27 มีนาคม 2559

ยังไม่อยากตาย แต่กำลังคิดหาวิธีฆ่าตัวตาย

ผมเป็นมะเร็งปอดระยะที่สี่
อายุ 51 ปี ผ่าตัดไปแล้ว ให้เคมีบำบัดอยู่ หมอเคมีบำบัดให้ความหวังมาก ผมเป็นคนสมัยใหม่ ไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ผีสางนางไม้ ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า ยิ่งพระสงฆ์ตามวัดยิ่งอย่าให้ผมพูดเลย ผมเชื่อมั่นในเรื่องการแพทย์และเทคโนโลยี หมอผ่าตัดบอกแค่ว่าตัดออกได้ไม่หมด แต่หมออายุรกรรมที่ดูแลผมอยู่ด้วยบอกว่าผมจะอยู่ได้อย่างมากไม่เกิน 9 เดือน ทั้งสามคนนี้ ผมเชื่อคนสุดท้าย ปัญหาของผมก็คือนับจากวันเริ่มพบว่าตัวเองเป็นมาถึงวันนี้มันเพิ่งสองเดือนเท่านั้นเอง มันยาวนานและทรมานเหลือเกิน ผมยังไม่อยากตาย ผมยังตายไม่ได้ ผมจะต้องสู้ต่อไปจนถึงที่สุด เพราะลูกเมียต้องพี่งพาผม วันแรกที่บอกเรื่องนี้ให้เมีย เธอร้องไห้ว่าคุณจะมาทิ้งฉันไปง่ายๆอย่างนี้ได้อย่างไร ลูกสองคนกำลังเข้าวัยรุ่น เขายังไม่รู้จักคิดถึงอนาคต แต่เมียนอนร้องไห้ทุกคืน บางคืนผมได้ยินเสียงสะอื่นไห้ ตื่นขึ้นมา พบว่าเป็นตัวเองที่กำลังร้องไห้น้ำตาไหล ผมยังไม่อยากตายแต่เมื่อสองวันก่อนความคิดหาวิธีฆ่าตัวตายเกิดขึ้นมาเอง ผมตกใจทำอะไรไม่ถูก ในเวลาสองวัน ความคิดแบบนั้นผ่านเข้ามาแล้วสามครั้ง ทุกครั้งมาแบบผมไม่ได้ตั้งใจคิด มันเกิดขึ้นเอง ผมกำลังคิดหาทางออก จะให้ผมไปหาพระงี่เง่าดังพวกที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์นั้นเมินเสียเถอะ จะแอบไปหาจิตแพทย์ใจผมก็ไม่เชื่อจิตแพทย์ มันจะมีประโยชน์อะไร ก่อนหน้านี้หลายวันเพื่อนซึ่งเขาไม่รู้ว่าผมเป็นมะเร็งถามว่าผมมีท่าทางไม่สบายใจเป็นอะไร ผมก็บอกเขาไปสั้นๆว่ายอมรับว่ามีปัญหาชีวิตที่พูดกับใครไม่ได้ เขาแนะนำให้ผมอ่านบล็อกคุณหมอและเขียนจดหมายมาถึงคุณหมอ ผมรู้ว่าคงมีคนเขียนจดหมายมาหาคุณหมอมากทุกวัน คุณหมอไม่มีเวลาตอบผมก็ไม่เป็นไรครับ

............................................................

ตอบครับ

     ผมเพิ่งเคยได้ยินนะเนี่ย ว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะสาหัสแล้ว ยังโดนเมียอัดอีกต่างหากว่าคุณทะลึ่งเป็นมะเร็งทำไม เวร..คำเดียวเลยจริงๆ

     หิ..หิ พูดเล่นนะ เพื่อให้คุณผู้หญิงทั้งหลายเห็นหัวอกของคนเป็นสามีของคนอื่นเขาว่ามันชอกช้ำขนาด

     ผมจะไม่พูดถึงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมะเร็งปอดนะ เพราะฟังดูแล้วนั่นไม่ใช่ปัญหาของคุณ เดี๋ยวก่อน.. พูดเสียหน่อยก็ได้ ว่าความรู้เกี่ยวกับกลไกการเกิดและการดำเนินโรคของมะเร็งต่างๆนั้น ความรู้กระท่อนกระแท่นที่วงการแพทย์มีพอจับความได้ว่า

     (1) ในแง่ของอาหาร การเกิดมะเร็งสัมพันธ์กับการกินอาหารเนื้อสัตว์ ซึ่งวงการแพทย์เชื่อว่าเป็นเพราะเนื้อสัตว์เพาะพันธ์บักเตรีชนิดที่จะทำให้เกิดสาร TMAO  ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นในตัวคน อีกด้านหนึ่งวิทยาศาสตร์รู้ว่าการไม่เป็นมะเร็งและการหายจากมะเร็ง สัมพันธ์กับการกินอาหารพืช ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นเพราะสารต้านอนุมูลอิสระหลายพันชนิดในพืชต่างๆ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ถั่ว นัท สมุนไพร และเครื่องเทศ

     (2) ในแง่ของน้ำหนักตัว ความอ้วนสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งมากขึ้น

     (3) ในแง่ของการใช้ชีวิต การออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควรแบบสม่ำเสมอ สัมพันธ์กับการไม่เป็นมะเร็ง และสัมพันธ์กับการหายจากมะเร็ง

     (4) ในแง่ของจิตใจ ความเครียดทำให้เป็นมะเร็ง ความผ่อนคลายไม่เครียดสัมพันธ์กับการหายจากมะเร็ง

     (5) การได้รับกำลังใจจากเพื่อนในกลุ่มบำบัด ทำให้อัตรารอดชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมดีขึ้นในปีแรกหลังกายวินิจฉัย แต่ยังไม่มีหลักฐานอื่นที่มากกว่านี้

     วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมะเร็งมีอยู่แค่นี้แหละครับ คุณเอาไปหาทางใช้ประโยชน์เองก็แล้วกัน

     มาพูดถึงไสยศาสตร์..เอ๊ย ไม่ใช่ พูดถึงแง่มุมอื่นๆที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์บ้างดีกว่า อาการของคุณที่ไม่อยากตาย แต่มีความคิดฆ่าตัวตายแว่บขึ้นมาบ่อย พูดภาษาหมอก็เรียกว่าเป็นอาการของภาวะเครียดจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งมากถึงระดับที่เรียกว่าเป็นโรคซึมเศร้าได้แล้ว สูตรสำเร็จของวิธีรักษาทางการแพทย์ก็คือไล่ให้ไปหาจิตแพทย์ ซึ่งถึงแม้คุณจะไม่เชื่อ แต่ผมก็ยังยืนยันแนะนำให้คุณไปหาจิตแพทย์ เพราะผมมีความเห็นว่าในสังคมไทยยุคปัจจุบันนี้ ยิ่งถ้าคุณไม่เอาพระสงฆ์องค์เจ้าและท้าวมหาทั้งหลายแล้ว ก็เหลือแต่จิตแพทย์เท่านั้นที่จะเป็นกัลยาณมิตรให้คุณได้

     แทนการตอบคำถามของคุณด้วยคำพูดของผม ผมจะเล่าเรื่องที่เพื่อนของผมคนหนึ่งที่ชื่อแดนเขาเล่าให้ผมฟังอีกต่อหนึ่งนะ

     มันเป็นเรื่องจริงของผู้ชายอเมริกันเชื้อสายกรีกคนหนึ่งชื่อสะตามาติส อพยพไปอยู่อเมริกา ทำอาชีพช่างทาสีอยู่ที่โอไฮโอ จนมีบ้าน มีรถ มีลูก ชีวิตกำลังสบาย อายุ 60 ปี ก็เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ผ่าตัดไม่ได้แล้ว หมอบอกว่าชีวิตเขาคงเหลืออีกไม่กี่เดือน ทางเลือกที่เหลือคือให้เคมีบำบัด ซึ่งเขาทำได้ฟรีเพราะตลอดชีวิตการทำงานได้ซื้อประกันสุขภาพไว้ สะตามาติสใจเสีย แต่ยังดีที่ลูกๆพ้นอกไปหมดแล้ว เขามานอนคิดดู ถ้าอยู่รักษาที่อเมริกา ชีวิตก็คงเข้าๆออกโรงพยาบาลแล้วก็ตายอยู่ดี ค่าทำศพที่นี่อย่างกระจอกๆก็ 1,200 เหรียญ แต่ถ้าเขากลับไปตายที่บ้านเกิดของเขาที่กรีก ไปสิงอยู่ที่กระต๊อบของพ่อแม่ ค่าใช้จ่ายก็แทบไม่มี ค่าทำศพที่นั่นแค่ 200 เหรียญก็ได้อย่างหรูแล้ว เขาจึงตัดสินใจบอกลาลูกๆ พาเมียกลับไปตายที่บ้านเกิด เกาะอิคาเรีย ทะเลอีเจียน ประเทศกรีก

     มาถึงบ้านพ่อแม่ใหม่ๆเขาตั้งเตียงในห้องเล็กในกระต๊อบของพ่อแม่ เขานอนซมอยู่บนเตียง ไอโขลกๆ ทุกวัน รอการมาของความตาย ทิ้งให้เมียและแม่เป็นคนพยาบาลดูแลเขาไปตามมีตามเกิด

     มีอยู่วันหนึ่งซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เขาเกิดความคิดว่าตัวเราหนอก็กำลังจะตายอยู่แล้ว น่าจะเข้าไปใกล้ชิดตีสนิทกับพระเจ้าไว้ก่อน ตายไปจะได้มีเส้นสายได้ไปสวรรค์กับเขาบ้าง คิดได้ดังนั้นแล้วก็จึงตะเกียกตะกายยอมหอบแฮ่กๆกะย่อยกะแย่งเดินขึ้นเขาไปโบสถ์ออร์โธดอกซ์ที่อยู่บนยอดเนินของหมู่บ้าน โบสถ์นี้สมัยที่เขายังเด็กปู่ของเขาเคยเป็นบาทหลวงอยู่ที่นี่ ไปโบสถ์ครั้งเดียวก็เจอเพื่อนเก่าสมัยหนุ่มๆสามสี่คน และข่าวก็แพร่ออกไปว่าสะตามาติสกลับมาอยู่บ้านและไม่ค่อยสบาย หลังจากนั้นก็มีเพื่อนเก่าๆผลัดเปลี่ยนเวียนหน้ากันมาเยี่ยมเยือน บ้างมาอยู่เม้าท์นานเป็นชั่วโมง บางวันบ้างก็ถือไวน์แบบบ่มเองมาชวนเขาดื่มด้วย เขาก็ดื่ม เพราะจะตายอยู่แล้วจะอะไรนักหนา ตายแบบสนุกๆก็ยังดีกว่าตายแบบเซ็งๆ

     หลายสัปดาห์ผ่านไป เขามีความรู้สึกแปลกว่าตัวเขามีเรี่ยวแรงดีขึ้น จึงพะยุงตัวเองออกไปเดินเลียบรั้วดูสวนรกๆหลังบ้าน ตากแดดสูดกลิ่นดินกลิ่นลมทะเลแล้วก็รู้สึกสบายตัวขึ้น มีอยู่วันหนึ่งเขามีแรงมากถึงกับลงมือขุดดินปลูกแครอท มันฝรั่ง และผักสวนครัวอีกสองสามอย่างด้วยตัวเอง ไม่ได้ปลูกโดยหวังว่าตัวเองจะได้อยู่นานถึงได้กินมันหรอก แต่ว่าอย่างน้อยเมียเขาก็จะได้เก็บเกี่ยวกินได้เมื่อเขาตายไปแล้ว ตัวเขานั้นได้แค่ออกมาโดนแดด สูดไอลมทะเล ตีนติดดิน และมือเปื้อนดินซึ่งเป็นผืนดินที่เขาเกิดและเติบโตมา แค่นี้มันก็ให้ความสุขใจพอแล้ว เขาจึงลุกจากเตียงมาทำสวนครัวหลังบ้านทุกวัน

     หกเดือนผ่านไปโดยที่เขายังไม่ตาย แถมยังได้เก็บเกี่ยวกินผลผักสวนครัวที่เขาปลูกไปด้วย คราวนี้เขาย่ามใจคิดการใหญ่ถึงขั้นเข้าไปถางพงไร่องุ่นอันรกรุงรังด้วยหญ้าของพ่อของเขาซึ่งท่านแก่เฒ่าทำเองไม่ไหวแล้ว ทุกวันเขาตื่นนอนตอนสายๆออกมาตากแดดขุดดินฟันหญ้ากำจัดวัชพืชหมักปุ๋ยใส่ปุ๋ยไปจนบ่ายสองบ่ายสามโมง แล้วจึงหยุดกินอาหารที่เขาทำเองจากผักสวนครัวของเขาเองอย่างง่ายๆ แล้วก็งีบหลับตอนบ่ายแก่ๆ ตื่นมาอีกทีก็เกือบเย็น เขามักจะออกเดินโต๋เต๋ตะเร็ดเตร็ดเตร่ไปในหมู่บ้าน หยุดคุยเจ๊าะแจ๊ะกับเพื่อนเก่า บางทีก็แวะดื่มไวน์ บางทีก็ไปเล่นไพ่โดมิโนอยู่ที่ร้านเหล้ากลางหมู่บ้านถึงค่ำมืดดึกดื่นจึงเดินกลับ

     วันเดือนปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกปีหนึ่งผ่านไป เขามีแรงมากพอที่จะต่อเติมห้องนอนที่กระท่อมของพ่อแม่เขาออกไปอีกสองห้องเพื่อเอาไว้รองรับเวลาลูกๆของเขาจากอเมริกามาเยี่ยม ไร่องุ่นที่เขาลงแรงเข้าไปทำก็ให้ผลผลิตน่าชื่นใจ เขาทำไวน์ได้มากขึ้นเรื่อยๆจนทำได้ถึงปีละ 400 แกลลอน เวลาผ่านไปอีกปีแล้วปีเล่ากับการทำงานหนักในไร่และชีวิตเดิมๆแบบบ้านนอก กินอาหารทีมีพืชผักสวนครัวปลูกเองเป็นหลัก ดื่มไวน์ ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ถือศีลอดแบบชาวกรีกออร์โธดอกซ์ทั้งหลาย เจ๊าะแจะสรวลเสเฮฮากับเพื่อนเก่าหน้าเดิมๆ จนเขาลืมไปแล้วว่าเขาเป็นมะเร็งปอดมาที่นี่เพื่อมาตาย

     วันที่แดนไปพบเขาที่อิคาเรียนั้น สะตามาติสอายุครบ 100 ปีพอดี ยังไม่ตาย ยังตากแดดยิ้มปากกว้างอยู่กลางไร่องุ่นโดยไม่มีสีหน้าวิตกกังวลกับอดีตหรืออนาคตใดๆทั้งสิ้น ดูเขาจะลืมตายไปเสียแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

24 มีนาคม 2559

หมอสันต์สอนคนหนุ่มอยากทำสวนผัก

ถึงคุณหมอครับ
    ได้อ่านบทความและดู YouTube ของ​คุณหมออ​ยู่​ เลยได้ทราบว่าคุณหมอทำสวนปลูกผัก  แต่ขาดทุน ผมเองตั่งใจว่าจะทำเหมือนกัน​ เลยอยากทราบว่า​ ขาดทุนเพราะอะไรครับ  และมีคำเสนอแนะอย่างไรบ้างครับ

...........................................

