13 ธันวาคม 2560

หิด ต้องซักรูดมหาราช แต่ไม่ต้องซักหมาและแมวด้วย

เรียนคุณหมอสันต์
          หนูเป็นภูมิแพ้และมีผื่นคันที่ข้อมือ (ส่งรูปมาด้วย) คันมาก ยิ่งหนาวยิ่งนอนไม่ได้เลย ไปหาหมอผิวหนัง ท่านแรกบอกว่าหนูแพ้สร้อยข้อมือ กินยาแก้แพ้และทายาสเตียรอยด์ก็ไม่หาย ไปหาหมออีกที่รพ.เดิมแต่หมอผิวหนังคนละคน เธอบอกว่าหนูเป็นหิด และให้หนูใช้ยา Lindane เหมือนจะหาย แต่ผ่านไปสามสัปดาห์ก็เป็นอีก คราวนี้ที่ใหม่ คือที่ขาหนีบ (ขอโทษค่ะ ไม่ได้ถ่ายรูปมา) กลับไปหาหมอบอกว่าเป็นเพราะหนูไม่ได้ขนเสื้อผ้าของทุกคนทั้งบ้านออกไปต้มไปซักตามที่หมอแนะนำ แต่หนูสงสัยว่ามันดื้อยาหรือเปล่า หนูอยากปรึกษาคุณหมอว่าการวินิจฉัยหิดนี้มันมีวิธีวินิจฉัยยืนยันอย่างไร ตามภาพที่ส่งมาหนูเป็นหิดจริงไหม หนูเป็นคนรักความสอาดมากจะติดหิดมาจากทางไหน และหนูต้องทำการกวาดล้างทั้งบ้านซักซักทั้งต้มเสื้อผ้าของทุกๆคนในบ้านเลยหรือเพราะมันจะเดือดร้อนคนอื่นมากๆ นอกจากนี้หนูยังมีแมวสองตัว น้องหมาอีกสาม ต้องซักด้วยหรือเปล่า

..........................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าจากภาพที่คุณส่งมาให้นั้นคุณเป็นหิดหรืือเปล่า ตอบว่าผมไม่ได้เอาภาพขึ้นบล็อกและไม่ยอมตอบคำถามข้อนี้ให้คุณด้วย การวินิจฉัยโรคทางไปรษณีย์แบบนี้มันผิดพลาดง่าย อีกอย่างหนึ่งคุณให้หมอโรคผิิวหนังดูด้วยตาจะจะแล้วนั่นเป็นวิธีวินิจฉัยที่ดีที่สุดแล้ว คุณเอามาให้ผมซึ่งเป็นหมอทั่วไปดูจากภาพส่งมาทางอีเมลอีกต่างหาก มันจะไปดีกว่ากันไปได้อย่างไรละครับ ส่วนประเด็นที่ว่าหมอโรคผิวหนังสองคนวินิจฉัยไม่เหมือนกันนั้น นั่นเป็นเรื่องของคุณ เอ๊ย..ไม่ใช่ เป็นเรื่องของการใช้ดุลพินิจของคุณในฐานะผู้ป่วยว่าจะเลือกเชื่อความเห็นไหน คือคุณต้องเข้าใจการแสวงหาความเห็นที่สองนะ ว่าเมืื่อความเห็นที่สองไม่เหมือนกับความเห็นที่หนึ่ง เป็นหน้าที่ของคุณที่จะเลือกเชื่อข้างไหนเอาเอง ไม่ใช่มาเอะอะโวยวายว่าทำไมหมอพูดไม่เหมือนกัน เพราะวิชาแพทย์เป็นการใช้ดุลพินิจ แถมเขาเป็นคนคนละคนกันจะให้เขาพูดเหมือนกันเพะๆได้อย่างไรละครับ ผมเห็นคนไข้บางคนแก้ปัญหานี้โดยการหาความเห็นที่สามเพื่อให้ครบองค์ประชุม แล้วเอามติจากเสียงข้างมาก เออ.. หิ หิ ถ้าคุณจะเอาแบบนั้นนั่นก็เรื่องของคุณ อุ๊บ..(ขอโทษ ปากเสียอีกละ)

     2. ถามว่าการวินิจฉัยโรคหิดวินิจฉัยจากอะไร ตอบว่าการวินิจฉัยมันมีสามก๊อก

     ก๊อกที่ 1. ถ้าเป็นหมอทั่วไปอย่างหมอสันต์นี้ การวินิจฉัยก็ใช้วิธีดูโหงวเฮ้งอย่างเดียว หมายความว่าดูลักษณะของผื่นว่าระหว่างตุ่มน้ำใสมีอุโมง (burrow) เป็นเส้นแดงๆยาวสัก 2-15 มิล ทีี่หิดตัวเมียขุดไปตามชั้นบนของผิวหนังเพื่อเที่ยววางไข่หรือเปล่า ถ้ามีก็ ฮั่นแน่ หิด ชัวร์ป๊าด..ฟันธง

     ข้อมูลอาการวิทยาก็ช่วยวินิจฉัยได้ กล่าวคือหิดนี้มีเอกลักษณ์ว่าจะ (1) แผ่พื้นที่ลุกลามออกไปเรื่อยๆ (2) ยิ่งตกกลางคืนยิ่งคัน (3) มันมักไม่เป็นที่แผ่นหลังและศีรษะ มักชอบเฉพาะตามข้อพับมากกว่า

     ก๊อกที่ 2. ถ้าเป็นหมอโรคผิวหนัง ก็มักยืนยันการวินิจฉัยโดยการขูดเอาขุยบนผื่นผิวหนังมาส่องกล้องจุลทรรศน์ดูแล้วมองหาตัวหิด (Sarcoptes scabiei) ซึ่งถ้ามีตัวอยู่ แค่ดูด้วยหัวขยายต่ำก็จะเห็นตัวสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่เท่าบ้าน ถ้าไม่เห็นตััวก็มองหาไข่หิด หรือขี้หิด

     ก๊อกที่ 3. คือการเอาขุยผื่นผิวหนังที่ขูดออกมาไปตรวจแลบหาดีเอ็นเอ.ของหิดด้วยวิธี PCR

    2. ถามว่าหนูสะอาดจนดมได้อย่างนี้จะติดหิดมาจากใครที่ไหนได้อย่างไร ตอบว่าคุณติดจากใครหมอสันต์ไม่กล้ารับประกัน แต่ว่าติดผ่านมาจากทางไหนพอบอกได้ เพราะหิดนี้เป็นสัตว์ประเภทเหา ไร โลน ซึ่งร่อนเร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการคลุกคลีสัมผัสและเสื้อผ้า ซึ่งรวมไปถึงผ้าห่ม ฟูก หมอน ผ้าปูที่นอน ที่ใช้ร่วมกัน แม้แต่เราไปใช้ของพวกนี้ในในโรงแรมจิ้งหรีดที่เก็บค่าบริการไม่พอค่าซักรีดผ้าปูุที่นอนทุกวันก็อาจได้หิดเป็นของแถมมาได้ เมื่อหิดมาถึงผิวหนังของเราแล้ว มันก็ขุดอุโมงค์แล้วฝังตัวอยู่บนร่องของผิวหนังโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามซอก เช่นซอกนิ้วมือ นิ้วเท้า ซอกพับที่ศอก ที่เข่า รักแร้ ขาหนีบ ที่เอว หรือแม้กระทั่งในที่ลับสุดยอด แล้ววางไข่ที่นั่น ตัวหิดนี้อายุยืนระดับเดือนสองเดือนเชียวนะ ก่อนตายก็วางไข่ไว้เป็นลูกหิดสืบเพื่อสืบทอดภารกิจสร้างความคันกันต่อไป

      3. ถามว่ายาลินเดน (Lindane หรืิอ benzene hexachloride) นี้หิดมันดื้อได้บ้างหรือเปล่า ตอบว่าดื้อได้ โดยมีอัตราการดื้ออยู่ประมาณ 14% อีกอย่างหนึ่งไหนๆก็พูดถึงยาลินเดนแล้วท่านผู้อ่านทั่วไปอย่าลืมว่ายานี้ไม่ปลอดภัยต่อเด็กเล็กนะ เขาจึงห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบเพราะมันมีพิษต่อระบบประสาทกลางและไขกระดูก

     ไหนๆก็พูดถึงยาหิดแล้ว อีกตัวที่ใช้กันมากในเมืองไทยคือ 25% benzyl benzoate มีอัตราการหาย 51% อีกตัวหนึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านคือขี้ผึ้งกำมะถัน ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ยาตัวสุดท้ายนี้ยังไม่เคยมีมีผลวิจัยไว้ว่ามีอัตราการหายกี่เปอร์เซ็นต์

    แต่ยาที่เด็ดสะระตี่มีอัตราหายถึง 95% คือยาเพอร์เมทริน (permethrin) ซึ่งเป็นครีมความเข้มข้น 5% และเป็นยาที่ปลอดภัยดีมาก แต่เมืองไทยผมเข้าใจว่ายานี้สำหรับใช้ในคนไม่มีขาย เพราะหลายปีก่อนผมหาให้คนไข้แต่ไม่มีขาย มีแต่สำหรับหยดหลังสุนัขเพื่อรักษาเห็บหมัด ถ้าหายาคนไม่ได้คุณก็ต้องไปร้านขายยาสัตว์แล้วซื้อเพอร์เมทรินชนิดสารละลาย 0.5% มาทาผิวหนังเอาเองโดยไม่ต้องรอใบสั่งหมอ เพราะไม่มีแพทย์คนที่ไหนสั่งให้ใช้ยาสัตว์มาทากับคนอย่างแน่นอน

     4. ถามว่าการรักษาหิดจำเป็นต้องซักต้องต้มเสื้อผ้ากันทั้งบ้านไหม ตอบว่าจำเป็นครับ คือต้องซักผ้า ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่และใช้งานในห้าวันที่ผ่านมาให้หมดแล้วตากแดดให้แห้งสนิทหรืออบให้แห้งในเครื่องอบด้วยอุณหภูมิค่อนไปทางสูง ถ้าคนไข้เป็นเด็กก็ต้องซักตุ๊กตุ่นตุ๊กตาที่กอดเล่นประจำให้หมด อะไรที่ซักไม่ได้ก็ให้เอาใส่ถุงพลาสติกซีลปากถุงให้สนิทเก็บไว้อย่างน้อยสามวัน เพราะว่าหิดนี้เป็นสัตว์ที่ต้องมีคนเป็นที่อาศัย ถ้ามันไม่ได้อยู่กับคนแค่ 24-36 ชั่วโมงมันก็จะตาย แต่ว่าถ้าอากาศเย็นมันจะอยู่ได้นานขึ้น ดังนั้นหิดจึงชอบหน้าหนาว กรณีเป็นอะไรที่ซักก็ไม่ได้ จับใส่ถุงก็ไม่ได้ เช่นพื้นพรม ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดแล้วทิ้งถุงเก็บฝุ่นไปเลย แล้วเอายาเช่นเพอร์เมทรินแบบสะเปรย์พ่นพรมให้ทั่ว ยาพ่นนี้หาซื้อได้ตามร้านขายของสำหรับสัตว์เลี้ยง ชื่อยา Chaingard รุ่น pet bedding spray ซึ่งเป็นกระป๋องอัดลมพ่นได้เลย แถวเดอะมอลก็มีขาย
     
     นอกจากจะริบเสื้อผ้ากกน.ของทุกคนมาซักแล้ว ยังต้องบังคับให้ทายาหิดทุกคน ต้องทากันทั่วตัว ทากันทั้งบ้านไม่ว่าเป็นหิดหรือไม่เป็นหิด คันหรือไม่คัน เพราะบางคนเป็นพาหะ คือเป็นผู้เลี้ยงหิดไว้โดยตัวเองไม่มีอาการอะไรให้เห็น การทายานี้ ก่อนทายาต้องตัดเล็บให้สั้น แล้วเอาแปรงสีฟันจุ่มยาแล้วยาทาเข้าไปที่ใต้ซอกเล็บด้วย ต้องทายาบนผิวหนังให้ให้เคลือบเป็นฟิลม์บางๆทั่วตัวตั้งแต่ลำคอลงไปจนจรดปลายเท้า ทายาเสร็จแล้วสวมเสื้อบางๆ พอครบ 8-24 ชั่วโมง (แล้วแต่ชนิดยา) ค่อยอาบน้ำอุ่นล้างเอายาออก กรณีเป็นเหาแถมด้วยให้ใช้ยาชนิดเป็นแชมพูสระผม สระแล้วทิ้งยาไว้สักสิบนาทีโดยไม่ต้องคลุมผม ครบสิบนาทีแล้วค่อยล้างผมเอายาออก กรณีเป็นหิดแบบรุนแรงในคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่นคนเป็นเอดส์) หรือในคนที่หิดดื้อยาทาผิวหนัง อาจจะต้องใช้ยากินชื่อ ivermectin ในขนาด 200 ไมโครกรัมต่อนน.ตัวหนึ่งกก. ควบด้วย ยานี้สำหรับใช้ในคนบ้านเราก็มีใช้แล้ว
     
       นอกจากการฆ่าตัวหิดแล้ว ยังต้องบรรเทาอาการคันด้วย  เพราะถึงหิดตายไปหมดแล้วแต่ผิวหนังของเราก็ยังจะคันคะเยอต่อไปได้อีกหลายสัปดาห์ วิธีบรรเทาก็คือกินยาแก้แพ้แอนตี้ฮีสตามีน ควบกับใช้ครีมสะเตียรอยด์ทา

     5. ถามว่ามีแมวมีหมาต้องจับทายาหรืือซักอบทำความสะอาดด้วยไหม ตอบว่าไม่ต้อง เพราะหิดคนนี้มันก็มีอัตตาหรือศักดิ์ศรีของมันเหมือนกัน คือมันจะไม่ไปสิงสู่ขยายพันธ์ในหมาแมวให้เสียเกียรติเด็ดขาด แต่ว่าหมาแมวเขาก็มีหิดของเขานะ ก็คือขี้เรื้อน (mange) นั่นแหละ พวกเดียวกันแต่คนละชนิดกับหิดของคน และขี้เรื้อนของหมาก็ไม่สามารถขยายพันธ์บนผิวหนังของคนได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Chosidow O. Clinical practices. Scabies. N Engl J Med 2006; 354:1718.
2. Johnston G, Sladden M. Scabies: diagnosis and treatment. BMJ 2005; 331:619.
3. Bezold G, Lange M, Schiener R, Palmedo G, Sander CA, Kerscher M, et al. Hidden scabies: diagnosis by polymerase chain reaction. Br J Dermatol. 2001 Mar. 144(3):614-8.
4. Centers for Disease Control and Prevention. Parasites - Scabies. Available at http://www.cdc.gov/parasites/scabies/index.html. Accessed: July 25, 2013.
5. Currie BJ, McCarthy JS. Permethrin and ivermectin for scabies. N Engl J Med. 2010 Feb 25. 362(8):717-25.

12 ธันวาคม 2560

บางประเด็นจาก Soundbath กับ David Jones

     วันก่อน David Jones ซึ่งเป็นนักดนตรี (มือกลอง) อาชีพในระดับโลก ทั้งสอน ทั้งเล่นให้ออสเตรเลียซิมโฟนีออร์เคสตร้าด้วย มาสอนการทำสมาธิด้วยวิธีซาวด์บาธที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ โดยมีแฟนบล็อกหมอสันต์เข้าร่วมเรียนร่วมฟังสามสิบกว่าคน บทสนทนาถามตอบในห้องเรียนก่อนและหลังซาวด์บาธเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ผมจึงตัดมาเล่าให้แฟนบล็อกที่ไม่ได้มาร่วมได้รับทราบบางส่วน ดังนี้

ผู้เรียน:

วิญญาณ (soul) คืออะไร แล้วเราจะจับต้องเข้าถึงมันได้อย่างไร

David Jones: 

วิญญาณ คือพลังงาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตรับรู้ความคิด เราไม่สามารถรับรู้การมีอยู่ของวิญญาณได้ด้วยการสัมผัสรับรู้ผ่านอวัยวะรับความรู้สึกทั้งหลาย แต่เรารับรู้การมีอยู่ของวิญญาณได้ด้วยการ "เป็น" ดวงวิญญาณเสียเอง อย่างนี้..ฉันเป็นดวงวิญญาณที่สงบเย็น I am a peaceful soul

ผู้เรียน:

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง
mind (ความคิดจิตใจ) กับ
soul (วิญญาณ) และ
divine (แหล่งพลังงานสูงสุด)

David Jones: 

ความคิด (mind) ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งที่เราตั้งใจคิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ถูกโยนขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก เป็นสิ่งชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความคิดนี้ได้พลังจากวิญญาณด้วย หมายความว่าส่วนหนึ่งของความคิดประกอบขึ้นจากวิญญาณในรูปของความสนใจ

ส่วน วิญญาณ (soul) นั้นคือฉันตัวจริง วิญญาณเป็นผู้เฝ้าสังเกตความคิด เป็นสิ่งที่มั่นคงสถาพรไม่มีวันตาย แม้ว่าความคิดจะเปลี่ยนไป ร่างกายจะเปลี่ยนไป แต่แม้วิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่ตาย แต่วิญญาณก็จะยังดำรงอยู่ที่ตรงนี้ได้ตราบเท่าที่ร่างกายนี้ยังอยู่เท่านั้น เพราะวิญญาณต้องอาศัยร่างกายจึงจะสังเกตรับรู้ความคิดได้ เมื่อไม่มีร่างกายแล้ว วิญญาณก็ต้องหาที่ไปใหม่

ส่วน แหล่งพลังงานสูงสุด (divine) นั้นเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่เป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้รวมทั้งเป็นต้นกำเนิดของวิญญาณทั้งหลายด้วย เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่โดยไม่ต้องอาศัยร่างกายหรืออะไรทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่เป็นนิรันดร ไม่ตาย ไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้เรียน:

ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่าวิธีใช้ชีวิตที่ดีก็คือการคิดบวกใช่ไหม

David Jones: 

ถูกต้องในส่วนของการเริ่มต้น คือผมอยากให้มองการใช้ชีวิตเป็นสามระดับ

ระดับที่หนึ่ง ในระดับความคิด เรามั่นคงอยู่กับความคิดเดียว คือความคิดว่าเราเป็นดวงวิญญาณที่สงบเย็น แล้วถอยตัวออกไปอยู่ห่างเพื่อเฝ้าสังเกตความคิดอื่นเหมือนท้องฟ้าเฝ้าสังเกตก้อนเมฆแต่ละก้อนว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แล้วเลือกหยิบเอาแต่ความคิดที่ดี ส่วนความคิดที่ไม่ดีเราไม่สนใจ ไม่เลือกหยิบ ตรงนี้มันเป็นอันเดียวกับที่คุณเรียกว่าคิดบวก แต่นอกจากระดับนี้แล้วผมอยากให้คุณขยับขึ้นไปอีกสองระดับ

ระดับที่สอง คือการไปให้พ้นความคิด ไปอยู่กับการรับ "รู้" สิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะในรูปของ ภาพผ่านตา เสียงผ่านหู และสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัมผัสถึงการสั่นสะเทือนผ่านผิวหนังและทุกองคาพยพของร่างกาย การรู้สิ่งแวดล้อมตรงๆโดยไม่ผ่านความคิด จะนำเราเข้าไปใกล้ความนิ่งและความสงบเย็นซึ่งเป็นธรรมชาติแท้จริงของเรามากยิ่งขึ้น

ระดับที่สาม คือการการเปิดการเชื่อมต่อระหว่างเรากับแหล่งพลังงานสูงสุดที่ข้างนอก (divine) เมื่อเราเปิดรับ พลังกรุณา (Grace) จากแหล่งพลังงานสูงสุดก็จะเข้ามาสู่ตัวเรา เราอาจจะรู้สึกว่าการเชื่อมโยงกับแหล่งพลังงานสูงสุดเป็นอะไรที่ไกลตัวเกินเอื้อม นั่นอาจจะเป็นจริงถ้าเรามองตัวเราจากสำนึกของการเป็นบุคคล เพราะการเป็นบุคคลนี้เรามองตัวเราในฐานะที่เป็นร่างกายและความคิด แต่หากเรามองจากสำนึกของการเป็นดวงวิญญาณ เราในฐานะเป็นดวงวิญญาณเราเป็นพลังงานนะ และสิ่งสูงสุดก็เป็นพลังงาน การเปิดรับและเชื่อมต่อมันก็ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย

หมอสันต์

บราเธอร์เดวิด คุณเป็นนักตีกลองมืออาชีพ คุณลองตีกลองให้พวกเราดูหน่อยสิ

David Jones: 

เดวิดตีกลอง โดยใช้อุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่มีอยู่ตรงหน้า เช่นขัน ฉาบ ลูกแซก ไมโครโฟน และพื้นโต๊ะ เขาตีโน่นบ้างนี่บ้างจนมันกลายเป็นเสียงดนตรีที่สมบูรณ์แบบมีจังหวะที่หนักแน่นขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง ขณะที่ตีเขาอธิบายจังหวะในวิชาตีกลองไปด้วย และพูดทักทายกับผู้ชม แล้วสอนหลักวิธีเป็นดวงวิญญาณที่สงบเย็น ขณะที่มือและเท้าสาละวนกันอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้นและเสียงตนตรีที่เขาทำขึ้นก็ไม่ได้เสียจังหวะหรือถูกขัดตอนเลยแม้แต่น้อย



"..ฮัลโลว์ คุณเป็นยังไงบ้างครับ เห็นไหมว่าขณะที่ผมพูดกับคุณนี่ผมยังตีกลองเล่นดนตรีเป็นจังหวะเป็นเพลงได้อยู่ จะเอาจังหวะช้าอ้อยอิ่งแบบนี้ก็ได้ จะเอาเร็วแบบนี้ก็ได้ นี่เป็นจังหวะห้าสลับหนึ่ง ห้า สลับ หนึ่ง ห้า สลับหนึ่ง

     นั่นเป็นเพราะว่าผมตีกลองมาสี่สิบแปดปีแล้ว อะไรก็ตามที่ผมทำซ้ำๆๆๆ ในที่สุดมันจะฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของผม แล้วมันจะโผล่กลับขึ้นมาเป็นประสบการณ์ครั้งใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าเสมือนว่ามันเป็นตัวผมเองอย่างแนบเนียน

     เช่นเดียวกันกับความคิดที่เราคิดซ้ำคิดซาก มันก็จะฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกแล้วโผล่กลับขึ้นมาเป็นประสบการณ์ครั้งใหม่ของเราอีก อีก อีก

     ถ้าเรามั่นคงแน่วแน่อยู่กับความคิดเดียว ว่า "ฉันคือดวงวิญญาณที่สงบเย็น" แล้วถอยห่างออกมาจากความคิดอื่นๆ แค่เฝ้าสังเกตดูความคิดอื่นๆเหมือนท้องฟ้าเฝ้าสังเกตก้อนเมฆที่ลอยผ่านมาแล้วลอยผ่านไป การมั่นคงอยู่กับความคิดเดียวที่ว่าฉันคือดวงวิญญาณที่สงบเย็นนี้ มันจะฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของเรา แล้วโผล่กลับขึ้นมาเป็นประสบการณ์ว่าเรา "เป็น" ดวงวิญญาณที่สงบเย็นจริงๆ

     คราวนี้ถ้าผมลองหยุดพูดคุยกับคุณ แล้วหันไปจดจ่ออยู่กับการตีกลองแบบนี้

    (เดวิดหันไปใส่ใจกับการตีกลองอย่างจริงจัง เสียงและจังหวะที่เขาทำพลันกระหึ่มและมีพลังขึ้นมาทันที)

    คุณเห็นไหมว่าเสียง การสั่นสะเทือน มันมีพลังจริงจังมากขึ้น เพราะการกระทำหรือความคิดก็ตาม มันได้พลังจากวิญญาณในรูปของความสนใจ เมื่อเราหันไปสนใจจดจ่อกับสิ่งใด พลังของวิญญาณก็เข้าไปอยู่ในสิ่งนั้น เราสนใจจดจ่อกับอะไร สิ่งนั้นก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นมา.."

