27 กรกฎาคม 2559

นักศึกษาพยาบาลกับความผิดพลาดในอาชีพ

สวัสดีค่ะคุณหมอ
หนูเป็นนักศึกษาพยาบาลค่ะ หนูเพิ่งไปขึ้นวอร์ดมาครั้งแรก หนูจิตตกมากเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบนะคะ หนูยังอยากทำให้เป็นอยู่ แต่หนูทำพลาดหลายครั้ง เงอะงะ ทำไรไม่คิด ต้องให้อาจารย์บอกตลอด หัตถการบางอย่างก็ยังไม่ได้ลองทำ เหมือนจะไปช้ากว่าเพื่อน ที่เคยเรียนมาเรื่องโรคเรื่องยาก็ลืมๆไปบ้าง การพยาบาลพื้นฐานที่ฝึกมาจากแลปก็พอมีในหัว แต่มาทำจริงบนวอร์ดก็ต่างกัน ต้องปรับหลายอย่าง รับเคสนี่ปัญหาใหญ่เลยค่ะ ไม่รู้ต้องเก็บข้อมูลยังไงถึงจะถูกต้อง พี่ๆบอกว่าฝึกบ่อยๆ แล้วจะเข้าใจ จับจุดได้เอง แต่เห็นเพื่อนๆหลายคนทำได้แล้ว ไม่เครียดกัน หนูเลยรู้สึกแตกต่าง เดี๋ยวก็ขึ้นปีสูงแล้ว ตอนนี้ยังไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างเลยค่ะ ยิ่งปีสูงมีทั้งเรียนทั้งขึ้นวอร์ด ความรู้เก่าต้องมี ความรู้ใหม่ก็มา ไม่มั่นใจเลยว่าจะเรียนรู้ทัน ทุกทีเรียนแบบจำไปสอบ แต่ตอนนี้ต้องนำไปใช้ด้วย มันยิ่งกดดันเพราะจำที่เรียนไม่ได้ หนูไม่มั่นใจเลยว่าจะไปดูแลใครได้ มาครึ่งทางแล้วแต่ยังทำอะไรไม่เป็น
ขนาดขึ้นวอร์ดครั้งแรกยังเป็นขนาดนี้ แล้วต่อไปหล่ะคะ หนูจะแย่กว่าเดิมมั๊ย หนูจะไม่มีความสุขรึเปล่า หนูกลัวหนูจะไม่ชอบมัน
หนูเคยอ่านที่อาจารย์เขียนว่า นศพ. เมื่อขึ้นปีสี่ก็รู้ตัวแล้วออกกันเยอะ แล้วแบบหนูมันเป็นอาการของคนรู้ตัวรึเปล่าคะ ? หนูมาได้ครึ่งทางแล้ว หนูยังอยากไปต่อ แต่หนูกลัวไปไม่ไหว หนูจะทำยังไงดีคะ
...........................................

ตอบครับ

     1.. ถามว่าเป็นนักศึกษาพยาบาลเพิ่งไปขึ้นวอร์ดมาครั้งแรก ทำโน่นก็ไม่ได้ ทำนี่ก็พลาด หนูต่างจากคนอื่นหรือเปล่า ตอบว่าไม่แตกต่างหรอกครับ แม้ว่าคนอื่นจะดูฟอร์มดีกว่าเรา เพราะว่าไม่มีใครทำอะไรเป็นมาตั้งแต่เกิดหรอก ทุกคนก็ต้องมาหัดเอากันทั้งนั้น ที่คุยกันว่าแน่ๆนั้นมีไหมละที่เกิดมาก็ทำอะไรเป็นทันที่ที่ออกจากท้องแม่ร้องอุแว้อุแว้ก็ทำเป็นแล้ว ไม่มีหรอก มาหัดกันเอาทั้งนั้น หัดเป็นช้าเป็นเร็วนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องขยันหัดขยันทำแล้วก็จะทำเป็น เพียงแต่ช่วงหัดนี้เราต้องหมั่นสังเกตสังกาและใช้สามัญสำนึกเข้าไปตรวจสอบวินิจฉัยด้วย ไม่ใช่ทำไปตะพึดทั้งๆที่มันขัดกับสามัญสำนึกของคนทั่วไป

     พูดมาถึงตรงนี้ผมนอกเรื่องหน่อยนะ สมัยผมเป็นเด็ก โตมาในชนบทภาคเหนือ หน้าหนาวอากาศหนาวมากและในบ้านของทุกคนไม่ได้มิดชิดเหมือนบ้านสมัยนี้ ทุกคนต้องมาตั้งวงผิงไฟ ในวงผิงไฟมักจะมีผู้ใหญ่ที่มีนิสัยขี้โม้เล่าเรื่องโน่นนี่นั่นให้เด็กๆอ้าปากฟัง คนขี้โม้นี้คนเหนือเรียกว่าคน “ลม” เช่นลุงสุขขี้โม้ชาวบ้านเขาก็จะเรียกว่า “สุขลม” เป็นต้น ลุงสุขลมนี้เป็นนักเล่าเรื่องที่ผมประทับใจมาก และทำให้วัยเด็กของผมมีสีสัน เขาเล่าเรื่องหนึ่งถึงน้อยสึกใหม่ชื่อคำ คำว่า “น้อย” นี้ก็คือคำว่า “ทิดที่สึกจากการเป็นเณร” นั่นเอง เป็นคำเรียกนำหน้าเณรที่บวชอยู่นานตั้งแต่เด็กแล้วสึกออกมาเป็นฆราวาสเอาตอนหนุ่มๆ น้อยคำสึกออกมาแล้วก็อยากจะมีเมียจึงไปหารือญาติผู้ใหญ่ถึงวิธีจีบสาวมาทำเมีย ญาติผู้ใหญ่ก็สอนว่าให้ไปดูไก่แจ้สิว่ามันจีบไก่ตัวเมียอย่างไร น้อยคำก็ไปนั่งดูไก่แจ้ จนเกิดความมั่นใจแล้วก็ไปแอ่วสาว คำว่าแอ่วสาวนี้เป็นวิถีชีวิตของหนุ่มชาวเหนือสมัยโน้นที่พอตกค่ำคืนเสร็จจากนาแล้วก็ไปเยี่ยมตามบ้านสาวเพื่อไปพูดคุยเกี้ยวพาราสีสาว ปะเหมาะก็จะได้รักชอบกันแล้วเอากันเสียเลย เอากันนี้แปลว่าแต่งงานกันนะครับ อย่าคิดไปทางอกุศล

     น้อยคำไปแอ่วสาวสวยที่ตัวเองหมายตาไว้ พอไปถึงบันไดหน้าบ้านก็ทำเสียงแบบไก่แจ้

     “ก๊อด..ด ก้อด กอด กอด “

     สาวเจ้าได้ยินเสียงอะไรเหมือนไก่ตัวผู้อยู่ข้างล่างจึงลงบันไดมาชูตะเกียงน้ำมันก๊าดดู เห็นน้อยคำกำลังเอียงคอทำเสียงก๊อดๆๆ ก็ดีใจทำตาวาวเพราะเธอก็แอบชอบความหล่อของน้อยคำเป็นทุนอยู่แล้ว จึงออกปากเชื้อเชิญว่า

     “พี่น้อยคำหรือนี่ ขึ้นมาข้างบนก่อนสิ”

     น้อยคำรับคำเชิญเดินพร้อมกับทำเสียงกอด..ด กอด กอด กอด ขึ้นบันไดไป พอไปถึงบนบ้าน สาวเจ้าก็เชื้อเชิญให้น้อยคำนั่งเพื่อช่วยกันแกะหอม (กระเทียม) ซึ่งเป็นขั้นต้นของมาตรฐานการเกี้ยวพาราสีสมัยโน้นที่ต้องช่วยสาวแกะกระเทียมไปคุยกันไป แต่น้อยคำไม่ยอมนั่ง เพราะอาจารย์ของน้อยคำคือไก่แจ้ไม่เคยนั่งเวลาจีบไก่สาว น้อยคำจึงทำเสียงกอด กอด กอด ทำคอเอียงเดินวนๆเป็นวงกลมไปทางชานนอกบ้าน สาวเจ้าเป็นห่วงสวัสดิภาพพี่น้อยจึงรีบร้องห้ามว่า

     “พี่น้อย อย่า..อย่าเดินไปที่ชาน ชานมันผุแล้ว”

     ไม่ทันขาดคำชานนอกบ้านก็ถล่มลงโครม สาวเจ้าตกใจรีบถือตะเกียงน้ำมันก๊าดวิ่งลงบันไดมาดูแล้วร้องว่า

     “พี่น้อย..ย พี่น้อยคำ เป็นอะไรหรือเปล่าเจ๊า”

     น้อยคำรู้สึกว่าตัวเองจะเสียฟอร์มที่ตกชานบ้านสาว เพื่อรักษาฟอร์ม จึงขยับจะทำเสียงก๊อด ก๊อดแบบไก่แจ้แก้เขิน แต่ก็ส่งเสียงไม่ออกเพราะจุกลิ้นปี จึงทำทีเป็นผิวปากเป็นเพลงเพื่อแสดงความรื่นเริงเป็นการรักษาฟอร์มต่อหน้าสาวไว้

     สาวเจ้าเอาตะเกียงน้ำมันก๊าดมาส่องดูหน้าพี่น้อย เห็นน้อยคำซึ่งกำลังจุกแน่นเต็มที่เพราะหล่นจากที่สูงแต่พยายามทำฟอร์มผิวปากอย่างรื่นเริงใจโดยไม่มีเสียงออกมาเพราะจุกแน่น ลุงสุขลมเล่าพร้อมกับทำสีหน้าจุกแน่นทำปากจู๋พยายามผิวปากโดยมีแต่เสียงลมพ่นออกมาดัง

     “ผู่..ผู่ ผู่..”

     จบละ ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     อ้าว นี่เราคุยกันเรื่องอะไรอยู่นะ อ้อ เรื่องครั้งแรกทำไม่เป็น เป็นเรื่องปกติ ไม่เฉพาะแต่น้อยคำหรอก แต่คุณเป็นถึงนักศึกษาพยาบาลแล้ว ในการหัดให้คุณใช้สามัญสำนึกให้มากกว่าน้อยคำหน่อยก็ละกัน หิ หิ

     2. ถามว่าหนูทำพลาดหลายครั้ง เงอะงะ ทำอะไรไม่คิด ต้องให้อาจารย์บอกบทตลอด หนูเป็นไรคะ ตอบว่าหนูเป็นคนไร้สติและทำงานโดยไม่มีขั้นตอนไงครับ การทำอะไรในวิชาชีพของเรานี้ มันมีขั้นตอนมาตรฐานกำกับไว้ละเอียดยิบอยู่แล้ว คนรุ่นก่อนเขาทำเป็นมาตรฐานไว้หมดแล้ว เราไม่ต้องคิดเอง เราในฐานะนักวิชาชีพเราจะต้องทำตามขั้นตอนมาตรฐานไปทีละขั้นเป๊ะ เป๊ะ เป๊ะ อย่าไปคิดอ่านขั้นตอนเอาเองที่หน้างาน เพราะฉะนั้นก่อนลงมือทำหนูต้องท่องขั้นตอนมาตรฐานให้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบก่อน ถ้ายังท่องไม่ได้อย่าเพิ่งลงมือ ให้ท่องในใจใหม่ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ท่องให้ได้ ท่องออกเสียงต่อหน้าคนไข้เลยก็ได้ พอท่องได้แล้วค่อยลงมือทำ ทำไปทีละขั้น ใช้สติกำกับ ทำขั้นที่หนึ่งก่อน บอกตัวเองว่าเรากำลังทำขั้นที่หนึ่งนะ พอจบขั้นที่หนึ่งก็บอกตัวเองว่าเราทำขั้นที่หนึ่งจบแล้วนะ กำลังเริ่มทำขั้นที่สอง ทำแบบเนี้ยะ ไปจนจบ

     3. ถามว่าหนูจำอะไรไม่ได้ ความรู้เก่าต้องมี ความรู้ใหม่ก็มา ไม่มั่นใจเลยว่าจะเรียนรู้ทัน เคยแต่เรียนแบบจำไปสอบ แต่ตอนนี้ต้องนำไปใช้ด้วย มันกดดันเพราะจำที่เรียนไม่ได้ หนูโง่เกินไปหรือเปล่าคะ ตอบว่าไม่โง่หรอกครับ จำที่เรียนมาไม่ได้ ก็ต้องทบทวนก่อนเอามาใช้สิครับ นี่จะบอกอะไรให้นะ ตอนที่ผมเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ เป็นหมอใหญ่กำลังพีคสุดๆ ชำนาญมาก ทำผ่าตัดไปแยะแล้ว แต่แม้ในตอนนั้นก่อนทำผ่าตัดทุกครั้งผมก็ยังต้องนั่งสมาธิ ทบทวนขั้นตอนการผ่าตัดตั้งแต่ต้นจนจบก่อนลงมือจริงอยู่เลย แล้วนี่คุณเป็นใคร คุณเป็นเด็กเอียดเพิ่งขึ้นฝึกทำงานบนวอร์ดครั้งแรก นี่เป็นโอกาสที่คุณจะหัดเรียนโดยโน้ตย่อสิ่งที่จะต้องนำไปปฏิบัติ และหัดทบทวนสิ่งที่เรียนมาก่อนลงมือปฏิบัติ คิดทบทวนไม่ออกก็เปิดตำราสิครับ ตำรามันหนักมากคอนไปไม่ไหวก็ย่อมันไว้ในไอโฟนสิครับ ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่โง่หรือไม่โง่ แต่อยู่ที่การขาดขั้นตอนทบทวนสิ่งที่เรียนมาก่อนนำมาปฏิบัติ

