21 กันยายน 2560

ระวังนะ..คุณจะแก่และตายไปพร้อมกับความสงสัย

เรียนอาจารย์หมอสันต์
ติดตามอาจารย์มาตลอดครับ และชื่นชมการตอบคำถามของอาจารย์มาก มันมีความลุ่มลึก และมีเหตุมีผล ในส่วนการตอบทางวิชาการก็มักมีการอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าอาจารย์เข้าถึงอะไรบางอย่างที่ผมก็ยังไม่สามารถรู้ได้ ก็พยายามปฏิบัติตามที่อาจารย์แนะนำอยู่ครับ เรื่องความรู้ตัวแต่ก็ยังไม่ถึงไหนครับ เกิดคำถามขึ้นครับว่า
     1. ถ้าอาจารย์บอกว่า "ความรู้ตัว ผู้รู้ นี่คือสิ่งที่เป็นตัวเราแท้จริง" มันแยกออกมาจากรูปธรรม นามธรรมทั้งหลาย เอาเข้าจริงๆ ก็เข้าใจที่อาจารย์บอกนะครับ ว่ามันเหนือกว่าการอธิบายด้วยคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นของที่ต้องรู้ด้วยตัวเอง เป็นปัจจัตตัง คำถามคือ "ถ้าเราแท้จริง คือ ความรู้ตัว" แล้วสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งรูปธรรม นามธรรม ตั้งแต่ ร่างกายสังขารของเรานี้ เพื่อนมนุษย์ ไปจนถึงสิ่งของต่างๆ ตึกราม บ้านช่อง ไปจนถึงโลกทั้งหมด และจักรวาล มันคืออะไรอะครับ? หรืออาจารย์จะให้เข้าใจว่าเป็นเพียงภาพมายาไม่ใช่ของจริงทั้งนั้น ซึ่งมันยากมากครับ เพราะมันขัดกับความรู้สึกของเรา ที่เราสัมผัสรับรู้อยู่กับสิ่งที่เป็นรูปธรรมมาตลอด และคิดว่าเป็นของจริง แล้วมันจะไม่ใช่ของจริงได้ยังไงอะครับ ในเมื่อเราสัมผัสมันอยู่ รับรู้มันอยู่ทางประสาทสัมผัสทุกๆวัน
     2. ความรู้ตััว หรือความหลุดพ้น จะทำให้ตัวเราแท้จริง แยกออกมาจากตัวเราที่เป็นร่างกายหรือสังขารได้ยังไงครับ ในเมื่อมันยึดโยงกันอยู่ตลอด สังขารมันมีเจ็บ มีป่วย มีเหนื่อย มีหิว พอหิวขึ้นมาเราก็ต้องไปหาข้าวให้มันกินอยู่ทุกวันๆ มันแยกออกมาว่าไม่ใช่ตัวเราได้ยังไงอะครับ ในเมื่อทุกวันเราก็ยังต้องดูแลร่างกายสังขารของเราให้มันดำรงชีวิตไปได้ๆ ในทุกวันๆ เหมือนที่อาจารย์ก็ยังต้องบำรุงสังขารด้วยการกินดี ออกกำลังกาย อย่างนี้ก็ถือว่าเรายึดติดกับร่างกายอยู่หรือเปล่าครับ
     3. การปฏิบัติความรู้ตัวมากๆ มันจะทำให้เกิดการไปผิดทางได้ไหมครับ เหมือนอย่างทางพุทธศาสนาว่า การฝึกดูจิตต้องมีอาจารย์คอยสอบอารมณ์นะ ไม่งั้นผิดทางจะเป็นบ้าไปได้ ยังงี้ เราจะมีโอากาสผิดทาง ถึงขั้นเป็น psychi ได้มั้ยครับ หลงผิดหลุดไปเลย ละทิ้งสังขาร ทิ้งโลกทุกอย่าง เพราะถือว่ามันไม่ใช่ของจริงอย่างงี้อะครับ
     4. แต่ยังไงผมก็เข้าใจนะครับ ว่าความรู้ตัวคือคำตอบของทุกอย่าง แต่คำถามของผม มันมาจากคนที่ยังไม่หลุดพ้นนะครับ บางทีจึงยังไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์คงเข้าใจและเข้าถึงแล้วตอนนี้ อาจารย์เคยอ่าน หนังสือเรื่อง The power of now มั้ยครับ content ก็คล้ายๆ กับที่อาจารย์กำลังสอนอยู่เลยครับ
ขอบพระคุณสำหรับคำตอบนะครับ

(ชื่อ) ......

................................................

ตอบครับ

    1. ถามว่าที่ว่าโลกนี้คือภาพหลอนนั้นเป็นอย่างไร แล้วสิ่งของต่างๆ ตึกราม บ้านช่อง ไปจนถึงโลกทั้งหมด และจักรวาลนี้ มันคืออะไรอะครับ ตอบว่า คุณกำลังพยายามที่จะคลี่คลายความแตกต่างระหว่างสมมุติบัญญัติ กับ สิ่งที่ความรู้ตัวรับรู้ตามที่มันเป็น ด้วยวิธีคิดใคร่ครวญเอาคำตอบ ระวังนะ..คุณจะแก่แล้วตายไปพร้อมกับความสงสัยแบบตลอดชีพโดยไม่ทันได้เรียนรู้อะไรเป็นเนื้อเป็นหนัง เพราะเนื้อหาเรื่องที่คุณสงสัยนั้นไม่อาจเข้าถึงด้วยการคิดเอา ยิ่งคุณพยายามคิดยิ่งพยายามอ่าน คุณก็ยิ่งหลงเข้าไปในรกในพงของสมมุติบัญญัติ เนื้อหาเรื่องที่คุณสงสัยจะเข้าถึงได้ก็ด้วยการ "รู้" ผ่านสำนึกของการเป็นผู้รู้ตัว (ไม่ใช่สำนึกของการเป็นบุคคล) เท่านั้น

     อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะไม่ตอบคำถามของคุณตรงๆอย่างที่คุณอยากให้ตอบ ผมจะเลือกพูดถึงประเด็นที่คุณน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในชีิวิตจริงได้บางประเด็นดังนี้

     ประเด็นที่ 1. การสอนทางจิตวิญญาณทุกกรณี ทุกศาสนา เขาสอนกันเรื่องของจิตใจเท่านั้นนะ รวมทั้งคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยในกรณีที่คุณนับถือพุทธ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องจิตใจล้วนๆ แม้แต่ร่างกายยังไม่ได้พูดถึงเลย ส่วนตึกราม บ้านช่อง คอนโด ก้อนหิน เหล่านั้น ไม่มีครูทางจิตวิญญาณคนไหนไปพูดถึงมันเลยนะ คำว่า "โลก" ในการสอนเรื่องจิตวิญญาณหมายถึงโลกที่ปรากฎในใจคุณ ไม่ใช่คุณไปเคาะผนังตึกป๊อกๆแล้วตั้งปุจฉาว่าแข็งโป๊กอย่างนี้จะเป็นภาพหลอนไปได้อย่างไรกันวะ นั่นคุณไปแสวงหาผิดที่แล้ว

    ประเด็นที่ 2. เรื่องความเป็นมายาหรือสมมุติบัญญัติของโลก ผมจะพยายามอธิบายให้คุณนะ

     ชีวิตประกอบขึ้นจากสามส่วนคือ ร่างกาย ความคิด และความรู้ตัว

     ร่างกายนั้นเป็นฮาร์ดแวร์ เอาไว้ก่อนนะ เรามาพูดถึงแต่ซอฟท์แวร์ คือ "ความคิด" และ "ความรู้ตัว" ก่อน

    ความรู้ตัวนั้นอุปมา1 เหมือนน้ำในมหาสมุทรซึ่งกว้าง ลึก นิ่ง และเย็น ขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นให้ความรู้ตัวได้รับรู้ (เช่นภาพ เสียง สัมผัส) ณ ขณะใดขณะหนึ่งนั้น อุปมาเหมือนผิวน้ำในมหาสมุทร บ้างก็เป็นลูกคลื่น บ้างก็แตกกระจายเป็นฟอง บ้างก็เป็นวังน้ำวน ซึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เมื่อดับไปแล้วก็ไม่ไปไหน เพราะมันก็ล้วนเป็นน้ำนั่นแหละ นั่นหมายฟามว่าทั้งตัว "ผู้รู้ตัว" เอง และทั้งสิ่งที่ถูกรับรู้ แท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน พูดอย่างนี้จะงงไหมเนี่ย งงก็ไม่เป็นไร เก็บความงงไว้ก่อน เพราะตรงนี้ถ้ามัวขยายความจะยิ่งเสียเวลามากเกินไป

     เวลาผ่านไป ทันใดนั้น แอ่น แอ้น แอ๊น ก็มีชายคนบ้ามาจากไหนไม่รู้พายเรือผ่านมาบนผิวน้ำแล้วบอกว่า นี่คือคลื่นมีรูปร่างเป็นระลอกๆ นั่นคือฟองน้ำมีรูปร่างกลมๆบางๆมีลมอยู่ข้างใน นั่นคือวังน้ำวนมีลักษณะไหลวนชลเชี่ยวเป็นเกลียวลึกลง และโน่นคือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ลึกนิ่งและเย็น สิ่งที่ชายคนบ้าคนนี้สาธยายออกมาจากปากของเขาคือความคิด หรือคอนเซ็พท์ หรือสมมุติบัญญัติ ซึ่งแจงออกมาเป็นชื่อ (names) และรูปร่าง (forms) แต่ว่าทั้งชื่อและรูปร่างที่เขาพูดถึงนั้น มันเป็นคนละอันกับของจริง ไม่ว่าจะเป็นมหาสมุทร คลื่น ฟองน้ำ หรือวังน้ำวน

     การที่เรามองเห็นได้ยินสัมผัสสิ่งรอบตัวที่นี่เดี๋ยวนี้ตามที่มันเป็น ไม่ได้พากย์หรือพิพากษาหรือใส่ชื่อบอกรูปร่าง นั่นคือความรู้ตัวขณะที่รับรู้ปัจจุบัน

     แต่การที่เราคิดวิเคราะห์จดจำขยายความสิ่งที่เรามองเห็นได้ยินสัมผัสออกมาเป็นชื่อและรูปร่าง นั่นคือความคิด หรือคอนเซ็พท์ หรือสมมุติบัญญัติ ซึ่งเป็นเพียงมายา ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับของจริง เหมือนกับที่คนพายเรือมาไม่เกี่ยวอะไรเลยกับมหาสมุทรและผิวน้ำ

     อุปมา2 บังเอิญตอนนี้ผมกำลังนั่งดูภรรยาวาดภาพสีน้ำมันบนผ้าใบอยู่ ขออุปมาความคิดและความรู้ตัวว่าเหมือนผ้าใบซึ่งมีสองด้าน คือด้านหน้าและด้านหลัง ตัวผ้าใบคือความรู้ตัว ด้านหน้าของผ้าใบที่มองเห็นเป็นภาพท้องทุ่งทัสคานี่ที่ประเทศอิตาลีคือสมมุติบัญญัติ ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างความรู้ตัว (คือผ้าใบ) กับความคิดหรือสมมุติบัญญัติ (คือสีที่วาดลงไป) ส่วนผสมนี้จะเรียกว่า "ใจ" ก็คงได้กระมัง เป็นส่วนที่บอกเรื่องราวในอดีตอนาคต ส่วนด้านหลังที่มองเห็นเป็นผิวผ้าดิบคือสิ่งที่ความรู้ตัวรับรู้ได้ตรงๆอันได้แก่ภาพเสียงสัมผัสก่อนที่จะมีการตั้งชื่อบอกรูปร่างซึ่งเราเรียกง่ายๆว่า "ปัจจุบัน" ด้านหลังผ้าใบนี้ใกล้ชิดกับเนื้อผ้าใบมากหรือจะพูดให้ถูกก็คือมันเป็นสิ่งเดียวกัน การจะเข้าถึงเนื้อผ้าต้องมองทางด้านหลังผ้าใบ ไม่ใช่ไปมองทางด้านหน้าซึ่งเป็นภาพท้องทุ่งอันเปรียบเสมือนสำนึกของความเป็นบุคคลซึ่งไม่มีอะไรที่จะคล้ายเนื้อผ้าอันเปรียบเหมือนสำนึกของความเป็นผู้รู้ตัวเลย ฉันใดก็ฉันนั้น ในการใช้ชีวิตในแต่ละวันนี้อย่าเผลออยู่แต่กับความคิดหรืือสมมุติบัญญัติที่เราเรียกชื่อได้บอกรูปร่างได้ มันไม่ใช่ของจริง ให้หมั่นพลิกไปรู้ด้านหลัง คือการรับรู้ (perception) ภาพ เสียง สัมผัส ณ ปัจจุบันตามสภาพที่มันเป็นก่อนที่จะมีการพากย์และพิพากษาหรือบอกชื่อและรูปร่าง เพราะนั่นเป็นของจริงที่แนบชิดแทบจะเป็นอันเดียวกับความรู้ตัว

          เมื่อคุณตั้งหลักอยู่ที่ความรู้ตัวได้แล้ว จากจุดนี้ให้คุณเฝ้าดูสรรพสิ่งในปัจจุบันตามที่มันเป็น ถึงตอนนี้อาวุธของคุณคือความสนใจ (attention) เมื่อใดที่มีความคิดเกิดขึ้นโดยคุณไม่ได้ตั้งใจ แสดงว่าคุณปล่อยให้ความสนใจพุ่งออกไปภายนอก (หมายถึงนอกความรู้ตัว) ให้คุณดึงความสนใจจากภายนอกเข้ามาอยู่กับความรู้ตัวใหม่ ให้คุณขยันเฝ้าดูอยู่อย่างนี้ เฝ้ามองการขึ้นๆลงๆของความคิดจากความรู้ตัวซึ่งนิ่งๆ อย่างมั่นคงโดยไม่แวะเข้าไปข้องเกี่ยวกับความคิดเหล่านั้น จนความคิดที่สับสนอลหม่านค่อยๆลดจำนวน ลดความแรง แล้วหมดกำลังในที่สุด

     การไปสู่ความรู้ตัวนี้ คุณไม่ต้องเดินทางไปค้นหาที่ไหน และคุณไม่ต้องสร้างมันขึ้นมา มันมีของมันอยู่แล้ว มันไม่ใช่คำสอนที่ต้องทำความเข้าใจด้วยซ้ำไป มันเป็นตัวคุณอยู่แล้ว และมันอยู่ที่ในตัวคุณที่นี่เดี๋ยวนี้นี่เอง ส่วนความคิดก็ดี คอนเซ็พท์ก็ดี ความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นบุคคลคนนี้ก็ดี ตำราก็ดี คำสอนก็ดี คัมภีร์ก็ดี ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสมมุติบัญญัติ ไม่ใช่ของจริง การไปนิยามความคิด ถกคอนเซ็พท์ เถียงกันถึงข้อความในตำรา เป็นการพายเรือพูดจ๋อยๆอยู่บนผิวน้ำ เป็นการไปคนละทาง ไม่มีวันที่จะได้เข้าถึงตัวน้ำอันเป็นความรู้ตัวที่แท้จริง
 
  2. ถามว่าจะวางความยึดติดในร่างกายนี้ได้อย่างไรเพราะชีวิตกับร่างกายมันดูเป็นชิ้นเดียวกัน ตอบว่าถ้าวางไม่เป็นก็ยังไม่ต้องวาง แต่ให้โฟกัสที่การรับรู้และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ณ ปัจจุบันตามที่มันเป็น รวมถึงรับรู้และยอมรับความเปลี่ยนแปลงใดๆที่เกิดขึ้นกับร่างกายด้วย ให้ดำเนินชีวิตเหมือนแม่น้ำท่ี่ไหลผ่านฝั่งแห่งทุกข์และสุขไปอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีหนีฝั่งหนึ่งไปยึดเกาะกับอีกฝั่งหนึ่ง สุขมาก็รับได้หมด ทุกข์มาก็รับได้หมด อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ไม่ต้องไปร้อนรนกระวนกระวายอะไร ทำแค่นี้ได้ก็มีค่าเท่ากับวางความยึดติดในร่างกายลงได้แล้ว

     อนึ่ง การไม่ยึดติดในร่างกายไม่ได้หมายความว่าจะไม่ดูแลร่างกาย คุณซื้อรถยนต์มาคุณก็ต้องดูแลล้างเช็ดและพาเข้าอู่เมื่อถึงเวลาทั้งๆที่รถยนต์ก็ไม่ใช่ตัวคุณ ร่างกายก็เช่นกัน มันเป็นเพียงพาหนะของคุณก็จริงแต่คุณก็ต้องดูแล การดูแลไม่ดูแล เป็นคนละเรื่องกับการยึดติดไม่ยึดติด การดูแลเป็นเรื่องที่ร่างกาย ส่วนการยึดติดเป็นเรื่องที่ใจของคุณ

    3. ถามว่าการฝึกความรู้ตัวจะทำให้บ้าไหม ตอบว่าการฝึกความรู้ตัวคือการฝึกวางความคิด ทำให้ความคิดทีี่มากมายเฟอะฟะหรือวกวนซ้ำซากลดน้อยลง จิตใจสงบเย็นขึ้น เป็นการช่วยรักษาโรคบ้าห้าร้อยจำพวกได้ด้วย และไม่ทำให้คนดีๆกลายเป็นบ้าแน่นอนครับ

      ส่วนที่คุณว่าในศาสนาพุทธคนไปฝึกจิตแบบไม่มีอาจารย์ชี้นำแล้วเป็นบ้าได้นั้น คุณคงหมายถึงการฝึกสมาธิ (concentration meditation) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการฝึกวางความคิด อย่างไรก็ตามแม้การฝึกสมาธิก็ไม่ได้ทำให้คนเป็นบ้าดอก คุณเข้าใจผิดไปมาก เพื่อแก้ความเข้าใจผิดนี้ไม่ให้ระบาดไป ผมขอเสียเวลาอธิบายเรื่องการฝึกสมาธิหน่อยนะ

      การมีสมาธิมีหลายระดับ ระดับปกติในชีวิตประจำวันคือคุณจะทำอะไรแล้วใจคุณอยู่ที่สิ่งนั้นได้อย่างน้อยก็คร่าวๆไม่แว้บหายไปไหนนานๆ เช่นคุณนั่งรถเมล์ไป คุณก็เตือนตัวเองว่าอีกกี่ป้ายจะถึงที่หมายที่คุณจะต้องลง จะได้ไม่นั่งเลยป้ายไป นี่เป็นสมาธิขั้นต้น ขั้นถัดขึ้นมาคือคุณมีความสามารถตั้งใจจดจ่อกับการทำการงานเป็นพิเศษเช่นศิลปินจะวาดรูป หรือผมจะผ่าตัดหัวใจ ผมต้องตั้งใจจดจ่อเป็นพิเศษจึงจะทำได้ สมาธิทั้งสองระดับนี้มีในตัวเราทุกคน ไม่ต้องไปนั่่งฝึกสมาธิ และสมาธิแค่สองระดับนี้ก็เพียงพอแล้วที่คุณจะใช้เป็นพื้นฐานในการฝึกความรู้ตัว

      ส่วนการไปนั่งหลับตาฝึกสมาธินั้นเป็นการฝึกจดจ่อกับอะไรสักอย่างหนึ่งอย่างเดียวแบบจดจ่ออย่างยิ่งเพื่อให้เกิดสมาธิระดับที่ลึกยิ่งขึ้นไปอีก ขณะฝึกสมาธิแบบนี้คุณจะทำการทำงานอะไรไม่ได้เลย ต้องจดจ่อนิ่งๆอย่างเดียว และเมื่อเกิดสมาธิลึกเข้าไปๆ สมองจะรับรู้สิ่งเร้ารอบตัวได้น้อยลงๆ ภาษาแพทย์เรียกว่าเกิด sensory deprivation ทำให้สมองมีความไวต่อสิ่งเร้าเล็กๆน้อยๆเช่นภาวะขนลุกขนชันหรือร้อนวูบวาบหรือเหน็บๆจี๊ดๆที่ผิวหนังซึ่งในภาวะปกติที่มีสิ่งเร้ามากมายสมองจะไม่รับรู้สัญญาณละเอียดพวกนี้ นอกจากนี้แล้วการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติก็จะมีความไวมากขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้เกิดอาการที่เป็นผลจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติบางส่วนไวเกินไปเช่นน้ำลายไหล น้ำตาไหล ขณะเดียวกันสมองก็อาจรับรู้ภาพหรืือเสียงซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดจริง เช่นเห็นภาพหลอน หรือได้ยินเสียงหลอน แต่เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นขณะมีสติมีสมาธิดี คนที่สุขภาพจิตปกติอยู่ก่อนพอพบกับประสบการณ์เหล่านี้เขาก็แค่รับรูุ้โดยไม่มีปัญหาอะไร มีแต่คนที่มีพื้นเป็นโรคจิตเภทที่แยกแยะอะไรจริงอะไรหลอกไม่ออกอยู่ก่อนแล้วเท่านั่นแหละที่พอเกิดภาพหลอนหรือเสียงหลอนขึ้นมาแล้วจะไปหลงเข้าใจผิดว่าเป็นของจริงเป็นตุเป็นตะ คือพูดง่ายๆว่าอาการโรคบ้าที่มีอยู่เก่าแล้วเกิดกำเริบขึ้นมาขณะฝึกสมาธิ