   (เดวิดจบการตีกลองบนสิ่งละอันพันละน้อยบนโต๊ะที่ไม่ใช่กลองจริงๆ ผู้ฟังชอบใจปรบมืิอกันใหญ่)

หมอสันต์

     ผมเล่านอกเรื่องให้ฟังหน่อยนะครับก่อนที่เราจะมาซาวด์บาธกันนี้ ผมพาบราเธอร์เดวิดไปเดินย่อยอาหารชมสวนผักและเดินเลียบบึงน้ำไปชมคลินิกอายุรเวช ขณะเดินเล่นด้วยกัน บราเธอร์เดวิดบอกผมว่าเขารับรู้ผ่านความสั่นสะเทือน (vibration) ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่นิ่งเงียบสงบและเต็มไปด้วยพลังกรุณา และถามผมว่าผมหาที่อย่างนี้พบได้อย่างไร ผมยิ้มโดยไม่ได้ตอบ เงียบกันไปพักหนึ่ง เขาก็พูดว่าเสียงนกที่นี่ไม่เหมือนนกที่ออสเตรเลียและที่อินเดีย ฟังเสียงนกที่เสียงดังมาก เสียงกลาง และเสีียงค่อยสิ ทั้งสามเสียงเป็นเสียงเอกลักษณ์ที่ผมไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

    คำพูดของบราเธอร์เดวิดทำให้ผมเห็นความแตกต่างระหว่างผมกับเขา ขณะเดินเล่นด้วยกันในสถานที่และเวลาเดียวกัน ผมอยู่กับความคิด ใจผมแว่บไปว่าเดี๋ยวเวลาเริ่มซาวด์บาธผมต้องสั่งให้เด็กเตรียมอาหารว่างเป็นผลไม้เบาๆไว้ให้แขกเผื่อหิวตอนกลางคืนด้วย แล้วต้องโทรศัพท์สั่งให้เด็กที่ฟาร์มเตรียมที่รองนั่งบนพื้้นหญ้าสำหรับสมาชิกซึ่งมีนัดหมายจะไปเรียนการฝึกสมาธิกันกับบราเธอร์เดวิดที่ฟาร์มในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่บราเธอร์เดวิดอยู่กับภาพ อยู่กับเสียง อยู่กับการสั่นสะเทือนของบรรยากาศ ที่นี่เดี๋ยวนี้ ความแตกต่างอันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีระหว่างการใช้ชีวิตในระดับที่หนึ่งคืออยู่ในความคิด กับระดับที่สองคืออยู่กับการรู้สิ่งรอบตัวในปัจจุบัน

    (หมอสันต์หันไปพูดกับเดวิด โจนส์)

     ผมขอเป็นคนถามคำถามสุดท้ายนะ บราเธอร์เดวิด ไปไงมาไง คุณถึงมาเป็นครูสอนทางจิตวิญญาณได้เนี่ย

David Jones: 

     ผมก็เป็นนักดนตรีแบบหัวหกก้นขวิดเหมือนนักดนตรีทั่วไปจนถึงปี 1982 ผมได้พบกับเพื่อนนักดนตรีด้วยกันคนหนึ่ง เขาเป็นคนสงบนิ่งเยือกเย็นและดูจะไม่หวันไหวทุกข์ร้อนกับอะไรสักอย่างเดียว ผมบอกตัวเองว่าไม่รู้ละ ว่าเจ้าเพื่อนคนนั้นมีอะไรหรือได้อะไรมา ผมจะต้องมีหรือจะต้องได้สิ่งนั้นบ้าง ผมจึงเริ่มคุยกับเขา ถามเขา แล้วเขาก็ชักนำให้ผมรู้จักเส้นทางนี้ เขาพาผมไปเรียนฝึกสมาธิวิปัสนาที่ศูนย์วิปัสนาที่ซิดนีย์ แล้วผมก็เดินลึกเข้าไปๆในทางนี้เรื่อยมาจนสามารถใส่วิญญาณของผมเข้าไปในทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำซึ่งมันทำให้การทำงานและการใช้ชีวิตของผมมีความสงบเย็นอย่างยิ่งและอย่างต่อเนื่อง ผมก็รู้ว่าชีวิตผมมาถูกทางแล้ว จึงเริ่มเผยแพร่ผ่านการเคาะการตีที่ผมถนัด เพื่อให้คนอื่นได้รู้จักสิ่งดีๆนี้บ้าง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์   

ปล.

สำหรับท่านที่สนใจพัฒนาการจิตใจด้วยความคิดบวก Sonja Ohlsson จากเดนมาร์ค จะมาแชร์คอนเซ็พท์เรื่อง "เมื่อสุภาพจิตของผู้คนดีขึ้น สุขภาพของโลกก็ดีขึ้น (Healthy Mind, Healthy Planet)" ที่บ้านสินธุ ในวันที่ 24 ธค. 60 ทางบ้านสินธุฝากบอกว่ายินดีเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมเสวนา ทั้งหมดนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ผมได้แนบแผนที่และวิธีติดต่อบ้านสินธุไว้ท้ายบล็อกนี้ด้วย


 


11 ธันวาคม 2560

เชิญฟังดนตรีในสวน เทศกาลคริสต์มาส (Music in The Park)

    วันนี้ขอหยุดตอบคำถามหนึ่งวันเพื่อแจ้งข่าวการย้ายวันนัดหมายฟังดนตรีในสวนที่บ้านโกรฟเฮ้าส์ จากเดิมที่นัดว่าจะมีวันที่  30 ธค. 60 ขอเปลี่ยนมาเป็นเล่นดนตรีในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส 23 ธค. 60 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.- 22.00 น.แทน เพราะวันนัดหมายเดิมคือวันที่ที่ 30 ธค. 60 นั้นนักดนตรีที่จะมาร่วมงานแจ้งว่าวิ่งรอกไม่ทันเพราะคาดหมายว่าขาออกจากกทม.รถจะติดขัดเพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว

    และขอถือโอกาสนี้ชวนแฟนบล็อกหมอสันต์ทุกท่านที่จะมีโอกาสได้ผ่านมาทางนี้ในเย็นวันเสาร์ที่ 23 ธค. 60 ให้แวะมาฟังดนตรี ฟังเพลง หรือร้องเพลงด้วยกัน
ขาประจำคนใหม่ ที่สวนหย่อมหน้าบ้านโกรฟเฮ้าส์

      ที่ว่าฟังดนตรีนี้ไม่ใช่ดนตรีมโหรีใหญ่โตอะไรนะ เป็นการเล่นแบบกันเอง ไม่เป็นทางการ มาพบกันจากคนละทิศแบบนานปีทีหน เล่นกันเป็นวงเล็กๆบนพื้นเดียวกับผู้ชม มีเปียโน ฟลุ้ท ไวโอลิน และเครื่องดนตรีคลาสสิกของทางเหนือบางชิ้น เพราะหนึ่งในนักดนตรีที่จะมาร่วมเล่นคือคุณกิจจา มโนเพชร ซึ่งถนัดเพลงพื้นบ้านของภาคเหนือ นักดนตรีและนักแต่งเพลงอีกท่านหนึ่งคือคุณกิ๊ก (พงษ์พันธ์ จันทร์เนตร) ซึ่งนอกจากแต่งเพลงเป็นอาชีพระดับชนะประกวดนานาชาติแล้วยังถนัดเครื่องดนตรีหลายชิ้นทั้งไวโอลินและแคลริเน็ท ส่วนเปียโนนั้นจะเล่นโดยคุณรัฐการ ชวนะวิรัช ซึ่งคุ้นเคยกับนักร้องที่ชอบดำน้ำเป็นอย่างดีเพราะเล่นใหันักร้องมาตั้งแต่รุนศรีไศลมาแล้ว พูดถึงนักร้อง งานนี้ไม่มีนักร้องจริงมานะ รอเก็บตกเอาที่งานนั่นแหละ ไม่มีใครร้องหมอส้ันต์ก็จะร้องยืนพื้นกับเพลงเก๋าระดับสมยศ ทัศนพันธ์ ทูล ทองใจ ประสบการณ์สอนผมว่าร้องไปสักพักคนทนฟังไม่ได้ก็จะมาช่วยแย่งไมค์ไปร้องเอง

     (แซมเปิ้ลของกิจจา มโนเพชร)

     (แซมเปิ้ลเพลงของคุณกิ๊ก พงษ์พันธ์ จันทร์เนตร)

      จะเริ่มกันบ่ายแก่ๆก่อนตะวันตก คือราว 16.00 น. โดยจะมีตลาดนัดขายของเก่า (flea market) เพื่อเปิดให้สมาชิกแต่ละท่านได้ถือโอกาสเอาสมบัติบ้าที่มีอยู่ล้นบ้านออกมาขายราคาถูกหรือแจกจ่ายออกไปซะบ้าง ใครอยากเอาอะไรมาขายก็มาได้ ไม่มีค่าแผง ไม่มีหักเปอร์เซ็นต์ ขี้เกียจเฝ้าก็เขียนป้ายบอกราคาและตั้งกระปุกหยอดเงินไว้ให้คนซื้อเขาหยอดเอง ในสถานที่อย่างบ้านโกรฟเฮ้าส์นี้รับประกันไม่มีขโมย ไม่หาย หมายความว่าถ้าไม่มีขโมย ก็ไม่หาย

      ประมาณ 20.00 น. ซานตาคลอส (ไซส์เท่าของจริง) จะมาร่วมร้องเพลง Silent Night งานจะมีไปถึง ประมาณ 22.00 น. (แต่ครัวปราณาปิด 20.30 น.) ท่านที่บ้านไกลไม่สะดวกเดินทางกลับตอนกลางคืนจะนอนค้างที่เวลเนสวีแคร์ก็ได้

     ไม่ว่าท่านจะมีโอกาสได้มา หรือไม่ได้มาฟังดนตรีในสวนที่บ้านโกรฟเฮ้าส์ก็ตาม ผมขอถือโอกาสนี้ส่งต่อสปิริตคริสมาส 2018 มายังแฟนบล็อกทุกๆท่าน ขอให้พลังเมตตาและความเบิกบาน (Grace) อยู่กับท่านตลอดเทศกาลคริสตมาสและปีใหม่นี้ และ..ตลอดไป

     ไหนๆก็พูดถึงวันคริสตมาสแล้ว พูดถึงวันปีใหม่ด้วยเสียเลย ท่านที่ไม่รู้จะไปใหนผมชวนมาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ด้วยกัน ซึ่งโปรแกรมจะมีดังนี้

31 ธค. 60: 18.00 - 24.00 น.
     Sing-dance-count down ร้องเพลง เต้นรำบอลรูม และส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีครูสอนร้องเพลงและสอนเต้นรำสอนให้ฟรีด้วย

1 มค. 61: 10.00 - 18.00 น.
Hiking historical trail ไฮกิ้งกับหมอสันต์ เส้นทางประวัติศาสตร์ หลุมศพราเบค ช่องหินลับ ผาเสด็จ ดงพญาเย็น
10.00 น. พร้อมกันที่เวลเนสวีแคร์ (ล้อหมุน) เดินทางไปสถานีรถไฟมวกเหล็ก
10.30 น. เยี่ยมหลุมศพ Knud Lyhne Rhabek และฟังเรืื่องราวของฮีโร่สร้างทางรถไฟผ่านดงพญาเย็น จากบันทึกของวาริงตัน สมิธ
10.56 น. ขึ้นรถไฟสาย ธ.234 ไปสถานีผาเสด็จชมสถานีรถไฟขนาดเล็กที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เดินเที่ยวผาเสด็จ ชมหินสลักปรมาภิไธย ร.5 เรียนรู้เรื่องราวของคนงานสร้างทางรถไฟกลัวผีป่าดงพญาเย็น ปิคนิคอาหารกลางวัน แล้วเดินขึ้นเขาไปนมัสการพระพุทธรูปที่ยอดเขาวัดผาเสด็จ
14.24 น. ขึ้นรถไฟสาย ธ. 233 ไปสถานีหินลับ ชมสถานีรถไฟที่เล็กแต่เท่ เรียนรู้เรื่องราวของช่องหินลับจากบันทึกของอองรี มูโอต์ แล้วออกเดินไพรผ่านป่าดงพญาเย็น 5 กม. มาโผล่ที่มวกเหล็กวาลเลย์
17.00 น. กลับถึงเวลเนสวีแคร์

     ท่านที่จะสำรองห้องพัก กรุณาติดต่อผู้จัดการ คุณออย (สุภัสสร) ที่เบอร์ 02 038 5115 หรือทางอีเมล miracle__oil@live.com ย้ำว่ามี underscore หรือขีด_สองอันติดกันนะครับ ถ้าไม่สำเร็จเธอมีอีกเบอร์หนึ่งคือ supassorn@wellnesswecare.com  สำหรับท่านที่ไม่ได้พักที่เวลเนสวีแคร์ก็สามารถมาจอยได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
   

10 ธันวาคม 2560

โรคชีพจรเร็วเมื่อเปลี่ยนท่าร่าง (POTS)

กราบเรียนคุณหมอสันต์ ใจยอดศิลป์

ผมอายุ 31 ปี ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์หัวใจ (Cardiologist) ว่าเป็นโรค Postural Orthostatic Tachycardia Syndrome โดยสามารถมีหัวใจเต้นเร็วได้ถึง 160 ครั้ง/นาที ขณะพักจนต้องนอนราบกับพื้นขณะมีอาการ ได้รับการรักษาด้วย Ivabradine 2.5 mg และ Propranolol 5 mg ต่อวัน ปัจจุบันกิน Propranolol 5 mg วันละครั้ง ไม่กิน Ivabradine เลย และพบว่าอาการหายไปได้ตลอดวัน

ขอเรียนปรึกษาคุณหมอว่า
1.ผมอยากออกกำลังกายให้ถึงระดับมาตรฐาน จะทำอย่างไรดี คือมีความกังวลว่าจะมีอาการขณะออกกำลังกายครับ
2.การเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นได้เองแบบนี้ สามารถเป็นอาการของโรคแพนิคได้ไหมครับ

ขอแสดงความเคารพอย่างสูง
(ชื่อ) ......................

....................................................................

ตอบครับ

ก่อนตอบคำถามขอนิยามศัพท์ให้คนที่ไม่รู้จักโรค Postural Orthostatic Tachycardia Syndrome (POTS) เสียหน่อย คำนี้แปลว่ากลุ่มอาการหัวใจเต้นเร็วเมื่อเปลี่ยนท่าร่าง ซึ่งนิยามว่าคือภาวะที่เมื่อเปลี่ยนท่านนั่งหรือนอนเป็นยืนแล้วภายในสิบนาทีชีพจรจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 30 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป หรือเพิ่มขึ้นเป็น 120 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป โดยที่ความดันเลือดไม่ได้เปลี่ยนแปลง ทำให้มีอาการใจสั่น เปลี้ย หมดเรี่ยวหมดแรง หวิวๆเวียนๆโหวงๆเหวงๆหัวเบา คลื่นไส้ มือเท้าเย็น บางรายถึงกับเขียว บางรายถึงกับเป็นลมหมดสติ บางรายเจ็บแน่นหน้าอกหายใจไม่อิ่มก็มี กล่าวโดยสรุปคือมีชีวิตที่ "เดี้ยง" ระดับเดียวกับคนเป็นโรคหัวใจล้มเหลวหรือเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ต้องล้างไตแล้วโน่นเชียว

เอาละ คราวนี้มาตอบคำถาม

     1.ถามว่าจะออกกำลังกายอย่างไรดี ตอบว่าให้ทำสี่ขั้น ดังนี้

     ขั้นที่ 1. ต้องวิินิจฉัยแยกว่าไม่ได้เป็นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กก่อน เพราะงานวิจัยผู้ป่วย POTS จำนวนหนึ่งพบว่าเป็นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก วิธีวินิจฉัยก็แค่เจาะเลือดดู ถ้าขาดธาตุเหล็กก็รักษาให้หายแล้วก็จบ

     ขั้นที่ 2. เมื่อไม่ขาดธาตุเหล็กแน่นอนแล้ว ก่อนออกกำลังกาย ต้องเติมน้ำให้ร่างกายให้เต็มก่อน เพราะบ่อยครั้งปัญหานี้เกิดจากน้ำไม่พอเท่านั้นเอง ดังนั้นก่อนจะเดินหน้าไปทำอะไรอย่างอื่นลองเติมน้ำให้เต็มก่อน อัดน้ำเข้าไปอย่างน้อยสัก 2-3 ลิตรต่อวัน อัดเกลือเข้าไปด้วยสัก 3-10 กรัมต่อวัน แล้วดูซิว่าอาหารหายไปไหม ถ้าอาการหายไปก็จบ ไม่ต้องไปกินยาหรืือออกกำลังกายท่าพิศดารอะไร

    ขั้นที่ 3. หากเติมน้ำเติมเกลือแล้วอาการก็ยังคงอยู่ ให้ออกกำลังกายด้วยวิธีปกติดูก่อน เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้ซึ่งเรียกว่ารวมๆว่าเป็นกลุ่มระบบประสาทอัตโนมัติเสียการทำงาน (dysautonomia) บางรายออกกำลังกายแล้วอาการกลับดีขึ้น

     ขั้นที่ 3. ถ้าออกกำลังกายแบบธรรมดาแล้วอาการกลับแย่ลง ก็ค่อยไปออกกำลังกายแบบหัวต่ำ (reclined exercise) เช่นกรรเชียงเรือ (หรือกรรเชียงบก) จักรยานนอนหงาย ว่ายน้ำ วิดพื้น และท่ากายบริหารบนเสื่อ (mat exercise) เช่นนอนยกแข้งยกขาท่าต่างๆเป็นต้น

     2. ถามว่าหัวใจเต้นเร็วแบบนี้เป็นอาการของกลัวเกินเหตุ (panic disorder) ได้ไหม ตอบว่างานวิจัยคนเป็นโรค POTS จริงๆ (หมายความว่าที่วินิจฉัยละเอียดวัดความดันวัดชีพจรขณะเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นยืนภายใน 10 นาทีจริงๆไม่ได้วินิจฉัยแบบเดาเอา) พบว่าคนเป็นโรค POTS มีคะแนนสุขภาพจิตดีเท่าคนปกติ หมายความว่าความกังวลเกินเหตุไม่ใช่อาการของโรค POTS แต่ว่าคนเป็นโรคกังวลเกินเหตุมีอาการหัวใจเต้นเร็วได้ เพียงแต่ไม่มาเป็นเอาเฉพาะตอนเปลี่ยนท่าร่างเหมือนอย่างในโรค POTS

     3. ถามว่าหมอให้ยา Ivabradine 2.5 mg ควบกับ Propranolol 5 mg ต่อวันแต่แอบกินแต่ Propranolol โดยไม่กิน Ivabradine อาการก็หายแล้ว จะกินตัวเดียวได้ไหม ตอบว่าได้สิครับ หลักการรักษาซินโดรม (syndrome) ซึ่งแปลว่าโรคที่เกิดจากอะไรไม่รู้นี้มีหลักอยู่ข้อเดียว คือใช้ยาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะบรรเทาอาการได้ ถ้าใช้ตัวเดียวก็บรรเทาอาการได้แล้วก็ใช้แค่ตัวเดียว เพราะว่าไม่ว่าจะใช้ตัวเดียวหรือหลายตัวมันก็ไม่ได้รักษาโรคอยู่ดี เนื่องจากโรคอย่างนี้ยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร แล้วจะไปรู้วิธีรักษาได้อย่างไร ยาที่ให้อย่างดีก็แค่ช่วยบรรเทาอาการเท่านั้น

     4. ถามว่าอนาคตของคนเป็นโรคนี้จะเป็นอย่างไร ตอบว่างานวิจัยที่ทำที่เมโยคลินิกพบว่าเมื่อตามดูไปนานห้าปีมี 18.2% ที่อาการหายไปเลย อีก 52.8% อาการดีขึ้น ส่วนที่เหลือก็แป๊ะเอี้ย แปลว่าอาการยังคงอยู่เหมียน..เดิม

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Excessive heart rate response to orthostatic stress in postural tachycardia syndrome is not caused by anxiety; Masuki S, Eisenach JH, Johnson C et al. Journal of Applied Physiology 2006; 102: 1134-42.
2. Iron insufficiency and hypovitaminosis D in adolescents with chronic fatigue and orthostatic intolerance. Antiel RM, Caudill JS, Burkhardt BE, Brands CK, Fischer PR. South Med J. 2011 Aug;104(8):609-11.
3. Long-term outcomes of adolescent-onset postural orthostatic tachycardia syndrome. S.J. Kizilbash, S.P. Ahrens, R. Bhatia, J.M. Killian, S. A. Kimmes, E.E. Knoebel, P. Muppa, A.L. Weaver, P.R. Fischer. Clin. Auton. Res. October 2013. Abstract presented at the 24th International Symposium on the Autonomic Nervous System.

08 ธันวาคม 2560

อายุ22ใช้ชีวิตให้มีความสุขนี่ดูยากจังคะ

สวัสดีค่ะ อจ หนูเป็น นศพ.ปีห้าค่ะ
อยากปรึกษา อจ เกี่ยวกับวิธีหยุดความคิดฟุ้งซ่าน คือปกติหนูเป็นคนคิดอะไรฟุ้งซ่าน ขี้กลัวตั้งแต่เด็กๆแล้วค่ะ แต่ไม่เคยสังเกตตัวเอง จนพอขึ้นปีห้าหนูเริ่มมีอาการนอนไม่หลับ คิดมากอะไรไม่รู้แบบไร้สาระ กลัวตัวเองจะเป็นบ้าจากความคิดมาก การเรียนจากที่เคยสนใจก็ทำให้ไม่มีสมาธิเรียน คือบางเรื่องที่คิดคือรู้ว่าไม่จำเป็นต้องคิด ไม่มีเหตุผลต้องคิด แต่มันก็คิดเองนะค่ะ เห้อ..เหนื่อยมากเลย ไม่เคยคิดว่าการใช้ชีวิตยากขนาดนี้จนกระทั่งมาเป็นแบบนี้ และที่ระลึกได้เลยคือความสุขความทุกข์อยู่ที่ความคิดจริงๆ
จนวันนี้หนูได้มาเจอเว็บของ อจ น่ะค่ะ หนูตามอ่านเรื่อง การรู้ตัว การอยู่กับปัจจุบัน คือหนูยังไม่ค่อยเข้าใจหน่ะค่ะ แต่หนูเห็นตามนั้นนะคะว่าสิ่งที่เห็นที่มีมาตลอดแค่สิ่งเดียวตั้งแต่เกิดมาคือการรู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้อยู่ คือหนูอยากศึกษาเรื่องนี่เพิ่มเติม แต่เห็นเหมือนคอร์สเร็วๆนี้ก็เต็มแล้ว ประกอบกับหนูเรียนภาคเหนือด้วยหน่ะค่ะ ช่วงนี้เรียนหนักคงไปลำบาก
เลยอยากรบกวน อจ แนะนำวิธีปฏิบัติ หนูอยากคิดน้อยลง อยากอยู่กับปัจจุบัน ทุกครั้งที่เกิดอารมฟุ้งซ่านขึ้นมาหนูควรทำตัวยังไง ตั้งแต่คิดมากวกวนขี้กลัวแบบนี้หนูไม่มีเป้าหมายในชีวิตเลย มันอ่อนแอไปหมด คิดตลอดว่ากับความคิดตัวเองแค่นี้ ทำไมจัดการไม่ได้ หนูอยากไปเรียนต่อ ตปท. แต่ก็มาพะว้าพะวงแต่กับความคิดไร้สาระ อยากอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข รบกวน อจ ช่วยแนะนำทางสว่างให้หนูหน่อยนะคะ เรื่องการรู้ตัวตนด้วยหน่ะค่ะ อ่านจากกระทู้แล้วก็ยังงงวิธีการปฏิบัติอยู่
ขอบคุณมากนะคะ อจ

...........................................................

