสองระดับ คือปัญญาญาณส่วนลึก (intuition) กับความคิดส่วนตื้น (intellect) จินตนาการเป็นท่อที่นำเอาสัญญาณจากปัญญาญาณส่วนลึกผ่านท่อมา มาโผล่ในความรู้ตัว ในรูปของความสนใจอย่างยิ่ง ความตื่นเต้นหรือความชอบอย่างยิ่ง หรือความอยากทำอย่างยิ่ง ตื่นเต้นแบบเร่าร้อนกระตือรือล้นเป็นพลังงานสั่นสะเทือนร่างกาย (vibration) ได้แบบที่คนเขาพูดว่าดีใจจนเนื้อเต้นนั่นแหละ นั่นคืือพาสชั่น ( passion) ที่คนเขาพูดถึงกัน คำนี้ถ้าจะแปลเป็นไทยก็คงแปลว่า "ถูกจริต" ได้กระมัง นั่นคือเสียงเพรียกมาจาก  "ฉัน" ส่วนลึก ความคิดในลักษณะเป็นความชอบอย่างยิ่งหรือพาสชั่นนี้ ปกติมันจะถูกความกลัวกรองทิ้งออกไปเสียก่อนที่คุณจะหยิบเลือกเอาไว้ได้ แต่ผมแนะนำคุณว่าเมื่อความรู้ตัวได้รับรู้พาสชั่นนี้เมื่อใด หมายถึงว่าเมื่อคุณจับสัญญาณได้ว่ามีความตื่นเต้นอยากทำเมื่อใด ให้คุณลุยตามไปเลย อย่าไปอิงเหตุผลที่ความคิดบ้องตื้นของคุณคิดขึ้นมาขัดขวาง ให้คุณแสดงความเป็นคุณออกมาแทนที่จะปล่อยให้ความกลัวหรือความคิดลบออกมาดึงดูดสิ่งลบๆเข้ามาหาคุณต่อไปไม่รู้จบสิ้น เพราะปัญญาญาณส่วนลึกนั้นเหมือนเหยี่ยวที่เกาะอยู่บนยอดไม้ย่อมจะเห็นอะไรกว้างไกลและคาดเดาว่าอะไรจะเข้ามาหาได้เด่นชัดกว่าเหยี่ยวอีกตัวหนึ่งที่กำลังสร้างรังและสาละวนหาอาหารมาเลี้ยงลูกอยู่ เหยี่ยวตัวหลังนี้คือความคิดส่วนตื้นของคุณนั่นเอง ดังนั้นทุกๆเดี๋ยวนี้ ให้คุณเลือกเดินตามความตื่นเต้นหรือพาสชั่นนี้ไปโดยไม่สนใจผลลัพท์แม้ว่าหากคิดเอาตามเหตุผลแล้วมันจะเป็นศูนย์หรือมันจะดูอึมครึมอย่างไรก็ตาม

     ในแง่ของการเลือกทิศทางชีวิต ความสั่นสะเทือนเร่าร้อนอยากทำเป็นการแสดงออกของร่างกายที่บ่งชี้ความเป็นตัวจริงของคุณ การลงมือทำตามนั้นไปเป็นการเดินตามเข็มทิศจริงซึ่งพาไปไม่ผิดทิศแน่ และบนเส้นทางนั้นสิ่งดีๆที่จะเอื้อให้คุณสำเร็จก็จะถูกดูดเข้ามาหาเอง แต่ทั้งนี้คุณต้องไม่เผลอไปจับเอาสัญชาติญาณความกลัว หรือความโกรธ หรือแรงขับดันทางเพศของสัตว์ทั่วไปมาเป็นพาสชั่นของชีวิตคุณนะ เพราะปัญญาญาณเป็นเรื่องคนละระดับกับสัญชาติญาณของสัตว์

     เมื่อคุณจับสัญญาณพาสชั่นได้แล้ว ให้ลงมือทำตาม แล้วให้คุณติดตามพาสชั่นของคุณทุกๆเดี๋ยวนี้ ทำสิ่งตื่นเต้นนี้จบแล้ว มองว่าเดี๋ยวนี้อันใหม่จะนำความตื่นเต้นอะไรมาอีก แล้วก็ทำมันอีก คุณจะเป็นเซ็นเซอร์ที่ไวขึ้นว่าอะไรทำให้คุณตืื่นเต้นบ้าง ไม่ต้องไปสนใจว่ามันจะพาคุณไปไหน ให้คุณลงมือทำตามเลย ทำให้สุดความสามารถของคุณโดยหวังผลลัพท์ว่าจะเป็นแค่ศูนย์.. zero result แล้วคุณจะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าสิ่งตื่นเต้นที่คุณอยากทำมันมีสิ่งต่างๆที่คุณควรพิจารณาอย่างละเอียดอยู่ในนั้นเรียบร้อยแล้วโดยคุณไม่ต้องไปตั้งตะแกรงกลั่นกรองก่อนทำเลย และสิ่งที่ไม่มีอยู่ในความตื่นเต้นนั้นก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ต้องพิจารณาอยู่ดี นี่มันเป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของชีวิตนะครับ ซึ่งผมก็อธิบายเหตุผลไม่ได้เหมือนกัน

แล้วถ้าพาสชั่นที่โผล่ขึ้นมานั้นมันไม่เกี่ยวกับชีวิตเดิมๆเลยละคะ

     คำถามนี้ของคุณถูกโยนขึ้นมาจากคอนเซ็พท์อดีตอนาคต ซึ่งเป็นคอนเซ็พท์ที่ว่าเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นต่อจากเมื่อตะกี้ซึ่งเป็นอดีต และจะตามมาด้วยอีกประเดี๋ยวซึี่งเป็นอนาคต เหมือนคนเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งเดินตามกันมา คนแรกผ่านไปแล้ว คนที่สองอยู่ที่นี่ คนที่สาม สี่ ห้า กำลังจะโผล่มาตามลำดับ เป็นแบบแผนตายตัวไม่มีผิดเพี้ยนไปจากนี้

     แต่ของจริงนั้นอดีตไม่มี อนาคตไม่มี เวลาไม่มี มีแต่เดี๋ยวนี้เท่านั้น ทีละเดี๋ยวนี้ แว่บ แว่บ แว่บ แต่ละแว่บเป็นภาพสะท้อนในกระจกเงาที่สะท้อนจิตสำนึกรับรู้ ณ ขณะหนึ่ง ไม่มีการเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งมา ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าแว่บต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนจุดของความเป็นไปได้ (probability) ที่กระจายเกลื่อนหน้ากระดาษ จุดต่อไปจะเป็นจุดไหนบนหน้ากระดาษนี้ก็ได้

    โลกคือแผ่นฟิลม์ภาพยนตร์ แต่ละภาพคือความจริงหนึ่งชุด ไม่เกี่ยวกันและเกิดขึ้นดำรงอยู่พร้อมกัน ณ ที่นี่เดี๋ยวนี้ แต่การนำภาพบางภาพมาเชื่อมต่อกันของความคิดทำให้เกิดเวลา เหมือนการที่แสงส่องทะลุฟิลม์ภาพยนตร์ทีละภาพทำให้เกิดภาพเคลื่อนไหวทั้งๆที่ภาพเหล่านั้นมีอยู่พร้อมกันหมด ณ เดี๋ยวนั้นแล้ว ดังนั้นทุกอย่างเริ่มต้นทำขึ้นใหม่ที่นี่เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ ตลอดเวลา ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ชีวิตเป็นการเรียนรู้ว่าคุณต้องการให้เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ทุกเดี๋ยวนี้คือเดี๋ยวนี้อันใหม่ ทุกเดี๋ยวนี้คือความจริงอันใหม่ แต่ใจเรานี้มีมันมีสองภาค ภาคหนึ่งคือความรู้ตัวซึ่งเป็นของจริงคือเดี๋ยวนี้ อีกภาคหนึ่งคือความคิดที่เรียงภาพจำนวนหนึ่งต่อๆกันไว้เป็นความจริงคู่ขนาน (parallel reality) ซึ่งนั่นก็คือคอนเซ็พท์เรื่องเวลาที่ใจเราสร้างขึ้น ของจริงคือคุณไม่ใช่คนคนเดียวกันกับคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งที่ผ่านมา คุณเป็นคนใหม่ที่อยู่ในความจริงอันใหม่อย่างสิ้นเชิง คุณจะเป็นคนแบบไหนขึ้นอยู่กับใจที่มีความรู้ตัวที่เดี๋ยวนี้ หากคุณทิ้งคอนเซ็พท์เรื่องอดีตอนาคตไปเสีย คุณก็จะมีอิสระเต็มที่ที่จะอยู่ที่เดี๋ยวนี้ อะไรที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตของคุณมีครบถ้วนอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้แล้ว แต่บางทีคุณก็ไม่รู้ เพราะคุณมองไม่เห็น ไม่อยู่ในคลื่นความถี่ที่จะรับรู้ การหัดขอบคุณและหัดยอมรับทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้เป็นการจูนคลื่นเข้ากับสิ่งต่างๆที่มีพร้อมไว้ให้คุณแล้ว ดังนั้นอย่าไปอยากได้สิ่งที่ไม่มี ให้คุณอยากได้แต่สิ่งที่มีอยู่แล้ว แล้วชีวิตคุณก็จะมีและจะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง

แต่ว่าหนูทำไม่ดีไว้ในอดีต แล้วมันแก้ไม่ได้แล้ว ทำให้หนูมีปัญหาถึงวันนี้

     อดีตไม่ใช่สิ่งที่นำมาซึ่งปัจจุบัน ปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปสู่อนาคต ทุกอย่างเกิดขึ้นที่นี่เดี๋ยวนี้
คุณมองชีวิตในรูปของความอาจเป็นไปได้สิ แผ่นกระดาษที่มีจุดกระจายอยู่เป็นพันๆจุด ทุกจุดมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเดี๋ยวนี้สำหรับคุณ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกสนองตอบต่อสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้แบบไหน เมื่อคุณเลือกสนองตอบอย่างหนึ่ง หากลากเส้นตรงเพื่อจำลองเวลาให้ผ่านจุดนี้ อดีตและอนาคตที่เส้นนี้ลากผ่านก็เป็นอย่างหนึ่ง หากลากเส้นตรงให้ผ่านที่อีกจุดหนึ่ง เส้นจำลองเวลาอดีตและอนาคตก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นอดีตและอนาคตล้วนเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน และไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกอะไรให้เป็นปัจจุบันของคุณ ปัจจุบันนี่แหละที่เป็นตัวเปลี่ยนอดีตของคุณได้ เมื่อคุณเปลี่ยนคำนิยามว่าคุณเป็นใครที่เดี๋ยวนี้ คุณเปลีี่ยนการเชื่อมต่อกับความจริงคู่ขนานที่คุณเรียกว่าอดีตอนาคตด้วย เพราะฉนั้นคุณไม่เคยเป็นคนเดิม และไม่เคยมีอดีตเดิมๆ ทุกเดี๋ยวนี้ซึ่งเกิดขึ้นถี่เป็นพันเป็นหมื่นครั้งต่อวินาทีล้วนเป็นความจริงหมด จงเลือกเดี๋ยวนี้อันที่คุณชอบ หากคุณเปลี่ยนตัวคุณเองที่เดี๋ยวนี้ อดีตนั้นไม่ใช่คุณแล้ว คุณคนนี้ไม่ได้ทำ นั่นเป็นคุณอีกคนหนึ่งที่ทำ

     อนึ่ง คำถามนี้ของคุณแสดงว่าคุณกลัว อันที่จริงความกลัวมันก็มีข้อดีนะ มันคือคนที่มาเคาะประตูบอกว่าเฮ้..คุณมีความเชื่ออะไรสักอย่างที่เข้าไม่ได้กับตัวตนที่แท้จริงของคุณซุ่มอยู่ทำให้คุณมีความคิดลบอย่างนี้นะ อย่าลืมว่าสิ่งที่ปรากฎนอกตัวเป็นเงาสะท้อนของสิ่งในตัวนะ เหมือนคุณมองกระจกเงาเห็นคนหน้าบึ้งคุณไม่ไปแก้ไขที่กระจก ถูกแมะ คุณแก้ที่ตัวคุณ คุณไม่ใช่แค่เป็นผู้สร้างจักรวาลรอบตัวคุณนะ ตัวคุณนั่นแหละเป็นจักรวาลรอบตัวคุณ ถ้าคุณโฟกัสที่ความกลัว ทุกสิ่งรอบตัวคุณจะสัมพันธ์กับเรื่องที่คุณกลัว ถ้าคุณโฟกัสที่การมีอำนาจทำการให้สำเร็จ ทุกสิ่งก็จะเอื้อให้คุณมีอำนาจทำการให้สำเร็จ คุณต้องใช้ชีวิตแบบว่าให้ทุกอย่างเกิดขึ้น "ผ่าน" คุณ ไม่ใช่ทุกอย่างเกิดขึ้น "กับ" คุณ

     อะไรบ้างเกิดขึ้นในชีวิตคุณ นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่การทำอย่างไรกับสิิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในชีวิตคุณนั่นเป็นประเด็น เหตุการณ์แวดล้อมไม่สำคัญ การสนองตอบต่อเหตุการณ์แวดล้อมซึ่งเป็นตัวกำหนดสภาวะความเป็นคุณ ณ ขณะนั้นเท่านั้นที่สำคัญ ถ้าคุณเลือกที่จะมีแต่ความตื่นเต้น ร่าเริง รัก เมตตา มีพาสชั่น สร้างสรรค์ เติบโต เฉลิมฉลอง ชีวิตคุณก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่ถ้าคุณเลือกที่จะถูกจำกัด ถูกควบคุม กลัว โกรธ เศร้า ชีวิตคุณก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