ตอบครับ

ขาดทุุนเพราะ

1. ต้นทุนสูง โดยเฉพาะต้นทุนแรงงาน

2. หุ้นส่วน (เทวดา) นอกจากจะนิสัยไม่ดีแล้วยังไม่มีความรู้เรื่องการทำฟาร์มเลย ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึงแทรกตลอด เช่นอุณหภูมิบางช่วงสูงไป ความชื้นบางช่วงมากไป แมลงบางชนิดที่เรายังไม่รู้จักวงจรชีวิตโผล่ขึ้นมาเพราะอากาศวิปริต ฝนเทลงมากลางหน้าหนาว หรืออยู่ๆก็ระดับน้ำแห้งจนสูบไม่ขึ้น แรงไฟฟ้าตกๆดับๆทำให้อุปกรณ์เจ๊ง ฯลฯ

3. สินค้า (ผัก) เก็บยาก เหี่ยวง่าย ขนส่งยากต้องมีรถห้องเย็น อีกทั้งมีอายุบนหิ้ง(shelf life)สั้น

4. ตลาดไม่แน่นอน ตลาดมี spec สูง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้ซื้อสินค้าอุตสาหกรรม แต่แนวคิดแบบนั้น เกษตรกรรมผลิตให้ไม่ได้ ความเป็นเกษตรอินทรีย์ก็จะเอา แต่รูบนใบผักก็ห้ามมี..บ้าอ๊ะเปล่า นี่ผมพูดถึงตลาดระดับสูงเช่นโอเรียนทอล เอ็มโพเรียม เซ็นทรัล วิลลา มาร์เก็ตนะ

ถ้าคุณจะทำ ผมแนะนำว่า

(1) อย่าแต่งงาน พูดง่ายๆว่าอย่ามีเมีย เพราะเมียจะหนีคุณไปเสียก่อน คุณก็จะเครียดตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทิ้งผักไปตามเมีย หรือจะจมอยู่กับผักต่อ แล้วปล่อยเมียไปซะ

(2) อย่าจ้างคนงาน ใช้ตัวคุณนั่นแหละเป็นคนงานเอง ทำเท่าที่แรงของคนหนึ่งคนจะทำได้ พูดง่ายๆว่าทำแบบเกษตรพอเพียง อย่าทำแบบเกษตรโลภมาก เพราะผมยังไม่เคยเห็นคนทำเกษตรโลภมากคนไหนไม่เจ๊ง

(3) อย่าซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ ให้ทำแบบโลว์เทค เจ๊งแล้วจะได้ไม่เดือดร้อนหาที่ขายเครื่องจักร

(4) สร้างช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ขายที่แพงไม่ได้ก็ไปขายที่ถูก ขายที่ถูกๆยังไม่ได้ก็แจก ถ้าแจกแล้วยังไม่มีใครเอาก็กินมันซะเอง

(5) ถ้าคุณมีเงินมากพอ ให้ลงทุนซื้อที่ดินในทำเลที่จะมีกำไรค่าที่ดินในอนาคต เพื่อนผมคนหนึ่งไปทำนาเกษตรอินทรีย์ที่เชียงใหม่ ทำอยู่สองปีได้กำไร 10 ล้าน เพราะขายนา ส่วนที่ขายข้าวจริงๆนั้นเจ๊งไปสามสี่แสน

ถ้าทำได้ครบตามที่ผมว่าก็ โอเค..ลุยเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

21 มีนาคม 2559

โรคไตเรื้อรัง ให้ล้างไตก็ไม่ยอมล้าง จะกินแต่ถั่ว

เรียนคุณหมอสันต์ที่นับถือ

คุณพ่ออายุ 81 ปี ยังแข็งแรงเดินไปมาได้ แต่ว่าท่านเป็นโรคไตเรื้อรัง ค่าไต GFR 13 หมอไตแนะนำให้ล้างไตนานแล้วแต่ท่านไม่ยอม หมอไตบอกพวกเราลูกๆว่าการไม่ล้างไตจะทำให้ชีวิตของพ่อสั้นลง พวกเราก็อยากให้ท่านล้างไต นอกจากนี้หมออายุรกรรมที่ดูแลอยู่ที่รพ.... ห้ามไม่ให้พ่อกินถั่ว แต่ว่าพ่อชอบกินถั่วมาก หมออธิบายว่าโปรตีนจากพืชเป็นโปรตีนคุณภาพต่ำ แนะนำให้กินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพสูงแทน ผมชอบอ่านบล็อกหมอสันต์ให้พ่อฟังซึ่งพ่อชอบมาก อยากถามคุณหมอสันต์ว่าควรจะพูดอย่างไรให้พ่อยอมล้างไต และกรณีที่พ่อรบจะกินถั่ว จะให้กินบ้างได้หรือไม่

....................................

ตอบครับ

     ก่อนจะอ่านคำตอบของผม คุณต้องเข้าใจวงการแพทย์ วิธีคิด และวิธีการรักษาของแพทย์ก่อนนะ จะได้ไม่เอาคำแนะนำของผมไปทะเลาะกับหมอที่ดูแลคุณพ่อคุณอยู่ กล่าวคือวงการแพทย์นี้เป็นวงการของคนที่อนุรักษ์นิยมและเคร่งครัดประเพณีดั้งเดิมที่เคยทำกันมาแต่โบราณกาล เมื่อมีหลักฐานใหม่ๆเกิดขึ้น วงการแพทย์จะใช้เวลาประมาณ 20 ปีในการยอมรับของใหม่และเปลี่ยนแปลงของเก่า ปกติงานวิจัยทางการแพทย์ใหม่ๆจะโผล่ขึ้นมาในการประชุมวิชาการแพทย์ในระดับนานาชาติก่อน แล้วใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ และใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการบรรจุไว้ในตำรามาตรฐาน อยู่ในตำรามาตรฐานแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเชื่อกันง่ายๆนะ หลังจากอยู่ในตำรามาตรฐานแล้วยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 10-15 ปี จึงจะเป็นที่ยอมรับนำไปปฏิบัติ สมัยผมเป็นนักเรียนแพทย์เคยเห็นครูเก่ากับครูใหม่เถียงกัน ครูใหม่เอาหนังสือแฮริสัน (ตำราอายุรกรรม)มาเปิดยืนยัน ครูเก่าโมโหหน้าดำและพูดห้วนๆว่า “ผมไม่เชื่อ” ดังนั้นเมื่อคุณได้ข้อมูลจากทางผม ให้คุณใช้ดุลพินิจของคุณเองแล้วตัดสินใจในการดูแลคุณพ่อเอง อย่าเอาข้อมูลจากทางผมไปพยายามเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนอื่น เพราะคุณอาจจะถูกไล่ออกจากคลินิกผมไม่รู้ด้วยนะ

     เอาละ ทีนี้มาตอบคำถามของคุณ

     ประเด็นที่ 1. ถามว่าคุณพ่ออายุ 81 เป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 มีข้อบ่งชี้ให้ต้องล้างไตแหงๆแล้ว ถ้าไม่ยอมล้างไต ท่านจะอายุสั้นลงใช่ไหม ตอบว่า... ไม่ใช่ครับ ตามหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันคนอายุเกิน 80 ปีขึ้นไป เป็นโรคไตเรื้อรังจะล้างไตไม่ล้างไตก็ตายเร็วหรือช้าเท่ากันนั่นแหละครับ

     งานวิจัยที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ซึ่งตีพิมพ์ไว้ในวารสารคลินิกสมาคมไตวิทยาอเมริกา (the Clinical Journal of the American Society of Nephrology- CJASN) ทำการวิจัยกันที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยติดตามดูตัวชี้วัดสุขภาพในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอายุเกิน 80 ปี สองกลุ่ม คือกลุ่มที่รักษาโดยการล้างไตจำนวน 204 คน และกลุ่มที่หมอบอกให้ล้างไตแล้วก็ไม่ยอมล้าง จำนวน 107 คน   พบว่าอัตรารอดชีวิตและอัตราตายของทั้งสองกลุ่มไม่ต่างกันเลย

     ดังนั้น ผมแนะนำว่า เนื่องจากคุณภาพชีวิตของท่านก็ยังดีๆอยู่ เมื่อท่านไม่ยอมล้างไตก็อย่าไปบังคับขับไสท่านเลย ควรดูแลท่านไปแบบทำอะไรก็ได้ให้คุณภาพชีวิตของท่านดีขึ้น แต่ก็ยังต้องพาไปหาหมอไตอยู่นะ เพราะเรารักษาท่านแบบประคับประคองก็จริง แต่การประคับประคองบางเรื่องต้องทำโดยแพทย์ เช่น การแก้ปัญหาโลหิตจาง การแก้ไขดุลของสารน้ำและอีเล็คโทรลัยท์ เป็นต้น


     ประเด็นที่ 2. ถามว่าโปรตีนจากพืชไม่เหมาะกับคนไข้โรคไตเรื้อรัง ควรกินโปรตีนจากสัตว์แทนนั้น เป็นความจริงไหม ตอบว่า ไม่เป็นความจริงครับ ความจริงคือโปรตีนจากพืชเหมาะกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากกว่าโปรตีนจากสัตว์ และทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนกว่า มีอัตราตายต่ำกว่ากินโปรตีนจากสัตว์

     งานวิจัยที่ดีที่สุดในเรื่องนี้เป็นการวิจัยสุขภาพประชาชนสหรัฐ (NHANES-III) ตีพิมพ์ไว้ในวารสารโรคไตอเมริกัน (Am J of Kidney Dis) ซึ่งติดตามเรื่องอาหารและการป่วยและตายของผู้เป็นโรคไตเรื้อรังที่ได้ติดตามดูต่อเนื่องเกิน 6-8 ปีขึ้นไปจำนวน 1,065 คน พบว่ากลุ่มผู้กินโปรตีนจากสัตว์มากมีอัตราตาย 59.4% ขณะที่กลุ่มผู้กินโปรตีนจากพืชมากมีอัตราตาย 11.1% โดยที่แม้จะแยกปัจจัยกวนเช่นการมีอายุมาก สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรคร่วม อ้วน ไม่ออกกำลังกาย กินแคลอรี่มากเกิน ออกไปแล้ว ก็ยังเห็นความแตกต่างของอัตราตายที่ชัดเจนเช่นนี้อยู่ดี กล่าวคือคนเป็นโรคไตเรื้อรังถ้ากินสัตว์จะตายมาก ถ้ากินพืชจะตายน้อย

     ความกลัวโปรตีนจากพืชโดยเฉพาะถั่วในหมู่แพทย์ที่รักษาผู้ป่วยโรคไตมาจากความกลัวการคั่งของฟอสฟอรัสหรือฟอสเฟตในร่างกายผู้ป่วยหากกินโปรตีนจากพืชมาก ซึ่งความกลัวนี้เป็นความกลัวที่ไม่มีรากฐานอยู่บนข้อมูลหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงเลย ของจริงคือได้มีงานวิจัยในคนที่จะตอบคำถามนี้ได้แล้ว งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารคลินิกสมาคมโรคไตอเมริกัน (CJASN) ซึ่งพิสูจน์ได้ด้วยวิธีแบ่งคนเป็นสองกลุ่ม ยกแรกให้กินคนละแบบคือกลุ่มหนึ่งกินโปรตีนจากสัตว์อีกกลุ่มหนึ่งกินโปรตีนจากพืช แล้วยกที่สองไขว้กัน (cross over) คือต่างกลุ่มต่างย้ายไปกินของกลุ่มตรงข้าม สรุปได้ผลว่าในน้ำหนักโปรตีนที่เท่ากัน ในช่วงที่คนกินโปรตีนจากพืชเป็นหลัก จะมีระดับฟอสเฟตในเลือดและในปัสสาวะต่ำกว่าในช่วงที่คนๆนั้นกินโปรตีนจากสัตว์เป็นหลัก ทั้งนี้คาดว่าเป็นเพราะโปรตีนจากพืชอยู่ในรูปของไฟเตท (phytate) ซึ่งดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์ได้น้อย ความจริงอีกอย่างหนึ่งที่ได้จากห้องปฏิบัติการก็คือหากวิเคราะห์สัดส่วนฟอสเฟตต่อโปรตีนในอาหารโปรตีนจากสัตว์เทียบกับอาหารธัญพืชแล้ว อาหารธัญพืชมีสัดส่วนฟอสเฟตต่อโปรตีนต่ำกว่าโปรตีนจากสัตว์ ดังนั้น ตามหลักฐานทั้งสองอย่างนี้ อาหารโปรตีนจากพืชกลับจะดีกว่าโปรตีนจากสัตว์ในแง่ที่ลดการคั่งของฟอสเฟตได้ดีกว่าเสียอีก

     ความเชื่อของวงการแพทย์ที่ล้างสมองอย่างไรก็ไม่หายอีกอย่างหนึ่งคือความเชื่อที่ว่าโปรตีนมีสองชนิด คือ โปรตีนคุณภาพสูงอันได้แก่โปรตีนที่มีกรดอามิโนที่จำเป็น (essential amino acid) ครบถ้วนในเมนูเดียว เช่น นม ไข่ เนื้อสัตว์ ส่วนโปรตีนคุณภาพต่ำ คือโปรตีนที่มีกรดอามิโนที่จำเป็นไม่ครบ บางตัวมีมาก บางตัวไม่มีเลย เมื่อร่างกายกินเข้าไปแล้วจะใช้กรดอามิโนที่มีอยู่ได้ไม่หมด เพราะบางอย่างขาด บางอย่างเหลือ ทำให้ต้องทิ้งกรดอามิโนที่เหลือออกไปทางไต และเป็นภาระให้ไตต้องทำงานหนัก ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะหลักฐานการวิจัยในคนจริงๆตัวเป็นๆล้วนมีผลไปในทิศทางตรงกันข้าม รวมทั้งงานวิจัยที่ผมยกตัวอย่างสองงานข้างต้นด้วย

     โดยสรุปในข้อนี้ผมแนะนำว่าถ้าคุณพ่อของคุณท่านอยากกินถั่ว ก็ให้ท่านกินถั่วไปสิครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Verberne WR, Geers AT, Jellema WT, Vincent HH, van Delden JJM, Bos WJW. Comparative survival among older adults with advanced kidney disease managed conservatively vs. with dialysis," available online at http://cjasn.asnjournals.org/on March 17, 2016, doi: 10.2215/CJN.07510715.
2. Chen X, Wei G, Jalili T, Metos J, Giri A, Cho ME, Boucher R, Greene T, Beddhu S.
The Associations of Plant Protein Intake With All-Cause Mortality in CKD.  Am J Kidney Dis. 2016 Mar;67(3):423-30. doi: 10.1053/j.ajkd.2015.10.018.
3. Sharon M. Moe, Miriam P. Zidehsarai, Mary A. Chambers, Lisa A. Jackman, J. Scott Radcliffe, Laurie L. Trevino, Susan E. Donahue, and John R. Asplin. Vegetarian Compared with Meat Dietary Protein Source and Phosphorus Homeostasis in Chronic Kidney Disease. Clinical Journal of the American Society Nephrology, December 23, 2010 DOI: 10.2215/CJN.05040610

19 มีนาคม 2559

เลดี้น้อย กับความหมายของชีวิต (meaning of life)


     ผมอยู่ที่บ้านมวกเหล็ก ปกติจะไม่ตอบจดหมายจากบ้านมวกเหล็ก แต่วันนี้มันร้อนออกไปทำอะไรไม่ได้จึงมีเวลาเขียนบล็อก ความจริงจะว่าไม่ได้ทำอะไรก็ไม่ใช่เสียทีเดียว วันนี้ผมทำไร่สตรอว์เบอรี่ สตรอว์เบรี่ของผมงามดีโดยที่ผมไม่เหนื่อยมาก เพราะมันมีอยู่ต้นเดียว ปลูกไว้แทรกระหว่างตะไคร้กับพริก บนสวนลอยบาบิโลนแบบที่ผมเคยเล่าให้ฟังนานมาแล้ว วันนี้นอกจากจะดูแลเก็บหอยที่คอยมาจ้องกินสตรอว์เบอรี่แล้ว ผมยังทำการบรรจุแต่งตั้งพนักงานใหม่ คือหม้อและแจกันที่ปลดเกษียณมาจากบ้านกรุงเทพ มารับตำแหน่งใหม่เป็นกระถางพืชผักสวนครัวบนสวนลอยนี้ ผมใส่ดินไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ปลูกอะไร ถ่ายรูปมาให้ดูด้วย ความจริงควรจะต้องมีกะทะเทฟล่อนเก่าอีกสองใบ แต่ถูกคนสวนแฮ็บไปเสียก่อนเพราะเขาบอกว่ามันยังดีอยู่เขาจะเอาไปใช้

     สัปดาห์นี้มาตอบคำถามน่ารักๆของเด็กกัน
สวนสตรอว์เบอรี่ที่ดูแลง่าย กับหม้อและแจกันเพิ่งเกษียณ

เรียนนายแพทย์สันต์ที่เคารพ

     ดิฉันชื่อดญ..... อายุ 14 ปี เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัย..... ดิฉันได้อ่านที่นายแพทย์สันต์ตอบจดหมายของสุภาพสตรีท่านหนึ่งว่าสารัตถะของการเกิดมามีชีวิตคือการได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย ดิฉันพอจะเข้าใจการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าว่าหมายถึงการใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อโลก แต่ดิฉันไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ถามอาจารย์ที่ปรึกษาอาจารย์ก็บอกว่าอย่าเที่ยวสงสัยอะไรที่ครูไม่ได้สอน เดี๋ยวจะเป็นบ้า แต่ดิฉันอยากรู้
จึงขอรบกวนเวลานายแพทย์สันต์ตอบด้วยถ้าท่านจะกรุณาค่ะ

...................................................................