     4.  ถามว่าขนาดขึ้นวอร์ดครั้งแรกยังเป็นขนาดนี้ แล้วต่อไปหละคะ หนูจะแย่กว่าเดิมมั๊ย หนูจะไม่มีความสุขรึเปล่า หนูไม่ชอบมันใช่ไหม ตอบที่ละประเด็นนะ (1) ต่อไปจะแย่กว่าเดิมไหม ตอบว่านี่ไม่ใช่เวลาจะคิดถึงอนาคต นี่เป็นเวลาฝึกทักษะที่อยู่ตรงหน้าในปัจจุบัน (2) หนูจะไม่มีความสุขหรือเปล่า ตอบว่าความสุขเป็นเรื่องของเดี๋ยวนี้นะ ตอนนี้คุณมีความสุขหรือเปล่าละ ถ้ามีก็มี ถ้าไม่มีก็ไม่มี (3) หนูไม่ชอบมันใช่ไหม ตอบว่าชอบหรือไม่ชอบการพยาบาลคุณได้วินิจฉัยและตัดสินไปตั้งแต่ตอนสอบเข้าเรียนแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาตั้งคำถามย้อนอดีต ตั้งไปคุณก็ตอบไม่ได้เพราะคุณก็ยังไม่รู้จักอาชีพนี้เลย ตอนนี้เป็นเวลาทำความรู้จักอาชีพนี้ ด้วยการสนองตอบต่อความท้าทายในวิชาชีพนี้ไปทีละช็อต ทีละช็อด จนคุณทำวิชาชีพนี้ได้เจนจบครบถ้วนไม่มีอะไรเหลือให้ท้าทายอีกแล้ว จึงค่อยถามตัวเองว่าอาชีพนี้เป็นอย่างนี้แหละ แล้วคุณยังชอบมันอยู่หรือเปล่า

     5. ถามว่าหนูจะทำไงต่อไปดีคะ ตอบว่าเย็นนี้กลับไปหอพักก็เริ่มทบทวนหัตถการที่เงอะงะไปเมื่อตอนเช้า เราทำไปกี่เรื่อง แต่ละเรื่องมีขั้นตอนอย่างไร จดไว้ แล้วท่องซะ ขั้นตอนไหนที่เราพลาด ดอกจันทร์ไว้เตือนตัวเองครั้งหน้า พอวันรุ่งขึ้นขณะกินข้าวหรืออาบน้ำก็หยิบขั้นตอนออกมาท่อง จินตนาการตามไปทีละขั้นๆ จนเห็นภาพตัวเองทำหัตถการนั้นตั้งแต่ต้นจนจบได้ชัดแจ๋วเหมือนดูหนังยูทูปโดยในหนังนั้นไม่มีอาจารย์คอยบอกบทด้วย พอสายก็ไปขึ้นวอร์ด แล้วก็ลุย...ย

     สำหรับท่านผู้อ่านท่านอื่นๆ จดหมายของเธอคนนี้ออกจะไร้สาระหน่อยนะครับ แต่ผมก็ตอบให้ เพราะว่าผมรักพยาบาล ขอโทษที่ท่านผู้อ่านต้องมาเสียเวลาให้กับความลำเอียงของผม..เหอะน่า นิดนุง

     ผมมองอาชีพยาบาลว่าเป็นอาชีพที่ดี มีคุณค่า มีโอกาสทำงานโดยใช้เมตตาธรรมจากก้นบึ้งของหัวใจตน เป็นความฝันของเด็กผู้หญิงจำนวนมากที่อยากจะมาทำอยากจะมาเป็น แต่ส่วนใหญ่มาไม่ถึงจุดที่คุณมาถึง ตอนนี้คุณมาถึงที่นี่แล้ว ก็มีแต่ต้องเดินหน้าสานฝันนั้นต่อไป อย่าได้วอกแวก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

25 กรกฎาคม 2559

อยากไปเป็นหมอที่นิวซีแลนด์

กราบเรียนอาจารย์สันต์ ใจยอดศิลป์ ที่เคารพ
            กระผม นพ. ...จบศัลยแพทย์ทั่วไป เมื่อปี 2011 ครับ ขณะนี้ทำงานอยู่ รพ.จังหวัดครับ
            ผมมีความสนใจ อยากจะไปทำงานในฐานะศัลยแพทย์ทั่วไป ที่ประเทศนิวซีแลนด์ครับ เนื่องด้วยผมติดตามบทความอาจารย์มาโดยตลอด และทราบว่า อาจารย์เคยไปอยู่กับ อาจารย์ Sir Brian Baratte Boyes  ที่ Auckland มาก่อน ในตำแหน่ง Registrar doctor เลยใคร่อยากเรียนขอคำแนะนำจากอาจารย์ครับ
            ตอนนี้ ผมเจอตำแหน่งที่ผมจะสามารถ apply เข้าไปอยู่ที่เมือง Dunedin ได้ ในตำแหน่ง General Surgery Registrar (ที่เว็บไซท์ ....) (รายละเอียดบอกว่าเป็น University Hospital ไม่แน่ใจว่าเป็น University of Otago หรือไม่นะครับ) ผมมีคำถามที่อยากจะขอเรียนปรึกษาอาจารย์ดังนี้ครับ

1.ถ้าผม applyไปในตำแหน่งนี้ มีโอกาสที่เขาจะรับไหมครับ ผมศึกษาเองจากเวบไซต์แพทยสภาของนิวซีแลนด์ เห็นว่ามี Vocational (Specialist) Registration : VOC3  โดยที่เราไม่ได้จบแพทย์ที่นิวซีแลนด์ และไม่ต้องมีเฉพาะทางของนิวซีแลนด์ (ผมอ่านดูวิธีและขั้นตอนการ apply แล้ว พอเข้าใจระดับหนึ่งครับ)

2.ตำแหน่ง Registrar doctor มีหน้าที่อะไรครับ เหมือน Resident บ้านเราไหมครับ เมื่อเราทำงานปรับพื้นฐานและประเมินผ่านแล้ว เรามีโอกาสได้ทำงานเป็นศัลยแพทย์ทั่วไปอย่างเต็มตัวไหมครับ

3.การ apply เข้าไปอยู่ในตำแหน่งนี้ ผมต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้มากน้อยแค่ไหนครับ หรือเราจะได้รับเงินเดือนจากรพ.ที่นั่นเลย

4.โรคที่เราเจอที่ประเทศนิวซีแลนด์ และการรักษาต่างๆ ใกล้เคียงกับของเราบ้างไหมครับ หรือแตกต่างมากจนต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมดครับ

5.ระบบการทำงานใน รพ.ที่นิวซีแลนด์ ถ้าเป็นของรัฐ เรามีโอกาสได้ทำไหมครับ แล้วรัฐดูแลประชากรเขาทุกอย่างด้านสุขภาพแบบที่ว่าเราสั่งการรักษาแบบไม่ต้องกังวลเงินในกระเป๋าของคนไข้ไหมครับ (ผมสบายใจมากกับการทำงานในรพ.รัฐบ้านเรา คือ ถ้าคนไข้มีสิทธิ์การรักษาแล้ว เราสามารถสั่งการรักษาที่เหมาะสมได้เลย โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของคนไข้ครับ)

6.อยากรบกวนเรียนขอความคิดเห็นของอาจารย์เกี่ยวกับการทำงานเป็นหมอผ่าตัดที่นิวซีแลนด์ครับ

            สุดท้ายนี้ ผมขอกราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงนะครับ ที่กรุณาสละเวลาอ่านจดหมายของผม

ด้วยความเคารพอย่างสูง
นพ. ..................

Sent from Mail for Windows 10

.......................................................

ตอบครับ

1. ถามว่าถ้าคุณหมอสมัครไปทำงานในตำแหน่งที่เขาประกาศ เขาจะรับไหม ตอบว่าเขาคงไม่รับหรอกครับ เพราะ
1.1 เขาไม่รู้จักเรา ไม่รู้หัวนอนปลายตีนของเรา เขาไม่เสี่ยงรับเราเข้าไปทำงานแน่นอน

1.2 การจะได้เข้าไปทำงานในระบบของเขามีด่านอยู่สองก๊อก ก๊อกแรกคือการมีใบประกอบวิชาชีพ (license) ก๊อกสองคือการหาตำแหน่งงานให้ได้ ด่านที่ใหญ่ที่สุดคือก๊อกแรก เพราะแพทยสภานิวซีแลนด์ไม่ได้รับรองใบประกอบวิชาชีพของต่างชาติยกเว้นประเทศในเครือจักรภพบางประเทศ แต่ใช้วิธีพิจารณาอนุมัติใบประกอบวิชาชีพเป็นรายๆไป การพิจารณาของเขาต้องใช้หลักสำคัญสองประการประกอบ คือ

1.2.1 ต้องมีหลักฐานว่าเรามีความรู้แพทย์เทียบเท่าเกณฑ์มาตรฐานความรู้สากล ซึ่งหลักฐานที่จะบอกคุณสมบัติข้อนี้มีอยู่สองอย่างเท่านั้น คือหลักฐานว่าเราสอบ PLSB test ของอังกฤษผ่าน หรือหลักฐานว่าเราสอบ USMILE ของอเมริกาผ่าน

1.2.2 ต้องเคยฝึกปฏิบัติงานอยู่ในนิวซีแลนด์มาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งนิยามกันทั่วไปว่าอย่างน้อย 6 เดือน แล้วมีหมอ consultant ที่แพทยสภาเชื่อถือสามคนเขียนคำแนะนำหรือคำรับรองว่าเรามีผลการทำงานที่ดี

อันที่จริงกฎหมายไม่ได้เคร่งครัดว่าการได้ใบประกอบวิชาชีพต้องสอบ PLAB test หรือ USMILE ผ่าน แต่วิธีการสอบให้ผ่านเป็นวิธีพิสูจน์ตัวเราเองให้ฝรั่งเห็นว่าเรามีความรู้ขั้นเบสิกเทียบเท่าของเขาที่ง่ายที่สุด วิธีพิสูจน์วิธีอื่นจะยากกว่านี้ ซึ่งผมไม่แนะนำ ผมแนะนำให้สอบ PLAB หรือ USMILE ให้ผ่านง่ายสุด

ดังนั้นเส้นทางที่จะไปทำงานมี 4 ขั้นตอนคือ

ขั้นที่ 1. ต้องสอบ PLAB test หรือ USMILE ให้ได้ก่อน

ขั้นที่ 2. แล้วหาทางไปฝึกงานเป็นอินเทอร์นโข่ง (เรียกว่า HHO หรือ honorary house officer แปลว่าอินเทอร์นโข่งที่ไม่มีเงินเดือนกิน ต้องกินแกลบกินหญ้าไปพลางๆก่อน การจะได้เข้าไปเป็นอินเทอร์นโข่งกินแกลบกินหญ้านี้ก็ไม่ใช่จะเข้าไปได้ง่ายๆนะ ต้องร่อนจดหมายบรรยายสรรพคุณของเราไปขอทำงานกับเขา โอกาสที่เขาจะเชื่อและเสี่ยงรับเรามีน้อยมาก ในขั้นตอนนี้ถ้ามีเส้น เช่นแพทย์ไทยที่เป็นที่รู้จักและยอมรับของหัวหน้าหน่วยที่เราจะไปทำงานนั้นเขียนจดหมายแนะนำให้ ก็จะทำให้เข้าไปได้ง่ายขึ้น พูดถึงเส้นนี้เป็นระบบสำคัญในวงการแพทย์นิวซีแลนด์ สำคัญตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยมสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนแพทย์เลยละ

ขั้นที่ 3. เมื่อได้เข้าไปแล้ว ทำงานครบหกเดือนแล้ว ก็ขอหนังสือรับรองการทำงานจากเจ้านาย แนบใบสมัครขอใบประกอบวิชาชีพชั่วคราวชนิดที่จะทำงานรับเงินเดือนได้จากแพทยสภา

ขั้นที่ 4. เมื่อได้ใบประกอบวิชาชีพชั่วคราวแล้วก็เขียนจดหมายไปสมัครงานตรงไหนก็ได้ที่เขาประกาศรับ จะเป็นตำแหน่ง house surgeon หรือตำแหน่ง registrar ก็ได้ อย่าไปเกี่ยง เมื่อเขารับแล้ว คราวนี้ก็จึงจะได้ทำงานแบบมีเงินเดือนกิน

3. ถามว่าตำแหน่ง Registrar doctor มีหน้าที่อะไร ตอบว่าตำแหน่งนี้หน้าที่ก็คือเป็น "ทาส" สุดแล้วแต่เขาจะจิกหัวใช้ ถ้าใหญ่หน่อยก็เป็น "ขุนทาส" (senior registrar) ซึ่งมีความรับผิดชอบล้นฟ้า แต่ก็เป็นขี้ข้าเขาอยู่เหมือนเดิม งานของขุนทาสมีความแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจที่เจ้านายมีต่อตัวขุนทาสแต่ละคน สมัยผมเป็นขุนทาส ผมทำงานผ่าตัดและดูแลคนไข้เหมือนกับเป็น consultant คนหนึ่งไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่ว่าเป็นการทำงานภายใต้เขตอำนาจของเจ้านาย

4. ถามว่าตำแหน่ง registrar ถ้าทำงานดีแล้วจะมีโอกาสได้เป็นศัลยแพทย์ทั่วไปอย่างเต็มตัวไหมครับ ตอบว่าไม่มีโอกาสครับ หรือถ้าจะพูดให้เบาหน่อยก็คือมีโอกาสแต่น้อยมากครับ เพราะการได้เป็น consultant เป็นอาชีพสงวนสำหรับ citizen ของเขาเท่านั้น มันจะไปติดที่ด่านการสอบบอร์ด (FRACS) การจะได้สิทธิสอบบอร์ดต้องเริ่มด้วยการไปตั้งต้นที่สนามหลวง คือต้องสมัครเข้าเป็น registrar ในโปรแกรมฝึกอบรมเฉพาะสาขานั้น ซึ่งเขามีโควต้ารับจำกัดจำเขี่ยมาก แล้วต้องฝึกอบรมไปจนครบจำนวนปีที่เขาตั้งไว้ คือประมาณ 5-7 ปี