จะไม่สนใจเป้าหมายได้อย่างไรละคะ ในเมื่อเราต้องการความสำเร็จ

     ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าไม่สำเร็จนะ มีแต่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดหมาย ซึ่งผมถือว่าเป็นมันเป็นสิ่งที่จะบ่งบอกเรื่องที่ผมไม่รู้มาก่อน และนั่นผมถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องตื่นเต้นยินดี ผมจึงมองไม่เห็นว่าอะไรจะเป็นอุปสรรคขัดขวางชีวิตนี้เลย เห็นแต่ความตื่นเต้นที่ผมยังไม่รู้จัก และเมื่อผมเดินตามพาสชั่นของผมไป หมายความว่าผมเปิดใจเชื่อพาสชั่นของผมจนหมดใจ ผมไม่ต้องรู้รายละเอียดว่าพาสชั่นนั้นจะทำสำเร็จได้อย่างไร นั่นไม่ใช่หน้าที่ที่ผมจะต้องคิด นั่นเป็นหน้าที่ของปัญญาญาณ ผมคาดหวังแค่ศูนย์ ผมแค่เดินตามเข็มทิศแห่งความตื่นเต้นนั้นไปอย่างมั่นใจว่าปัญญาญาณจะทำให้มันเกิดขึ้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็พอแล้ว

ถ้าความคิดที่โยนขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกมันมีแต่ลบ ลบ ลบ จะทำไงคะ

     การจะเลิกสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาและฝังแฝงอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก หรือที่เรียกอีกอย่างว่า "กรรมเก่า" นี้ ต้องใช้วิธีให้ผู้สังเกตหรือความรู้ตัวหยิบมันขึ้นมาทีละความคิด แล้วสอบสวนเปิดโปงให้เห็นที่มาที่ไปของมันให้ล่อนจ้อน ว่าแท้จริงแล้วมันล้วนมาจากการหลงยึดติดในหล่มของความเป็นบุคคล แล้วเลิกให้ค่าหรือให้น้ำยากับความคิดนั้นเสีย ขึ้นทะเบียนมันไว้เสียด้วย ทำอย่างนี้ไปทีละความคิดๆ ในที่สุดมันก็จะเลิกกลับมา แล้วจะค่อยๆหมดไปเอง

แล้วความเป็นจริงภายนอกตัวเราก็มีส่วนบังคับให้เราต้องเลือกทางเดิน

     ไม่มีความเป็นจริงที่ข้างนอกตัวดอก ความจริงนอกตัวไม่มีอะไรนอกจากการที่ใจเรามีไอเดียเกี่ยวกับมันอย่างไรเท่านั้น เราไปคิดเอาเองว่ามีความจริงที่ข้างนอกตัว ผมพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าสิ่งภายนอกไม่ใช่ของจริง แต่ผมหมายความว่าประสบการณ์หรือการสนองตอบที่คุณมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งภายนอกในฐานะเป็นสิ่งเร้านั้น เกิดจากความสนใจซึ่งเป็นพลังงานที่ออกไปจากความรู้ตัวที่ภายในตัวคุณเอง

หนูก็อยากลงมือทำตามพาสชั่นของตัวเอง แต่มันมีแรงต้าน มันลังเล

     เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าชีวิตหนักๆและมีแรงต้าน แสดงว่าคุณกำลังพกพาความเชื่อที่ไม่ใช่คุณอยู่ในตัวคุณ ความลังเลสงสัยไม่ใช่เป็นแค่การขาดความเชื่อมั่น แต่มันเป็นความเชื่อมั่นว่าคุณไม่เชื่อมั่น ตรงนี้คือความเชื่อที่คุณติดหล่มอยู่ ความเชื่อเป็นความคิดนะ ผมพูดแค่นี้คุณคงเข้าใจ ว่าควรจะทำยังไงกับมันดี

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

19 ธันวาคม 2560

เซ็กซ์ ไม่ใช่ตัวการให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

กราบเรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ
สามีอายุ 48 ปี เป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน รักษาที่รพ. .... ทำบอลลูนฉุกเฉินและใส่ stent ไป 4 อัน หลังทำไม่มีอาการอะไรเลย ไปออกกำลังกายด้วยการจ๊อกกิ้งที่สวนรถไฟสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ไม่มีอาการเจ็บหน้าอก ความจริงสามีไม่เคยมีอาการเจ็บหน้าอกมาก่อนเลย จนถึงวันที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ตอนนี้ทำมาได้เกือบปีหนึ่งแล้ว แต่ปัญหาคือเขาไม่กล้ามีเซ็กซ์ เขากลัวจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันอีก หมอที่ทำบอลลูนบอกว่ามีเซ็กซ์ได้แต่เขาก็ไม่เชื่อ เขาอ้างข้อมูลในอินเตอร์เน็ทว่ามีความเสี่ยง หนูก็ไม่กล้าอะไรกับเขามาก เพราะหนูก็กลัวเขาเป็นอะไรไปเหมือนกัน ทุกวันนี้เราอยู่กันเหมือนมีม่านกั้น รู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกัน อยากถามคุณหมอสันต์ว่าคนที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมาแล้วควรระมัดระวังในเรื่องเซ็กซ์เพียงใด

......................................................

ตอบครับ

       ถามว่าเซ็กซ์เป็นตัวการทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ไหม ตอบว่าในงานวิจัยความสัมพันธ์ของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือหัวใจวาย (heart attack) กับสาเหตุต่างๆ ซึ่งทำกับผู้ป่วยหัวใจวายจำนวนมากกว่า 4,500 คนที่เมืองพอร์ตแลนด์ โอเรกอน พบว่ามีที่เกิดเรื่องขณะมีเซ็กซ์หรือหลังจบภาระกินหมาดๆนับรวมกันได้ 34 คน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ 0.7% พูดง่ายๆว่าในบรรดากิจกรรมในชีวิตทั้งหลายที่สัมพันธ์กับการเกิดหัวใจวายนี้ เซ็กซ์เป็นเพียง 0.7% ของเหตุทั้งหมด มีเลขศูนย์นำหน้าจุดทศนิยมด้วยนะ โปรดสังเกต คือโอกาสน้อยกว่า 1% แล้วคุณคิดว่าโอกาสมันน้อยหรือมากละ สำหรับวิชาแพทย์  อะไรที่มีโอกาสเกิดต่ำกว่า 5% เราถือว่าไม่มีนัยสำคัญ แต่นี่ต่ำกว่า 1% อีกนะ ก็คือไม่มีนัยสำคัญเลย ดังนั้นผมตอบให้คุณสบายใจได้ว่าเซ็กซ์ไม่ใช่สาเหตุที่จะทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน คุณอยากมีเซ็กซ์กับสามีก็จงมีเซ็กซ์ไปเถิด อย่าได้กังวลถึงอนาคตที่มีความเป็นไปได้ต่่ำเลย ตามงานวิจัยที่ผมพูดถึงนี้การนอนอยู่เฉยๆบนเตียงยังมีความเสี่ยงมากกว่าการมีเซ็กซ์เสียอีก

     วงการแพทย์ทราบว่ากลไกการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเกิดจากเยื่อบุที่คลุมผิวตุ่มไขมันบนผนังหลอดเลือดขาดชะเวิกออกทำให้ทำให้เลือดสัมผัสกับผิวขรุขระภายในตุ่มแล้วเลือดจับตัวเป็นก้อน ทั้งนี้มีปัจจัยร่วมอีกหลายอย่าง เช่น มีเหตุให้เลือดแข็งตัวง่าย มีเหตุให้เลือดไหลช้ากว่าปกติ  มีเหตุให้หลอดเลือดหดตัวทำให้รูของหลอดเลือดที่ตีบแคบอยู่แล้วยิ่งตีบแคบมากขึ้น เป็นต้น   

     วงการแพทย์มีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ทั้งนี้เป็นเพราะมีการคิดค้นหัวตรวจอุลตร้าซาวด์ชนิดที่เล็กจนสอดเข้าไปในหลอดเลือดเล็กๆได้ (IVUS) ทำให้เอาภาพการหดตัวของหลอดเลือดขึ้นมาแสดงบนจอในขณะที่กำลังได้รับหรือสัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆได้ งานวิจัยแบบนี้พบว่าปัจจัยทีี่เหนี่ยวไก (trigger) ให้หลอดเลือดหดตัวมากผิดปกติได้แก่

     1. การมีความเครียด โดยเฉพาะความเครียดเฉียบพลันแบบปรี๊ีดแตกเช่น ผ. กับ ม. ทะเลาะกัน (เพิ่มความเสี่ยง 8.5 เท่า) ความเครียดจากการอดหลับอดนอน หรือแม้กระทั่งเครียดจากรถติด (เพิ่มความเสี่ยง 3.5 เท่า)
     2. การที่ร่างกายขาดน้ำ
     3. การมีระดับไขมันในเลือดสูง
     4. การมีระดับเกลือ (โซเดียม) ในเลือดสูง
     5. การมีสารพิษล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารพิษจากบุหรี่และยาฆ่าหญ้า

     ดังนั้นถ้าไม่ต้องการแหย่ให้หลอดเลือดหดตัวอันเป็นเหตุนำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันและอัมพาตเฉียบพลัน ให้จัดการปัจจัยเสี่ยงทั้งห้าข้อนี้

     ขณะที่ด้านหนึ่งป้องกันไม่แหย่ให้หลอดเลือดหดตัว อีกด้านหนึ่งก็ต้องชลอหรือหยุดการดำเนินของโรคค้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งจะทำได้โดย
(1) การปรับเปลี่ยนอาหารไปกินอาหารพืชเป็นหลักแบบมีไขมันต่ำ
(2) การออกกำลังแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ
(3) การจัดการความเครียดด้วยวิธีที่ตัวเองถนัด
(4) การมีเพื่อนหรือมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง

ทั้งสี่อย่างนี้ต้องทำ มิฉะนั้นโรคก็จะดำเนินไป ถึงจุดหนึ่งก็จะอุดตันหลอดเลือดและเกิดหัวใจวายอยู่ดีไม่ว่าจะมีหรือไม่มีปัจจัยเหนี่ยวไกก็ตาม

     การจะรู้ว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ทำไปนั้นถูกทางแล้วหรือไม่ ให้ใช้ตัวชี้วัดง่ายๆเจ็ดตัวในการดูแลตัวเอง คือ

(1) น้ำหนัก
(2) ความดัน
(3) ไขมันในเลือด
(4) น้ำตาลในเลือด
(5) จำนวนผักผลไม้ที่กินต่อวัน
(6) จำนวนเวลาที่ใช้ออกกำลังกายแต่ละสัปดาห์
(7) การสูบบุหรี่

    สุดท้ายนี้ ขอให้คุณและสามีโชคดี มีเซ็กซ์..เอ๊ย ไม่ใช่ มีความสุขตลอดปีใหม่ 2018 นะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Aapo L. Aro, Carmen Rusinaru, Audrey Uy-Evanado, Harpriya Chugh, Kyndaron Reinier, Eric C. Stecker, Jonathan Jui, Sumeet S. Chugh. Sexual Activity as a Trigger for Sudden Cardiac Arrest.
Journal of the American College of Cardiology Nov 2017, 24139; DOI: 10.1016/j.jacc.2017.09.025

18 ธันวาคม 2560

ยาดาบิกาทรานไม่อาจแทนยาวาร์ฟารินกรณีใส่ลิ้นหัวใจเทียมได้

คุณหมอสันต์ครับ,
ผมอยากจะขอบคุณคุณหมอที่สอนแค้มป์เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ผมโฟกัสที่อาหารของตัวเองได้มากขึ้น ปัญหาคือผมรู้สึกว่าร่างกายของตััวเองไวต่อยา warfarin ที่ต้องกินหลังผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม (AVR) มากเกินไปโดยเฉพาะช่วงเที่ยงคืนผมรู้สึกคล้ายกับว่ายามีพีคขึ้นในกระแสเลือดหัวใจเต้นเร็วขึ้นจนผมต้องตื่น ผมรู้ว่ายาวาร์ฟารินไม่ได้มีผลข้างเคียงแบบนี้ แต่รู้สึกว่าตัวเองไวกับยานี้มาก จึงอยากมองหาทางเลือกอื่น ผมอยากจะลองทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นขมิ้นชัน กระเทียม หรือยาอะไรก็ได้ที่จะมาแทนวาร์ฟาริน

......................................

ตอบครับ

     วงการแพทย์ได้พยายามหายามาแทนวาร์ฟารินสำหรับผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม (prosthetic valve) อย่างคุณนี้มานานแล้ว งานวิจัยที่เป็นความหวังมากคืองานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบการใช้ยา dabigatran (Pradaxa) เทียบกับยาวาร์ฟาริน ซึ่งตีพิิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ แต่น่าเสียดายที่ผลวิจัยของยานี้พบว่ายาดาบิกาทรานไม่อาจแทนยาวาร์ฟารินได้ เพราะยาดาบิกาทรานทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดลิ้นหัวใจมากกว่า ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะการกำหนดขนาด (dose) ของยาดาบิกาทรานในงานวิจัยนี้ไม่เหมาะสมก็ได้ แต่ว่าคงจะไม่มีงานวิจัยทำนองนี้ออกมาอีกแล้วในห้าหรือสิบปีข้างหน้านี้ ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบโลหะมาแล้วจึงคงจะต้องกินยาวาร์ฟารินต่อไปเพราะว่ามันเป็นยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้

     กรณีคุณไม่สบายใจว่าตััวเองไวต่อยามาก คุณอาจจะลดขนาดของยาลงให้ได้ค่าการแข็งตัวของเลือด (INR) มาอยู่ในระดับ 2.0 ก็พอ สมัยที่ยังทำผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจมากๆ ผมเคยทำวิจัยตามดูกลุ่มคน (คนไทย) จำนวน 200 คน ตามดู 5 ปี ซึ่งสรุปได้ว่ากรณีผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกอย่างคุณนี้ การใช้ยาวาร์ฟารินขนาดต่ำให้ได้ INR อยู่ในระหว่าง 1.8-2.5 ก็มีอัตราเกิดลิ่มเลือดเกาะลิ้นหัวใจต่ำเช่นเดียวกับการรักษาระดับ INR ไว้ที่ระดับ 2.5-3.5 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล แต่ว่าการรักษาระดับ INR ต่่ำมีภาวะแทรกซ้อนจากเลือดออกน้อยกว่า อย่างไรก็ตามงานวิจัยของผมไม่ใช่การวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ และไม่ได้ตีพิมพ์ (สมัยนั้นผมทำวิจัยเพื่อขอตำแหน่งวิชาการ) แต่ข้อมูลนี้อาจทำให้คุณทดลองกับตัวเองได้หากคุณยอมรับความเสี่ยงของการเชื่อข้อมูลที่ไม่ใช่หลักฐานระดับสูง