ตอบครับ

     ลูกหลานของเราทุกวันนี้ส่วนใหญ่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือตอนเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชายการจะพูดจะจาช่างสุภาพเรียบร้อยรื่นหูจนอดชมคุณครูที่โรงเรียนไม่ได้ แต่พอเป็นนางสาวหรือนายเท่านั้นแหละ ไม่รู้มีกลไกทางพยาธิสรีรวิทยาที่สมองอย่างไรคำพูดคำจาจึงกลับตาลปัตรไปในช่วงเวลาไม่ทันข้ามปี มีสัตว์เลื้อยคลานแทรกอยู่แทบจะทุกครึ่งประโยค หิ หิ ขอโทษ เผลอเป็นตาแก่ขี้บ่นอีกละ ที่ปรารภขึ้นมาเนี่ยเพราะว่ามีแฟนบล็อกนี้เขียนมาบอกว่าบล็อกของคุณหมอมีเด็กอ่านเยอะมา คุณหมอไม่ต้องใช้ภาษาจิ๊กโก๋มากก็ได้ โธ่..ถัง ภาษาจิ๊กโก๋ของหมอสันต์เนี่ยไม่ได้ครึ่งภาษาปกติของเด็กเขาหรอกพะยะค่ะ แล้วภาษาแบบพิเรนนี้ยิ่งอยู่ใกล้ปืนเที่ยง (หมายความว่ายิ่งโรงเรียนอยู่ในหรือใกล้กรุงเทพ) ยิ่งเป็นมาก ที่มวกเหล็กผมมีคนงานอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่งเขามีลูกสาวเรียนมัธยมอยู่โรงเรียนบ้านนอกระดับตำบลที่จังหวัดขอนแก่น ผมบอกให้ย้ายลูกมาอยู่กับพ่อแม่ซึ่งเขาก็ทำตาม ลูกสาวเขามาเรียนโรงเรียนมัธยมที่มวกเหล็ก ซึ่งเป็นระดับอำเภอที่ทั้งเจริญกว่าและใกล้ปืนเที่ยงมากกว่า คนงานเล่าให้ผมฟังว่าลูกสาวเธอรายงานความเป็นไปที่โรงเรียนใหม่ให้ทราบว่า

“แม่รู้ไหม ที่โรงเรียนนี้นะ เวลานักเรียนทุกคนไม่ว่าชายหญิงเขาพูดกัน ทุกประโยคเขาต้องพูดนำก่อนว่า เอี้ยเอ๊ย..เอี้ยเอ๊ย”

ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     มาตอบจะหมายของเลดี้น้อยมาดเฉลาท่านนี้กันดีกว่า

     ถามว่าความหมายของชีวิต (meaning of life) คืออะไร ตอบว่าความหมายของชีวิตก็คือคำตอบของคำถามที่ว่า

     “เกิดมาทำไม?”

หรือคำถามอะไรอื่นที่ครือๆกัน เช่น

     “ทำไมคนเราต้องเกิดมาด้วย?”

     “จุดมุ่งหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร?”

     “เรามาอยู่ที่นี่ได้ไงเนี่ย แล้วเราจะไปไหนต่อ?”

     “ชีวิตมีแค่เนี้ยเหรอ กิน ขับถ่าย สืบพันธ์ นอน แล้วก็ตาย?”

     “ชีวิตนี่มันเป็นของจริงหรือเปล่าเนี่ย?”

     คำถามหาความหมายของชีวิตเกิดขึ้นเพราะมนุษย์เรามีปมอยู่ในใจว่า “กูแน่” เห็นว่าตัวเองสำคัญ ไม่กิ๊กก๊อกอย่างหมาอย่างแมว แต่เป็นผู้ฉลาดล้ำเป็นหนึ่งในเอกภพอยากรู้อะไรต้องมีคำตอบ พูดถึงความกิ๊กกิ๊อกของมนุษย์เรา คนที่พูดเรื่องนี้ได้ดีที่สุด ผมยกให้นักวิทยาศาสตร์พิการชาวอังกฤษท่านหนึ่งชื่อ สตีเฟ่น ฮอว์คินส์ เขาตอบคำถามของสื่อมวลชนอเมริกันที่ถามถึงอนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ประมาณว่า

     “..Don’t forget that we are only small mammals living in a small planet, which is a small part of a small solar system, which hangs on the outer rim of milky way galaxy, which is one small galaxy out of millions galaxies in this infinite universe.”

     “..อย่าลืมว่าเราเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็กๆ อาศัยอยู่ในดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยะขนาดเล็ก ที่อยู่ชายขอบของกาแลคซีทางช้างเผือก ซึ่งเป็นเพียงกาแลคซีเล็กๆอันหนึ่งในจำนวนไม่รู้กี่ล้านกาแลคซีของเอกภพอันไม่มีขอบเขตสิ้นสุดนี้”

     ฟังแล้วเห็นภาพเลยใช่ไหมครับว่าในระดับเอกภพแล้ว มนุษย์เรานี้กิ๊กก๊อกกระจอกเทียบได้กับผงธุลีก็ไม่ปาน แต่เอาเถอะ นั่นไม่ใช่ประเด็น กลับมาเข้าประเด็นของเลดี้น้อยอีกที

     ถามว่าแล้วคำตอบของการถามหาความหมายของชีวิต คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคืออะไร ตอบว่าไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด มีแต่คำตอบที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อทางศาสนาแต่ละศาสนาหรือค่านิยมของสังคมแต่ละสังคม หรือแม้กระทั้งบุคคลแต่ละคน

     ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์ ชีวิตที่มีความหมายคือชีวิตที่เชื่อในพระเจ้า ได้รับใช้ใกล้ชิดพระเจ้า ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ประสงค์ให้เราช่วยโลกช่วยมนุษย์ด้วยกัน เพราะว่าเอกภพนี้พระเจ้าสร้างมากับมือ แม้แต่ตัวคุณเลดี้น้อยเองพระเจ้าก็สร้างมา เพราะอีฟ บรรพบุรุษของเลดี้น้อยนั้นพระเจ้าสร้างขึ้นมาจากซี่โครงของบุญมา เอ๊ย..ไม่ใช่ ซี่โครงของอาดัม ดังนั้นเราทุกคนมาจากพระเจ้า ถ้าทำตัวดี ตายเมื่อไหร่ก็จะได้กลับไปมีชีวิตนิรันดร์อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์..จบข่าว นับว่าเป็นคอนเซ็พท์ที่รวบรัดแต่ตอบโจทย์ความหมายชีวิตได้แบบง่ายๆหมดทุกข้อไม่ว่าจะเป็นเรามาจากไหน เรามาอยู่ที่นี่ได้ไง ต้องใช้ชีวิตอย่างไรดี แล้วตายแล้วเราจะไปไหน

     แล้วชีวิตที่มีความหมายสำหรับผู้นับถือศาสนาพุทธละ เป็นอย่างไร คำสอนของศาสนาพุทธสอนว่าเอกภพนี้ไม่มีจุดกำเนิด ไม่มีจุดสิ้นสุด ถึงเหาะเก่งก็อย่าทะลึ่งเหาะไปหาขอบของเอกภพให้ยากเลย ไม่เจอหรอก ตายเสียก่อนแหง๋ๆ จักรภพอันใหญ่โตไม่รู้โตเท่าไหร่นี้ไม่มีใครสร้างมันขึ้นมา มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้แหละ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ชีวิตก็เหมือนกัน มันดำเนินเรื่อยมา เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ วนเวียนอยู่อย่างนี้ เรียกว่าเวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้ว่ายกันมาแต่เมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าจะว่ายกันไปถึงไหน ไม่มีจบ เพราะมันจบไม่ได้ เนื่องจากเมื่อมีเหตุมันต้องมีผล พอมีผลมันก็ไปกลายเป็นเหตุ พัลวัลพัลเกต่อเนื่องกันไป

     แล้วชีวิตมันมีสองภาคมาผสมกัน คือภาคร่างกาย และภาคความคิดจิตใจซึ่งภาคหลังนี้ผมขอเรียกว่า “จิต” ก็แล้วกัน เพราะเท่ดี จิตนี้มันจะมีคุณสมบัติออกไปทางเป็นคลื่นมากกว่าเป็นอนุภาค เลดี้น้อยเรียนม.3 แล้วคงรู้จักคลื่นกับอนุภาคนะ มันเป็นคลื่นแบบเกิดขึ้นอยู่ได้แป๊บเดียวแล้วดับ เกิดแล้วดับ การเกิดของจิตก็คือมีการกุความคิดขึ้นในหัว (though formation) ตัวแหย่ให้มีการกุความคิดขึ้นในหัวนี้มีมาสองทาง ทางหนึ่งคือมาในรูปของสิ่งเร้าเช่นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสซึ่งผ่านมาทางอยาตนะของร่างกายเช่นตาหูจมูกลิ้นผิวหนัง อีกทางหนึ่งเป็นความจำจากอดีตที่เก็บไว้เป็นคลังข้อมูล จะเก็บไว้ในหัวแบบหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือจะเก็บไว้ในก้อนเมฆอย่าง iCloud นี่ท่านไม่ได้บอกรายละเอียดไว้ บอกแต่ว่านานๆจังหวะเหมาะหน่วยความจำก็ส่งข้อมูลบางชิ้นขึ้นไปแหย่ให้มีการกุความคิดขึ้นเสียทีหนึ่ง ประเด็นก็คือความคิดเมื่อถูกกุขึ้นแล้วแม้จะดับไปแล้วแต่ก็มีอิทธิพลให้มีการกุความคิดใหม่หรือเกิดจิตดวงใหม่ขึ้นมาแบบว่าเกิดดับๆต่อๆกันไปไม่สิ้นสุดแบบกึ่งอัตโนมัติ คือถ้าเราไม่ใช้ระบบแมนนวลเข้าไปขับเคลื่อนมันก็จะไปของมันแบบอัตโนมัติ

     ถามว่าแล้วถ้าร่างกายตายแตกดังโพล้ะ ความคิดอันสุดท้ายที่ถูกกุขึ้นมาแล้วจะหยุดกึกจบเลยไหม ตอบว่าไม่จบ เพราะมันเป็นธรรมชาติของมันว่าเมื่อความคิดถูกกุขึ้นแม้จะดับไปแล้วมันก็จะต้องมีผลให้เกิดความคิดหรือจิตดวงใหม่

     อ้าว..แต่ร่างกายตายไปแล้ว จิตดวงใหม่จะไปผสมโรงกับร่างกายที่ไหนละ ตอบว่าไม่รู้แหละ ในท้องหมูหมากาไก่ที่ไหนก็แล้วแต่ แต่ต้องมีจิตดวงใหม่เกิดขึ้นเพราะกระบวนการเกิดดับของจิตเป็นกระบวนการเป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกันไป จะไม่หยุดกึกกลางคันแน่นอน อย่างนี้แหละที่เรียกว่าเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ ที่พูดมาถึงเรื่องตายนี้ก็เพื่อจะเข้าประเด็นชีวิตที่มีความหมายตามแนวทางพุทธศาสนาว่าเป็นอย่างไร

     คือธรรมชาติของจิตนี้นอกจากจะมีส่วนกระบวนการกุความคิดหรือ thought formation แล้ว มันยังมีอีกส่วนหนึ่งเรียกว่าความรู้ตัว (awareness) ไฮไลท์ของคำสอนศาสนาพุทธคือส่วนหลังคือความรู้ตัวนี้ หากฝึกให้มีทักษะดีๆ ก็จะสามารถใช้เฝ้าดูส่วนแรกคือความคิดที่ถูกกุขึ้นได้ แล้วความคิดที่ถูกกุขึ้นมาหากถูกเฝ้าดูแบบรู้ทันแต่ไม่เข้าไปแทรกแซง มันจะฝ่อหายโดยไม่ไปมีอิทธิพลให้เกิดการกุความคิดใหม่หรือจิดดวงใหม่ขึ้นอีก ทำนองเปลี่ยนระบบขับวงจรเวียนว่ายตายเกิดจากระบบอัตโนมัติมาเป็นระบบแมนนวลขับด้วยมือ การเฝ้าดูนี้เรียกว่าวิปัสสนา เครื่องมือหลักในการเฝ้าดูคือสติ ความจริงมีเครื่องมือย่อยๆอื่นๆอีกหลายชิ้นแต่ผมงดไม่พูดถึงนะเพื่อความรวบรัด นั่นหมายความว่าถ้ามีสติดี 100% สามารถเฝ้าดูการกุความคิดทุกครั้งที่ความคิดเกิด ก็จะสามารถสยบอิทธิพลของความคิดเก่าที่จะไปทำให้เกิดการกุความคิดหรือจิตดวงใหม่ได้ นั่นคือก็จะสยบวงจรการเวียนว่ายตายเกิดได้ เพราะตอนที่ร่างกายตายโพล้ะ ตอนนั้นไม่มีความคิดสุดท้ายค้างอยู่ ก็จึงไม่มีอะไรไปผลักดันให้เกิดการกุความคิดใหม่หรือจิตดวงใหม่ในร่างกายใหม่ แปลว่าตายแล้วเกลี้ยงเลยไม่มีอะไรไปเกิดใหม่

     การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายตามนัยของพุทธศาสนาก็คือการใช้โอกาสที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีนี้ ขยันฝึกสติแล้วทำวิปัสสนาเพื่อพาตัวเองให้หลุดพ้นจากวงจรเวียนว่ายตายเกิดให้สำเร็จเสียก่อนที่ร่างกายนี้จะตาย ถ้าทำไม่ได้ถึงขนาดนั้นก็เอาอย่างเบาะๆให้ตัวเองมีสติพอที่จะรับรู้การดำเนินชีวิตนี้ไปอย่างเข้าใจและไม่เป็นทุกข์ ซึ่งว่าไปแล้วส่วน “ชาตินี้” เนี่ยเป็น 99% ของคำสอนของศาสนาพุทธเฉพาะส่วนที่ตรัสโดยพระพุทธเจ้าก็ว่าได้ สำหรับคนที่อินเรื่อง “ชาติหน้า” อย่างน้อยก็ต้องฝึกจนมีผลให้จิตสุดท้ายก่อนตายเป็นจิตที่ดีพอที่จะผลักดันให้จิตดวงใหม่ไปเกิดในภพภูมิที่ดีเพื่อจะได้มีโอกาสฝึกวิปัสนาต่อไปจนหลุดพ้นออกจากวงจรเวียนว่ายตายเกิดนี้ไปได้ไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง      

     นอกจากคำสอนของศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธแล้ว ยังมีศาสนาอื่นๆ ค่านิยมๆอื่นๆ วัฒนธรรมอื่นๆ  ที่ชี้นำวิธีใช้ชีวิตอย่างมีความหมายไปตามแบบของใครของมันอีกหลายแบบ ซึ่งผมขอไม่พูดถึงเพราะจะเยอะ แม้คนจำนวนมากที่ถือตัวเองว่าไม่มีศาสนา เขาก็คิดอ่านฟันธงตั้งความหมายของชีวิตตัวเองขึ้นมาแบบของใครของมันได้เช่นกัน เพราะไม่มีกฎหมายบังคับ ใครจะยึดเอาอะไรเป็นความหมายของชีวิตตนก็ได้ทั้งนั้น  

ผมมีความเห็นแตกต่างจากคุณครูของคุณนะ การที่คุณสนใจเสาะหาความหมายของชีวิตผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะในทางการแพทย์ มีข้อมูลว่าการที่คนเราจะมีจุดยืนของตัวเองว่าการใช้ชีวิตแบบไหนจึงจะเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย มีความสัมพันธ์กับการมีสุขภาพดี กล่าวคือมีหลักฐานว่าการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายตามความเชื่อของตนทำให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมน้อยลง มีความเสี่ยงที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันน้อยลง มีความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นอัมพาตน้อยลง และทำให้อัตราตายของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนปกติลดลง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Boyle PA, Buchman AS, Barnes LL, Bennett DA. Effect of a purpose in life on risk of incident Alzheimer disease and mild cognitive impairment in community-dwelling older persons. Archives of General Psychiatry. 2010;67:304–310.
2. Kim E, Sun J, Park N, Kubzansky L, Peterson C. Purpose in life and reduced risk of myocardial infarction among older U.S. adults with coronary heart disease: A two-year follow-up. Journal of Behavioral Medicine. (2):124–133.
3. Kim ES, Sun JK, Park N, Peterson C. Purpose in life and reduced incidence of stroke in older adults: The Health and Retirement Study. Journal of Psychosomatic Research. 2013;74(5):427–432.
4. Boyle PA, Barnes LL, Buchman AS, Bennett DA. Purpose in life is associated with mortality among community-dwelling older persons. Psychosfbomatic Medicine. 2009;71:574–579.