     ปลายทางของการนั่งฝึกสมาธิคือการที่ใจเป็นหนึ่ง นิ่งอยู่กับสิ่งเดียว มีข้อดีคือความคิดขณะนั้นน้อยลง ทำให้เข้าถึงความรู้ตัวได้ง่ายขึ้น คือมีประโยชน์สำหรับคนที่วางความคิดด้วยสมาธิในชีวิตประจำวันไม่ลง แต่ก็มีข้อเสียคือขณะนั่งสมาธิจะเกิดความสบายกายสบายใจจนทำให้ติดอกติดใจ พอเลิกนั่งกลับมาใช้ชีวิตประจำวันทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม หรืออาจมีความหงุดหงิดมากกว่าเดิมเพราะใจอดเปรียบเทียบกับตอนนั่งสมาธิไม่ได้จึงรู้สึกว่าไม่มีความสุขกับชีวิตประจำวันเหมือนตอนที่ได้นั่งสมาธิ เลยกลายเป็นคนติดสมาธิ ติดวัดติดวา หนีโลก

     ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการฝึกความรู้ตัวซึ่งเป็นการอาศัยสมาธิระดับที่ทุกคนมีอยู่แล้วเป็นปกติประจำตัวมาเอื้อให้สามารถเฝ้าดูความคิดขณะใช้ชีวิตประจำวันทำการทำงานอยู่ เฝ้าดูการเกิดของความคิด เฝ้าดูการสลายตัวของความคิด วางความคิดลงให้เป็น หรือตั้งคำถามเพื่อสืบหาต้นตอที่มาของความคิดเพื่อให้วางมันลงได้ง่ายขึ้น การฝึกความรู้ตัวนี้เป็นคนละเรื่องกันและไม่เกี่ยวอะไรกันกับการฝึกสมาธิ

     4. ถามว่าหมอสันต์เคยอ่านหนังสือเรื่อง The Power Of Now ไหม ตอบว่าเคยอ่านเมื่อนานหลายปีมาแล้วครับ และผมนับถือว่าเป็นหนังสือที่ดีมากในระดับโลกเล่มหนึ่งเลยทีเดียว แต่อย่าลืมว่าหนังสือเล่มใดๆไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็เป็นแค่สมมุติบัญญัตินะ มันอยู่ตรงกันข้ามกับทางแห่งความหลุดพ้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

20 กันยายน 2560

สูงวัยอย่างแอคทีฟ (Active Aging)

     หมอสันต์ให้สัมภาษณ์นักศึกษาทำวิทยานิพนธ์เรื่องการการสร้างชุมชนผู้สูงวัย  บทสัมภาษณ์นี้สืบเนื่องมาจากการไปร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจัดโดยมูลนิธิบ้านสุธาวาสร่วมกับ Resthaven Inc. เมื่อ 19 กย. 60 หมอสันต์ได้รับเอาแนวคิด Active aging ที่เรียนรู้จากการประชุมนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการตอบคำถามในบทสัมภาษณ์นี้ 

อะไรนำพาให้อาจารย์คิดทำชุมชนผู้สูงวัยคะ

     คอนเซ็พท์หลักในใจผมก็คือ "สูงวัยอย่างแอคทีฟ (Active Aging)" หมายถึงว่าจะทำอย่างไรให้ผู้สูงวัยมีชีวิตที่มีคุณภาพใน 3 ประเด็น คือ (1) มีสุขภาพดี (2) มีส่วนร่วม และ (3) มีความมั่นคง

     หมายความว่าด้านหนึ่งก็มุ่งช่วยให้ผู้สูงวัยตระหนักว่าตนเองมีศักยภาพที่จะทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแรง ทำให้จิตใจตัวเองแจ่มใสร่าเริง และทำตัวเองให้มีค่าต่อสังคมเท่าที่ตัวเองอยากทำหรือสามารถทำได้ อีกด้านหนึ่งก็สร้างระบบที่ให้ความคุ้มครองป้องกัน ให้ความมั่นคง และให้การเอาใจใส่ดูแลตามสมควร

คำว่าแอคทีฟนี้ อาจารย์ขยายความอีกสักหน่อยได้ไหมคะ

     คำว่าแอคทีฟไม่ใช่หมายความแค่ว่ามีร่างกายแข็งแรงหรือยังทำงานได้อยู่เท่านั้น แต่หมายความรวมไปถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม จิตวิญญาณ และกิจกรรมชุมชนต่างๆ

     หมายความว่าแม้จะเกษียณแล้ว หรือป่วยแล้ว หรือทุพลภาพแล้ว ทุกคนก็ยังสามารถทำอะไรให้แก่ครอบครัว เพื่อน ชุมชน และประเทศของตนเองได้ ไม่ใช่ว่าป่วยนิดเดียวก็นอนรอเป็นปุ๋ยเสียแล้ว

     แอคทีฟหมายถึงความมุ่งหวังที่จะให้คนเข้าสู่วัยสูงอายุทุกคน รวมทั้งคนที่อ่อนแอหรือทุพลภาพแล้ว มีสุขภาพดี มีอายุยืน และมีชีวิตที่มีคุณภาพด้วย

     คำว่าสุขภาพนี้หมายความรวมถึงกาย จิต และสังคม ดังนั้นโปรแกรมที่ส่งเสริมสุขภาพจิตและการเชื่อมโยงกันทางสังคมจึงมีความสำคัญไม่แพ้การส่งเสริมสุขภาพกาย

แล้วอาจารย์นำคอนเซ็พท์ Active Aging มาสร้างชุมชนอย่างไร

     คือการเข้าสู่และอยู่ในวัยสูงอายุนี้ มันเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน มันเกิดขึ้นในขณะที่กำลังมีชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น ได้แก่ครอบครัว ญาติ มิตร เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน ดังนั้นการถ้อยทีถ้อยช่วยเหลือกันและกันหรือความเป็นพี่น้องกันแบบที่เรียกว่าภราดรภาพระหว่างผู้สูงวัยกับคนอื่นรอบตัวไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเดียวกันหรือคนต่างวัยจึงสำคัญ ชุมชนที่ผมสร้างขึ้นจึงต้องออกแบบให้เป็นสังคมที่ดูแลกันและกัน (co-care) หรือชุมชนเพื่อนบ้านเกื้อกูล ( neighborhood support) ทุกคนรู้จักกัน ช่วยเหลือกันไปช่วยเหลือกันมา

ฟังดูยังนึกภาพไม่ออก ลองช่วยบอกวิธีทำในระดับปฏิบัติ

     ขอโทษ ผมอาจจะตอบรวบรัดไปหน่อย ความจริงแล้วมันเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างสามอย่างคือ

     (1) ความสามารถที่จะดูแลตัวเอง หรือ self care
     (2) ความเป็นปึกแผ่นระหว่างคนหลายวัยในชุมชน (social solidarity)
     (3) สิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย (age friendly environment)

     ในข้อที่ 1 คือ self care นั้น มันเป็นการสร้างทักษะซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน วิธีการก็คือผมกระตุ้นชักจูงให้สมาชิกใส่ใจดูแลตัวเอง จัด health camp ให้มาเข้าเรียนท้ักษะเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การจัดความเครียด ชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมที่จะทำให้มีการเคลื่อนไหวและมีปฏิสัมพันธ์บ่อยๆเช่น เต้นรำ ร้องเพลง เดินไพร มวยจีน โยคะ เป็นต้น โดยอาศัยเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ที่มีอยู่แล้วในหมู่บ้านนี้เป็นศูนย์กลาง

     ในข้อที่ 2 คือการสร้างความเป็นปึกแผ่นระหว่างคนในชุมชนนั้น นอกจากสมาชิกซึ่งเป็นคนวัยเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ที่จะต้องรู้จักกันและช่วยเหลือกันและกันได้แล้ว คนที่เราจ้างมาให้ดูแลชุมชนเช่น คนสวนคน ตัดหญ้า แม่บ้าน หรือแม้กระทั่งเด็กๆลูกของแม่บ้าน และหมาแมวที่เลี้ยงไว้ก็จัดเป็นพี่น้องกันในชุมชนหมด ซึ่งต้องค่อยๆเกลาให้เกิดความเป็นปึกแผ่นและเผื่อแผ่ความรักเมตตาต่อกันอันจะนำไปสู่การให้และรับ give and take ระหว่างกันและกัน สมาชิกต้องรวมกลุ่มกันบริหารกิจการของชุมชนเอง เพราะเงินตั้งต้นก็มีอยู่แล้วจากการที่เก็บเอามาจากสมาชิกทุกคน

     ในข้อที่ 3. คือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัยนั้น หลักการก็คือทำอย่างไรจึงจะให้ healthy choices เป็น easy choices สำหรับผู้อยู่อาศัยในชุมชนนี้ หมายความว่าอะไรที่ดีๆต่อสุขภาพผู้สูงวัยสามารถหาได้ง่ายๆในชุมชนนี้ เช่น
     3.1 จะต้องมีทางให้เดินหรือให้ขี่จักรยานมากๆ เดินทั้งวันก็ยังแทบไม่ซ้ำที่เดิม
     3.2 จะต้องมีปารค์ที่ทุกคนมาพักผ่อนหย่อนใจได้ฟรี
     3.3 อาหารสุขภาพจะต้องหาง่าย ตอนนี้มีครัวปราณาซึ่งอยู่ในชุมชนเปิดบริการทุกวันแล้ว ครัวนี้ทำแต่อาหารสุขภาพ ผักหญ้าสดๆแบบออร์กานิกก็ปลูกที่ฟาร์มของครัวเองไม่ไกลออกไป สมาชิกซื้อหาไปทำอาหารเองได้ สมาชิกที่ชอบปลูกผักจะเอาผักมาขายให้ก็รับซื้อ สมาชิกที่อยากจะให้ส่งอาหารถึงบ้านก็ส่งให้ได้
    3.4 บริการสุขภาพแบบทางเลือกเช่นนวดบำบัด กายภาพบำบัด ควรหาได้ง่ายๆ ตอนนี้ก็มีคลินิกแพทย์แผนไทยและอายุรเวชชื่อเมก้าเวดะอยู่ในนี้แล้ว จะเปิดบริการเดือนหน้า ผู้สูงอายุก็ใช้บริการได้ง่ายๆเพราะอยู่ใกล้บ้าน
    3.5 กิจกรรมร่วมกลุ่มเชิงสุขภาพจะต้องมีให้ไปร่วมได้ง่ายๆและใกล้ๆ เช่นจะเต้นรำ ร้องเพลง เล่นโยคะ รำมวยจีน เรียนทำกับข้าว ก็ไม่้ต้องไปไกล มีที่ให้เข้าร่วมได้ใกล้ๆง่ายๆ ซึ่งทุกวันนี้กิจกรรมเหล่านี้มีอยู่เป็นประจำที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ ซึ่งเปิดให้ผู้อาศัยในชุมชนมาร่วมได้โดยสะดวก

     ทั้งหมดนี้คืือสามประสานซึ่งจะขาดขาใดขาหนี่งไม่ได้ คือ (1) self care, (2) social solidarity และ (3) friendly environment

อาจารย์ให้ความสำคัญกับสถานที่และการดูแลมากใช่ไหม

     ไม่ใช่ครับ ตรงนี้คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจ นึกว่าการจัดระบบดูแลผู้สูงวัยซึ่งนับรวมถึงการทำเนอร์สซิ่งโฮมด้วยนะ ทุกคนคิดว่าคุณภาพการดูแลคือทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ คุณภาพการดูแล เป็นคนละประเด็นกับคุณภาพชีวิต สถาบันที่ออกแบบอย่างดี มีสตาฟที่ดี มีระเบียบปฏิบัติที่ดี อาจจะให้คุณภาพการดูแลที่ดี แต่ไม่ได้ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตเสมอไป

   การสร้างคุณภาพการดูแลที่ดี โฟกัสที่การสร้างระบบดูแลที่เอางานเป็นที่ตั้ง มุ่งทำกิจประจำวันที่เป็นรูทีนให้เสร็จ ซึ่งหากไม่ระวัง จะเป็นการทำให้ผู้สูงวัยเสียความสามารถในการดูแลตนเองและกลายเป็นต้องพึ่งพาผู้ดูแลพึ่งพาสถาบัน โดยที่ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณภาพชีวิต

     คุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยต้องใช้ระบบหรือการดูแลที่เอาผู้สูงวัยเป็นศูนย์กลาง หมายความว่า ผู้สูงวัยแต่ละคนย่อมมีอัตลักษณ์ของตัวเอง มีประวัติศาสตร์ ค่านิยม ความรู้ ประสบการณ์ เจตคติ และสายสัมพัันธ์ ของตัวเอง เขาหรือเธอจึงต้องมีอิสระ มีโอกาสเลือก มีโอกาสที่จะได้ตัดสินใจเอง ในภาพใหญ่คุณภาพชีวิตขึ้นกับสองปัจจัยหลัก คืือ

     (1) การมีอิสระ (autonomy) หมายถึงการสามารถตัดสินใจเองว่าวันหนึ่งๆจะใช้ชีวิตอย่างไร จะทำอะไรก็สามารถทำได้อย่างที่ใจตัวเองปรารถนา ชุมชนที่ดีจึงต้องเอื้อให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตอยู่กับจุดแข็งของเขาเองได้

     (2) การพึ่งตัวเอง (independence) หมายถึงความสามารถทำกิจกรรมจำเป็นในชีวิตประจำวันขณะอยู่ในบ้านเช่นอาบน้ำ กินข้าวหรือขณะอยู่ในชุมชนเช่นเดินตามทางเท้าได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนช่วยหรือพึ่งน้อยที่สุด

แล้วปัจจัยทางสุขภาพอะไรบ้างละคะที่จะจำกัดอิสระภาพและการพึ่งตนเองของผู้สูงวัย

     ในทางการแพทย์เรียกรวมๆว่า กลุ่มอาการผู้สูงวัย (geratic syndrome) ซึ่งมีเอกลักษณ์อยู่เก้าอย่าง คือ

(1) ลื่นตกหกล้ม
(2) กระดูกหัก
(3) อ่อนแอสะง็อกสะแง็ก (frail)
(4) ความจำเสื่อม
(5) ซึมเศร้า
(6) ขาดอาหาร
(7) กินยาเยอะเกิน
(8) อั้นปัสสาวะไม่อยู่ และ
(9) ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
 
อาจารย์ไม่เห็นกังวลเรืื่องที่ผู้สูงวัยจะเจ็บป่วยต้องใช้เงินทองรักษาตัวเองเลย

     ตรงนี้ก็เป็นอีกอันหนึ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด บางคนถึงกับไปตั้งชุมชนผู้สูงวัยให้อยู่ใกล้ๆโรงพยาบาล ความเป็นจริงคือการมีอายุมากมันไม่ได้เป็นต้นทุนอะไรมากไปกว่าคนวัยอื่นนะ แต่การมีสุขภาพไม่ดีนั่นแหละที่เป็นต้นทุนที่สูงมาก ถ้าเราไปโฟกัสที่การรักษาโรค เงินเท่าไหร่ก็ไม่พอและชีวิตท้งชีวิตจะหมดไปกับการเข้าๆออกๆโรงพยาบาล ผมโฟกัสที่การส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และฟื้นฟูสมรรถนะ ผมจึงสร้างระบบอยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่จะไม่ต้องใช้เงินในการดูแลด้านสุขภาพมาก อีกอย่างหนึ่งผมสร้างชุมชนผู้สูงอายุที่เน้นความเป็นอยู่ในระยะ independent living หมายถึงอยู่ได้เองอิสระ และระยะ assisted living หมายถึงอยู่ได้ในบ้านของตัวเองโดยมีผู้ดูแลมาเยี่ยม visit วันละครั้งสองครั้ง โดยที่ในอนาคตเมื่อมีความต้องการ คลินิกเมก้าเวดะจะเปิดบริการส่งผู้ดูแล (caregiver) ไปเยี่ยมช่วยเหลือผู้สูงอายุตามบ้านด้วย

     อย่างไรก็ตาม ชุมชนที่ผมสร้างขึ้นนี้มีคอนเซ็พท์หลักอีกอันหนึ่งคือ Age in place หมายความว่าแก่ที่นี่ ตายที่นี่ ดังนั้นเมื่อถึงวาระสุดท้ายจะต้องนอนหยอดข้าวหยอดน้ำก็ต้องนอนอยู่ในบ้านของตัวเองนี่แหละ โดยจ้างให้ผู้ดูแลเข้ามาดูแลเป็นบางเวลา ผู้ดูแลก็จ้างจากคลินิกเมก้าเวดะซึ่งอยู่ในนี้และมีบริการนี้อยู่

     ในกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ นั่นอยู่พ้นพันธกิจของการสร้างชุมชนผู้สูงอายุไปแล้ว กรณีอย่างนั้นก็ต้องใช้ระบบรถฉุกเฉินของรพ.มวกเหล็ก ซึ่งทุกวันนี้เรามี connection ที่ดีอยู่แล้ว เวลาคนมาแค้มป์มีเรื่องฉุกเฉินทางการแพทย์เราก็เรียกเขามารับไปรพ.เป็นประจำ
 

อาจารย์ไม่มีแผนที่จะทำเนอร์สซิ่งโฮมในหมู่บ้านนี้หรือคะ 

     ตอนนี้ยังไม่มี เพราะผมโฟกัสที่ home-based care ไม่ใช่ institutional care อันนี้มันเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในประเทศตะวันตกในยี่สิบปีให้หลังมานี้นะ และเป็นแนวโน้มที่แรงขึ้นๆ คนสูงอายุเข้าเนอร์สซิ่งโฮมน้อยลง แต่ขอแก่และขอตายที่บ้านของตัวเองมากขึ้น แม้จะอยู่คนเดียวก็ขอแก่และตายที่บ้าน โดยเขามีระบบที่เอื้อให้ทำได้ ซึ่งผมก็สร้างซีเนียร์โคโฮนี้โดยมุ่งไปในแนวนั้น คือให้ผู้สูงอายุมาปลูกบ้านของตัวเองอยู่ในชุมชนที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ส่วนในอนาคตระยะยาวนั้นก็คงต้องดูกันไปก่อน หากมีความจำเป็นต้องทำเนอร์สซิ่งโฮมจริงๆก็จะทำ แต่ตอนนี้ผมยังมองไม่เห็นความจำเป็น อีกอย่างหนึ่งหากจะทำจริงผมต้องไปชวนคนอื่นมาทำ เพราะตัวผมเองไม่ได้มีเงินมากขนาดจะทำเองได้ ทุกวันนี้ที่ทำอยู่นี้ทำแบบตะก๊อกตะแก๊ก ทีละนิด ทีละหน่อย ทำเพราะใจรัก ทำเท่าที่เงินในกระเป๋าจะเอื้อให้ทำได้ ทำเพราะมีความสุขที่ได้ทำอะไรให้คนอื่นบ้าง แต่ว่าทำเล็กๆแค่นี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ เล็กหรือใหญ่ถ้ามันจะดีมันก็ดีได้ และวันข้างหน้าถ้ามันดี คนอื่นมาเห็นเข้า ก็จะมีคนเอาไปทำแบบใหญ่ๆต่อไปเอง ประโยชน์ก็จะได้แก่ผู้สูงอายุจำนวนมากในอนาคต

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

19 กันยายน 2560

กลุ่มอาการสะง็อกสะแง็ก (Frailty Syndrome)

เรียนอาจารย์นพ.สันต์ 
     ดิฉันอายุ ุ61 ปี กำลังเกษียณมา สูง 155 ซม. นน. 42 กก. ลดลงจากเมื่อปีกลายซึ่งอยู่ที่ 46 กก.  ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปีหมอก็ไม่เคยบอกว่าเป็นโรคอะไร ได้แต่บอกว่าปกติดี เมื่อสามเดือนก่อนไปเที่ยวเมืองจีนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง รู้สีกว่าตัวเองเดินช้า ตามคนอื่นเขาไม่ทัน จึงไม่อยากเดิน จนวันสุดท้ายสมัครใจเฝ้าโรงแรมไม่ออกไปไหน ธรรมดาอยู่ที่บ้านก็ไม่ค่อยไปไหนอยู่แล้วเพราะไม่ชอบออก กลับมาได้ตั้งสามเดือนแล้ว ตั้งใจกินอาหารเสริมและวิตามินบำรุงก็ไม่หาย น้ำหนักทำท่าจะลดลงไปอีก ดิฉันเป็นโรคอะไรและควรจะทำอย่างไรดี

...........................................