    ส่วนการจะทดแทนวาร์ฟารินด้วยสมุนไพรหรือพืชใดๆนั้น ผมไม่แนะนำให้ทำเด็ดขาด เพราะไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์แม้แต่ชิ้นเดียวสนับสนุนให้ทำเช่นนั้น

    ที่พูดกันมาทั้งหมดนี้หมายถึงลิ้นหัวใจชนิดโลหะ (prosthetic valve) เท่านั้นนะ ไม่รวมถึงลิ้นหัวใจชนิดเนื้อเยื่อ (bioprosthesis) ซึ่งมีอุบัติการณ์เกิดลิ่มเลือดเกาะลิ้นต่ำมากจนไม่จำเป็นต้องใช้ยากันเลือดแข็งใดๆในระยะยาว

     อีกประการหนึ่ง สิ่งซึ่งอาจจะช่วยคุณได้ ซึ่งมันอาจจะไม่เกี่ยวกับยากันเลือดแข็งเลย มีสองประเด็น คือ

     ประเด็นที่ 1. ก็คือการฝึกทัศนคติยอมรับ (acceptance) และยอมแพ้ (surrender) คือฝึกทำใจยอมรับทุกอย่างที่มีอยู่และที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ตอนนี้ในหัวใจของเรามีลิ้นหัวใจเทียมอยู่ เรายอมรับ ตอนนี้ในร่างกายเรามียากันเลือดแข็งอยู่ เรายอมรับ อะไรจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นเพราะสองตัวนี้ เรายอมรับ สรุปว่ายอมรับหมด ไม่ต้องไปเสาะหาอะไรมาทดแทนสิ่งที่มีอยู่อีกแล้ว คิดเสียว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรามันเป็นการประชุมแห่งเหตุ ไม่ใช่เป็นเพราะเราทำเท่านั้น การกระทำของเรามีผลก็จริง แต่ก็เป็นเหตุเล็กๆเหตุหนึ่ง เหตุอื่นอีกมากไม่เกี่ยวกับเรา มันก็ยังชักนำให้เกิดอะไรต่อมิอะไรขึ้นในชีวิตเราได้ ดังนั้น อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด

   ประเด็นที่ 2. ก็คือการเลิกสำคัญผิดว่าความเป็นบุคคลนี้หรือร่างกายนี้เป็นตัว "ฉัน" คือการทำความเข้าใจให้ชัวร์ๆก่อนว่า "ฉันเป็นใคร" กล่าวคือชีวิตประกอบด้วยสามส่วน คือ (1) ร่างกาย (2) ความเป็นบุคคลนี้ (หรือความคิดนั่นเอง) และ (3) จิตสำนึกรับรู้หรือความรู้ตัว ทั้งสามส่วนนี้ ร่างกายก็ดี ความคิดหรืือความเป็นบุคคลคนนี้ก็ดี ล้วนไม่ใช "ฉัน" ตัวจริง ฉันตัวจริงคือจิตสำนึกรับรู้หรือความรู้ตัว ให้คุณถอยไปอยู่กับฉันตัวจริง วางความสำคัญผิดว่าร่างกายนี้ความเป็นบุคคลนี้เป็น "ฉัน" ไปเสีย แล้วคุณจะสงบเย็นมากขึ้นและอาทรร้อนใจกับจินตนาการว่าจะเกิดนั่นเกิดนี่ขึ้้นกับร่างกายนี้และความเป็นบุคคลนี้น้อยลง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Eikelboom JW, Connolly SJ, Brueckmann M, et al. ; for the RE-ALIGN Investigators. Dabigatran versus warfarin in patients with mechanical heart valves. N Engl J Med. 2013;369:1206–1214

17 ธันวาคม 2560

นัยสำคัญของโรคทีี่โคนหลอดเลือดซ้าย (left main)

คุณหมอคะนี้รูปหลานคะ
ดิฉันเป็นเส้นเลือดตีบทีหัวใจคะ อายุหกสิบสองคะ เป็นปี59 น่าจะเส้นหนึ่ง คืออาการเจ็บทีหน้าอก รามมาถึงคางและเจ็บไปถึงแขนข้างช้าย เมือปี59 แต่หมอไม่ได้บอกเส้นเลือดตีบ บอกให้ไปฉีดสีทำบางลุม ทำทีจุฬาใช้สิทรคะ แต่ฉันไม่ทำ กินคิวเทนมาตลอด ก็อยู่เจ็บบ้างไม่เจ็บบ้าง อยู่ได้ ออกกำลังกาย ไปสวนลุมเดินหนึ่งรอบ ปั่นจักยาน ครั้งละสี่ห้ารัอยรอบ และเปลียนแปลงการกินอาหารไห่กินมัน. และงดหวานกินถั่วต้มห้าสี ต้มให้สุกแล้วเอามาผัดกับข้าวห้าสี ใส่มันและเผือก ใส่หัวระพา ก็อร่อยคะ อยู่ได้ปีหนึ่งคิดว่าหายแล้ว ไปกินของมันและหวาน เอาพอมาเดือนหายใจไม่ออกไปเช็ดทีโรงพยาบาลได้สิทรที่เจริงกรุงประชารัฐ. ที่นี่หมอเอาไปวิ่งสายพาน หมอบอกตีบไม่เกินสามเส้นบอกให้บอลลุม ถ้าผ่าน ถ้าไม่สำเร็จให้ทำใบผัด ฉันอ่านบบทความคุณหมอแล้วไม่อยากทำ แต่บางครั้งก็หายใจออกโล่ง แต่บางครั้งก็หายใจไม่ออก เหมืองอยู่ห้องแคบๆไม่มีอากาศคะ ก็เพิ่มอาหารเสริมหลายตัวก็ทำให้ดีขึ้นหายใจ โล่งคะ ก็อยู่มาได้ถึงวันนี้คะ ฉันเป็นความดันด้วยคะ แต่คุมอยู่ด้วยทุกเช้าปั่น คิ่งฉ่าย ต้นใหญ่ และแคลอกแดง แอ็กเปิ้ลเขียว มะเขือเทศ เก่าคี่สามสิบเม็ดแช่นำ้ก่อนเอามาปันกินทุกเช้าหนึ่งแก้วก่อนอาหารคะ ความดันก็คงทีไม่เคยกินยาสักเม็ค หมอให้ยาเริมเลือดและยาลดไขมันยาความดันยาอมใต้ลิ้นหลายตัว หักดิบคะหมอ ก็บอกว่าถ้าไม่ทำก็ไว้มาปั่นหัวใจแล้วกัน จะถามหมอว่าควรทำบอลลุมไหมคะ ถ้าไม่ผ่านก็ทำใบพัดที่นี้ตายแน่เลยคะ ควรทำยังไงดีคะ แต่ฉันอยากเข้าคอรของคุณหมอคะไม่รู้ปรึกษาได้ที่ไหนคะค่าใช้จ่ายเท่าไรคะ
คุณหมอช่วยตอบหน่อยนะคะ ขอขอบคุณหมอมากคะ

....................................................

ตอบครับ

     จดหมายของคุณอ่านสนุกมากนะครับ ผมชอบที่คุณเรียกการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจตีบว่าทำใบพัด ฟังแล้วน่ารักกว่าของจริงแยะ ส่วนที่คุณเล่าว่าปั่นจักรยานรอบสวนลุมพินีครั้งละสี่ห้าร้อยรอบนั้นผมเดาเอาว่าคุณคงหมายถึงครั้งละสี่ห้ารอบนะครับ โดยภาพรวมขอชมว่าคุณเป็นผู้สูงวัยที่ดูแลตัวเองดีมาก ทั้งในแง่ของการปรับเปลี่ยนอาหาร การออกกำลังกาย

     เอาละ มาตอบคำถามของคุณนะ

     ถามว่ามีอาการเจ็บหน้าอกเวลาออกกำลังกาย หมอวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นหลอดเลืือดหัวใจตีบ แล้วแนะนำให้ตรวจสวนหัวใจเพื่อมุ่งหน้าไปทำบอลลูน แต่ไม่อยากทำ ควรทำอย่างไร ตอบว่าผู้ป่วยอย่างคุณนี้เรียกว่าเจ็บหน้าอกระดับคลาส 2 (class II) คือต้องออกกำลังกายที่มากกว่าเดินไปมาถึงจะเจ็บ คนไข้แบบคุณนี้งานวิจัยชื่อ COURAGE Trial ได้เอาคนไข้แบบนี้มาตรวจสวนหัวใจแล้วเลือกเอามาแต่คนที่เจ็บหน้าอกคลาส 1-3 ที่ตีบหนึ่งเส้นบ้าง สองเส้นบ้าง ตีบสามเส้นบ้าง แต่ไม่มีรอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้าย (LM) เอามาจับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งทำบอลลูนหรือบายพาสหมดทุกคนรูดมหาราช อีกกลุ่มหนึ่งไม่ต้องทำอะไรรุกล้ำ ได้แต่กินยาไป แล้วตามดูไปสิบสามปี ดูว่าใครจะตายมากกว่ากัน พบว่าทั้งสองกลุ่มทั้งกลุ่มทำบอลลูนและกลุ่มไม่ทำก็ตายมากเท่ากัน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงใช้เป็นแนวทางให้คุณใช้รักษาตัวเองได้ คือผมแนะนำให้คุณทำเป็นสองขั้นตอน ดังนี้

     ขั้นตอนที่ 1. ให้ทำการตรวจยืนยันก่อนว่าไม่มีรอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้าย (left main - LM) วิธีการตรวจยืนยันมีสองวิธีให้เลือก คือ

วิธีที่ 1 ตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยการทำเอ็กซเรย์หลอดเลือดหัวใจด้วยคอมพิวเตอร์ (CTA) หรือ

วิธีที่ 2. ฉีดสีตรวจสวนหัวใจ (CAG)

     วิธีแรกมีข้อดีที่นุ่มนวลกว่า มีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า สีที่ฉีดมีพิษต่อไตน้อยกว่ากันมาก แต่ก็มีข้อเสียที่หากคิดจะทำบอลลูน ก็ต้องเสียเวลามาฉีดสีตรวจสวนหัวใจเพื่อทำบอลลูนอีกรอบหนึ่ง

     แต่ในกรณีของคุณซึ่งมีความตั้งใจจะไม่รักษาแบบรุกล้ำเป็นทุนอยู่แล้วหากไม่มีรอยตีบที่โคนซ้าย (LM) ผมแนะนำว่าให้ใช้วิธีที่ 1 คือทำ CTA น่าจะดีที่สุด ผลของการตรวจ CTA จะเป็นตัวชี้บ่งให้รักษาไปสองทาง คือ

    กรณีที่ 1 หากพบว่ามีรอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้าย (LM) ผมแนะนำว่าควรจะเดินหน้าตรวจสวนหัวใจแล้วทำการผ่าตัดบายพาส เพราะโรครอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้าย แม้ในปัจจุบันนี้วงการแพทย์ก็ยังใช้วิธีรักษาแบบจับผ่าตัดบายพาสหมด ทั้งนี้เป็นการทำตามงานวิจัยที่ทำเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว (CASS study) โดยเปรียบเทียบการการรักษาผู้ป่วยที่มีรอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้ายระหว่างวิธีผ่าตัดบายพาสกับวิธีกินยา พบว่าวิธีผ่าตัดบายพาสมีอัตรารอดชีวิตสูงกว่า
   
     แต่ว่างานวิจัย CASS study นั้นทำในสมัยที่ยังไม่มียาดีๆอย่างปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาสะแตตินลดไขมันในสมัยนั้นยังไม่มี นอกจากนี้ตอนนั้นวงการแพทย์ยังไม่มีความรู้ว่าอาหารพืชเป็นหลักมีผลทำให้โรคหลอดเลืือดหัวใจถอยกลับได้ จึงไม่มีการสอนให้ผู้ป่วยกินอาหารแบบมีพืชเป็นหลัก และการสอนให้ผู้ป่วยออกกำลังกายในสมัยนั้นก็สอนผิดเพราะวงการแพทย์นึกว่าหากให้ออกกำลังกายแล้วจะตายเร็วขึ้น จึงห้ามไม่ให้คนไข้ออกกำลังกายโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันนี้เรามีความรู้แล้วว่าการออกกำลังกายลดอัตราตายคนเป็นหัวใจขาดเลือดลงได้ รู้แล้วว่าอาหารพืชเป็นหลักทำให้โรคถอยกลับได้ รู้แล้วว่าใช้ยาสะแตตินกรณีไขมันสูงจะลดอัตราตายจากโรคได้ หากเราควบรวมการปรับอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาลดไขมันเมื่อจำเป็นมาควบรวมกันรักษาผู้ป่วย LM โดยไม่ต้องผ่าตัดบายพาส จะมีผลดีเท่าการผ่าตัดบายพาสหรือไม่ ตรงนี้ยังไม่มีคำตอบ เพราะยังไม่มีงานวิจัยรองรับ ผู้ป่วยที่มีโรคที่โคนหลอดเลือดซ้าย (LM) หากจะไม่ยอมทำบายพาส จึงต้องเสี่ยงเอาเองเพราการรักษาแบบไม่ผ่าตัดจะดีเท่าการผ่าตัดหรือไม่ก็ยังไม่รู้

     อนึ่ง มีหมอหัวใจจำนวนหนึ่งซึ่งถนัดทำบอลลูน มักจับผู้ป่วยที่มีรอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้าย (LM) รักษาด้วยการทำบอลลูน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะงานวิจัยชื่อ SYNTAX trial ได้สุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่มีรอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้าย (LM) ไปรักษาสองแบบเปรียบเทียบกััน คืือบอลลูน กับบายพาส พบว่าพวกที่รักษาแบบบอลลูนมีอัตราต้องกลับมาทำใหม่และอัตราตายสูงกว่าพวกที่ทำผ่าตัดบายพาส

     กรณีีที่ 2. หากพบว่าไม่มีรอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้าย (LM) ผมแนะนำว่าให้ใช้คุณภาพชีวิตเป็นตัวตัดสินว่าจะรักษาแบบไหน กล่าวคือ

     หากอาการปวดมากขึ้นจนรู้สึกว่าชีวิตไม่มีคุณภาพแล้ว ออกแรงนิดหน่อยก็เจ็บหน้าอก ก็ควรไปตรวจสวนหัวใจเพื่อทำบอลลูนหรือทำบายพาส แต่..