15 มีนาคม 2559

จะมาฆ่าตัวตายเอาตอนเกษียณ


เรียนคุณหมอสันต์
ฉันเพิ่งเกษียณเมื่อเดือน ตค.ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความพร้อมทางการเงินเลย สามีก็ป่วยเป็นอัมพาต มีเงินบำเหน็จอยู่แค่ล้านสอง ลูกชายก็รบแต่จะขอยืมเงินแม่ไปเซ้งห้องแถวลงทุนทำการค้า ลูกสาวก็จ้อง ฉันก็อยากจะให้ๆไปให้หมดๆเสีย แต่อีกใจก็กลัวตัวเองแก่แล้วจะไม่มีอะไรกิน บางวันลุกจากเตียงไม่ขึ้นเพราะใจมันห่อเหี่ยวคิดแต่เรื่องเงินจะไม่พอใช้ เกษียณแล้วเงินเดือนก็ไม่มี เคยคิดอยากตายเสียให้พ้นๆไปแต่ก็รู้ว่าไม่ใช่วิธีที่ดี เรื่องจะให้ไปหาความสุขหางานอดิเรกนั้นฉันไม่เคยฝัน เพราะเงินทุกบาทฉันต้องเก็บไว้ใช้ วันๆไม่อยากไปไหน อยู่บ้านลูกหลานก็ขวางตา ออกไปงานก็ได้ยินแต่คนพูดผิดหู วันหนึ่งเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันเขาส่งบทความของคุณหมอมาให้ ฉันเลยได้อ่านบทอื่นๆไปด้วย แล้วเกิดความคิดว่าเขียนมาหาคุณหมอให้ช่วยชี้ทางสว่างให้คงดี วันนี้จึงรวบรวมความกล้าเขียนมา

..............................................................

ตอบครับ

     โห..คุณน้อง เรียกว่าน้องได้นะ เพิ่งเกษียณก็แสดงว่าเพิ่ง 60 ปี อ่อนกว่าผมตั้งหลายปี วันนี้ขออนุญาตสวมบทพี่สอนน้องหน่อยนะ มีเงินตั้งล้านกว่าบาทแต่ต้องมานั่งตีอกชกหัวว่าชีวิตนี้จะไม่มีเงินใช้ เออ โลกสมัยนี้มันแปลกไหมละ เอาเหอะ เอาเหอะ มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

     ประเด็นที่ 1. เกษียณแล้วมีเงินบำเหน็จ ลูกชายก็รบจะเอา ลูกสาวก็จ้อง นี่มันไปเข้าพังเพยฝรั่งที่ว่า

     “..ไม่มีอะไรอันตรายยิ่งไปกว่าลูกชาย ลูกสาว หรือลูกเขย ที่มีแผนธุรกิจล้ำเลิศว่าจะใช้เงินของคุณอย่างไร”

ประเด็นนี้ผมแนะนำคุณว่าอย่าไปกังวลถึงฐานะการเงินของลูกหลาน อย่าไปรู้สึกผิดที่คุณเองจะใช้เงินของคุณเองเพื่อตัวเอง นี่เป็นเวลาที่พวกเขาจะตั้งต้นใช้สิ่งที่คุณลงทุนให้ในรูปของคำพร่ำสอนและการส่งเสียเล่าเรียนที่คุณได้ให้ตลอดมาไปสร้างฐานะการเงินของเขาเองแล้ว ดังนั้นคุณจึงต้องใจแข็ง

ที่ผมเน้นว่าต้องใจแข็งนี่เป็นเพราะสังคมไทยแต่เดิมมีพื้นฐานอยู่บนการช่วยเหลือเกื้อกูล แต่ต่อมาเงินได้เข้ามามีบทบาททำให้คนส่วนใหญ่ซึ่งใช้เงินเป็นแต่หาเงินไม่เป็นต้องเดือดร้อนและเป็นทุกข์จากหนี้สินท่วม ปัจจัยที่จะแก้ไขความทุกข์ก็ไม่มีเพราะวิชาหาเงินก็ไม่ถนัด ความขยันหมั่นเพียรก็ไม่ได้ฝึก เหลือแต่ความช่วยเหลือเกื้อกูลจากคนที่รักตนเท่านั้นที่จะพอเป็นปัจจัยบรรเทาทุกข์นี้ได้ ผู้คนจึงติดนิสัยแก้ไขความเดือดร้อนทางการเงินของตนเองโดยการรูดทรัพย์บุคคลที่รักตน ยิ่งรักตนมาก ยิ่งรูดได้มาก

พูดถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องหน่อย ที่บ้านพักของผมที่มวกเหล็กบรรดาเพื่อนบ้านเขาจะจ้างคนเฝ้าบ้านทิ้งไว้โดยจ่ายเงินให้เป็นรายเดือน เพื่อนรายหนึ่งเขาจ่ายเงินจ้างคนเฝ้าสองสามีภรรยาเดือนละ 12,000 บาท สามีดูแลต้นหมากรากไม้ภรรยาทำความสะอาดบ้าน ซึ่งก็ถือว่าเป็นค่าจ้างที่พอเพียงที่จะดำรงชีพอยู่ได้ แล้ววันหนึ่งฝ่ายคนเฝ้าสามีก็ตัดสินใจไปดาวน์รถปิ๊คอัพมาคันหนึ่ง ผมซึ่งรู้จักใกล้ชิดกับคนงานที่นั่นเกือบทุกคนก็เรียกมาอบรมว่าการซื้อรถปิ๊คอัพเป็นการตัดสินใจที่มีผลเสียทางการเงินมากกว่าผลได้ เพราะรถชื้อมาแล้วมูลค่ามีแต่จะลดลง แต่รายจ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น เขาตอบผมว่า

“ทุกวันนี้ถึงไม่ซื้อรถผมก็ไม่เคยมีเงินเหลือ เพราะญาติๆที่บ้านนอกรู้อยู่แล้วว่าผมมีเงินเดือนและไม่มีรายจ่าย แล้วทางบ้านทุกคนเขาล้วนเดือนร้อนทางการเงิน ทุกเดือนต้องมีคนวิ่งมาหา จะไม่ให้เขาก็ไม่ได้เพราะเขาเดือดร้อนจะไม่ช่วยเขาได้อย่างไร ผมตัดสินใจดาวน์รถ พวกที่บ้านเขาก็รู้ว่าจากนี้ไปแต่ละเดือนผมต้องส่งรถเท่าไหร่ ก็จะรบกวนผมน้อยลง ท้ายที่สุดผมก็จะมีรถยนต์เหลืออยู่ ดีกว่าไม่มีอะไรเหลือเลย”

เห็นไหมครับว่าการรูดทรัพย์คนที่รักเราเนี่ยมันเป็นวิธีหาเงินที่เวิร์คมาก เพราะคนโดนรูดถ้าเขามีเขาต้องให้ เพราะเขารักเรา ทางเดียวที่เขาจะไม่ให้ก็คือเขาต้องทำตัวให้เงินหมดไม่มีจะให้โน่นแหละ ทุกอย่างจึงจะกลับสู่ความสงบและอยู่กันแบบญาติๆที่ดีต่อกันได้อีกครั้ง นี่เป็นสังคมวิทยาแบบไทยๆ

โดยสรุปในเรื่องเงินนี้ผมไม่ลงรายละเอียดว่าควรใช้เงินอย่างไรนะ เพราะผมเองก็ไม่ถนัดในเรื่องนั้น แค่บอกว่าอย่าให้เงินก้อนนั้นแก่ลูกหลานไปเพราะใจอ่อน ให้เก็บเงินทั้งหมดไว้ใช้เอง

ประเด็นที่ 2. ความหดหู่ซึมเศร้าจนอยากฆ่าตัวตาย ของคุณนั้นผมจำแนกสาเหตุออกเป็นห้าสาเหตุย่อยนะ คือ (1) การไม่รู้จักวิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข (2) การขาดสติจนไม่สามารถยับยั้งความคิดลบได้ (3) การไม่มีกัลยาณมิตรที่จะเกื้อหนุนกันเชิงสังคม (4) การมีโลกทัศน์ที่คับแคบจนอยู่กับลูกหลานลำบาก (5) การสูญเสียตัวตนของตนเองไป

ซึ่งผมจะว่าไปทีละประเด็นย่อยทั้งห้านี้นะ

2.1 การจะใช้ชีวิตให้มีความสุข คุณอย่าไปหัวเสียกับเรื่องเล็กน้อย อายุปูนนี้แล้วคุณผ่านมาเท่าไหร่แล้ว มีทั้งความทรงจำดีๆและแย่ๆ แต่ดีหรือแย่ล้วนไม่สำคัญ สำคัญที่ปัจจุบัน อย่าปล่อยให้อดีตลากเราให้จม หรือปล่อยให้อนาคตมาเขย่าขวัญเรา อยู่กับปัจจุบันแล้วจะรู้สึกดีแน่ เรื่องขี้หมาเล็กๆน้อยๆเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ในการจะอยู่กับปัจจุบันให้มีความสุขนี้คุณจะต้องดูแลสุขภาพด้วย ออกกำลังกายให้หนักพอควรทุกวัน กินพืชผักผลไม้มากๆ นอนหลับให้พอ วัยนี้แล้วป่วยง่ายแต่รักษาสุขภาพไว้ให้ดีกลับยาก

2.2 การขาดสติที่จะยับยั้งความคิดลบ คือคุณตื่นนอนเช้าก็มีแต่ความคิดลบเสียแล้ว ทางแก้เรื่องนี้มีทางเดียวคือสติ ผมเคยเขียนเรื่องการฝึกสติเพื่อลดความเครียดไปแล้วบ่อยมากจะไม่พูดซ้ำอีก คุณลองค้นหาอ่านย้อนหลังดูในบล็อกนี้ สติจะทำให้คุณเป็นคุณ ความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของความแก่ แต่คุณอย่าไปแช่อยู่แต่ตรงนั้น นั่นไม่ใช่ตัวคุณ อย่าเสียโฟกัสในสิ่งที่บ่งบอกความเป็นคุณ ชีวิตนี้สั้นมากจนไม่ควรเสียเวลาในวันนี้ไปกับการคร่ำครวญถึงความขมขื่นของวัยชรา

  2.3 กัลยาณมิตรที่จะเกื้อหนุนกันเชิงสังคมเป็นสิ่งจำเป็น คือแก่แล้วเนี่ยแม้จะเป็นคนสันโดษ ไม่ชอบสุงสิง แต่ใครเชิญอะไรมา งานบวช งานแต่ง งานศพ นานๆก็ควรลองไปร่วมกับเขาดูบ้าง ออกจากบ้านไปพบผู้คนที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาพักใหญ่แล้ว ได้รับรู้อะไรใหม่ๆ หรือรื้อฟื้นอะไรเก่าๆบ้าง แต่ถ้าเขาไม่เชิญก็อย่าหงุดหงิดหัวเสีย ประเด็นสำคัญคือออกจากบ้านบ้าง ไปศูนย์การค้า ไปมิวเซียม ไปเดินเล่น

     เมื่อไปพบผู้คนแล้ว ควรหัดเป็นนักอนุรักษ์ พูดน้อยลง ฟังมากขึ้น ฟังก่อน แล้วค่อยตอบคำถาม แต่อย่าร่ายยาวยกเว้นคนเขาถามเจาะเอาเรื่องยาวจริงๆ พูดจากับชาวบ้านก็ให้มันมีน้ำเสียงนุ่มนวลเมตตาหน่อย อย่าบ่น อย่าวิพากย์มากเกินไป ยอมรับสิ่งต่างๆอย่างที่มันเป็น คนเราสมัยนี้ไม่อดทนฟังใครบ่นได้มากนักหรอก อาจยกเว้นสามีคุณเพราะเขาไปไหนไม่รอด (หิ หิ ขอโทษ พูดเล่น) หาหรือยกอะไรดีๆขึ้นมาพูดบ้าง สิ่งดีๆนี้ต้องหัดมองหาจึงจะพบ ลองนึกหน้าคนรู้จักสักคนสิ เอาเด็กรับใช้ในบ้านก็ได้ ไหนลองบอกข้อเสียของเธอให้ฟังหน่อยสิ.. มีเพียบ ใช่ไหม ไหนลองบอกข้อดีของเธอให้ฟังบ้างซิ เอ้อ อ้า นึกไม่ออกเลย เพราะเราเป็นคนมองหาแต่แง่ร้้ายจึงเห็นแต่สิ่งร้ายในตัวคนรอบข้าง ในการจะคบหากัลยาณมิตรนี้ คุณต้องยื่นไมตรีออกไปก่อน ถ้าเผลอไปเหยียบตาปลาใครเข้า ขอโทษเขาซะ แต่ถ้าเขาเหยียบตาปลาเราก็..ให้อภัย อย่าบ่มเพาะความแค้นเคืองไว้ในใจ เหมือนตัวเองกินยาพิษแต่หวังให้คนอื่นตาย แบบนั้นไม่เวอร์คดอก ดังนั้น อภัย แล้วเดินหน้าต่อดีกว่า

     ถ้าคุณมีศรัทธาหรือความเชื่อเรื่องใด โอเค.ลุยไปตามความเชื่อของคุณเลย แต่อย่าเสียเวลาไปทำให้คนอื่นเขาเชื่ออย่างนั้นด้วย เพราะไม่ว่าคุณจะบอกอะไรเขา เขาก็จะเลือกสิ่งที่เขาเลือกเชื่ออยู่ดี ดังนั้นยิ่งพยายาม คุณก็จะยิ่งหงุดหงิด ใช้ชีวิตไปตามความเชื่อและความศรัทธาของคุณ อย่างดีที่สุดที่คุณทำได้คือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ใครจะเก็ทหรือไม่เก็ทนั่นสุดแต่บุญกรรม

     2.4 การมีโลกทัศน์ที่คับแคบจนอยู่กับลูกหลานลำบาก ผมไม่ได้หมายความว่าคุณต้องปักหลักว่าต้องอยู่กับลูกหลานพึ่งลูกหลานนะ ไม่เลย ผมสนับสนุนให้ผู้เกษียณอายุมีชีวิตอิสระพึงตนเองเสมอ แต่ว่าคุณควรเรียนรู้ที่จะเคารพนับถือคนรุ่นใหม่และความคิดของพวกเขาด้วย เขาไม่เหมือนเรา แต่เขาเป็นอนาคตของสังคมมนุษย์ อย่างดีคุณอาจจะแค่แนะนำให้ความเห็น แต่อย่าไปตำหนิหรือพร่ำสอนแบบเทียบกับอดีต เลิกพูดเสียทีว่าว่าสมัยที่ฉันอายุเท่าแก... โธ่ คุณป้า ตราบใดที่คุณป้ายังมีชีวิตอยู่ คุณป้ากำลังอยู่ในสมัยนี้นะ ไม่ใช่สมัยนั้น