ตอบครับ

   ผมประเมินเอาตามข้อมูลที่คุณให้มาว่าผลการตรวจสุขภาพประจำปีทุกอย่างปกติ จึงขอวินิจฉัยทางอากาศว่าคุณน่าจะป่วยเป็น "กลุ่มอาการสะง็อกสะแง็ก" นี่เป็นชื่อภาษาไทยที่ผมตั้งให้เองเพราะศัพท์บัญญััติยังไม่มี ผมแปลมาจากชื่อในทางการแพทย์ว่า frailty syndrome ทั้งนี้หากถือตามงานวิจัยสุขภาพหญิง (WHAS) และงานวิจัยสุขภาพคนเป็นโรคหัวใจหลอดเลือด (CHS) คำนิยามของกลุ่มอาการสะง็อกสะแง็กมี 5 ประการดังนี้
1. น้ำหนักลด (ลดเกิน 5% ในหนึ่งปี)
2. ขาดพลัง (exhaustion) หรือจิตตก นิยามว่าจากเดิมพลังงานเต็มสิบ ลดลงเหลือน้อยกว่าสาม
3. มีกิจกรรมน้อยลง (low physical activity) นิยามว่าหญิงออกแรงได้น้อยกว่า 270 แคลอรี่ ชายออกได้น้อยกว่า 383 แคลอรี่ ต่อสัปดาห์ 
4. เชื่องช้าลง (slow) นิยามว่าเดินแค่ 15 ฟุต (4.57 เมตร) ใช้เวลาเกิน 6-7 วินาที (ขึ้นกับเพศและความสูง)
5. ไม่แข็งแรง (weakness) นิยามว่าแรงบีบมือลดเหลือต่ำกว่า 20% 

     โรคนี้ม้ันเป็นโรคของคนแก่นะ อุบัติการณ์ของโรคสะง็อกสะแง็กในชุมชนในคนอายุเกิน 65 ปีในอเมริกาพบว่ามีมากถึง 7-12% และยิ่งแก่มากก็ยิ่งเป็นกันมากขึ้นๆ แต่ว่าคุณนี่อายุยังไม่ถึง 65 เลยนะ

     สาเหตุของโรคนี้เชื่อว่ามันเป็นการประชุมแห่งเหตุ คือสาระพัดสาเหตุมาเกิดบรรจบกันจนทำให้ระบบตั้งศูนย์ถ่วงล้อของร่างกาย (homeostasis) เสียการทำงานไปจนร่างกายรับมือกับภาวะเครียดไม่ไหว สาเหตุตัวเอ้ๆที่มักพบร่วมเสมอคือเกิดการอักเสบเรื้อรังขึ้นในร่างกาย มีความเครียดจากสิ่งแวดล้อมหรือจากการใช้ชีวิต หรือมีการเจ็บป่วยด้วยโรคเรืื้อรังต่างๆซ่อนอยู่ ส่งผลให้ระบบกล้ามเนื้อและระบบฮอร์โมนเสียการทำงานตามไปด้วยจนมีอาการดังกล่าว 

     สำหรับการพยากรณ์โรคนี้ เมื่อใดก็ตามที่โรคสะง็อกสะแง็กเกิดขึ้น เมื่อนั้นเชื่อขนมเจ๊กกินได้ว่าอัตราตายจะเพิ่มตามมา แต่อย่างไรก็ตาม สถิติบอกว่าโรคนี้มันกลับฟื้นคืนดีได้ถ้า...   

     หลักฐานทางการแพทย์นับถึงวันนี้วิธีที่จะป้องกันและแก้ไขโรคสะง็อกสะแง็กได้เด็ดขาดมีวิธีเดียวคือออกกำลังกาย ทั้งการออกกำลังกายแบบเล่นกล้าม แบบแอโรบิก และแบบเสริมการทรงตัว ครบสูตรครบสามรส ถ้าผู้สูงอายุที่สะง็อกสะแง็กไม่ยอมออกกำลังกายไม่ยอมเล่นกล้ามเสียอย่างก็..จบข่าว 

    ดังนั้นผมแนะนำคำเดียวว่าให้คุณเริ่มด้วยการออกกำลังกาย เน้นการเล่นกล้าม พอการออกกำลังกายกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารขึ้นมาก็ให้กินทุกอย่างที่ขวางหน้า เดี๋ยวคุณก็จะดีขึ้นเอง ถ้าทำอย่างนี้แล้ว 3 เดือนยังไม่ดีขึ้นคุณค่อยกลับไปโรงพยาบาลเพื่อให้หมอเขาสืบค้นหาโรคเรื้อรังที่อาจซุกซ่อนอยู่แต่หาไม่เจอในเมื่อตอนไปครั้งที่แล้ว

     การรักษาโรคสะง็อกสะแง็กที่ได้ผลรองลงไปก็คือการบำบัดแบบปจว. หรือปฏิบัติการทางจิตวิทยา ผมหมายถึงการพยุงผู้ป่วยให้รอบด้านแบบผสมผสานหรือแบบองค์รวม (comprehensive care) ท้ั้งทางร่างกาย ความคิด จิตวิญญาณ ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม ก็มีหลักฐานว่าทำให้ดัชนีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

     ส่วนการบำบัดด้วยวิธีอื่นเช่นการบำบัดทางโภชนาการ หมายถึงกินอาหารที่กลัวว่าจะขาดแคลนให้ครบเช่น แคลอรี่ โปรตีน ไวตามิน เกลือแร่ และกาก เป็นวิธีที่น่าจะได้ผลในเชิงทฤษฎี แต่หลักฐานวิจัยที่จะสนับสนุนว่าการบำบัดทางโภชนาการที่ไม่มีการออกกำลังกายได้ผลจริงไหมยังไม่มี พูดง่ายๆว่าถ้าไม่ออกกำลังกายเสียอย่าง แม้จะตั้งใจกินหรือตั้งใจกรอกอาหารเสริมอย่างไรก็ไม่ได้ผล ต้องเข็นให้ออกกำลังกายให้ได้ก่อน พอมีความอยากอาหาร การบำบัดด้วยอาหารจึงจะมีช่องทางได้ประโยชน์  

     ส่วนการบำบัดด้วยยา ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนเพศชาย ฮอร์โมนเพศหญิง ฮอร์โมน IGF1 หรือยาต้านการอักเสบ ล้วนมีผลสองด้านคือดีบ้างเสียบ้าง ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าดีมากกว่าเสียหรือเสียมากกว่าดี ดังนั้นผมจึงยังไม่แนะนำ ยกเว้นตัวเดียวที่มีผลข้างเคียงต่ำและมีความสัมพันธ์กับการที่อาการสะง็อกสะแง็กอาจจะดีขึ้นคือวิตามินดี. แต่ว่าผมสนับสนุนให้ใช้วิธีออกแดดเป็นหลักมากกว่า หรืออย่างน้อยถ้าระดับวิตามินดี.ต่ำมากก็ออกแดดควบกับการกินวิตามินดี. เพราะการออกแดดมีคุณค่าต่อร่างกายและจิตใจที่มากกว่าการช่วยสร้างวิตามินดีเท่านั้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Fried LP, Tangen CM, Walston J, Newman AB, Hirsch C, Gottdiener J, Seeman T, Tracy R, Kop WJ, Burke G, McBurnie MA, Cardiovascular Health Study Collaborative Research Group. Frailty in older adults: evidence for a phenotype. J Gerontol A Biol Sci Med Sci. 2001 Mar; 56(3):M146-56.
2. Theou O, Stathokostas L, Roland KP, et al. The effectiveness of exercise interventions for the management of frailty: a systematic review. J Aging Res. 2011;2011:569194. 
3. Gill TM, Baker DI, Gottschalk M, Peduzzi PN, Allore H, Byers A. A program to prevent functional decline in physically frail, elderly persons who live at home. N Engl J Med. 2002;347:1068–1074.
4. Fiatarone MA, O’Neill EF, Ryan ND, et al. Exercise training and nutritional supplementation for physical frailty in very elderly people. N Engl J Med. 1994;330:1769–1775.
5. Forster A, Lambley R, Hardy J, et al. Rehabilitation for older people in long-term care. Cochrane Database Syst Rev. 2009;(1):CD004294.

18 กันยายน 2560

อย่ามัวกลัวผีอยู่เลย ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนทดแทนเปลี่ยนไปแล้ว

เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ

อายุ 47 ปี ตัดมดลูกไปแล้วตอนมีลูกคนที่สองแต่ไม่ได้ตัดรังไข่ ตอนนี้มีอาการเลือดจะไปลมจะมารุนแรง คือร้อนวูบวาบ ร้อนหลังจนนอนไม่หลับ น้ำหนักก็ขึ้น ท้องอืด อารมณ์บูดมากจนจะกลายเป็นซึมเศร้าอยู่แล้ว บางวันแถมปวดหัวด้วย ช่องคลอดก็มีกลิ่นพิกล เวลานอนกับแฟนก็เจ็บจนต้องบอกขอตัวดื้อๆ แถมมีกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ไปหาหมอสูตินรีเวช หมอก็จะให้กินฮอร์โมนท่าเดียวแต่ก็ย้ำเน้นๆว่าให้ยอมรับความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น (อุลตร้าซาวด์มีซิสต์ที่เต้านมด้วยค่ะ เป็น BIRAD-3) ทำใจไม่ได้ กลัวเป็นมะเร็ง กลัวอายุสั้น จึงตัดสินใจไม่เอา แต่ก็ทรมาน จะทำอย่างไรดี

..........................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าคุณเป็นอะไร คำตอบก็ชัดอยู่แล้วว่าเป็นภาวะเปลี่ยนผ่านช่วงหมดประจำเดือน ซึ่งภาษาหมอสมัยใหม่เรียกว่า menopausal transition เรียกย่อๆว่า MT ซึ่งจะมีอาการคลาสสิกอย่างคุณนี้ทุกประการ อายุที่ผู้หญิงจะหมดประจำเดือนจริงๆคือ 50-51 ปี แต่อาการ MT จะนำหน้ามาได้ตั้งแต่หกปีก่อนหมดประจำเดือน และเมื่อประจำเดือนหมดแล้วก็ยังมีอาการส่งท้ายได้อีกหลายปี

     2. ถามว่ากินฮอร์โมนทดแทนแล้วจะทำให้เพิ่มอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมมากขึ้นจริงไหม ตอบว่าไม่จริงหากใช้ฮอร์โมนชนิดเอสโตรเจนตัวเดียวโดยไม่มีโปรเจสเตอโรน ข้อมูลจากงานวิจัยนวัตกรรมสุขภาพหญิง  (WHI trial) ที่ตีพิมพ์ครั้งแรก (ค.ศ. 2002) ทำให้เราทราบว่า หากใช้ฮอร์โมนทดแทนที่เป็นยาคุมชนิดเอสโตรเจนอย่างเดียว จะลดอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมลงได้ 7 คนจาก 10,000 คนที่กินฮอร์โมนทดแทน แต่หากใช้ฮอร์โมนทดแทนที่เป็นยาคุมชนิดเอสโตรเจนควบกับโปรเจสเตอโรน จะเพิ่มอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมขึ้นไป 8 คนต่อ 10,000  ที่กินยานาน 5-7 ปี ดังนั้นคุณกินฮอร์โมนทดแทนชนิดที่มีแต่เอสโตรเจนได้เลยครับ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องจะเป็นมะเร็งเต้านม

    3. ถามว่ากินฮอร์โมนทดแทนชนิดมีเอสโตรเจนอย่างเดียวจะมีผลทำให้เป็นมะเร็งอย่างอื่นเพิ่มขึ้นไหม ตอบว่ามีผลทำให้เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเพิ่มมากขึ้น แต่ว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของคุณ เพราะคุณไม่มีมดลูกแล้ว (หิ หิ พูดจริง ไม่ได้พูดเล่น)

    4. ถามว่าแล้วผู้หญิงทั่วไปที่มีทั้งเต้านมและทั้งมดลูกละ จะเอายังไง ถ้าจะกินฮอร์โมนทดแทนควรจะกินแบบไหน ตอบว่าข้อมูลที่ผมใช้อธิบายในข้อ 2 นั้นเป็นข้อูลเก่า ข้อมูลใหม่ของงานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ปีนี้ (WHI trial 2017) พบว่าหลังการติดตามนาน 18 ปี การกินฮอร์โมนที่เป็นยาคุมทุกแบบนาน 5-7 ปี มีผลทำให้อัตราตายจากมะเร็งโหลงโจ้งไม่ต่างจากเมืื่อเทียบกับคนกินยาหลอก กล่าวคืออุบัติการณ์มะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น แต่่มะเร็งมดลูกและมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง โหลงโจ้งก็ืืตายเท่ากัน..เจ๊ากันไป

    5. ถามว่าสรุปว่าภาพรวมในระยะยาว การกินฮอร์โมนทดแทนมีผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่ ตอบว่าข้อมูลใหม่ของงานวิจัย WHI trial 2017 ซึ่งสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มผู้หญิงอายุ 50-79 ปีจำนวน 27,347 คน

     กลุ่มที่หนึ่งกินฮอร์โมนที่เป็นยาคุมมีเอสโตรเจนตัวเดียว

     กลุ่มที่สองกินฮอร์โมนที่เป็นยาคุมชนิดเอสโตรเจนควบโปรเจสเตอโรน

     กลุ่มที่สามกินยาหลอก

     ให้กินยาอยู่นาน 5-7 ปี แล้วตามดูหลังจากนั้นอีก 18 ปี ข้อมูลนี้เพิ่งตีพิมพ์หมาดๆในวารสาร JAMA เมื่อเดือนนี้เอง ผลวิจัยพบว่าอัตราตายรวมของหญิงที่กินฮอร์โมนทดแทนไม่ได้สูงกว่าของหญิงที่กินยาหลอกแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นอัตราตายรวมจากทุกโรค อัตราตายแยกเฉพาะโรคห้วใจหลอดเลือด หรืออัตราตายแยกเฉพาะโรคมะเร็งก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นความรู้ใหม่ของวงการแพทย์ ทำให้วงการแพทย์เพิ่งถึงบางอ้อ ว่าสมัยก่อนตอนที่ข้อมูลวิจัย WHI 2002 ออกมาว่าฮอร์โมนแบบควบโปรเจสเตอโรนกับเอสโตรเจนเพิ่มการเป็นมะเร็งเต้านมแล้วแพทย์เราก็กลัวไม่กล้าใช้ฮอร์โมนทดแทนเพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้ป่วยมีอัตราตายสูงขึ้นนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด ตอนนี้ผ่านไปแล้วสิบกว่าปีข้อมูลจริงออกมาแล้วว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทนในระยะ 5-7 ปี ไม่ได้ทำให้ผู้กินฮอร์โมนมีอัตราตายสูงกว่าการกินยาหลอกแต่อย่างใด

     กล่าวโดยสรุป การกินฮอร์โมนทดแทน ไม่ได้มีผลเสียต่ออัตราตายในระยะยาวอย่างที่เราเคยเข้าใจ ดังนั้นใครที่มีข้อบ่งชี้ว่าจะได้ประโยชน์จากฮอร์โมนทดแทน เช่นมีอาการเลือดจะไปลมจะมา วูบวาบหงุดหงิด นอนไม่หลับ ช่องคลอดแห้ง เจ็บช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือกระดูกบางกระดูกพรุน ก็กินยาฮอร์โมนทดแทนเถอะครับ อย่าไปกลัวผีของฮอร์โมนทดแทนที่เป็นข้อมูลเก่าในอดีตเลย

     6. แถมอีกข้อหนึ่ง ที่คุณว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยนั้นดูให้ดีนะครับ เพราะผู้หญิงเวลาปวดเวลาฉีและฉี่บ่อยไปหาหมอหมอก็จะวินิจฉัยว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบแล้วให้ยาปฏิชีวนะมากิน แท้จริงแล้วส่วนใหญ่ของผู้หญิงที่อยู่ในระยะ MT มักจะเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเหี่ยว (atrophic cystitis) จากการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ซึ่งไม่ได้เกิดจากบักเตรี การไปตะบันกินยาปฏิชีวนะเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน ต้องเพาะเชื้อในปัสสาวะพิสูจน์ก่อน ถ้าไม่พบเชื้อก็อย่ากินยาปฏิชีวนะ

     7. ว่าจะจบแล้ว แถมอีกข้อหนึ่ง ที่คุณบ่นว่าช่องคลอดมีกลิ่นนั้น เป็นเพราะเวลาเอสโตรเจนลดลด ความเป็นกรดของปัสสาวะลดลง สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเปลี่ยนไป บักเตรีเจ้าประจำ (Doderlein bacilli) ที่เคยส่งกลิ่นหอมรัญจวนได้ล้มหายตายจากไปเสียแล้ว เปลี่ยนหน้าเป็นบักเตรีหน้าใหม่ที่กลิ่นพิกลเข้ามาอยู่แทน กลิ่นจึงเปลี่ยนไป การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ด้วย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

 1. Manson JE, Aragaki AK et al. Menopausal Hormone Therapy and Long-term All-Cause and Cause-Specific Mortality The Women’s Health Initiative Randomized Trials. JAMA. 2017;318(10):927-938. doi:10.1001/jama.2017.11217

17 กันยายน 2560

ข้องใจบทความเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับยาต้านซึมเศร้า

เรียน   นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
กระผม นาย .... ผู้สื่อข่าวจากศูนย์ข้อมูลข่าวสืบสวนเพื่อ... หรือ .... กระผมได้อ่านบทความ "เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับยาต้านซึมเศร้า (antidepressant)" ของท่าน แล้วพบข้อมูลที่น่าสนใจทั้งนี้ กระผมอยากเรียนถามถึงคำขยายความข้อความดังต่อไปนี้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตครับ

“...สิ่งที่บริษัททำไปนั้นชอบด้วยจริยธรรมและกฎหมายทุกประการ การที่บริษัทไม่ตีพิมพ์ผลวิจัยที่เป็น negative RCT นั้นเพราะว่างานวิจัยเหล่านั้นมีข้อบกพร่องในกระบวนการวิจัย..”

และ

     “...ตามกฎหมาย การจะอนุมัติให้นำยาใดออกใช้ ต้องมีงานวิจัยว่าได้ผล (positive RCT) อย่างน้อยสองงานขึ้นไป ก็อนุมัติได้ ทาง FDA อนุมัติใช้ไปตามตัวบทกฎหมาย ส่วนที่ข้อมูลที่ส่งมามี negative RCT จำนวนมากนั้น FDA ไม่ได้ใช้ประกอบการพิจารณา เพราะตัวบทกฎหมายไม่ได้บังคับให้ใช้ข้อมูล negative RCT มาประกอบการพิจารณา”

ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ

.............................................

ตอบครับ

     ก่อนจะตอบคำถามของผู้สื่อข่าวท่านนี้ คำถามนี้สืบเนืื่องมาจากบทความเก่าของผม เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับยาต้านซึมเศร้า ที่ผมเขียนไว้นาน 4 ปีมาแล้ว และเพื่อความง่ายต่อการเข้าใจของท่านผู้อ่านทั่วไปผมขออธิบายศัพท์เพื่อให้ท่านผู้อื่นได้เข้าใจเรื่องไปด้วยนะครับ

     negative RCT แปลว่าผลวิจัยสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้ผลสรุปสุดท้ายว่ายาจริงกับยาหลอกกินแล้วให้ผลไม่ต่างกัน ซึ่งจะมีผลทำให้ขายยาไม่ได้

     positive RCT แปลว่าผลวิจัยสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้ผลสรุปสุดท้ายว่ายาจริงกินแล้วได้ผลดีมากกว่ายาหลอกชัดเจน ซึ่งจะมีผลทำให้ขายยาได้

     คำถามของคุณเป็นคำถามเจาะเข้าไปถึงไส้ในของกระบวนการวิจัยและกฎหมายที่เกี่ยวของในวงการแพทย์ของอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องที่คนนอกไม่ค่อยได้ล่วงรู้หรือสนใจ ผมเองไม่แน่ใจว่าการตอบคำถามของคุณจะมีประโยชน์อะไรสำหรับคนทั่วไปหรือเปล่า แต่ผมก็จะตอบเพราะว่าผมถือหลักว่าถ้าใครอ่านบทความที่ผมเขียนไปแล้วไม่เข้าใจมันเป็นความบกพร่องของผม ผมต้องตอบเสริมจนเข้าใจ ทั้งนี้คำตอบนั้นต้องไม่ถึงกับทำให้ผมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ

    ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจปูมหลังที่เกี่ยวข้องบางประการ คือ

    ประการที่ 1. การใช้กฎบัตรกฎหมายในอเมริกา หากคุณดูหนังบ่อยๆคุณก็จะเข้าใจ ว่าการเล่นเชิงในกฎหมายของฝรั่งนั้นเขาเล่นกันตามตัวหนังสือ (play by book) โดยไม่ยอมให้มีการผิดกติกา กติกามีอยู่ว่าห้ามโกหก ดังนั้นสิ่งที่พูดออกมาต้องเป็นความจริง จะโกหกไม่ได้ แต่กติกาไม่ได้บังคับว่าต้องพูดความจริงให้หมด ดังนั้นทุกคนมีสิทธิพูดความจริงเพียงส่วนเดียวได้ นี่เป็นการเล่นกันตามตัวหนังสือ และก็เล่นกันแบบนี้เป็นประจำแทบทุกงาน

     ประการที่ 2. ในการวางแผนการวิจัยโดยเฉพาะการวิจัยที่สนับสนุนโดยสปอนเซอร์รายใหญ่เพื่อหวังนำผลวิจัยไปสนับสนุนการขายสินค้านั้น จะมีการวางแผนที่ซับซ้อนมาก ถ้าเป็นภาษาสนุ๊กเกอร์ก็คือจะมีการวางสนุ๊กกันไว้หลายชั้น เพื่อเปิดทางถอยให้กับสปอนเซอร์ในกรณีงานวิจัยนั้นมีผลลบต่อการขายสินค้า ลูกเล่นหนึ่งที่นิยมกันคือการซ่อน "ข้อบกพร่อง" ของการวิจัยไว้ในการออกแบบการวิจัย เมื่อใดก็ตามที่งานวิจัยนี้จะมีผลลบต่อการขายสินค้าก็จะมีนักวิชาการโผล่ขึ้นมาจากมุมโน้นมุมนี้ของโลกลุกขึ้นมาชี้ข้อบกพร่องของการออกแบบงานวิจัยแบบเนียนๆใสๆ ยังผลให้งานวิจัยนั้นถูกลดอันดับความเชื่อถือหรือไร้น้ำหนักไปในทันที

     ประการที่ 3. ในเรื่องจริยธรรมและกฎหมายการวิจัย หากผู้วิจัยทำวิจัยไปแล้วมาพบภายหลังว่าการออกแบบการวิจัยก็ดี การดำเนินการวิจัยก็ดี มีความบกพร่องจะด้วยเหตุใดก็ตาม เป็นจริยธรรมการวิจัยที่ผู้วิจัยไม่ควรตีพิมพ์ผลวิจัยนั้น หมายความว่าก็ในเมื่อมันเป็นงานวิจัยที่บกพร่อง การตีพิมพ์ก็จะมีผลเหมือนการโกหกต่อวงการแพทย์ จึงไม่ควรตีพิมพ์