     แต่อย่างไรก็ตามวงการแพทย์ของนิวซีแลนด์ไม่มีกฎหมายกำกับตายตัว จึงมีดิ้นได้บ้าง สมัยผมทำงานที่นั่นผมก็ไม่ได้ไปตั้งต้นฝึกอบรมตามระบบของเขา แต่พอผมจะกลับบ้าน เจ้านายถามว่ามีจ๊อบหมอผ่าตัดหัวใจที่ทาสมาเนีย ยูอยากไปทำไหม คือพูดง่ายๆว่าถ้าเป็น "เด็กฝาก" ก็อาจจะมีลุ้น แต่นี่ไม่ใช่วิธีที่ผมแนะนำเพราะมันไม่เวอร์คกับทุกคน ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นสมัยผมเป็นเด็ก ผมมาสอบเข้าเรียนแพทย์โดยไม่ได้เรียนมัธยมปลายแต่ใช้วิธีสอบเทียบเอา แล้วถ้าผมแนะนำเด็กนักเรียนทุกวันนี้ว่าจะไปเรียนแพทย์ไม่ต้องเรียนมัธยมปลายก็ได้ ไปสอบเทียบเอาเถอะ คุณว่ามันจะเป็นคำแนะนำที่คนเป็นอยากเป็นหมอควรทำตามไหม ไม่อย่างแน่นอนใช่ไหมครับ ดังนั้นในภาพรวมผมแนะนำว่าหากอยากไปประกอบอาชีพหมอที่นั่น คุณสอบ PLAB ให้ผ่านแล้วเข้าฝึกอบรมตามระบบให้ครบตั้งแต่ต้นแล้วสอบบอร์ดให้ได้เป็นวิธีที่ชัวร์ที่สุดครับ อย่าไปคิดว่าจะเสียเวลา เพราะตลอดเส้นทางนั้นคุณก็มีงานทำมีเงินเดือนกิน

5. ถามว่าการสมัครเอาตำแหน่ง ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้มากน้อยแค่ไหน ตอบว่าต้องมีเงินใช้จ่ายขณะไปเป็น honorary house surgeon หรือ honorary registrar อย่างน้อยก็สักหนึ่งล้านบาทละมังครับ ถ้าไม่ได้งานก็กลับมาแบกจ๊อบที่บ้านเราเหมือนเดิมต่อไปไม่มีอะไรเสียหาย ถ้าได้งานจริงๆแล้วก็จะมีเงินเดือนใช้ ซึ่งเป็นเงินเดือนที่เหลือกินเหลือใช้หากกินอยู่อย่างคนธรรมดา

6. ถามว่าโรคที่เราเจอที่ประเทศนิวซีแลนด์ และการรักษาต่างๆ ใกล้เคียงกับของเราไหม ตอบว่าเหมือนกันแหละครับ เหมือนกันอย่างกับแกะ คือโรคหัวใจหลอดเลือด เบาหวาน ความดัน โรคไตเรื้อรัง มะเร็ง เป็นต้น

7 ถามว่าจะมีโอกาสได้ทำงานในรพ.ของรัฐไหม ตอบว่าหากเข้าไปเริ่มตามระบบตั้งแต่ต้น คือไปเป็น HO แล้วสมัครเข้าฝึกอบรมเฉพาะสาขา จบแล้วสอบบอร์ด ได้บอร์ดแล้วก็มีสิทธิ์สมัครเข้าทำงานในรพ.ของรัฐได้ครับ

8.. ถามว่าทำงานที่นั่นไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในกระเป๋าของคนไข้ใช่ไหม ตอบว่าใช่ครับ ที่นั่นเป็นระบบสังคมนิยม การรักษาพยาบาลเป็นสิ่งที่รัฐให้ฟรีแก่พลเมืองทุกคน ยกเว้นกรณีที่ไปรพ.เอกชน นั่นก็ตัวใครตัวมัน

9. ถามความเห็นหมอสันต์เรื่องที่คุณอยากไปเป็นหมอผ่าตัดที่เมืองนอก ตอบว่าหมอสันต์สนับสนุนให้แพทย์รุ่นใหม่ของไทยทุกสาขาทุกคนที่อายุยังไม่มาก (อย่างคุณนี้เพิ่งจบบอร์ดมาห้าปี ก็ยังพอถือได้ว่าอายุยังไม่มาก) และที่เป็นอิสระทางการเงินไม่มีพันธะต้องเลี้ยงดูครอบครัวมากมาย ได้ทดลองขวานขวายไปฝึกทำงานเป็นหมอในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกซีกตะวันตกซึ่งวัฒนธรรมและวินัยในการทำงานเขาแข็งแรงกว่าของเรา จะพยายามแล้วไม่สำเร็จ หรือพยายามแล้วสำเร็จแต่อยู่ได้ไม่นาน หรืออยู่ได้นาน ก็ไม่สำคัญ เพราะประสบการณ์ที่ได้พยายามอย่างน้อยก็จะทำให้โลกทัศน์ในวิชาชีพแพทย์กว้างขึ้น จะทำให้ตัวเราเองกลายเป็นกบนอกกะลา เมื่อได้กลับมาอยู่บ้านเราก็จะมีศักยภาพที่จะช่วยกันสร้างสรรค์วงการแพทย์ไทยเราให้เจริญยิ่งขึ้นไป

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

เครื่องช็อกหัวใจแบบฝังใน AICD ขายขาดไม่รับคืน

เรียนคุณหมอสันต์
                             ผมติดตามบทความอาจารย์มาตลอด และ ได้ปฏิบัติตามเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย แต่ผมมีเรื่องปรึกษาดังที่จะเล่าต้นสายปลายเหตุดังนี้ครับ
เมื่อประมาณ6ปีมาแล้วผมเกิดหัวใจหยุดเต้น แต่เนื่องจากใกล้หมอเลยปั๊มหัวใจรอดมาได้ แต่คุณหมอได้ใส่เครื่องaicdเพื่อช่วยปั๊มหากหัวใจหยุดเต้นอีก ทีนี้ผมอยากเอาออกเพราะจะครบอายุแบตเตอร์รี่ที่จะหมดในปีหน้า แต่คุณหมอที่ดูแลไม่อยากให้เอาออกให้  ตั้งแต่ใส่มาไม่เคยมีการเต้นผิดจังหวะของหัวใจตามกราฟที่ปริ้นออกจากเมมเครื่อง
ตอนตรวจเช็คทุก6เดือน ผมไม่เคยกินยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ไม่มีเบาหวาน ไขมัน ความดันสูง ผมอยากเอาออก เพราะผมนั่งคิดแล้วว่าที่ตอนหยุดเต้นมันอาจจะเป็นจากสาเหตุการปฏิบัติตัวในตอนนั้น ลืมบอกว่าผมเป็นภูมิแพ้ ตอนนั้นผมใช้ยาเสตียรอย ใช้สมุนไพร และไม่ได้พักผ่อนเกือบครึ่งเดือน อาจทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะจนเกิดการหยุดเต้นได้ในตอนนั้น ผมจึงอยากปรึกษาการเอาเครื่องออกครับ ช้อมูลส่วนตัวดังนี้ครับ
ชาย อายุ 47 ปี
ส่วนสูง 172
น้ำหนัก 68
Sugar  99
Hb A1c  5.7
BUN 8
eGFR  79.5
Creatinine  1.06
Cholesterol 182
Triglyceride 107
HDL 43
LDL 123
SGOT 21
ความดัน 119/79
ไม่ได้กินยา ไขมัน เบาหวาน ความดัน  ตั้งแต่ต้น ออกกำลังกายด้วยวิ่งสั้นเร็วแบบวิ่งแข่ง100เมตร
กินผักผลไม้ปั่นมื้อเช้า ไม่กิน ผัด ทอด ลดเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และส่วนผสมนม เนย
ปฏิบัติตามบทความคุณหมอสันต์ ทำให้ทิ้งยารักษาภูมิแพ้ เพราะทานมาเกือบ20กว่าปี
ตอนนี้สุขภาพดีตัวเบาโล่ง  ผมเลยอยากเอาเครื่องออกครับผมไม่กล้าไปบอกหมอที่เก่าเพราะ
กลัวท่านปรับอัตราการเต้นของ เซนเซอร์ใหม่เดี๋ยวผมโดนช๊อต 55555 ผมเลยอยากปรึกษาคุณหมอ
เรื่องการเอาออกครับ
กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
( ผมโทรไปหาพยาบาลเลขาส่วนตัวคุณหมอที่ พญาไท2 แล้วครับ เขาบอกว่าคุณหมองานล้น ให้ผมเขียนถามในบล็อกนี้แทนครับ ผมชื่อ นาย..... )

......................................................


ตอบครับ

     มาจะกล่าวบทไป การจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่จี้ๆใบนี้คุณต้องเรียนรู้กฏเกณฑ์บางข้อ รวมทั้งกฎที่ว่าสินค้าบางอย่างขายแล้วขายขาดไม่รับคืน ยกตัวอย่างเช่นคุณไปขอแต่งลูกสาวเขามาเป็นเมียพอเบื่อแล้วคุณจะกล้าเอาไปคืนให้แม่ยายคุณไหมล่ะ (ฮี่ ฮี่..พูดเล่น) ฉันใด ก็ฉันเพล เครื่องช็อกหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบฝังในหรือ AICD นี้ก็เป็นฉันนั้น ผมรับจ้างใส่ แต่ผมไม่รับจ้างถอดออก (ฮี่ ฮี่..พูดเล่นอีกละ)

     มาพูดกันจริงๆดีกว่านะ คือเครื่องนี้เขาออกแบบมาให้เป็นเครื่องช่วยชีวิตคนที่เกิดหัวใจหยุดเต้น (VF)ไปแล้ว จึงต้องหาวิธีส่งไฟฟ้าไปช็อกหัวใจให้ได้ชัวร์ๆ เขาไม่ได้ออกแบบเผื่อไว้ให้ลากสายออก ความข้อนี้หมอส่วนใหญ่ แม้หมอหัวใจที่ชั่วโมงบินยังไม่ถึงก็มักจะยังไม่ทราบ การที่คุณไปหาหมอของคุณแล้วคุณหมอท่านอิดออดโยกโย้ไม่อยากเอาออกนั้น แสดงว่าคุณหมอของคุณท่านเป็นหมอที่มีชั่วโมงบินถึงขั้นแล้ว เพราะว่าการจะลากเอาสาย (lead) ของเครื่องนี้ออกมาจากหัวใจมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสายนี้มันหัวบานเป็นร่มและฝังอยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจ ลากไปลากมามันลากเอาผนังหัวใจให้บุ๋มเข้าไปในห้องหัวใจด้วย เคราะห์หามยามร้ายกล้ามเนื้อหัวใจก็ทะลุ เลือดออก ช็อค ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกฉุกเฉินเข้าไปแก้ แก้ทันก็แก้ แก้ไม่ทันก็...เด๊ด สะมอเร่ ในรายที่โชคดีลากออกมาได้ บางคนก็โดนขาของร่มที่ปลายสายลากเอาลิ้นหัวใจไตรคัดปิดฉีกขาดออกมาด้วย..เป็นเรื่องอีก ถึงแม้สมัยนี้จะมีปลอกวิเศษใส่เข้าไปหุบร่มที่ปลายสาย ปลอกนี้บางชนิดก็สามารถส่งความร้อนหรือเลเซอร์เข้าไปเลาะตัดพังผืดที่ติดยึดปลายสายได้ด้วย แต่ปลอกวิเศษก็ปลอกวิเศษเหอะ บ่อยครั้งมันไม่วิเศษสมชื่อ ใช้แล้วก็ยังเกิดเรื่องอยู่ดี โอกาสเกิดเรื่องเนี่ยไม่ใช่น้อยนะครับ สถิติจากคนไข้ที่ลากสายออก 5,339 คน เก็บสถิติในช่วงเวลาสิบปี พบว่าที่ถึงขั้นตายหรือคางเหลือง (major complication) เพราะการลากสายออกนี้มีถึง 1.6% ซึ่งมากระดับน้องๆอัตราตายของการทำบอลลูนหรือผ่าตัดบายพาสหัวใจเลยเชียวนะ ดังนั้นอย่าแปลกใจที่มีหมอหัวใจที่รับจ้างใส่มาก แต่ที่รับจ้างถอดมีน้อย

     พูดถึงหมอหัวใจชอบใส่มากกว่าชอบถอด เมื่อไม่นานมานี้มีคนไข้ฝรั่งมาหาผมที่เมืองไทยนี้คนหนึ่งด้วยปัญหาอื่นแต่เมื่อเอ็กซเรย์ทรวงอกดูแล้วเห็นสายอะไรต่อมิอะไร ทั้งสาย pace maker เก่าและใหม่ สาย AICD อีกสองเส้น บางเส้นทั้งพันทั้งขดอยู่ในหัวใจเต็มไปหมดราวกับพยาธิในหัวใจน้องหมา (สมัยผมเป็นนักเรียนแพทย์ เคยเอาร่างสุนัขที่เรียนวิชาสรีรวิทยาเสร็จแล้วมาผ่าดูหัวใจ พบว่ามีพยาธิสาระพัดพัวพันอัดกันแน่นอยู่ในหัวใจราวกับเส้นหมี่ผัดซีอิ้ว..บรื๊อว์)