     2.5 การสูญเสียตัวตนของตนเองไปเพราะการเกษียณ คนเรามีตัวตนหรือกำพืดของตน (identity) ผมมีความรู้สึกว่าการเกษียณทำให้คุณสูญเสียตัวตนของตัวเองไป สูญเสียความภาคภูมิใจที่เคยมี กลายเป็นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรและจะไปทางไหนต่อดี ความรู้สึกอย่างนี้ไม่ดี จะทำให้คุณบ้าหรือฆ่าตัวตายได้จริงๆ

  คุณต้องไม่ยอมแพ้แก่ความซึมเศร้า ความซึมเศร้านี้ แท้ที่จริงก็คือรูปแบบหนึ่งของความคิดปรุงแต่ง (thought formation) ที่เราเคยคิดไว้ในอดีต แล้วถูกบันทึกไว้ในหน่วยความจำของเรา จังหวะเหมาะๆมันก็โผล่ขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เหมือนหมอกที่ถูกลมพัดวูบผ่านเข้ามาครอบคลุมรอบตัวเรา ถ้าคุณไม่หลงกลไปจมอยู่ในม่านหมอก แป๊บเดียวมันก็จะพัดผ่านไป คุณต้องไม่ยอมแพ้แก่ความจำในอดีตของคุณ คุณต้องเอาชนะมันด้วยสติ

     คุณต้องรื้อฟื้นความเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาใหม่ อย่าไปสนใจว่าคนอื่นเขาจะพูดถึงคุณว่าอย่างไร ยิ่งเขาจะคิดถึงคุณว่าอย่างไรก็ยิ่งอย่าไปพยายามเดาเลย จะไปมีใครรู้จักคุณดีกว่าตัวคุณเอง ก่อนอื่นเมตตาธรรมในใจต้องบ่มเพาะไว้เสมอ เมตตาต่อตัวเอง ต่อคู่ชีวิตของเรา ต่อคนรอบข้างเรา จำที่ฝรั่งคนหนึ่งพูดไว้ว่า

     “ไม่มีใครแก่หรอก ตราบใดที่ยังมีไหวพริบปฏิภาณและความรักในหัวใจ” 

     สร้างความภูมิใจในตัวเองขึ้นมาใหม่ ทั้งข้างนอกข้างใน ยอมลงทุน อยากไปร้านทำผม ไปเลย อยากทำเล็บ ทำเลย อยากซื้อน้ำหอม ซื้อครีม ซื้อเลย ทำข้างนอกให้สุกใส ข้างในมันก็จะค่อยๆดีขึ้นตาม อย่าเลิกงานอดิเรกที่เคยชอบ ถ้าไม่มีก็หัดทำซะ อะไรก็ได้ เดินทาง ปีนเขา ทำอาหาร อ่านหนังสือ ร้องเพลง เต้นรำ เลี้ยงแมว เลี้ยงหมา ทำสวน วาดรูป ทำงานจิตอาสา เช่นกวาดถนนหน้าบ้านนี่ก็เป็นงานจิตอาสาแล้ว ถ้าอยากจะไปหางานจริงๆทำก็กลับไปหางานทำใหม่ได้ ไม่มีกฎหมายห้ามคนอายุหกสิบทำงานหรอก สรุปว่าให้หาอะไรก็ได้ที่สนุกทำ ตามข่าวสารอยู่เสมอ อ่านข่าว ดูข่าว ติดต่อกับผู้คนทางไลน์ทางเฟซ หัวเราะมากๆ หัวเราะบ่อยๆ หัวเราะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง โธ่..อยู่มาได้จนแก่ป่านนี้แล้วต้องนับว่าเป็นคนโชคดีแล้วนะ มีคนจำนวนมากล้มหายตายจากไปเสียก่อนจะมาถึงตรงนี้ วันก่อนผมไปกินเลี้ยงรุ่นโรงเรียนมัธยม มีกัน 150 คน ตายไปแล้ว 50 คน ดังนั้น มีอะไรที่จะทำให้คนวัยเราหัวเราะไม่ได้มั่ง

     หิ หิ ทั้งหมดเนี่ย อย่าคิดว่าถอนหงอกคนแก่เลยนะ คิดเสียว่าพี่สอนน้อง เพราะหมอสันต์เนี่ย อย่างน้อยก็อาบน้ำร้อนมาก่อนคุณละน่า

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

10 มีนาคม 2559

ปัญหาชีวิตของแม่ลูกอ่อน

     ที่คนเขาพูดกันว่าผู้ชายซื้อของเมื่อจำเป็นต้องใช้แม้จะแพงจะถูกก็ไม่สนต่างจากผู้หญิงที่ซื้อของเมื่อราคาถูกทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะซื้อเอามาทำอะไรนั้นคงจะไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนผมไปส่งภรรยาซื้อผักหญ้าที่ตลาดนัดวันเสาร์ริมหอนาฬิกามวกเหล็ก ขณะรอผมถือโอกาสเดินสำรวจตลาดนัดของเก่าที่คนละแวกเมืองใกล้เคียงต่างขับรถเอามาขายกันที่นี่ทุกเช้าวันเสาร์ ไปเตะตากับป้ายร้านอาหารเป็นไม้เก่าที่คงจะหล่นจมขี้โคลนอยู่นานแล้ว สนนราคา 200 บาท ผมเคาะๆขูดๆดูเห็นว่าแม้จะผุไปบ้างแล้วแต่ก็เป็นป้ายไม้สัก จึงซื้อมาทั้งๆที่ไม่มีแผนว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร

วันสุดสัปดาห์นี้ผมเอาป้ายผุอันนั้นออกมาล้างน้ำขัดขี้โคลน แล้วตากแดด แล้วก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่าน่าจะทำเป็นป้ายหน้าบ้านบนเขาเพื่อบอกชื่อบ้านและเลขที่บ้านแบบที่บ้านของผู้เจริญแล้วทั้งหลายเขามีกัน คิดได้ดังนั้นแล้วจึงไปสำรวจในเล้าไก่เก็บของว่ามีสีอะไรเหลือพอที่ทำสีรองพื้นป้ายได้บ้าง ก็พบว่ามีสีน้ำมันสีขาวเหลืออยู่ค่อนกระป๋อง จึงตกลงทำป้ายพื้นขาว แต่คนระดับหกสิบกว่าทำป้ายมันก็ควรจะเป็นป้ายที่สะท้อนถึงรสนิยมและประสบการณ์ชีวิตสักหน่อย กรรมวิธีทำสีรองพื้นจึงต้องมีลูกเล่นบ้าง ผมเอาเทียนไขมาถูๆไปบนตัวไม้ที่เป็นพื้นป้ายตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ตรงขอบถูมากๆหน่อย แล้วก็เอาสีขาวมาทาละเลงไปบนพื้นป้ายเป็นสีรองพื้น ตากแดดรอจนสีแห้ง แล้วเอาแปรงทองเหลืองถู ถู ถู ไปบนพื้นป้าย ตรงไหนที่ผมขูดเทียนไขไว้ สีขาวก็จะถูกแปรงทองเหลืองขูดร่อนออกมาเห็นเนื้อไม้สักเก่าๆ เป็นการหลอกผู้ชมว่าสีขาวบนป้ายนี้ทาไว้นานแล้วจนหลุดลอกเห็นเนื้อไม้เป็นบางส่วน ทั้งๆที่เพิ่งทาสีไปแหม็บๆ ถามว่าทำไมต้องไปหลอกผู้ชมด้วย หิ หิ เออ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เสร็จแล้วก็เขียนชื่อบ้าน อาศัยยืมพู่กันและสีหลอดของภรรยาซึ่งเล่นเขียนภาพสีน้ำมันเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว ผมตั้งชื่อให้บ้านบนเขาเสียเดี๋ยวนั้นเลย โดยตั้งชื่อว่า “บ้านเม้าท์อีเดน (Mt. Eden)” เพราะว่ามันอยู่บนเขา จึงควรมีคำว่าเม้าท์ซึ่งแปลว่าเขาอยู่ด้วย และเพราะว่าบนนี้มันวิเวกวังเวงอยู่กับธรรมชาติเหมือนอยู่ในสวนอีเดน ผสมกันแล้วจึงออกมาเป็นเม้าท์อีเดน เสร็จแล้วเอาไปตั้งทิ้งไว้ที่สนามหน้าบ้านก่อน

     “โอ้.. พระเจ้า มันจ๊าบมากจริงๆเลยนะคะ จอร์จ”

     ไม่เชื่อท่านผู้อ่านดูเอาเองจากรูปถ่ายที่ผมถ่ายมาให้ก็แล้วกัน

     เอาเถอะ เอาเถอะ หยุดโม้ไร้สาระมาตอบจดหมายของท่านผู้อ่านดีกว่า ฉบับนี้ขอตอบจดหมายคนอายุน้อยบ้างนะ นานๆจะให้โอกาสคนอายุน้อยสักที คนหนุ่มคนสาวทั้งหลายอย่าว่าโง้นงี้เลยนะ เพราะบล็อกนี้บอกแล้วไงว่าเป็นบล็อกของคนแก่

................................................

เรียนคุณหมอสันต์

ขออนุญาตแนะนำตัวก่อนนะคะ ดิฉันออกตัวก่อนนะคะว่ายังไม่เคยอ่าน blog ของคุณหมอเลย จนกระทั่งวันที่ครอบครัวเรามีปัญหาแล้วจึงต้องหาทางแก้ไข หากคุณหมอมีเคสอื่นๆที่มีปัญหาเดียวกันและเคยแนะนำไปบ้างแล้ว แต่ดิฉันตามอ่านไม่เจอก็ขออภัยล่วงหน้านะคะ

ดิฉันอายุ 33 ปีค่ะ คบกับแฟน+แต่งงาน มา 13 ปีแล่วค่ะ ตอนคบกันสามีเคยมีกิ๊กแต่เราก็คืนดีกัน และสุดท้ายคือแต่งงานตอนนี้เรามีลูกด้วยกันกำลังน่ารักเลย 2 ขวบ 8 เดือน

ปัญหาคือดิฉันพึ่งจับได้ว่าสามีมีกิ๊กอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เราเคลียปัญหากันได้แล้วค่ะมันค่อนข้างสาหัสพอสมควรสำหรับดิฉัน เพราะยังอยากประคับประคองเรื่องครอบครัวและลูกไว้ก่อน (แต่อาจจะเป็นความพยายามครั้งสุดท้าย)

เรานั่งเปิดอกคุยกันค่ะ สรุุปปัญหาได้แบบนี้

1. ช่วงหลังก่อนมีลูกดิฉันมีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ คือไม่มีน้ำหล่อลื่นออกมาเลย ถึงเราจะใช้สารหล่อลื่นช่วยก็ดีขึ้นไม่มาก ทำให้ไม่อยากมี ถึงมีก็ไม่ถึง ทำให้เราห่างเรื่องเตียงกันมาก บางเดือนไม่มีอะไรกันเลยก็มี

2. สามีไปมีอะไรกับคนอื่น และสารภาพว่าทีแรกก็ไม่ได้ปันใจ แต่มันตื่นเต้น และรู้สึกว่าเป็นฮีโร่ที่ทำให้ผู้หญิง (กิ๊ก) มีความสุข ซึ่งต่างจากของเราที่นอกจากจะเข้ายากแล้ว ยังรู้สึกไม่ดีที่ทำให้เราไปไม่ถึง กลายเป็นว่าเค้า happy และติด sex กับคนอื่นจนห่างจากเราไปเลย

ดิฉันยังอยากรักษาความสัมพันธ์ของเราไว้อยู่ และสามีก็สารภาพว่ายังรักและอยากอยู่กันเป็นครอบครัว ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวแต่ sex ก็ยังจำเป็นกับเขา

ดิฉันสามารถหาทางออกเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้างคะ เบื้องต้นดิฉันจะไปปรึกษาสูตินารีแพทย์เพื่อตรวจเลือดและมะเร็งปากมดลูก เพราะถ้าเค้ามีความเสี่ยงไปแล้วดิฉันจำเป็นต้องเช็ค และให้สามีไปเช็คด้วย (แยกกันไป) ดิฉันสามารถปรึกษาเรื่องนี้กับหมอไหน เช่น สูตินารี ได้เป็นพิเศษไหมคะ ในเรื่อง sex และความสัมพันธ์

ตอนนี้ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองไปค่ะว่าจะ strong เพื่อลูก ถ้าปัญหาเกิดจากเรื่องนี้จริงเราก็มีส่วนบกพร่องด้วย และจะพยายามหาวิธีแก้ปัญหาให้ถูกจุด เพราะถ้าถึงวันที่เราไปกันไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยดิฉันก็ได้ทำหน้าที่แม่และเมียอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ

ขอขอบพระคุณคุณหมอล่วงหน้านะคะสำหรับความกรุณา

....................................................................

ตอบครับ

     "...โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาโดยเข้าใจตรงกันว่าจะร่วมเป็น ผ.ม. กันเพื่อผลิตพลเมืองให้โลก แต่หลังจากดำเนินธุรกิจไปได้เพียงครึ่งทางจำเลยก็แอบไปสมคบกับบุคคลที่สามเพื่อทำธุรกิจเดียวกันแข่งขันกับธุรกิจที่จำเลยสัญญาว่าจะทำกับโจทก์เท่านั้น จึงฟ้องร้องให้ท่านเปาใช้อำนาจสั่งให้จำเลยเลิกกิจการที่ทำแข่งนั้นเสียแล้วหันมาทำธุรกิจร่วมกับโจทก์ตามเจตนาที่ได้ร่วมตั้งไว้ตรงกันแต่เดิม

     ฝ่ายจำเลยให้การว่าโจทก์เองเป็นฝ่ายละเมิดสัญญาก่อน กล่าวคือโจทก์ทำตัวเป็นหุ้นส่วนตายด้านไม่ได้สุดจิตสุดใจกับการทำธุรกิจและบางครั้งถึงขั้นบ่ายเบี่ยงหลบเลี่ยงทิ้งให้จำเลยกลายเป็นฝ่ายทำอยู่ข้างเดียวจนได้รับความเสียหายจากการค้างเติ่งทางใจ จึงต้องไปหาผู้ร่วมทำธุรกิจคนใหม่ที่ขยันและขมีขมันกว่าโจทก์ แต่จำเลยก็ได้ระมัดระวังอย่างยิ่งยวดไม่ให้มากระทบธุรกิจเดิมที่ทำร่วมกับโจทก์.."