ตอบครับ

     จดหมายที่ถามเรื่องพื้นๆเบสิกๆแบบนี้มีเข้ามามากแต่ผมต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ตอบเพราะไม่มีเวลาตอบ วันนี้หยิบขึ้นมาตอบก็เพราะเผอิญเป็นจดหมายจากนักศึกษาแพทย์ ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ตอบคำถามเบสิกนี้ให้แก่จดหมายอื่นๆที่เข้ามาก่อนหน้านี้เสียด้วยเลย

     สำหรับคุณหมอ ในฐานะมือใหม่ ขอให้เข้าใจก่อนว่าตอนนี้คุณกำลังไปตอแยผิดที่นะ สิ่งที่เราจะไปเจ้ากี้เจ้าการจัดแจงได้นั้นคืือ "ความสนใจ (attention)" นะ ไม่ใช่ "ความคิด (thought)"

     ความสนใจเป็นแขนของเราเอง เราขยับมันให้ไปทางซ้ายทางขวาได้ ส่วนความคิดนั้นเป็น "เป้า" ของความสนใจ ความคิดไม่ใช่เรา เราไปควบคุมบังคับจัดแจงมันไม่ได้หรอก คุณไปมัวปล้ำกับความคิด นั่นคุณไปลงมือผิดที่แล้ว การขจัดความฟุ้งสร้านก็คือการหันเหความสนใจออกมาจากความคิด ไม่ใช่การไปปล้ำบีบคอเพื่ออุดหรือดับความคิด การยิ่งเอาความสนใจไปพัวพันปลุกปล้ำกับความคิดอย่างนั้น ความคิดก็จะยิ่งจะพาคุณให้คิดเตลิดไปกันใหญ่

     ผมแนะนำวิธีขจัดความฟุ้งสร้านง่ายๆให้คุณหมอ ดังนี้

     ขั้นที่ 1. ฝึกเทคนิคถามตัวเอง (self inquiry) โดยสำหรับมือใหม่ผมแนะนำให้ใช้คำถามเดียว คือ 

     "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" 

     ถามแล้ว พยายามตอบ การจะตอบคำถามนี้ได้ เราต้องถอยความสนใจออกจากความคิดมาอยู่กับความรู้ตัวก่อน เราจึงจะตอบได้ว่าฉันรู้ตัวอยู่ ดังนั้นแค่การพยายามตอบคำถามนี้ก็เป็นการพาตัวเองออกจากความคิดมาอยู่กับความรู้ตัวได้แล้วแบบเนียนๆ โดยไม่ต้องไปรบกับความคิดเลย ตัวอย่างเวลาที่จะใช้เทคนิคนี้ เช่น

     1.1 ขณะนั่งเรียน ให้สุ่มถามตัวเองทะลุกลางปล้องขึ้นมา ว่า "ฉ้ันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" อาจจะแถมคำถามพื้นๆไปอีกสองสามคำถาม เช่น "วิชานี้ชื่อวิชาอะไร" และ "ตอนนี้อาจารย์กำลังสอนหัวข้อไหน" ถามแล้วพยายามตอบให้ได้ด้วยนะ ตอบได้แล้วก็จบกันเป็นคราวๆไป ไม่มีอะไรผูกพันบังคับให้ต้องทำต่อเนื่อง

     ขณะนั่งอ่านหนังสือ ก็ใช้เทคนิคเดียวกันนี้ได้ อ่านไปแล้วให้หยุดถามตัวเองบ่อยๆ "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" "ฉันกำลังอ่านหนังสืออะไร" "หน้านี้หนังสือพูดถึงเรื่องอะไร" ประมาณนี้

     1.2 ขณะเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถโดยสาร การขับรถยนต์ การขี่จักรยาน แม้กระทั่งการเดินเท้าเปลี่ยนจากห้องเรียนหนึ่งไปอีกห้องเรียนหนึ่ง ให้สุ่มถามตัวเองขึ้นมาแบบเดียวกัน "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" แล้วแถมอีกสามคำถาม "ฉันมาจากไหน" และ "ฉันกำลังจะไปไหน" และ "ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน"

     เทคนิคนี้ผมเรียนมาจากเพื่อนที่เป็นนักบิน นานมาแล้วเราคุยกันถึงเรื่องที่เศรษฐีคนหนึ่งขับเครื่องบินเล็กแล้วเครื่องบินหลงทิศจนเครื่องบินตกตาย เขาบอกผมว่าการบินโดยไม่ให้เครื่องบินตกมีทริกอยู่นิดเดียว คืือให้ขยันถามตัวเองว่า "ฉันบินออกมาจากไหน" "ฉันกำลังจะไปไหน" "ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน" "มุ่งหน้าทิศใด" "ความสูงเท่าไหร่" "น้ำมันเหลือเท่าไหร่" เขาบอกว่าเขาบินมาสามสิบปี แค่ขยันถามตัวเองแค่นี้ เขาไม่เคยมีปัญหาใดๆในการบินเลย เพราะการตั้งคำถามนำไปสู่การพยายามตอบ ซึ่งในความพยายามตอบนั้นเป็นการเคลียร์ความคิดฟุ้งสร้านที่ไม่เกี่ยวกับการบินทิ้งไปหมดได้ทันทีโดยอัตโนมัติ

     1.3 ให้หาเวลาวันละ 5 นาที นั่งในที่เงียบๆคนเดียว นั่งจมอยู่กับความเงียบ เรียกว่าทำ silence meditation วิธีทำก็ไม่ยาก เหมือนการโต๋เต๋อยู่คนเดียว แค่นั่งลง หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายไปด้วยขณะหายใจออก ยิ้มที่มุมปากนิดๆเพื่อผ่อนคลายใบหน้า ปล่อยวางความคิดทั้งหมดลงไป วางหมายความว่าไม่สนใจ ไม่คิดต่อยอด ทำตัวเป็นผู้สังเกต ไม่ใช่ผู้คิด หันเหความสนใจมาอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว รับฟังเสียงรอบๆตัว เช่นเสียงแอร์ เสียงนก และเสียงไกลๆตัวเช่นเสียงรถยนต์หึ่งมาแต่ไกล สนใจรับรู้ความรู้สึกบนผิวหนัง เช่นลมพัดถูกผิวหนังแล้วรู้สึกเย็น แล้วสุ่มถามตัวเองเป็นพักๆว่า "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" ถามแล้วพยายามตอบ เมื่อตอบได้ว่ารู้ตัวอยู่ ก็ให้คงความสนใจไว้ที่ความรู้ตัวตรงนั้น ให้ความสนใจมันจมลึกลงไปๆในความรู้ตัว ยิ่งจมลึก ยิ่งนานยิ่งดี แต่ถ้าแป๊บเดียวมันก็เผลอมีความความคิดแทรกเข้ามาก็ช่างมัน ไม่เป็นไร ปล่อยไปสักพักแล้วถามอีก "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" ทำอย่างนี้จนครบเวลานั่ง 5 นาที

     ขั้นที่ 2. ฝึกสมาธิแบบรู้ร่างกาย ให้หาเวลาอีกวันละ 5 นาที เริ่มด้วยนั่งท่าสบายๆหายใจเข้าลึกๆ อั้นไว้สักพัก แล้วผ่อนออกยาวๆพร้อมกับผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายลงไปด้วย ทำอย่างนี้สักสองสามรอบจนร่างกายผ่อนคลายดีแล้ว จึงเริ่มฝึกสมาธิโดยหันเหความสนใจจากความคิดใดๆหันมาเฝ้าสนใจร่างกายแทน เช่นสนใจเฝ้าดูลมหายใจที่กำลังเข้า กำลังออก หรืือสนใจความรู้สึกบนร่างกายเช่นความรู้สึกบนฝ่ามือ ความรู้สึกบนฝ่าเท้า เมื่อชำนาญยิ่งขึ้นก็สนใจความรู้สึกบนผิวหนังทั่วตัวพร้อมกันทีเดียว เรียกว่ารู้ตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) ซึ่งจะพาความสนใจไปจอดอยู่ที่ปลายทางเดียวกันกับการทำ silence meditation คือไปโฟกัสอยู่กับจุดๆเดียวที่ไม่มีความคิด แม้แต่ลมหายใจหรือร่างกายก็ดูจะเลือนหายไปเป็นครั้งคราว ในการอยู่ตรงนี้อาจเกิดอะไรประหลาดๆ (sensory deprivation) ขึ้นได้ซึ่งคุณควรรู้จักมันไว้ก่อนจะได้ไม่ถูกมันดึงให้หลงทาง กล่าวคือเมื่อหมดความคิดอาจจะมีอาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติเช่นน้ำตาไหล น้ำลายไหล ขนลุกซู่ซ่าสบายตัว หรือรู้สึกจิ๊ดๆจ๊าดๆทั่วตัวไปหมด หรือแม้กระทั่งเห็นแสงเห็นภาพที่ไม่มีอยู่จริง ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเป็นสาระ อย่าไปสน ให้มุ่งแต่หันเหความสนใจจากความคิดมาจดจ่ออยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งเพียงจุดเดียว

      ผมเล่าล่วงหน้าไปอีกหน่อยนะ เพื่อให้คุณได้ไอเดียว่าหากคุณฝึกไปบ่อยๆวันละนิดวันละหน่อยทุกวันจนชำนาญแล้วต่อไปอาจจะพบอะไรบ้าง เมื่อฝึกสมาธิชำนาญ เมื่อความคิดหมดลง ลมหายใจและร่างกายก็ดูจะเหมือนเลือนไป ความสนใจจะไปจดจ่ออยู่กับจุดเดียวซึ่งอาจเป็นแค่แสงเรื่อๆหรือจุดๆเดียวโดยไม่รับรู้สิ่งอื่นเลย (ฌาน) คือความสนใจมันโฟกัสมาก ต่อจากตรงนี้จะมีพลังงานเย็นๆแบบพลังเมตตาไหลแผ่สร้านผ่านจุดๆเดียวที่เป็นศูนย์รวมความสนใจนี้เข้ามาไม่ขาดสาย (ญาน) โดยอาจมีความคิดดีๆคมๆ (ปัญญาญาน) เกิดขึ้นตามมาด้วย

     ทั้งหมดนี้ไม่ว่าฌานก็ดี ญานก็ดี ไม่ใช่สิ่งที่พิศดารหรือวิเศษอะไร ฌานจะเกิดเมื่อคุณมีสมาธิเหมือนเวลาคุณอ่านหนังสืออินมากๆจนสนใจแต่หน้ังสือไม่สนใจความคิดว่าจะสอบได้เอ.ได้บี. ตอนนั้นใครเรียกก็ไม่ได้ยิน นั่นคือคุณอยู่ในฌานแล้ว ส่วนญานนั้นจะเกิดต่อจากฌานเหมือนเวลาอาบน้ำคุณสนใจแต่ความเย็นของน้ำกระทบผิวหนังไม่มีความคิดอะไรอื่นแล้วคุณก็เกิดความเบิกบานใจและปิ๊งไอเดียดีๆที่คุณเคยพยายามคิดแทบตายก็คิดไม่ออกขึ้นมาได้เอง คือทั้งฌานและญาณมันเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดได้ในชีวิตประจำวันปกติ ตัวชี้วัดว่าคุณหมอมีความก้าวหน้าในทิศทางนี้หรือไม่มีสองตัว คือหนึ่งถ้าความคิดมันน้อยลงๆแสดงว่ากำลังก้าวหน้า สองถ้าความเบิกบานมันมากขึ้นๆ แสดงว่ากำลังก้าวหน้า

     ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ "ความหลุดพ้น" ที่คนเขาพูดถึงกันนะ เพราะทั้งฌานและญานล้วนเป็นสิ่งที่ปรากฎต่อ "ผู้สังเกต" ซึ่งยังอยู่ในกรอบหรือเปลือกห่อหุ้มของความยึดมั่นถือมั่นว่าเราเป็นบุคคลนี้เป็นร่างกายนี้ิอยู่ แม้ว่าจะเป็นเปลือกที่ค่อนข้างบางแล้วก็ตาม แต่ว่าผมว่าตอนนี้คุณหมอเอาแค่นี้ก่อนก็พอ เอาแค่นี้พอให้วางความคิดฟุ้งสร้านได้เรียนหนังสือจบเป็นคุณหมอเต็มตัวก่อน ถึงตอนนั้นถ้ายังสนใจเรื่องนี้อยู่ค่อยเขียนมาใหม่ แต่หากการทดลองปฏิบัติตามคำแนะนำนี้มันไม่ก้าวหน้าเลย ก็ให้หาเวลามาเรียน MBT หรือมาเข้า Spiritual Retreat เมื่อใดก็ตามที่สะดวก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

07 ธันวาคม 2560

โรคนอนเร็วตื่นเร็วแล้วตาค้าง (ASPS)

เรียนคุณหมอสันต์
ปัจุบันดิฉันอายุ 70 ปี ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ดิฉันมีอาการนอนไม่ค่อยหลับมาตลอด แต่ละคืนจะนอนได้ประมาณ 2-3 ชม. คือตอนหัวค่ำจะง่วงนอนเร็ว ราวๆ 2 ทุ่มก็จะเริ่มง่วง ดิฉันเช้านอนเวลา 3 ทุ่ม ราวๆเที่ยงคืนก็ตื่น แล้วก็ไม่ยอมหลับอีกเลยจนเช้า ช่วงกลางวันก็ไม่หลับ ตอนนี้สุขภาพอ่อนเพลียมาก เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด ไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ดิฉันหาข้อมูลใน Internet พบว่า Circadin 2 mg (Melatonine) เป็น hormone ที่ช่วยในการทำให้นอนหลับได้ ก็ลองซื้อมาทานดู ทานไปได้ 2 คืนแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลดีขึ้นเรื่อยๆหรือเปล่า ดิฉันได้ทำนัดหมายกับหมอวัยทองไว้อีก 1อาทิตย์จากวันนี้ และคาดว่าหมออาจจะให้ช่วยนอนหลับมา ใจจริงแล้วดิฉันไม่อยากพึ่งยานอนหลับเลย เพราะมีแต่คนบอกว่าเริ่มใช้แล้วก็มักต้องเพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อยๆ จึงรีบเขียนมาปรึกษาคุณหมอก่อนว่า
1.  ถ้าใช้ Melatonine แล้วไมได้ผล         ดิฉันควรปฎิบัตตนอย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ
2.  ถ้าร่างกายดิฉันทรุดโทรมจนทนไม่ไหว ต้องยอมเริ่มทานยานอนหลับ ดิฉันควรบริหารการใช้ยานอนหลับอย่างไร
ทุกวันนี้ดิฉันยึดแนวปฏิบัตตนดังนี้ค่ะ
-  เข้านอน 3 ทุ่ม
-. ลุกจากที่นอน 6 โมงเช้า (ลุกเช้ากว่านี้ไม่ไหวค่ะเพราะปวดเมื่อยเนื้อตัวและหนักขมับมาก) ที่ลุก 6 โมงเพราะต้องขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าให้ลูกบ้านค่ะ)
- ช่วง 7:30-8:30 ออกกำลังกายโดยการยืดเหยียด ถีบจักรยานอยู่กับที่ รำกระบอง
- 8:30-9:30 อาบน้ำ ทานอาหารเช้า
- หลังอาหารยืนแกว่งแแขน 30 นาที
- ช่วงเย็น ออกกำลังกายเหมือนตอนเช้าอีกรอบหนึ่ง
- 20:00 ทาน Circadin 1 เม็ด
- 21:00 เข้านอน
ดิฉันหวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอนะคะ และขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

...............................................

ตอบครับ

     คำถามที่ 1. ถามว่าง่วงนอนเร็ว ราวๆ 2 ทุ่มก็จะเริ่มง่วง เข้านอนเวลา 3 ทุ่ม ราวๆเที่ยงคืนก็ตื่น แล้วก็ไม่ยอมหลับอีกเลยจนเช้า อย่างนี้เป็นเพราะอะไร ตอบว่าอย่างนี้ภาษาหมอเขาไม่ได้เรียกว่าโรคนอนไม่หลับ (insomnia) ดอกนะ แต่เขาเรียกว่าเป็นกลุ่มความผิดปกติของการนอนหลับ (sleep disorder) ฮี่ ฮี่ ไม่มีอะไรหรอก พวกหมอเขาไม่มีอะไรทำ จึงแบ่งกลุ่มตั้งชื่อให้มันเยอะเข้าไว้ ไหนๆคุณก็ชวนคุยเรื่องนี้แล้ว ขอหมอสันต์แจกลูกโรคในกลุ่มความผิดปกติของการนอนหลับหน่อยนะ มันร้อนวิชา อย่าว่ากัน คือหมวดนี้ยังแยกย่อยไปได้อีกสี่กลุ่ม คือ

1. โรคนอนกรน (Obstructive sleep apnea หรือ OSA)

2. กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless legs syndrome หรือ RLS) มีอาการคือนั่งหรือนอนตอนเย็นหรือกลางคืนเฉยๆเป็นไม่ได้ มันรู้สึกไม่สบายต้องคอยขยับหรือกระตุกขาตัวเองไว้บ่อยๆ

3. โรคเสียจังหวะการนอน (circadial rhythm disorder) ซึ่งของคุณอยู่ในกลุ่มนี้ แบ่งย่อยออกเป็น

3.1 เสียจังหวะการนอนชั่วคราว เช่นนั่งเครื่องบิน (jet lag) ทำงานล่วงเวลา ทำงานเป็นกะ มีเหตุต้องอยู่ดึก หรือป่วย

3.2 เสียจังหวะการนอนเรื้อรัง (เกิน 6 เดือน) แบ่งย่อยลงไปอีกเป็นสามแบบ

3.2.1 แบบหลับลงยาก หรือ delayed sleep-phase syndrome (DSPS) กว่าจะหลับลงได้ใช้เวลานาน แต่เมื่อหลับแล้วก็หลับสบายดี เช่นนักเรียนนักศึกษา

3.2.2 แบบนอนเร็วตื่นเร็วแล้วตาค้าง หรือ advanced sleep-phase syndrome (ASPS) คือหลับเร็วก่อนสามทุ่ม แต่ตื่นมากลางดึกแล้วตาค้างนอนต่อไม่หลับ นี่ ของคุณเป็นแบบนี้ ซึ่งมักเป็นในผู้สูงอายุที่นาฬิกาในหัวเริ่มจะเพี้ยนไม่รู้ว่าตะวันขึ้นเมื่อไหร่ตกเมื่อไหร่

3.2.3 แบบหลับๆตื่นๆทั้งวันไม่เลือกเวลา หรือ irregular sleep-wake cycle เช่นกรณีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม

4. โรคหลับกลางวัน (Narcolepsy) เป็นความผิดปกติที่เกิดจากยีนหรือพันธุกรรม มักเป็นตั้งแต่เด็ก มีอาการหลับกลางวันมากร่วมกับอาการผีอำ (ขณะหลับมีประสาทหลอน แขนขาขยับไม่ได้ เป็นอัมพาตชั่วคราว)

     เออ..แบ่งกลุ่มแยกย่อยมากมายแล้วรู้วิธีรักษาไหม หิ หิ ตอบว่าส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีรักษาหรอก แบ่งเล่นๆไปงั้นแหละ

     คำถามที่ 2. ถามว่าวิธีรักษาโรค ASPS แบบที่คุณเป็นอยู่นี้ต้องทำอย่างไร ตอบว่าวิธีรักษามาตรฐานคือให้ออกไปเดินกลางแดดจัดๆตอนบ่ายแก่ๆเย็นๆทุกวัน เดินนานๆจนทนร้อนไม่ไหวหรือหมดแรงโน่นแหละ เพราะแดดจะเป็นตัวจัดรอบกลางวันกลางคือให้นาฬิกาในสมองให้เดินตรงกับตะวัน งานวิจัยกับศพพบว่าแสงแดดสามารถแทงทะลุกระโหลกศีรษะเข้าไปถึงใจกลางสมอง เมื่อถึงต่อมไพเนียลซึ่งเป็นใจกลางสมองที่ทำหน้าที่ปล่อยฮอร์โมนเมลาโทนินควบคุมการนอนหลับนั้น วัดได้ความเข้มข้นของแสงระดับมากพอที่จะใช้อ่านหนังสือได้ทีเดียว ดังนั้นจงใช้แสงแดดให้เป็นประโยชน์ เพราะเป็นของฟรี ไม่ต้องใช้สิทธิ์สามสิบบาทหรือประกันสังคมด้วยซ้ำไป ในกรณีที่ไม่มีแดดเช่นในเมืองหนาวก็ทำแสงแดดเทีียมในบ้านส่องจ้าๆช่วงเวลาเย็นๆค่ำๆเรียกว่า light therapy เพื่อให้สมองตั้งเวลากลางวันกลางคืนเสียใหม่ให้ตรง และจัดตารางค่อยๆร่นเวลาเข้านอนออกไปจนใกล้เคียงกับเวลานอนสมัยที่ยังปกติดีอยู่