     ประการที่ 4. กฎหมาย FDA ให้ราคางานวิจัยแบบ positive RCT มากที่สุด โดยกำหนดว่าหากมีผลวิจัยระดับนี้ออกผลมาสอดคล้องต้องกันแค่สองงานวิจัยขึ้นไปก็ให้ถือว่าสิ่งที่สรุปตรงกันนั้นเป็นความจริงแท้แน่นอนในทางวิทยาศาสตร์ ให้อนุมัติให้ขายยาหรือสินค้านั้นได้เลย

    ประการที่ 5 กฎหมาย FDA บังคับให้ผู้ผลิตยาส่งผลวิจัยทั้งหมดที่ตัวเองทำไม่ว่าจะได้ผลแบบ positive หรือ negative ก็ต้องแจ้ง FDA เพื่อทราบ นี่เป็นเหตุผลที่บริษัทส่งผลวิจัย negative RCT ให้แก่ FDA ทั้งๆที่บริษัทไม่อยากให้ใครรู้หรอกว่ามีผลวิจัยแบบ negative อยู่ด้วย และเป็นเหตุให้เรื่องนี้แดงขึ้นมา เพราะพวกอาจารย์ที่ฮาร์วาร์ดได้อาศัยสิทธิพลเมืองตามกฎหมายอีกฉบับหนึ่งบังคับให้ FDA เปิดเผยข้อมูลผลวิจัยทั้งหมด เรื่องจึงแดงขึ้น

    เอาละทีนี้มาตอบคำถาม

    1. ถามว่าตรงที่ผมเขียนว่า “...สิ่งที่บริษัททำไปนั้นชอบด้วยจริยธรรมและกฎหมายทุกประการ การที่บริษัทไม่ตีพิมพ์ผลวิจัยที่เป็น negative RCT นั้นเพราะว่างานวิจัยเหล่านั้นมีข้อบกพร่องในกระบวนการวิจัย..” หมายความว่าอย่างไร ตอบว่างานวิจัยที่ผลเป็น negative RCT (ซึ่งจะทำให้ขายยาไม่ได้นั้น) มันเป็นงานวิจัยที่บริษัทรายงานว่าเขามาค้นพบในภายหลังว่ามันมีความบกพร่องในการออกแบบงานวิจัย บริษัทจึงถือว่างานวิจัยนี้เป็นโมฆะ เพราะออกแบบการวิจัยมาไม่ดี บริษัทจึงไม่ตีพิมพ์ เพราะบริษัทเคร่งครัดต่อจริธรรมการวิจัย นี่คือเรื่องเบื้องหน้าอย่างเป็นทางการของการไม่ตีพิมพ์ผลวิจัยที่จะทำให้ขายยาไม่ได้

     ส่วนเรื่องเบื้องหลังที่ว่าลิงงี่เง่าที่ไหนมาออกแบบงานวิจัยระดับนี้ให้มีความบกพร่องได้นั้น เป็นความจริงส่วนที่ไม่มีใครยอมพูดถึง และกฎหมายก็ไม่บังคับให้พูด เพราะกติกามีว่าทุกคนต้องพูดความจริงก็จริงอยู่ แต่ไม่บังคับให้ต้องพูดความจริงทั้งหมด ผมเข้าใจว่าถ้ากฎหมายบังคับให้ทุกคนพูดความจริงทั้งหมดที่ทุกคนรู้ มันก็คงยุ่งเหมือนกัน อย่างเช่นเมื่อคืนนี้ไปนอนกับใครมาก็ต้องพูดด้วยมันจะยุ่งไหมละครับ หิ หิ ขอโทษ นอกเรื่อง

    คำถามนี้ผมอธิบายได้แค่นี้แหละ คุณจะเก็ทหรือไม่เก็ทก็สุดแต่บุญกรรมแล้วละครับ

    2. ถามว่าที่ผมเขียนว่า  “...ตามกฎหมาย การจะอนุมัติให้นำยาใดออกใช้ ต้องมีงานวิจัยว่าได้ผล (positive RCT) อย่างน้อยสองงานขึ้นไป ก็อนุมัติได้ ทาง FDA อนุมัติใช้ไปตามตัวบทกฎหมาย ส่วนที่ข้อมูลที่ส่งมามี negative RCT จำนวนมากนั้น FDA ไม่ได้ใช้ประกอบการพิจารณา เพราะตัวบทกฎหมายไม่ได้บังคับให้ใช้ข้อมูล negative RCT มาประกอบการพิจารณา..”  ตอบว่าเอ..เนื้อถ้อยกระทงความที่ผมเขียนมันก็ชัดอยู่แล้วนะ คือกรรมการ FDA เถรตรงอนุมััติให้เอายาออกขายได้เพราะมีผลวิจัยระดับ positive RCT ว่ายาได้ผลดีกว่ายาหลอก สองงานขึ้นไป ก็เป็นหลักฐานที่มากพอตามกฎหมายกำหนดแล้ว จึงอนุมัติได้ เป็นการเล่นตรงตามตัวบท แม้ว่าบริษัทยาจะส่งผลวิจัยที่มีผล negative RCT ตามมาแจ้งเพื่อทราบด้วยก็ตาม คณะกรรมการก็ไม่สน เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับให้เอาผลวิจัยที่ได้ผลแบบ negative RCT มาร่วมพิจารณาด้วย นั่นเป็นเรื่องเบื้องหน้า

     หมายเหตุ. สาเหตุที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้เอาผลวิจัยแบบ negative RCT มาร่วมพิจารณาด้วยก็เพราะหลักสถิติการวิจัยมีอยู่ว่างานวิจัยเรืื่องเดียวกัน ถ้ามีทั้งงานวิจัยที่ได้ผล positive และที่ได้ผล negative ให้เชื่อถืองานวิจัยที่ให้ผล positive มากกว่าที่ให้ผล negative ทั้งนี้เป็นเรื่องของนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสามารถกลายจาก negative เป็น positive ขึ้นมาได้หากขยายจำนวนผู้ป่วยที่เข้าร่วมวิจัย (n) ให้ใหญ่ขึ้นหรือมีจำนวนมากขึ้น

   ส่วนเรื่องเบื้องหลังที่ว่าทำไมกรรมการ FDA เมื่อได้รับผลวิจัยทั้ง positive และ negative แล้วไม่เฉลียวใจลองเอาข้อมูลทั้งหมดมายำรวมกันเพื่อทำวิจัยแบบเมตาอานาไลซีสดูว่าหากขยายฐานผู้เข้าร่วมวิจัย (n) ให้ใหญ่ขึ้นแล้วผลมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นสากลและทำกันได้ง่ายๆ ทำไมไม่เฉลียวใจ ทำไมไม่ทำ อันนี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้หรอกครับ เพราะคนที่จะตอบได้ก็มีแต่ตัวกรรมการ FDA และหรือคนของฝ่ายบริษัทเฉพาะรายที่มีเจโตปริยญาณสามารถอ่านใจกรรมการ FDA ออกล่วงหน้าได้เท่านั้น

    หิ หิ ผมเขียนมากไปหน่อยแล้วนะเนี่ย แต่เชื่อว่าคงไม่ถึงกับนำไปสู่การบาดเจ็บที่ศีรษะ เพราะเราพูดถึง FDA ของประเทศสหรัฐฯ ไม่ใช่ของประเทศสารขันฑ์ แต่ถึงยังไงก็รีบจบดีกว่า

    ปล. ขอแถมอีกหน่อย เมื่อสองวันก่อนภรรยาเขาเปิดไอแพดฟังรายการสุทธิชัย หยุ่น สัมภาษณ์คนไทยที่อยู่ฟลอริด้ามานานหลายสิบปีเรื่องพายุถล่มฟลอริด้า แล้วก็เลยพูดกันไปถึงโดนัลด์ ทรัมป์ และการโกงกินกันในอเมริกา ผมได้ยินคนไทยท่านนั้นพูดว่า

     "..ที่อเมริกานี่ มันโกงกินกันเสียยิ่งกว่าที่เมืองไทยหลายเท่านะครับ คุณสิทธิชัย"

    ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

16 กันยายน 2560

หมอสันต์ประกาศรับสมัครคนทำงานด้านอาหาร

     วันนี้ขอใช้พื้นที่บล็อกประกาศรับสมัครคนมาทำงานกับหมอสันต์

     คือความเดิมหมอสันต์ตั้งครัวปราณาขึ้นมาในเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ เพื่อทำอาหารพืชเป็นหลักแบบไม่ใช้น้ำมัน (low fat, PBWF โดยที่ PBWF ย่อมาจาก Plant Based Whole Food)  เพื่อให้คนที่มาเข้าเรียนแค้มป์สุขภาพต่างๆได้ลองกินอาหารแบบนี้ ต่อมาเมื่อเห็นคนมาเรีียนสนใจการทำอาหารในแนว low fat PBWF นี้มากขึ้นก็จึงได้เปิดสอน Cooking Class ขึ้นและพิมพ์หนังสือคู่มือการทำอาหารขึ้น นอกจากนี้ยังทำอาหารให้คนมาเข้าแค้มป์ซื้อติดมือกลับบ้านไปด้วย เช่นขนมปังโฮลวีท 100% คุ้กกี้โฮลวีท 100% เป็นต้น ต่อมาคนที่เคยมาเข้าแค้มป์ซึ่งเป็นคนกรุงเทพก็อยากให้มีที่ขายในกรุงเทพเพื่อให้หาซื้อได้ง่าย ผมก็เลยยุให้ลูกของเพื่อนตั้งครัวปราณาขึ้นในกรุงเทพโดยผมยินดีจะฝึกสอนคนให้ นั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ความต้องการคนทำงานทางด้านอาหารเพิ่มขึ้น

อีกเหตุหนึ่งก็คือหมอสันต์เห็นว่าการจะให้อาหารแนว low fat PBWF นี้แพร่หลายจนทำให้สุขภาพของคนดีขึ้นเป็นวงกว้างมันต้องมีการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้เกิดความต้องการคนมาช่วยทำงานด้านวิจัยพัฒนาสูตรอาหารและวิธีทำอาหารเป็นการเฉพาะ จึงเป็นที่มาของการประกาศหาคนมาร่วมงานรอบนี้อีกทางหนึ่ง

ตำแหน่งที่ 1. ผู้ช่วยนักวิจัยพัฒนาอาหาร 

ระยะเวลารับสมัคร 16 กย. - 15 ตค. 2560

คุณวุฒิ: จบการศึกษาทางด้านโภชนาการ ระดับอนุปริญญา (ปวส) หรือปริญญาตรี

อายุ: ไม่จำกัด

ประสบการณ์: ไม่จำเป็น

คุณลักษณะส่วนตัว:

1. เป็นคนอึด เป็นคนถึก หนักเอาเบาสู้ ตีนติดดิน รับผิดชอบสูง ทำงานได้ทุกชนิดแบบไม่เกี่ยงงาน แม้กระทั่งงานกวาดถูพื้น
2. ชอบการเรียนรู้ ชอบการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ชอบการวิจัยค้นคว้า แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ระเบียบวิธีของการวิจัยเชิิงวิทยาศาสตร์มาก่อน
3. ชอบทำอาหาร สนใจอาหารแนวเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารแนว low fat PBWF
4. ต้องมาอยู่ประจำที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ มวกเหล็ก
5. ใน 3 เดือนแรกต้องเข้าฝึกเป็นคนทำอาหารจนทำอาหารได้เองก่อน หลังจากนั้นจึงจะทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยในทีมของนพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ โดยรายงานต่อผู้จัดการเวลเนสวีแคร์ ซึ่งอาจจะต้องช่วยทำงานอื่นๆที่ผู้จัดการมอบหมายด้วย คือพูดง่ายๆว่าอาจจะต้องทำงานจับฉ่ายด้วย

ตำแหน่งที่ 2. คนทำอาหาร  

ระยะเวลารับสมัคร 16 กย. - 15 ตค. 2560

คุณวุฒิ: จบการศึกษาระดับม.6 หรือปวช.ขึ้นไป สาขาใดก็ได้

อายุ: ไม่จำกัด

ประสบการณ์: ไม่จำเป็น แต่ถ้าเคยทำอาหารมาก่อน จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

คุณลักษณะส่วนตัว:

1. ชอบทำอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารแนวเจหรือมังสะวิรัิติแบบไขมันต่ำ
2. ในระยะ 3 เดือนแรกของการทำงาน ต้องเข้าฝึกเป็นคนทำอาหารที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ที่มวกเหล็กแบบเต็มเวลาจนสามารถทำอาหารได้ด้วยตัวเองก่อน หลังจากนั้นจะต้องไปเป็นผู้ทำอาหารหลัก (กุ๊ก) อยู่ประจำที่ครัวปราณาในกรุงเทพฯ

     ผู้สนใจที่จะทำงานในทั้งสองตำแหน่ง กรุณาส่งใบประวัติการศึกษาและการทำงานของตัวเองและเขียนเรื่องย่อสั้นๆเกีี่ยวกับตัวเอง และเสนอเงินเดือนต่ำที่สุดที่ตัวเองยอมรับได้ไปให้ผู้จัดการเวลเนสวีแคร์ (คุณออย - สุภัสสร แก้วกลิ่น) ทางอีเมล์ miracle__oil@live.com (มีอันเดอร์สกอร์สองตัวติดกัน) หรือติดต่อพูดคุยกับคุณออยทางโทรศัพท์  02 038 5115

นพ.สัันต์ ใจยอดศิลป์

15 กันยายน 2560

นักศึกษาสถาปัตยกรรม ปี 5 กับการหยุดยั้งความกลัว

เรียน อาจารย์หมอ
ลูกชาย อายุ 22 ปี เป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรม ปี 5 ปกติแข็งแรงดี ช่วงนี้ ต้องไปฝึกงาน ตามที่มหาวิทยากำหนด เมื่อวันที่ 30 สค 60 เวลา 18.30 น.หลังเลิกงาน ระหว่างนั่งรถ BTS เพื่อกลับบ้าน มีอาการจุกที่ลิ้นปี่ หัวใจเต้นเร็ว อึดอัด หายใจไม่ออก ชาคล้ายเป็นเหน็บที่มือและเท้า จากนั้นก็ชาไปทั้งตัวจนถึงหัว แล้วก็รู้สึกไม่มีแรงคล้ายจะเป็นลม มีอาการแบบนี้ ประมาณ 5-10 นาที คุณพ่อ จึงรีบเดินทางไปหาและพาไปรพ.เซ็นหลุย หมอเช็คการทรงตัว ปรากฎว่า ลูกไม่สามารถเอานิ้วไปแตะที่นิ้วของหมอได้ หมอแจ้งว่าเป็นอาการของน้ำในหูไม่สมดุล จึงฉีดยา และให้ยามาทาน  (ความจริงลูกบอกว่าแตะไม่ถูกนิ้วหมอเพราะรู้สึกไม่มีแรง)
เมื่อวัยเด็ก อายุ 7 ขวบ ลูกเคยมีปัญหาเรื่องไม่ได้ยิน 1 ข้าง  เนื่องจากพาไปว่ายน้ำ แล้วมีอาการคล้ายหูน้ำหนวก แต่อาการดังกล่าวไม่เป็นอีกเลย คุณแม่ จึงตั้งใจว่าจะพาไปตรวจเรื่องหูของลูก อีกครั้ง แต่เมื่อวันที่ 7 กย 60 เวลา 18.30 น.หลังเลิกงาน ระหว่างนั่งรถ BTS เพื่อกลับบ้าน มีอาการแบบเดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง และ เมื่อวันที่ 11 กย 60 เวลา 8.00 น.ระหว่างนั่งรถยนตฺของแม่ เพื่อไปส่งขึ้น BTS เพื่อไปทำงาน ก็มีอาการจุกที่ลิ้นปี่ ประมาณ 5 นาที แต่ไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย คุณแม่จึงพากลับบ้าน
ลูกบอกว่า เมื่อหลายเดือนก่อน เคยมีอาการจุกลิ้นปี่ อึดอัดหายใจไม่สะดวก ตอนที่เข้านอนแต่ยังไม่หลับ จึงลุกขึ้นนั่ง และไปทานน้ำ อาการก็ดีขึ้น จึงไม่ได้บอกให้แม่รู้ เพราะคิดว่าไม่เป็นอะไร ค่ะ
คุณแม่  จึงขอปรึกษาอาจารย์หมอ ว่า
1 ) คุณแม่ ควรพาลูกไปตรวจเฉพาะทางด้านไหนดีคะ หากสามารถแนะนำชื่อแพทย์ หรือ รพ. จะเป็นพระคุณอย่างสูง
2)  ควรปฎิบัติตัวอย่างไร เมื่อเกิดอาการดังกล่าว
3) มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการดังกล่าวได้อย่างไร
ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง ค่ะ

(ชื่อ) ...........
(โทรศัพท์) ................

..............................................................

     ตอบครับ

     ก่อนจะตอบคำถาม มาวินิจฉัยโรคกันก่อนนะ ผมวินิจฉัยทางอากาศว่าเป็นโรคกลัวเกินเหตุ หรือ Panic disorder คือโรคนี้วินิจฉัยเอาจากอาการ ไม่ต้องตรวจทางแล็บยืนยัน ดังนั้นถ้ามีอาการครบเกณฑ์โดยที่รู้แน่ชัดแล้วว่าไม่ได้เป็นโรคอื่น ก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ได้เลยครับ เกณฑ์วินิจฉัย (DSM-IV) นิยามโรคนี้ว่าอยู่ๆก็กลัวอะไรขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย กลัวแบบสุดขีด (intense fear) ขึ้นถึงขีดสุดในเวลาไม่เกิน 10 นาที และต้องมีอาการร่วมคือ (1) กังวลว่าจะกลับเป็นอีก (2) กังวลว่ากลับเป็นแล้วจะมีผลเสียตามมา (3) มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเพราะความกลัวนั้น ทั้งนี้อาการเหล่านี้ต้องไม่เกิดจากยา หรือการเจ็บป่วยอื่นใด และต้องเป็นอยู่นานเกินหนึ่งเดือน โดยต้องมีอาการอย่างน้อย 4 อย่างใน 13 อย่างต่อไปนี้
1.1 ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
1.2 เหงือแตก
1.3 ตัวสั่นหรือสะทกสะท้าน
1.4 หายใจสั้นๆขัดๆ
1.5 รู้สึกอะไรติดคอ หายใจไม่ได้
1.6 เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอกหรืือลิ้นปี่
1.7 คลื่นไส้ ไม่สบายท้อง
1.8 เวียนหัว หรือเป็นลม ทรงตัวไม่ได้
1.9 เหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง คล้ายๆกับผีเข้า
1.10 กลัวคุมสติไม่อยู่ กลัวจะเป็นบ้า
1.11 กลัวตาย
1.12 รู้สึกชาๆตื้อๆหรือเหมือนมีแมลงไต่ที่ผิวหนัง
1.13 หนาวสั่นหรือร้อนวูบวาบ

     โดยที่ต้องวินิจฉัยแยก (differential diagnosis) โรคหัวใจขาดเลือด (หมายความว่าต้องตรวจคัดกรองก่อนว่าไม่ได้เป็น) การวินิจฉัยแยกก็ทำโดยการตรวจสมรรถนะหัวใจด้วยการออกกำลังกาย(วิ่งสายพาน) หากได้ผลลบก็สบายใจได้ว่าไม่ได้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด จะได้มุ่งรักษาที่โรคกลัวเกินเหตุอย่างเดียว ในทางปฏิบัติเนื่องจากโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดในคนอายุขนาดนี้มีน้อย จึงมีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือวินิจฉัยโรคด้วยการทดลองรักษา (therapeutic diagnosis) คือรักษาโรคกลัวเกินเหตุไปเลยโดยไม่ต้องตรวจคัดกรองโรคหัวใจ ถ้ารักษาแล้วหายก็จบไม่ต้องไปยุ่งกับหัวใจเลย

     โรคนี้วิชาแพทย์จัดเข้ากลุ่มโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นไม่ต้องไปพยายามหาว่ากลัวอะไร เพราะหาไปก็หาไม่เจอ

     โอเคนะ ทีนี้มาตอบคำถามของคุณ

     1. ถามว่าควรพาลูกไปตรวจเฉพาะทางด้านไหนดี ตอบว่าด้าน "จิตเวช" ครับ

     2. ถามว่าช่วยแนะนำชื่อแพทย์ให้ได้ไหม ตอบว่าไม่ได้ครับ เพราะแพทยสภาห้ามไว้ เกรงจะเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา หมายความว่าแพทยสภากลัวแพทย์จะช่วยกันหาคนไข้ให้กันและกันโดยการทำทีเป็นแนะนำคนไข้ด้วยความหวังดี จึงได้ห้ามไว้ไม่ให้ทำ

     3. ถามว่าช่วยแนะนำชื่อรพ.ให้ได้ไหม ตอบว่ารพ.ทั่วไประดับรพ.จังหวัดขึ้นไปแทบทุกแห่งมีจิตแพทย์หมด แต่หากจะไปรพ.เฉพาะโรคนี้เลย ถ้าอยู่ในกรุงเทพก็รพ.สมเด็จเจ้าพระยาและรพ.ศรีธัญญาไงครับ ถ้าเป็นรพ.เอกชนก็รพ.มนารมย์

     4. ถามว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะป้องกันโรคนี้ได้ ตอบว่าให้ฝึกสติ หรือฝึก "ความรู้ตัว" ครับ