     หิ หิ ขอโทษ หมอสันต์ยังไม่ได้สติแตกดอกครับ เพียงแต่ขออนุญาตเพ้อเจ้อเป็นการแก้เลี่ยนกับปัญหาระดับ mundane ซึ่งแปลว่า กิ๊กก๊อก หรือ โลกิยะ

     ก่อนจะตอบคำถามของคุณ ผมขอปลอบใจคุณก่อนว่าคุณไม่ใช่คนเดียวที่ประสบปัญหาแบบนี้ ลูกน้องที่ทำงานหน้าห้องผมคนหนึ่งซึ่งเธอเพิ่งเรียนหนังสือจบมาได้สามสี่ปีเล่าว่าเพื่อนๆของเธอแต่งงานไปแล้วสิบคน สามคนหย่ากันไปแล้วเรียบร้อย อีกห้าคนกำลังระหองระแหง มีเพียงสองคนหรือ 20% เท่านั้นเองที่ไปได้ฉลุย ปัญหามันมากมายดกดื่นเสียจนคนรุ่นนี้หลายคนไม่ยอมแต่งงาน แต่ก็อยู่ด้วยกันจนมีลูก ถึงวันจะจดทะเบียนลูกอยู่แล้วยังลังเลอยู่เลยว่าจะใส่ชื่อตัวเองเป็นพ่อหรือเปล่า เพราะความไม่มั่นใจในสิ่งที่คนสมัยก่อนเรียกว่า "ครอบครัว" นี้มันฝังลึกลงไปในหัวของคนรุ่นใหม่เสียแล้ว

     ให้ผมจับประเด็นปัญหาก่อนนะ ว่ามีอยู่สามประเด็น คือ (1) สามีคุณไม่เอาไหนนอกใจคุณ จะทำอย่างไรกับเขาดี (2) คุณไม่มีความสุข จะทำอย่างไรดี (3) ความเป็นห่วงลูกทำให้คุณอยากปรับตัวประคองชีวิตครอบครัวไปกับ ผ. คนนี้ต่อไปให้ได้นานที่สุด จะปรับตัวอย่างไรดี

     เอาละคราวนี้มาตอบคำถามของคุณทีละประเด็น

     ประเด็นที่ 1. สามีไม่เอาไหน จะทำอย่างไรดี ตอบว่าเรื่องนี้มันอยู่นอกเขตอำนาจของคุณครับ อย่าไปคิดอ่านทำอะไรกับเขาเลย คุณไม่มีอำนาจดอก การเลือกสามีมันก็เหมือนกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอาง คือคุณตั้งสะเป๊กในใจก่อน แล้วก็เลือกตามสะเป๊ค เผอิญผู้หญิงสาวไทยเราไม่ได้ซีเรียสกับการตั้งสะเป๊ค คือตั้งมั่วๆไปตามสะเป๊คของพระเอกในนิยายน้ำเน่า ซึ่งในชีวิตจริงผู้ชายอย่างนั้นมีซะที่ไหนละครับ พอรับมอบของจริงมาจึงค่อยมาเอ๊ะเอาภายหลังว่าเฮ้ย..นี่มันผิดสะเป๊คนี่นา ปัญหาอย่างนี้จะไม่มีถ้าเราตั้งสะเป๊คให้ตรงตามความเป็นจริงในชีวิตเสียแต่แรก

     สมัยผมเป็นหนุ่มชอบเดินป่าไปนอนตามหมู่บ้านแม้วในภูเขาทางภาคเหนือ สะเป๊คหรือข้อกำหนดของสามีสำหรับหญิงสาวแม้วมีข้อเดียวคือ..เอาไว้ทำพันธุ์ อย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการหว่านไถทำกินหรือความหล่อความจริงใจ ฯลฯ ล้วนไม่ใช่ข้อกำหนด ดังนั้นหญิงแม้วสมัยนั้นจึงไม่มีปัญหากับสามีของเธอเลย สำหรับคุณซึ่งมาถึงป่านนี้แล้วและมีปัญหาขึ้นมาแล้ว คำตอบของผมก็คือคุณมีทางเลือกที่จะจัดการกับสามีสองทางเท่านั้น คือยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น อะไรที่เขาทำไม่เข้าท่าก็แผ่เมตตาให้ หรือไม่อีกทางหนึ่งก็คือ..ถีบเขาทิ้งไปเสีย
   
     ประเด็นที่ 2. คุณไม่มีความสุข จะทำอย่างไรดี อันนี้อยู่ในเขตอำนาจของคุณ คุณทำได้แน่นอน การจะมีความสุข คุณไม่ต้องไปเวอร์คไกลตัว คุณเวอร์คแค่ในตัวของคุณเองที่ยาวหนึ่งวาหนาหนึ่งคืบบวกใจและความจำที่อยู่ในหัวคุณนี่แหละ คุณเวอร์คแค่นี้ก็พอ พื้นฐานของการจะมีความสุขก็ง่ายมาก คุณต้องทำให้กายของคุณสบายก่อน พอกายสบายแล้วคุณก็พาใจของคุณมาอยู่กับปัจจุบัน รับรู้ภาพเสียงกลิ่นรสสัมผัสที่เข้ามาสู่ร่างกายที่กำลังสบาย ณ ขณะนั้น รับรู้เฉยๆโดยไม่คิดต่อยอดให้มากความ แค่นี้คุณก็มีความสุขได้แล้ว เอาแบบย่อเลยก็เช่นคุณลองหายใจเข้าลึกๆให้เต็มปอด อั้นไว้สักครู่ แล้วจดจ่อความรู้สึกอยู่ที่ลมหายใจ ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆพร้อมกับบอกให้กล้ามเนื้อร่างกายทั่วตัวผ่อนคลายแบบสบาย สบาย แค่นี้ก็มีความสุขได้แล้ว

     ในระดับที่ลึกซึ้งกว่านั้น การจะทำให้ร่างกายสบาย คุณต้องกินอาหารที่ดี หมายความว่ากินอาหารที่มีพืชเป็นหลัก กินพืชตามธรรมชาติที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากทุกวัน แล้วคุณต้องออกกำลังกายทุกวันด้วย จัดเวลาวันละสักหนึ่งชั่วโมงออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร คือหอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้ เมื่อสิ้นสุดการออกกำลังกายคุณจะรู้สึกถึงความสบายจากการผ่อนคลายของร่างกาย แล้วคุณก็ต้องจัดเวลานอนหลับพักผ่อนให้พอด้วย ทำกิจกรรมที่ร่างกายได้มีโอกาสผ่อนคลายด้วย เช่นฝึกสมาธิ โยคะ รำมวยจีน ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทั้งหมดนี้จะนำคุณมาสู่ความสุขแล้ว และให้คุณสร้างความฝัน ถ้าเราไม่มีฝันว่าจะทำอะไร เราก็จะกลายเป็นต้นไม้ตายซาก (dead wood) เมื่อสร้างฝันขึ้นมา จะเป็นฝันที่จะทำงานจริงๆหรือจะทำงานอดิเรกอย่างจริงจังก็ได้ แล้ว เอาฝันนั้นเป็นเชื้อ เติมไฟ ไล่ตามความฝันนั้น จินตนาการตัวเองว่าจะเป็นหญิงที่เท่  (noble citizen) อกผายไหล่ผึ่งมีสง่าราศี รูปร่างดี ไม่อ้วน ไม่ผอม เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว อารมณ์ดี ตามีแวว มีชีวิตชีวา นี่ยังไม่ทันได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับสามีของคุณเลยนะ สามีของคุณจะอยู่หรือจะไปไม่สน คุณก็มีความสุขได้อยู่ดี นั่นคือเป้าหมายในขั้นแรก

     ส่วนการจะมีความสุขทั้งๆที่มีสามีที่ไม่เอาไหนอยู่ด้วยก็คือคุณต้องหัดสนองตอบต่อสิ่งเร้าด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ สิ่งเร้าในที่นี้ก็คือเจ้า ผ.เฮงซวยนั่นแหละ อุ๊บ..ขอโทษ เขาอาจจะไม่แย่ถึงขั้นนั้นก็ได้ เอาเป็นว่าสามีและพฤติกรรมของเขาคือสิ่งเร้า ส่วนการสนองตอบอย่างสร้างสรรค์ก็คือการคิดพูดทำอะไรกับเขาอย่างมีสติและกอร์ปด้วยเมตตาธรรม  
   
     ประเด็นที่ 3. การปรับตัวให้ไปก้บสามีให้ได้นานที่สุดจะทำอย่างไรดี ตอบว่าในด้านหนึ่งคุณต้องใช้ชีวิตให้ตัวเองมีความสุขให้ได้ก่อน ซึ่งผมได้พูดวิธีทำไปแล้ว ส่วนที่สองคือผมแนะนำให้คุณสืบค้นและแก้ปัญหาที่ทำให้คุณเกิดความเบื่อเซ็กซ์ ที่คุณไปหาสูติแพทย์นั้นก็ดีแล้ว อย่างน้อยท่านก็จะช่วยใช้เอสโตรเจนแก้ปัญหาช่องคลอดแห้งซึ่งนำไปสู่การเจ็บช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) ขั้นต่อไปคือการหาสาเหตุของการไม่มีอารมณ์ทางเพศ (Hypoactive sexual desire disorder หรือ HSDD) ซึ่งจะต้องค้นหาโรคร่วมที่ทำให้เกิด HSDD เช่น

1  โรคเบาหวาน ทำให้ช่องคลอดแห้ง ช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อ
2  โรคต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไต ทำให้ช่องคลอดแห้ง
3  โรคโลหิตจาง ทำให้ไร้ความรู้สึก ปลุกไม่ขึ้น
4  โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือบาดเจ็บของไขสันหลัง ทำให้ความรู้สึกลดลง
5  ช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ ทำให้เจ็บเวลาร่วมเพศ
6  เนื้องอกมดลูก ทำให้หมดอารมณ์ ปลุกยาก
7  โรคไตวาย ทำให้ฮอร์โมนเสียดุลจนความอยากลดลง
8  โรคข้ออักเสบ ทำให้ไม่อยากขยับตัว อย่าว่าแต่เด้งเลย เพราะมันปวดข้อ
9  การผ่าตัดใดๆที่เคยทำ เช่นตัดรังไข่ ตัดมดลูก ทำให้ช่องคลอดแห้งได้
10          การตัดฝีเย็บ (episiotomy) ขณะคลอด อาจมีผลให้เกิดปากช่องคลอดรัดตัวมากจนเจ็บได้
11          การผ่าตัดเต้านม มีผลให้เสียความมั่นใจ จนหมดอารมณ์ได้
12          ยาต่างๆที่กินอยู่ เช่น ยาลดความดัน และยารักษาโรคจิตโรคประสาททั้งหลาย ล้วนลดความอยากทางเพศ และทำให้ถึงออร์แกสซั่มยาก ยาแก้ปวดในกลุ่มฝิ่น มอร์ฟีน โคเดอีน ทำให้ความอยากทางเพศหายไปได้

     ค้นหาโรคหรือสาเหตุเหล่านี้แล้ว หากพบสาเหตุก็แก้ไขไปตามเหตุ หากไม่พบอะไรผิดปกติ ก็ยังมีทางเลือกการใช้ยา ซึ่งมียาให้หมอเลือกใช้อยู่สองตัว ตัวแรกคือฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนซึ่งผมคาดว่าคุณจะได้จากสูติแพทย์แล้ว ถ้าไม่ได้ผลก็ต้องไปพิจารณายาอีกตัวหนึ่งที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในผู้หญิง คือฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเตอโรน) ชนิดแปะผิวหนัง ทั้งนี้เพราะการเกิดความรู้สึก “อยาก” ในทางเพศนี้ ไม่ว่าจะในผู้ชายหรือผู้หญิง ล้วนขับดันโดยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนทั้งสิ้น ยานี้มีขายในชื่อการค้าว่า Intrinsa ต้องไปหาหมอที่สันทัดการใช้ฮอร์โมนเขาจึงจะยอมใช้ฮอร์โมนนี้ในผู้หญิง
 
     อีกด้านหนึ่งก็ควรได้รับการรักษาด้วยการพยุงด้านจิตวิทยา ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นการรักษาในบริบทของ “ความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา” พูดง่ายๆว่าต้องรักษาด้วยกันทั้งคู่ คือพากันไปหาจิตแพทย์ ประเด็นหลักก็จะเป็นการค้นหาและแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกันและการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจอะไรไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะสื่อสารด้วยวาจาหรือด้วยท่าทาง ในสังคมที่ไม่มีใครพุทโธกับปัญหาของใครอย่างทุกวันนี้ จิตแพทย์เป็นกัลยาณมิตรที่ผมแนะนำว่าเวอร์คมากที่สุด

     ทั้งหมดนี้เป็นการแก้ปัญหาตามสูตร เหมือนอย่างที่คุณบอกว่าอย่างน้อยก็ให้ได้ชื่อว่าได้พยายามทำหน้าที่ของแม่และภรรยาอย่างดีที่สุดแล้ว

     แต่ผมขอทิ้งท้ายไว้ให้คุณหน่อยนะ ว่าการใช้ชีวิตไปตามสูตร แม้จะเป็นสิ่งทีต้องทำ แต่ไม่ใช่สารัตถะของการเกิดมามีชีวิต สารัตถะที่แท้จริงของการเกิดมามีชีวิตก็คือคุณได้ใช้ชีวิตของคุณอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย ตรงนี้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และเป็นเรื่องของคุณเองซึ่งไม่ว่าผู้ชายซังกะบ๊วยคนไหนก็ไม่อาจเอื้อมขึ้นมาเปลี่ยนแปลงหรือหันเหได้เลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 มีนาคม 2559

แม้จะสูงวัย แต่ก็อย่าหยุดขับรถ

กลับมาเมืองไทยแล้วครับ ขอเริ่มด้วยการตอบจดหมายฉบับเบาๆก่อนนะ

เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ
ขอรายงานว่านับตั้งแต่คุณพ่อกลับมาจากพบคุณหมอท่านสบายดี แต่มีปัญหาว่าท่านต้องคว้ากุญแจขับรถออกจากบ้านทุกวัน ทั้งๆที่ท่านเลิกขับไปนานแล้วเพราะตาไม่ดีและสมองช้า พวกลูกห้ามไม่ให้ขับก็ไม่ฟัง อ้างว่าหมอสันต์บอกให้ขับรถ คุณหมอคะ คุณพ่อ 68 แล้วนะ ความจำของท่านก็มาๆขาดๆ ดุลพินิจและการตัดสินใจของท่านก็ไม่ค่อยดี ลูกๆอยากให้ท่านเลิกขับรถ คุณหมอช่วยพูดกับท่านได้ไหมคะ
กราบขอบพระคุณ

.........................................................

ตอบครับ

     เป็นความจริงที่ว่าหมอสันต์เชียร์ให้ผู้สูงอายุทุกคนที่เคยขับรถ ให้ขับรถต่อไป ที่กลัวโน่นกลัวนี่จนไม่กล้าขับหรือเลิกไปแล้ว หมอสันต์ก็ลุ้นให้กลับมาขับรถใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำตามหลักฐานวิทยาศาสตร์นะครับ ไม่ได้แนะนำซี้ซั้ว กล่าวคือ
คุณจรูญ นายอำเภอวัดโบสถ์คนแรก อายุ 100 ปี..ยังขับรถอยู่
(ขอบคุณภาพจาก S! News) 

      ในแง่ของสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ไม่ยอมเลิกขับรถจะมีสุขภาพดีกว่าผู้ที่เลิกขับรถ หลักฐานทำนองนี้มีการตีพิมพ์กันเป็นระยะๆเรื่อยมา แม้เมื่อเดือนมค.ปีนี้เองก็ได้มีผู้ทบทวนงานวิจัยถึงสุขภาพของคนสูงอายุกับการขับรถรวม 16 งานวิจัยและตีพิมพ์ผลไว้ในวารสารสมาคมชราวิทยาอเมริกา (AGS) ซึ่งสรุปได้ว่าการหยุดขับรถทำให้ผู้สูงอายุซึมเศร้าเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวและสุขภาพกายถดถอยมากกว่าเมื่อเทียบกับคนเพศและวัยเดียวกันที่มีสุขภาพดีเท่ากันแต่ยังไม่ยอมเลิกขับรถ อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่าคนที่เลิกขับรถมีโอกาสตายใน 3-5 ปีหลังจากเลิกขับมากกว่าคนเพศและวัยเดียวกันสุขภาพเท่ากันที่ไม่ยอมเลิกขับ

การเลิกขับรถเนี่ยมันเป็นวงจรสาละวันเตี้ยลงนะครับ คือผู้สูงอายุพอรู้สึกว่าตาตัวเองชักไม่ค่อยดี เชื่องช้า ความจำเสื่อม ก็มักจะคิดว่าอย่ากระนั้นเลย เลิกขับรถดีกว่า แต่ผลก็คือพอเลิกขับรถ สมองยิ่งช้าลง ยิ่งเสื่อมมาก แถมได้โรคซึมเศร้าเพิ่มมาอีกโรคหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะการเลิกขับรถเป็นการแยกตัวออกจากสังคมนอกบ้าน หันมาเจ่าอยู่แต่กับหน้าจอโทรทัศน์หรือหน้าจอไอแพด ดังนั้นก่อนจะเลิกขับรถต้องชั่งน้ำหนักให้ดี การขับรถมันมีมนต์ขลังของมันเองเหมือนกันนะ มันเป็นการบริหารจัดการ เป็นขั้นตอนปฏิบัติการ เป็นการควบคุมบังคับบัญชาซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกตัวตนแก่ผู้ขับว่าเออ ข้านี้ก็แน่เหมือนกันนะโว้ย การยอมรับว่าตัวเองขับรถไม่ได้แล้วมันเป็นการสูญเสียตัวตนหรือกำพืด (identity) ของผู้สูงอายุไปมากพอควร

     คุณอาจจะแย้งว่า

     “แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ คุณหมอสันต์ การจะให้คนสูงอายุขับรถเพื่อสุขภาพของตัวเอง แล้วให้ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นรับความเสี่ยงกับความเชื่องช้าฝ้าฟางของผู้สูงอายุ มันจะยุติธรรมไหมคะ”