     ควบคู่กันไปก็ให้คุณปรับสุขศาสตร์ของการนอนหลับ (sleep hygiene) ด้วย อันได้แก่ เข้านอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา จัดชีวิตทั้งวันให้เป็นเวลา เมื่อไรทานอาหาร เมื่อไรทานยา เมื่อไรออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคย ตื่นแล้วตื่นเลยอย่านอนอ้อยอิ่งอยู่บนเตียง หลีกเลี่ยงการงีบตอนกลางวัน ตกบ่ายถ้าถ่านอ่อนมากไปต่อไม่ไหวให้งีบแป๊บเดียวและอย่างีบหลัง 15.00 น. ปรับสภาพห้องนอนให้น่านอน ก่อนนอนจัดแสงให้นุ่ม นอนแล้วปิดไฟให้มืดสนิท ห้องนอนต้องเงียบ ต้องเย็น ต้องระบายอากาศดี และใช้เป็นที่นอนอย่างเดียว (กับมีเซ็กซ์) ห้ามใช้ห้องนอนทำอย่างอื่นเช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ กินของว่าง เล่นไพ่ คิดโน่นคิดนี่ ก่อนนอนสัก 30 นาที ให้ทำอะไรให้ช้าลงแบบโสลว์ดาวน์ พักผ่อนอิริยาบถ ทั้งร่างกาย จิตใจ สวมชุดนอน ฟังเพลงเบาๆ หรืออ่านหนังสืออ่านเล่าเบาๆ อย่าดูทีวีโปรแกรมหนักๆหรือตื่นเต้นก่อนนอน หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นจิตใจ อารมณ์ หรือร่างกายก่อนนอน ไม่คุยเรื่องเครียด ไม่ออกกำลังกายหนักๆก่อนนอน ไม่ทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน แต่ก็อย่าถึงกับเข้านอนทั้งๆที่รู้สึกหิว ถ้าหิวให้ดื่มหรือทานอะไรเบาๆ หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟหลังเที่ยงวัน หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ก่อนนอน 6 ชั่วโมง ไม่สูบบุหรี่ก่อนนอน ออกกำลังกายทุกวัน ถ้าเลือกเวลาได้ ออกกำลังกายตอนบ่ายหรือเย็นดีที่สุด แต่ไม่ควรให้ค่ำเกิน 19.00 น. หากนอนไม่หลับอย่าบังคับตัวเองให้หลับ ถ้าหลับไม่ได้ใน 15-30 นาทีให้ลุกขึ้นมาทำอะไรที่ผ่อนคลายเช่นอ่านหนังสือในห้องที่แสงไม่จ้ามาก หรือดูทีวีที่รายการที่ผ่อนคลาย จนกว่าจะรู้สึกง่วงใหม่ อย่าเฝ้าแต่มองนาฬิกาแล้วกังวลว่าพรุ่งนี้จะแย่ขนาดไหนถ้าคืนนี้นอนไม่หลับ 

     คำถามที่  3. ถามว่าเมลาโทนินหรือเซอร์คาดินจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้นไหม ตอบว่าตามทฤษฏีแล้วน่าจะช่วยได้ แต่ตามปฏิบัติ ยังไม่เคยมีงานวิจัยทีี่เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ระดับสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบแม้แต่ชิ้นเดียวที่ยืนยันว่าเมลาโทนินช่วยรักษาโรคนอนไม่หลับได้ผลดีกว่ายาหลอก สรุปคำตอบสำหรับคำถามนี้คือ..ไม่ทราบครับ

     คำถามที่  4. ถามว่าถ้าเมลาโทนินไม่ได้ผล จะทานยานอนหลับอย่างไรให้ปลอดภัย ตอบว่าหลักการใช้ยานอนหลับให้ปลอดภัย คืือ

 1. ไม่ใช้ดีที่สุด
2. ถ้าต้องใช้ให้เริ่มขนาดต่ำที่สุดที่พอให้ผล
3. ทานยาแบบทานๆหยุดๆ ไม่ทานทุกวัน
4. เวลาจะเลิกยาต้องค่อยๆเลิก ไม่ใช่หยุดปึ๊ด
5. ไม่ใช้ยาติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์

     นี่เป็นหลักการที่วงการแพทย์แนะนำไว้นะครับ เป็นเรื่องตามทฤษฏี แต่ตามปฏิบัติแพทย์อาจจะให้ยาแล้วลืมหยุด คุณต้องเตือนท่านว่าได้ยานอนหลับมานานเท่าไหร่แล้ว ท่านจะได้ไม่เผลอให้เพลิน

    นั่นจบหลักฐานทางการแพทย์ในเรื่องนอนไม่หลับแล้วนะครับ คราวนี้ลองคำแนะนำของหมอสันต์ดูบ้างไหม คือผมแนะนำให้นั่งสมาธิทุกวัน นั่งสมาธิแบบไหนก็ได้ แบบตามดูลมหายใจทำได้ง่ายที่สุด นั่งสมาธิไปจนความคิดหมดเกลี้ยง แล้วจึงค่อยเข้านอน ถ้าตื่นมาแล้วตาค้างคิดโน่นคิดนี่ก็อย่านอนใจลอย ให้ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิตามดูลมหายใจให้เป็นเรื่องเป็นราว จนความคิดหมดแล้วจึงล้มตัวลงนอน พอนอนแล้วยังมีความคิดก็ลุกขึ้นมานั่งสมาธิจนความคิดหมดอีก วิธีนี้รับประกันนอนหลับดีแน่นอนชัวร์ป๊าดไม่ว่าจะเป็นโรคนอนไม่หลับแบบไหน ผมเองก็เคยช้ได้ผลกับตัวเองมาแล้วสมัยที่ยังทำงานมากๆและบางวันนอนหลับยาก 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Takasu NN, Hashimoto S, Yamanaka Y, Tanahashi Y, Yamazaki A, Honma S, Honma K. Repeated exposures to daytime bright light increase nocturnal melatonin rise and maintain circadian phase in young subjects under fixed sleep schedule. Am J Physiol Regul Integr Comp Physiol. 2006 Dec;291(6):R1799-807. Epub 2006 Jul 13.


06 ธันวาคม 2560

การระบาดของโรคบึ๊บ

     "โรคบึ๊บ" ก็คือ "โรคอ้วน" นั่นแหละ ผมตั้งชื่อใหม่ให้ฟังดูไพเราะขึ้นอีกหน่อย เพราะคนอ้วนมักเป็นคนขี้น้อยใจพูดอะไรตรงๆไม่ได้ เอะอะอะไรก็จะขึ้นเสียงว่าคุณไม่เข้าใจคนอ้วน

     วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ฉบับล่าสุดได้ตีพิมพ์ผลวิจัยการค้นหาวิธีแทรกแซงความอ้วนในเด็กที่คุ้มค่าเงินที่สุด (Childhood Obesity Intervention Cost-Effectiveness Study - CHOICES) ซึ่งมีผลสรุปว่าถ้าไปตั้งต้นดูที่เด็กอายุ 2 ขวบแล้วตามไปจนโต พบหากเด็กอ้วนแล้วในวัยนี้  3 ใน 4 เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่อ้วนที่วัย 35 ปี แต่ถ้าอ้วนมากในวัยนี้ ที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่อ้วนนั้นจะมีมากถึง 4 ใน 5 เลยทีเดียว นั่นหมายความว่าหากเอาตัวเลขนี้มาคาดการณ์จากน้ำหนักจริงของเด็กอายุ 2 ขวบวันนี้ พบว่า 60% ของเด็กอเมริกันวัย 2 ขวบทุกคนวันนี้จะกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วนเมื่ออายุ 35 ปี ตัวผมเองไม่แปลกใจกับตัวเลขนี้หรอก เพราะทุกวันนี้ผู้ใหญ่ในอเมริกาบางกลุ่มประชากร บางกลุ่มอายุ ก็มีอัตราเป็นโรคอ้วนสูงถึง 60% ไปเรียบร้อยแล้ว
 
ที่ผมแปลกใจนิดหน่อยก็คือหากมองดูสถิติสำมะโนสุขภาพประชากรสหรัฐจะเห็นว่าเมื่อปี 1970 เด็กอายุระหว่าง 6-19 ปีีที่จัดว่าเป็นเด็กอ้วนมีเพียง 20% เท่านั้นเอง แล้วมันกระโดดขึ้นมาอยู่ในระดับสองในสามของเด็กทั้งหมดได้อย่างไรในเวลาไม่ถึง 50 ปี

องค์การอนามัยโลกจัดโรคอ้วนเป็นโรคระบาด (หมายความว่าโรคที่มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นรวดเร็ว) มานานหลายปีแล้ว

คำพูดของคนอ้วนที่ว่า

     "คุณไม่เข้าใจคนอ้วน"

เป็นอะไรที่สะท้อนความจริงว่าความอ้วนเป็นอะไรที่เมื่อเป็นแล้วถอยกลับได้ยากพอควร ดังนั้นกุญแจสำคัญจึงอยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะป้องกันคนที่รูปร่างปกติอยู่ไม่ให้อ้วน แล้วจะต้องไปป้องกันตั้งแต่อายุเท่าไหร่ละ เพราะงานวิจัย CHOICES นี้บอกว่าถ้าไปตั้งต้นเอาตั้งแต่อายุสองขวบก็สายไปเสียแล้ว เพราะที่อายุสองขวบ เด็กสองในสามเป็นโรคอ้วนไปเรียบร้อยแล้ว การป้องกันใดๆจึงจะมีผลต่อเด็กเพียงหนึ่งในสามที่ยังไม่อ้วนเท่านั้นเอง

     ที่พูดมายาวเหยียดนี่ผมเองก็ยังไม่มีวิธีการหรอกนะ มีคนถามผมเรื่อยว่าเมื่อไหร่ผมจะทำแค้มป์เด็กอ้วน ผมก็ได้แค่จะ จะ จะ เรื่อยมา ที่ผมได้แต่จะนั้นเป็นเพราะผมยังไม่มีผลวิจัยการแก้ปัญหาเด็กอ้วนที่ได้ผลจริงจังอยู่ในมือจึงไม่มั่นใจว่าทำแค้มป์เด็กอ้วนแล้วเด็กจะผอมได้จริงเพราะเด็กมาอยู่กับผมอย่างมากไม่เกินหนึ่งเดือน แต่แล้วเขาก็ต้องกลับไปอยู่กับพ่อแม่และโรงเรียนซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เขาอ้วน ถ้าแค้มป์ของผมไม่มีกลวิธีที่จะทำให้เขาจัดการโรคอ้วนด้วยตัวเขาเอง คือไม่สามารถเพิ่มศักยภาพให้เขาสามารถฝืนแรงต้านของบ้าน โรงเรียน สังคม ด้วยตัวเองได้ เขาก็ต้องกลับมาอ้วนอีกอย่างไม่ต้องสงสัย

     ไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่ไม่รู้วิธีทำให้เด็กที่อ้วนกลับเป็นปกติอย่างถาวร วงการแพทย์ทั่วโลกก็ยังไม่รู้ คำแนะนำที่วงการแพทย์ให้ในปัจจุบันนี้เป็นคำแนะนำกว้างๆที่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เช่น พ่อแม่ต้องเตรียมอาหารคุณภาพสูงแคลอรี่ต่ำให้ลูกกิน โรงเรียนต้องจัดอาหารในแนวเดียวกัน ต้องจำกัดและลดเวลาที่อยู่กับหน้าจอลง ไม่ว่าจะเป็นจอทีวีจอคอมหรือจอโทรศัพท์ และต้องเพิ่มเวลาออกกำลังกายและมีกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวไม่นั่งๆนอนๆนิ่งๆมากขึ้น การจะทำทั้งหมดนี้ได้ พ่อแม่และครูต้องทำให้เด็กเห็นเป็นตััวอย่างก่อน เท่ากับว่าการจะทำให้เด็กหายจากโรคอ้วน ต้องเปลี่ยนแปลงพ่อแม่และครูด้วย โห..

     แต่ผมก็ยังไม่เลิกความตั้งใจที่จะทำแค้มป์เด็กอ้วนนะ แค่รอการโผล่ขึ้นมาของผู้มีฝีมือทำในสิ่งที่หมอสันต์ทำเองไม่ได้ อย่างน้อยหมอสันต์ก็หลอกเด็กไม่เป็นหนึ่งอย่างละ เป็นต้น จึงขอถือโอกาสนี้ประกาศหาผู้ที่จะมาร่วม "ทดลอง" ทำแค้มป์เด็กอ้วนผ่านทางบล็อกนี้ ใครมีไอเดีย หรือมีความสามารถจะทำในส่วนใดผมก็ถือโอกาสนี้ชวนมาทำด้วยกัน เริ่มต้นด้วยการเขียนมาหาผมได้ทุกเมื่อ ช่วงนี้เป็นช่วงเสาะหา know-how ถ้ายังหาไม่เจอก็ยังไม่ทำ ต้องรอต่อไปจนหาเจอ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Zachary J. Ward, M.P.H., Michael W. Long, Sc.D., Stephen C. Resch, Ph.D., Catherine M. Giles, M.P.H., Angie L. Cradock, Sc.D., and Steven L. Gortmaker, Ph.D. Simulation of Growth Trajectories of Childhood Obesity into Adulthood. N Engl J Med 2017; 377:2145-2153November 30, 2017DOI: 10.1056/NEJMoa1703860

05 ธันวาคม 2560

เรื่อง spiritual retreat อาจารย์มีวาระซ่อนเร้นหรือเปล่า

     ในบล็อกที่อาจารย์เขียนให้ข้อมูลเรื่อง spiritual retreat-3 ผมอ่านดูแล้วเหมือนอาจารย์ไม่อยากให้ผู้ที่ปฏิบัติธรรมมามากหลายปีแล้วไปเข้ารีทรีตนี้ ทำไมหรือครับ อาจารย์กลัวปัญหาอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ เพราะผมเองก็ปฏิบัติธรรมมาสามสิบปีแล้ว เห็นอาจารย์ประกาศ ผมก็อยากไปเข้ารีทรีตนี้บ้าง แต่พอเห็นอาจารย์เขียนเบรคไว้ก็เลยไม่แน่ใจว่าอาจารย์ไม่อยากสอนคนแบบผมหรือเปล่า

.........................................

ตอบครับ

ผมไม่มีวาระซ่อนเร้นอะไรครับ

     เหตุที่เขียนบอกไว้ว่าบางท่านจะไม่ได้ประโยชน์นั้นก็เพื่อป้องกันความผิดหวังของผู้มาเรียนบางท่านเท่านั้น ผู้มาเรียนที่จะผิดหวังก็คือผู้ที่ศึกษาหรือปฏิบัติธรรมในแนวพุทธศาสนามามากแล้ว มีความเชื่อแน่นแฟ้นในวิธีปฏิบัติที่ตนศรัทธา แต่ขณะเดียวกันก็ชอบแสวงหาคอนเซ็พท์ใหม่ๆในเรื่องความหลุดพ้นเพื่อนำมาเทียบเคียงกับคอนเซ็พท์ที่ตนเองเชื่อมั่่น เป้าหมายก็มักเป็นการหาอะไรมาตอกย้ำความเชื่อเดิมของตนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น คอนเซ็พท์ดังกล่าวก็มักเป็นเรื่องที่อยู่ไกลออกไป เช่นการเวียนว่ายตายเกิด การบรรลุนิพพานเมื่อตายแล้ว วิธีการเทียบเคียงคอนเซ็พท์ก็มักเป็นการเสวนา แต่เมื่อมาพบว่ารีทรีตนี้ไม่ใช่เวทีเสวนาถึงคอนเซ็พท์ที่ตนเองสนใจจะพูดถึงก็จะผิดหวัง จึงต้องบอกกล่าวกันไว้ก่อนเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้กันท่านะ อย่าเข้าใจผิด หมอสันต์เปิดรีทรีตเก็บเงิน ถ้าไปกันท่าไม่ให้คนมาเข้ารีทรีตตัวเองก็เป็นวิธีทำธุรกิจของคนบ้าแล้ว เพียงแต่ว่าผมในฐานะคนทำหน้าที่เพื่อนที่ดี ผมไม่ควรมาทำงานแบบนั่งถกเถียงกับความคิดหรือความเชื่อว่าโลกนี้เป็นของจริงอันจะเป็นการชักนำให้ผู้มาเข้ารีทรีตเข้ารกเข้าพงกันไปใหญ่ ในฐานะเพื่อน ผมต้องการอย่างเดียวจากผู้มาเข้ารีทรีต คือขอแค่มีความจริงจังและจริงใจที่จะมุ่งสู่ความหลุดพ้นโดยไม่มีข้อเกี่ยงงอนก็พอแล้ว ความเชื่อและประสบการณ์อื่นๆไม่ต้องเอามาด้วยก็ได้

อันตรายของความรู้

     ไหนๆพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็พูดกันให้หมดเปลือกซะเลย ถ้าคุณอยากหลุดพ้น คุณต้องพร้อมที่จะเลิกสิ่งที่คุณเรียนรู้มาให้หมดก่อน เพราะการหลุดพ้นก็คือการสิ้นสุดของความอยากและความรู้ทั้งหลาย อย่าลืมว่าความรู้ทั้งหลายมันก็คืือความคิด ซึ่งเป็นสิ่งชั่วคราวนะ สิ่งชั่วคราวทุกอย่างในชีวิตนี้เป็นราคาที่คุณจะต้องจ่ายถ้าคุณอยากเข้าถึงสิ่งถาวรหรือนิรันดร เช่นเดียวกัน หากคุณอยากเข้าถึงความเป็นอมตะหรือไม่ตาย คุณต้องยอมตายก่อน นั่นเป็นราคาที่คุณจะต้องจ่าย ถ้าคุณกลัวตาย หรือไม่ยอมตาย คุณจะเข้าถึงสภาวะที่ความตายไม่มีผลต่อคุณได้อย่างไร..ถูกแมะ

ไม่ต่อต้านวิถีชีวิตปุถุชน

     แต่อย่าเข้าใจผิดนะว่าผมสนับสนุนให้คุณเลิกวิถีชีวิตแบบปุถุชนเพื่อการหลุดพ้น ไม่ต้อง คุณแต่งงานได้ มีลูกได้ หาเงินได้ เลี้ยงดูครอบครัวได้ มีเซ็กซ์ได้ มีกิ๊กได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับคุณอย่างเป็นธรรมชาติ ชะตาชีวิตจะต้องเติมเต็มสิ่งที่มันอยากเติม คุณไม่ต้องไปขัดขืนต่อต้าน เพียงแต่ทุกวินาทีที่คิดได้ ขอให้มีเจตคติที่มุ่งไปทางปล่อยวางความยึดถือสู่การหลุดพ้น มุ่งเป็นผู้ให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทนกลับมาพอกพูนตัวตนปลอมของคุณ ให้โดยไม่ต้องถามหาผลลัพธ์ ในแง่ของการมีชีวิตคู่ คุณไม่ได้เป็นสามีหรือภรรยานะ แต่คุณเป็นความรักระหว่างสามีภรรยา คุณเป็นเมตตาธรรมที่ใสสอาดและจรรโลงทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อยและเป็นสุข ให้คุณค่อยๆตระหนักว่าความเป็นบุคคลของคุณที่เริ่มเมื่อเกิดและสิ้นสุดเมื่อตายนั้นเป็นของปลอม อย่าไปอินกับความเป็นบุคคลหรือจมอยู่ในความอยากหรือความกลัวซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นบุคคล ให้คุณหมั่นสืบค้นหาความเป็นคุณที่แท้จริง ขยันตั้งคำถาม ฉันเป็นใคร ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า ความคิดนี้ใครชงขึ้นมา จะนำเสนอใคร เพื่ออะไร ให้คุณขยันทำจนเข้าถึงมันอย่างลึกซึ้ง การหลุดพ้นไม่ใช่การแสวงหาจนพบหรือการได้มา แต่เป็นการเข้าใจ เข้าใจอะไรหรือ ก็เข้าใจว่าประสบการณ์ชีวิตแต่ละช็อตล้วนมาแล้วก็ไป เมื่อลงลึกไปถึงรากของทุกประสบการณ์ก็จะเห็นความรู้สึกถึงการอยู่ที่นี่ (being) หรือความรู้ตัว ซึ่งเป็นสาระหลักของความเป็นคุณที่แท้จริง

     คุณดำเนินชีวิตแบบปุถุุชนแต่ทำงานที่ไม่ใช่เพื่อความเป็นบุคคลของคุณได้ เวลาคุณทำงานเพื่อคนอื่นคุณไม่ร้องเรียนว่าโน่นไม่มีนี่ไม่พอ เพราะถ้าคุณร้องเมื่อไหร่ก็แสดงว่าคุณมีจุดอ่อน มีความอยาก มีความกังวลอยู่ คุณต้องลุยไปกับสิ่งเท่าที่มีอยู่ก็พอแล้ว แล้วตัวช่วยมันจะโผล่มาเอง คุณต้องไม่ยี่หระว่าผลจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องตีปี๊บเอาหน้าหรือป่าวร้องให้คนมารับรู้ คุณแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ สำเร็จหรือล้มเหลวคุณก็ไม่ต้องไปสน ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตคนเรานี้มันมีปัจจัยร่วมแยะมาก ความพยายามของคุณเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆปัจจัยหนึ่ง ดังนั้นไม่ต้องทิ้งงาน ทำงานทำการของคุณไป เมื่อมีเวลาว่าง มองเข้าข้างใน มันสำคัญที่คุณต้องไม่พลาดเมื่อโอกาสมี ถ้าคุณจริงใจและจริงจัง เวลาว่างแค่นั้นก็มากเกินพอ ในอีกด้านหนึ่ง การมีความริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสุข มีความร่ำรวยที่จะแบ่งปันคนอื่น ก็มักเป็นผลตามหลังการได้พบกับความรู้ตัวด้วย
   
ไม่สนับสนุนการแสวงหา

     ถ้าคุณต้องมีเวลา ต้องใช้เวลาเพื่อบรรลุอะไรสักอย่าง นั่นเป็นของปลอม เพราะของจริงไม่มีเวลา มีแต่เดี๋ยวนี้ ของจริงอยู่กับคุณเสมอโดยไม่ต้องรอเวลาที่จะเข้าถึง คุณไม่ต้องรอเพื่อที่จะได้เป็นตัวคุณเอง เพียงแค่อย่าปล่อยใจให้เถลไถลไปข้างนอก คุณไม่ต้องการประสบการณ์ใดๆในชีวิตอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่คุณต้องการคืออิสรภาพจากประสบการณ์ทั้งหลายมากกว่า รีทรีตที่ผมทำจึงไม่ใช่คอนเซ็พท์ใหม่หรือประสบการณ์ใหม่ที่ผู้มาเรียนจะพอกพูนเป็นตำราอีกหนึ่งเล่ม วิดิโออีกหนึ่งม้วน หรืออาจารย์อีกหนึ่งคน หรืือคำวินิจฉัยว่าวิธีนี้ถูก วิธีนี้ผิด เหล่านี้เป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับเป้าหมายที่ผมทำรีทรีต คือยิ่งคุณคาดหวังอย่างนี้ มันจะยิ่งฉุดคุณให้ห่างออกไปจากความหลุดพ้น คุณจะรู้ว่าคุณบรรลุถึงความจริงหรือหลุดพ้นแล้วก็ต่อเมื่อความปักใจเชื่อว่าสิ่งนี้คือความจริงสิ่งนั้นคือความจริงหมดไปก่อนเท่านั้น

     ในแง่ของการเสาะหาเส้นทาง คุณไม่ต้องเสาะหาเส้นทาง แค่อยู่นิ่งๆ เงียบๆ เปิดใจ แค่นั้นแหละ สิ่งที่คุณแสวงหามันอยู่ใกล้คุณเสียจนไม่มีที่ให้วางเส้นทางที่จะเดินไปหา

    ในแง่ของการตระเวณหาอาจารย์ ผมบอกคุณได้เลยว่าคุณไม่ต้องตระเวณหาอาจารย์ดอก อาจารย์ทุกคนช่วยคุณได้เพียงแค่บอกสิ่งเดียวกัน คือบอกให้คุณเลิกสนใจสิ่งภายนอกกลับเข้าไปค้นหาข้างใน อาจารย์ช่วยคุณได้แค่นี้จริงๆ แล้วคุณจะตระเวณหาอาจารย์ไปทำไม