     หากคุณภาพชีวิตยังดีอยู่ ยังไปเดินสวนลุมปั่นจักรยานได้ทุกวัน ผมแนะนำให้รักษาแบบไม่รุกล้ำ คือดูแลตัวเองเรื่องอาหารให้มีพืชผักผลไม้มากๆ ออกกำลังกาย จัดการความเครียด และใช้ยากรณีที่มีความจำเป็นอย่างที่คุณทำอยู่แล้วต่อไป

     อนึ่ง การที่คุณเอาพืชผักมาปั่นดื่มนั้นก็ดีแล้ว แต่ผมแนะนำว่าขอให้มีความหลากหลายของพืชผักที่นำมาปั่นจะดีกว่าปั่นผักหน้าเดิมๆสองสามอย่างทุกวัน เพราะสารต้านอนุมูลอิสระหรือวิตามินเกลือแร่ต่างๆนั้นบางชนิดก็มีในพืชคนละอย่างกัน ดังนั้นกินให้หลากหลายไว้เป็นดี

     ถามว่าอยากมาเข้าคอร์สพลิกผันโรคด้วยตัวเอง (RDBY) จะติดต่ออย่างไร ตอบว่าลองดูรายละเอียดตรงนี้ครับ http://visitdrsant.blogspot.com/2017/04/rdby-camp.html

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.  Boden WE, O'rourke RA, Teo KK, et al; COURAGE Trial Co-Principal Investigators and Study Coordinators.The evolving pattern of symptomatic coronary artery disease in the United States and Canada: baseline characteristics of the Clinical Outcomes Utilizing Revascularization and Aggressive DruG Evaluation (COURAGE) trial. Am J Cardiol. 2007;99:208-212.
2. Chaitman BR, Ryan TJ, Kronmal RA, Foster ED, Frommer PL, Killip T. Coronary Artery Surgery Study (CASS study): comparability of 10 year survival in randomized and randomizable patients. J Am Coll Cardiol. 1990 Nov;16(5):1071-8.
3. Mohr FW1, Morice MC, Kappetein AP, Feldman TE, Ståhle E, Colombo A, Mack MJ, Holmes DR Jr, Morel MA, Van Dyck N, Houle VM, Dawkins KD, Serruys PW.Coronary artery bypass graft surgery versus percutaneous coronary intervention in patients with three-vessel disease and left main coronary disease: 5-year follow-up of the randomised, clinical SYNTAX trial.  Lancet. 2013 Feb 23;381(9867):629-38. doi: 10.1016/S0140-6736(13)60141-5.
4. Ornish D, et. al. Intensive lifestyle changes for reversal of coronary heart disease. JAMA 1998; 280(23): 2001-2007 1998
5. Esselstyn CB Jr. Updating a 12-year experience with arrest and reversal therapy for coronary heart disease (an overdue requiem for palliative cardiology). Am J Cardiol 1999;84:339 –341.



16 ธันวาคม 2560

อย่าทำอะไรรุกล้ำกับสิ่งที่ตรวจพบโดยบังเอิญ

กราบเรียน คุณหมอสันต์ ที่เคารพ

     คุณแม่ของดิฉัน ชื่อนาง ...  อายุ 82 ปี สูง 160 ซม หนักประมาณ 43 กก มีโรคประจำตัวคือ ความดันโลหิตสูง  และคอเลสเตอรอลสูง  (ไม่เป็นเบาหวาน) คุณแม่ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองแตก ในที่ 11 พย ซึ่งท่านได้ออกไปทานอาหารกับลูกสาว และตั้งแต่ 4 โมงเย็นก็มีอาการอ่อนเพลีย ตาพร่า เดินเซ ความดันขึ้นสูงประมาณ 160/90  มีร่องรอยหกล้มที่หน้าและหัวเข้าด้านขวาแต่ท่านจำไม่ได้  ญาติมิได้เฉลียวใจนึกว่าอ่อนเพลียตามปกติ จึงได้นำส่งรพ รามาธิบดีในเช้าวันที่ 12 พย ซึ่งตอนนั้นท่านพูดไม่เป็นภาษาแล้ว จากการตรวจพบว่าเส้นโลหิตในสมองแตกด้านซ้าย (ตามไฟล์แนบ)  แพทย์ได้ทำการผ่าตัดสมองไปในวันที่ 14 พย เพื่อลดความดันในสมอง ผลจากเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้ท่านไม่สามารถขยับแขนและขาด้านขวาได้ สายตาด้านขวามีปัญหา (คุณหมอบอกว่ามองเห็นแต่ไม่สามารถจับใจความของการเห็นได้)  พูดไม่เป็นภาษา  แต่ฟังเข้าใจเป็นส่วนใหญ่  ท่านอยู่ใน ICU จนถึงวันที่ 19 พย  จากนั้นญาติได้ย้ายไปพักฟื้นที่รพ ... (เนื่องจากห้องพิเศษที่รพ ... เต็ม)  คืนวันที่ 19 พย คุณแม่มีอาการปวดท้องและท้องร่วง ร่วมกับมีไข้ คุณหมอพบว่าติดเชื้อโปรโตซัว blastocystis จึงได้รับยาฆ่าเชื้อไปประมาณ 10 วัน คุณแม่หยุดถ่ายหลังจากสามวันของการรับยาฆ่าเชื้อ
ปัญหาที่พบมีดังนี้
     1.       หลังผ่าตัด  คุณแม่บ่นแสบลิ้น  เป็นมากจนถึงขนาดไม่สามารถนอนหลับได้เหมือนปกติ  ตอนกลางคืนท่านมักจะหลับๆตื่นๆและมักบ่นว่าปวดฉี่กับแสบลิ้น  อันที่จริงการเจ็บลิ้นนี้เป็นมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 หลังจากรับประทานอาหารแล้วถูกน้ำร้อนจัดลวกลิ้น  ซึ่งคุณแม่ได้ป้ายยาสีม่วงแล้วก็บ่นเจ็บลิ้นนานๆที  อย่างไรก็ตามเมื่อเส้นเลือดในสมองแตก  ท่านก็บ่นแสบลิ้นแทบตลอดเวลา   คุณหมอผิวหนังที่รพ มธ  มาดูแล้วพบว่าไม่มีการผิดปกติที่ตัวลิ้น แต่มีเชื้อราที่ลิ้น จึงให้ยาอมทุก 4 ชั่วโมง  ทานมาประมาณ 7 วันแล้วก็ไม่ดีขึ้น  วันนี้ได้ไปปรึกษาทันตแพทย์ซึ่งวินิจฉัยว่าเกสรลิ้นของคุณแม่ค่อนข้างยาว  และเนื่องจากไม่ได้แปรงลิ้นจึงทำให้เศษอาหารติดที่ลิ้นและทำให้เกิดการอักเสบ  คุณหมอแนะนำให้แปรงลิ้นทุกวันหลังอาหารแล้วนัดไปดูอาการใหม่วันที่ 27 ธค   อย่างไรก็ตามคุณหมอบอกว่าอาการแสบลิ้นอาจเกิดจากยาบางอย่าง เช่น ยาความดัน ก็ได้ (หลังจากที่เส้นเลือดในสมองแตก คุณแม่ได้รับยาความดันชุดใหม่  ส่วนยาชุดเก่ายกเลิกไป ซึ่งก่อนหน้านี้คุมความดันได้ไม่ดี บางครั้งสูงบางครั้งต่ำ) หากการแปรงลิ้นไม่ได้ช่วยให้หาย คุณหมอจะพิจารณาเรื่องยาความดันอีกที  ปัญหาคือ เรื่องแสบลิ้นนี้ทำให้คุณแม่ฟื้นตัวได้ช้าลงเพราะไม่สามารถนอนหลับได้  จึงง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยได้ทำกายภาพ   คุณหมอให้ยานอนหลับซึ่งก็ทำให้ตื่นน้อยลง  คืนหนึ่งตื่นประมาณ 2 ครั้ง จากที่เคยตื่นประมาณ 7-8 ครั้งเพราะแสบลิ้น
     2.       จากการที่คุณแม่ปวดท้องท้องร่วง  คุณหมอได้ทำ ct scan   ช่องอกช่องท้อง  พบว่ามีลิ่มเลือดขนาดเล็กที่ปอด เป็นลิ่มเลือดที่เพิ่งเกิดใหม่ (ตอนอยู่ ... ถึงวันที่ 19 ธค อัลตร้าซาวด์ไม่พบลิ่มเลือดในปอด แสดงว่าเกิดหลังจากนั้น) คุณหมอแจ้งญาติตั้งแต่วันที่ 1 ธค ว่าขอให้ญาติตัดสินใจว่า ก) จะให้ยากันเลือดแข็ง เช่น วาฟาริน  หรือเฮปาริน  แต่ญาติต้องยอมรับความเสี่ยงต่อการเลือดออกในสมองซ้ำเพราะแผลเพิ่งผ่าไปไม่นาน ถึงแม้จะคุมความดันให้เป็นปกติแต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่มากเนื่องจากแผลยังไม่หายดี      ข) ไม่ให้ยากันเลือดแข็งที่ปอด  แต่คุณหมอเกรงว่าลิ่มเลือดนี้จะใหญ่ขึ้นเนื่องจากการนอนติดเตียง  จนถึงกับทำให้ปอดขาดออกซิเจน และเป็นอันตรายถึงชีวิต    ญาติจึงไปปรึกษาศัลยแพทย์ที่รพ ... ซึ่งเป็นผู้ผ่าสมองให้คุณแม่  คุณหมอที่ ... บอกว่า  ลิ่มเลือดมีขนาดเล็ก ยังไม่น่าเป็นอันตราย  หากคนไข้เดินเหินได้เป็นปกติ ก็จะไม่มีลิ่มเลือดใหม่เกิดขึ้น  อย่างไรก็ตามหากต้องการให้ยาสลายลิ่มเลือด ก็ควรดูผล MRI ว่าเส้นเลือดสมองแตกเพราะอะไร  หากเป็นเพราะความดันสูง ไม่ใช่เนื้องอกในสมอง ก็อาจให้ยาได้สัก 3-6 เดือน แต่ต้องพยายามคุมความดันได้ปกติ   แล้วมาแสกนดูอีกที (ปัจจุบันนี้ ความดันคุณแม่ปกติ ค่าออกซิเจน 100 %  ชีพจรประมาณ 100-114  วัดทุกสี่ชั่วโมง  ผล MRI สมองไม่พบเนื้องอก)
     3.       ปัจจุบันนี้คุณแม่ยังอยู่ที่รพ ...  และล่าสุดกำลังติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเนื่องจากตรวจพบเม็ดเลือดขาวสูงในปัสสาวะ  ขณะนี้กำลังเพาะเชื้ออยู่ยังไม่ทราบผล    (จากเดิมสามารถปัสสาวะได้เองหลังจากถอดสายสวนแล้ว  แพทย์คาดว่าการที่นอนติดเตียงทำให้มีปัสสาวะตกค้าง)  ตอนนี้แพทย์ให้ใส่สายสวนปัสสาวะใหม่จนกว่าอาการของการติดเชื้อจะดีขึ้น
      คำถามที่ญาติกลุ้มใจมาก คือ ควรจะเลือกแบบ ก หรือ ข   จริงๆแล้ว ญาติอยากเลือกที่จะยังไม่ให้ยากันเลือดแข็งจนกว่าความเสี่ยงเรื่องเส้นเลือดแตกซ้ำจะน้อยที่สุด     เนื่องจากค่าออกซิเจนยังดี และลิ่มเลือดมีขนาดเล็ก และขณะนี้ได้พยายามทำกายภาพให้ได้มากๆ (ยกแขนขาประมาณอย่างน้อยวันละ 5 ครั้ง ตลอดจนนวดขานวดน่องบ่อยๆ เพื่อป้องกันลิ่มเลือดใหม่   ตอนนี้คุณแม่ขยับแขนขาทั้งสองข้างได้แล้ว  พลิกตัวได้เองแล้ว  ญาติพยายามพยุงนั่งห้อยขาบนเตียงได้บ้างแล้ว แต่คุณแม่ยังอ่อนเพลียไม่มีแรงเนื่องจากพักผ่อนไม่พอจากการแสบลิ้นจนนอนไม่หลับ)   แต่ทางคุณหมอที่รพ ...  ก็ขอให้ญาติตัดสินใจเร่งด่วน (ซี่งตอนนี้ญาติก็ยังไม่ได้คำตอบคุณหมอว่าจะเลือกแบบใด)
ด้วยเหตุนี้จึงอยากขอความกรุณาคุณหมอสันต์ พิจารณาให้ความคิดเห็นในประเด็น
     1. การให้ยากันเลือดแข็ง  ว่าจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่  หากจะขอให้ชะลอไว้ก่อนควรรอสักกี่เดือนจนกว่าความเสี่ยงเรื่องเส้นเลือดแตกซ้ำจะหายไป (ผล Report  ของ MRI สมองยังไม่ออก แต่แพทย์เจ้าของไข้ดูเบื้องต้นแล้วพบว่าปกติไม่มีเนื้องอกสมอง  และไม่ทราบว่าคุณแม่มี deep vein thrombosis หรือไม่ กำลังรอคิวทำอัลตร้าซาวด์อยู่ค่ะ)
     2. หากให้ยากันเลือดแข็งและความดันสูงขึ้นมามาก ญาติควรทำอย่างไรจึงจะป้องกันเส้นเลือดแตก โอกาสเส้นเลือกแตกซ้ำจะสูงแค่ไหน และ
     3. ประเด็นของการแสบลิ้นซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการฟื้นฟู  ดิฉันจะกราบขอบพระคุณอาจารย์หมอเป็นอย่างสูงค่ะ
     แถมคำถามข้อ 4 ค่ะ มีทางเลือกอื่นหรือไม่นอกจากการให้ยากันเลือดแข็ง เช่น ใส่ filter คุณหมอที่ ... บอกว่าลิ่มเลือดเก่าจะค่อยสลายไปได้ ดิฉันจึงมีคำถามว่าถ้าการให้ยา anti- coagulant มีวัตถุประสงค์แค่เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดใหม่ แต่ไม่ได้ช่วยสลายลิ่มเก่า  เราก็ให้คนไข้ทำกายภาพมากๆและใส่ filter ป้องกันลิ่มเลือดใหม่ไปอุดตันที่ปอด จะมีผลดีหรือไม่คะ

............................................