     ผมชวนคนไข้คุยว่า

     "รู้สึกว่าคุณจะมีเส้นสายอยู่ในหัวใจหลายเส้นอยู่นะ"
     (You seem to have quite a few leads in your heart)

     คนไข้ตอบผมอย่างคนมีอารมณ์ขันว่า

    "Yeh, cause those docs they know how to put things in but don't know how to pull things out"
     (ช่าย..เพราะพวกหมอเขารู้แต่วิธีใส่แต่ไม่รู้วิธีถอดออก)

     นี่คือสัจจธรรมเกี่ยวกับสายลวดต่างๆที่ใส่เข้าไปในหัวใจ คือมันเข้าง่ายออกยาก หมอที่เต็มใจจะลากออกให้คุณมีอยู่สองคนเท่านั้น คือหมอจบใหม่ กับ..พยาธิแพทย์ (หิ หิ พูดเล่น)

     เอาละ คราวนี้มาตอบคำถามของคุณอย่างเป็นทางการนะ

     1. ถามว่าตั้งแต่ใส่เครื่องช็อกไฟฟ้าแบบฝังในมาห้าปีไม่เคยช็อกเลยสักจึ๊กเดียว ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจต่างๆก็ไม่มี คลื่นไฟฟ้าหัวใจก็ปกติมาตลอด จำเป็นต้องมีเครื่องช็อกไฟฟ้าฝังในไว้ไหม ตอบว่าไม่จำเป็นหรอกครับ

     2. ถามว่านี่แบตเตอรี่เก่าจะหมดอายุรับประกันแล้ว หมอก็จะให้เปลี่ยนแบต แต่ใจไม่อยากเปลี่ยนแล้ว จะทำอย่างไรดี ตอบว่า ก็ไม่ต้องเปลี่ยนสิครับ อยู่กับแบตเก่านั่นแหละไป ไฟหมดก็คือหมด

     3. ถามว่าทั้งเครื่องและสายถ้าแบตหมดแล้วก็ไร้ประโยชน์ เอาออกซะไม่ดีกว่าหรือ ตอบว่าดีครับ ถ้ามีคนยอมเอาออกให้คุณ

     4. ถามว่าถ้าเป็นหมอสันต์มีเครื่อง AICD อยู่ในตัวและไม่ต้องการใช้แล้วจะทำอย่างไร ตอบว่าผมก็ปล่อยให้แบตหมด แล้วทิ้งมันไว้อย่างนั้นไม่เอาออกเพราะผมกลัวตายจากภาวะแทรกซ้อนจากการลากสายออก แต่ผมจะเขียนพินัยกรรมบอกลูกเมียไว้ว่าถ้าผมเดินทางไปถึงระยะสุดท้ายของชีวิต สมองฟั่นเฟือน สติเลอะเลือนแล้ว อย่าลืมให้หมอเขาดับไฟเครื่องกระตุ้นหัวใจผมด้วยนะ เพราะตอนผมจะตาย ขอผมตายดีๆหน่อย หิ หิ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. F M Farooqi, S Talsania, S Hamid, C A Rinaldi Extraction of cardiac rhythm devices: indications, techniques and outcomes for the removal of pacemaker and defibrillator leads. Int. J. Clin. Pract.: 2010, 64(8);1140-7

...................................................

จดหมายจากผู้อ่าน
ถ้าสมองตายแล้วไม่ได้ดับไฟเคื่องกระตุ้นหัวใจ แล้วตายไม่ดี คือเป็นยังไงคะ?

ตอบครับ

เครื่องช็อกหัวใจแบบฝังในก่อปัญหาให้แก่คนใกล้ตายได้สองแบบคือ

1. ถ้าเครื่องใช้รักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบกลไกการปล่อยไฟฟ้าเสียอย่างสิ้นเชิง (complete heart block)ด้วย แม้สมองของคนไข้ตายไปแล้วแต่หัวใจจะไม่ยอมหยุดเต้น เพราะมันเต้นตามเครื่อง ทำให้หมอประกาศว่าตายแล้วไม่ได้เพราะคลื่นหัวใจยังมีหัวใจเต้นอยู่ ต้องเอาโปรแกรมเครื่องมาสั่งให้เครื่องหยุดปล่อยคลื่น ปัญหาคือโรงพยาบาลที่คนไข้ไปตายอาจจะไม่มีเครื่องสำหรับโปรแกรมคำสั่งเพราะเครื่องโปรแกรมคำสั่งนี้มีแต่ในศูนย์หัวใจที่เป็นผู้ใส่เครื่องเท่านั้น หรือบางทีมีเครื่องแต่หมอไม่ยอมสั่งให้เครื่องหยุดเพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนทำให้คนไข้ตาย เดือดร้อนต้องให้ญาติเป็นคนหมุนปุ่มสั่งหยุดเอง ซึ่งเป็นการก่อความรู้สึกแย่ๆกับญาติได้มากเหมือนกัน ญาติบางคนก็ไม่กล้าทำ ก็เลยต้องยื้อกันต่อไปจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันได้

2. ในคนทั่วไปที่ประสงค์จะตายและใกล้จะตายจริงๆแล้ว หัวใจจะค่อยๆหยุดเต้น คลื่นจะเปลี่ยนจากคลื่นแบบปกติ (sinus) ไปเป็นหัวใจห้องล่างเต้นรัว (VF) ก่อนที่จะหยุดสนิท (stand still) แต่แค่ลงมาเป็น VF แค่นั้นแหละ เครื่องเจ้ากรรมนี้ก็จะช็อคคนไข้ปุ๊ง อีกสองนาที่ก็จะช็อกอีก ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง บางครั้งช็อกแล้วคลื่นไฟฟ้าก็กลับมาเป็น sinus ใหม่ ทำให้ตายไม่ได้สักที หรือตายยากตายเย็น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

21 กรกฎาคม 2559

เรียนรู้จากเรื่องของโกคิ้ม

(ขอขอบพระคุณโกคิ้มที่อนุญาตให้เผยแพร่เรื่องของท่านผ่านบล็อกนี้ได้)

     "โกคิ้ม" หรือ คุณกิตติคม ลิ่มโอภาษมณี เป็นนักธุรกิจชาวเมืองตรัง เรื่องราวของท่านเริ่มเมื่อปีกลาย ในวัยขณะนั้น 61 ปี โกคิ้มเป็นลมหน้ามืดหมดสติถูกหามเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน แพทย์ตรวจแล้วพบว่าโกคิ้มเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จึงทำการสวนหัวใจเป็นการฉุกเฉิน พบว่าเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบสามเส้น และมีความเห็นว่าทำบอลลูนไม่ไหวแล้ว ต้องไปทำผ่าตัดบายพาส ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดสำหรับโกคิ้ม เพราะเพื่อนสนิทกันก็ทำบอลลูนบ้าง ทำบายพาสบ้าง หลายคน บางคนทำแล้วดี บางคนทำแล้วไม่ดี โกคิ้มเคยต่อรองกับหมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น หมอพูดต่อหน้าภรรยาของโกคิ้มซึ่งนั่งอยู่ในที่นั่นด้วยว่า

     "ก็จะเกิดการตายแบบกะทันหันไง ซัดเด้น เด๊ด (Sudden Dead)"

     โกคิ้มเล่าพร้อมกับกระแทกเสียงคำว่า "ซัดเด้นเด๊ด" แบบเน้นๆ เมื่อเจอคำแนะนำที่หนักแน่นเช่นนี้โกคิ้มก็ตัดสินใจจะทำผ่าตัด แต่พอไปที่โรงพยาบาลมอ. (รพ.มหาลัยสงขลานครินทร์ที่หาดใหญ่) หมอบอกว่าคิวคนรอผ่าตัดยาวมาก ถ้าจะผ่าเร็วให้ไปผ่าที่รพ.ตรัง เพราะที่นั่นเขากำลังจะเริ่มเปิดผ่าตัดหัวใจใหม่ โกคิ้มก็ตั้งใจว่าจะไปผ่าที่เมืองตรังเป็นคนแรกเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ซึ่งหมอก็ให้คิวนัดไว้

    ระหว่างที่รอนัดหมาย โกคิ้มอ่านเน็ทพบบล็อกของหมอสันต์ จึงเขียนอีเมลมาเล่าอาการเจ็บป่วยของตัวเองว่าแบบนี้จะไม่ผ่าได้ไหม หมอสันต์ขอดูผลการตรวจสวนหัวใจ โกคิ้มพยายามส่งภาพไปทางอีเมลแต่ก็ไม่สำเร็จ จึงต้องลงทุนถือแผ่นซีดี.มาขอพบหมอสันต์ที่กรุงเทพด้วยตัวเอง หมอสันต์เปิดวิดิโอผลการสวนหัวใจฉายดูหลายรอบแล้วบอกโกคิ้มว่างานวิจัยชื่อ OCT trial เอาคนที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแล้วรอดชีวิตพ้น 24 ชั่วโมงแรกมาได้โดยที่มีอาการเจ็บหน้าอกไม่เกินเกรด 3 เมื่อฉีดสีดูแล้วก็มีตีบสองเส้นบ้าง สามเส้นบ้าง อย่างโกคิ้มนี้ เอามาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ไปแก้ไขหัวใจตีบด้วยการทำบอลลูนหรือทำผ่าตัดบายพาส อีกกลุ่มหนึ่งแค่ใช้ยาลดไขมันโดยไม่บอลลูนไม่บายพาส พบว่าการรักษาทั้งสองแบบให้ผลการรักษาในระยะยาวไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะวัดด้วยการตายหรือการเกิดจุดจบที่เลวร้ายก็ตาม ดังนัันคุณจะทำบายพาสหรือไม่ทำบายพาสก็ได้ มันเป็นทางสองแพร่ง แล้วแต่คุณ โกคิ้มถามถึงการดูแลตัวเองถ้าไม่ผ่าตัด หมอสันต์แนะนำให้ไปเข้าแค้มป์ RD1 ซึ่งรับเอาแต่คนเป็นโรคหลอดเลือดอย่างโกคิ้มนี้มาเรียนวิธีดูแลตัวเอง โกคิ้มก็ไปเข้าแค้มป์

     ตอนที่อยู่ในแค้มป์ มีชั่วโมงทดสอบความฟิตของร่างกายด้วยวิธีเดินเร็วหนึ่งไมล์ ขณะที่คนอื่นเขาเดินฉับๆๆ โกคิ้มก็เดินฉับๆๆเหมือนกันแต่แน่นหน้าอกเหงื่อแตกหายใจดังฟี้ด ฟี้ด แต่ก็ต้องรีบเพราะจะไปเข้าเส้นชัย หมอมาตรวจดู เอาเครื่องช็อกหัวใจมาจ่อดูคลื่น เล่นเอาโกคิ้มใจไม่ดี แต่แล้วก็ไม่มีอะไร หมอสอนว่าการออกกำลังกายสำหรับคนเป็นหัวใจขาดเลือดการไปให้ถึงระดับหนักพอควรคือหอบแฮ่กๆนั้นถูกต้องแล้ว แต่เมื่อใดก็ตามที่แน่นหน้าอกจะต้องผ่อนลง และจำระดับความหนักที่ทำให้เราแน่นหน้าอกไว้ เมื่อผ่อนลงจนหายแน่นแล้วจึงค่อยๆออกกำลังกายต่อไป แต่ว่าไม่รีบขึ้นไปท้าทายระดับนั้นอีก ให้ออกกำลังกายระดับต่ำกว่านั้นไปสักหลายๆวันแล้วจึงค่อยกลับขึ้นไปท้าทายระดับนั้นใหม่ ถ้าเจ็บหน้าอกอีก ก็ถอยอีก วันหน้าท้าทายใหม่อีก ทำอย่างนี้จะค่อยๆออกกำลังกายได้มากขึ้น จนออกได้มากเท่าคนปกติ

     ออกจากแค้มป์โกคิ้มไม่ยอมกลับบ้าน แต่คว้าจักรยานไปเข้ากลุ่มปั่นไปทั่วเมืองไทยจากใต้จรดเหนือ โกคิ้มประกาศไปทั่วกลุ่มว่าตัวเองเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ ใครอย่ามาเร่ง เวลาปั่นไปแล้วโกคิ้มเริ่มมีอาการแน่นหน้าอกก็จะค่อยๆผ่อนความเร็วลงพร้อมกับโบกมือให้เพื่อนๆที่อยู่ข้างหลังแซงไปก่อน พออาการแน่นหน้าอกทุเลาลง โกคิ้มก็เพิ่มความเร็วใหม่ โกคิ้มชักชวนคนเป็นโรคหัวใจขาดเลือดด้วยกันมาตั้งก๊วน "สามตีบถีบหนีหมอ" หมายความว่าหลอดเลือดหัวใจตีบสามเส้น แต่ถีบจักรยานหนีไม่ให้หมอทำบอลลูนหรือบายพาส ซึ่งก็ได้เพื่อนร่วมก๊วนมาสองสามคน การได้เข้าแค้มป์ RD ทำให้ได้หมอสันต์เป็นคนให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์โดยอัตโนมัติ โกคิ้มค่อยๆลดยาซึ่งหมอให้มาสี่ห้าตัวลงโดยมีหมอสันต์คอยแนะนำจนเหลือแต่แอสไพรินกับยาความดันอีกตัวเดียว

     นอกจากจะขยันออกกำลังกายแล้วโกคิ้มยังเอาจริงเอาจังในเรื่องการปรับอาหาร ลดอาหารเนื้อสัตว์ลง กินพืชมากขึ้น เห็นเขาปั่นผลไม้โดยเอากากทิ้ง โกคิ้มไปขอกากนั้นมากิน จนทุกวันนี้ไขมันในเลือดของโกคิ้มลดลงแล้วโดยไม่ต้องใช้ยาลดไขมัน โกคิ้มไม่ทำด้วยตัวเองเท่านั้น ยังสอนให้เพื่อนนักปั่นจักรยานคนอื่นๆทำตามด้วย โกคิ้มเล่าว่า

     "..เดี๋ยวนี้ทุกคนก็จะกินแต่พืช อย่างเวลาพวกเราปั่นไปนอนค้างคืนตามวัด พวกญาติโยมศรัทธาเขาก็จะทำอาหารให้กินโดยเราก็ทำบุญให้วัดไปบ้าง เวลาเขาทำหมูต้มฟักมา ปรากฎว่าคนแย่งกันกินฟักหมด หมูไม่มีคนกิน..."