     น้าน ว่าเข้าไปน่าน..น ไปเอาที่ไหนมาพูดว่าคนแก่ อุ๊บ ขอโทษ ผู้สูงอายุ ขับรถแล้วจะไปชนชาวบ้านเขาเละเทะ สถิติที่ดีที่สุดคือขององค์การความปลอดภัยยวดยานทางหลวงแห่งชาติอเมริกัน (NHTSA) และสถาบันความปลอดภัยทางหลวง (IHS) รายงานปีแล้วปีเล่าก็ยังให้ผลเหมือนเดิม คือช่วงอายุของคนขับที่เกิดอุบัติเหตุทั้งแก่ตนแก่ท่านน้อยที่สุดคือช่วงอายุ 64-69 ปีนะครับ ขณะที่ช่วงอายุที่อันตรายที่สุดคือ 15-20 ปี สถิติในยุโรปและเอเชียก็เหมือนกัน คือยิ่งอายุน้อย ยิ่งอันตราย คือกลุ่มคนอายุ 15-20 ปีนี้ในอเมริกามี 8.5% แต่อุบัติเหตุถึงตายเป็นฝีมือของคนวัยนี้ตั้ง 12% ขณะที่ผู้สูงอายุ 65 – 69 มีจำนวน 3.7% แต่อุบัติเหตุถึงตายบนทางหลวงเป็นฝีมือคนกลุ่มนี้เพียง 3.2% ความจริงเรื่องที่ว่าคนอายุน้อยอันตรายกว่านี้บริษัทรถเช่าเขารู้มานานแล้ว วิธีที่จะทำธุรกิจของเขาโดยไม่เจ๊งก็คือบังคับให้ลูกค้ายอมรับโดยติ๊กในใบสมัครก่อนว่าอายุเกิน 25 ปีแล้ว ถ้ายังไม่เกินเขาก็จะโยกโย้อ้างว่ารถหมดบ้าง รถสะเป็คที่คุณอยากได้ไม่มีบ้าง เพราะการให้คนอายุน้อยเช่ารถดีๆของเขามันมีโอกาสเสียมากกว่าได้ ถ้าเขายอมให้เช่าก็เป็นการยอมแบบขึ้นเบี้ยประกันไปให้สูงล่วงหน้าไว้รอก่อนแล้ว

ดังนั้นปล่อยคุณพ่อเขาไปเถอะ สิ่งที่คุณลูกๆจะช่วยได้ก็คือถ้าเห็นว่าท่านจะห้าวเกินไปก็แค่คอยดึงๆไม่ให้ไปขับในภาวะวิสัยที่เสี่ยงมากๆ เช่นไม่ขับกลางคืนกรณีที่ตาไม่ดีแล้ว หรือไม่ขับในถนนที่ยวดยานมากคับขันฉวัดเฉวียน เป็นต้น ถ้ามีข้อจำกัดจากสภาพร่างกายเช่นคอเคล็ดคอแข็ง ก็ควรจะถือเป็นโอกาสยุให้ท่านไปออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อคอเสียก่อน หรือจะเปิดดูการบริหารคอในบล็อกของหมอสันต์แล้วให้ท่านทำตามก็ได้

ที่ผมเป็นห่วงกลับเป็นผู้สูงอายุที่ไม่สามารถขับรถได้แล้วจริงๆเสียมากกว่า แบบใจสู้แต่สังขารไปไม่ไหวแล้ว ในกรณีเช่นนั้นลูกหลานต้องหาทางชดเชยให้ท่านไม่สูญเสียการสังคมและพบปะผู้คนนอกบ้านทุกวิถีทาง จะด้วยการผลัดเวรกันพาออก หรือเช่าแท็กซี่เจ้าประจำ หรือจ้างผู้ดูแลพาขึ้นรถเมล์ก็แล้วแต่ ขออย่างเดียว อย่าปล่อยให้ท่านเหงาเศร้าซึมอยู่กับหน้าจอในบ้านเท่านั้นแหละ เพราะความซึมเศร้าสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อม และเมื่อคุณพ่อคุณแม่สมองเสื่อม คุณลูกคุณหลานทั้งหลายก็จะแจ๊คพอตเสียยิ่งกว่าถูกหวยซะอีก เพราะคุณพ่อคุณแม่ที่เคยว่าง่ายเจี๋ยมเจี้ยมมีสิทธิเท่ากับศูนย์นั้น ได้กลายเป็นพญาอะไรก็ไม่รู้ที่มีฤทธิเดชชนิดคุณลูกจะต้องตำหนิตัวเองว่า..รู้งี้ตอนนั้นเชื่อหมอสันต์ซะก็ดี

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Chihuri S, Meilenz TJ. Et al. Driving Cessation and Health Outcomes in Older Adults. The Journal of the American Geriatrics Society published online Feb 2016, DOI: 10.1111/jgs.13931 accessed on March 4th 2016 at http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/jgs.13931/full
2. National Highway Traffic Safety Administration. (2013, December). Traffic safety for older people — 5-year plan (Report No. DOT HS 811 837). Washington, DC: Author. Available at www.nhtsa.gov/staticfiles/nti/older_drivers/pdf/Older_People_811873.pdf
3. Dugan, E., Varton, K. N., Coyle, C., & Lee, C. M. (2013). U.S. policies to enhance older driver safety: a systematic review of the literature. Journal of Aging & Social Policy, 25, 335–352.

03 มีนาคม 2559

ปราสาทของผู้หญิง และนอกเส้นทางท่องเที่ยวในกัมพูชา

     เรายังอยู่กันที่เสียมเรียบ วันนี้เราให้โรงแรมจัดรถ แต่ไม่ต้องจัดไกด์ เพราะผมอยากเที่ยวแบบตามใจฉันและเที่ยวแบบนอกตำราไกด์ เนื่องจากที่กัมพูชานี้ไกด์เป็นวิชาชีพที่ต้องเรียนกันจนจบมหาลัยและต้องแต่งเครื่องแบบและพูดตามตำราเป๊ะ ผมจึงคิดว่าเอาคนขับรถเป็นไกด์นั่นแหละดี เพราะคนขับรถไม่รู้วิชาไกด์ จึงย่อมจะจัดนำเที่ยวฉบับนอกตำราให้เราได้

     เราจะนั่งรถไปตั้งต้นกันที่ปราสาทบันทายศรี ซึ่งแปลว่าปราสาทของผู้หญิง อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบออกไปราวสามสิบห้ากิโลเมตร
ภาพถ่ายปี 1934 โปรดสังเกตทรัสเหล็ก ลวดสลิงและรอกทุ่นแรง

     มาถึงปราสาทบันทายศรีเอาเมื่อยังเช้าอยู่ นักท่องเที่ยวยังไม่มาก ซื้อตั๋วแล้วเรายังไม่ไปดูปราสาท แต่เลี้ยวซ้ายไปดูพิพิธภัณฑ์เล็กๆซึ่งเล่าเรื่องการบูรณะปราสาทแห่งนี้ชนิดที่เรียกว่าแทบจะขุดทั้งปราสาทขึ้นมาจากโคลนตม มีอยู่ภาพหนึ่งผมเห็นแล้วถึงกับอึ้ง และต้องขอถอนคำพูดที่พูดไว้กับไกด์เมื่อวานว่าคนฝรั่งเศสท่าจะเป็นผู้รับเหมาที่ไม่ได้เรื่อง ภาพนั้นเป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อปีค.ศ. 1934 คือก่อนที่ผมจะเกิดราวยี่สิบปี เป็นภาพหลังจากเทฐานคอนกรีตแผ่ให้กับพื้นปราสาทเสียใหม่เรียบร้อยแล้วและกำลังอยู่ในระยะเอาหินระเกะระกะก้อนบะเล่งบะเท่งขึ้นวางประจำที่ทีละชิ้น แม้จะไม่ใช่ยุคสมัยที่มีปั้นจั่นอย่างทุกวันนี้ แต่ในภาพก็แสดงแผนการทำงานที่เยี่ยมวรยุทธ์สำหรับสมัยนั้น มีการตั้งนั่งร้านไม้ไผ่แบบปิรามิดสี่ขาขึ้นหลายจุด แล้วเอาบีมเหล็กคู่มาประกอบกันเป็นรูปทรัสที่ยาวมากโดยมีรอกติดอยู่ที่ปลายทรัส ฐานของทรัสค้ำอยู่กับแง่งหินที่มั่นคงในลักษณะที่ปลายทรัสสามารถแกว่งไปมาได้ แล้วเอาลวดสลิงร้อยรอกปลายทรัสและร้อย "รอกวิ่ง" หรือรอกแบบทุ่นแรง 50% อีกต่อหนึ่ง ก่อนที่จะใช้แรงคนโยกคานหมุนกว๊านเอาลวดสลิงที่ผูกก้อนหินที่จะเอาขึ้นไปวางให้ค่อยๆห้อยต่องแต่งขึ้นไป คอนเซ็พท์ทางวิศวกรรมเหมือนกับการทำงานด้วยปั้นจั่นในยุคปัจจุบันนี้เพียงแต่ว่าเครื่องไม้เครื่องมือนั้นง่ายกว่ากันมาก ปลายทรัสนั้นสามารถโยกและแกว่งหาตำแหน่งวางหินได้โดยอาศัยการดึงและหย่อนเชือกมนิลาที่โยงปลายทรัสเข้ากับยอดนั่งร้านรูปปิรามิดที่ตั้งไว้สามทิศทางรอบหน้างาน ในภาพเห็นนายช่างฝรั่งเศสกับผู้ช่วยของเขากำลังกางแบบแปลนเพื่อตัดสินใจว่าหินก้อนไหนจะขึ้นไปวางตรงไหน ผมเดาเอาว่าเขาจะต้องทิ้งบ้านทิ้งเมืองมากินมานอนกับชาวพื้นเมืองในป่านี้หลายปีมากกว่าจะทำงานนี้สำเร็จ บรรทัดนี้ผมขอสดุดีเขาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
บันทายศรี..นิยามของคำว่า "อารยะธรรมขอมโบราณ"

     เมื่อเราเดินไปถึงตัวปราสาทของจริง ผมพูดได้คำเดียวว่าบันทายศรีนี่แหละ คือนิยามของคำว่าอารยธรรมขอมโบราณ ฝีมือทางศิลปกรรมนั้นละเอียดลึกซึ้งซึ่งหากเทียบกับที่นครวัดแล้วก็ต่างกันราวประถมกับมหาลัย และเป็นเครื่องหมายบอกถึงความอารยะ ของขอมโบราณได้ดีกว่าคำพูดหรือศิลาจารึกใดๆ

      บันทายศรีนี้แม้จะเป็นปราสาทเล็กๆ แต่พอตกสายหน่อยก็มีนักท่องเที่ยวแห่กันมาไม่น้อย นักท่องเที่ยวฝรั่งนั้นมาแบบกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดปล่อยไหล่โผล่ข้างหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เข้ากับแคแรคเตอร์ของบันทายศรีเท่าไหร่ แต่นักท่องเที่ยวเอเซียแบบญี่ปุ่นเกาหลีนี่ต้องยอมรับว่าเธอมีรสนิยมในการแต่งตัวให้เข้ากับบรรยายกาศของสถานที่ดีเยี่ยม มีอยู่นางหนึ่งกำลังโพสท่าให้เพื่อนถ่ายรูป ผมเห็นว่าเธอเก๋ไก๋ดีจึงออกปากขออนุญาตเธอกดไว้หนึ่งแชะ ผมตั้งชื่อให้ภาพนี้ว่า "ผู้หญิง..ที่ปราสาทผู้หญิง" และต้องขอบอกก่อนนะครับว่าเฉพาะภาพนี้เป็นภาพลิขสิทธิ์สำหรับบล็อกหมอสันต์เท่านั้น โปรดอย่าเอาภาพของเธอไปทำมาค้าขายที่อื่น เดี๋ยวเธอเอาเรื่องผมไม่รู้ด้วยนะ
ผู้หญิง ที่ปราสาทผู้หญิง

    ออกจากบันทายศรี เราเดินทางต่อไป ยังไม่ทันไปไหนได้ไกลก็เห็นป้ายเล็กๆข้างทางแวบๆว่า "กับระเบิด" ผมบอกให้ซัวถอยรถไปดู มันเป็นพิพิธภัณฑ์กับระเบิด (Landmine Museum) หน้าตาท่าทางเป็นกระต๊อบสัปปะรังเคไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจมากนัก ไม่เห็นนักท่องเที่ยวแวะสักคน แต่ไหนๆเราก็มาถึงที่นี่แล้ว จะผ่านป้ายของเขาไปเฉยๆก็จะไม่ใจจืดใจดำไปหน่อยหรือ เราจึงตกลงแวะลงไปดู

     เราซื้อตั๋วเข้าไปดูคนละห้าเหรียญ นับว่าแพงเอาเรื่องสำหรับการเข้าไปดูอะไรก็ตามในกระต๊อบเล็กๆหลังหนึ่ง เข้าไปตระเวณดูจึงรู้ว่าที่นี่เป็นความพยายามของฮีโร่กู้ระเบิดของชาวเขมรคนหนึ่งชื่อ อาคิ รา (Aki Ra) ตัวเขาเองเคยเป็นทหารสมัยสงครามล้างเผ่าพันธ์กันเองเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เขาเล่าว่าวันหนึ่งเขาออกลาดตระเวณก็ไปจ๊ะกับลุงของเขาเองซึ่งเป็นทหารสังกัดอีกฝ่ายหนึ่ง เขารัวปืนแบบปะทะแต่แกล้งยิงไม่ถูก ลุงของเขาก็รัวปืนมาทางเขาแบบยิงนกยิงไม้เหมือนกัน เมื่อต่างรอดชีวิตมาพบกันอีกครั้งสองลุงหลานก็ชวนกันหัวเราะให้กับความไร้สาระของสงคราม แต่อาคิ รา บอกว่ากับระเบิดที่ยังฝังอยู่ทั่วไปในพื้นดินกัมพูชานั้นไม่ใช่อะไรที่ไร้สาระ เพราะหลังสงครามจะต้องมีข่าวชาวนาบ้าง คนหาของป่าบ้าง เหยียบกับระเบิดแขนขาดขาขาด เขาบอกว่าต้นทุนทำระเบิดฝังดินที่ฝรั่งทำมาให้ใช้กันในสงครามประชาชนในเอเซียนั้น พวกเอ็นจีโอเขาประเมินว่ามีต้นทุนลูกละ 3 เหรียญแค่นั้นเอง แต่เมื่อฝังลงดินไปแล้วมันจะยังระเบิดได้อยู่นานถึง 100 -150 ปี และต้นทุกการกู้ระเบิดแต่ละลูกนั้นสูงถึง 500 - 1,000 เหรียญ
กับดักรูปฝาชี กับตัวระเบิด

      อาคิ รา กู้ระเบิดขึ้นมาได้ด้วยตัวเขาเองจำนวนมาก สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น.เคยเผยแพร่ผลงานของเขาและยกย่องให้เขาเป็นฮีโร่คนหนึ่งเลยทีเดียว เขาได้เข้าร่วมกับองค์การกู้ระเบิดสากลและรัฐบาลนานาชาติเพื่อทำกัมพูชาให้เป็นผืนดินปลอดระเบิดซึ่งก็ทำสำเร็จไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว เหลือแต่บางพื้นที่เช่นชายแดนไทยเขมรบางจุด เพราะต่างคนก็ต่างช่วยกันวาง แถมวางแบบไม่มีแผนแม่บทตามหลักวิชาวางระเบิดเสียด้วย คือเอ็งวางที ข้าวางที วางไปวางมาจนต่างฝ่ายต่างก็จำไม่ได้ว่าของตัวเองวางไว้ตรงไหนบ้าง บางทีก็เผลอไปเหยียบของตัวเองก็มี ก็เลยต้องค่อยๆคลำค่อยๆกู้กันอีกต่อไป