ตอบครับ

     1. การให้ยากันเลือดแข็ง (Warfarin) เป็นข้อห้ามในผู้ป่วยหลังเกิดอัมพาตชนิดเลือดออก (hemorrhagic stroke) อย่างในกรณีคุณแม่ของคุณนี้ ไม่ว่าเลือดจะออกในสมองด้วยเหตุใดก็ล้วนเป็นข้อห้ามของการใช้ยากันเลือดแข็งทั้งสิ้น เพราะอุบัติการณ์เลือดออกในสมองจะสูงกว่าคนปกติไปนานแทบจะตลอดกาล ..จบข่าว

     2. ถามว่าหากให้ยากันเลือดแข็งในสภาพที่เคยเลือดออกในสมองมาก่อนและมีความดันเลือดสูงด้วย แล้วความดันสูงขึ้นมากๆ ญาติควรทำอย่างไร ตอบว่าควรสวดมนต์ครับ หิ หิ ขอโทษ พูดเล่น ตอบว่าในคนที่เคยเลือดออกในสมองมาก่อน อย่างไรก็ไม่ให้ยากันเลือดแข็งครับ มันเป็นข้อห้าม ดังนั้นคำถามนี้จึงไม่จำเป็นต้องตอบ

     3. ถามว่าอาการแสบลิ้นเกิดจากอะไร ตอบว่ามันมักเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน จึงเรียกรวมๆว่ากลุ่มอาการแสบปาก (burning mouth syndrome) ซึ่งกรณีคุณแม่ของคุณนี้น่าจะเป็นผลจาก stroke แล้วทำให้ประสาทสมองคู่ที่ห้าทำงานเพี้ยนไป หมอเขาคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ต้องปล่อยให้พระพรหมลิขิต หมายความว่ารอให้มันหายเอง อย่างดีคุณก็ให้วิตามินที่หากขาดแล้วจะทำให้ลิ้นอักเสบ เช่น B1, 2, 6, 12, zinc, folate, iron นี่เป็นแค่ปจว.นะ แปลว่าปฏิบัติการจิตวิทยา (เพื่อรักษาญาติ) แต่มันก็เป็นวิธีการที่ไม่รุกล้ำหรือมีความเสี่ยงอะไร

     4. ถามว่าการใส่ฟิลเตอร์ในหลอดเลือดดำที่ช่องท้องจะดีไหม ตอบว่า ข้อบ่งชี้ของการใส่ฟิลเตอร์มีสามกรณีเท่านั้น คือ

     4.1 มีหลักฐานว่ามีลิ่มเลือดก่อตัวที่ขา (venous thrombosis) ร่วมกับมีข้อห้ามการใช้ยากันเลือดแข็ง กรณีของคุณแม่มีข้อห้ามการใช้ยากันเลือดแข็งจริง แต่ยังไม่มีหลักฐานว่ามีลิ่มเลือดก่อตัวที่ท้องหรือขา ก็ยังไม่เข้าเกณฑ์ข้อนี้

     4.2 เคยเกิดลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดที่ปอดระดับปางตายมาแล้ว ประมาณว่าหากเกิดอีกครั้งรับประกันตายแหงๆ ก็สมควรใส่ฟิลเตอร์ แต่กรณีของคุณแม่คุณยังไม่เคยนะ แค่ตรวจพบลิ่มเลือดเล็กน้อยโดยบังเอิญโดยที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าลิ่มเลือดมาจากไหนเท่านั้น อาจมาจากหัวใจซีกขวาขณะที่ช็อกไปและเลือดไหลช้ามากๆก็ได้

     4.3 ผู้ป่วยที่มีหลักฐานว่าเกิดลิ่มเลือดหลุดจากขาหรือท้องไปอุดปอดซ้ำๆซากๆแม้จะให้ยากันเลือดแข็งเต็มที่แล้ว ซึ่งคุณแม่ของคุณก็ไม่เข้าเกณฑ์นี้

     กล่าวโดยสรุป หากจะใช้หลักวิชาแพทย์ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่่จะใส่ฟิลเตอร์ เมื่อไม่มีข้อบ่งชี้ก็ยังไม่ต้องใส่ดอกครับ แต่หากจะไม่ใช้หลักวิชาแพทย์ จะใช้หลักวิชามวยวัดก็ได้ ก็กล่าวคือลิ่มเลือดในปอดของคุณแม่คุณนี้เป็นสิ่งที่ตรวจพบโดยบังเอิญ ไม่ใช่สิ่งที่ก่ออาการเจ็บป่วยแต่อย่างใด หลักวิชามวยวัดมีอยู่ว่าอย่าไปเสี่ยงทำอะไรที่รุกล้ำกับสิ่งที่ตรวจพบโดยบังเอิญ เพราะอาจเป็นการเอามือไปซุกหีบ ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะถอยมือกลับออกมาไม่ได้นะครับ

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์


15 ธันวาคม 2560

รายละเอียดที่ดินใน Senior Cohousing-2

    บล็อกวันนี้เป็นเรื่องสำหรับผู้สนใจจะมาอยู่อาศัยใช้ชีวิตวัยเกษียณในโคโฮ-2 ท่านที่จะหาอ่านการตอบคำถามเรื่องสุขภาพพลิกข้ามไปก่อนนะ

    คือวันนี้จะเล่าความคืบหน้าของ Senior Co-Housing โครงการ 2 หรือโคโฮ2 (COHO-2) ซึ่งนัดหมายดูสถานที่จริง วันที่ 6 มค. 61 ตอนนี้มีโฉนดและเนื้อที่ดิน และราคา แจ้งให้ทราบแล้ว ดังนี้

แปลงที่ 1 (มีเจ้าของแล้ว)
แปลงที่ 2 (มีเจ้าของแล้ว)
แปลงที่ 3 โฉนดเลขที่ 262 เนื้อที่ 103 ตรว.
แปลงที่ 4 โฉนดเลขที่ 265 เนื้อที่ 106 ตรว.   
แปลงที่ 5 (มีเจ้าของแล้ว)
แปลงที่ 6 โฉนดเลขที่ 259 เนื้อที่ 107 ตรว.
แปลงที่ 7 โฉนดเลขที่ 263 เนื้อที่ 105 ตรว.
แปลงที่ 8 โฉนดเลขที่ 264 เนื้อที่ 96 ตรว.
แปลงที่ 9 (บ้านตัวอย่าง) เนื้อที่ 135 ตรว.
แปลงที่ 10 แปลงหัวมุมข้างบ้านตัวอย่าง  เนื้อที่ 135 ตรว.
แปลงที่ 11 แปลงหลังบ้านตัวอย่าง  เนื้อที่ 230 ตรว.
แปลงที่ 12 (มีเจ้าของแล้ว)
แปลงที่ 14 โฉนดเลขที่ 303 เนื้อที่ 120 ตรว.
แปลงที่ 15 โฉนดเลขที่ 324 เนื้อที่ 135 ตรว.
แปลงที่ 16 โฉนดเลขที่ 136 เนื้อที่ 299 ตรว. (ริมบึงน้ำ)
แปลงที่ 17 โฉนดเลขที่ 137 เนื้อที่ 214 ตรว. (ริมปาร์คหมู่บ้าน)

แผนผังที่ดิน COHO-2

ราคาที่ดิน

- ราคาที่ดิน ตรว.ละ 10,000 บาท
- บังคับจ่ายค่าส่วนกลางเก็บล่วงหน้าเป็นก้อนใหญ่อีกตรว.ละ 2,000 บาท
- รวมเป็นตรว.ละ 12,000 บาท
- ค่าโอนค่าภาษีผู้ขายเป็นผู้ชำระ
- ซื้อขายเงินสดเท่านั้น

ดังนั้นถ้าซื้อที่ดินแปลงเล็ก 100 ตรว.ปลูกบ้านหลังเล็กแบบอยู่คนเดียว อย่างน้อยก็ต้องมีงบ 2 ล้านบาท

     ค่าส่วนกลางจะถูกนำไปใช้จ่ายเป็นค่าติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ระบบเรียกขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (Nurse Call system) ระบบแสงสว่างทางเดิน ทำรั้วของชุมชน และจ่ายเป็นค่าบำรุงรักษารายเดือน เช่นคนสวน ค่าตัดหญ้า ซึ่งคาดหมายว่าเงินที่เก็บมา หลังจากจ่ายค่าสิ่งจำเป็นเพื่อเริ่มต้นชุมชนแล้ว คงจะมีเงินเหลือไว้จ่ายค่าบำรุงรักษารายเดือนไปอีกประมาณ 5-10 ปี
     ในอนาคตหลังจากสิบปีผ่านไป เมื่อเงินส่วนกลางนี้หมดแล้ว ก็ต้องเก็บกันใหม่ โดยถึงตอนน้ั้นจะเก็บเป็นรายเดือน เดือนละเท่าไหร่ยังไม่รู้ขึ้นอยู่กับต้นทุนการดูแลรักษาในตอนโน้น แต่หากคิดคำนวณจากต้นทุนการดูแลรักษาในปัจจุบันจะตกเดือนละประมาณ 10 บาทต่อตรว.ต่อเดือน

เงื่อนไขประกอบการซื้อ

บ้านตัวอย่าง โปรดสังเกตระเบียงบนหลังคา..ฝีมือสถาปนึก

     1. ผู้จะซื้อต้องมาพบและทำความรู้จักกับผู้ที่จะมาเป็นเพื่อนบ้าน ในวันที่ 6 มค. 60

     2. กรณีซื้อที่ดินแปลงที่  1 - 11 จะต้องทำสัญญาว่า

2.1 ว่าจ้างผู้รับเหมาที่หมอสันต์เลือกให้ปลูกบ้านภายในหนึ่งเดือนหลังซื้อที่ดิน โดยเลือกแบบบ้านจากที่มีให้ 5 แบบ (ราคา 8 แสน - 2 ล้านบาท หรือตรม.ละ 20,000 บ.) ปรับเปลี่ยนแบบตามต้องการได้ แต่ความสูงต้องไม่เกิน 8.5 เมตรจากพื้นดินเดิม และต้องอยู่ห่างขอบเขตของตัวเองไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร กรณีมีผู้รับเหมาที่เชื่อถือได้ของตัวเองสามารถใช้ผู้รับเหมาของตัวเองได้ โดยบ้านต้องเสร็จภายใน 1 ปี

2.2 ห้ามทำรั้วภายในหรือสร้างอะไรกีดขวางทางเดินภายในชุมชน

2.3 ห้ามเลี้ยงสัตว์ เช่น สุนัข แมว นก ไก่

     3. กรณีซื้อที่ดินแปลงที่ 12 - 17 ไม่บังคับปลูกบ้าน ไม่ห้ามเลี้ยงสัตว์

วิธีการซื้อ

     สามารถแจ้งความจำนงขอซื้อที่ดินได้ในวันที่ 6 มค. 61 หลังจากได้ดูสถานที่จริงและรู้จักกับผู้จะมาอยู่ร่วมกันในชุมชนแล้ว โดยผู้ที่แจ้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ไว้ก่อนจะได้รับสิทธิ์เลือกก่อน วิธีแจ้งชื่อคืออีเมล์บอกชื่อและเบอร์โทรศัพท์ไว้ที่พญ.สมวงศ์ somwong10@gmail.com โทรศัพท์ 0868882521

      เมื่อเลือกแล้วก็ทำสัญญาจะซื้อจะขายในวันที่ 6 มค. 61 เลย โดยวางมัดจำ 10,000 บาท และโอนที่ดินกันภายใน 1 เดือน

การบริหารชุมชน

     การบริหารชุมชนจะทำโดยนิติบุคคลบ้านจัดสรร (กำลังยื่นขอตั้ง) ไฟฟ้าใช้ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค น้ำประปาปัจจุบันใช้น้ำบาดาลจ่ายจากถังสูงของหมู่บ้าน (กำลังจดๆจ้องๆที่จะเอาน้ำประปาของกปภ.มวกเหล็กมาใช้แทนในอนาคต) 

บริการที่อยู่ใกล้ในระยะเดินถึง

      1. ครัวปราณา (Pranaa) อยู่ใกล้กัน 250 ม. เดินถึง ซึ่งปรุงและจำหน่ายอาหารสุขภาพ (มังสวิรัติ) ทุกวัน และบริการส่งอาหารตามสั่งถึงบ้านภายในชุมชน COHO
      2. เมก้าเวดะ สหคลินิก (MegaVeda Clinic) อยู่ใกล้กัน 300 ม. เดินถึง เป็นคลินิกแบบองค์รวมที่ผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบันแบบเน้นการส่งเสริมสุขภาพ เข้ากับแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนอายุรเวดะ (อินเดีย) มีบริการบำบัดเชิงหัตถเวช และกายภาพบำบัด ในรูปแบบต่างๆ
      3. เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ (WWC) อยู่ใกล้กัน 250 ม. เดินถึง ซึ่งเป็นที่ฝึกอบรมแค้มป์สุขภาพและศูนย์กิจกรรมผู้สูงวัย ผู้อยู่อาศัยใน COHO เดินไปใช้บริการและร่วมกิจกรรมต่างๆได้ง่ายๆ และในอนาคตถ้ามีลูกค้าก็จะเปิดให้บริการผู้ดูแล (caregiver) คือพนักงานดูแลผู้สูงอายุแบบหมุนเวียนไปให้การดูแลตามบ้านตามเวลาที่กำหนดด้วย
     4. โรงพยาบาลชุมชนมวกเหล็ก (ของรัฐบาล) อยู่ห่างออกไป 3 กม. ให้การบำบัดฉุกเฉินได้ครบครัน มีระบบรถพยาบาลฉุกเฉินเข้ามารับส่งใน COHO ได้ในกรณีฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
     5. ตลาดมวกเหล็ก (ของเทศบาล) อยู่ห่างออกไป 4 กม. 