     โกคิ้มกลายเป็นนักปั่นถาวรไม่กลับบ้านกลับช่อง จากกรุงเทพ ไปอุบล จากอุบล ไปสารคาม ปั่นไปแวะทำบุญไปตามบ้านเล็กเมืองน้อย ความสามารถในการปั่นก็เพิ่มขึ้นๆเรื่อยๆ จนสามเดือนให้หลังมานี้สามารถปั่นได้สุดกำลังตัวเองนานเป็นวันๆโดยไม่เจ็บหน้าอกเลย โกคิ้มกลายเป็นนักปั่นระดับแถวหน้าของก๊วนในวัยเดียวกันไปเสียแล้ว จนเพื่อนๆอิจฉาและตั้งข้อกังขาว่า

     "..ถามจริงๆเหอะ เอ็งจ้างหมอสันต์เท่าไหร่เขาถึงยอมเซ็นให้ว่าเอ็งเป็นโรคหัวใจทั้งๆที่จริงเอ็งไม่ได้เป็นสักหน่อย"


        สิ่งที่เราควรเอาเยี่ยงอย่างจากโกคิ้มก็คือวิธีออกกำลังกายสำหรับคนเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ว่านอกจากจะต้องออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร (moderate intensity) ซึ่งนิยามว่าต้องหอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้ แต่ยังพูดได้แล้ว ยังจะต้องมีลูกเล่นที่จะเล่นกับอาการเจ็บหน้าอกด้วย คือถ้าเจ็บหน้าอกที่ระดับไหนให้จำระดับความหนักนั้นไว้ แล้วถอยลงมานิดหนึ่ง ออกกำลังกายระดับต่ำกว่านั้นเล็กน้อยไปหลายๆวันแล้วกลับขึ้นไปท้าทายระดับนั้นใหม่ ทำไปแบบนี้ในที่สุดหัวใจก็จะมีขีดความสามารถในการออกกำลังกายมากขึ้นๆ เพราะกลไกการส่งเลือดผ่านหลอดเลือดฝอยเส้นเล็กเส้นน้อย (collateral) มันจะค่อยๆทำได้มากขึ้นๆอย่างเป็นธรรมชาติ จนในที่สุดก็จะสามารถออกกำลังกายได้มากเท่าภาวะปกติ

    ส่วนสิ่งที่เราไม่ควรเสี่ยงเอาเยี่ยงอย่างโกคิ้มก็คือ การไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องคราวละเป็นเดือนๆ เพราะนี่เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ไม่อาจลอกเลียนกันได้


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

19 กรกฎาคม 2559

อุ่นไอรัก รวงข้าว

"..เกิดเป็นชาวนา โถต้องหน้าดำ
ลำบาก ตรากตรำ จำทุกข์ ทั้งสิ้น
หากเทวดา ละฝนฟ้าอำนวย
ก็เหมือนได้ช่วย ปลดหนี้ ปลดสิน
ถ้าฝนสั่งฟ้า ลงมาท่วมดิน
นาล่มปีไหน ไม่มีข้าวกิน
ต้องแต่งตัว แต่งตัวขาดวิ่น
ทุกข์ไม่สร่างสิ้น นอนกับดิน กินกับทราย..

ทุกข์จัง ทุกข์จัง ธรรมดา.."

     เพลงนี้ผมชอบมาก ตอนเป็นเด็กฟังเพลงนี้มันเข้าเนื้อจริงๆ เพราะผมเกิดเป็นชาวนา และผมก็หน้าดำ ตอนนี้หน้าฝนมาแล้ว ชาวนาก็ต้องทำนา เพราะมีนาอยู่ จะไม่ให้ทำนาแล้วจะให้ทำพรือละครับ ผมก็มีนากับเขากระแบะหนึ่ง อยู่ที่หน้ากระต๊อบของผมนี่เอง ผมก็จึงต้องทำนาของผมทุกปี ช่วงที่้ข้อมูลทางการแพทย์บอกว่าข้าวเป็นแหล่งของพลังงานส่วนเกินที่ทำให้ลงพุง ผมก็กินข้าวน้อยลง จนข้าวจากนาของผมเหลือไม่มีคนกิน คนสวนก็ไม่กินเพราะเขากินข้าวเหนียวแต่ผมปลูกข้าวเจ้า

     ต่อมามีงานวิจัยมากขึ้นว่ากินธัญญพืชไม่ขัดสีเช่นข้าวกล้อง ทำให้อุบัติการณ์ของโรคเบาหวานลดลง และโรคหัวใจลดลง เมื่อเทียบกับคนไม่ได้กินข้าว หรือกินแต่กินข้าวขาวไม่ได้กินข้าวกล้อง ผมก็กลับมากินข้าวมากขึ้น แต่ก็เกิดปัญหาว่าหาที่สีข้าวกล้องไม่ได้ เพราะผมผลิตข้าวจากมวกเหล็กก็จริง แต่เวลาสีผมต้องส่งไปสีขอนแก่น หิ หิ มันเป็นกลไกโลจิสติกนะครับ กล่าวคือคนสวนของผมบ้านอยู่ขอนแก่น เวลาเขากลับบ้านทีผมก็ฝากข้าวเปลือกให้เขาไปสีมาที แต่พอผมเกิดบ้าข้าวกล้องขึ้นมา ปัญหาก็คือที่ชนบทของแก่นที่เขาอยู่นั้นไม่มีโรงสีที่ไหนสีข้าวกล้องเป็นสักแห่งเดียว ผลก็คือเอาข้าวเปลือกครึ่งกระสอบใส่หลังรถปิ๊กอัพไป ได้ข้าวเปลือกครึ่งกระสอบกลับมา..อามิตตาพุทธ

     ผมแก้ปัญหาโดยไปซื้อ "ม็อง" ซึ่งเป็นหินที่เขาใช้ตำข้าวมาจากปากช่อง กะว่าจะตำข้าวซ้อมมือกินเอง แต่เวลาผ่านไปหลายปีจนม็องของผมขึ้นตะไคร่เขียวอึ๊ด ผมก็ยังไม่ได้ตำข้าวกินเองสักที วันหนึ่งผมไปสอนที่ธนาคารแห่งหนึ่ง นักเรียนของผมซึ่งเป็นเศรษฐีมีเงินบอกผมว่าให้ซื้อเครื่องสีข้าว "นาทวี" ขนาดเล็กแทบจะพบพาได้มาสีสิ ผมก็ตั้งใจว่าจะทำตามคำแนะนำของเธอ แต่พอภรรยาทราบเข้าเธอก็แหวว่า

     "จะบ้าเหรอ ทำนาที่แค่แมวดิ้นจะซื้อเครื่องสีข้าว"

     ...จบข่าว

     ประกอบกับตอนหลังนี้ผมบังเอิญไปคบหาคนที่ทำนาไม่เป็นแต่ชอบไปทำนากันหลายคน พวกเขาปลูกข้าวสีม่วง (ไรซ์เบอร์รี่) แล้วก็ขยันเอามาเป็นของฝากให้ผม คือฝากให้ช่วยกิน แบบว่าเอามากันทีกินทั้งปีก็ไม่หมด ข้าวในนาของผมก็จึงยิ่งหมดอนาคต คงไม่แคล้วต้องใช้เป็นอาหารไก่ป่าที่หลังบ้านเสียแน่คราวนี้ หรือไม่ก็ผมอาจจะเลี้ยงเป็ดที่สระหน้ากระต๊อบ จะได้เป็นผู้บริโภคข้าวในนาแทนผม ทั้งนี้ถ้าผมมีเวลาไปหาซื้อลูกเป็ด

     แต่แม้อนาคตของข้าวจากนาของผมจะมืดมน ผมก็ยังจะทำนาต่อไป ทำเพื่อให้ได้อยู่กับกำพืดเดิมของตัวเองที่เกิดมาจากท้องไร่ท้องนาขุดกบขุดเขียดกิน อีกอย่างหนึ่ง ผมชอบกลิ่นไอของข้าว เวลาลมโชยมา มันให้ความรู้สึกแบบว่า

     "..เคยเคลียคลอ พนอเดินเล่นกับน้อง
ครั้งเมื่องาน เดือนเพ็ญสิบสอง 
        เมื่อตอนลมล่องข้าวเบา
เพื่อนฮาเราเฮ สรวลเสรักกันหนุ่มสาว
อุ่นไอรักรวงข้าว โถเจ้าไม่น่าหน่ายหนี
พอเดือนแรม รักก็แรมร้างเลื่อน
โถดาวขาดเดือน ฉันก็เพื่อนไม่มี.."

     อีกอย่างหนึ่งผมชอบพิธีกรรมของการทำนา นานปีทีหนพอข้าวแตกรวงผมก็มักชวนเพื่อนๆที่ซี้กันมาทำบุญรับขวัญแม่โภสพ เอาอาหารและเครื่องดื่มใส่ภาชนะสวยๆมาตั้งที่คันนา แล้วเอาหวีมาหวีผมให้แม่โภสพ (หวีใบข้าวนั่นแหละ) แล้วพูดกับเธอดีๆว่า มามะ ผมเอาอาหารอร่อยๆมาให้แม่กิน ผมจะแต่งตัวแม่ให้สวยๆนะ จะหวีผมให้แม่หล่อๆ เอ๊ย ไม่ใช่ สวยๆนะ ปีนี้ให้แม่แตกรวงแยะๆนะ ประมาณนั้น เสร็จแล้วเราก็เอาอาหารและเครื่องดื่มดีๆที่ว่านั้นไปกินซะเองที่ชานกระต๊อบ

     วันนี้หมอสันต์เพ้อเจ้อหน่อยนะ เพราะว่ากลับมาจากมวกเหล็กแล้วมาเห็นจดหมายของคนไข้คนหนึ่งมันเศร้าใจจนตอบไม่ได้ จึงต้องมานั่งเพ้อเจ้อเรื่องทำไร่ทำนาแทน อย่าว่ากันเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์  

14 กรกฎาคม 2559

จะชักธงรบกับแม่สามีด้วยเหตุไม่อยากให้ลูกกินมัง

สวัสดีค่ะคุณหมอ
   หนูกำลังค้นหาข้อมูลเรื่องอาหารมังสวิรัติ แล้วบังเอิญมาเจอบทความของคุณหมอค่ะ
ปัญหาของหนูตอนนี้คือ ครอบครัวของสามีกินมังสวิรัติกันแบบเคร่งมาก กินมา 20 ปีแล้ว
พี่สะใภ้ก็เลี้ยงลูกแบบมังสวิรัติ คือ ให้น้องกินนมแม่ จนครบ 6 เดือน แล้วก็ให้กินมังสวิรัติ  ปัจจุบันน้องคนนี้ อายุ 11 เดือนแล้ว  สิ่งที่หนูสังเกตได้ คือ ตอนนี้น้องเค้าตัวซีด-เหลืองมาก ไม่ยอมกินข้าว-กินนม
ยอมกินแค่"กล้วยบด สาหร่อยทอด โยเกิร์ต"
ถ้ากินอย่างนี้ลูกแทบไม่ได้โปรตีนเลย น้องในวัย 11 เดือน ควรจะกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ไม่ใช่เหรอคะ โดยเฉพาะพวกโปรตีนจากสัตว์ที่มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ธาตุเหล็ก ก็สำคัญสำหรับเด็กวัยนี้ใช่มั้ยคะ
ตอนนี้หนูก็มีลูกเช่นกัน ลูกชายอายุได้ 3 เดือนแล้ว   หนูจะไม่เดือดร้อนเลย ถ้าครอบครัวสามีไม่มากำหนดกฎเกณฑ์  อยากให้จะลูกชายของหนูกินมังสวิรัติด้วย    ตอนนี้เครียดมาก
โดยส่วนตัวไม่เคยแอนตี้อาหารเจ-มังสวิรัติเลย คิดว่าดีซะอีก  แต่แค่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเด็กวัยทารกควรจะเริ่มกินเร็วขนาดนี้
หนูเลยอยากจะถามคุณหมอว่า เด็กวัย 11 เดือนให้กินมังสวิรัติมันเหมาะสมมั้ยคะ
ขอบพระคุณคุณหมอมากนะคะ
--
ส่งจากสมาร์ทโฟน OPPO ของฉัน

..........................................................................