     กลไกการเกิดความกลัวเกินเหตุหรือ panic คือมันเริ่มต้นด้วย "ความคิด" ที่ดูธรรมดาๆไม่มีพิษสงก่อน แล้วในภาวะที่ไม่รู้ตัว (ไม่ได้หมายถึงสลบนะ แต่หมายถึงภาวะที่เผลอไม่ได้ระแวดระวังว่าในใจมีความคิดอะไรก่อตัวขึ้น) ความคิดนั้นจะก่อตัวขึ้นมาเงียบเชียบ ความคิดนั้นเกิดทันทีแล้วดับทันทีก็จริง แต่แต่ละความคิดมันจะทิ้ง "เชื้อ" ไว้ให้เกิดความคิดใหม่ที่คล้ายๆกันเบิ้ลขึ้นมา เบิิ้ล เบิ้ล เบิ้ลแต่ละครั้งก็จะขยายความใหญ่ขึ้นในเชิงลบ หมายความว่ามีส่วนของความกังวลมากขึ้น มีส่วนของความกลัวมากขึ้น จนความกลัวพุ่งปรี๊ด..ด จนกลายเป็นอาการต่างๆทางร่างกายที่ผมลิสต์ไว้ข้างบนนั่นแหละ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ การฝึกสติจะป้องกันไม่ให้ความกลัวเกินเหตุก่อตัวขึ้นได้อย่างชะงัด

     วิธีฝึกสติหรือฝึกความรู้ตัวถ้าไม่รู้ก็หาอ่านเอาได้ในบล็อกนี้ อยู่ตรงไหนบ้างไม่รู้คุณใช้อากู๋ค้นหาเอาเองนะเพราะผมเขียนไปบ่อยแล้ว หรือหาอ่านเอาตามหนังสือซึ่งมีเขียนแนะนำกันไว้เยอะแยะมากมาก ถ้าอ่านแล้วก็ยังทำเองไม่เป็นก็ให้ไปเข้าคอร์สเรียนแค้มป์ฝึกสติรักษาโรค (MBT)

     5. ถามว่าเมื่อโรคนี้มีอาการขึ้นมาแล้ว จะทำอย่างไร ตอบว่าถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว แน่นหน้าอกมือเท้าชาไปเรียบร้อยแล้ว สิ่่งที่พึงทำคือการยุติความกลัวนั้นแบบทันที ซึ่งต้องทำให้เป็น ถ้าทำไม่เป็นยิ่งพยายามก็ยิ่งกลัวมากขึ้น เปรียบไปก็เหมือนนักดนตรีคนหนึ่งกำลังตีกลองร้องเพลงอยู่ หากเราใช้ให้คนอีกคนหนึ่งเอาไม้เคาะโต๊ะให้ดังโป๊ก..ก เพื่อให้การตีกลองร้องเพลงนั้นสะดุดลง ถ้าคนเคาะเป็นคนที่ร้องเพลงเล่นดนตรีอยู่แล้ว เคาะอย่างไรก็จะไปตกลงพอดีกับจังหวะของกลองพอดี ไม่สามารถหยุดจังหวะของเพลงให้สะดุดลงได้ มีแต่จะไปเสริมจังหวะและทำนองของเพลงให้หนักแน่นขึ้น แต่หากให้เด็กไร้เดียงสาหรือจับกังที่ไม่เป็นมวยเลยในเรื่องการดนตรีการร้องเพลงเป็นคนเคาะ เคาะโป๊กเดียวเสียงก็จะตกลงอย่างเปะปะในช่วงระหว่างจังหวะของกลองมีผลให้ท่วงทำนองของเพลงสะดุดกึกลงทันที

     ฉันใดก็ฉันเพล ความคิดที่กำลังเบิ้ลตัวเองซ้ำๆๆเป็นลูกระนาดนั้น หากเป็นคนเจ้าความคิดที่ชำนาญแต่การปล่อยให้ความคิดเด้งต่อตัวเล่นกายกรรมกันขึ้นไปเป็นทอดๆ ก็ไม่มีทางหยุดความคิดนั้นด้วยตัวเองได้ ยิ่งพยายามจะหยุดก็ยิ่งจะไปเสริมความคิดนั้นให้หนักแน่นขึ้น ได้แต่ร้องว่า ฉันหยุดคิดไม่ได้ ฉันหยุดคิดไม่ได้ ฉันหยุดคิดไม่ด้าย..ย ดูไปก็เหมือนคนเสพย์ติดความคิดที่ลึกๆแล้วไม่อยากจะหยุดคิด แต่ความจริงไม่ใช่ เขาอยากจะหยุดคิดแต่เขาไม่มีทักษะที่จะหยุดความคิดต่างหาก

     แต่ถ้าเป็นคนที่ฝึกสติหรือความรู้ตัวมา แค่ย้อนไปมองดูความคิด ความคิดก็หยุดกึกลงแล้ว เนี่ย มันง่ายขนาดนี้เลยทีเดียวเชียวนะคะคุณแม่ขา

     ในขณะที่ยังไม่เป็นมวยเลยในเรื่องสติหรือความรู้ตัวนี้ ผมแนะนำให้ใช้เทคนิคของน้องหมาไปพลางก่อน ผมเรียนรู้เรื่องนี้มาจากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นวิศวกรเกษียณแล้วไปอยู่ที่มวกเหล็กวาลเลย์ ความที่เป็นนายช่างใหญ่ผู้เต็มไปด้วยพลัง พี่เขาตัวเดียวคนเดียวแต่ลงมือปลูกบ้านหลังเบ้อเร่อเองเลย โดยใช้วิธีนอนกางเต้นท์อยู่ที่ชายป่าตลอดการก่อสร้างซึ่งใช้เวลาหลายปี ความที่กางเต้นท์นอนอยู่คนเดียว แห้งอยู่คนเดียว เปียกอยู่คนเดียวกลางป่า ทำให้ได้ผูกสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ชื่อ "ไอ้เหลือง" เป็นสุนัขพันธุ์ทางซึ่งมานอนเป็นเพื่อนพี่เขาที่ข้างเต้นท์ทุกคืน พี่เขาเล่าว่าไอ้เหลืองมันเป็นหมาฟุ้งสร้าน เวลาคิดอะไรมากมายมันจะหงุดหงิดยุกยิกๆฟืดฟาดๆแล้วมันก็จะถอนหายใจเสียเฮือกหนึ่งแล้วมันจึงจะสงบลงได้ คืนหนึ่งขณะที่พี่เขากำลังเพลินกับความวิเวกอยู่ในเต้นท์ ไอ้เหลืองก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ทำลายความเงียบขึ้นมาทำให้บรรยากาศเสียหมด พี่เขาเลยตวาดข้ามผนังเต้นท์ออกไปว่า

     "มึงจะคิดอะไรของมึงนักหนาวะ..ไอ้เหลือง"

     ฮิ ฮิ ฮิ ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     การประยุกต์ใช้เทคนิคของไอ้เหลืองก็คือเวลาที่กำลังแน่นหน้าอกหายใจเร็วฟืดฟาดได้ที่อยู่นั้น
 ให้จงใจหายใจเข้าลึกๆเต็มๆแบบนับได้ช้าๆจาก 1 ถึง 15 โน่นเลย แล้วกลั้นใจนิ่งไว้นานๆ นับได้อย่างน้อยสัก 1 ถึง 8 แล้วค่อยๆจงใจผ่อนลมหายใจออกมาทางปากช้านับได้ถึง 15 เช่นกัน คือหายใจออกจนหมดลมในปอด ขณะหายใจออกก็บอกให้ทั้งร่างกายผ่อนคลายไปด้วย ทำอย่างนี้ซ้ำสักสามรอบ ความคิดที่กำลังต่อตัวเล่นกายกรรมกันอยู่ก็จะสะดุดหยุดลงได้ อาการที่กำลังเป็นอยู่ก็จะหายไป    

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. American Psychiatric Association. Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fourth Edition, Text Revision. Washington, DC: American Psychiatric Press; 2000.

2. American Psychiatric Association. Practice guideline for the treatment of patients with panic disorder. Work Group on Panic Disorder. American Psychiatric Association. Am J Psychiatry. May 1998;155(5 Suppl):1-34.

14 กันยายน 2560

สนทนากับหมอสันต์ เรื่อง "ความหลุดพ้น"

     เส้นทางนี้มันยาวนานแค่ไหนจึงจะหลุดพ้น

     การจะหลุดพ้นไปจากอิทธิพลของความคิด ผมเชื่อว่าคงจะมีทั้งทางสั้นและทางยาว ทางไหนสั้นทางไหนยาวผมไม่รู้หรอก ผมบอกได้แต่ทางที่ตัวผมเองเคยเดิน เส้นทางเดินของผมเริ่มด้วย "ความเชื่อ" ว่าถ้าผมโฟกัสอยู่ที่ความรู้ตัว ผมจะค้นพบตัวผมเองซึ่งเป็นอะไรที่พ้นไปจากสิ่งที่เห็นได้จินตนาการได้และมีศักยภาพไม่จำกัด ด้วยความเชื่ออย่างนี้ ผมมอบชีวิตให้กับความเชื่อนี้ทั้งหมด ทั้งความสนใจ ทั้งเวลาทั้งหมดที่ว่างจากการทำงานเลี้ยงลูกเมียและการสอนคนป่วย ด้วยความเอาจริงเอาจังอย่างนี้ เป็นเวลานับตั้งแต่ผมไปเข้าเรียนที่ศูนย์โกเอนก้าเมื่อปีพ.ศ. 2557 มาถึงตอนนี้ผมเพิ่งจะเริ่มโผล่ขึ้้นมาอยู่เหนืออิทธิพลความคิดของตัวเองได้ รวมเวลาที่ใช้ทั้งหมดก็สามปี

     คุณก็เหมือนกัน ผมแนะนำว่าอย่าไปเสียเวลาได้ปลื้มกับโลกนี้นักเลย เพราะเหมืองทองของจริงนั้นอยู่ในตัวคุณ ภายในตัวเรานี้มีเรื่องให้เรียนรู้สร้างสรรค์มากมายแต่เราไม่รู้ ราวกับว่าเราเกิดมามีปีกแต่เราไม่รู้จักปีกของเรา เราจึงใช้วิธีคลานไปคลานมาเอา อย่าไปเสียเวลากับการเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกอย่างที่คนทั้งหลายเขาพยายามทำกันอยู่เลย ให้มาโฟกัสที่การเข้าหาความรู้ตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงภายในตัวเองดีกว่า

     ความรู้ตัวคืออะไรหรือคะ

      "ความรู้ตัว" หรือ "ผู้รู้ตัว" ซึ่งเป็นตัวจริงของคุณนี้ไม่มีภาษาอะไรจะบรรยายได้ จึงต้องอาศัยบรรยายเอาจากสิ่งที่คุณไม่ได้เป็น คือการจะรู้ว่าคุณเป็นใคร หรือเป็นอะไร คุณต้องหาให้พบก่อนว่าคุณไม่ได้เป็นอะไรบ้าง คุณไม่ใช่อะไรบ้าง เช่น คุณไม่ใช่ร่างกาย คุณไม่ใช่ความรู้สึก คุณไม่ใช่ความคิด คุณไม่ใช่คอนเซ็พท์ คุณไม่ใช่ความเชื่อ คุณไม่ใช่เวลา คุณไม่ใช่พื้นที่ คุณไม่ใช่นี่หรือนั่น ไม่ใช่ทั้งสิ้น อะไรที่คุณรู้จักอยู่ก่อนหน้านี้ซึ่งบรรยายออกมาเป็นภาษาได้ไม่ว่าสิ่งน้้นจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมล้วนไม่ใช่คุณทั้งสิ้น คุณไม่ใช่อะไรที่จะคิดเอาได้ แต่ถ้าไม่มีคุณ ก็จะไม่มีการคิด เพราะคุณเป็นผู้สังเกตการคิดนั้น ยิ่งคุณรู้ว่าคุณไม่ได้เป็นอะไรบ้างได้เร็วเท่าไหร่ คุณก็จะเริ่มตระหนักรู้ความเป็นคุณในฐานะ "ผู้รู้ตัว" หรือ "ผู้สังเกต" ซึ่งเป็นสิ่งที่จีรังได้เร็วเท่านั้น

      การจะตระหนักรู้ความเป็น "ผู้รู้ตัว" นี้มันเป็นประสบการณ์ คุณสามารถทำให้ประสบการณ์นั้นเกิดซ้ำๆซากๆจนมันกลายเป็นสิ่งที่เกิดเป็นประจำ เมื่อความรู้ตัวหรือความรู้สึกว่าฉันดำรงอยู่โผล่ขึ้นมา คุณควรจะเฝ้ามองมันอย่างเงียบๆ นิ่งๆ โมเมนต์ที่ความสนใจจดจ่ออยู่กับความรู้ตัวนี้มันเป็นสภาวะที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด แต่มันเป็นประสบการณ์ที่ "ผู้รู้ตัว" เฝ้าดูได้ ขอแค่คุณสร้างประสบการณ์นี้ซ้ำๆ ในที่สุดความรู้ตัวก็จะคงอยู่กับคุณได้เสมือนว่าต่อเนื่อง

     แต่ทุกวันนี้แทนที่จะทำอย่างนั้นคุณกลับไปผูกเอาสารพัดอย่างเข้ากับความรู้ตัวไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อในเรืื่องต่างๆรวมถึงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ทำให้คุณเข้าใจไขว้เขวไปว่าคุณคือสิ่งที่ไม่ใช่คุณ คุณไปมีชีวิตอยู่ในความคิดจึงไม่มีวันที่จะสงบเพราะความคิดนั้นไม่เคยสงบ ทางเดียวที่จะสงบคือคุณต้องย้ายโฟกัสจากการอยู่ในความคิดมาอยู่ในความรู้ตัว ปฏิเสธความคิดทุกความคิดยกเว้นความคิดเดียวคือ "ฉันดำรงอยู่" หรือ "ความรู้ตัว" เท่านั้น ซึ่งคุณไม่ต้องไปเสาะหามันหรอก เพราะคุณคือมัน ขอแค่คุณให้โอกาสมันได้โผล่ออกมา โดยการปล่อยวางความคิดซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จริงเสีย แล้วความรู้ตัวซึ่งเป็นของจริงก็จะปรากฎอยู่ตรงนั้นเอง เปรียบเหมือนจอโทรทัศน์ที่จะปรากฎให้เห็นทันทีที่เราปิดภาพยนตร์ที่ฉายอยู่

      ถ้าคุณยังจมอยู่กับความเชื่อที่ว่ามีแต่สิ่งที่เรียกชื่อได้ (names) หรือมีรูปร่างให้มองเห็นได้ (forms) เท่านั้นที่เป็นของจริงและดำรงอยู่ให้คุณเห็นจะจะ ความรู้ตัวก็จะปรากฎแก่คุณในรูปของอะไรที่ไม่ได้ดำรงอยู่ คือพูดง่ายๆว่าความรู้ตัวจะไม่ปรากฎให้คุณเห็น เมื่อใดที่คุณรู้ว่าสิ่งที่เรียกชื่อได้หรือมีรูปร่างให้มองเห็นได้นี้เป็นแค่เปลือกกลวงไม่มีไส้ใน ส่วนของจริงคือความรู้ตัวนั้นไม่มีชื่อไม่มีรูปร่างแต่เป็นแค่พลังงานชีวิตในลักษณะของความตื่นรู้ เมื่อนั้นคุณก็จะพบความสงบเย็น การมองชีวิตว่ามีแต่ความรู้ตัวเท่านั้นที่เป็นของจริง เหมือนการมองภาพยนตร์ว่ามีแต่แสงที่อยู่นิ่งๆและส่องทะลุฟิลม์อยู่เท่านั้นที่เป็นของจริง ส่วนตัวฟิลม์ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาซึ่งเปรียบได้กับความคิดนั้นไม่ใช่ของจริง

     โห..ยากนะ ไม่มีอะไรที่ง่ายกว่านั้นสักหน่อยหรือคะ

     ไม่มี

     เพราะชีวิตของคนทั่วไปทุกวันนี้มันคือการนั่งมองเชือกกล้วยโดยเข้าใจผิดว่ามันเป็นงู คุณฟังให้ดีนะ ชีวิตนี้คือการนั่งมองเชือกกล้วยด้วยความเข้าใจผิดว่ามันเป็นงู เชือกกล้วยคือความรู้ตัว งูคือความคิด ตราบใดที่คุณยังเชื่อว่ามันเป็นงู คุณก็ไม่มีวันที่จะเข้าไปจับต้องลูบคลำทำความรู้จักและใช้ประโยชน์จากเชือกกล้วยได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ตราบใดที่ความคิดอันก่อตัวขึ้นเป็นคอนเซ็พท์ ความเชื่อ และความสำคัญมั่นหมายว่าคุณเป็นบุคคลนี้ยังอยู่ คุณไม่มีทางจะเห็นความรู้ตัวหรืือคุณในฐานะ "ผู้รู้ตัว" ได้

     หมายความว่าหากเป็น "ผู้รู้ตัว" ก็จะไม่ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อนี้เพศนี้อีกต่อไปแล้ว อย่างนั้นหรือคะ

     ถูกต้อง

     ชีวิตนี้คุณมองมันได้จากสองสำนึกเท่านั้น คือ

     (1) สำนึกว่าเป็นบุคคล ที่มีร่างกายนี้เป็นแก่นกลาง มีความคิด ความเชื่อ หรืออีโก้ ตำแหน่ง ยศฐาบรรดาศักดิ์ในสังคม เป็นอาภรณ์ประดับ

     (2) สำนึกว่าเป็น "ผู้รู้ตัว" หรือจะเรียกภาษาบ้านๆว่าสำนึกว่าเป็นดวงวิญญาณก็ได้ ในสำนึกนี้คุณไม่ใช่บุคคล ชื่อนี้ไม่ใช่คุณ ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่คุณ เกียรติศักดิ์ และความภาคภูมิใจใดๆก็ไม่ใช่คุณ คุณเป็นความรู้ตัว หรือเป็นผู้รู้ตัวซึ่งเป็นพลังงานอันว่างเปล่าที่มีความตื่นและความสามารถรับรู้เป็นคุณสมบัติติดตัวแค่นั้น แม้ร่างกายและความคิดซึ่งเป็นอาภรณ์ประดับจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ความเป็นผู้รู้ตัวของคุณจะยังอยู่อย่างจีรัง 

     เมื่อคุณมองจากสำนึกหนึ่ง อีกสำนึกหนึ่งจะไม่มี คุณจะเชื่อสองสำนึกพร้อมกันไม่ได้ หมายความว่าถ้าคุณเชื่อว่าคุณเป็น "ผู้รู้ตัว" คุณก็ต้องทิ้งความเชื่อที่ว่าคุณเป็นร่างกายนี้เป็นบุคคลนี้ไปเสีย  

     ที่ว่า "ผู้รู้ตัว" เป็นสิ่งที่จีรังนี้ อาจารย์เอาอะไรมายืนยัน

     ก็ลองตรวจสอบกับประสบการณ์ของคุณสิ ว่าตั้งแต่จำความได้ นอกจากความรู้ตัวหรือ "ผู้รู้ตัว" ตัวนี้แล้ว มีอะไรส่วนอื่นในชีวิตคุณที่จีรังบ้าง ทั้งร่างกาย ความคิด ความรู้สึก..ไม่มี้ สิ่งเดียวที่คุณมั่นใจก็คือว่าคุณยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่ "ฉันดำรงอยู่" หรือ "ความรู้ตัว" นี่แหละที่เป็นของจริงที่จีรัง แม้คุณจะพูดไม่ได้เต็มปากว่าฉันดำรงอยู่ก่อนเกิดและจะดำรงอยู่หลังตายหรือเปล่า เพราะตรงนั้นคุณไม่มีประสบการณ์จริง แต่ฉันดำรงอยู่ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ นี่เป็นของจริง และเป็นของจริงที่ไม่เปลี่ยนตามกาลเวลา อย่างน้อยก็นับตั้งแต่เริ่มจำความได้ตอนเป็นเด็กเล็กมาจนถึงวันนี้ "ความรู้ตัว" นี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง

     ไหนๆคุณก็ถามถึงความจีรัง ผมไม่ได้แนะนำให้คุณเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวคุณนะ ผมแค่ชี้ให้คุณเห็นอะไรในตัวคุณที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง อะไรในความเป็นคุณ ส่วนใหนในความเป็นคุณ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เมื่อใดที่คุณเห็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงในตัวคุณว่ามันเป็นอันเดียวกับความเป็นคุณ เมื่อนั้นคุณหลุดพ้น

     แล้วการไปโฟกัสทีี่ "ความรู้ตัว" จะพาไปพบธรรมชาติของตัวเองที่มีศักยภาพไม่จำกัดได้อย่างไร

    งานนี้มันมีอยู่สองขั้นตอนนะ

     ขั้นตอนที่หนึ่ง คุณอาศัยความรู้ตัวค้นหาความคิดที่ทำให้คุณเกาะเกี่ยวผูกพันแล้วปลดมันออกทิ้งไปซะ จนคุณไม่ยึดติดกับอะไร นั่นคุณได้ทำส่วนของคุณหมดแล้ว แต่ผู้รู้ตัวนี้จะเป็นสะพานเชื่อมให้เกิด

     ขั้นตอนที่สอง ซึ่งเป็นส่วนที่จะทำโดย "สิ่งหนึึ่ง" ซึ่งเป็นพลังงานลึกลับที่พาคุณมาที่นี่ มันจะพาคุณออกไปจากที่นี่เอง ความจริงขั้นตอนที่สองนี้มันแทบจะเป็นอัตโนมัติ เพราะความรู้ตัวที่ถูกขังโดยความคิดเหมือนลมที่ถูกขังไว้ในลูกโป่ง เมื่อหมดความคิดก็เหมือนลูกโป่งแตก ลมนั้นก็จะถูกปลดปล่อยสามารถกระจายขยายตัวออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด ความรู้ตัวเมื่อหมดสิ้นกรงของความคิดก็เป็นเช่นนั้น คือความเป็น "ผู้รู้ตัว" จะสลายไปเป็นส่วนหนึ่งของ "สิ่งหนึ่ง" ซึ่งเป็นความว่างขนาดใหญ่อันแหล่งของพลังงานทั้งมวลโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปจงใจทำลายหรือสลายหรือไปฆ่าความเป็นผู้รู้ตัวเลย

     ดิฉันไม่เข้าใจ "สิ่งหนึ่ง" ที่ว่านี้ ในตำราหรือทางศาสนาเขาเรียกว่าอะไรหรือ

      คุณอย่าไปสนใจตำรา เพราะ "การรู้" คือ "การเป็น" คำพูดไม่อาจพาคุณข้ามไปถึงสิ่งที่อยู่พ้นความคิดได้ ความรู้ตัวของคุณนั่นแหละจะเป็นครูที่แท้ ส่วนครูคนอื่นนั้นอย่างดีก็เป็นได้แค่หลักกิโลเมตร

     อาจารย์ทำให้มันเข้าใจได้ง่ายกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือคะ

     ก็ได้ แต่มันต้องเริ่มต้นด้วยความเชื่อนะ อย่างที่ผมบอกคุณไปแล้วว่าผมตั้งต้นด้วยความเชื่อว่าถ้าผมโฟกัสอยู่ที่ความรู้ตัว ผมจะค้นพบตัวผมเองซึ่งเป็นอะไรที่พ้นไปจากสิ่งที่เห็นได้จินตนาการได้และมีศักยภาพไม่จำกัด ความเชื่อนี้มันมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่ออีกอันหนึ่ง แบบที่เหล่าจื่อใช้คำพูดว่า

     “....มีสิ่งหนึ่งไร้รูปแต่สมบูรณ์แบบ มันคงอยู่มาก่อนที่จักรวาลนี้จะเกิดขึ้นเสียอีก มันสงบเย็น ว่าง วิเวก สถาพร ต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด  ดำรงอยู่เป็นนิรันดร มันเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดจักรวาลนี้ เนื่องจากไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี ข้าจะเรียกมันว่า “เต๋า” ก็แล้วกัน มันไหลผ่านทุกสรรพสิ่งจากข้างในทะลุข้างนอกแล้วไหลกลับไปสู่ต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งนั้น..”