ซักซ้อมการนัดหมายวันที่ 6 มค. 61

     เจอกันที่หน้าที่ดิน อยู่ที่ซอย 1 (ราชาวดี) หมู่บ้านมวกเหล็กวาลเลย์ พบกันได้ตั้งแต่เวลา 9.00 น. เพื่อดูที่ดินก่อน ดูจบแล้วค่อยพากันไปนั่งคุยกันที่ฮอลของเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ 

     กรณีที่อยากได้สิทธิเลือกก่อนในวันซื้อจริง กรุณาแจ้งความจำนงไว้ที่หมอสมวงศ์ (โทร. 086 888 2521 หรืออีเมล somwong10@gmail.com โดยให้ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของท่านไว้ แจ้งก่อนได้สิทธิ์ก่อน

     สำหรับท่านที่สนใจจะมาดูสถานที่ก่อนหน้าวันนัดก็มาได้ แต่พื้นที่ยังไม่เรียบร้อย คอยหลบตะปูและกองเหล็กและขยะก่อสร้างเอาเองก็แล้วกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดจะซื้อจริงต้องมาพบเพื่อนบ้านในวันที่ 6 มค. 61 ด้วย เพราะถ้าไม่มาพบไม่มาเจอเพื่อนบ้านก่อน ก็ไม่ขาย เพราะผมจะสร้างชุมชนคนสูงอายุ ไม่ใช่จะขายที่ดินจัดสรร

ทำไมหมอสันต์มาทำซีเนียร์โคโฮ

     ผมมีความสนใจที่จะทำระบบดูแลผู้สูงอายุแบบที่ให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีมาตั้งแต่สมัยผมเป็นหนุ่มแล้ว มันเป็นความชอบส่วนตัว (passion) ไปเมืองนอกทีไรไปประเทศไหนก็ตระเวณดูระบบดูแลผู้สูงอายุของประเทศนั้น ตอนแรกผมหมายมั่นปั้นมือจะทำในรูปของ Nursing Home แต่พอเห็นแนวโน้มในอเมริกาว่ารูปแบบเนอร์สซิ่งโฮมกำลังเจอทางตันเพราะจำนวนผูุ้ดูแลมีไม่พอที่จะดูแลผู้สูงอายุซึ่งมีแยะมาก (baby boomers) อีกทั้งเป็นรูปแบบการดูแลที่ทำให้ผู้สูงอายุกลายเป็นผู้ทุพลภาพที่ว้าเหว่เดียวดายไปก่อนเวลาอันควรโดยไม่ได้ใช้ศักยภาพที่ตัวผู้สูงอายุมีในการดูแลตัวเองเลย จึงเปลี่ยนแนวมาทำชุมชนแบบ independent living ชนิดที่ให้ผู้สูงวัยใช้ศักยภาพของตัวเองดำรงชีพด้วยตัวเองให้ได้นานที่สุดจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต คือให้สูงวัยแบบ active aging และเป็นชุมชนที่ผู้สูงวัยในชุมชนรู้จักกันและช่วยดูแลกันและกันได้ (neighborhood support) โดยมีระบบที่เอื้อ เช่นระบบเรียกหาความช่วยเหลือฉุกเฉินจากเพื่อนบ้าน มีคนสวนคนเดียวช่วยดูแลบริเวณให้ทุกหลังในราคาที่หารเฉลี่ยกันออกมาแล้วไม่แพง นอกจากนี้ชุมชนยังต้องอยู่ไกล้สิ่งจำเป็นสำหรับผู้สูงวัย เช่นมีอาหารสุขภาพที่หาทานได้ง่ายๆ มีสถานที่เดินออกกำลังกายและทำกิจกรรมผู้สูงวัย มีสถานฟื้นฟูสุขภาพ คลินิกส่งเสริมสุขภาพ บริการผู้ดูแลที่บ้าน และมีโรงพยาบาลที่พึ่งพิงได้ง่ายและเร็วเมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินอยู่ไม่ไกล

     ทั้งหมดนี้มาลงตัวในรูปแบบของซีเนียร์โคโฮที่มวกเหล็กวาลเลย์ รูปแบบของซีเนียร์โคโฮนี้มีต้นกำเนิดในเดนมาร์คแล้วแพร่หลายไปทั่วยุโรปและอเมริกาในปัจจุบัน เหตุผลที่ผมเลือกมวกเหล็กวาลเลย์มีเหตุผลเดียวคือเพราะบ้านผมอยู่ที่นี่ ผมอยู่ที่นี่เอ็นจอยอากาศเย็นสบายของที่นี่มา 17 ปีแล้ว ผมมีบ้านและที่ดินอยู่ที่เขาใหญ่ตามแฟชั่นกับเขาเหมือนกันแต่ผมก็ไม่ไปอยู่ที่นั่น เพราะผมชอบที่นี่มากกว่า อากาศเย็นสบายพอๆกันแต่ที่นี่ใกล้กรุงเทพฯมากกว่า มีความเป็นบ้านนอกที่น่ารักกว่า แถมยังมีสิ่งสนับสนุนผู้สูงอายุดีกว่าอีกด้วย 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์


14 ธันวาคม 2560

จะทำไงดีกับคนไม่ยอมมีลูก

สวัสดีค่ะคุณหมอ

ขอถามคำถามที่อาจดูเบสิกแต่ต้องการมุมมองจากคุณหมอ จริงๆค่ะ
ตอนนี้คู่หนุ่มสาวแต่งงานกัน ไม่นิยมมีลูก ปล่อยไว้เนิ่นนานจนมีลูกยาก มาอยากมีทีหลังก็ไม่ได้ซะแล้ว
บางคนยอมเป็นโสดเพราะบอกว่าอยู่คนเดียวสบายดี บางคนบอกว่ามีลูกไปทำไม เลี้ยงไม่ได้หรอก สังคมยุคนี้ต้องใช้เงินเยอะ สังคมอันตราย อยู่คนเดียวอิสระ อยากไปไหนก็ไป อยากกินอะไรก็ได้กิน
ไม่ต้องกังวล ไม่อยากมีภาระ จะวางแผนการอยู่คนเดียวยามแก่โดยการเก็บเงินเยอะๆตอนหนุ่มสาวแล้วไว้ใช้ยามแก่ มีลูกไปก็ใช่ว่าลูกจะกลับมาดูเรา อาจจะทิ้งเราเป็นผักปลาแบบที่ข่าวชอบออก
ที่น่าแปลกคือคนกลุ่มนี้มีฐานะพอที่จะเลี้ยงลูกได้ ส่วนคนที่ฐานะไม่ค่อยดีกลับมีลูกดก เรียกว่าไม่เคยคิดว่ามีหรือไม่มีดี (เป็นซะงั้น)
ถ้าเราจะมองการมีลูกในมุมมองที่ไม่ใช่แค่การสืบพันธุ์การดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์คุณหมอคิดว่าคนเราควรแต่งงานและมีลูกมั้ยคะ อ่านคำตอบคุณหมอในคำถามคนอื่นๆแล้วแบบว่าแต่ละคำตอบเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้เลยทีเดียว จึงเขียนมาถาม
ขอบพระคุณมากๆค่ะ

...........................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าจะทำไงดีกับคนที่ไม่ยอมมีลูก ตอบว่า เออ..อ แล้วมันเรื่องอะไรของคุณละครับ เขาไม่อยากมีลูกก็ช่างเขาปะไร ในการใช้ชีวิตในโลกใบนี้ให้มีความสุข คุณอย่าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่นได้ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นลูกหลานของคุณเองก็ขอให้คุณระวังให้จงหนัก อย่าทำตัวเป็น "หญิงแก่บ้าอำนาจ" ที่เที่ยวไปยุ่งกับเรื่องของลูกหลานจนพวกเขาไม่เป็นอันใช้ชีวิตของเขาเอง ให้คุณใส่ใจที่จะลดความสนใจเรื่องภายนอกตัวลง หันมาสนใจเรื่องภายในของตัวเองดีกว่า หมายถึงการวางความคิดเข้าไปสู่ความรู้ตัว นั่นแหละ ความสุขที่แท้จริงของชีวิตอยู่ตรงนั้น

     2. ถามว่าแล้วคนยากคนจนไม่มีการศึกษากลับมีลูกกันโครมๆแล้วจะไม่แย่หรือคะ เอาอีกแล้ว คุณนี่ช่างเจ้ากี้เจ้าการกับการจัดการโลกนอกตัวคุณเสียจริงนะ คุณเป็นคนเจ้าความคิด ระวังนะ ความคิดของคุณนั่นแหละเป็นตัวร้าย มันจะครอบคุณไปทุกอณูของชีวิตคุณ แม้วินาทีสุดท้ายของชีวิตมันก็ยังจะครอบคุณอยู่และจะลากจูงคุณไปไหนต่อไหน จนคุณไม่มีโอกาสได้อยู่กับจิตเดิมแท้ของคุณเลยแม้ในวินาทีที่คุณต้องการจะอยู่

    3. ถามว่าหมอสันต์คิดว่าคนเราควรจะแต่งงานมีลูกไหม ตอบว่าคนเราด้านหนึ่งก็เหมือนสัตว์ที่ดำเนินชีวิตไปตามสัญชาติญาณที่กำกับผ่านมาทางยีนหรือรหัสพันธุกรรมผ่านการทำงานของเซลและฮอร์โมน ในแง่นี้ทุกคนก็อยากมีเซ็กซ์ อยากแต่งงาน อยากมีลูก แต่ในอีกแง่หนึ่งคนเราเป็นสัตว์ชนิดที่มีแรงผลักดันจากส่วนลึกของจิตวิญญาณให้แสวงหาความหมายของชีวิต หมายถึงการเสาะหาว่าเกิดมาทำไม แค่เพื่อผสมพันธ์ออกลูกแล้วตายไปเหมือนสัตว์ทั้งหลาย หรือมีอะไรมากกว่านี้ ตายแล้วจะไปไหน ถ้าตายแล้วต้องวนเวียนมาเกิดอีก ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นไปจากวัฏฏะอันนี้ได้ ในแง่นี้ทุกคนก็อยากจะปลดตัวเองออกจากความยึดถือเกี่ยวพันใดๆ ที่ยังไม่แต่งงานก็ไม่อยากแต่ง ที่แต่งแล้วก็ไม่อยากมีลูก ที่มีลูกแล้วก็ไม่อยากผูกพันกับลูกเกินเหตุจนตายจากกันไม่ลง คนทุกคนต่างล้วนถูกกำกับด้วยแรงผลักดันทั้งสองนี้ คือสัญชาติญาณการสืบทอดเผ่าพันธุ์ และแรงผลักดันให้แสวงหาความหลุดพ้น ใครอยู่ตรงไหนมีแรงผลักดันใดมากแรงผลักดันใดน้อย นั่นเป็นระดับชั้นของพัฒนาการของแต่ละคนเพื่อเดินไปตามทางของตัวเอง ทางของใครก็ทางของมัน เป็นไปไม่ได้ที่จะไปสร้างสูตรสำเร็จหรือออกคำแนะนำมาตรฐานให้ทุกคนเดินตามไปทางเดียวกัน

     4. ข้อนี้คุณไม่ได้ถามแต่ผมแถมให้ คือ ณ เดี๋ยวนี้คนเราทุกคนต่างก็ต่างก็อยู่ที่ใดที่หนึ่งในที่ของตัวเอง บ้างแต่งงานแล้วทั้งอยากแต่งบ้างไม่อยากแต่งบ้าง บ้างมีลูกแล้วทั้งที่อยากมีบ้างไม่อยากมีบ้าง ได้ลูกอย่างใจบ้างไม่ได้อย่างใจบ้าง ถ้า ณ เดี๋ยวนี้ในที่ที่ตัวเองอยู่นี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขทำอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตมีความสุข นั่นแหละเป็นประเด็น ป่วยการที่จะไปย้อนคิดว่าแต่งงานดีไม่แต่งงานดี มีลูกดีไม่มีลูกดี เพราะตอนนี้อยู่ที่นี่แล้ว เป็นอย่างนี้แล้ว วิธีของหมอสันต์คือให้ยอมรับทุกอย่างที่มีที่เป็นตอนนี้ก่อน ยอมรับอย่างไม่มีข้อแม้ไม่มีเงื่อนไข การยอมรับสิ่งที่มีที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไม่มีเงื่อนไขรวมทั้งถ้ากำลังจะเอาชนะคะคานกันอยู่ก็ให้ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขด้วย เป็นจุดตั้งต้นของการใช้ชีวิตในแบบที่เรียกว่า "อยู่กับปัจจุบัน" เพราะถ้ายังมีอะไรที่ยอมรับไม่ได้ ก็หมายความว่ายังมีบางอย่างขาด หรือมีบางอย่างที่เกิน ก็จะยังอยู่กับปัจจุบันไม่ได้ เพราะต้องรอขวานขวายไปหาส่วนขาดมาเพิ่มก่อน หรือรอเอาส่วนเกินไปทิ้งก่อน การรออะไรคือการไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน คือรอไปอยู่ในอนาคต นั่นก็คือไม่ได้อยู่กับปัจจุบันนะแหละ การอยู่กับปัจจุบันนี้สำคัญนะ เพราะปัจจุบันนั่นแหละคือความรู้ตัวหรือจิตเดิมแท้ ส่วนอดีตอนาคตคือความคิดปรุงแต่ง ความสุขสงบเย็นจะพบได้ที่ในความรู้ตัวหรือที่จิตเดิมแท้เท่านั้น ไม่อาจจะพบได้ที่ในความคิดปรุงแต่ง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