ตอบครับ

     1.. ถามว่าน้องในวัย 11 เดือน ควรจะกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ไม่ใช่เหรอคะ ตอบว่า..ใช่ครับ

     2..ถามว่าเด็กวัยนี้ต้องการพวกโปรตีนจากสัตว์ที่มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้และพืชก็ไม่มีไม่ใช่เหรอคะ ตอบว่า..ใช่และไม่ใช่ครับ
 
     เอ๊ะ วันนี้หมอสันต์เป็นอะไรออกอาการกวนโอ๊ยตั้งแต่หัวค่ำ หิ หิ คือคุณถามมาสองประเด็นผมก็ตอบสองประเด็นไง คือ

     ประเด็นที่ 1. ถามว่าเด็กวัยนี้ต้องการโปรตีนใช่ไหม ตอบว่าใช่ครับ

     ประเด็นที่ 2. ถามว่าโปรตีนจากสัตว์มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้และพืชก็ไม่มีใช่ไหม ตอบว่าไม่ใช่ครับ คำตอบที่ถูกต้องคือเมื่อกินอาหารพืชหลายชนิด ก็จะได้กรดอามิโนจำเป็นครบถ้วน และร่างกายของเรานี้มีคุณสมบัติพิเศษแบบโจรขโมยมอเตอร์ไซค์คือสามารถเลือกเอาของจำเป็นจากทางโน้นนิดทางนี้หน่อยมาประกอบกันแล้วใช้งานครบถ้วนได้ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวมีกรดอามิโนจำเป็นครบทุกชนิดแต่ว่ามีตัวที่ชื่อไลซีนน้อย แต่ไลซีนมีมากในถั่วต่าง แต่ถั่วต่างๆก็มีกรดอามิโนชื่อเมไทโอนีนน้อย แต่เมไทโอนีนมีมากในงา ดังนั้นถ้ากินมันรูดมหาราชทั้งข้าวทั้งถั่วทั้งงา ก็จะได้กรดอามิโนครบถ้วนเจ๋งเป้งแน่นอน แล้วก็ไม่จำเป็นต้องกินทั้งหมดในมื้อเดียวกันเหมือนที่เขาตั้งให้ผมกินตอนไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรมดอก มื้อโน้นกินนั่นมื้อนี้กินนี่ ร่างกายก็เอามาใช้งานรวมกันได้

     3.. ถามว่าธาตุเหล็กก็สำคัญสำหรับเด็กวัยนี้ใช่มั้ยคะ ตอบว่าใช่ครับ แต่เรื่องนี้มีประเด็นสำคัญสามประเด็น แอ่น แอ้น แอ๊น

     ประเด็นที่ 1. การวิเคราะห์ทั้งอาหารพืชและอาหารเนื้อสัตว์พบว่าต่างอุดมด้วยเหล็กจนแทบจะเคาะได้ยินเสียงเคล้ง เคล้ง ทั้งนั้น

     ประเด็นที่ 2. เหล็กในเนื้อสัตว์จับอยู่กับโมเลกุลฮีม (heme iron) ซึ่งร่างกายดูดซึมเข้าไปใช้ได้ทันทีไม่ต้องเรื่องมาก แต่เหล็กในพืชอยู่ในรูปของเหล็กอิสระ (non heme iron) ซึ่งร่างกายดูดซึมไปใช้ตรงๆได้น้อย ต้องอาศัยวิตามินซี.เป็นตัวพาเข้าไป ดังนั้นถ้าไม่กินอาหารอุดมวิตามินซี.ในมื้ออาหารนั้นด้วยก็อาจจะดูดซึมเหล็กได้น้อย นอกจากนั้นเหล็กอิสระยังอาจจะถูกไฟเตทซึ่งเป็นโมเลกุลในเส้นใยอาหารดึงไม่ให้เหล็กถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายๆอีกด้วย นอกจากนั้นอีกที ยังอาจจะถูกสารแทนนินในน้ำชาหรือกาแฟจับไว้ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดอีกด้วย ดังนั้นหากกินอาหารแล้วกลั้วตามด้วยชากาแฟทันทีก็มีโอกาสได้เหล็กน้อยลงไปอีก

     ประเด็นที่ 3. งานวิจัยเชิงระบาดวิทยายุคปัจจุบันนี้เพื่อเปรียบเทียบความชุกของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในคนกินเนื้อคน เอ๊ย..ไม่ใช้ในคนกินเนื้อสัตว์ กับคนกินมัง พบว่าต่างเป็นโรคโลหิตจางชนิดเกิดจากการขาดธาตุเหล็กไม่ต่างกัน เพียงแต่คนกินมังมีระดับเหล็กในร่างกาย (ferritin) ต่ำกว่าคนกินเนื้อสัตว์ แต่ก็ยังอยู่ในพิสัยปกติ

    4. ถามว่าเด็กวัย 11 เดือนให้กินมังสวิรัติมันเหมาะสมมั้ยคะ อ้าว นี่กระแทกผู้ใหญ่ซะแล้วนะเนี่ย ถามจิง..ถ้าเป็นแม่สามีตัวเองจะกล้าถามแบบนี้หรือเปล่า? (หิ หิ พูดเล่น) ตอบว่า..คุณต้องฟังให้ดี เพราะคำตอบมันเข้าใจยาก ผมจะแยกตอบเป็นสองกรณีนะ

     กรณีที่ 1. ถ้าเป็นเด็กวัยเรียน อันนี้ข้อมูลค่อนข้างเอกฉันท์ว่าการกินมังไม่มังอัตราการเติบโตไม่ต่างกัน หลักฐานยืนยันมีแยะ เช่น

     ศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐ (CDC) ได้ทำวิจัยดังชื่อ FARM study สำรวจตามดูการเติบโตของเด็กกินมัง 404 คนที่ชนบทรัฐเทนเนสซี่พบว่าเด็กเหล่านี้มีพัฒนาการทางร่างกายอยู่ในช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25-75 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็แปลว่าปกตินั่นแหละ ไม่อ้วนเกินไป ไม่ผอมเกินไป

     การวิจัยตามดูการเติบโตของเด็กอายุ 7-11 ปีทั้งกลุ่มกินมังกับกลุ่มกินเนื้อสัตว์ที่อังกฤษพบว่าการเติบโตไม่ต่างกัน และพบว่าเด็กกินมังได้พลังงานจากอาหารพอเพียง

     ที่เด็ดสะระตี่จนแม่สามีของคุณตบเข่าฉาดด้วยความชอบใจก็คืองานวิจัยเปรียบเทียบความสูงของเด็กในโรงเรียนศาสนา(เซเวนเดย์แอดเวนทิส) ซึ่งกินมังจำนวน 870 คน กับโรงเรียนของรัฐซึ่งกินเนื้อสัตว์ 895 คน ที่เมืองโลมา ลินดา สหรัฐ พบว่าเด็กกินมัง (ซึ่งถ้ากินเนื้อสัตว์ก็กินน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์) มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าเด็กกินเนื้อสัตว์แบบไม่มังที่อายุเท่ากันและเรียนระดับชั้นเดียวกัน 2.5 ซม.กรณีเด็กชาย และ 2.0 ซม.กรณีเด็กหญิง แม้ว่าจะอ้วนน้อยกว่าก็ตาม โดยที่เด็กทั้งหมดในทั้งสองกลุ่มล้วนมีการเติบโตปกติค่อนไปทางโตมาก (สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50) ทุกคน

     กรณีที่ 2 ถ้าเป็นเด็กก่อนวัยเรียน หมายความว่านับกันตั้งแต่หลังหย่านมเลย ถามว่ากินมังแล้วจะมีผลต่อการเติบโตหรือไม่ หุ หุ คำถามนี้ตอบยากมาก เพราะมันสลับซับซ้อนหลายแง่หลายมุมครับ สาธุชนทั้งหลายโปรดสดับ

     แง่มุมที่1. คำว่ากินมัง (vegetarian) จริงๆแล้วมันยังแยกประเภทไปได้อีกแยะมาก อย่างขี้หมูขี้หมาผมว่าก็มีหกประเภทแล้ว กล่าวคือ

พวก1. มังกินปลา (pesco)
พวก2. มังกินไข่กินนม (lacto-ovo)
พวก3. มังกินนมไม่กินไข่ (lacto)
พวก4. พวกเจ (vegan) คือไม่กินทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อ นม ไข่ ไก่ ปลา หอย
พวก5. พวกแมคโครไบโอติกสายกลาง ซึ่งคล้ายๆกับพวกเจ กินทั้งธัญพืช ถั่วต่างๆ เต้าหู้ สาหร่าย ของหมักดอง ผัก ผลไม้
พวก6. พวกแมคโครไบโอติกสายฮาร์ดคอร์ ซึ่งสุดโต่งของพวกนี้ก็คือกินแต่ธัญพืชกับผักผลไม้ ไม่กินถั่วกินงาอะไรทั้งนั้น

     ปัญหาก็คืองานวิจัยผลของการกินมังในเด็กเล็กส่วนใหญ่ไม่จำแนกว่าเป็นมังแบบไหน ซึ่งเราจะเอาผลวิจัยมังแบบโหดไปเหมาใช้กับมังแบบกระจอกไม่ได้

     ในด้านหนึ่ง คือหลักฐานว่าเด็กกินมังตั้งแต่หลังหย่านมมีปัญหากับการเติบโต เผอิญงานวิจัยที่ใช้อ้างอิงกันมากว่าเด็กเล็กกินมังแล้วจะขาดอาหารนั้นเป็นงานวิจัยขนาดเล็กทำที่ประเทศฮอลแลนด์ในเด็กที่กินมังแบบโหด (แมคโครไบโอติกแบบที่กินแต่ธัญพืชอย่างเดียว) พบว่า 58% ของเด็กเหล่านั้นได้รับโปรตีนไม่ถึง 80% ของที่แนะนำว่าควรได้ต่อวัน (RDA)

     อีกงานวิจัยหนึ่งทำที่เนเธอร์แลนดแบบไม่ได้สุ่มตัวอย่างพบว่าเด็กเล็กที่กินมังแบบแมคโครไบโอติกขาดธาตุเหล็กมากกว่าเด็กกินเนื้อ

     อีกงานวิจัยหนึ่ง รายงานการขาดวิตามินบี.12 ระดับส่งผลต่อพัฒนาการของระบบประสาทในเด็กที่กินอาหารแมคโครไบโอติกสายฮาร์ดคอร์ จนถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำร้ายเด็กเลยเชียว

     ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยใหม่ๆ ซึ่งก็เป็นงานวิจัยขนาดเล็กๆเช่นกัน แต่ว่าทำในเด็กตั้งแต่หลังหย่านมที่กินมังแบบไม่โหด และได้รับการทดแทนวิตามินบี.12 เพียงพอ พบว่าอัตราการเติบโตไม่ได้ต่างจากเด็กปกติ ผมจะยกตัวอย่างมาไว้ที่นี้สองงานวิจัยคือ

     งานวิจัยที่1. เป็นการสำรวจเด็กกินมังแบบไขมันต่ำหลังหย่านม 51 คนที่อะริโซนาโดยดร.สตีเว่น โกลเบิร์กและดร.เกลน ฟรีดแมน ตีพิมพ์ไว้ในวารสารกุมารเวช (J of Pediatrics) ปีค.ศ. 1976 พบว่าเมื่อเด็กเหล่านี้มีอายุถึง3 ปี ก็ยังมีอัตราการเติบโตเท่ากับเด็กหสรัฐทั่วไปที่กินเนื้อและดื่มนมวัว

     งานวิจัยที่ 2. ทำในเด็กก่อนวัยเรียนที่ใต้หวัน ดูเด็กที่กินมัง 42 คนเทียบกับที่กินเนื้อ 56 คน โดยวัดความสูงและดัชนีมวลกาย วัดความหนาผิวหนังหลังแขน เจาะเลือดดูสารอาหาร พบว่าทั้งสองกลุ่มมีดัชนีการเติบโตทุกตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ

     กล่าวโดยสรุป ผมแนะนำว่าคุณอย่าไปทะเลาะกับแม่สามีเลย เพราะจนสามีคุณตายคุณก็จะไม่ชนะ ดังนั้นหากอยากจะอยู่กับสามีไปนานๆให้ยอมเขาซะ ยอมให้ลูกกินมัง ทั้งนี้ผมมีประเด็นสำคัญที่คุณต้องถือปฏิบัติดังนี้

     1. เพื่อประกันว่าจะไม่ขาดโปรตีน ให้กินถั่วต่างๆและงาแยะๆนอกเหนือจากข้าวและผักผลไม้ กล่าวคือให้กินถั่วโหลงโจ้งแล้ววันละ 7.5 กรัม/กก.ของน้ำหนักตัว หมายความว่าถ้าเป็นเด็กสมบูรณ์หยั่นหว่อหยุ่นน้ำหนัก 10 กก.ก็คือกินถั่ว 75 กรัม ก็ประมาณสองกำมือหรือเท่าไข่ไก่ฟองครึ่ง ก็จะเท่ากับว่าได้กินโปรตีนจากถั่วอย่างเดียว 1.5 กรัม/กก. ซึ่งมากเหลือเฟือบานเบอะ ไม่นับที่จะได้จากข้าวและอาหารพืชอื่นๆอีก

     2. เพื่อไม่ให้ขาดพลังงาน ให้กินเมล็ดใดๆที่ให้น้ำมัน เช่นนัทต่างๆ (ถั่วลิสงก็เป็นนัทกับเขาด้วย) วันละสักหนึ่งกำมือ (40-50 กรัม)

     3. เพื่อไม่ให้ขาดวิตามินดี. (ซึ่งปกติมีมากในปลาค้อดปลาแซลมอน) ให้คุณขยันพาลูกตากแดด หรือให้ดื่มนมถั่วเหลืองชนิดเสริมวิตามินดี

     4. เพื่อประกันว่าจะไม่ขาดวิตามินบี.12 ให้กินนมถั่วเหลืองชนิดเสริมวิตามินบี.12 ด้วย หรือให้กินวิตามินบี 12 เสริมในขนาด 1 ไมโครกรัม/กก.ทุกวันเสียรู้แล้วรู้รอด

     5. เพื่อไม่ให้ขาดเหล็ก ให้กินอาหารอุดมธาตุเหล็ก (ถั่ว นัท ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท) ควบกับอาหารอุดมวิตามินซี. (ผลไม้ต่างๆ)ในมื้อเดียวกัน เพื่อให้วิตามินซีเป็นตัวพาเหล็กอิสระเข้าสู่ร่างกาย