    คือคุณต้องเชื่อก่อนว่าสิ่งหนึ่งที่มีศักยภาพไม่จำกัดถึงขั้นให้กำเนิดจักรวาลนี้ได้นั้นมีอยู่ และเชื่อว่าความรู้ตัวเมื่อหมดสิ้นความคิดซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวผูกพันแล้วจะสามารถเชื่อมโยงและรับถ่ายทอดศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดมาจากสิ่งหนึ่งนี้ได้ ถ้าคุณไม่เชื่ออย่างนี้ก็จบข่าว ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าคุณเชื่ออย่างนี้จึงจะไปต่อได้

     ในส่วนของพลังงานที่ถ่ายทอดมาสู่ตัวเราได้นี้ ผมใช้คำเรียกว่า Grace ก็แล้วกันนะ แปลว่าพลังกรุณาปราณีก็ได้มัง มันมีอยู่จริงที่ข้างนอกตัวเรา และมันเข้ามาสู่ตัวเราได้ แล้วเราก็เผื่อแผ่ไปให้คนอื่นได้ อันนี้ไม่ใช่ความเชื่อ แต่มันเป็นประสบการณ์จริงที่ผมยืนยันว่ามันมีอยู่ และมันถ่ายทอดมาสู่ตัวผมและจากผมไปสู่คนอื่นได้

     หมายความว่าต้องบรรลุคุณวิเศษอะไรสักอย่างจึงจะรับโอนศักยภาพนั้นมาได้

     ไม่ต้อง เพียงแค่คุณมองให้เห็นว่าคุณเป็นผู้รู้ตัวหรือคุณเป็นแค่พลังงาน ไม่ใช่เป็นร่างกายหรือความคิด คุณก็สามารถรับพลังงานมาจากข้างนอกได้แล้ว

    ทำไงละคะ ดาวน์โหลดมาเลยหรือ

     จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ในทางปฏิบัติเขามีทำกันอยู่หลายวิธีนะ ผมเล่าให้ฟังได้แต่วิธีที่ผมใช้ เทคนิคที่ผมเรียนมาจากครูของผมแล้วเอามาประยุกต์ใช้เองก็คือตั้งต้นด้วยการคิดจินตนาการช่วย (visualization) ว่าแหล่งของพลังงานนั้นอยู่ที่หนึ่งในรูปลักษณ์ใดรูปลักษณ์หนึ่ง (เช่นเป็นดาวจรัสแสงอยู่บนฟ้า) แล้วเมื่อหายใจเข้าก็จินตนาการว่าพลังงานหรือ Grace นั้นถูกส่งผ่านจากแหล่งข้างนอกนั้นมายังตัวเรา ขณะที่ลมหายใจเข้ามาทางจมูกแต่พลังงานนี้เข้าทางหน้าผากหรือทางศีรษะ แล้วไปกองอยู่ที่หน้าอก พอหายใจออกพลังงานนี้ก็กระจายไปทั่วตัว ยังมีเหลือเผื่อแผ่ออกจากตัวเราไปให้คนอื่นๆรอบๆตัวเราได้อีกด้วย แล้วพลังนี้มันไม่รู้หมดนะ ดาวน์โหลดมาได้เรื่อยๆ ที่แปลกคือยิ่งเราเอาพลังไปทำอะไรที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง พลังมันยิ่งมา ยิ่งไม่อยากอะไรให้ตัวเอง อยากที่จะหมดความอยาก นั่นแหละพลังมันก็ยิ่งจะมา

     การเพิ่มศักยภาพพอเข้าใจแล้ว ส่วนการทิ้งความคิดละ จะทำได้อย่างไร

   ขั้นตอนแรก คุณต้องเลิกหาความรู้ เพราะความรู้ก็คือการสะสมความจำและความคิดนะ มันเป็นการสร้างกำแพงความคิดล้อมตัวคุณเอง คุณต้องเลิกสร้างกำแพง แล้วทลายความคิดทั้งหลายลงเพื่อออกไปหาประสบการณ์ตรงในเรื่องการรู้ตัว ซึ่งเป็น ขั้นตอนที่สอง โดยสามารถทำได้สามวิธี คืือ

วิธีที่ (1) เลิกคิดดื้อๆ วางความคิดทั้งหมดลงเสีย นี่หมายถึงความคิดถึงอดีตอนาคตที่จะบากร่องใหม่ลงในความจำของคุณ ไม่เกี่ยวอะไรกับการใช้ความคิดทำงานซึ่งเป็นเรื่องของการอยู่กับปัจจุบันนะ การวางความคิดถึงอดีตอนาคตจะนำไปสู่การสิ้นสุดของความอยากทั้งมวล เทคนิคปฏิบัติมีมากมาย แต่ผมแนะนำเทคนิคเดียวคือการตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยๆว่า "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" ถามแล้วพยายามตอบ ในความพยายามตอบนั้นความสนใจจะถูกดึงกลับจากข้างนอกเข้าไปสนใจความรู้ตัวที่ข้างในโดยอัตโนมัติ

วิธีที่ (2) ลงมือทำงานที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ทำอย่างตั้งใจโดยไม่หวังเอาผลจากการกระทำนั้น หรือ

วิธีที่ (3) ใช้ชีวิตแบบแม่น้ำที่ไหลผ่านทั้งฝั่งทุกข์และสุขไป ยอมรับทุกอย่างที่ผ่านมาและผ่านไปแบบตื่นตัวและโอนอ่อน (alert and allow) อะไรผ่านมายอมรับหมด อะไรผ่านไปยอมรับหมด แค่อยู่นิ่งๆไม่ยี่หระอะไรทั้งนั้น จุ่มอยู่แต่กับ "ฉันดำรงอยู่" ซึ่งเป็นของจริง ทุกเหตุการณ์เล็กๆที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลแสดงออกของทั้งหมดของเอกภพซึ่งมีความกลมกลืนอยู่ในตัวตลอดเวลา โดยเราไม่จำเป็นต้องไปยุ่งอะไร  
 
     ช่วยอธิบายว่าตอนนี้อาจารย์กับดิฉันต่างกันอย่างไร

     ผมกับคุณโดยพื้นฐานแล้วไม่มีอะไรต่างกัน ชีวิตของเราต่างก็เป็นการอุบัติขึ้นของเหตุการณ์หนึ่งต่อกับอีกเหตุการณ์หนึ่งต่อเนื่องกันไปไม่สิ้นสุด เพียงแค่ผมปล่อยวางและเห็นละครที่ดำเนินอยู่ว่าเป็นละคร แต่คุณยึดติดกับโน่นนี่นั่นและขยับตามมันไป ขณะที่ผมเชื่อว่าผมไม่ได้เป็นอะไรเหล่านั้นทั้งสิ้นนอกจากความเป็น "ผู้รู้ตัว" ซึ่งเป็นแค่พลังงานที่ว่างเปล่าเท่านั้น ผมก็จึงไม่สนอะไรทั้งสิ้นที่มันไม่ใช่ผม ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่ในความคิด ผมอยู่กับประสบการณ์ความรู้ตัวที่ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นในความรู้ตัวนี้ คุณก็มีสิ่งเดียวกับที่ผมมี เพียงแต่คุณมัวไปอยู่ในความคิดจนมองไม่เห็นความรู้ตัวเท่านั้น ความคิดเหล่านั้นมันเป็นกำแพงคุกที่คุณสร้างขึ้นมารอบตัวคุณเอง

     คุณกับผมต่างก็มีสถานะอันเป็นธรรมชาติเดียวกัน ผมขอยกตัวอย่างเรื่องทองคำมาเปรียบเทียบ คุณกับผมต่างก็เป็นทองคำ สมมุติว่าคุณเป็นกำไลทองคำ ผมเป็นฝุ่นทองคำ คุณชื่อกำไล ผมชื่อฝุ่น คุณมีรูปร่างกลมสวมใส่แขนได้ ผมมีรูปร่างเป็นผง แต่ทั้งคุณและผมต่างก็เป็นทองคำ เราต่างกันที่ชื่อและรูปร่าง ทองคำในที่นี้หมายถึงการเป็น "ผู้รู้ตัว" หรือการเป็น "ดวงวิญญาณ" ซึ่งเป็นพลังงานของความตื่นรู้ ไม่ใช่เป็นร่างกายหรือความคิด เราต่างเป็นสิ่งเดียวกันแต่ต่างกันที่การปรากฎเป็นรูปร่างและชื่อฉายาที่ได้รับ เมื่อผมตระหนักรู้ธรรมชาติที่แท้ของตัวเอง ผมก็รู้ว่าผมกับคุณเป็นสิ่งเดียวกัน แต่คุณไม่รู้เพราะคุณยังถูกล้อมกรอบอยู่ด้วยความคิดของคุณเอง เราต่างกันแค่นี้

    ดิฉันเป็นอย่างอาจารย์ไม่ได้เพราะมันติดที่ร่างกายนี่สิคะ ทำใจไม่ได้ถ้าฉันต้องพรากจากร่างกายนี้

    ผมเข้าใจ ในบรรดาสิ่งที่ชวนให้ยึดติด เรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์ เงินทอง เกียรติยศ แม้กระทั่งความผูกพันกับคนรอบข้าง คนส่วนใหญ่ทิ้งได้ แต่ร่างกายนี้คนส่วนใหญ่ทิ้งไม่ได้ แม้ลมหายใจสุดท้ายมาจ่อแล้วก็ยังทิ้งไม่ได้ ผมเคยร่วมซัทซังกับพวกฝรั่ง มีจำนวนมากที่อุตสาห์มาได้ไกลมาก แต่พอจะเข้าด้ายเข้าเข็มถึงขั้นที่จะต้องวางว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราก็ใส่เกียร์ถอย เพราะมันเป็นด่านที่หินที่สุด 

     แต่ว่านี่เป็นทางเดียว มันไม่มีทางอื่น อย่างที่ผมย้ำแล้วว่าตราบใดที่ยังเชื่อว่ามันเป็นงู ก็ไม่มีวันได้รู้จักเชือกกล้วย ตราบใดที่ยังเชื่อว่าร่างกายนี้เป็นเรา ตราบนั้นก็จะไม่เห็น "ผูู้รู้ตัว" ซึ่งเป็นแค่พลังงาน  

     ถ้าไปไม่ถึงหลุดพ้น จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ไม่มีความสุข

     ทำไมคุณไม่มีความสุข เพราะคุณได้สิ่งที่ไม่อยากได้ และไม่ได้สิ่งที่อยากได้ ทำไมคุณไม่กลับข้างซะละ คืออยากได้สิ่งที่คุณได้มาแล้ว และไม่สนสิ่งที่คุณไม่ได้

     คุณอยากได้สิ่งที่สบายใจ ไม่อยากได้สิ่งที่เจ็บปวด คุณรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนทำให้คุณสบายใจ คุณรู้จากประสบการณ์ในอดีตใช่ไหม นั่นหมายความว่าคุณอาศัยความจำจากอดีตมาเป็นเครื่องชี้นำให้อยากได้อะไรไม่อยากได้อะไร แล้วการดำเนินชีวิตด้วยการเอาอดีตมาชี้น้ำอย่างนั้นมันทำให้คุณประสบความสำเร็จไหมละ มันก็ไม่ประสบความสำเร็จใช่ไหม

     การจะบรรลุความสงบเย็น     คุณต้องเชื่อผมก่อนว่าคุณคือ "ผู้รู้ตัว" ที่มีศักยภาพไม่จำกัด เชื่อแล้วใช้ชีวิตตามนั้น คุณต้องค้นหาไม่หยุดหย่อนด้วยใจแน่วแน่และฝังมันลงไปในชีวิตของคุณ อะไรที่ทำให้ใจว้าวุ่นก็วางมันลงเสีย การที่คุณทำตัวเป็นทาสของความอยากและความกลัว รวมทั้งกลัวสูญเสียร่างกายด้วย นั่นเป็นการทำให้ใจตัวเองว้าวุ่น คุณต้องวางความคิดอย่างนั้นลง นิ่ง เงียบ ตื่น ระวังระไว นี่เป็นทางเดียวที่จะเข้าถึงความสงบเย็น

     การเป็นอิสระจากความอยากไม่ได้หมายความว่าไม่มีความอยากเกิดขึ้นให้รู้เห็นเลย แต่หมายถึงไม่มีความเร่งเร้าที่จะต้องสนองตอบ ไม่รู้สึกว่าต้องลงมือทำอะไรเพื่อมัน
 
     อีกอย่างหนึ่ง ปัญหาชีวิตบางมุมก็แก้ได้ง่ายๆด้วยสามัญสำนึก คุณต้องการสันติภาพ ความรัก และความสุข แต่ทำงานหนักเหลืิอเกินเพื่อก่อความเจ็บปวด ความเกลียด การทะเลาะเบาะแว้ง คุณอยากอายุยืน แต่กินเอากินเอา และกินไม่เลือก คุณอยากมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนใกล้ชิด แต่กลับสะบั้นสัมพันธภาพนั้นเสียเอง เรื่องแบบนี้แค่สามัญสำนึกก็แก้ได้แล้ว ไม่ตัองมีวิธีีีที่ลึกซึ้งหรือต้องเสาะแสวงหาอะไรมากมายเลย

    แล้วความหวังที่แห้วซ้ำซาก ความกลัว และความเจ็บปวด ละคะ จะทำอย่างไร

      ความหวังเป็นความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบ

     ความกลัวเป็นความทรงจำเกี่ยวกับความเจ็บปวด

     ทั้งสองอย่างคือความคิดที่ฉุดลากคุณออกไปจากความรู้ตัวในปัจจุบัน อย่าไปให้ราคา คุณควรให้ราคาความเชื่อหนึ่งเดียวที่จะพาคุณบรรลุธรรมชาติที่แท้จริงของคุณ นั่นคือความเชื่อที่ว่าคุณเป็น "ผู้รู้ตัว"ที่เชื่อมโยงกับสิ่งหนึ่งที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดได้ และเชื่อว่าคุณไปถึงตรงนั้นได้ คุณต้องไม่ปล่อยตัวเองไปกับพฤติกรรมที่ทรยศต่อความเชื่อนี้ จำไว้นะ..พฤติกรรมต้องไม่ทรยศต่อความเชื่อ คุณจะเรียกมันว่าความซื่อสัตย์ ความมุ่งมั่น ความพากเพียร ความบันดาลใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ประเด็นคือคุณต้องไม่กลับหลังหัน ไม่ละทิ้งพื้นที่ที่คุณพิชิตได้แล้ว คุณต้องบากบั่นไปข้างหน้า พลิกหันความสนใจที่เคยออกไปข้างนอกให้กลับเข้าข้างใน อยูุ่กับความรู้ตัวตลอดเวลาที่เอื้อให้คุณทำได้จนมันกลายเป็นอัตโนมัติ นี่เป็นทางเส้นเดียว ไม่มีเส้นทางที่ง่ายกว่านี้

     คุณอย่าไปเดือดร้อนอะไรกับใจที่อยากได้สิ่งที่ดีและกลัวสิ่งที่ไม่ดี ความเจ็บปวดก็ดี ความเพลิดเพลินก็ดี เป็นสองฝั่งที่แม่น้ำแห่งชีวิตไหลผ่านไป ปัญหามันเกิดเพราะคุณไปเกยตื้้นหรือยึดติดกับฝั่งหนึ่ง หรือพยายามหนีอีกฝั่งหนึ่ง ถ้าคุณปล่อยให้ชีวิตไหลไป ผ่านฝั่งเจ็บปวดก็ยอมรับ ไม่มีหวาดกลัว ผ่านฝั่งเพลิดเพลินก็ยอมรับ ไม่มีถวิลหา ชีวิตจะไปมีปัญหาอะไร เพราะคุณไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น คุณเป็นเพียงเป็นผู้รู้ตัวหรือผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วคุณก็จะไปถึงธรรมชาติที่แท้จริงของคุณซึ่งเป็นศักยภาพไร้ขอบเขต

     ถามนอกเรื่องหน่อย อาจารย์กลัวตายไหมคะ

     แต่ก่อนกลัวเพราะผมมองชีวิตออกไปจากสำนึกของความเป็นบุคคลที่มีความผูกพันและภาระหน้าที่

     แต่ตอนนี้ไม่กลัวแล้ว เพราะผมมองชีวิตออกไปจากสำนึกของการเป็น "ผู้รู้ตัว" หรือเป็น "ดวงวิญญาณ" ที่ไม่ใช่บุคคล เป็นแค่พลังงานเท่านั้น สิ่งที่เคยผูกพันผมในฐานะบุคคลไว้ ไม่ได้ผูกพันผมในฐานะ "ผู้รู้ตัว" หรือในฐานะดวงวิญญาณ

     อีกอย่างหนึ่งการที่ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นนิรันดรมีอยู่และผมมั่นใจว่าผมเชื่อมโยงกับมันได้ มันทำให้ผมเหมือนคนรู้ทางกลับบ้านจึงย่อมจะไม่กลัวหลงทางเมื่อถึงเวลาต้องกลับบ้าน

     ถ้าดิฉันอยากจะปลงได้แบบอาจารย์บ้าง ดิฉันจำเป็นต้องนั่งสมาธิภาวนาไหม

     ไม่จำเป็น แต่ว่าในช่วงแรกที่ต้องทำความคิดให้สงบลงระดับหนึ่งให้ได้ก่อน การทำสมาธิช่วยได้มาก เหมือนการส่งดาวเทียมขึ้นอวกาศต้องอาศัยจรวดส่งขึ้นไปเพื่อเอาชนะแรงดึงของโลก แต่พอขึ้นไปสูงถึงระดับหนึ่งดาวเทียมก็ลอยเท้งเต้งเองได้ เช่นเดียวกัน เมื่อใจสงบได้ระดับหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นการฝึกวางความคิดในชีวิตประจำวัน การนั่งหลับตาภาวนาก็ไม่จำเป็น

นพ.สันต์ ใจยอดศิิลป์

..........................................................

จดหมายจากผู้อ่าน1

     ช่วยกรุณาสรุปคำอธิบายของคุณหมอให้ด้วยจะได้มั้ยคะ เพราะอ่านแล้วยากที่จะเข้าใจ

จดหมายจากผู้อ่าน2

     คุณจะสามารถเข้าใจสิ่งที่คุณหมออธิบายมาได้ก็จากการปฏิบัติเองเท่านั้นค่ะ ไม่ใช่จากการอ่านแล้วคิดเอา คุณหมอบอกแล้วไงคะ ว่าให้เราหมั่นฝึกสติ ฝึกรู้สึกตัว ที่คุณยังไม่เข้าใจ หรือรู้สึกว่ามันเข้าใจยาก ก็เพราะคุณอาจจะยังรู้ตัวไม่เป็นไง เมื่อไหร่ที่คุณรู้ตัวเป็นแล้ว และหมั่นฝึกรู้ตัวให้เป็นนิสัยแล้ว คุณก็จะเข้าใจสิ่งที่คุณหมอพูดมาทั้งหมดเอง

     เรื่องความรู้ตัวนี้ สอนกันมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าเมื่อ 2500 กว่าปีมาแล้วค่ะ ไม่ได้เป็นศาสตร์ใหม่หรือสิ่งใหม่ที่คนเค้าพึ่งจะมารู้กัน คนที่เคยปฏิบัติธรรมมาส่วนใหญ่ก็จะรู้จักเรื่องพวกนี้กัน แต่มันเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยาก เพราะคนเราชอบหลงอยู่ในความคิด ติดอยู่ในอารมณ์รัก โลก โกรธ หลง ติดอยู่กับอดีตหรืออนาคต แต่ไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย ซึ่งแม้แต่ตัวเราเอง ก็ยังทำไม่ได้ตลอดเวลาหรอกค่ะ

...............................