13 ธันวาคม 2560

หิด ต้องซักรูดมหาราช แต่ไม่ต้องซักหมาและแมวด้วย

เรียนคุณหมอสันต์
          หนูเป็นภูมิแพ้และมีผื่นคันที่ข้อมือ (ส่งรูปมาด้วย) คันมาก ยิ่งหนาวยิ่งนอนไม่ได้เลย ไปหาหมอผิวหนัง ท่านแรกบอกว่าหนูแพ้สร้อยข้อมือ กินยาแก้แพ้และทายาสเตียรอยด์ก็ไม่หาย ไปหาหมออีกที่รพ.เดิมแต่หมอผิวหนังคนละคน เธอบอกว่าหนูเป็นหิด และให้หนูใช้ยา Lindane เหมือนจะหาย แต่ผ่านไปสามสัปดาห์ก็เป็นอีก คราวนี้ที่ใหม่ คือที่ขาหนีบ (ขอโทษค่ะ ไม่ได้ถ่ายรูปมา) กลับไปหาหมอบอกว่าเป็นเพราะหนูไม่ได้ขนเสื้อผ้าของทุกคนทั้งบ้านออกไปต้มไปซักตามที่หมอแนะนำ แต่หนูสงสัยว่ามันดื้อยาหรือเปล่า หนูอยากปรึกษาคุณหมอว่าการวินิจฉัยหิดนี้มันมีวิธีวินิจฉัยยืนยันอย่างไร ตามภาพที่ส่งมาหนูเป็นหิดจริงไหม หนูเป็นคนรักความสอาดมากจะติดหิดมาจากทางไหน และหนูต้องทำการกวาดล้างทั้งบ้านซักซักทั้งต้มเสื้อผ้าของทุกๆคนในบ้านเลยหรือเพราะมันจะเดือดร้อนคนอื่นมากๆ นอกจากนี้หนูยังมีแมวสองตัว น้องหมาอีกสาม ต้องซักด้วยหรือเปล่า

..........................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าจากภาพที่คุณส่งมาให้นั้นคุณเป็นหิดหรืือเปล่า ตอบว่าผมไม่ได้เอาภาพขึ้นบล็อกและไม่ยอมตอบคำถามข้อนี้ให้คุณด้วย การวินิจฉัยโรคทางไปรษณีย์แบบนี้มันผิดพลาดง่าย อีกอย่างหนึ่งคุณให้หมอโรคผิิวหนังดูด้วยตาจะจะแล้วนั่นเป็นวิธีวินิจฉัยที่ดีที่สุดแล้ว คุณเอามาให้ผมซึ่งเป็นหมอทั่วไปดูจากภาพส่งมาทางอีเมลอีกต่างหาก มันจะไปดีกว่ากันไปได้อย่างไรละครับ ส่วนประเด็นที่ว่าหมอโรคผิวหนังสองคนวินิจฉัยไม่เหมือนกันนั้น นั่นเป็นเรื่องของคุณ เอ๊ย..ไม่ใช่ เป็นเรื่องของการใช้ดุลพินิจของคุณในฐานะผู้ป่วยว่าจะเลือกเชื่อความเห็นไหน คือคุณต้องเข้าใจการแสวงหาความเห็นที่สองนะ ว่าเมืื่อความเห็นที่สองไม่เหมือนกับความเห็นที่หนึ่ง เป็นหน้าที่ของคุณที่จะเลือกเชื่อข้างไหนเอาเอง ไม่ใช่มาเอะอะโวยวายว่าทำไมหมอพูดไม่เหมือนกัน เพราะวิชาแพทย์เป็นการใช้ดุลพินิจ แถมเขาเป็นคนคนละคนกันจะให้เขาพูดเหมือนกันเพะๆได้อย่างไรละครับ ผมเห็นคนไข้บางคนแก้ปัญหานี้โดยการหาความเห็นที่สามเพื่อให้ครบองค์ประชุม แล้วเอามติจากเสียงข้างมาก เออ.. หิ หิ ถ้าคุณจะเอาแบบนั้นนั่นก็เรื่องของคุณ อุ๊บ..(ขอโทษ ปากเสียอีกละ)

     2. ถามว่าการวินิจฉัยโรคหิดวินิจฉัยจากอะไร ตอบว่าการวินิจฉัยมันมีสามก๊อก

     ก๊อกที่ 1. ถ้าเป็นหมอทั่วไปอย่างหมอสันต์นี้ การวินิจฉัยก็ใช้วิธีดูโหงวเฮ้งอย่างเดียว หมายความว่าดูลักษณะของผื่นว่าระหว่างตุ่มน้ำใสมีอุโมง (burrow) เป็นเส้นแดงๆยาวสัก 2-15 มิล ทีี่หิดตัวเมียขุดไปตามชั้นบนของผิวหนังเพื่อเที่ยววางไข่หรือเปล่า ถ้ามีก็ ฮั่นแน่ หิด ชัวร์ป๊าด..ฟันธง

     ข้อมูลอาการวิทยาก็ช่วยวินิจฉัยได้ กล่าวคือหิดนี้มีเอกลักษณ์ว่าจะ (1) แผ่พื้นที่ลุกลามออกไปเรื่อยๆ (2) ยิ่งตกกลางคืนยิ่งคัน (3) มันมักไม่เป็นที่แผ่นหลังและศีรษะ มักชอบเฉพาะตามข้อพับมากกว่า

     ก๊อกที่ 2. ถ้าเป็นหมอโรคผิวหนัง ก็มักยืนยันการวินิจฉัยโดยการขูดเอาขุยบนผื่นผิวหนังมาส่องกล้องจุลทรรศน์ดูแล้วมองหาตัวหิด (Sarcoptes scabiei) ซึ่งถ้ามีตัวอยู่ แค่ดูด้วยหัวขยายต่ำก็จะเห็นตัวสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่เท่าบ้าน ถ้าไม่เห็นตััวก็มองหาไข่หิด หรือขี้หิด

     ก๊อกที่ 3. คือการเอาขุยผื่นผิวหนังที่ขูดออกมาไปตรวจแลบหาดีเอ็นเอ.ของหิดด้วยวิธี PCR

    2. ถามว่าหนูสะอาดจนดมได้อย่างนี้จะติดหิดมาจากใครที่ไหนได้อย่างไร ตอบว่าคุณติดจากใครหมอสันต์ไม่กล้ารับประกัน แต่ว่าติดผ่านมาจากทางไหนพอบอกได้ เพราะหิดนี้เป็นสัตว์ประเภทเหา ไร โลน ซึ่งร่อนเร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการคลุกคลีสัมผัสและเสื้อผ้า ซึ่งรวมไปถึงผ้าห่ม ฟูก หมอน ผ้าปูที่นอน ที่ใช้ร่วมกัน แม้แต่เราไปใช้ของพวกนี้ในในโรงแรมจิ้งหรีดที่เก็บค่าบริการไม่พอค่าซักรีดผ้าปูุที่นอนทุกวันก็อาจได้หิดเป็นของแถมมาได้ เมื่อหิดมาถึงผิวหนังของเราแล้ว มันก็ขุดอุโมงค์แล้วฝังตัวอยู่บนร่องของผิวหนังโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามซอก เช่นซอกนิ้วมือ นิ้วเท้า ซอกพับที่ศอก ที่เข่า รักแร้ ขาหนีบ ที่เอว หรือแม้กระทั่งในที่ลับสุดยอด แล้ววางไข่ที่นั่น ตัวหิดนี้อายุยืนระดับเดือนสองเดือนเชียวนะ ก่อนตายก็วางไข่ไว้เป็นลูกหิดสืบเพื่อสืบทอดภารกิจสร้างความคันกันต่อไป

      3. ถามว่ายาลินเดน (Lindane หรืิอ benzene hexachloride) นี้หิดมันดื้อได้บ้างหรือเปล่า ตอบว่าดื้อได้ โดยมีอัตราการดื้ออยู่ประมาณ 14% อีกอย่างหนึ่งไหนๆก็พูดถึงยาลินเดนแล้วท่านผู้อ่านทั่วไปอย่าลืมว่ายานี้ไม่ปลอดภัยต่อเด็กเล็กนะ เขาจึงห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบเพราะมันมีพิษต่อระบบประสาทกลางและไขกระดูก

     ไหนๆก็พูดถึงยาหิดแล้ว อีกตัวที่ใช้กันมากในเมืองไทยคือ 25% benzyl benzoate มีอัตราการหาย 51% อีกตัวหนึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านคือขี้ผึ้งกำมะถัน ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ยาตัวสุดท้ายนี้ยังไม่เคยมีมีผลวิจัยไว้ว่ามีอัตราการหายกี่เปอร์เซ็นต์

    แต่ยาที่เด็ดสะระตี่มีอัตราหายถึง 95% คือยาเพอร์เมทริน (permethrin) ซึ่งเป็นครีมความเข้มข้น 5% และเป็นยาที่ปลอดภัยดีมาก แต่เมืองไทยผมเข้าใจว่ายานี้สำหรับใช้ในคนไม่มีขาย เพราะหลายปีก่อนผมหาให้คนไข้แต่ไม่มีขาย มีแต่สำหรับหยดหลังสุนัขเพื่อรักษาเห็บหมัด ถ้าหายาคนไม่ได้คุณก็ต้องไปร้านขายยาสัตว์แล้วซื้อเพอร์เมทรินชนิดสารละลาย 0.5% มาทาผิวหนังเอาเองโดยไม่ต้องรอใบสั่งหมอ เพราะไม่มีแพทย์คนที่ไหนสั่งให้ใช้ยาสัตว์มาทากับคนอย่างแน่นอน

     4. ถามว่าการรักษาหิดจำเป็นต้องซักต้องต้มเสื้อผ้ากันทั้งบ้านไหม ตอบว่าจำเป็นครับ คือต้องซักผ้า ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่และใช้งานในห้าวันที่ผ่านมาให้หมดแล้วตากแดดให้แห้งสนิทหรืออบให้แห้งในเครื่องอบด้วยอุณหภูมิค่อนไปทางสูง ถ้าคนไข้เป็นเด็กก็ต้องซักตุ๊กตุ่นตุ๊กตาที่กอดเล่นประจำให้หมด อะไรที่ซักไม่ได้ก็ให้เอาใส่ถุงพลาสติกซีลปากถุงให้สนิทเก็บไว้อย่างน้อยสามวัน เพราะว่าหิดนี้เป็นสัตว์ที่ต้องมีคนเป็นที่อาศัย ถ้ามันไม่ได้อยู่กับคนแค่ 24-36 ชั่วโมงมันก็จะตาย แต่ว่าถ้าอากาศเย็นมันจะอยู่ได้นานขึ้น ดังนั้นหิดจึงชอบหน้าหนาว กรณีเป็นอะไรที่ซักก็ไม่ได้ จับใส่ถุงก็ไม่ได้ เช่นพื้นพรม ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดแล้วทิ้งถุงเก็บฝุ่นไปเลย แล้วเอายาเช่นเพอร์เมทรินแบบสะเปรย์พ่นพรมให้ทั่ว ยาพ่นนี้หาซื้อได้ตามร้านขายของสำหรับสัตว์เลี้ยง ชื่อยา Chaingard รุ่น pet bedding spray ซึ่งเป็นกระป๋องอัดลมพ่นได้เลย แถวเดอะมอลก็มีขาย
     
     นอกจากจะริบเสื้อผ้ากกน.ของทุกคนมาซักแล้ว ยังต้องบังคับให้ทายาหิดทุกคน ต้องทากันทั่วตัว ทากันทั้งบ้านไม่ว่าเป็นหิดหรือไม่เป็นหิด คันหรือไม่คัน เพราะบางคนเป็นพาหะ คือเป็นผู้เลี้ยงหิดไว้โดยตัวเองไม่มีอาการอะไรให้เห็น การทายานี้ ก่อนทายาต้องตัดเล็บให้สั้น แล้วเอาแปรงสีฟันจุ่มยาแล้วยาทาเข้าไปที่ใต้ซอกเล็บด้วย ต้องทายาบนผิวหนังให้ให้เคลือบเป็นฟิลม์บางๆทั่วตัวตั้งแต่ลำคอลงไปจนจรดปลายเท้า ทายาเสร็จแล้วสวมเสื้อบางๆ พอครบ 8-24 ชั่วโมง (แล้วแต่ชนิดยา) ค่อยอาบน้ำอุ่นล้างเอายาออก กรณีเป็นเหาแถมด้วยให้ใช้ยาชนิดเป็นแชมพูสระผม สระแล้วทิ้งยาไว้สักสิบนาทีโดยไม่ต้องคลุมผม ครบสิบนาทีแล้วค่อยล้างผมเอายาออก กรณีเป็นหิดแบบรุนแรงในคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่นคนเป็นเอดส์) หรือในคนที่หิดดื้อยาทาผิวหนัง อาจจะต้องใช้ยากินชื่อ ivermectin ในขนาด 200 ไมโครกรัมต่อนน.ตัวหนึ่งกก. ควบด้วย ยานี้สำหรับใช้ในคนบ้านเราก็มีใช้แล้ว
     
       นอกจากการฆ่าตัวหิดแล้ว ยังต้องบรรเทาอาการคันด้วย  เพราะถึงหิดตายไปหมดแล้วแต่ผิวหนังของเราก็ยังจะคันคะเยอต่อไปได้อีกหลายสัปดาห์ วิธีบรรเทาก็คือกินยาแก้แพ้แอนตี้ฮีสตามีน ควบกับใช้ครีมสะเตียรอยด์ทา

     5. ถามว่ามีแมวมีหมาต้องจับทายาหรืือซักอบทำความสะอาดด้วยไหม ตอบว่าไม่ต้อง เพราะหิดคนนี้มันก็มีอัตตาหรือศักดิ์ศรีของมันเหมือนกัน คือมันจะไม่ไปสิงสู่ขยายพันธ์ในหมาแมวให้เสียเกียรติเด็ดขาด แต่ว่าหมาแมวเขาก็มีหิดของเขานะ ก็คือขี้เรื้อน (mange) นั่นแหละ พวกเดียวกันแต่คนละชนิดกับหิดของคน และขี้เรื้อนของหมาก็ไม่สามารถขยายพันธ์บนผิวหนังของคนได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Chosidow O. Clinical practices. Scabies. N Engl J Med 2006; 354:1718.
2. Johnston G, Sladden M. Scabies: diagnosis and treatment. BMJ 2005; 331:619.
3. Bezold G, Lange M, Schiener R, Palmedo G, Sander CA, Kerscher M, et al. Hidden scabies: diagnosis by polymerase chain reaction. Br J Dermatol. 2001 Mar. 144(3):614-8.
4. Centers for Disease Control and Prevention. Parasites - Scabies. Available at http://www.cdc.gov/parasites/scabies/index.html. Accessed: July 25, 2013.
5. Currie BJ, McCarthy JS. Permethrin and ivermectin for scabies. N Engl J Med. 2010 Feb 25. 362(8):717-25.