ไม่ต่อต้านความอยากแบบตะพึด

     ความอยากไม่ใช่สิ่งเลวร้าย มันเป็นธรรมชาติของการใช้ชีวิต มันเป็นการแสดงออกถึงความรักตัวเอง คุณแสวงหาความหลุดพ้นเพราะคุณรักตัวเอง อยากมีความสุข เอาเลยเดินหน้ารักตัวเอง แต่รักอย่างฉลาดนะไม่ใช่อย่างโง่ๆแล้วทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ กล่าวคือเมื่อเรามีความอยากเรามีวิธีสนองตอบสองวิธี คือ

วิธีที่หนึ่ง ลองให้รู้ทีเดียวแล้วผ่านไป

วิธีที่สอง หมกมุ่นอยู่กับมัน

     ในทั้งสองวิธีนี้ วิธีหมกมุ่นเป็นวิธีที่โง่ วิธีลองให้รู้ทีเดียวแล้วผ่านไปเป็นวิธีฉลาด สิ่งที่คุณเลือกก็เป็นสาระสำคัญ การเชื่อว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างอาหาร เซ็กซ์ อำนาจ ชื่อเสียง จะทำให้คุณมีความสุขนั่นก็เป็นการหลอกตัวเอง มีแต่สิ่งที่ลึกและกว้างอย่างความรู้ตัวเท่านั้นที่จะทำให้คุณพบความสุขที่แท้จริง แม้ความสุขในการได้ให้ความรักเมตตาต่อคนอื่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหลังจากที่คุณพบกับความรู้ตัว หลังจากที่คุณพบว่าคนอื่นเหล่าน้้นก็เป็นหนึ่งในคุณด้วย การรักคนอืื่นเป็นผลตามมาหลังจากที่คุณรักตัวเองแล้วรู้จักตัวเอง เมื่อนั้นคุณรู้ว่าทุกชีวิตในจักรวาลนี้รวมอยู่ในคุณด้วย การตระหนักรู้นี้จะทำลายวงจรแยกเราเขาซึ่งนำไปสู่ความกลัว ความกลัวนี้จะกลับนำเราไปสู่การตอกย้ำให้แยกเราเขา เป็นวงจรชั่วร้ายไม่รู้จบตราบใดที่เรายังเข้าไม่ถึงความรู้ตัว

     ในการใช้ชีวิตแบบปุถุชนที่มี "ความอยาก" และ "ความกลัว" เป็นแขกขาประจำนี้ คุณอย่าจมอยู่กับประสบการณ์ จำไว้ว่าคุณอยู่พ้นประสบการณ์ พ้นการเกิดการตาย การจดจำเช่นนี้จะช่วยให้การตื่นรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้น ความจริงไม่ใช่เหตุการณ์หรืือประสบการณ์ ถ้ารอเหตุการณ์คุณรอไปจนตายก็ไม่พบ ความจริงไม่มา ไม่ไป แต่อยู่ที่นี่รอให้คุณไปรู้ มองเหตุการณ์ว่าเป็นแค่เหตุการณ์ มองประสบการณ์ว่าเป็นแค่ประสบการณ์ มาแล้วก็ไป ก็เท่ากับคุณเปิดต้วเองให้พร้อมสำหรับการรับรู้ความจริง แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณคิดชอบหรือไม่ชอบขึ้นมา ม่านบังตาก็ถูกลากกลับมาปิดกั้นทันที ดังนั้นให้สนใจต่อสรรพสิ่งตามที่มันเป็นอย่างซื่อตรงเท่านั้น

ไม่ต่อต้านศรัทธา

     ผมไม่ต่อต้านศรัทธาหรือความเชื่อนะ ในทางตรงกันข้ามการจะได้ประโยชน์จากรีทรีตที่ผมทำต้องมีความเชื่อจริงจังระดับหนึ่งก่อน อย่างน้อยประสบการณ์ของผมเองสอนว่าการมีความเชื่ออะไรสักอย่างให้มากพอที่จะเต็มใจทดลองทำอะไรสักอย่างโดยไม่ต้องรอให้ใครมาประกันความสำเร็จว่าทำอย่างนี้สิต้องสำเร็จแน่ๆ แค่คุณมีความเชื่อพอที่อยากทดลองมากๆ คุณก็ลุยได้เลย ตรงนี้แหละที่ผมให้น้ำยากับความเชื่อ หากไม่มีความเชื่อ คุณก็จะไม่กล้าลุย

     แล้วคุณเชื่อไหม คนที่ว่าศึกษามาแยะ ปฏิบัติมาแยะ ตระเวณมาหลายอาจารย์หลายสำนัก มากด้วยประสบการณ์ และยังตั้งหน้าตระเวณต่อไปไม่รู้จบสิ้น พอสอบถามเอาความกันจริงๆแล้ว เขาไม่มีความเชื่ออะไรเลย เขากำลังรอการพิสูจน์ รอหนังสือค้ำประกัน รอการประทับตรายางจากใครก็ยังไม่รู้ เขาคิดว่าต่อเมื่อได้รับการพิสูจน์หรือได้จั้มตรายางค้ำประกันแล้ว เขาจึงจะยอมลงมือทำ ซึ่งผมบอกได้เลยว่าโอกาสเช่นนั้นไม่มีทางมาถึง เขาจะต้องรอหรือตระเวณหาการพิสูจน์ไปอีกตลอดชีวิต

วิธีพิสูจน์ชีวิตหลังตาย

     หลายคนที่มาเข้ารีทรีต โหยหาการพิสูจน์ว่าชีวิตหลังตายมีจริงหรือไม่ ผมจะบอกคุณว่าไม่ต้องไปเสาะหาการพิสูจน์ที่ไหน ตัวคุณนั่นแหละจะเป็นผู้พิสูจน์คอนเซ็พท์ที่ว่าเมืื่อกายและใจนี้ตายไปแต่ความรู้ตัวจะยังไม่ตายนั้นเป็นความจริงหรือไม่ วิธีพิสูจน์ก็คือให้คุณเฝ้ามองและใช้ชีวิตอยู่เหนือกายนี้ใจนี้อย่างสิ้นเชิง แยกตัวเองออกมาเป็นผู้สังเกต ปล่อยวางราวกับว่ากายและใจของคุณตายได้ไปแล้ว นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะพิสูจน์ว่าแก่นกลางของความเป็นคุณไม่ใช่กายนี้ไม่ใช่ใจนี้ อะไรที่เกิดกับกายและใจอาจอยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมบังคับของคุณ แต่คุณมีอำนาจจะเลิกจินตนาการว่าคุณคือกายนี้ใจนี้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้คุณเตือนตัวเองเสมอว่ามันมีผลต่อกายและใจเท่านั้น แต่ไม่มีผลต่อคุณ ยิ่งคุณเอาจริงเอาจังกับการใส่ใจจดจำตักเตือนตัวเองอย่างนี้เท่าใด คุณก็ยิ่งจะตระหนักรู้ความรู้ตัวเร็วเท่านั้น เพราะความจำนั้นจะกลายเป็นประสบการณ์ สิ่งที่เคยคิดทึกทักเอา นานไปก็จะกลายเป็นประสบการณ์จริง นี่เป็นวิธีเดียวที่จะพิสูจน์

ลึกลงไปในเรื่องความรู้ตัว

     ผู้มาเข้ารีทรีตมักขอให้ผมอธิบายว่าความรู้ตัวคืืออะไร มันเหมือนกับเรากำลังคุยกันอยู่ในที่มีเสียงดังอีล้งช้งเช้งแล้วคนหนึ่งขอให้อีกคนหนึ่งยกตัวอย่างว่าความเงียบเป็นอย่างไร หรือเราคุยกันอยู่ในบรรยากาศของการหลับฝัน แล้วพยายามจะอธิบายถึงสภาพความตื่น มันจะทำได้ไหมละครับ แต่ผมจะพยายามทำนะ

     อุปมาอุปไมยเหมือนฟืนเกิดมาจากต้นไม้ ไฟเกิดขึ้นมาจากฟืน แต่ว่าใครเป็นผู้เห็นเปลวไฟละ ผู้ที่รู้เห็นคือผู้ที่เฝ้าสังเกตอยู่ ถูกแมะ ในป่าที่ไม้สีกันเกิดไฟโดยไม่มีผู้สังเกต ไฟนั้นก็ไม่มีความหมายใดๆทั้งสิ้น ฉันใดก็ฉันเพล ร่างกายนี้เกิดจากอาหาร น้ำ และอากาศ แล้วใจหรือความคิดนี้เกิดขึ้นมาจากร่างกายเหมือนไฟเกิดจากฟืน แล้วความคิดนี้ปรากฎต่อใครละ ใครเป็นผู้สังเกตว่ามีความคิดเกิดขึ้น นั่นแหละ ผู้สังเกตนั้นแหละคือ..ความรู้ตัว

     พูดถึงการเป็นผู้สังเกต คุณเข้าใจคำพูดที่ว่า "โลกนี้คือละคร" ว่าอย่างไรละ ใครเป็นคนเล่นละคร..ตัวคุณเองใช่ไหม แล้วใครเป็นคนดูละคร..ก็ตัวคุณตัวเองอีกนั่นแหละ แสดงว่าตัวเองมีสองตัวนะ คุณตัวที่นั่งดูละคร ถึงตอนตลกก็หัวเราะ ถึงตอนเศร้าก็ร้องไห้ แต่คนที่นั่งดูละครอยู่นั้นเชื่อไหมว่าที่ตลกหรือที่เศร้านั้นเป็นเรื่องจริง..ไม่เชื่อหรอก เพราะคนดูเขารู้ว่ามันเป็นแค่ละคร คือให้คุณปฏิบัติต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้เสมือนว่ามันเป็นละคร เสมือนมันเป็นความฝัน คุณก็จะหลุดพ้น แต่ถ้าคุณไปเชื่อว่าความฝันนั้นเป็นความจริง คุณก็จะกลายเป็นทาสความเชื่อนั้นไปทันที ถ้าเชื่อว่าคุณเกิดมาเป็นอะไร คุณก็เป็นทาสของความเชื่อนั้น การเกิด มีชีวิต และตาย เป็นธรรมชาติ แต่ความกลัวไม่ใช่ธรรมชาติ มันเป็นความเชื่อว่าสิ่งไม่จริงคือสิ่งที่เป็นจริง ดังนั้นสำหรับผู้รู้ตัวโลกนี้คือละครที่ผู้รู้ตัวนั่งดูด้วยความบันเทิงตราบที่ละครยังเล่นและลืมมันทันทีที่ละครเลิก ขณะนั่งดู ขำก็หัวเราะ โศกก็ร้องไห้ แต่ก็รู้อยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นละคร ไม่มีอยากได้อะไร ไม่กลัวอะไรในละคร ได้แต่เพลิดเพลินกับมัน พูดอย่างนี้เข้าใจไหมเนี่ย

     สมมุติว่าเข้าใจแล้วนะ เราไปกันต่อลึกอีกหน่อย ผู้รู้ตัวที่แท้จริงต้องปฏิเสธความเป็นบุคคลอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่สมยอมกัน หากสมยอมนั่นเป็นผู้รู้ตัวปลอมที่ความคิดหรือ "ผู้กำกับ" ประจำใจคุณปั้นขึ้นมา ตราบใดที่ยังมีความขัดแย้ง ขัดขืน ต่อสู้ พยายามเปลี่ยนแปลง แสดงว่าผู้รู้ตัวที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น การเกิดของผู้รู้ตัวเกิดแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม่มีขั้นตอน ไม่มีความก้าวหน้า มันเป็นขั้นสุดท้ายที่สมบูรณ์โดยตัวของมันเองไม่เกี่ยวข้องกับอะไรทั้งสิ้น คุณเหนี่ยวนำให้ผู้รู้ตัวเกิดไม่ได้ แต่คุณขจัดสิ่งขวางกั้นการเกิดนั้นได้ด้วยการเฝ้าดูความคิดของคุณ สร้างผู้เฝ้าดูอย่างอุเบกขา ยืนนิ่งๆ ดูเฉยๆ แล้วผู้รู้ตัวก็จะปรากฎแก่คุณ หน้าที่ของคุณคือตระหนักว่าสิ่งที่คุณคิดว่าคุณเป็นน้ั้นเป็นเพียงสายธารของเหตุการณ์ที่เปลี่ยนตลอดเวลา มาแล้วก็ไป แต่คุณเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น คุณต้องแยกสิ่งที่ถูกสังเกตรับรู้ออกไปจากคุณในฐานะผู้สังเกตและเลิกสำคััญมั่นหมายว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นคุณ

     ไปกันลึกลงไปอีีกหน่อยนะ สมมุติว่าคุณนั่งคนเดียวเงียบๆในความมืด ปล่อยวางความคิดไป ไม่ใส่ใจ ไม่คิดต่อยอดอะไรทั้งสิ้น เมื่อใจว่างจากสิ่งที่หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่ประจำแล้วคุณก็กลายเป็นสภาวะที่ไม่มีความคิด ไม่มีคอนเซ็พท์ใดๆรวมทั้งคอนเซ็พท์การเป็นเจ้าของ ไม่มีร่างกายของคุณ ไม่มีชื่อของคุณ ไม่มีสถานะทางสังคม คุณคือความมืดอันกว้างใหญ่ที่มีร่างกายนั่งอยู่ในนี้ด้วย ถ้าคุณฝึกอยู่ตรงนี้ต่อเนื่องได้นานพอ ความรู้ตัวหรือผู้รู้ตัวก็จะปรากฎแก่คุณ เริ่มต้นด้วยการเกิดแสงสว่างเรื่อๆ ณ จุดที่คุณให้ความสนใจอยู่ แสงสว่างเรื่อๆนี้จะนำมาซึ่งพลังงานเย็นๆไหลจากทั่วทุกทิศทุกทางเข้ามาสู่จุดนี้ ผมเรียกพลังงานนี้ว่าพลังเมตตา (Grace) มันมาพร้อมกับความเย็นและความเบิกบาน คุณจะรู้ได้ทันทีว่านี่มันเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของคุณ ที่ตรงนี้ความคิดใดๆไม่มี ความอยากก็ไม่มี ความกลัวก็ไม่มี มีแต่ความเมตตา ราวกับว่าจักรวาลทั้งหมดนี้เป็นร่างกายของคุณ ความรักและเมตตาจะแผ่สร้านไปทุกอณูจนไม่มีที่ว่างให้กับสิ่งอื่นเลย นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่าความรู้ตัว ซึ่งเป็นแหล่งของความสุขสงบเย็นที่แท้จริงที่คนเราจะหาได้ในการเกิดมามีชีิวิตหนึ่งนี้

     แล้วการปรากฎของผู้รู้ตัวนี้ ไม่ได้ปรากฎให้เห็นเป็นตัวตนเหน่งๆที่สัมผัสรับรู้ได้ด้วยอายตนะทั้งหกนะ มันปรากฎเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่อยาตนะรับรู้ได้ขณะที่ปลอดจากสิ่งเร้าอื่นๆ เปรียบเหมือนการเห็นแสงอาทิตย์ที่สะท้อนผ่านดวงจันทร์ หรือเปรียบเหมือนภาพสะท้อนในกระจกเงา ไม่มีของจริงที่ข้างหลังกระจกเงา แต่ของจริงมันอยู่ข้างหน้าซึ่งตาเรามองตรงๆไม่เห็น ต้องมองภาพสะท้อนในกระจกจึงจะเห็น กระจกในที่นี้ก็เปรียบเหมือนอายตนะ ถ้ามันมีสิ่งเร้าอื่นๆเช่นความคิดเขรอะอยู่ก็เหมือนกระจกมันเปื้อนฝุ่นฝ้า เราไม่มีทางมองเห็นภาพสะท้อนนั้น ต่อเมื่อกระจกใสเราจึงจะมองเห็นภาพสะท้อน หรือเปรียบเหมือนคนเป็นต้อกระจกมองดูดวงจันทร์ เขาย่อมมองไม่เห็นแสงจันทร์ ฉันใดก็ฉันเพล หากใจยังมีความคิดอยู่ก็ไม่มีวันจะเห็นความรู้ตัว

     ไหนๆก็มาลึกถึงตรงนี้แล้ว ไปกันต่ออีกหน่อยนะ จากตรงนี้ขั้นต่อไปคือการทิ้งกระจกเงาหรืออายตนะไปเป็นแหล่งแห่งแสงและพลังเมตตาที่อยู่เบื้องหลังผู้รู้ตัวนั้นเสียเอง คือเป็นขั้นตอนที่่จะทิ้งกายและใจไปเสีย ขั้นตอนนี้มันเป็นกลไกอัตโนมัติเหมือนเมื่อคุณจ่ายเงินซื้อตั๋วขึ้นนั่งรถไฟตีลังกาเหาะที่แดนเนรมิตแล้ว คุณขึ้นนั่งและคาดเข็มขัดแล้ว เดี๋ยวรถไฟมันก็พาคุณตีลังกาเองโดยคุณไม่ต้องทำอะไร ดังนั้นคุณแค่ทำตัวเป็นผู้สังเกต สังเกต สังเกต แล้วเฉยไว้ เดี๋ยวดีเอง คืออยู่ๆคุณก็จะ "เป็น" ความรู้ตัวขึ้นมาเอง ตรงนี้แหละคือความหลุดพ้น หมายความว่าหลุดพ้นจากการเป็นกายนี้และเป็นใจนี้ ความคิด ร่างกาย อายตนะ ไม่ใช่คุณอีกต่อไป คุณอยู่สูงกว่าทั้งหมดนั้น มองอีกแง่หนึ่งความหลุดพ้นเหมือนกับการแชร์ คือคุณได้เข้าไปในจิตสำนึกรับรู้อันกว้างใหญ่แล้วแชร์มันกับคนอื่นเช่นเพื่อนหรือครูของคุณเป็นต้น แม้มาถึงจุดนี้แล้วคุณก็ยังต้องเฝ้าดูความคิดคุณให้ดีอยู่นะ เพื่อไม่ให้มันมาขวางทางคุณ คุณต้องตื่นตัวระวังระไวเหมือนคุณยายนอนเฝ้าบ้านระวังขโมยตอนดึก ไม่ใช่ว่าคุณยายคาดหวังจะได้อะไรจากขโมยดอก แต่คุณยายไม่ต้องการเสียทรัพย์ การเฝ้าระวังของคุณในขั้นตอนนี้ก็เป็นฉันนั้น

อย่าสำคัญผิดว่าผมเป็นอาจารย์

     คนที่มารีทรีตบางคนสำคัญผิดคิดว่าผมเป็นอาจารย์ แล้วปฏิบัติต่อผมแบบศิษย์ปฏิบัติต่ออาจารย์ทางจิตวิญญาณหรือหลวงพ่ออะไรประมาณนั้น ซึ่งเป็นความอึดอัดขัดข้องสำหรับผมอย่างยิ่ง และอาจจะเป็นเหตุผลเดียวที่จะทำให้ผมเลิกทำรีทรีตนี้เสียเพราะผมรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ผมไม่ใช่อาจารย์ ผมเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น เวลานั่ง ผมนั่งเสมอพื้นเดีียวกับผู้มาเข้ารีทรีต ผมรับไม่ได้ที่จะมีคนมากราบไหว้ผม เพราะผมไม่ได้บรรลุอะไร นอกจากจะรู้แค่ว่าผมได้เผลอเพิกเฉย (ignore) ต่อความรู้ตัวมานานแล้วเท่านั้น ผมไม่ได้ตื่นรู้สัจจธรรมระดับพิศดารอะไร ถึงถ้ามีผู้ตื่นรู้จริงก็ไม่ใช่อะไรที่พิเศษ ใครที่ประกาศว่ามีความพิเศษหรืือมีเอกลักษณ์นั่นไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ เขาเข้าใจผิดว่าปรากฎการณ์ประหลาดที่เขาพบบางอย่างเป็นการตื่นรู้ ผู้ตื่นรู้ที่แท้จริงแค่พบว่าตัวเองเป็นคนปกติต่อธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือพิเศษ คนที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่หรือพิเศษนั่นเป็นเพราะเขายังเพลินในตัวตน ยังเพิกเฉย (ignorance) ต่อความรู้ตัวที่แท้จริง ไม่ใช่เพราะเขาตื่นรู้สัจจธรรมอะไร

    ผู้มารีทรีตทุกคนต้องเข้าใจให้กระจ่างก่อนว่าผมไม่ได้เป็นครูหรือกูรูในทางจิตวิญญาณ ผมเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น ผมทำได้แค่เล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้คุณฟัง แต่ "กูรู" ที่แท้จริงสอนคนอื่นให้หลุดพ้นได้ด้วยพลังที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของเขา มันเป็นพลังความเชื่อ (power of conviction) ซึ่งถูกปลุกขึ้นมาจากความแรงกล้าของความมุ่งมันของศิษย์แต่ละคน คำสอนของครู บวกกับความเชื่อมั่นของลูกศิษย์ในตัวครู ทำให้เกิดการหลุดพ้น คือเมื่อเชื่อมั่นในตัวครูมากก็ทำให้ลูกศิษย์ยอมรับคำพูดของครูว่าเป็นจริงแล้วทำตามนั้นแบบไม่มีเงื่อนไข การหลุดพ้นจึงเกิดขึ้น แต่ผมไม่ใช่ครูอย่างนั้น และผมไม่ต้องการเป็นครูที่สอนอย่างนั้น เพราะในโลกนี้จะมีศิษย์สักกี่คนที่เชื่อครูอย่างมอบกายถวายชีวิตและจริงใจชนิดไร้แรงต่อต้านใดๆ  จะมีศิษย์สักกี่คนที่จะตั้งใจขจัดความขี้เกียจและขัดขืนต่อการเสียความเคยชินหรือความเพลิดเพลินเดิมๆในการเป็นบุคคลซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหลุดพ้น ฝันไปเถอะที่จะมีครูและศิษย์แบบว่าฟังคำพูดกันสองสามคำหรือมองตาหรือแตะตัวกันนิดหน่อยแล้วหลุดพ้นเลย อย่างนั้นมันต้องคนที่สุกงอมมาแล้วจริงๆ ตัวเร่งความสุกงอมนั้นคืือความเอาจริงเอาจัง earnest แบบทุ่มเทเต็มร้อยไม่มียั้งมือ ซึ่งแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ดังนั้นสำหรับผู้มาเข้ารีทรีตนี้ ผมรู้ว่าผมไม่ใช่ครูอย่างนั้น ผมตั้งใจจะเป็นแค่เพื่อนของผู้มาเข้ารีทรีตเท่านั้น ย้ำ..เป็นเพืื่อนเท่านั้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 ธันวาคม 2560

มอร์ฟีนจะขัดขวางการปฏิบัติธรรมในวาระสุดท้ายหรือไม่

     ลมหนาวกำลังพัดโบกโบยมวกเหล็ก อากาศสดชื่นและเย็นยะเยือกสบายจมูกอย่างยิ่ง ดอกไม้แข่งกันออกดอกมองไปทางไหนก็สบายตา

"..ยามลมหนาว พัดโบกโบยโชยชื่น
เหล่าสกุณร้องรื่นรมย์
หมู่ดอกไม้ชวนภมรร่อนชม
ช่างสุขสมเพลินตาน่าดูชูใจ.."