10 กันยายน 2560

กลุ่มอาการชาด้านต่อฮอร์โมนไทรอยด์ (ISTH)

สวัสดีค่ะรบกวนนิดนึงนะคะ
จะขอปรึกษาคุณหมอเรื่องไทรอยหลังกลืนแร่คะ ยายูไทรอกเอาไม่อยู่ ตอนนี้หมอให้กินไทรอยเอกแทก2เม็ดทุกเช้า จะเหนื่อยเร็วมากๆเหมือนยาไม่พออยู่ตลอดเวลา ชีพจรก็เต้นช้า ส่งข้อความในบล๊อกไม่เป็นน่ะค่ะรบกวนหน่อยนะคะคุณหมอกราบเท้าก็ยอมค่ะ เดินไกลไม่ได้เลยขอบคุณมากค่ะ

...............................................

ตอบครับ

     ผมหยิบจดหมายของคุณขึ้นมาตอบเพราะประเด็นที่จะตอบเป็นประเด็นสั้นๆ วันนี้จะเป็นวันที่ผมตอบจดหมายเป็นวันสุดท้ายก่อนที่จะไปปลีกวิเวก (Spiritual Retreat) หนึ่งสัปดาห์ ในระหว่างนั้นจะไม่ได้เปิดคอม

     คุณให้ข้อมูลมาน้อยเหลือเกิน ไม่มีหมอคนไหนเก่งขนาดอ่านข้อมูลของคนไข้กระท่อนกระแท่นแล้วให้คำแนะนำได้เป็นคุ้งเป็นแควหรอกครับ การจะให้คำแนะนำการเจ็บป่วยไม่ว่าโรคอะไร แพทย์ต้องการข้อมูลที่ละเอียดเป็นหลายหน้ากระดาษ ไม่ใช่เขียนมาสองสามบรรทัดแล้วกะให้แพทย์อ่านจบบรรลุธรรมเลย

ยกตัวอย่างข้อมูลที่แพทย์จำเป็นต้องมีในกรณีรักษาไฮโปไทรอยด์ ได้แก่

1. ความรุนแรงของไฮโปไทรอยด์ขณะนี้อยู่ระดับใด ในประเด็นต่างๆเช่น

1.1 ระดับฮอร์โมน (T4) ต่ำแค่ไหน ยิ่งต่ำก็ยิ่งเป็นไฮโปไทรอยด์มาก

1.2 ฮอร์โมนกระตุ้นต่อม (TSH) สูงแค่ไหน ยิ่งสูงก็ยิ่งแสดงว่าเป็นไฮโปมาก ต่อมผลิตฮอร์โมนได้น้อย สมองจึงต้องปล่อยฮอร์โมนมากระตุ้น

1.3 การเผาผลาญวิตามินเอ.ยังดีอยู่ไหม หมายความว่ามีอาการขาดวิตามินเอ.หรือเปล่า เพราะปกติฮอร์โมนไทรอยด์ช่วยเปลี่ยนแคโรทีนเป็นวิตามินเอ. ถ้าฮอร์โมนไม่พอก็จะเหลืองจ๋อย (hypercarotenemia) และมีอาการขาดวิตามินเอ. เช่นตาบอดกลางคืน ตามัวกลางวัน ตาแห้ง ผิวแห้ง ตกเกล็ด

1.4 มีอาการบวมเพราะสาร glucosaminoglycans คั่งอยู่ตามที่ต่างๆหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามอวัยวะสำคัญเช่นหัวใจ กระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นเพี้ยนไปได้ การเจาะเลือดดูระดับโซเดียมในร่างกายก็ช่วยบอกว่ามีการบวมอยู่หรือเปล่า

1.5 ระดับไขมันเลว (LDL) สูงมากหรือยัง เพราะถ้าขาดฮอร์โมนไทรอยด์ก็จะไม่มีอะไรไปจับทำลายเจ้าไขมันเลวตัวนี้ ทำให้มันสูงได้

1.6 มีโลหิตจางเกิดขึ้นหรือยัง เพราะคนเป็นไฮโปไทรอยด์ ถ้าเป็นมาก การเผาผลาญต่ำ ร่างกายต้องการออกซิเจนน้อย ไตก็ฉวยโอกาสลดการผลิตฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด (erythropoietin) ลงไปด้วย

1.7 ภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อรุนแรงแค่ไหน เท่าที่คุณเล่ามาว่าเดินไกลไม่ได้เลยก็แสดงว่ารุนแรงพอควร

1.8 มีอาการที่เกิดจากสมองพยายามกระตุ้นต่อมไทรอยด์แล้วมีฮอร์โมนลูกหลงเช่น prolactin เพิ่มขึ้นหรือเปล่า ทราบได้จากมันไปกดให้ฮอร์โมนกระตุ้นรังไข่ ( gonadotropin) ลดลง ยังผลให้ไม่ตกไข่ ประจำเดือนมาไม่เสมอ หรือมามาก หรือเป็นหมัน หรือหมดความรู้สึกทางเพศ เป็นต้น

1.9 เป็นเบาหวานร่วมด้วยหรือเปล่า เพราะโรคของต่อมไทรอยด์บางทีมาเป็นชุดโรคของต่อมไร้ท่อ ทั้งไทรอยด์ ตับอ่อน ต่อมหมวกไต สามอย่างห้าร้อย

1.10 มีภาวะอ้วนร่วมด้วยหรือเปล่า ดัชนีมวลกายเท่าไหร่ หรือบอกน้ำหนักส่วนสูงมาก็ได้ เพราะโรคไฮโปไทรอยด์เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอ้วน ถ้ารักษาไฮโปไทรอยด์ไม่จบ ก็อ้วนไม่จบ

     แต่ไหนๆหยิบจดหมายของคุณขึ้นมาแล้ว มีข้อมูลน้อยผมก็จะตอบให้เท่าที่ตอบได้นะ ก่อนตอบขอนิยามศัทพ์ที่คุณเขียนมาให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นเข้าใจก่อน

     กลืนแร่ (I-131) หมายความว่าการกลืนสารไอโฮดีนอาบรังสี ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะให้ไอโอดีนอาบรังสีนี้ไปสะสมที่เนื้อของต่อมไทรอยด์แล้วแผ่รังสีทำลายเนื้อของต่อมไทรอยด์ ซึ่งเป็นวิธีรักษามาตรฐานที่ใช้กับโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ (มีฮอร์โมนมากเกินไป) และโรคมะเร็งของต่อมไทรอยด์ ผู้ป่วยเหล่านี้จำนวนหนึ่งจะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ไปตลอดชีวิต ต้องกินฮอร์โมนทดแทนเอา

     ยูไทรอกซ์ (Euthyrox) แปลว่าฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์นั่นเอง ชื่อจริงเขาคือ Levothyroxine ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ท่ี่มีโครงสร้างคล้ายแต่่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนไทรอยด์ธรรมชาติ (Thyroxine หรือ T4 หรือบางทีก็เขียนว่า FT4 ตัว F หมายถึง free หมายความว่าฮอร์โมนอยู่ในเลือดเป็นอิสระไม่ได้จับกับโมเลกุลอื่น) คนที่จะต้องกินยานี้คือคนที่เป็นโรคไฮโปไทรอยด์ หมายความว่าต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนได้ไม่พอใช้
     ยานี้เป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง (category A) ใครๆก็กินได้ แม้กระทั่งเด็กและคนท้อง

     ไทรอยด์เอกซ์แทร็ค (Thyroid extract) แปลว่ายาฮอร์โมนไทรอยด์ชนิดที่ทำจากสารสะกัดต่อมไทรอยด์ของสัตว์ ยานี้แตกต่างจากยูไทรอกซ์ตรงที่นอกจากจะมีฮอร์โมนชนิด T4 แล้วยังมีฮอร์โมนชนิด T3 ซึ่งเป็นรูปแบบที่แอคทีฟ หมายความว่าปกติ T4 จะต้องถูกเปลี่ยนเป็น T3 ก่อนจึงจะออกฤทธิ์ได้ดี คนไข้บางคนร่างกายเปลี่ยน T4 เป็น T3 ไม่ได้ ทำให้ไม่สนองตอบต่อ T4 จึงต้องหันมาใช้ยากลุ่มนี้แทน
     ยาในกลุ่มที่มีทั้ง T3และT4 อีกตัวหนึ่งคืออาร์มัวร์ ไทรอยด์ (Armour thyroid) ซึ่งบางคนไม่สนองตอบต่อไทรอยด์เอกซ์แทรคแต่สนองตอบต่ออามัวร์ไทรอยด์ก็มี แบบว่าลางเนื้อชอบลางยา

     ไฮโปไทรอยด์ (hypothyroidism) แปลว่าภาวะร่างกายขาดฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้มีอาการขี้หนาว อ่อนเปลี้ยเพลียแรง การเผาผลาญอาหารต่ำ อ้วน ซึมเศร้า ซึ่งเป็นภาวะตรงกันข้ามกับภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์ (hyperthyroidism) ที่ร่างกายมีฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป ทำให้ขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ใจสั่น นอนไม่หลับ กินจุ แต่ไม่อ้วน

     เอาละคราวนี้มาตอบคำถามของคุณ

     ถามว่ากลืนแร่ไปแล้ว เป็นไฮโปไทรอยด์ แล้วรักษาทั้งยายูไทรอกซ์แล้วอาการยังแย่มากจะทำอย่างไรดี ตอบว่ากรณีของคุณนี้มันเป็นไปได้สามอย่าง คือ

     1. ฮอร์โมนที่กินยังมีปริมาณไม่มากพอ ทั้งนี้จะทราบได้จากการเจาะเลือดดูระดับ FT4 ซึ่งแก้ได้ง่ายๆโดยการเพิ่ิมโด้สยาขึ้นไปอีก

     2. ร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนฮอร์โมน T4 เป็น T3 ได้ ซึ่งจะทราบได้จากการไม่สนองตอบต่อยายูไทรอกซ์ แต่สนองตอบต่อยาไทรอยด์เอ็กซแทรกหรืออาร์มัวร์ไทรอยด์

    3. ร่างกายดื้อด้านต่อฮอร์โมนไทรอยด์ (syndrome of impaired sensitivity to thyroid hormone - ISTH) อันนี้เป็นโรคในระดับของยีน ทุกสี่หมื่นคนจะเป็นแบบนี้เสียคนหนึ่ง สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการตรวจยีนตัวหนึ่งชื่อ  thyroid hormone receptor beta (THRB) gene คนไข้ชนิดนี้ร่างกายต้องการฮอร์โมนในระดับสูงมาก อาการก็เปะปะไม่แน่ว่าเป็นไฮเปอร์หรือไฮโป แต่พอเจาะเลือดหมอเห็นฮอร์โมนไทรอยด์สูงปรี๊ดก็ตกใจนึกว่าคนไข้เป็นไฮเปอร์จึงรีบรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์หรือให้กลืนแร่ คราวนี้ยิ่งแย่หนัก เพราะร่างกายต้องการฮอร์โมนสูงแต่ต่อมก็ไม่มีเสียแล้ว การทดแทนฮอร์โมนที่มุ่งให้ได้ระดับ FT4 และ TSH ปกตินั้นจะไม่พอในผู้ป่วยแบบนี้ บางรายต้องใช้ฮอร์โมนคราวละเป็น 1000 ไมโครกรัม ขณะที่คนปกติได้คราวละ 50 ไมโครกรัมก็เหลือแหล่แล้ว

     การจะวินิจฉัยแยกทั้งสามกรณีนี้คือคุณต้องไปหาหมอต่อมไร้ท่อ (endocrinologist) ลูกเดียว หมอชนิดอื่นเขาจะไม่เข้าใจ เพราะกรณีของคุณเป็นกรณียาก ไปหาหมอต่อมไร้ท่อแล้วว่ากันไปเป็นขั้นตอน ดังนี้

1. เจาะเลือดดูฮอร์โมน FT4 และ TSH ก่อน
2. ถ้าฮอร์โมน FT4 ต่ำ หรือ TSH สูง ก็ปรับเพิ่มยาจนฮอร์โมนขึ้นมาปกติ แล้วดูอาการต่อไปสักสองสามเดือน
3. การลองเปลี่ยนชนิดของยาจาก T4 (ยูไทรอกซ์)ไปเป็น T4+T3 (ไทรอยด์เอกซแทร็ก) นั้นคุณได้ทำไปแล้วแต่ไม่ได้ผล ในขั้นตอนนี้ก็ไม่ต้องทำซ้ำ
4. ถ้าระดับฮอร์โมนปกติดีแล้ว แต่อาการยังมีมากอยู่ อาจจะต้องหารือหมอถึงการวินิจฉัย ISTH จะด้วยการตรวจยีนหรือการทดลองรักษาด้วยฮอร์โมนในระดับสูงกว่าปกติมากๆก็แล้วแต่

     แต่ทั้งหมดนี้ให้หมอเขาเป็นคนตัดสินใจนะ คุณอย่าไปตัดสินใจเอง เพราะเรื่องสรีรวิทยาของต่อมไทรอยด์นี้มันซับซ้อนมีตัวแปรแยะไม่ตรงไปตรงมา ไม่เหมาะที่ผู้ป่วยจะตัดสินใจเอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Refetoff S, Dumitrescu AM. Syndromes of reduced sensitivity to thyroid hormone: genetic defects in hormone receptors, cell transporters and deiodination. Best Pract Res Clin Endocrinol Metab. 2007;21(2):277–305.
2. Refetoff S, Weiss RE, Usala SJ. The syndromes of resistance to thyroid hormone. Endocr Rev. 1993;14(3):348–399.

08 กันยายน 2560

ออกซิเจนไม่ใช่ยาผีบอกที่จะลดการตายจากโรคหัวใจได้

คุณพ่ออายุ 64 เป็นโรคหัวใจ เข้ารพ.กลางดึก หมอว่าเป็น heart attack ต้องทำบอลลูนสามเส้นฉุกเฉิน ตอนนี้กลับมาอยู่บ้านแล้วแต่ยังมีอาการเจ็บหน้าอกอยู่บ้าง หนูให้ย้ายมานอนชั้นล่าง หนูพยายามจะเตรียมความพร้อมที่บ้าน ตัวหนูเองได้ฝึกทำ CPR ตามที่คุณหมอสันต์สอนในยูทูป จนมั่นใจแล้วว่าทำได้ หนูว่ากำลังจะไปหาซื้อออกซิเจนมาเผื่อเวลาฉุกเฉิน ขณะนำส่งรพ.จะได้มีออกซิเจนให้ท่านได้ นอกจากนี้แล้วหนูควรจะเตรียมอะไรอีกไหมคะ

...........................................

ตอบครับ

      พูดถึงออกซิเจน คนทั่วไปมองออกซิเจนว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางการแพทย์ ชนิดที่ถ้าไม่มีก็จะถือเอาเป็นเหตุฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเอาจากแพทย์หรือรพ.ได้ สมัยก่อนผมทำงานให้ฝรั่ง มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อริชาร์ดเป็นหมอเหมือนกันเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ก่อนมามีอาชีพหมอริชาร์ดมีอาชีพเป็นสัปปะเหร่อหากินอยู่แถวเมืองดัลลัส เขาเล่าว่าตอนนั้นมันประมาณปี ค.ศ. 1964 ซึ่งเป็นยุคที่สำนักงานสัปปะเหร่อ (funeral house) ยังประกอบธุรกิจวิ่งรถฉุกเฉินส่งผู้ป่วยหนักอยู่ แต่ก็กำลังเสียพื้นที่ให้ระบบรถฉุกเฉินของเทศบาลซึ่งออกรถมาทำธุรกิจเดียวกันทำให้ธุรกิจนี้สาละวันเตี้ยลงๆ ริชาร์ดเล่าว่า ณ จุดที่ก่อนจะเจ๊ง ไม่มีเงินซื้อแม้แต่ออกซิเจนที่ใช้นำส่งคนไข้ เวลานำส่งผู้ป่วยหนักต้องเอาหน้ากากออกซิเจนทำทีครอบจมูกผู้ป่วยไว้ ตั้งถังออกซิเจน ต่อสาย แล้วให้พนักงานคนหนึ่งนั่งเฝ้าผู้ป่วยอยู่ข้างหลัง แล้วชวนญาติผู้ป่วยมานั่งข้างหน้าข้างคนขับ แล้วให้พนักงานที่นั่งข้างหลังทำเสียง ซื่อ..อ...อ ทำทีเป็นว่ามีออกซิเจนไหลอยู่พอให้ญาติได้ยิน เพราะที่จริงแล้วมีแต่ถังเปล่า จะไม่หลอกว่ามีออกซิเจนก็ไม่ได้ เพราะญาติผู้ป่วยถือว่าออกซิเจนสำคัญเป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย ความเชื่อเช่นนี้มีมาตั้งแต่ตอนโน้นจนถึงปัจจุบัน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วออกซิเจนมันไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับการที่ผู้ป่วยหนักโรคห้วใจจะรอดหรือไม่รอดเลย เว้นเสียแต่จะเป็นผู้ป่วยที่ขาดออกซิเจนเป็นทุนเช่นเป็นโรคทางเดินลมหายใจอุดกั้นอยู่ก่อนเท่านั้น

      ไม่มานมานี้มีการทำวิจัยขนาดใหญ่งานหนึ่งที่สวีเดน ตีพิมพ์ไว้ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ในงานวิจัยนี้เขาทำกับผู้ป่วยที่หัวใจวาย (heart attack) ที่เข้ามาในระบบรพ. 35 แห่งที่สวีเดน จำนวน 6243 คน นับตั้งแต่เคลื่อนย้ายจากบ้านมาเลย โดยวัดออกซิเจนที่ปลายเล็บแล้วเลือกเอาคนที่ได้ออกซิเจนปลายเล็บ (O2Sat)สูงกว่า 90% (ซึ่งก็คือคนไข้เกือบทั้งหมด) มาจับฉลากแบ่งคนไข้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้ใช้ออกซิเจนผ่านหน้ากากครอบปากและจมูกตลอดแบบมาตรฐานทุกวันนี้ กลุ่มที่สองไม่ให้ออกซิเจนเลยไม่ว่าจะอาการหนักหรือพะงาบหรือหัวใจหยุดเต้นก็ไม่ให้ออกซิเจน แล้วดูผลว่ากลุ่มไหนจะตายมากกว่ากัน ปรากฎว่าตายเท่ากัน แม้แต่ผลเลือดเช่นความเป็นกรดด่างของเลือดก็ไม่ต่างกัน และเมื่อตามดูไปนานหนึ่งปีผลต่างๆก็ยังไม่ต่างกันอยู่นั่นเอง จึงสรุปจากงานวิจัยนี้ได้ว่าสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ไม่มีโรคอื่นที่ทำให้ขาดออกซิเจนอยู่ก่อนแล้ว ออกซิเจนเป็นเพียงประเพณีนิยมในการรักษาเท่านั้น หามีประโยชน์อะไรมากไปว่าการอยู่เปล่าๆไม่

     ถามว่าการเตรียมพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉินทางด้านหัวใจมีอะไรบ้าง ตอบว่านอกจากการให้คนใกล้ชิดไปเรียน CPR อย่างที่คุณทำไปแล้ว สิ่งที่ควรทำนอกจากนั้นคือ

1. การมีแผนปฏิบัติการฉุกเฉินซึ่งเป็นกระดาษครึ่งแผ่นห้อยฝาบ้านไว้ ในนั้นเขียนสั้นๆ
1.1 เบอร์โทรศัพท์หมอเจ้าประจำ
1.2 เบอร์โทรศัพท์รพ.
1.3 จะใช้รถของใคร ถ้าเอารถรพ.มารับ เขารู้วิธีมาหรือยัง เขามีระบบแผนที่นำทางที่ลงบ้านเราไว้ในแผนที่เขาแล้วไหม ถ้าไม่มีก็ประสานงานกับรพ.เสียก่อน ถ้าจะเอารถจากบ้านไปส่ง จะใช้รถคันไหน ใครเป็นคนขับ คนขับรู้เส้นทางหรือยัง
1.4 รายการยาที่ท่านกินอยู่ประจำ เขียนไว้หน้าแรกให้ชัด ให้หมออ่านเห็นง่ายๆ

2. การใช้ชีวิตที่บ้านให้
2.1 ออกกำล้งกายจนถึงระดับเหนื่อยแฮ่กๆทุกวัน ไม่ต้องย้ายมานอนชั้นล่าง ให้เดินขึ้นบันไดไปนอนชั้นบนนั่นแหละ เพียงแต่ขึ้นลงช้าๆ หยุดกลางบันไดถ้าจำเป็น
2.2 กินอาหารที่มีพืชเป็นหลักและไขมันต่ำ
2.3 จัดการความเครียดให้ดี
2.4 ถ้ายังทำงานให้กลับไปทำงานตามปกติ ถ้าเกษียณแล้ว ให้ออกไปสมาคมนอกบ้านบ้าง อย่าปล่อยให้ซึมเศร้าอยู่ในบ้านคนเดียว

3. เฉพาะกรณีที่เงินเหลือใช้และลูกหลานมีความพร้อมในการใช้งาน อาจซื้อเครื่องช็อกหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (automatic external defibrillator - AED) มาห้อยฝาบ้านเหมือนห้อยเครื่องดับเพลิงไว้และซ้อมการใช้งานปีละครั้งสองครั้ง การได้ช็อกไฟฟ้าเร็วเป็นปัจจัยแรกสุดที่จะทำให้ผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันมีอัตรารอดชีวิตสูงสุด เครื่องนี้ราคาเครื่องละหลายหมื่นอยู่ แต่ราคาเครื่องยังไม่สำคัญเท่ามีคนที่พร้อมจะใช้เครื่องนี้หรือเปล่า

4. ส่วนออกซิเจนนั้นผมไม่นับเป็นสิ่งจำเป็น คุณซื้อมาแล้วจะเก็บไว้ใช้ตามประเพณีนิยมก็ได้ครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Hofmann R, James SK, Jernberg T, et al. Oxygen therapy in suspected acute myocardial infarction. N Engl J Med. DOI: 10.1056/NEJMoa1706222

PBWF Cooking Class ชั้นเรียนทำอาหารที่ครัวปราณา

หลักสูตรเรียนทำอาหารพืชเป็นหลักแบบไม่ใช้น้ำมัน
(Course Syllabus for Plant Based Whole Food Cooking Class)

วันเวลา: 7 ตค. 60 เวลา 9.30 - 17.00 น.