     และเมื่อยอมเขาแล้วก็อย่าไปขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแค้นเคืองเลย จิตจะเศร้าหมองเปล่าๆ ให้มองในแง่ดี ว่าเมื่อลูกโตไปเป็นผู้ใหญ่แล้ว งานวิจัยเชิงระบาดวิทยาพบว่าคนกินมังจะไม่อ้วน ไขมันจะไม่สูง จะเป็นโรคหัวใจน้อย เป็นเบาหวานน้อย และอย่างน้อยมีหนึ่งงานวิจัยคือของเซเวนเดย์แอดเวนทิส ที่ยืนยันว่าคนกินมังมีอัตราตายต่ำกว่าคนกินเนื้อสัตว์

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. O'Connell JM, Dibley MJ, Sierra J, Wallace B, Marks JS, Yip R. Growth of vegetarian children: The Farm Study. Pediatrics. 1989 Sep; 84(3):475-81.
2. Nathan I, Hackett AF, Kirby S. A longitudinal study of the growth of matched pairs of vegetarian and omnivorous children, aged 7-11 years, in the north-west of England. Eur J Clin Nutr. 1997 Jan; 51(1):20-5.
3. Sabaté J1, Lindsted KD, Harris RD, Sanchez A. Attained height of lacto-ovo vegetarian children and adolescents. Eur J Clin Nutr. 1991 Jan;45(1):51-8.
4. Dagnelie PC, van Staveren WA. Macrobiotic nutrition and child health: results of a population-based, mixed-longitudinal cohort study in The Netherlands. Am J Clin Nutr. 1994 May; 59(5 Suppl):1187S-1196S.
5. Roberts IF, West RJ, Ogilvie D, Dillon MJ. Malnutrition in infants receiving cult diets: a form of child abuse. Br Med J. 1979 Feb 3; 1(6159):296-8.
6. van Dusseldorp M, Schneede J, Refsum H, Ueland PM, Thomas CM, de Boer E, van Staveren WA. Risk of persistent cobalamin deficiency in adolescents fed a macrobiotic diet in early life. Am J Clin Nutr. 1999 Apr; 69(4):664-71.
7. Yen CE1, Yen CH, Huang MC, Cheng CH, Huang YC. Dietary intake and nutritional status of vegetarian and omnivorous preschool children and their parents in Taiwan. Nutr Res. 2008 Jul;28(7):430-6. doi: 10.1016/j.nutres.2008.03.012.

12 กรกฎาคม 2559

ประกาศหางานแบบนี้แล้วใครจะมาทำ?

หมอสันต์กำลังประกาศหาคนมารับจ้างทำงาน

     “..เป็นงานที่เหนื่อยยาก ต้องลงมือทำด้วยตนเอง อาบเหงื่อต่างน้ำ ต้องตีนติดดิน และแม้จะทุ่มเทลงทุนลงแรงทำ ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จหรือเปล่า ต้องตื่นมาทำงานแต่เช้า และบางวันที่มีลูกติดพัน กว่าจะได้พักก็ค่ำมืด ทำไปแบบงุดๆๆ เช้าจรดเย็น ไม่มีความแตกต่างระหว่างวันจันทร์กับวันเสาร์อาทิตย์ โดยที่รายได้อยู่ในระดับแค่หวุดหวิดพอเพียงที่จะดำรงชีวิตเท่านั้น ไม่ได้สูงส่งหรือวิลิศมาหราอะไร มองในแง่โลกสวยก็พูดได้ว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนโลกใบนี้ให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้..”

     ถูกต้องแล้วครับ ข้างบนนั้นคือคำประกาศหาคนมาทำงานแบบฟุลไทม์ (เต็มเวลา) กับผม ท่านผู้อ่านอาจจะว่าคนทั่วไปใครๆอ่านแล้วก็ต้องรีบเผ่น มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะมาทำงานตามประกาศนี้ ก็ถูกอีกแหละครับ เพราะผมกำลังประกาศหาคนบ้า ไม่ได้ประกาศหาคนทั่วไป

     ต่อไปนี้คือคำบรรยายจ๊อบอย่างเป็นทางการ งานนี้ต้องทำสองหน้าที่ คือ

     1. เป็นผู้จัดการ นักวิชาการ และกรรมกร ประจำฟาร์มออร์กานิกที่กำลังตั้งขึ้นใหม่ ชื่อวีแคร์ฟาร์ม มีลูกน้องเป็นแรงงานและคนเฝ้าฟาร์มอยู่เพียงคนเดียว จะเรียกว่าเป็นลูกน้องก็ไม่ถูกนัก เพราะต้องทำงานใช้แรงงานด้วยกัน เรียกว่าเป็นเพื่อนร่วมงานจะเหมาะกว่า เป็นฟาร์มที่มีแต่จอบกับเสียม ไม่มีแทรกเตอร์หรือเครื่องมือเกษตรกลวิธานเท่ๆอื่นใดทั้งสิ้น ฟาร์มนี้มีหน้าที่ (1) วิจัยการปลูกพืชอาหารในแนวออร์กานิกฟาร์มิ่ง (2) ผลิตพืชอาหารสดส่งให้ห้องครัวของเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน (3) สะสมและเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชอาหารและการทำฟาร์มแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

     2. สัปดาห์ละสองวัน (วันเสาร์และอาทิตย์) จะต้องผันตัวเองมาเป็น “ผู้จัดการห้องครัว” ของเวลเนสวีแคร์ แปลไทยให้เป็นไทยก็คือนอกจากจะเป็นกรรมกรในฟาร์มแล้ว ยังต้องเป็นคนทำอาหารด้วย ทำเป็นไม่เป็นก็ต้องมาหัดทำให้เป็น โดยผมมีห้องครัวอย่างดีให้หัด มีงบประมาณวัตถุดิบอาหารให้ถลุง ขอแต่เพียงให้ขยันหัด ขยันเรียนรู้ ขยันทำ แนวทางอาหารของเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์คือพืชเป็นหลัก แบบธรรมชาติ ปรุงน้อย ไม่ใช้น้ำมัน ไม่สกัด ไม่ขัดสี (plant base, low fat, whole food diet) ทำไปๆ มีใครกินไม่มีใครกินไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องเคยทำอาหารมาก่อน มาหัดเอาได้ แต่ต้องกินอาหารที่ตัวเองทำ คือทำอย่างไร กินอย่างนั้น สำคัญที่ต้องทำต้องพัฒนาองค์ความรู้ในการทำอาหารพืชเป็นหลักให้ก้าวหน้าทุกสัปดาห์ จนรู้วิธีมากพอที่จะเผยแพร่ในรูปแบบของวิดิโอ และหนังสือคุ้กบุ้คได้ อนึ่ง ในหน้าที่นี้ต้องปกครองดูแลผู้ช่วยในห้องครัวอีกสองคนด้วย

     เป้าหมายปลายทางของทั้งสองหน้าที่นี้คือ สร้างองค์ความรู้เรื่องการปลูกและทำกินอาหารพืชด้วยตนเองขึ้นมา เพื่อจะเอาไปเผยแพร่ให้คนเอาไปทำต่อด้วยตัวเขาเอง อันเป็นส่วนหนึ่งของการชักจูงผู้คนให้ป้องกันและพลิกผันโรคด้วยตนเองผ่านอาหารพืชเป็นหลัก

     คุณสมบัติของผู้สมัคร เรียงตามลำดับความสำคัญ

     1. ต้องเป็นคนถึก อึด ลุย หนักเอาเบาสู้ ทุ่มเททั้งแรงกายและสมองให้กับการทำงาน

     2. ต้องรู้ภาษาอังกฤษ อย่างน้อยต้องอ่านฉลากภาษาอังกฤษข้างขวดหรือข้างกล่องเครื่องมือออก

     3. ต้องมาอยู่มากินมานอนในฟาร์มหรือในเวลเนสวีแคร์เซนเตอร์เป็นการถาวร ผมเป็นคนรับผิดชอบจัดหาที่หลับนอนที่ปลอดภัยให้ อย่างน้อยก็มีเต้นท์ให้เป็นการตั้งต้นละน่า

     4. ถ้าจบปริญญาตรีได้ก็ดี แต่ถ้าคุณสมบัติข้อ 1 ดี ไม่จบปริญญาก็ไม่เป็นไร

     ผู้สนใจที่จะมาทำงานนี้ช่วยเขียนเล่าเรื่องตัวเองมาให้ผมทางอีเมล (chaiyodsilp@gmail.com) ว่าเรียนจบอะไรมาจากที่ไหน เคยทำงานอะไรมาบ้าง อยากจะทำอะไรต่อไปในชีวิต และเสนอเงินเดือนที่ตัวเองต้องการมาด้วย คือให้เสนอเงินเดือนที่ต่ำที่สุดเท่าที่ตัวเองยอมรับได้ แต่ต้องมั่นใจว่าได้เงินเดือนตามเสนอแล้วจะอยู่ได้ ไม่มีการมาเกี่ยงงอนขอเพิ่มโน่นนี่นั่นภายหลัง เมื่อผมอ่านเรื่องในอีเมลแล้วหากเห็นว่าจะมาทำงานร่วมกันได้ ผมจะเชิญมาสัมภาษณ์และไปดูสถานที่กัน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

09 กรกฎาคม 2559

หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว..เรียนรู้จากคุณแม่สมร

     ผมได้รับอนุญาตจากคุณแม่สมรให้เผยแพร่เรื่องของท่านได้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เพื่อนผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่อาจจะได้เรียนรู้จากคุณสมรแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งผมขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย การคุยกับคุณสมร มีคุณท็อป (ลูกชาย) นั่งฟังอยู่ด้วยและช่วยเสริมเป็นบางตอน

     คุณสมร หรือที่พยาบาลและสต๊าฟในแค้มป์พลิกผันโรคด้วยตัวเอง (RD camp) เรียกว่าคุณแม่สมร มีชื่อจริงว่า สมร มณีรอด อายุ 71 ปี เรื่องราวการผจญภัยครั้งสำคัญของเธอเริ่มต้นเมื่อต้นปี 2558 เธอเล่าว่า
   
     "ตอนนั้นไปเพชรบูรณ์ กำลังฟังพระสวดมนต์อยู่ แล้วมือข้างหนึ่งที่พนมอยู่ก็ตกลงไป พูดไม่ได้เลย ลูกเห็นเข้าก็รีบเข้ามาพยุง พอดีมีพยาบาลคนหนึ่งมาฟังธรรมอยู่ด้วยก็เข้ามาบอกว่ายกไปทั้งเก้าอี้ อย่าพยุง ก็เลยได้ไปโรงพยาบาลทั้งเก้าอี้ เป็นโรงพยาบาลเล็กๆ เขาบอกว่าตรวจไม่ได้ โรงพยาบาลเล็กไป ก็ส่งไปโรงบาลวิเชียรบุรี เขาก็ตรวจสมองด้วยคอมพิวเตอร์ แล้วให้ยาละลายลิ่มเลือดและยาอมใต้ลิ้น ก็ไม่ค่อยดีขึ้น มันแน่นหน้าอก แต่ยังรู้สึกตัว ลูกๆเขาก็เรียกรถโรงบาล.... (รพ.เอกชนในกทม.) ไปรับ แล้วหมอ... บอกว่าเป็นทั้งอัมพาตและกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โอกาสมีอยู่แต่ไม่มาก ลูกๆถามว่าแม่สู้ไหม ฉันก็บอกสู้ พอฉีดสีสวนหัวใจไปก็พบลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจทั้งเส้น จึงทำบอลลูนเลย อยู่โรงบาลนานครึ่งเดือน

     ได้กลับบ้านแล้วรักษาไปรักษามา วันหนึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้ก็ล้มลงไปไม่รู้สึกตัวไปนอนอยู่ข้างรถ ลูกเขาอุ้มขึ้นมา ก็บอกเขาว่าแม่ไม่เป็นไร ไปนอนที่เตียง ลูกดูอยู่แล้วบอกว่าแม่ชัก จึงเรียกรถพยาบาลมารับตัวไปที่โรงพยาบาลที่ปากน้ำ ไม่รู้ตัวเลย ลูกคนโตเขาเล่าให้ฟัง ว่าหัวใจหยุดเต้นซ้ำซาก ปั๊มหัวใจกันจนลูกๆสรุปกับหมอว่าพอแล้ว..พอแล้ว ให้แม่ไปสบายเถอะ"

     คุณท็อปเสริมว่า

     "หมอบอกว่าโอกาสเหลือแค่เปอร์เซ็นต์เดียว แต่พอดึกๆ พวกเราก็อยู่กับแม่ในไอซียู. พยาบาลเขาไม่ได้ไล่ให้เราออกไป คือให้โอกาสอยู่กับท่านเป็นครั้งสุดท้าย แต่ตอนดึกพยาบาลเอาไฟฉายส่องตา มันกลับรับรู้ถึงแสงได้"

     คุณแม่สมรเล่าต่อ

     "หมอคนที่ดูอยู่นี้เขาเป็นหมอไต เขาส่งต่อไปโรงพยาบาล... (เอกชน) ที่นั่นเขาใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปในปาก ฮู้ย..ย เจ็บมาก..เจ็บ เขาสวนหัวใจอีก แล้วคราวนี้ใส่เครื่องช็อกไฟฟ้าแบบฝังในไว้ด้วย"

คุณท็อปเสริมว่า

     "หลังออกจากโรงพยาบาลน้องสาวผมเขาก็ค้นหาอ่านเรื่องโรคหัวใจ ก็มาเจอบล็อกคุณหมอสันต์เข้า แล้วรู้ว่าคุณหมอสันต์เปิดแค้มป์ RD รับคนเป็นโรคหัวใจมาเรียน ก็เลยสมัครมา"