12 ธันวาคม 2560

บางประเด็นจาก Soundbath กับ David Jones

     วันก่อน David Jones ซึ่งเป็นนักดนตรี (มือกลอง) อาชีพในระดับโลก ทั้งสอน ทั้งเล่นให้ออสเตรเลียซิมโฟนีออร์เคสตร้าด้วย มาสอนการทำสมาธิด้วยวิธีซาวด์บาธที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ โดยมีแฟนบล็อกหมอสันต์เข้าร่วมเรียนร่วมฟังสามสิบกว่าคน บทสนทนาถามตอบในห้องเรียนก่อนและหลังซาวด์บาธเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ผมจึงตัดมาเล่าให้แฟนบล็อกที่ไม่ได้มาร่วมได้รับทราบบางส่วน ดังนี้

ผู้เรียน:

วิญญาณ (soul) คืออะไร แล้วเราจะจับต้องเข้าถึงมันได้อย่างไร

David Jones: 

วิญญาณ คือพลังงาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตรับรู้ความคิด เราไม่สามารถรับรู้การมีอยู่ของวิญญาณได้ด้วยการสัมผัสรับรู้ผ่านอวัยวะรับความรู้สึกทั้งหลาย แต่เรารับรู้การมีอยู่ของวิญญาณได้ด้วยการ "เป็น" ดวงวิญญาณเสียเอง อย่างนี้..ฉันเป็นดวงวิญญาณที่สงบเย็น I am a peaceful soul

ผู้เรียน:

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง
mind (ความคิดจิตใจ) กับ
soul (วิญญาณ) และ
divine (แหล่งพลังงานสูงสุด)

David Jones: 

ความคิด (mind) ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งที่เราตั้งใจคิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ถูกโยนขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก เป็นสิ่งชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความคิดนี้ได้พลังจากวิญญาณด้วย หมายความว่าส่วนหนึ่งของความคิดประกอบขึ้นจากวิญญาณในรูปของความสนใจ

ส่วน วิญญาณ (soul) นั้นคือฉันตัวจริง วิญญาณเป็นผู้เฝ้าสังเกตความคิด เป็นสิ่งที่มั่นคงสถาพรไม่มีวันตาย แม้ว่าความคิดจะเปลี่ยนไป ร่างกายจะเปลี่ยนไป แต่แม้วิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่ตาย แต่วิญญาณก็จะยังดำรงอยู่ที่ตรงนี้ได้ตราบเท่าที่ร่างกายนี้ยังอยู่เท่านั้น เพราะวิญญาณต้องอาศัยร่างกายจึงจะสังเกตรับรู้ความคิดได้ เมื่อไม่มีร่างกายแล้ว วิญญาณก็ต้องหาที่ไปใหม่

ส่วน แหล่งพลังงานสูงสุด (divine) นั้นเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่เป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้รวมทั้งเป็นต้นกำเนิดของวิญญาณทั้งหลายด้วย เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่โดยไม่ต้องอาศัยร่างกายหรืออะไรทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่เป็นนิรันดร ไม่ตาย ไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้เรียน:

ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่าวิธีใช้ชีวิตที่ดีก็คือการคิดบวกใช่ไหม

David Jones: 

ถูกต้องในส่วนของการเริ่มต้น คือผมอยากให้มองการใช้ชีวิตเป็นสามระดับ

ระดับที่หนึ่ง ในระดับความคิด เรามั่นคงอยู่กับความคิดเดียว คือความคิดว่าเราเป็นดวงวิญญาณที่สงบเย็น แล้วถอยตัวออกไปอยู่ห่างเพื่อเฝ้าสังเกตความคิดอื่นเหมือนท้องฟ้าเฝ้าสังเกตก้อนเมฆแต่ละก้อนว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แล้วเลือกหยิบเอาแต่ความคิดที่ดี ส่วนความคิดที่ไม่ดีเราไม่สนใจ ไม่เลือกหยิบ ตรงนี้มันเป็นอันเดียวกับที่คุณเรียกว่าคิดบวก แต่นอกจากระดับนี้แล้วผมอยากให้คุณขยับขึ้นไปอีกสองระดับ

ระดับที่สอง คือการไปให้พ้นความคิด ไปอยู่กับการรับ "รู้" สิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะในรูปของ ภาพผ่านตา เสียงผ่านหู และสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัมผัสถึงการสั่นสะเทือนผ่านผิวหนังและทุกองคาพยพของร่างกาย การรู้สิ่งแวดล้อมตรงๆโดยไม่ผ่านความคิด จะนำเราเข้าไปใกล้ความนิ่งและความสงบเย็นซึ่งเป็นธรรมชาติแท้จริงของเรามากยิ่งขึ้น

ระดับที่สาม คือการการเปิดการเชื่อมต่อระหว่างเรากับแหล่งพลังงานสูงสุดที่ข้างนอก (divine) เมื่อเราเปิดรับ พลังกรุณา (Grace) จากแหล่งพลังงานสูงสุดก็จะเข้ามาสู่ตัวเรา เราอาจจะรู้สึกว่าการเชื่อมโยงกับแหล่งพลังงานสูงสุดเป็นอะไรที่ไกลตัวเกินเอื้อม นั่นอาจจะเป็นจริงถ้าเรามองตัวเราจากสำนึกของการเป็นบุคคล เพราะการเป็นบุคคลนี้เรามองตัวเราในฐานะที่เป็นร่างกายและความคิด แต่หากเรามองจากสำนึกของการเป็นดวงวิญญาณ เราในฐานะเป็นดวงวิญญาณเราเป็นพลังงานนะ และสิ่งสูงสุดก็เป็นพลังงาน การเปิดรับและเชื่อมต่อมันก็ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย

หมอสันต์

บราเธอร์เดวิด คุณเป็นนักตีกลองมืออาชีพ คุณลองตีกลองให้พวกเราดูหน่อยสิ

David Jones: 

เดวิดตีกลอง โดยใช้อุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่มีอยู่ตรงหน้า เช่นขัน ฉาบ ลูกแซก ไมโครโฟน และพื้นโต๊ะ เขาตีโน่นบ้างนี่บ้างจนมันกลายเป็นเสียงดนตรีที่สมบูรณ์แบบมีจังหวะที่หนักแน่นขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง ขณะที่ตีเขาอธิบายจังหวะในวิชาตีกลองไปด้วย และพูดทักทายกับผู้ชม แล้วสอนหลักวิธีเป็นดวงวิญญาณที่สงบเย็น ขณะที่มือและเท้าสาละวนกันอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้นและเสียงตนตรีที่เขาทำขึ้นก็ไม่ได้เสียจังหวะหรือถูกขัดตอนเลยแม้แต่น้อย



"..ฮัลโลว์ คุณเป็นยังไงบ้างครับ เห็นไหมว่าขณะที่ผมพูดกับคุณนี่ผมยังตีกลองเล่นดนตรีเป็นจังหวะเป็นเพลงได้อยู่ จะเอาจังหวะช้าอ้อยอิ่งแบบนี้ก็ได้ จะเอาเร็วแบบนี้ก็ได้ นี่เป็นจังหวะห้าสลับหนึ่ง ห้า สลับ หนึ่ง ห้า สลับหนึ่ง

     นั่นเป็นเพราะว่าผมตีกลองมาสี่สิบแปดปีแล้ว อะไรก็ตามที่ผมทำซ้ำๆๆๆ ในที่สุดมันจะฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของผม แล้วมันจะโผล่กลับขึ้นมาเป็นประสบการณ์ครั้งใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าเสมือนว่ามันเป็นตัวผมเองอย่างแนบเนียน

     เช่นเดียวกันกับความคิดที่เราคิดซ้ำคิดซาก มันก็จะฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกแล้วโผล่กลับขึ้นมาเป็นประสบการณ์ครั้งใหม่ของเราอีก อีก อีก

     ถ้าเรามั่นคงแน่วแน่อยู่กับความคิดเดียว ว่า "ฉันคือดวงวิญญาณที่สงบเย็น" แล้วถอยห่างออกมาจากความคิดอื่นๆ แค่เฝ้าสังเกตดูความคิดอื่นๆเหมือนท้องฟ้าเฝ้าสังเกตก้อนเมฆที่ลอยผ่านมาแล้วลอยผ่านไป การมั่นคงอยู่กับความคิดเดียวที่ว่าฉันคือดวงวิญญาณที่สงบเย็นนี้ มันจะฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของเรา แล้วโผล่กลับขึ้นมาเป็นประสบการณ์ว่าเรา "เป็น" ดวงวิญญาณที่สงบเย็นจริงๆ

     คราวนี้ถ้าผมลองหยุดพูดคุยกับคุณ แล้วหันไปจดจ่ออยู่กับการตีกลองแบบนี้

    (เดวิดหันไปใส่ใจกับการตีกลองอย่างจริงจัง เสียงและจังหวะที่เขาทำพลันกระหึ่มและมีพลังขึ้นมาทันที)

    คุณเห็นไหมว่าเสียง การสั่นสะเทือน มันมีพลังจริงจังมากขึ้น เพราะการกระทำหรือความคิดก็ตาม มันได้พลังจากวิญญาณในรูปของความสนใจ เมื่อเราหันไปสนใจจดจ่อกับสิ่งใด พลังของวิญญาณก็เข้าไปอยู่ในสิ่งนั้น เราสนใจจดจ่อกับอะไร สิ่งนั้นก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นมา.."

   (เดวิดจบการตีกลองบนสิ่งละอันพันละน้อยบนโต๊ะที่ไม่ใช่กลองจริงๆ ผู้ฟังชอบใจปรบมืิอกันใหญ่)

หมอสันต์

     ผมเล่านอกเรื่องให้ฟังหน่อยนะครับก่อนที่เราจะมาซาวด์บาธกันนี้ ผมพาบราเธอร์เดวิดไปเดินย่อยอาหารชมสวนผักและเดินเลียบบึงน้ำไปชมคลินิกอายุรเวช ขณะเดินเล่นด้วยกัน บราเธอร์เดวิดบอกผมว่าเขารับรู้ผ่านความสั่นสะเทือน (vibration) ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่นิ่งเงียบสงบและเต็มไปด้วยพลังกรุณา และถามผมว่าผมหาที่อย่างนี้พบได้อย่างไร ผมยิ้มโดยไม่ได้ตอบ เงียบกันไปพักหนึ่ง เขาก็พูดว่าเสียงนกที่นี่ไม่เหมือนนกที่ออสเตรเลียและที่อินเดีย ฟังเสียงนกที่เสียงดังมาก เสียงกลาง และเสีียงค่อยสิ ทั้งสามเสียงเป็นเสียงเอกลักษณ์ที่ผมไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

    คำพูดของบราเธอร์เดวิดทำให้ผมเห็นความแตกต่างระหว่างผมกับเขา ขณะเดินเล่นด้วยกันในสถานที่และเวลาเดียวกัน ผมอยู่กับความคิด ใจผมแว่บไปว่าเดี๋ยวเวลาเริ่มซาวด์บาธผมต้องสั่งให้เด็กเตรียมอาหารว่างเป็นผลไม้เบาๆไว้ให้แขกเผื่อหิวตอนกลางคืนด้วย แล้วต้องโทรศัพท์สั่งให้เด็กที่ฟาร์มเตรียมที่รองนั่งบนพื้้นหญ้าสำหรับสมาชิกซึ่งมีนัดหมายจะไปเรียนการฝึกสมาธิกันกับบราเธอร์เดวิดที่ฟาร์มในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่บราเธอร์เดวิดอยู่กับภาพ อยู่กับเสียง อยู่กับการสั่นสะเทือนของบรรยากาศ ที่นี่เดี๋ยวนี้ ความแตกต่างอันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีระหว่างการใช้ชีวิตในระดับที่หนึ่งคืออยู่ในความคิด กับระดับที่สองคืออยู่กับการรู้สิ่งรอบตัวในปัจจุบัน

    (หมอสันต์หันไปพูดกับเดวิด โจนส์)

     ผมขอเป็นคนถามคำถามสุดท้ายนะ บราเธอร์เดวิด ไปไงมาไง คุณถึงมาเป็นครูสอนทางจิตวิญญาณได้เนี่ย

David Jones: 

     ผมก็เป็นนักดนตรีแบบหัวหกก้นขวิดเหมือนนักดนตรีทั่วไปจนถึงปี 1982 ผมได้พบกับเพื่อนนักดนตรีด้วยกันคนหนึ่ง เขาเป็นคนสงบนิ่งเยือกเย็นและดูจะไม่หวันไหวทุกข์ร้อนกับอะไรสักอย่างเดียว ผมบอกตัวเองว่าไม่รู้ละ ว่าเจ้าเพื่อนคนนั้นมีอะไรหรือได้อะไรมา ผมจะต้องมีหรือจะต้องได้สิ่งนั้นบ้าง ผมจึงเริ่มคุยกับเขา ถามเขา แล้วเขาก็ชักนำให้ผมรู้จักเส้นทางนี้ เขาพาผมไปเรียนฝึกสมาธิวิปัสนาที่ศูนย์วิปัสนาที่ซิดนีย์ แล้วผมก็เดินลึกเข้าไปๆในทางนี้เรื่อยมาจนสามารถใส่วิญญาณของผมเข้าไปในทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำซึ่งมันทำให้การทำงานและการใช้ชีวิตของผมมีความสงบเย็นอย่างยิ่งและอย่างต่อเนื่อง ผมก็รู้ว่าชีวิตผมมาถูกทางแล้ว จึงเริ่มเผยแพร่ผ่านการเคาะการตีที่ผมถนัด เพื่อให้คนอื่นได้รู้จักสิ่งดีๆนี้บ้าง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์   

ปล.

สำหรับท่านที่สนใจพัฒนาการจิตใจด้วยความคิดบวก Sonja Ohlsson จากเดนมาร์ค จะมาแชร์คอนเซ็พท์เรื่อง "เมื่อสุภาพจิตของผู้คนดีขึ้น สุขภาพของโลกก็ดีขึ้น (Healthy Mind, Healthy Planet)" ที่บ้านสินธุ ในวันที่ 24 ธค. 60 ทางบ้านสินธุฝากบอกว่ายินดีเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมเสวนา ทั้งหมดนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ผมได้แนบแผนที่และวิธีติดต่อบ้านสินธุไว้ท้ายบล็อกนี้ด้วย