สถานที่: ครัวปราณา WellnessWeCare Center มวกเหล็ก

วัตถุประสงค์ (Objective)

วัตถุประสงค์ด้านความรู้ (knowledge)

1. รู้ผลวิจัยการใช้อาหารพืชเป็นหลักในรูปแบบไม่สกัดและไม่ขัดสี (plant-based, whole food) ต่อการป้องกันและพลิกผันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
2. รู้แหล่งและรู้วิธีคัดเลือกวัตถุดิบทำอาหารพืชเป็นหลัก
3. รู้หลักและวิธีและมาตรฐานการชั่งตวงวัดในการทำอาหาร
4. รู้หลักและวิธีใช้อุปกรณ์ทำอาหารพืชเป็นหลักที่สำคัญ รวมทั้งเครื่องปั่นความเร็วสูงไม่ทิ้งกาก เตาอบไฟฟ้า เตาแก้ส เครื่องไมโครเวฟ เครื่องทำไอซ์ฟรุต ตู้แช่เย็น และภาชนะผิวไม่ติดมัน
5. รู้เมนูอาหารพืชเป็นหลักที่จำเป็น 50 เมนู

วัตถุประสงค์ด้านทักษะ (skill)

1. สามารถเลือกวัตถุดิบอาหารพืชเป็นหลักที่มีคุณภาพจากแหล่งที่เชื่อถือได้ด้วยตัวเอง
2. สามารถชั่งตวงวัดวัดถุดินทำอาหารด้วยระบบเมตริกด้วยตัวเองอย่างถูกต้อง
3. สามารถใช้อุปกรณ์ทำอาหารพืชเป็นหลักที่สำคัญ รวมทั้งเครื่องปั่นความเร็วสูงไม่ทิ้งกาก เตาอบไฟฟ้า เตาแก้ส เครื่องไมโครเวฟ เครื่องทำไอซ์ฟรุต ตู้แช่เย็น และภาชนะผิวไม่ติดมัน ด้วยตนเอง
4. สามารถปรุงอาหารพืชเป็นหลักอย่างน้อย 12 เมนู ด้วยตนเอง คือ (1.) การหุงข้าวกล้อง (2) การนึ่งข้าวเหนียวกล้อง (3) แกงเลียง (4) ส้มตำ (5) ข้าวผัดสมุนไพร (6) ทาร์จินรสไทย (7) ขนมจีบวีแกนและน้ำจิ้ม (8) น้ำพริกหนุ่มผักลวก (9) เมี่ยงละไม (10) ขนมปังโฮลวีท 100% (11) สะแนคถั่วและนัทอบ (12) คุ้กกี้วีแกน (13) น้ำปั่นผักผลไม้ความเร็วสูงไม่ทิ้งกาก (14) ไอซ์ฟรุต (15) เต้าหู้แอร์ฟรายด์ (16) ซาละเปาโฮลวีท

วัตถุประสงค์ด้านเจตคติ (Attitude)

ให้เชื่อว่าการทำอาหารพืชเป็นหลักโดยไม่ใช้น้ำมันทำได้ง่าย และอร่อยด้วย

การจัดประสบการณ์เรียนรู้ (Learning experience)

1. แจกหนังสือคู่มือการทำอาหารพืชเป็นหลักคนละเล่ม
2. บรรยายนำหลักวิชาโดยนพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
3. การสาธิตสอนแสดงการทำอาหารโดยวิทยากร
4. การลงมือปฏิบัติการทำอาหารด้วยตนเองทุกเมนูที่ครัวปราณา

การประเมินผล (Evaluation)

1. ประเมินความรู้โดยการสอบถามปากเปล่า กรณีที่สอบความรู้ไม่ผ่าน วิทยากรจะซ่อมโดยการอธิบายซ้ำให้เข้าใจ
2. ประเมินทักษะโดยวิทยากรใช้เช็คลิสต์ประเมินผู้เรียนรายคนทีละรายการทีละเมนู ว่าผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์เชิงทักษะ (ทำได้เอง) ครบทุกข้อ ในกรณีที่ยังปฏิบัติบางทักษะได้ไม่ครบวิทยากรจะให้ปฏิบัติซ้ำ

ตารางเวลาการฝึกอบรม

8.30 – 9.00 น. ลงทะเบียนและเตรียมตัวเรียนทำอาหาร
9.00 – 9.30 บรรยายนำโดยนพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
9.30 – 12.00 น. ลงมือปฏิบัติการทำอาหารภาคเช้า
     1. การหุ้งข้าวกล้อง
     2. การนึ่งข้าวเหนียวกล้อง
     3. ส้มตำ
     4. ข้าวผัดสมุนไพร
     5. ทาร์จินรสไทย
     6. ขนมจีบวีแกนและน้ำจิ้ม
     7. น้ำพริกหนุ่มผักลวก

12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน

13.00 น. – 16.-30 น. เรียนทำอาหารต่อ

     8. เมี่ยงละไม และน้ำจิ้ม
     9. ขนมปังโฮวีต 100 %
     10. คุ้กกี้วีแกน
     11. สะแนคถั่วและนัทอบ
     12. คุ้กกี้วีแกน
     13. น้ำปั่นผักผลไม้ความเร็วสูงไม่ทิ้งกาก
     14. ไอซ์ฟรุต
     15. เต้าหู้แอร์ฟรายด์
     16. ซาละเปาโฮลวีท

15.00-16.30 น. ขณะรอขนมปังสุกได้ที่ ไปร้องเพลงเล่นและนวดผ่อนคลายกันที่ Hall
16.30 - 17.00 น. สรุปคลาส ทุกคนเก็บขนมปังโฮลวีท 100% คุ้กกี้วีแกน ขนมจีบวีแกน ซาละเปาโฮลวีท ฝีมือของตัวเองกลับไปฝากคนที่บ้าน

   ค่าเรียน PBWF Cooking Class 

     ค่าเรียนคนละ 3,000 บาท ราคานี้รวมค่าอาหารกลางวัน อาหารว่างสองเบรก ค่าวิทยากร ค่าวัตถุดิบอาหาร และตำราอาหารของครัวปราณา (ราคา 300 บาท) อีกคนละเล่ม แต่ไม่รวมค่าเดินทาง ทุกคนต้องเดินทางไปเอง และไม่รวมค่าที่พัก

     กรณีประสงค์ที่จะพักค้างคืนที่เวลเนสวีแคร์ ก็มีห้องพักให้ (ห้องละสองเตียง) ค่าห้องรวมอาหารเช้า (สองคน) ลดพิเศษจากคืนละ 3,000 บาทเหลือ 2,000 บาทสำหรับผู้เข้าเรีียน PBWF Cooking Class บวกค่าอาหารเย็นอีกหัวละ 300 บาท รวมเบ็ดเสร็จที่ผู้พักค้างคืนต้องจ่ายเพิ่มคือคนละ 1300 บาทต่อหนึ่งคืน

    สำหรับที่ผู้พักค้างคืน เวลากลางคืนหลังอาหารเย็น ปกติหมอสันต์จะมาร้องเพลงที่บ้านโกรฟเฮ้าส์ เชิญท่านลงมาจอยได้ ทั้งร่วมร้องเพลงหรือฟังเฟลงได้ฟรี (แต่ไม่จ่ายค่าจ้างฟัง)

     วิธีลงทะเบียนเข้าเรียน

1. แจ้งสำรองที่เรียน

     1.1 ทางโทรศัพท์ที่ พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ โทร. 086 8882521 หรือคุณตู่ (ฐานวีร์ พีรกุล) โทร. 081 900 8321 หรือ 086 985 8628
     1.2 ทางอีเมล somwong10@gmail.com หรือ tuthannawee@gmail.com

2. ชำระเงินค่าลงทะเบียน

     โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเมืองทองธานี เลขบัญชี 931 0 06792 2 ชื่อบัญชี นายสันต์ ใจยอดศิลป์

3. ยืนยันการรับลงทะเบียน

     ส่งภาพถ่ายสลิปใบโอนเงินที่เขียนชื่อของท่านด้วยปากกาทับไว้อย่างชัดเจนบนใบสลิปนั้นด้วย ส่งไปยังพญ.สมวงศ์ทางอีเมล somwong10@gmail.com  ในกรณีไม่สะดวกในการส่งภาพถ่าย จะโทรศัพท์บอกกับพญ.สมวงศ์ที่หมายเลข 086 8882521 โดยตรงด้วยตนเองก็ได้

     ขอความกรุณาอย่าส่งใบสลิปมาโดยไม่เขียนชื่อว่าเป็นเงินของใคร เพราะทางเวลเนสวีแคร์ได้รับใบสลิปแล้วก็ยังไม่รู้จะลงทะเบียนในชื่อใครอยู่ดี

     การลงทะเบียนจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อทางเวลเนสวีแคร์ได้รับทั้งเงินและชื่อผู้ส่งเงินแล้วเท่านั้น

4. เงินค่าลงทะเบียนรับแล้วไม่มีคืน ถ้ามาไม่ได้ก็ไม่คืน เพราะเอาไปจ่ายค่าจ้างคนค่าสถานที่ค่าอาหารไปแล้ว

   การลงทะเบียนเรียนใช้สูตรเดิม คือมาก่อนได้ก่อน เต็มเก้าคนแล้วปิด เพราะช่องเข้าทำอาหารที่โต๊ะฝึกอบรมในครัวมีจำกัด

     สถานที่ 

     ครัวปราณา อยู่ในเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านมวกเหล็กวาลเลย์ ย่านมวกเหล็ก-เขาใหญ่ สามารถใช้ Google map โดยคีย์คำว่า wellness we care center หรือใช้แผนที่ข้างล่าง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.................................

05 กันยายน 2560

มะเร็งรังไข่ ทรมานมาก

สวัสดีค่ะ ชื่อ ... อายุ 46 เป็นมะเร็งรังไข่
ตามหมอในสุขภาพดีกับ 8 อ. ตามหมอ ไม่กินเนื้อสัตว์ ไข่ เป็น มาเกือบปีนึง
ตอนนี้ท้อง บวม ขาบวม มีน้ำซึมที่ขา อยากปรึกษาคุณหมอว่าต้องรักษาอย่างไรถึงจะถูกต้องคะ หนูไม่ชอบ detox ค่ะ เคยไปที่ค่ายหมอเขียว แต่ยังสับสนผักไม่ให้ทานกระเทียม หอมแดง ฤทธิ์ร้อนเย็น ทำสมาธิ บำบัดค่ะ
คุณหมอช่วยหน่อยนะคะ ขอคำปรึกษา เร็วที่สุดค่ะ  ตอนนี้ทรมานมาก
ขอบคุณค่ะ

..........................................

ตอบครับ

ผมตอบคำถามนี้โดยเดาเอาว่าคุณได้ผ่านการผ่าตัดและการรักษาอื่นที่แพทย์นรีเวชแนะนำไปหมดเรียบร้อยแล้ว

     1. เรื่องดีท็อกซ์ ที่คุณไม่ชอบดีท็อกซ์ก็ดีแล้ว ไม่ต้องไปทำ เพราะในทางการแพทย์ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้แม้แต่ชิ้นเดียวที่สรุปยืนยันได้แน่ชัดว่าทำดีท็อกซ์ให้ผลแตกต่างจากไม่ทำตรงไหน พูดแบบบ้านๆก็คือสำหรับวิชาแพทย์แผนปัจจุบันการทำดีทอกซ์ไม่มีประโยชน์

     แต่ถ้าชาวบ้านคนอื่นเขาอยากจะทำดีทอกซ์ หมอสันต์ไม่ห้ามไม่ขัดขวางนะ เพราะทวารของใคร คนนั้นก็มีสิทธิสวนได้ อีกอย่างหนึ่ง วันนี้วงการแพทย์ยังไม่พบว่าดีทอกซ์มีประโยชน์อะไร แต่วันหน้าอาจจะพบว่ามีประโยชน์ก็ได้ เพราะฉนั้นหมอสันต์จึงไม่ขัดขวางการทำดีท็อกซ์ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ท้ายสนับสนุนให้ใครไปทำเพราะการไปส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ป่วยทำอะไรที่วิชาแพทย์บอกว่าไม่มีประโยชน์ เป็นการประกอบวิชาชีพที่ผิดวิธี ผิดจริยธรรมของแพทย์

     ในกรณีของคุณดีท็อกซ์มีโทษนะ เพราะมันจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการเสียดุลย์ของน้ำและสารเกลือแร่ (fluid-electrolyte imbalance) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะคุณมีน้ำออกไปอยู่ในช่องท้องมากอยู่แล้ว

     2. เรื่องอาหารการกิน คุณจะกินกระเทียม หอมแดง หรือผักอะไรก็ตาม กินไปเหอะ หลักวิชาแพทย์แผนปัจจุบันสนับสนุนให้กินพืชผักผลไม้ที่หลากหลาย จำนวนมากๆ ไม่มีข้อห้ามแบบเจาะจงว่านู่นกินได้ นั่นกินไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์สนับสนุนให้เจาะจงอาหารอย่างนั้น เพียงแต่ในความหลากหลายของพืชที่กินนั้น ผมอยากจะแนะนำว่าให้มีเจ้าประจำอยู่สี่กลุ่ม ซึ่งวงการแพทย์จัดเป็นอาหารระดับต้นๆที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งน้อยลง คืือ
2.1 พืชกลุ่ม allium เช่น กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่
2.2 พืชกลุ่ม cruciferous เช่น บร็อคโคลี กล่ำปลี กล่ำดอก
2.3 ขมิ้นชัน (termeric) หมายถึงขมิ้นสีเหลือง
2.4 แฟลกซีด (flax seed)
     นอกจากนั้นอาการท้องบวมน้ำจะรุนแรงขึ้นถ้าร่างกายมีโปรตีนไม่พอ จึงควรเพิ่มอาหารโปรตีนเช่น ถั่วเหลืองและถั่วอื่นทุกชนิด งา เมล็ดพืชไม่ขัดสี และผลเปลือกแข็ง (นัท) ต่างๆ
    ส่วนที่หมอทางเลืิอกบางท่านแนะนำว่าอย่ากินนั่นนะจะร้อน ต้องกินนี่สิจะเย็น อันนั้นมันเป็นหลักวิชาแพทย์แผนไทยหรืออายุรเวชของอินเดียเขา ส่วนตัวหมอสันต์นี้เป็นแพทย์แผนปัจจุบัน จึงไม่ทราบว่าเท็จจริงดีไม่ดีเป็นประการใดเพราะไม่มีความรู้เรื่องร้อนเย็น เมื่อไม่รู้ จึงขอไม่พูดถึงในส่วนนั้น (no comment)

    3. ส่วนการทำสมาธิ ผมสนับสนุนว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อคุณในแง่ของการช่วยลดปริมาณความคิดลง เพราะความคิดเป็นตัวใส่ไฟลงไปบนความเจ็บปวดให้กลายเป็นความทรมาน ทำให้ความเจ็บปวดใหญ่โตเกินที่มันเป็นจริง ผมจึงสนับสนุนให้คุณทำสมาธิต่อไป

    4. คุณควรจะออกกำลังกายด้วย เช่นเดิน ทุกวัน เอาให้ถึงระดับเหนื่อย ลากไปให้ได้วันละอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ถ้ายังไม่ทันออกกำลังกายก็เหนื่อยแล้ว ก็ให้กระย่องกระแย่งออกไปเดินแบบฝืนสังขารให้ได้ทุกวัน เดินกลางแดดบ้างก็ยิ่งดี

   5. เมื่อนั่งสมาธิจนความคิดน้อยลงระดับหนึ่งแล้ว ให้หัดอยู่กับเดี๋ยวนี้เท่านั้น หัดวางความคิดลง วางแปลว่าไม่คิดต่อยอด ไม่หยิบฉวย ไม่ให้ความสำคัญ หันหลังให้ซะ

     5.1 จะกินนั่นกินนี่ได้ไหม
กินตามที่หมอสันต์ตอบไปแล้วข้างต้น แล้วจบเรื่อง วางคำถามนี้ลงเสีย
     5.2 จะตายไหม
นั่นเป็นการคิดคาดการณ์อนาคต วางลงเสีย
     5.3 ตายแล้วจะไปไหน
นั่นเป็นความคิดเรื่องอนาคตอีกละ วางลงเสีย
     5.4 ทำไมไม่หายสักที หรืือทำไมไม่ตายๆไปซะ
"ทำไม?" เป็นการชักจูงของความคิดเก่า ให้เราแตกประเด็นความคิดใหม่ๆขึ้นมาให้เฟอะฟะฟั่นเฟือนหนักขึ้นไปอีก อันจะทำให้เรายิ่งจมอยู่ในความคิดหนักขึ้น ให้วาง "ทำไม" ลงเสียด้วย ไม่มีคำว่าทำไม อะไรจะเกิดขึ้นกับเราตอนนี้ก็ให้มันเกิด ยอมรับให้หมด จะได้ไม่มีทำไม เพราะเมื่อไม่ยอมรับ จึงมีทำไม
     5.5 ทรมานเหลือเกิน
ตรงนี้ให้แยกให้ออกว่ามีสองส่วนนะ
        ส่วนที่1. เป็นอาการของร่างกาย คือ เจ็บ ปวด แน่น อึดอัด ไม่สบาย ให้ใช้วิธีรับรู้ว่ามันเกิดขึ้น มันมีอยู่ และให้ยอมรับมัน
     ส่วนที่ 2. เป็นความรู้สึก "ทรมาน" ส่วนนี้เป็นความคิด ให้วางลง แค่รับรู้อาการเจ็บ ปวด แน่น อึดอัด รับรู้และยอมรับมัน ก็พอแล้ว ส่วนความรู้สึกว่าทรมานนั้นเป็นส่วนที่เรากุหรือคิดขึ้นในใจ ให้วางมันลงเสีย ถ้ามีความคิดใดโผล่กลับมาในตอนเผลอก็็วางมันลงเสียด้วย
     5.6 แล้วไงต่อละ
"แล้วไง" เป็นความคิดนะ เป็นกลของความคิดที่จะพาคุณหนีจากปัจจุบันซึ่งเป็นชีวิตจริง ไปอยู่ในอนาคตซึ่งไม่มีอยู่จริง ต้องไม่มีคำว่าแล้วไง ชีวิตมีแค่นี้แหละ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่มีแล้วไงต่อ อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ให้เป็นก่อน ที่เหลือชีวิตจะคลี่คลายตัวมันเองในทิศทางที่ถูกที่ควรสำหรับคุณเอง

     ถ้ามีความคิดอื่นใดเกิดขึ้นอีกก็วางลงให้หมดอีก จนไม่เหลือความคิด เหลือแต่ความรู้ตัว อันเป็นความตื่นและความสามารถรับรู้สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว ย้ำว่าตรง "ความรู้ตัว" นี่แหละ คืือการอยู่กับปัจจุบัน ไม่มีความคิดนะ การมีความคิดแปลว่าไม่มีความรู้ตัวไม่มีปัจจุบัน ก็คือเมื่อใดที่ความคิดมา ปัจจุบันก็ปิ๋วไปเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องวางความคิดลงเพื่อกลับมาอยู่กับปัจจุบันใหม่ มาอยู่กับภาวะไม่มีความคิด หูได้ยินเสียง ตามองเห็นสิ่งรอบตัว ผิวหนังรับรู้ว่าร้อนว่าเย็นเมื่อลมมาสัมผัส เหมือนกับคนนั่งพักผ่อนเงียบๆกับธรรมชาติโดยไม่คิดอะไร แต่รับรู้ ยอมรับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวทั้งหมดโดยไม่พิพากษาหรือพยายามแก้ไข อยู่แบบนี้ครั้งละนานๆ วันละหลายๆครั้ง จนมันเป็นแบบนี้ตลอดทั้งวัน นั่นเป็นปลายทางของการแสวงความสงบสุขหรือความว่างที่ข้างใน ซึ่งคุณจะต้องไปให้ถึง ถ้าคุณไปถึงตรงนั้นได้ ทางที่จะไปต่อมันจะเปิดให้คุณเห็นเอง ในเรื่องทางที่จะไปต่อนี้ แม้คุณจะขอถามข้ามช็อตเป็นความรู้ไว้ล่วงหน้า แต่ผมก็ไม่ตอบเพราะคำตอบนั้นจะไม่มีประโยชน์อะไรกับคุณเลย เนื่องจากตราบใดที่ความคิดยังไม่หมด ตราบนั้นก็ยังจะมองไม่เห็นทางไปต่อของความรู้ตัวหรือความว่างที่ข้างใน อุปมาอุปไมย ตราบใดที่ยังนั่งดูภาพยนตร์ที่ฉายอยู่บนจอทีวี.อยู่ ตราบนั้นก็ยังจะมองไม่เห็นเนื้อจอทีวีที่เป็นแก้วใสๆ ต้องปิดภาพยนตร์ก่อน จึงจะเห็นจอ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์