     เพื่อให้ได้บรรยากาศหน้าหนาว ผมตัดสินใจเชิญขิงข่าตะไคร้ใบแมงลักลงจากหิ้งสวนครัวลอยฟ้าเสียครึ่งหนึ่งเพื่อเปิดช่องให้เอาดอกไม้ขึ้นวางแทน เท่เชียว ไม่เชื่อดูรูป

     วันนี้ขอตอบจดหมายขนาดสั้นหนึ่งฉบับ

............................................
จดหมายจากท่านผู้อ่าน
ถามเรื่องมอร์ฟีนครับ ผมคิดถึงเรื่องการตายแบบธรรมชาติ มีสติ คือปฏิบัติธรรมในช่วงนาทีสุดท้าย มอร์ฟีนมีผลกับจิตใจในระยะสุดท้ายแค่ไหน มีผลหลอนจิตหรือไม่

......................................................

ตอบครับ

     มอร์ฟีนออกฤทธิ์ตรงต่อระบบประสาทกลางโดยจับกับตัวรับชื่อ opiate receptors ในสมอง แล้วทำให้มีผลเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองและระบบประสาทอัตโนมัติ กลไกที่มอร์ฟีนไปมีผลลดหรือเพิ่มความคิดได้อย่างไรวงการแพทย์ไม่ทราบดอก เพราะวงการแพทย์ไม่เคยทราบกลไกของการเกิดความคิด อย่างมากก็แค่ทราบจากสถิติว่าคนไข้ได้มอร์ฟีนแล้วมีความคิดอย่างไรเกิดขึ้นบ้างแล้วบันทึกเป็นข้อมูลสถิติ ซึ่งข้อมูลสถิติพบว่ามอร์ฟีนมีผลต่อความคิดสองด้าน

    ด้านหนึ่งคือถ้าได้ในขนาดพอดี มอร์ฟีนทำให้ความคิดน้อยลง มีฤทธิ์กล่อมประสาท (sedation) ทำให้คลายกังวล ผ่อนคลาย ทำให้อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกอบอุ่น เบิกบาน สบายใจ ไม่สนใจอะไรนอกตัว ไม่สนใจความบันเทิงอย่างอื่น อยากได้ยาซ้ำๆ ถ้าหมอยอมตามก็จะติดยา

     อีกด้านหนึ่งคือมอร์ฟีนทำให้เกิดความคิดและอารมณ์แบบเปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้มีความคิดผิดปกติที่ไม่เคยคิดเกิดขึ้นมาก่อน เกิดเป็นภาวะจิตหลอน (illusion) ทำให้บางคนนอนไม่หลับ ใจหดหู่ ซึมเศร้า

     จะเห็นว่ามอร์ฟีนมีทั้งดีและเสีย สำหรัับคนทีี่ตื่นกลัว ขี้ปวด และสติแตก มอร์ฟีนอาจช่วยระงับความคิดกังวล สงบได้มากขึ้น แต่สำหรับคนที่มีสติและอยู่กับความรู้ตัวได้ด้วยตัวเอง มีทักษะรับมือกับอาการปวดได้ด้วยตัวเอง มอร์ฟีนอาจมีประโยชน์น้อย

      ดังนั้น หากเจ้าตัวตั้งใจจะตายแบบมีสติอยู่กับตัว มีความรู้ตัวอยู่จนถึงวินาทีสุดท้าย ไม่ต้องการให้มีความคิดพิศดารใดๆเกิดขึ้นจากยา ก็สามารถบอกหมอว่าไม่ประสงค์จะรับมอร์ฟีน นอกจากไม่ควรใช้มอร์ฟีนแล้ว ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทกลางอื่นใดก็ไม่ควรใช้ทั้งสิ้น ควรปรับบรรยากาศที่ตายให้มันเงียบสงบด้วย ก็จะได้ตายแบบมีสติอยู่กับตัวสมใจ แต่ถ้าลองแล้วไปไม่ไหว ก็เปลี่ยนคำพูดขอหมอฉีดมอร์ฟีนเมื่อไหร่ก็ได้

     ในชีวิตจริง บรรยากาศของจริงในห้องแห่งวาระสุดท้ายในโรงพยาบาลนั้นมันสุดจะระเบ็งเซ็งแซ่ ญาติๆพากันมาเยี่ยมมาลุ้นมาห้อมล้อมให้กำลังใจ คนนี้แนะนำนั่น คนนั้นแนะนำนี่ บ้างมาทะเลาะกันอยู่ข้างเตียง บ้างเอาพระมาสวดให้ฟัง หรือเอาซีดีมาเปิดให้ฟัง บ้างเอาซินแสมาปัดรังควาน ที่ไม่รู้จะทำอะไรก็มานั่งบีบมือร้องไห้คร่ำครวญ คือโอกาสที่ผู้ป่วยวาระสุดท้ายจะได้อยู่เงียบๆอยู่กับความรู้ตัวของตััวเองนั้น ผมยังไม่เคยเห็นเลย ดังนั้นที่คุณฝันอยากตายดีๆแบบมีสตินั้นหากคุณไม่หลบมุมไปตายตามสุมทุมพุ่มไม้คนเดียว คุณจะต้องทำการบ้านมากเลยจึงจะได้ตายอย่างที่คุณอยากตาย เพราะลูกหลานของคุณนั้นแม้คุณจะสั่งเสียอย่างดีแต่ถึงเวลาจริงพวกเขาก็จะสติแตกทะเลาะกันและทำอีกอย่างหนึ่ง นั่นเป็นเพราะลูกหลานเขาก็มีอีโก้ในฐานะ "ลูกกตัญญู" ที่เขาจะต้องปกป้องไม่ให้เสียหาย นี่ผมพูดจากประสบการณ์ตัวเองที่เห็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาแยะ มีผู้ป่วยอยู่รายเดียวเท่านั้นที่ผมเห็นว่าวิธีสั่งเสียของท่านได้ผลมาก คือท่านใช้วิธีแช่ง ประมาณว่า

     "ถ้ากูเป็นอะไรไปหากลูกคนไหนให้หมอใส่ท่อช่วยหายใจหรือปั๊มหัวใจกู กูจะแช่งให้มันฉิบหายตายโหง ตายเป็นผีแล้วกูก็จะมารังควาญแก้แค้นที่มันเป็นลูกแต่ไม่เชื่อฟังกู"

     ปรากฎว่าลูกหลานของท่านปฏิบัติตามดีมาก วันหนึ่งท่านเป็นอัมพาตเฉียบพลัน ลูกๆพาเข้าโรงพยาบาล ห้ามหมอใส่ท่อช่วยหายใจ และห้ามหมอปั๊มหัวใจ ท่านจึงจากไปแบบไม่มีใครมายุ่งด้วยเลยสมปรารถนา

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

02 ธันวาคม 2560

จะพกยาอมใต้ลิ้นไปทำพรือละครับ มันไม่ช่วยให้คุณรอดตายมากขึ้น

คุณหมอสันต์ครับ
ตอนนี้มีคำแนะนำให้คนไทยทุกคนพกยาไนโตรกลีเซอรีนอมใต้ลิ้น เพื่อป้องกันหัวใจวายกะทันหัน ผมได้รับโพสต์มาเรื่องนี้แยะมากโดยที่ตัวผมเองก็ไม่อาจตัดสินได้เองว่าถูกหรือผิด ผมรบกวนคุณหมอสันต์ช่วยแนะนำด้วยครับว่าผมควรจะทำตามคำแนะนำนี้ไหม

..............................

ตอบครับ

     ถามว่าคนไทยทุกคนควรพกยาอมไนโตรหรือไนเตรทไหม ตอบว่า "ไม่ควร" จะพกไปทำพรื้อละครับ เพราะยาในกลุ่มไนเตรทรวมทั้งไนโตรกลีเซอรีนไม่ได้ช่วยลดอัตราตายของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเลย หากคุณจะตาย ก็เพราะโรคของคุณมันสาหัสถึงขั้นตายได้ แต่ไม่ใช่เพราะคุณไม่ได้อมยาไนเตรท

     จริงอยู่ มาตรฐานการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันนอกโรงพยาบาล (หมายถึงในรถฉุกเฉิน) ประกอบด้วยการฉีดมอร์ฟีน ให้ออกซิเจน อมไนเตรท และเคี้ยวแอสไพริน (MONA) แต่ว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่ผู้ป่วยจะพกพาไว้ทำเอง เป็นเรื่องที่บุคลากรทางการแพทย์เขาจะเลือกให้ตามดุลพินิจ ซึ่งเขาจะต้องตรวจสอบเงื่อนไขก่อน กล่าวคือ

     (1) ถ้าไม่ปวด ไม่กระสับกระส่าย ก็ไม่ต้องฉีดมอร์ฟืน

     (2) ถ้าออกซิเจนในเลือดไม่ต่ำกว่า 90% ก็ไม่ต้องให้ออกซิเจนเพราะให้ไปก็ไล้ฟบอย แล้วคนที่ออกซิเจนจะต่ำกว่า 90%เนี่ยหาได้ง่ายๆที่ไหนละครับ ขนาดหัวใจหยุดเต้นไปพักหนึ่งแล้วออกซิเจนยังไม่ต่ำกว่า 90% เลย หากออกซิเจนไม่ต่ำการไปให้ออกซิเจนบางงานวิจัยพบว่ากลับมีผลเสียมากกว่าผลดี

     (3) ถ้าไม่เจ็บหน้าอก ก็ไม่ต้องให้ยาอมใต้ลิ้น เพราะยาอมใต้ลิ้นเป็นเพียงยาบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก ไม่ใช่ยารักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบให้หาย และหากจะให้ยาอมใต้ลิ้นกันจริงๆก็ต้องตรวจสอบให้ชัวร์ๆก่อนว่าอัตราการเต้นของหัวใจไม่ได้ช้าเกินไปหรือเร็วเกินไป ต้องเช็คความดันเลือดก่อนด้วยว่าความดันไม่ต่ำเกินไป และต้องเช็คประวัติด้วยว่าไม่ได้กินยาแก้นกเขาไม่ขัน (เช่นไวอากร้า) อยู่ เพราะหากหัวใจเต้นผิดปกติอยู่ก็ดี ความดันเลือดต่ำอยู่ก็ดี กินยารักษานกเขาไม่ขันอยู่ก็ดี หากให้อมไนเตรทไปอาจเร่งให้ได้กลับบ้านเก่าเร็วขึ้น

     (4) การเคี้ยวยาแอสไพรินขนาด 162 - 325 มก. แล้วกลืนน้ำตามดูจะเป็นการรักษาก่อนถึงรพ.ที่มีประโยชน์มากที่สุดในแง่ของการลดอัตราตายและการลดจุดจบอันเลวร้ายของโรคนี้ หากไม่แพ้ยาแอสไพริน การเคี้ยวยาแอสไพรินทันทีขณะเดินทางไปรพ.ต่างหากที่เป็นสิ่งที่ควรทำ

     จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตายจากโรคหัวใจ

     การเป็นประชาชนคนธรรมดานี้ หากอยากมีสุขภาพดีมีอายุยืนไม่ตายด้วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันง่ายๆ คุณไม่ต้องถึงกับพกยาหรืออุ้มถังออกซิเจนไปไหนต่อไหน หรือขยันไปให้หมอเขาตรวจนั่นตรวจนี่ดอกครับ ให้คุณใช้สูตรที่วงการแพทย์สรุปมาจากหลักฐานวิทยาศาสตร์ต่อไปนี้ รับประกันว่าโอกาสที่คุณจะตายเร็วก่อนเวลาอันควรจะลดลงชัวร์ป๊าด วิธีการคือ

     1. เมื่อยังสบายดีไม่มีอาการเจ็บหน้าอก  ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่เป็นโรค ให้คุณจ้ัดการดูแลตัวเองโดยใช้ตัวชี้วัดสุขภาพง่ายๆเจ็ดตัว (simple-7) คือ (1) น้ำหนัก (2) ความดันเลือด (3) ไขมันในเลือด (4) น้ำตาลในเลือด (5) การกินผักผลไม้ให้มากพอ (6) การออกกกำลังกายให้มากพอ และ (7) การไม่สูบบุหรี่

     2. เมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกแล้ว ให้คุณวินิจฉัยตัวเองก่อนว่าเป็นการเจ็บหน้าอกแบบไหน ระหว่าง

     2.1 เจ็บหน้าอกแบบด่วน หรือเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉีียบพลัน (acute MI)

     2.2 เจ็บหน้าอกแบบไม่ด่วน (stable angina)

     วิธีวินิจฉัยว่าเป็นแบบไหนก็ไม่ยาก คุณใช้นาฬิกาอย่างเดียว เวลาที่ใช้ตัดสินคือ 20 นาที คือจับเวลานับตั้งแต่เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก ให้คุณจับเวลาแล้วถ้ากำลังออกกำลังกายอยู่ให้พักแล้วดูเชิง แล้วดูนาฬิกาไปด้วย หากผ่านไป 20 นาทีทั้งๆที่พักแล้วยังไม่หายเจ็บหน้าอก ให้วินิจฉัยตัวเองว่าคุณเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

    เมื่อวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ให้รีบไปโรงพยาบาลที่สามารถทำการตรวจสวนหัวใจได้ให้เร็วที่สุด การไปถึงรพ.ช้าหรือเร็วเป็นปัจจัยกำหนดว่าจะคุณตายหรือรอด ไปได้ช้าหรือเร็วนี่แหละของจริง..ชัวร์เลย นับจากเมื่อคุณเริ่มเจ็บหน้าอกนะ เรื่องยาอม ยาดม ล้วนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อยากอมก็อม ไม่อยากอมก็ไม่ต้องอม อยากดมก็ดม ไม่อยากดมก็ไม่ต้องดม และในบรรดายาที่ควรใช้ก่อนถึงโรงพยาบาล การเคี้ยวยาแอสไพรินแล้วดื่มน้ำตามเป็นยาที่มีประโยชน์มากที่สุดที่หากทำได้ก็ควรทำ อย่างไรก็ตามการไปโรงพยาให้เร็วที่สุดสำคัญกว่าการมัวหายา ถ้าไม่มีปัญญาไปรพ.เองก็โทรศัพท์เรียกรถพยาบาล (1669) อยู่จังหวัดไหนก็ใช้เบอร์นี้ได้ ในกรณีที่คุณเกิดหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน การมีคนอยู่ใกล้ชิดที่กล้าลงมือช่วยชีวิตคุณโดยการกดหน้าอก (ปั๊มหัวใจ) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของคุณได้

     แต่ถ้าเป็นการเจ็บหน้าอกขณะออกแรงแล้วคุณพักแป๊บเดียว (ไม่เกิน 20 นาที) แล้วอาการเจ็บแน่นหน้าอกหายไป ให้คุณวินิจฉัยตัวเองว่าคุณเป็นโรคหัวใจขาดเลือดแบบไม่เร่งด่วน หากคุณรู้ตัวว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดอยู่แล้วก็ดูแลตัวเองตามหลักการง่ายๆเจ็ดอย่างข้างต้นต่อไปโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล แต่ถ้าคุณไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดก็ให้หาเวลาว่างไปหาหมอเพื่อตรวจยืนยันการวินิจฉัยเสียสักหนึ่งครั้ง จะได้วางแผนถูกว่าจะเลือกวิธีรักษาตัวเองต่อไปอย่างไร

     3. เมื่อหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดแล้ว การรักษายังต้องแยกเป็นสองกรณี

      3.1 กรณีที่คุณถูกหามเข้ารพ. กำลังเจ็บหน้าอกอยู่ หมอตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแล้วมีภาวะคลื่นยก (ST elevation) การรักษาที่ทำให้มีอัตรารอดชีวิตดีที่สุดคือการทำการตรวจสวนหัวใจฉุกเฉินแล้วทำการรักษาแบบรุกล้ำทันทีเดี๋ยวนั้น ไม่ว่าจะใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหรือทำผ่าตัดบายพาส

     3.2 กรณีคุณเป็นโรคหัวใจขาดเลือดแบบไม่ด่วน หมายความว่าเจ็บหน้าอกพักแล้วหาย ไม่มีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือมีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแล้วแต่รอดชีวิตมาสบายดีิแล้วไม่น้อยกว่า24 ชั่วโมง การรักษาต่อจากจุดนั้นมีทางเลือกอยู่สองแบบ คือจะทำการรักษาแบบรุกล้ำ (ทำบอลลูนหรือผ่าตัดบายพาส) หรือจะทำการรักษาแบบไม่รุกล้ำ คือกินยาและดูตัวเองด้วยตัวชี้วัดง่ายๆเจ็ดอย่างข้างต้นไปก็ได้ ซึ่งงานวิจัยพบว่าไม่ว่าจะรักษาแบบไหนก็ได้อัตรารอดชีวิตที่ไม่แตกต่างกัน

     4. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าจะหายไม่ได้นะ โรคหัวใจเป็นโรคที่หายได้ งานวิจัยแบ่งกลุ่มสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบให้คนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง (กินอาหารพืชเป็นหลัก ออกกำลังกาย จัดการความเครียด มีการสนับสนุนกันทางสังคม) พบจากการติดตามดูภาพฉีดสีดูหลอดเลือดว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถถอยกลับได้ หรือพูดง่ายๆว่ามันหายได้ด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

จดหมายจากผู้อ่าน 1
ขอบคุณมากๆค่ะ มีประโยชน์มากเลย อยากให้คุณหมออธิบายอีกนิดค่ะ เรื่องการสนับสนุนทางสังคมทำอย่างไรคะ

ตอบครับ
หมายถึงเพื่อนช่วยเพื่อน (peer support) ในงานวิจัยบังคับให้เข้ากลุ่มเพื่อนสัปดาห์ละ 1 ชม.เพื่อปรับทุกขฺ์ผูกมิตรช่วยเหลือกันและกัน

บรรณานุกรม
1. Amsterdam EA, Wenger NK, Brindis RG, Casey DE Jr, Ganiats TG, Holmes DR Jr, et al. 2014 AHA/ACC guideline for the management of patients with non-ST-elevation acute coronary syndromes: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines. Circulation. 2014 Dec 23. 130 (25):e344-426.
2. O'Gara PT, Kushner FG, Ascheim DD, et al. American College of Cardiology Foundation/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines. 2013 ACCF/AHA guideline for the management of ST-elevation myocardial infarction: a report of the American College of Cardiology Foundation/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines. Circulation. 2013 Jan 29. 127 (4):e362-425.
3. Roffi M, Patrono C, Collet JP, et al. 2015 ESC Guidelines for the management of acute coronary syndromes in patients presenting without persistent ST-segment elevation: Task Force for the Management of Acute Coronary Syndromes in Patients Presenting without Persistent ST-Segment Elevation of the European Society of Cardiology (ESC). Eur Heart J. 2016 Jan 14. 37 (3):267-315.
4. Task Force on the management of ST-segment elevation acute myocardial infarction of the European Society of Cardiology (ESC); Steg PG, James SK, Atar D, et al. ESC Guidelines for the management of acute myocardial infarction in patients presenting with ST-segment elevation. Eur Heart J. 2012 Oct. 33 (20):2569-619.
5. Cabello JB, Burls A, Emparanza JI, Bayliss S, Quinn T. Oxygen therapy for acute myocardial infarction. Cochrane Database Syst Rev. 2013 Aug 21. 8:CD007160.
6. Hochman JS, et al. Coronary intervention for persistent occlusion after myocardial infarction (OAT trial). N Engl J Med. 2006;355(23):2395-2407.
7.  Boden WE, O'rourke RA, Teo KK, et al; COURAGE Trial Co-Principal Investigators and Study Coordinators.The evolving pattern of symptomatic coronary artery disease in the United States and Canada: baseline characteristics of the Clinical Outcomes Utilizing Revascularization and Aggressive DruG Evaluation (COURAGE) trial. Am J Cardiol. 2007;99:208-212.
8. Ornish D, Brown SE, et al. Can lifestyle changes reverse coronary heart disease. The Lancet 1990fb 336: 129-33 1990.
9. Ornish D, et. al. Intensive lifestyle changes for reversal of coronary heart disease. JAMA 1998; 280(23): 2001-2007 1998
10. Esselstyn CB Jr, Ellis SG, Medendorp SV, Crowe TD. A strategy to arrest and reverse coronary artery disease: a 5-year longitudinal study of a single physician’s practice. J Fam Pract 1995;41:560 –568.
11. Esselstyn CB Jr. Updating a 12-year experience with arrest and reversal therapy for coronary heart disease (an overdue requiem for palliative cardiology). Am J Cardiol 1999;84:339 –341.
5.
12. Esselstyn CB Jr. Resolving the coronary artery disease epidemic through plant-based nutrition. Prev Cardiol 2001;4:171–177.

01 ธันวาคม 2560

เคล็ดลับของชีวิตคือ..อย่ายุ่งเรื่องของคนอื่น

กราบเรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ

หนูชอบอ่านบล้อคคุณหมอมาก ให้ความรู้หลายอย่าง ทำให้นำมาปรับใช้จัดการกับความยุ่งยากในใจ ความเครียดได้ เรื่องที่จะปรึกษาคือ ตอนนี้หนูอายุ31 อยู่กับพ่อแม่ (พ่ออายุ67แม่อายุ62) หนูทำงานส่วนตัวที่เริ่มต้นด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้รวยค่ะ พออยู่ได้ ไม่ได้ขอพ่อแม่มา8ปี ยกเว้นยังอยู่บ้าน กินนอนที่บ้าน
หนูมีแฟนคบมา4ปี มีแผนจะแต่งงานอีก3ปี อาจจะนาน แต่หนูกับแฟนชอบทำงาน และคิดว่าเวลา3ปีมันน่าจะทำให้เราพร้อมกว่านี้ ปัญหาคือ แม่ไม่เข้าใจ จากเริ่มเปรยๆ จนแซวถึงขั้นพูดตรงๆว่า แต่งสักที ไปไหนด้วยกันสองคน แม่ก็ไม่สบายใจ ไปงานแต่งญาติ คนก็ถามว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวสักที ...หนูถามแม่ว่าแม่อยากเห็นแค่งานแต่งก็สบายใจแล้วหรอ ....แม่บอกว่า เปล่า แค่อยากเห็นหนูมีความสุขพร้อมในชีวิตคู่ .....หนูถามแม่ว่าแล้วแม่รู้ได้ยังไงว่าแต่งแล้วหนูจะมีความสุขจริง ในเมื่อชีวิตหนู หนูควรจะตัดสินใจว่าพร้อมตอนไหนเอง ทำไมแม่ต้องกดดัน .....แม่บอกว่า เปล๊าาา นี่ไม่ได้เรียกกดดัน ถ้ากดดันคงเรียกผู้ชายมาคุยแล้ว
หนูมีพี่สาวกำลังแต่งงานปีหน้า หนูก็คิดว่าแม่น่าจะไม่มากดดันหนูแล้ว แต่เปล่าเลย หนูเคยคุยกับพี่ เรื่องลูก จริงๆหนูกับพี่สองคนเฉยๆไม่ได้อยากมี แต่พี่คิดว่าจะมีลูก เพราะอยากมีให้พ่อกับแม่มีความสุขค่ะ พ่อชอบเด็ก  หนูล่ะเชื่อพี่เลยว่าพี่ต้องเสียสละขนาดนี้
สำหรับหนูคิดว่าหนูคงไม่เปลี่ยนแผนค่ะ หนูจะยืนยันในสิ่งที่ตัวเองคิด แต่หนูรู้สึกไม่มีความสุขกับความคาดหวังของแม่ และหนูก็ไม่มีความสุขที่ทำให้แม่มีความสุขไม่ได้ เพราะพ่อแม่ก็อายุเยอะแล้ว  อนาคตความคาดหวังต่อไป หนูรู้เลยว่าแต่งแล้ว แม่ก็จะถามต่อว่า เมื่อไหร่จะมีลูก
ชีวิตของคนเป็นพ่อแม่คิดและคาดหวังแบบนี้กันส่วนใหญ่ใช่มั้ยคะ ทำยังไงให้เค้ามีความสุขกับตัวเองให้ได้ หนูเคยบอกแม่ให้อย่าคิดเรื่องหนูมาก หาอะไรทำ แม่ก็บอกว่าแฮปปี้ดี มีกิจกรรมทำแล้ว เช่น เล่นหุ้น ไปโยคะ ทำขนม เที่ยวกับเพื่อน หนูเลยไม่รู้ว่าควรจะให้เค้าปรับตัวยังไงดีคะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
(ชื่อ) ......