     คุณสมรพูดต่อ

     "ได้เข้าเป็นคนสุดท้าย เพราะเขาเต็มจำนวนพอดี พอมาเรียนแล้ว พอกลับจากแค้มป์ก็ทำตัวตามที่เรียนมา ทานแต่ผัก ใส่น้ำ ใส่ผักหลายๆอย่าง มีเต้าหู้ มีเห็ดสามอย่าง ลดการกินเนื้อสัตว์ลงไปมาก แม้แต่ไข่แดงก็ไม่กิน บางวันก็เอาไข่ขาวใส่เป็นกับข้าวด้วย เป็นแกงใส่ไข่ขาว

     เรื่องการออกกำลังกาย ที่หมอย้ำให้ขยันเคลื่อนไหวมากๆ พอกลับไปอยู่บ้านก็รดน้ำต้นไม้ ถอนหญ้า ปลูกต้นไม้ กินข้าว สวดมนต์ ดูทีวี ทำกับข้าว ทำให้ตัวเอง แล้วก็ออกเดินทุกวัน เดินเช้า เดินเย็น เดินได้วันละ 8,000 ก้าว เพราะมีเครื่องนับก้าวด้วย"

     คุณท็อปเล่าเพิ่มเติมว่า

     "คือเราเห็นเพื่อนใช้นาฬิกาออกกำลังกาย ก็เห็นว่าเอ๊ะมันปรับใช้กับแม่เราได้ เพราะตอนอยู่ในแค้มป์ RD หมอสันต์สอนว่าความเครียดเฉียบพลันเนี่ย..ไม่ดี นาฬิกานี้มันบอกได้ว่าแม่นอนไม่หลับหรือเปล่า หัวใจเต้นช้าหรือเร็ว ผมใช้ต่อกับโน้ตบุ้คไว้ แล้วเอาไปต่อกับอีเมลอีกทีหนึ่ง เพื่อให้ลูกทุกคนเปิดเข้ามาดูการเต้นของหัวใจแม่ได้ตลอดเวลาทางอีเมลแบบ real time แล้วพวกเราก็ตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมาคุยกัน วันนี้แม่เป็นอย่างนี้นะ หัวใจเต้นเร็ว มีอะไรหรือเปล่า"

     แล้วตอนหลังออกจากแค้มป์ คุณหมอสันต์เป็นหมอประจำตัวให้ผู้เข้าแค้มป์ทุกคน บางคร้้งเราต้องถามคุณหมอสันต์ทางโทรศัพท์เมื่อมีปัญหา การมีคลื่นการเต้นหัวใจส่งเป็นภาพไปให้คุณหมอดูมันก็ทำให้คุณหมอวินิจฉัยได้ง่าย อย่างครั้งหลังนี้คุณหมอก็ให้หยุดยาไดลาเทรน เพราะเห็นว่าหัวใจเต้นช้าเกินไป โดยที่ไม่ได้ต้องไปถึงโรงพยาบาลเลย"

     คุณแม่สมรเล่าแบบติดตลกว่า

     "บางครั้งลูกเขาก็โทรมาถามว่าตอนนี้แม่ทำอะไรอยู่ ทำไมหัวใจเต้นเร็ว

     ทุกวันนี้ชีวิตก็สุขสบายขึ้น คุณหมอสันต์ให้ฝึกสติ ก็นั่งสมาธิที่บ้าน ทุกวันนี้ทำอะไรเองหมด อย่างทำกับข้าวลูกเขาจ้างเด็กมาช่วยก็จริง แต่เราไม่ให้เขาทำ เราทำเอง อย่างเขาจะเปิดประตูให้ก็บอกว่าไม่ต้องเปิด เราเปิดเอง คือให้เขาเดินตามเราเฉยๆ" 

     ผมจำคุณแม่สมรวันที่มาเข้าแค้มป์รอบแรกได้แม่นยำ การมีผู้ป่วยหนักระดับนี้ทำให้ผมต้องสแตนบายทีมแพทย์ฉุกเฉินไว้ในแค้มป์เลย เพราะลูกชายหิ้วปีกซ้าย ลูกสาวหิ้วปีกขวา เดินได้สักพักต้องหยุดเพราะหอบ พอนั่งแล้วไม่มีลุก เวลาถึงตาที่ตัวเองจะต้องพูดอะไรกับเพื่อนร่วมกลุ่มก็พูดไม่ออก เพราะไม่มีแรงพูด ถึงพยายามพูดก็มีเสียงออกมาน้อยมาก ต้องให้ลูกชายหรือลูกสาวพูดแทน แต่ผ่านมาอีกหกเดือน ถึงวันนี้เธอกลายเป็นคนละคน พูดจาฉะฉาน เล่าเรื่องได้เป็นฉากๆ เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขในชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะใคร เพราะตัวเธอนั่นเอง โดยมีลูกๆคอยช่วยจัดหาจังหวะและโอกาสให้ดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

     เรื่องราวของคุณแม่สมรให้บทเรียนที่สำคัญที่สุดหนึ่งข้อแก่คนเป็นโรคหัวใจขาดเลือดทุกคน คือ.. โรคหัวใจขาดเลือด ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน ก็ฟื้นฟูหัวใจกลับมามีชีวิตที่ดีใหม่ได้ ถ้าเอาจริงและลงมือทำด้วยตนเอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

....................................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน1

ขอบคุณค่ะแต่ขอถามนิดนึงนะคะจะถามว่าการรักษาต่างกันหรือคะเอกชนกับรัฐบาลถึงต่องให้เข้าเอกชนน่ะค่ะอยากทราบค่ะคือถ้าเป็นรัฐบาลจะไม่ทำแบบนี้ให้หรือ

ตอบ1

วิธีการรักษาไม่ต่างกันหรอกครับ แต่รพ.เอกชนญาติและคนไข้จะจู้จี้จุกจิกเอากับหมอได้มากหน่อย 

อนึ่ง ทุกครั้งที่ผมเขียนชื่อรพ.รัฐบาลมักเขียนชื่อรพ.จริงไปเลย แต่ถ้าผมเขียนถึงรพ.เอกชนจะใช้คำว่า รพ....(เอกชน) แทน ไม่มีอะไรในก่อไผ่หรอก เป็นเพียงระวังไม่ให้ผิดมารยาทในการประกอบอาชีพเท่านั้น

สันต์

........................................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน2

อยากทราบคะว่านาฬิกาอะไร ราคาเท่าไรคะ

ตอบ2

คุณท็อปบอกในที่ประชุมกลุ่มเพื่อนช่่วยเพื่อนใน RD camp ว่านาฬิกาใช้ได้หลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อทำได้พอๆกัน ยี่ห้อที่คุณท็อปใช้ชื่อ Fitbit ราคาในเมืองไทยประมาณ 5,300 บาท

สันต์

03 กรกฎาคม 2559

สมัยนี้คนกินยากันมากจนต้องปลูกถ่ายอึกันแล้ว

(เขียนให้ "ชีวจิต" เมื่อมีค. 59)

     ปัญหาที่ปวดหัวผมมากที่สุดในการทำแค้มป์ก็คือผู้ป่วยที่มาเข้าคอร์สพลิกผันโรคด้วยตัวเอง แต่ละคนจะมียาที่หมอสั่งให้กินอยู่ในมือมาแล้วคนละเป็นสิบชนิด ที่เป็นแชมป์เลยคือมียาที่แพทย์สั่งให้กิน 17 ชนิด ไม่ใช่แพทย์ท่านเดียวสั่งนะ แต่แพทย์ท่านสั่งกันคนละหนุบคนละหนับ ถ้าคนไข้มีสักสี่ห้าโรคผ่านหมอสักสี่ห้าหมอก็ไม่แคล้ว ต้องมียาเป็นสิบขึ้นไปแน่นอน ทุกเม็ดล้วนเป็นคำสั่งให้กินแบบยั่งยืน คือกะให้กินกันจนตาย ไม่ใช่แต่แพทย์เท่านั้นที่ขยันสั่งยาให้กิน บ่อยครั้งทันตแพทย์ก็ผสมโรงสั่งด้วย โดยเฉพาะหากได้ทราบว่าคนไข้ผ่าตัดหัวใจมา ไม่ว่าจะเป็นผ่าตัดชนิดไหน เมื่อมาถึงมือหมอฟันเป็นต้องได้กินยาปฏิชีวนะแบบครอบจักรวาลแน่นอนเสียยิ่งกว่าแช่แป้ง การจะพลิกผันโรคด้วยตัวเองมันเป็นไปไม่ได้หรอกหากยังกินยาเป็นกำมืออยู่ แต่ว่าการบริหารการเลิกยานี่มันก็ไม่สนุกนักนะครับ

     คิดย้อนหลังไปเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว ผู้ป่วยที่ผมเคยผ่าตัดหัวใจไปเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้นท่านหนึ่งได้ตะเกียกตะกายกลับมาผมด้วยเหตุว่าท่านเป็นโรคท้องร่วงทำอย่างไรก็ไม่หายเปลี่ยนหมอเปลี่ยนโรงพยาบาลไปหลายแห่ง มีแต่อาการทรุดลงจนเจ้าตัวคิดว่าคงจะเอาชีวิตไม่รอดแล้วคราวนี้ สู้ตะเกียกตะกายกลับไปหาหมอผ่าตัดหัวใจให้รักษาท้องร่วงให้เราดีกว่า หิ หิ น่าขำแต่ก็ขำไม่ออก ผมรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลแล้วปรึกษาให้แพทย์โรคติดเชื้อมาช่วยดู พบว่าเป็นการติดเชื้อในลำไส้ชื่อโคลสติเดียม ดิฟฟิไซล์ ซึ่งเกิดจากการกินยาปฏิชีวนะมากเกินไป ทำให้บักเตรีดีๆในลำไส้ตายไปหมดเหลือแต่เจ้าตัวนี้ซึ่งเป็นตัวดื้อด้านและไม่ดี วินิจฉัยได้แล้วใช่ว่าจะดีใจได้นะครับ เพราะรักษาอย่างไรก็ไม่หาย แม้จะหยุดยาปฏิชีวนะไปหมดแล้วก็ไม่หาย คนไข้ก็ซูบเซียวแห้งลงๆทุกวัน ผมจึงกระซิบบอกหมอโรคติดเชื้อท่านนั้นซึ่งเป็นหมอรุ่นน้องว่า

“..เอาอึของคนอื่นมาใส่ให้แกทางทวารหนักดีไหม?”

หมอรุ่นน้องท่านนั้นมองหน้าผมแล้วนิ่ง ท่านคงจะคิดในใจว่า

     “..ไปซะแล้วพี่เรา คงจะแบกหลายจ๊อบเลยเพี้ยนไป หรือพี่แกจะคิดว่าอึของคนมันเหมือนกับหัวใจที่เอามาผ่าตัดปลูกถ่าย (transplant) ให้กันได้”

     เจตนาของผมที่เสนอวิธีการรักษาพิสดารแบบนั้นไปก็เพราะสาเหตุของโรคคือบักเตรีดีๆที่เคยมีอยู่ในอึของคนไข้ได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้วเพราะยาอย่างไม่มีวันกลับได้ มันก็ต้องไปขอบักเตรีในอึของคนอื่นมาทำพันธ์ใหม่นะสิครับ

     หลังจากคุยกันวันนั้นมาถึงวันนี้ สิบกว่าปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ปัจจุบันนี้การปลูกถ่ายอึ (fecal transplantation) ได้กลายเป็นมาตรฐานในการรักษาผู้ป่วยท้องร่วงจากการตะบันใช้ยาปฏิชีวนะแบบไม่บันยะบันยังไปเสียแล้ว โดยมีข้อมูลว่าช่วยแก้ปัญหาเชื้อโคลสตริเดียม ดิฟฟิไซล์ดื้อยาได้ถึง 90% และยังมีความก้าวหน้าถึงขั้นมีการตั้งธนาคารเอาอึของผู้บริจาค (doner) ไปแช่แข็ง (frozen) เก็บไว้เพื่อเอามาปลูกถ่ายให้คนไข้ได้รวดเร็วทันใจไม่ต้องเสียเวลาคัดกรองเสียอีกด้วย

     แต่สิ่งที่ผมจะคุยกับท่านผู้อ่านในวันนี้ไม่ใช่เพื่อให้ท่านสบายใจว่าอึบริจาคยังไงก็คงหาได้ไม่ยากและมีเยอะแยะ แต่เพื่อติงท่านว่าอย่าเที่ยวกินยาสาระพัดมากเกินไป อย่าเชื่อหมอโดยไม่ได้เข้าใจคำแนะนำของหมออย่างถ่องแท้ ทุกครั้งที่หมอบอกให้กินยา ต้องถามให้เข้าใจว่ายานี้เป็นยาอะไร จะให้กินกันไปนานแค่ไหน กินแล้วได้ประโยชน์อะไร และยานั้นมีผลข้างเคียงหรือมีโทษอะไรบ้าง ยาใหม่นี้มันจะตีกับยาเก่าที่กำลังกินอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่กินมีทางเลือกการรักษาอย่างอื่นโดยไม่ใช้ยาได้ไหม

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เช่นโรคหัวใจ อัมพาต ความดัน เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง อย่าเข้าใจชีวิตผิดไปว่าโรคเหล่านั้นจะหายได้ด้วยยา โรคเหล่านี้ไม่มีหมอคนไหนหรือยาใดทำให้ท่านหายได้ดอก..ไม่มีเลยจริงๆ มีแต่การปรับวิถีชีวิตของท่านเสียใหม่ด้วยตัวของท่านเอง ด้วยการเปลี่ยนอาหารการกินไปกินพืชที่ไม่สกัดไม่ขัดสีให้มากขึ้น ออกกำลังกายทุกวัน และจัดการความเครียดให้ดีเท่านั้น โรคเหล่านี้จึงจะหายได้ ประเด็นของผมมีอยู่เท่านี้แหละครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์