..........................................................

ตอบครับ

    1. ถามว่าพ่อแม่ทุกคนล้วนคาดหวังกับชีวิตของลูกมากใช่ไหม ตอบว่าใช่ครับ เพราะการเป็นพ่อแม่คนนี้ถ้าไม่นับคนที่ตั้งต้นจากการตกกระไดพลอยโจนแบบฮอร์โมนพาไปแล้ว ส่วนใหญ่ตั้งต้นจากสำนึกความเป็นบุคคล ว่าเราเกิดมา พร้อมแล้ว ควรแต่งงาน ควรมีลูก สำนึกการเป็นบุคคล หรือสำนึกว่าเราคือบุคคลคนหนึ่งนี้มันมีเนื้อหาสาระที่แท้จริงเป็นเพียงความสำคัญมั่นหมาย คือเป็นแค่ความคิดที่ถักทอขึ้นมา ความเป็นบุคคลที่แท้จริงมีที่ไหนกัน ร่างกายยังพอมีขี้เถ้าเหลือให้จับต้องได้เมื่อตายแล้ว แต่ความเป็นบุคคลนี้ไม่มีอะไรเหลือให้จับต้องได้เลย แต่คนเราทั้งๆที่รู้ความจริงข้อนี้แต่ก็เพิกเฉยไม่สนใจ คำว่าเพิกเฉยภาษาอังกฤษใช้คำว่า ignorance ภาษาบาลีใช้คำว่า "อวิชชา" ซึ่งทุกศาสนาถือว่าเป็นปฐมเหตุแห่งทุกข์ นอกจากจะเพิกเฉยแล้ว คนเราก็ยัง "อิน" เหลือเกินกับความเป็นบุคคลของตัวเอง ฉันเป็นแม่คนแล้วนะ นี่ลูกของฉันนะ ลูกของฉันจะต้องอย่างนั้นนะ ลูกของฉันจะต้องอย่างนี้นะ เพราะว่าเขาเป็นลูก "ของฉัน" ฉันจึงต้องกังวลสนใจ ลูกไม่เรียนหนังสือ แม่ก็..ทุกข์ ลูกเรียนหนังสือไม่จบ แม่ก็..ทุกข์ ลูกเรียนหนังสือจบแล้วไม่ยอมทำงาน แม่ก็..ทุกข์ ลูกทำงานแล้วแต่งานนั้นไม่มั่นคง แม่ก็..ทุกข์ ลูกทำงานที่มั่นคงแล้วไม่แต่งงาน แม่ก็..ทุกข์ ลูกแต่งงานแล้วยังไม่มีหลาน แม่ก็..ทุกข์ ส่วนข้างลูกเมื่อเห็นพ่อแม่ทุกข์ก็พยายามทำเพื่อไม่ให้พ่อแม่ทุกข์ แม่อยากได้หลานก็..ทำให้ แล้วก็มาทุกข์เพราะการเลี้ยงดู แม่อยากให้ทำงานนี้ก็..ทำให้ แล้วก็มาทุกข์กับงานที่ทำ สมัยผมรับราชการอยู่ มีพยาบาลที่ทำงานด้วยกันเป็นเด็กสดใสตาเป็นประกาย วันหนึ่งเธอตััดสินใจเด็ดเดี่ยวว่างานราชการเป็นพยาบาลในห้องผ่าตัดมันเป็นงานที่ทึนทึกไม่มีชีวิตชีวา จึงตัดสินใจลาออกจากราชการไปเป็นพยาบาลรพ.เอกชนแต่งหน้าทาปากสวยจ๊ะจ๋ากับคนไข้และญาติอยู่ที่โอพีดี.สบายดีไม่ต้องขึ้นเวรเช้าบ่ายดึก แต่พออีกสองปีให้หลังก็ต้องจ๋อย..ย กลับมารับราชการเป็นพยาบาลห้องผ่าตัดเหมือนเดิม ผมถามว่ากลับมาทำไม เธอตอบว่าเพราะแม่ผ่ายผอมตรอมใจมีแต่ทุกข์ที่ลูกไม่ได้รับราชการ แม่เป็นห่วงว่าเมืื่อตัวเองตายไปลูกคนนี้จะไปอดข้าวอดน้ำโซตายอยู่ข้างถนนเพราะหลวงไม่ได้เลี้ยงแล้ว ลูกเมื่อเห็นแม่ตรอมใจผ่ายผอมก็จึงยอมสละงานที่สนุกสนานกลับมาเป็นนางทึนทึกเหมือนเดิม เวร..คำเดียวเลยจริงๆ

   2. ถามว่าที่พี่สาวเขายอมมีลูกเพื่อให้พ่อแม่มีความสุขนั้นเขาทำถูกต้องไหม ตอบว่าการใช้ชีวิตไม่มีถูกไม่มีผิดดอกครับ ผมตอบได้แต่ว่าการจะมีความสุขในชีวิตนั้น เคล็ดลับก็คืออย่าไปยุ่งกับคนอื่น ความสุขในชีวิตไม่ได้อยู่ที่ได้เอาใจใคร ได้ประท้วงใคร หรือได้ทำตามคำแนะนำที่ดีเลิศประเสริฐศรีของใคร แต่อยู่ที่การได้ละทิ้งความสนใจสิ่งภายนอก หันเหกลับมาสนใจภายในตนเอง การได้วางความเป็นบุคคลของตัวเองซึ่งเป็นแค่ความคิดลงไปเสีย ไม่ว่าการจะเป็นลูก การจะกตัญญู การจะว่านอนสอนง่าย ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความคิด วางไปเสียให้หมด แล้วหันมาอยู่กับความรู้ตัวที่ภายใน วางสำนึกของการเป็นบุคคล มาอยู่ในสำนึกของการเป็นผู้รู้ตัวหรือสำนึกเป็นดวงวิญญาณ นั่นแหละ ความสงบเย็นอันเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้าจะเป็นอะไร จะทำอะไร ก็ให้ทำไปด้วยความใส่ใจจดจ่อด้วยความรักชอบในสิ่งที่ทำโดยไม่คาดหวังผลว่ามันจะไปพอกพูนอัตตาหรือสำนึกความเป็นบุคคลของใคร ไม่ว่าอัตตาของตนเอง หรืออัตตาของคนอื่น ชีวิตอย่างนั้นจึงจะเป็นชีวิตที่มีความสุขที่แท้จริง ส่วนคนอื่นนั้นช่างเขา เพราะการเกิดมาเป็นคนในชาติหนึ่งนี้ แค่เอาตัวคุณเองให้รอดจากความทุกข์ได้ก็บุญแล้ว อย่าไปห่วงเรื่องของคนอื่นเลย

     3. ถามว่าจะทำยังไงจึงจะให้พ่อแม่มีความสุขกับตัวท่านเองเสียที จะได้ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของคุณผู้เป็นลูก ตอบว่า ก็เพิ่งสอนไปแล้วแหม็บๆนี่ไง ว่าเคล็ดลับของชีวิตก็คืือ..อย่ายุ่งเรื่องของคนอื่น พ่อแม่ก็เป็นคนอื่น คุณเองก็ไม่อยากให้พ่อแม่มายุ่งเรื่องของคุณ แล้วคุณจะไปยุ่งเรื่องของท่านทำไม ให้คุณรับรู้สิ่งรอบตัวแล้วยอมรับมันตามที่มันเป็น อย่าไปพยายามเปลี่ยนอะไรที่อยู่นอกตัวเอง ให้คุณหยวน ยอมรับ ยอมแพ้ ทั้งหมด คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปพยายามแก้ไขอะไรนอกตัวคุณ จะได้มีเวลาทำในสิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำให้ทั้งตัวคุณเองและคนรอบข้าง รวมทั้งทำให้โลกใบนี้ได้ก็คือให้คุณพาตัวเองให้หลุดพ้นจากสำนึกของการเป็นบุคคลของคุณ กลับไปอยู่กับความรู้ตัว เป็นผู้ที่เบิกบานอิ่มเอิบอยู่กับทุกขณะที่ทำงานและใช้ชีวิต แล้วคนใกล้ชิดคุณรวมทั้งพ่อแม่ก็จะพลอยได้ใบบุญพลอยมีความสุขไปด้วยโดยอัตโนมัติ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

30 พฤศจิกายน 2560

แค้มป์ปลีกวิเวกทางจิตวิญญาณ (Spiritual Retreat) ครั้งที่ 3


22-25 มค. 61 (สี่วันสามคืน)

Spiritual retreat คืออะไร

     Spiritual คำนี้ผมต้องการใช้สื่อถึงการเสาะหาหรือเดินทางฝ่าข้ามชีวิตส่วนที่เป็นร่างกายนี้และความคิดที่ก่อตัวเป็นความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นบุคคลคนนี้ซึ่งเป็นสิ่งสมมุติขึ้น หันกลับเข้าไปสู่ภายใน วางสำนึกว่าเป็นบุคคลลง วางความยึดติดร่างกายลง หันเข้าไปสู่ส่วนลึกที่สุดที่ภายใน ไปสู่ความรู้ตัว (awarenes) ซึ่งเป็นสถานะที่เป็นนิรันดร ไม่เปลี่ยนแปลง
     Retreat คือการปลีกวิเวกหลีกเร้น ไปอยู่ในสถานที่สงบเงียบเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ได้มีเวลาที่สันโดษและเป็นส่วนตัว
     Spiritual retreat ก็คือการปลีกวิเวกหลีกเร้นเพื่อแสวงหาความสุขสงบเย็นภายในตัว โดยไปอยู่ในสถานที่สงบเงียบเป็นเวลานานหลายวันบ้าง หลายสัปดาห์บ้าง หลายเดือนบ้าง อาจจะอยู่คนเดียว หรืออยู่กับกลุ่มที่ต่างมุ่งแสวงหา "ความหลุดพ้น" เหมือนกัน
    แค้มป์นี้ไม่เกี่ยวกับศาสนา คนทุกศาสนา หรือคนไม่มีศาสนาก็มาเข้าแค้มป์ได้ ไม่มีพิธีกรรม ไม่ต้องปฏิบัติบูชา ไม่ต้องนุ่งห่มแบบใดแบบหนึ่งเป็นการเฉพาะ ในแค้มป์จะพูดหรือทำสิ่งเดียวเท่านั้น คือพูดและทำเฉพาะเรื่องที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นไปจากความยึดติดในความเป็นบุคคลและยึดติดร่างกายนี้ ไปสู่ความรู้ตัว โดยโฟกัสที่..ที่นี่ เดี๋ยวนี้

บทเรีียนจากแค้มป์ก่อน 

          บทเรียนจากแค้มป์ก่อนทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจให้แจ้งชัดก่อนว่าใครจะได้ประโยชน์จากการมารีทรีตนี้ สำหรับผู้ที่ศึกษามามากแล้ว ปฏิบัติมามากแล้ว หลายปี หรือหลายสิบปี ตามทิศทางในศาสนาของตน มีความเชื่อแน่นแฟ้นในวิธีปฏิบัติตามศาสนาของตน แต่ชอบแสวงหาคอนเซ็พท์ใหม่ๆในเรื่องความหลุดพ้นเพื่อนำมาเทียบเคียงกับคอนเซ็พท์ที่ตนเองเชื่อมั่่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีแสวงหาเพื่อให้คอนเซ็พท์ใหม่นั้นช่วยตอกย้ำความเชื่อเดิมของตนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เป็นผู้โฟกัสอยู่ที่คอนเซ็พท์และความเชื่อ ประสงค์จะดิสคัสหรือเสวนาเรื่องคอนเซ็พท์การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดหลังจากที่ชีวิตนี้จบสิ้นไปแล้ว โดยโฟกัสความสนใจอยู่ที่ชาติหน้าและการไม่กลับมาเกิด ผู้มารีทรีตกลุ่มนี้จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการมารีทรีตนี้เลย เพราะรีทรีตนี้ไม่ใช่เวทีเสวนาหรือดิสคัสคอนเซ็พท์ และจะไม่พูดถึงอะไรในมิติของเวลา แม้แต่วันพรุ่งนี้ก็ไม่พูดถึง อย่าว่าแต่ไกลไปถึงชาติหน้าเลย รีทรีตนี้ถือว่าเวลาเป็นเพียงคอนเซ็พท์หนึ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริง รีทรีตนี้มุ่งฝึกทักษะการวางสำนึกว่าเป็นบุคคลและการวางความยึดติดในร่างกายลง เพื่อให้เข้าถึงความรู้ตัว ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เพื่อให้การใช้ชีวิตประจำวันและการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกครอบครัวหรือสมาชิกสังคมในวันนี้เป็นไปอย่างสงบเย็น รีทรีตนี้จะไม่พูดถึงการตายที่ยังมาไม่ถึง และจะไม่พูดถึงชาติหน้า

     รีทรีตนี้จะมีประโยชน์สำหรับผู้มีความทุกข์กับการใช้ชีวิตแต่ละวันซึ่งเกิดจากความยึดติดในความเป็นบุคคลหรือสิ่งสมมุติต่างๆแต่ทั้งๆที่รู้ก็ยังไม่สามารถวางมันลงได้ หรือเป็นผู้เบื่อระอากับชีวิตในปัจจุบันที่มีแต่ กิน ขับถ่าย นอน สืบพ้นธ์ุ แล้วตายไปแล้วเวียนว่ายมาเกิดใหม่อยู่อย่างนี้ หรืือมีชีวิตจมอยู่ในความกลัว หรือในความซึมเศร้าเสียใจ ประสงค์จะเปลี่ยนวิธ่ีใช้ชีวิตเสียใหม่ให้มันมีความสุขสงบเย็น ให้มันมีคุณค่า ให้มันมีความหมาย โดยเจาะจงทำการเฉพาะที่..ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เท่านั้น คอนเซ็พท์ใดๆที่จะต้องทำความเข้าใจรวมไปถึงการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดก็รับรู้เพียงเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางให้แก่การปฏิบัติตนเพื่อให้ใช้ชีวิตที่นี่เดี๋ยวนี้ได้อย่างสงบเย็นมีความหมายและมีคุณค่าเท่านั้น การบรรลุความหลุดพ้นใดๆก็มีความหมายแค่การบรรลุที่ที่นี่เดี๋ยวนี้เท่านั้น ไม่ใช่เมื่อตายแล้วหรือเมื่อตายแล้วเกิดตายแล้วเกิดอีกหลายชาติ

      ในอีกด้านหนึ่ง รีทรีตนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับคนที่แสวงหาวิธีกระตุ้นความคิดหรือปลูกฝังความเชื่อให้ตนเองมีพลังลึกลับหรืือเกิดความบันดาลใจที่จะทำการใหญ่บุกน้ำลุยไฟเพื่อหนุนส่งสำนึกความเป็นบุคคลให้โดดเด่นด้วยการเพิ่มความร่ำรวยหรือการประสบความสำเร็จในชีวิต ในทางตรงกันข้ามแค้มป์นี้เป็นแค้มป์ที่สอนให้วางสำนึกว่าเป็นบุคคลและวางคอนเซ็พท์ใดๆที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นบุคคล รวมทั้งปล่อยวางความสำเร็จเช่นความร่ำรวยเกียรติยศชื่อเสียงลงเพื่อให้เข้าถึงความรู้ตัวซึ่งอยู่พ้นความเป็นบุคคลออกไป เพราะรีทรีตนี้ถือว่าความรู้ตัวเป็นแหล่งของความสุขสงบเย็นที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของการเกิดมามีชีวิต

ความสำคัญของการเจาะลึกรายคน 

          บทเรียนจากรีทรีตก่อนทำให้เห็นความสำคัญของการเจาะลึกความก้าวหน้าเป็นรายคนในลักษณะ one to one หมายถึงผู้สอนกับผู้เรียนมีโอกาสได้สื่อสารกันหนึ่งต่อหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะในเชิงความก้าวหน้าของการวางความคิดเข้าสู่ความรู้ตัว และในเชิงการนำสิ่งที่เรียนไปปฏิบัติในชีิวิตจริง ล้วนมีความแตกต่างกันในแต่ละคนซึ่งจะใช้วิธีเรียนแบบเหมาโหลไม่ได้เลย ในรีทรีตนี้จึงกำหนดตารางให้มีหนึึ่งวันเต็มๆที่จะเป็นกิจกรรมเจาะลึกรายคนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง การฝึกแบบนี้จำเป็นต้องจำกัดผู้เข้ารีทรีต

ตารางกิจกรรม Spiritual Retreat 3

วันเวลา: 22-25 มค. 61 (สี่วันสามคืน)

สถานที่: เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์

ตารางกิจกรรม:

วันแรก (22 มค. 61)

11.00 - 12.00 น. Getting to know you. รู้จักทักทาย จูนคลื่น ผ่อนคลาย
12.00 - 14.00 น. Lunch break รับประทานอาหารกลางวัน และพักผ่อนตามอัธยาศัย
14.00 - 15.00 น. I am a person vs I am. สำนึกการเป็นบุคคล vs สำนึกการเป็นผู้รู้ตัว
15.00 - 15.30 น. Self inquiry ตั้งคำถามสู่ความหลุดพ้น
15.30 - 16.00 น. Coffee Break ในความเงียบสงบ ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้
16.00 - 17.00 น. Sat sang สนทนาทางจิตและแบ่งปันประสบการณ์เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
17.00 - 18.30 น. Dinner รับประทานอาหารเย็น
18.30 - 19.30 น. Aware of awareness meditation มีประสบการณ์ด้วยตนเองในสมาธิแบบรู้ความรู้ตัวลึกลงๆ

วันที่สอง (22 มค. 61)

06.30 - 07.00 น. Aware of awareness meditation ทบทวนนั่งสมาธิแบบรู้ความรู้ตัวลึกลงๆ
07.00 - 08.00 น. Morning walk เดินแบบรู้อริยาบทร่างกาย
08.00 - 09.00 น. Breakfast รับประทานอาหารเช้า
09.00 - 10.00 น. "Tai Chi" Body scan in the movement ฝึกความรู้ตัวทั่วพร้อมด้วยไทชิ
10.00 - 10.30 น. Sat sang สนทนาและแบ่งปันประสบการณ์เรื่องความรู้ตัวทั่วพร้อม
10.30 - 11.00 น. Coffee Break ในความเงียบสงบ ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้
11.00 - 12.00 น. Philosophy of Yoga โยคะ เส้นทางปฏิบัติสู่ความหลุดพ้น (Doctor Love)
12.00 - 14.00 น. Lunch break รับประทานอาหารกลางวัน และพักผ่อนตามอัธยาศัย
14.00 - 16.00 น. Relaxation with Yoga ผ่อนคลายด้วยปราณายามาและโยคะอาสนะ
16.00 - 17.00 น. Pratyahara การถอยออกมาเป็นผู้สังเกต
17.00 - 18.30 น. Dinner รับประทานอาหารเย็น
18.30 - 19.30 น. ฌาน (dharana) ญาณ (dhyana) และสามวิธีสู่ความหลุดพ้น

วันที่สาม (24 มค. 61)

06.30 - 07.00 น. Vibration meditation ฝึกสมาธิแบบแบบใช้เสียงและการสั่นสะเทือน
07.00 - 08.00 น. Morning walk เดินในจิตสำนึกเป็นผู้รู้ตัว (individual consciousness)
08.00 - 09.00 น. Breakfast รับประทานอาหารเช้า
09.00 - 17.00 น. One to one training ผู้ฝึกหมุนเวียนฝึกตัวต่อตัวกับพี่เลี้ยง
     (นพ.สันต์ - คนละ20 นาที) แก้ไขความติดขัดในแต่ละระดับชั้นของการวางความคิดสู่ความรู้ตัว
     (ครู ต. - คนละ20 นาที) แก้ปัญหาในชีวิตจริงในแต่ละวันด้วยความรู้ตัว
     (Doctor Love - คนละ20 นาที) Bringing relaxation to your daily life
     (Therapist - คนละ 1 ชั่วโมง) การนวดผ่อนคลาย
   สลับกับการฝึกเดินแบบผู้รู้ตัวและนั่งสมาธิแบบต่างๆตามอัธยาศัย
17.00 - 18.30 น. Dinner รับประทานอาหารเย็น
18.30 - 19.30 น. Grace meditation นั่งสมาธิแบบรับและเผื่อแผ่พลังเมตตา

วันที่สี่ (25 มค. 61)

06.30 - 07.30 น. อาณาปานสติ 16 ขั้นตอน จากการรู้ร่างกายสู่ฌาณ จากฌาณสู่การวางความคิด
07.00 - 08.00 น. Morning walk ในจิตสำนึกเป็นผู้รู้ตัวและเปิดรับพลังทางจิตวิญญาณไปพร้อมกัน
08.00 - 09.00 น. รับประทานอาหารเช้า
09.00 - 10.30 น. Duality vs Non-Duality และ สามเส้นทางสู่ความหลุดพ้น
10.30 - 11.00 น. Coffee Break ในความเงียบสงบ ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้
11.00 - 12.00 น. คำแนะนำการใช้ชีวิตและแลกเปลี่ยนก่อนจาก
12.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน / ร่ำลา

...............................................

     ค่าใช้จ่ายในการมาเข้าแค้มป์ Spiritual Retreat-3  

     คนละ 7000 บาท ราคานี้รวมอาหารวันละสามมื้อ อาหารว่างวันละสองเบรค ค่าที่พักห้องพักเตียงคู่ห้องละ 2 คน สี่วัน สามคืน (กรณีต้องการนอนทั้งห้องคนเดียวต้องจ่ายเพิ่มอีกคืนละ 500 บาท รวม 3 คืน ต้องจ่ายเพิ่ม 1500 บาท) แต่ไม่รวมค่าเดินทาง ทุกคนต้องเดินทางไปและกลับด้วยตนเอง

     จำนวนที่รับเข้าแค้มป์

     รับไม่เกิน 10 คน

      วิธีลงทะเบียนเข้าแค้มป์

1. แจ้งสำรองที่เรียน

     1.1 ทางโทรศัพท์ที่ พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ โทร. 086 8882521 หรือคุณตู่ (ฐานวีร์ พีรกุล) โทร. 081 900 8321 หรือ 086 985 8628
     1.2 ทางอีเมล somwong10@gmail.com หรือ tuthannawee@gmail.com

2. ชำระเงินค่าลงทะเบียน

     โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเมืองทองธานี เลขบัญชี 931 0 06792 2 ชื่อบัญชี นายสันต์ ใจยอดศิลป์

3. ยืนยันการรับลงทะเบียน

     ส่งภาพถ่ายสลิปใบโอนเงินที่เขียนชื่อของท่านด้วยปากกาทับไว้อย่างชัดเจนบนใบสลิปนั้นด้วย ส่งไปยังพญ.สมวงศ์ทางอีเมล somwong10@gmail.com  ในกรณีไม่สะดวกในการส่งภาพถ่าย จะโทรศัพท์บอกกับพญ.สมวงศ์ที่หมายเลข 086 8882521 โดยตรงด้วยตนเองก็ได้

     ขอความกรุณาอย่าส่งใบสลิปมาโดยไม่เขียนชื่อว่าเป็นเงินของใคร เพราะทางเวลเนสวีแคร์ได้รับใบสลิปแล้วก็ยังไม่รู้จะลงทะเบียนในชื่อใครอยู่ดี

     การลงทะเบียนจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อทางเวลเนสวีแคร์ได้รับทั้งเงินและชื่อผู้ส่งเงินแล้วเท่านั้น

     การลงทะเบียนเรียนใช้สูตรมาก่อนได้ก่อน เต็มแล้วปิด

    นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

แก้ไขเวียนหัวบ้านหมุนด้วยตัวเองด้วย Epley Maneuver

เรียนคุณหมอ
มีอาการเวียนหัวและมึนๆงงๆอยู่หลายวัน ไปหาหมอ หมอจับเอียงซ้ายเอียงขวาลุกๆนั่งๆ แป๊บเดียวแล้วอาการหายเป็นปลิดทิ้งเลย จึงอยากเอาวิธีนั้นมารักษาตัวเองที่บ้านเผื่อครั้งหน้าเป็นอีกจะได้ไหม อยากถามคุณหมอสันต์ว่าต้องทำอย่างไร ทำเองแล้วจะมีอันตรายหรือเปล่า

...................................................

ตอบครับ

อาการเวียนหัวบ้านหมุน อาจเป็นโรคใดโรคหนึ่งในสามโรคต่อไปนี้ คือ

     1. โรคเวียนหัวชั่วคราวเพราะท่าร่าง หรือ BPPV ซึ่งย่อมาจาก benign paroxysmal positional vertigo – บางครั้งหมอก็เรียกง่ายว่าโรคมีนิ่วที่น้ำในหูชั้นใน อาการของ BPPV คือมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนประเดี๋ยวประด๋าวตอนหันคอหรือเปลี่ยนท่าร่าง พอพักสักครู่ก็ทุเลาลงหรืือหายไป หรือหันหน้าเร็วๆแล้วเป็น อาจเป็นๆหายๆ อาจเป็นซ้ำบ่อยๆได้

    2. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Ménière disease) เป็นโรคความผิดปกติของหูชั้นใน ที่อยู่ๆน้ำในหู (endolypmphatic system) ก็เกิดมีความดันสูงขึ้น น้ำในหูนี้ร่างกายขังไว้ในช่องจำกัดมีรูเลี้ยวต่อไปมาหากันได้เพื่อใช้วัดทิศทางการเคลื่อนไหว เมื่อมีเหตุอะไรก็ตามทำให้ความดันน้ำนี้สูงขึ้น ก็จะมีอาการหูตึง เวียนหัวบ้านหมุนเป็นๆหายๆ มีเสียงวิ๊งๆในหู และแน่นหู มักเป็นอยู่นานและเรื้อรัง สาเหตุที่ความดันน้ำในหูสูงขึ้นอาจเกิดจากการบาดเจ็บ จากยา จากการติดเชื้อ จากโรคพยาธิ จากไขมันในเลือดสูง จากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง การเสียดุลสารเกลือแร่ จากฮอร์โมน ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นมาโดยหาสาเหตุไม่พบ

     3. โรคไมเกรน เป็นโรคปวดศีรษะในกลุ่มไม่ทราบเหตุ ที่มีอาการเป็นเอกลักษณ์คือปวดหัวแบบตึ๊บๆ (vascular headache) ปวดครั้งหนึ่งกินเวลา 4-72 ชม. มักมีอาการนำ (aura) ที่เกิดจากการเสียการทำงานของระบบประสาทเป็นการชั่วคราวเช่นเห็นแสงสีวูบวาบ มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัวบ้านหมุน มักเป็นข้างเดียว มักเป็นกรรมพันธุ์ มักมีอาการแพ้แสง นอนไม่หลับ และซึมเศร้า ร่วมด้วย หรือมีการอดนอน หรือการอยู่ในภาวะซึมเศร้าเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ

     กรณีของคุณนี้หมอเขาวินิจฉัยว่าเป็นโรคเวียนหัวชั่วคราวเพราะท่าร่าง (BPPV) และเขารักษาด้วยวิธีของหมอเอ็ปเลย์ (Epley maneuver) คอนเซ็พท์ของหมอเอ็ปเลย์คือ PBBV เกิดจากเกิดตะกอนหรือผลึกขึ้นที่น้ำในหูแล้วไปกระตุ้นหูชั้นในตรงที่ไวทำให้เวียนหัว วิธีรักษาของเขาคือหาทางกลิ้งเอาผลึกนั้นออกไปจากหูชั้นในบริเวณนั้น วิธีกลิ้งก็ต้องมีลีลาหันไปหันมาเล็กน้อยเพราะหูชั้นในมันมีรูปทรงประหลาดคือเป็นวงแหวนกลมสามวงตั้งฉากต่อกันและกันโดยที่น้ำในหูซึ่งอยู่ในวงแหวนทั้งสามนั้นสามารถไหลเชื่อมต่อกันได้หมด คุณจะใช้วิธีนี้รักษาตัวเองที่บ้านก็ได้ วิธีการมีดังนี้

     ถ้าอาการบ้านหมุนเกิดจากหูซ้าย ให้

     1. นั่งขอบเตียง หันหน้าไปทางซ้าย 45 องศา คือหันไปแต่ไม่ถึงหัวไหล่

     2. วางหมอนบนพื้นที่นอน กะว่าเมื่อนอนหงายแล้วหมอนจะอยู่ตรงระดับไหล่ไม่ใช่ระดับศีรษะ หรือจะใช้วิธีนั่งบนเตียงโดยกะตำแหน่งที่เมื่อนอนหงายแล้วศีรษะจะพ้นขอบเตียงออกไปก็ได้ จากนั้นให้นอนหงายลงอย่างรวดเร็ว แล้วนิ่งอยู่ในท่านี้ 30 วินาที

     3. หันหน้าไปทางขวา 45 องศา (เท่ากับหันไปจากตำแหน่งเดิม 90 องศา) โดยยังไม่ยกหัวขึ้น นิ่งอยู่อีก 30 วินาที

     4. พลิกนอนตะแคงเอาลำตัวข้างขวาลงโดยยังเหลียวขวาอยู่เหมือนเดิม เท่ากับว่าตอนนี้หน้าเหลียวมองพื้น นิ่งอยู่อีก 30 วินาที

     5. ค่อยๆลุกขึ้นนั่งบนเตียงอีกนานสองสามนาที

     ถ้าอาการบ้านหมุมมาจากหูขวา ให้ทำแบบเดียวกันแต่กลับข้าง คือกลับข้างซ้ายเป็นข้างขวา

     การรักษาตัวเองด้วยวิธีนี้ไม่มีอันตรายอะไร อย่างมากก็ทำให้คุณเวียนหัวมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็สมควรส่งต่อตัวเองไปหาหมอหูคอจมูกตัวจริง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Epley JM. The canalith repositioning procedure: for treatment of benign paroxysmal positional vertigo. Otolaryngol Head Neck Surg. 1992 Sep. 107(3):399-404.

29 พฤศจิกายน 2560

อย่าสอนสังฆราชให้ว่ายน้ำ

เรียน คุณหมอที่เคารพรักอย่างสูง

ดิฉัน ... อายุ 48 ปี มีอาชีพประมงเลี้ยงกุ้งค่ะ อยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันเป็นคนสนใจศึกษาดูแลสุขภาพแนวธรรมชาติบำบัดมาหลายปีแล้วค่ะ แต่ก็รู้เรื่องแบบงูงูปลาปลาจนได้มีโอกาสรู้จักบทความของท่านแล้ว และติดตามอ่านมาได้ระยะหนึ่ง ก็ได้มีความรู้ที่ถูกต้องเป็นประโยชน์นำมาใช้กับชีวิตจริงได้
ยิ่งมีความศรัทธาแนวนี้อย่างแรงกล้าเลยค่ะ ด้วยความที่ คนในครอบครัวมีสมาชิกที่มีโรคร้ายแรงตั้งแต่ คุณพ่อพี่ชายและคุณป้าที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ได้เห็นการรักษาและต่อสู้กับโรคร้ายมาแรมปีๆ แต่ก็พ่ายแพ้ อีกทั้งมีลูกพี่ลูกน้องที่ต้องล้างไตตั้งแต่อายุน้อยๆตั้งสองคน เนื่องด้วยรับประทานยามากเกินไป จึงทำให้ดิฉันพยายามอยู่ห่างกายจากยาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตอนนี้ดิฉันดูแลคุณแม่ ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันสูงอยู่ค่ะ สุขภาพกายและใจยิ่งเลวร้ายขึ้นเมื่อมีโรคความจำเสื่อมบวกเข้ามาด้วย คุณแม่ ปีนี้อายุ73 ปีค่ะ พี่ชายซึ่งเป็นลูกคนโตเพิ่งเสียไปปลายปีที่แล้วด้วย มะเร็งลำไส้ ผ่าตัดพร้อมทำคีโม  ดูเหมือนจะหายแล้วผ่านไปหนึ่งปี ก็กลับมาตรวจพบแพร่กระจายไปที่ตับ รักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเดียว ระยะเวลาทั้งหมดที่ต่อสู้ตั้งแต่ครั้งแรกกับครั้งหลังรวมสามปีพอดีค่ะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ดิฉันมีแต่ความกังวลห่วงใยตลอดเวลา บางครั้งก็เครียดจนนอนไม่หลับ ต้องพึ่งยานอนหลับ ทั้งหมดนี้ทำให้ดิฉันตีความเห็นว่าเป็นเหตุทำให้อาการสมองเสื่อมของคุณแม่กำเริบเร็วมากเกินกว่าอาการหลงลืมตามวัย จึงพาไปตรวจกับหมอทางด้านสมอง สแกนแล้วคุณหมอสรุปว่ามีอาการเริ่มฝ่อของสมอง ครั้งแรกจึงจ่ายยา Donepenzil ขนาด 5 มก ทานวันละหนึ่งเม็ดหลังอาหารเย็น เริ่มประมาณกันยายน 2559 ซึ่งตอนนั้นคุณแม่ทานยาประจำเฉพาะเบาหวาน กับ ไขมัน Statin อยู่ ต่อมาไปพบหมอครั้งที่สอง ตามนัด (นัดทุกสามเดือน)เดือนธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นช่วงพี่ชายป่วยหนักมากแล้ว คุณหมอถามอาการแล้ว ก็เพิ่มยา Zoloft 150 mg ทานครั้งละ ครึ่งเม็ดมาให้อีกตัว โดยบอกว่าเป็นยา happy แก้ซึมเศร้า  ดิฉันเห็นอาการคุณแม่ทานยาพวกนี้ ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย มีแต่ทรุดกับทรุด จนพี่ชายเสีย  ในปลายเดือนธันวาคม 255

ปัญหาขณะนี้มีอยู่ว่า ล่าสุดที่ไปพบคุณหมอที่ดูแลด้านสมอง ได้ทำการทดสอบทางสมองด้วยการวาดนาฬิกาอะไรพวกนี้ คุณแม่ทำได้น้อย คุณหมอจึงได้เพิ่มขนาดยา Donepezil จาก ขนาด5 mg เป็น 10 mg วันละ1 เม็ดหลังอาหารเย็น พร้อมกับนี้ ดิฉันได้ปรึกษาคุณหมอที่จ่ายยาให้ว่า ดิฉันได้ดูใน NHK documentary เกี่ยวกับผู้ป่วยสมองเสื่อมว่า ถ้าทานยาDonepezil คู่กับ ยา cilostazol วันละหนึ่งเม็ด จะช่วยชะลอความจำเสื่อมได้ดีกว่าแบบไม่ใช้cilostazol ร่วม คุณหมอไม่ยอมอธิบายหรือสนใจในรายละเอียดที่ดิฉันดูจากสารคดีและอยากเรียนถามเลย แต่มีอาการแบบไม่พอใจว่าดิฉันจะเชื่อสารคดีหรือจะเชื่อหมอ ดิฉันจึงจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะปรึกษาและเขียนมารบกวนปรึกษาคุณหมอสันต์แทนว่าดิฉันควรหาซื้อยาcilostazol มาให้คุณแม่ดิฉันทานคู่กับDonepenzilเองมั๊ยคะถ้าควร ควรเริ่มจากขนาดต่ำสุด50 mg หรือเท่าไหร่ดีคะ และยาDonepenzilขนาด 5 mg กับ 10 mg มีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยต่างกันมากมั๊ยคะ กล่าวคือคุณแม่มักมีอาการปวดกระเพาะ หรืออยากอาเจียน พอไปตรวจและอุลต้าซาวน์ดกระเพาะก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็ไม่ทราบว่าเกิดจากความเครียดซึมเศร้า  อะไรหรือตัวยา เพราะพอเปลี่ยนขนาดมา10mg รู้สึกจะอยากอาเจียนมากขึ้น และไม่ค่อยมีแรง
จึงกราบเรียนรบกวนคุณหมอช่วยชี้ทางสว่างด้วยค่ะ
ด้วยความเคารพอย่างสูงและขอกราบขอบพระคุณค่ะ

..............................................

ตอบครับ

     พังเพยโบราณมีว่า

     "สอนหนังสือสังฆราช" และ

     "สอนจรเข้ให้ว่ายน้ำ"

    แต่สิ่งที่คุณทำไปนั้นมันเข้าคำพังเพยที่หมอสันต์คิดขึ้นเองว่า

    "สอนสังฆราชให้ว่ายน้ำ"

     สรุปว่าทั้งสามวิธีนั้นมันล้วนทำให้ "องค์" ของคนที่ถูกสอนต้องเสียหาย เขาก็ย่อมจะต้องออกอาการเพื่อปกป้ององค์ของเขาเป็นธรรมดา ผมจึงแนะนำคุณว่าหากเสนอข้อมูลอะไรไปแล้วคุณหมอเขาบึนปากใส่ ก็ให้คุณเข้าใจ ยอมรับ และวางอุเบกขาเสีย

    เอาเถอะ มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

    1. ถามว่าการรักษาผู้ป่วยสมองเสื่อมด้วยการให้กินยา Donepezil ควบกับยา Cilostazol จะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นมากกว่ากินยา Donepezil ตัวเดียวหรือไม่ ตอบว่าการควบยาจะทำให้อาการดีขึ้นมากกว่ากันหากเป็นผู้ป่วยสมองเสื่อมระดับเล็กน้อย แต่ไม่มีผลหากเป็นผู้ป่วยสมองเสื่อมระดับปานกลางหรือระดับมาก ทั้งนี้ผมตอบตามหลักฐานวิจัยที่ทำที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นหลักฐานระดับต่่ำ ทีี่ว่าต่ำหมายความว่าเป็นหลักฐานระดับศึกษาย้อนหลัง ไม่ใช่การสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบนั่นประการหนึ่ง ทั้งจำนวนคนไข้ที่ศึกษาก็น้อย นั่นอีกประการหนึ่ง จึงถือว่าเป็นหลักฐานระดับต่ำที่น้ำหนักยังไม่มากพอ

    แต่ไหนๆคุณก็เขียนมาแล้วผมจะเล่าให้ฟังนะ ในงานวิจัยนี้เขาไปศึกษาย้อนหลังผู้ป่วยสมองเสื่อมที่กินยา donepezil อยู่ แล้วก็ดูว่าหนึ่งปีที่เพิ่งผ่านไปนี้มีใครบ้างที่สมองเสื่อมช้าสมองเสื่อมเร็วโดยใช้คะแนนทดสอบความจำ (MMSE) เป็นตััวตัดสิน พบว่าเฉพาะกลุ่มที่เป็นสมองเสื่อมระดับเล็กน้อย คนที่กินยา donepezil ควบกับยา cilostazol ซึ่งมี 34 คนมีการเสื่อมของความจำ -0.5 คะแนน ขณะที่คนที่กิน donepezil อย่างเดียวซึ่งมีจำนวน 36 คน มีการเสื่อมของความจำ -2.2 คะแนน ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคระดับปานกลางและมากนั้น การควบหรือไม่ควบยาไม่มีผล 
 
     2. ถามว่าควรจะไปขวานขวายหาซื้อยา cilostazol มากินไหม ตอบว่าหลักฐานจากงานวิจัยระดับต่ำเพียงชิ้นเดียวยังไม่ใช่หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นถึงขั้นต้องเปลี่ยนวิธีการรักษาดอกครับ ผมแนะนำว่าคุณอยู่เฉยๆดีที่สุด

     3. ถามว่าการเพิ่มขนาดยา donepezil ขึ้นอีกเท่าตัวมีผลเสียอะไรไหม ตอบว่าก็ทำให้คลื่นไส้อาเจียนท้องเสีย เบื่ออาหาร ปวดกล้ามเนื้อ หมดเรี่ยวหมดแรง นอนไม่หลับ มากขึ้น อย่างที่คุณแม่ของคุณเป็นนั่นแหละครับ

     4. อันนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผมแถมให้ คือแม้แต่ยา donepezil ซึ่งเป็นยามาตรฐานในการลดอาการของโรคสมองเสื่อมนี้ มันก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลดีระดับดีแต๊ดีว่านะครับ ยานี้เป็นยาในกลุ่มสารต้านเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส (choline esterase inhibitors - ChEIs) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านการจับทำลายสารเคมีเชื่อมปลายประสาทชื่ออาเซติลโคลีน เมื่อมีสารเคมีเชื่อมปลายประสาทคงอยู่มากขึ้น การเชื่อมต่อสัญญาณประสาทก็ดีขึ้น แต่น่าเสียดายที่กลไกการเกิดโรคอัลไซเมอร์คือการเสื่อมสลายของตัวเซลประสาทเอง ดังนั้นยานี้จึงเป็นยาที่เกาไม่ถูกที่คัน จึงช่วยได้แค่บรรเทาอาการชั่วคราว แต่การเสื่อมของเซลประสาทก็ยังเดินหน้าไป ยานี้จึงไม่ได้ช่วยรักษาโรค แค่ช่วยให้เซลที่ดีอยู่ทำงานเต็มที่ได้ แต่ป้องกันความเสียหายของเซลจากโรคหรือฟื้นฟูสภาพของเซลประสาทที่เสียหายแล้วไม่ได้ งานวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่ได้ยาเหล่านี้มีการเสื่อมของความจำและความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันช้ากว่าผู้ที่ได้รับยาหลอกเล็กน้อย คือทำให้คะแนนสมองเสื่อมต่างกับกรณีกินยาหลอกแค่ 1.3 คะแนนจากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ไม่ได้ต่างกันมาก ดังนั้นถ้าคุณแม่คลื่นไส้อาเจียนมากก็อาจจะไม่ต้องเพิ่มขนาดยาก็ได้ เพราะประโยชน์จากยามีแค่จิ๊บๆ

     ยาอีกตัวหนึ่งซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้ในโรคอัลไซเมอร์ระดับรุนแรงคือยา menantine (ชื่อการค้า Namenda และ Namenda XR) ซึ่งออกฤทธิที่ปลายประสาทเช่นกัน แต่เป็นการเสริมการส่งสัญญาณประสาทผ่านสารเคมีอีกตัวหนึ่งชื่อกลูตาเมท งานวิจัยพบว่ายานี้ช่วยบรรเทาอาการในคนเป็นโรคมากแล้วได้ดีกว่ายาหลอกเล็กน้อยเช่นกัน

     5. เมื่อเป็นโรคสมองเสื่อม ไม่ควรโฟกัสที่ยา สิ่งที่พึงทำคือค้นหาสาเหตุที่เป็นหญ้าปากคอกซึ่งแก้ได้ง่ายๆเช่น สมองเสื่อมจากยาที่กิน จากการขาดวิตามินบี.12 ขาดโฟเลท ขาดวิตามินดี ขาดฮอร์โมนไทรอยด์ หรือเป็นโรคซึมเศร้า ถ้ามีสาเหตุเหล่านี้ ให้ไปแก้ก่อนแล้วสมองเสื่อมก็จะดีขึ้น

     หลังจากนั้นให้ไปโฟกัสที่การจัดการปัจจัยเสี่ยง ซึ่งก็คือปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดนั่นเอง ได้แก่ความดัน ไขมัน การออกกำลังกาย งานวิจัยพบว่าการออกกำลังกายที่ลดการเสื่อมของสมองได้ดีคืือออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ถึงระดับหนักพอควร (หอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้) ควบกับการเล่นกล้าม ดังนั้นจึงต้องจับคนสูงอายุทุกคนเล่นกล้ามถ้าทำได้ นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเปลี่ยนอาหารไปกินอาหารที่มีพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำก็ลดการเสื่อมของสมองได้ จึงควรเปลี่ยนอาหารด้วย ถ้าเคี้ยวไม่ไหวก็ใช้เครื่องปั่นความเร็วสูงปั่นให้เป็นของเหลวโดยไม่ทิ้งกากให้ดื่ม การฝึกสมาธิวิปัสนาก็มีหลักฐานจากภาพเอ็มอาร์ไอ.ว่าทำให้เนื้อสมองใหญ่ขึ้น และมีหลักฐานจากภาพทีดีไอ.ว่าทำให้การเชื่อมต่อในสมองมีมากขึ้นซึ่งเป็นทิศทางที่ตรงข้ามกับการเป็นโรคนี้ซึ่งจะมีเนื้อสมองเล็กลงและการเชื่อมต่อน้อยลง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Masafumi Ihara, Madoka Nishino, Akihiko Taguchi, Yumi Yamamoto, Yorito Hattori, Satoshi Saito, Yukako Takahashi, Masahiro Tsuji, Yukiko Kasahara, Yu Takata, and Masahiro Okada,. Cilostazol Add-On Therapy in Patients with Mild Dementia Receiving Donepezil: A Retrospective Study. PLoS One. 2014; 9(2): e89516. doi:  10.1371/journal.pone.0089516

........................................................
จดหมายจากท่านผู้อ่าน 1
อ่านบทความของหมอ เรื่อง สอนสังฆราชให้ว่ายน้ำแล้ว อยากเพิ่มเติมอะไรสักหน่อย
ผมอายุ 64แล้ว ได้เข้าฝึกสมาธิและเดินจงกรมมาสักพักหนึ่งแล้วสังเกตว่า การเดินจงกรมจะช่วยให้ประสาทการทรงตัวดีขึ้น และเหมือนมีความจำดีขึ้นด้วย จากเดิมจำบทสวดมนต์ไม่ค่อยได้ เป็นจำได้ทั้งหมดในไม่กี่สัปดาห์

................................................