     ออกจากพิพิธภัณฑ์กับระเบิดแล้ว เราเดินทางมุ่งไปทางตะวันออก ไปได้ไม่ไกลก็หมดเขตที่มีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ยังจัดว่าเป็นย่านที่คนเขาอยู่ดีกินดีกันพอสมควรเพราะผลดีจากการท่องเที่ยว หมู่บ้านสองข้างทางแม้จะไม่มีไฟฟ้าใช้และออกแนวแห้งแล้ง แต่ก็มีความสะอาด มีขยะพลาสติกน้อยกว่าชนบทไทยเสียอีก บ้านคนฐานะระดับกลางดั้งเดิมจะเป็นบ้านไม้มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา หลังเล็กราว 50 ตารางเมตร ยกใต้ถุนขึ้นสูงพอมีลุ้นไม่ให้หัวชนตงไม้ ทุกบ้านมีตั่งไม้ไผ่อยู่ที่ใต้ถุน และที่ขาดไม่ได้คือเปลยวน ทุกบ้านต้องมีเปลยวนที่ใต้ถุนหนึ่งหรือสองเปล และต้องมีคนนอนเขลงประจำตำแหน่งอยู่ในเปลยวนอย่างน้อยหนึ่งคน ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนของวัน
ปั๊มน้ำมันข้างถนน ไม่ต้องมีมิเตอร์

     ตามข้างถนนในชนบท มีปั๊มน้ำมันแบบน่ารัก คือเอาน้ำมันใส่ขวดพลาสติกตั้งเรียงไว้ น้ำมันเครื่องก็ขายแบบใส่ขวดเหมือนกันแต่ขวดเล็กกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นมอเตอร์ไซค์ ไม่ต้องมีมิเตอร์ ไม่ต้องมีหัวจ่าย จะซื้อขายกันแบบเหมาเป็นขวดหรือแบ่งเอาด้วยสายตา( ของผู้ขายนะ) ก็ได้เหมือนกัน
  
     ตลอดทางที่ผ่านไปเห็นเด็กนักเรียนเดินกลับบ้านเพื่อไปกินกลางวัน บ้างก็ปั่นจักรยานกลับ ที่เดินนั้นบ้างก็มีรองเท้า บ้างก็แบร์ฟู้ตทั้งๆที่แดดร้อนเปรี้ยงออกอย่างนี้ ในหนึ่งหมู่บ้านจะมีอยู่สองหรือสามหลังที่พยายามสาวเอาน้ำจากน้ำบ่อตื้นขึ้นมารดแปลงผักที่ปลูกไว้ ทำให้มองเห็นสีเขียวของร่องผักเล็กๆเป็นหย่อมๆอยู่บนผืนดินแผ่นใหญ่ที่เป็นสีน้ำตาลของหญ้าแห้งและสีแดงของฝุ่น
หมู่บ้านกำปงแคร็ง สพานไม้ เสาเรือนสูง และเต็มไปด้วยเด็ก

     เราแวะออกทางหลวงหรือไฮเวย์ หมายถึงถนนราดยางสองเลนที่ไม่มีเส้นแบ่งกลาง ทานอาหารที่ร้านอาหารระดับดี ร้านนี้ทานเสร็จแล้วมีเปลญานแขวนเรียงแถวไว้บนเรือนโปร่งยาวเหยียด ให้ลูกค้านอนหลับเพื่อการย่อยอาหารด้วย แต่เราไม่นอน เพราะขืนนอนมีหวังไปตื่นเอาเย็นและอดเที่ยว จึงเดินทางต่อไปอีกร่วมร้อยกิโลเมตร แวะออกถนนชนบทอีกครั้ง แวะโน่น แวะนี่ แล้วก็มาถึงหมู่บ้านสุดปลายถนนขี้ฝุ่นอยู่ริมคลองหรือริมทะเลสาปแห้งชื่อหมู่บ้านกำปงแคร็ง เป็นหมู่บ้านใหญ่ บ้านเรือนตั้งอยู่บนเสาสูงเพื่อหนีน้ำในฤดูน้ำหลาก บ้านทุกหลังแม้จะเก่าและสร้างแบบง่ายๆแต่ก็เป็นบ้านไม้ทาสีเก๋ไก๋ บางบ้านถึงกับปลูกไม้ดอกประดับระเบียงหน้าบ้านด้วยเลยทีเดียว เพิ่มสีสันบางมุมให้หมู่บ้านให้ดูดีขึ้นไปอีก มีสะพานไม้กึงกังกึงกังข้ามคลองสำหรับคนเดินและจักรยาน แต่รถยนต์ข้ามไม่ได้
ผู้มีมนต์สะกดกล้องถ่ายรูปให้ชัตเตอร์ด้าน

     ผมลงจากรถลงไปเพื่อถ่ายรูปเสาบ้านสูงๆซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม เดินผ่านกลุ่มแม่บ้านที่กำลังนั่งชำแหละปลาไว้ทำปลาแห้ง ซัวเล่าว่าทุกหมู่บ้านชนบทของกัมพูชา ผู้ชายต้องไปทำงานไกลๆเช่นเมืองไทย หรือไกลกว่านั้นเช่นเกาหลี เพื่อส่งเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวของเขา ขณะที่ผมได้โลเคชั่นและนั่งยองๆลงเพื่อถ่ายรูป ก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งมายืนขวางที่หน้ากล้อง ผมจึงหันมาโฟกัสที่เขา เขามีดวงตาดำ แววตาจริงจัง น้ำมูกใส และผิวสีแทนแบบที่น่าจะถ่ายรูปขึ้น ผมกดชัตเตอร์ แต่ปรากฏว่าผมกดชัตเตอร์ไม่ลง เอ๊ะทำไมชัตเตอร์ของผมด้าน เปลี่ยนมาใช้โหมดแมนน่วลแล้วกดอีกที ก็ด้านอีก หรือว่าเด็กน้อยคนนี้มีมนต์สะกด ลองอีกหลายทีก็ไม่ได้ผล ผมลดกล้องลงแล้วจ้องมองหน้าเขา อ้อ เขาเข้ามาใกล้กล้องถ่ายรูปเกินไปนี่เอง ผมไม่ได้ใส่เลนส์มาโคร พอระยะภาพสั้นเกินไปจึงกดชัตเตอร์ไม่ได้ เมื่อถอยนิดหนึ่งก็ แชะ.. ถ่ายรูปหนูน้อยผู้มีเวทย์มนต์ไว้ได้แล้ว

     ผมแอบดูในวงแม่บ้านที่นั่งทำปลาแห้งกันอยู่เห็นว่ามีเด็กนั่งตักบ้าง ยืนข้่างๆบ้างเป็นสิบคน จึงให้แบงค์ดอลล่าซัวไปและกระซิบบอกว่าคุณไปหาที่แลกเงินรีลมาให้ผมเป็นธนบัตรใบละ 2,000 รีลมาสักห้าสิบใบนะ ในระหว่างนั้นผมก็เดินเล่นถ่ายรูป เขาขับรถุหายไปนานแล้วก็กลับมาพร้อมกับแบงค์ใบละสองพันรีลเป็นฟ่อน ผมบอกให้เขาพูดเบาๆเพื่อขออนุญาตพวกแม่เด็กอย่างสุภาพว่าผมจะแจกเงินให้เด็กๆ แต่ซัวกลับตบมือประกาศเป็นภาษาเขมรเสียงดังลั่น ยังไม่ทันสิ้นเสียงประกาศก็มีเด็กกรูกันมาจากทุกสาระทิศ บ้างมาเอง บ้างแม่อุ้มมา ผมกับลูกชายแจกเงินกันไม่ทัน ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็แจกได้ครบห้าสิบคน เงินหมดเกลี้ยง แถมยังมีเด็กบางคนชูมือว่าตัวเองยังไม่ได้ก็มี ผมอมยิ้มเพราะผมนับด้วยวิธีตำรวจไทยนับม็อบแล้วว่าอย่างไรเสียจำนวนเด็กที่จับกลุ่มกันอยู่กลางลานมีไม่ถึงห้าสิบคนแน่ๆ ผมพยักหน้าให้ซัวว่าเราต้องออกเดินทางไปจากที่นี่แล้ว ในใจนึกขอโทษรัฐบาลกัมพูชาที่ผมเป็นนักท่องเที่ยวชนิดที่จะมาทำให้พลเมืองของเขาเสียนิสัย ผมไม่ทราบว่าเงิน 2,000 รีลซื้ออะไรได้บ้าง แต่อย่างน้อยก็คงซื้อไข่ได้คนละสองสามฟองละน่า

     ขณะนั่งรถกลับโรงแรม ผมคิดถึงที่เมื่อก่อนมาบรรดาผู้หวังดีต่างรุมเตือนให้ผมระวังโน่นระวังนี่ และว่าคนกัมพูชาเขาไม่ชอบขี้หน้าคนไทยนะ ถ้าไม่นับว่าผมท้องเสียเพราะกินแตงโมซึ่งแม้จะเป้นแตงโมที่เมืองไทยผมกินเมื่อใดก็มักจะท้องเสียเมื่อนั้นอยู่แล้ว คำเตือนอย่างอื่นไม่มีคำเตือนไหนเป็นจริงเลยสักอย่างเดียว หลายวันมานี้ผมสัมผัสพูดคุยกับคนกัมพูชาทุกระดับราวสิบยี่สิบคน บางคนก็ไม่ได้มีหน้าที่อะไรที่จะต้องมาดูแลเอาใจผม แต่ผมกลับได้พบเห็นแต่คนที่มีน้ำใจไมตรี เรื่องความขี้งกนั้นแต่ละชาติแต่ละภาษาก็ย่อมจะต้องมีกันบ้างพองามรวมทั้งชาติไทยเราด้วย อย่าไปว่าคนอื่นเขาเลย และเมื่อพูดถึงคนไทยและเมืองไทย ดวงตาของพวกเขาเป็นประกาย ทุกคนที่ผมได้คุยด้วยล้วนชอบคนไทย ขอบเมืองไทย ชอบของไทย และมักเหน็บประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ทิศตรงข้ามกับไทยด้วยเสมอ ซึ่งผมไม่ยอมผสมโรงนินทาเพื่อนบ้านไปกับเขาดอก ได้แต่ฟังแล้วยิ้ม สำหรับตัวผมเองนั้น มาเที่ยวได้ไม่กี่วัน ผมรักคนกัมพูชาและรักประเทศกัมพูชาขึ้นมาสนิทใจ ต่อไปใครจะว่าอย่างไรผมก็ไม่เชื่อแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ไปดูเขากินแมงป่องที่เสียมเรียบ

ผมอยู่ที่เสียมเรียบ เสร็จการบรรยายไปเรียบร้อยแล้ว ถือโอกาสเที่ยวแถวนี้เสียสักสองวัน

     วันแรก เราต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เพราะเจ้าภาพจะมารับที่โรงแรมตอนตีห้า เพื่อไปให้ทันถ่ายรูปตะวันขึ้นที่นครวัตตอนหกโมงเช้า ไปถึงนครวัดยังมืดตึ๊ดตื๋อ ไกด์ต้องคอยเอาไอโฟนส่องพื้นทางเดินให้เราเวลามีขั้นบันไดเพราะกลัวเราสะดุดอะไรหกล้ม มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ได้ยินเสียงพวกนักท่องเที่ยวคุยกันเบาๆรอบๆตัวเรา แต่มองไม่เห็นกัน เราเดินในความมืดตามไกด์ไปได้นานประมาณครึ่งกม.ได้ ก็มาถึงจุดที่ไกด์เตรียมไว้ให้ว่าตรงนี้เหมาะจะถ่ายรูปมากที่สุดเพราะจะได้ทั้งดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างปรางค์ของนครวัด และได้ทั้งเงาในน้ำ เรายืนอยู่ในความมืดกันนิ่งๆ เพราะยังไม่ตื่นนอนกันดีเลยเนื่องจากอดนอนมาสองคืนแล้ว คืนก่อนที่กรุงเทพก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อให้ทันเครื่องบิน เมื่อคืนนี้หลังบรรยายเสร็จเจ้าภาพพาไปเลี้ยงอาหารฟังดนตรีอีก กว่าจะได้กลับที่พักเข้านอนก็เกือบเที่ยงคืน ตีสี่กว่าก็ต้องตื่นมานี่กันเลย

     อากาศหนาวพอควร ก่อนมาบรรดาผู้หวังดีบอกคนไม่มีประสบการณ์อย่างผมว่าจะไปนครวัดเหรอ ต้องเอาหมวก เอาแป้งขาวกันแดด ปลอกแขนกันแดด และเอาน้ำไปดื่มแยะๆนะเพราะร้อนตับแตก มาถึงที่จริงๆผมไม่เห็นว่าจะเป็นอย่างนั้นเลย ผมยืนหลับๆตื่นๆอยู่ ฟ้าก็ค่อยๆสาง พอเห็นว่าอะไรเป็นอะไร ก็..
เจ็ดแสดเจ็ดหมื่นคนเมื่อฟ้าสาง

     แอ่น..แอ้น..แอ๊น.น..น

     สิ่งแรกที่ประทับใจอย่างยิ่งไม่ใช่ความอลังการ์ของนครวัดหรอก หิ หิ  แต่เป็นคน ใช่..คนหรือมนุษย์นี่แหละ ไม่รู้มาจากไหนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ พอฟ้าสางก็มาออกันอยู่ที่ริมบึงหน้านครวัดนี่เรียบร้อยแล้ว นับจำนวนได้ประมาณเจ็ดแสนเจ็ดหมื่นคน ถ้าท่านผู้อ่านอยากจะรู้ว่าโลกเรานี้มีประชากรมากแค่ไหน ให้ไปดูที่หน้าปราสาทนครวัดตอนตีห้าครึ่ง มีทุุกชาติทุกภาษาและทุกวัย บ้างขี่คอกันชูกล้องถ่ายรูป บ้างเอาอะไรก็ไม่รู้รูปร่างเหมือนไม้ไผ่ชูกล้องถ่ายรูปของตัวเองขึ้นไปบนท้องฟ้า บ้างยืนหันก้นให้นครวัดแล้วยื่นไอโฟนติดปลายไม้เซลฟี่ยัดเข้าไปในหมู่ฝูงชนเพื่อถ่ายรูปของตัวเองกะให้ติดนครวัดด้วย บางคนยื่นเข้าไปแล้วชักออกไม่ได้เพราะไอโฟนไปติดแขนชาวบ้านคนไหนก็ไม่รู้อยู่ แต่ก็ไม่มีใครโวยวายใคร เพราะนาทีทองที่จะได้รูปสวยๆขณะพระอาทิตย์ขึ้นมีอยู่ไม่กี่นาทึ ทุกคนจึงจดจ่ออยู่กับพันธะกิจของตนเป็นอย่างดีไม่มีใครเรื่องมาก
เทพอัปสร บอกสถิติจำนวนนักเที่ยวชาย

     ถ่ายรูปตะวันขึ้นแล้วเราไปนั่งกินข้าวห่อที่เจ้าภาพเขาให้โรงแรมจัดมาให้ที่หน้าประตูปราสาท อิ่มแล้วก็ไปรอรถและไกด์ที่โรงแรมจัดตามมาให้ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าประตูซึ่งเป็นจุดนัดหมาย เขามากันตรงเวลาดี ตัวไกด์ชื่อปาน (ชื่อสมมุติ) แต่งเครื่องแบบไกด์และพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอใช้ทีเดียว

     เราเดินผ่านทางเดินที่มีนาคราชหินทอดตัวขนาบสองข้างยาวเหยียด ปานเล่าเรื่องที่มาของนครวัดและการบูรณะฟื้นฟูซึ่งช่วงแรกทำโดยช่างฝรั่งเศส ผมเหลือบดูเห็นเสาหินค้ำท้องพญานาคบางต้นเป็นเสาคสล.สี่เหลี่ยมแบบลุ่นๆ ต่างจากหินค้ำดั้งเดิมของเขาซึ่งเป็นหินสลักเสลาสวยงาม ผมชี้ให้ปานดูและว่า

     "คุณว่าคุณเอาคนฝรั่งเศสมาซ่อมเหรอ ผมว่าคุณน่าจะเลือกผู้รับเหมาผิดซะละมัง"

     ปานมองดูเสาค้ำท้องนาคแล้วหัวเราะ ผ่านทางเดินอันยาวเหยียดทอดข้ามบึงเข้ามายังตัวปราสาทแล้ว เขาชี้ให้ดูเทปอัปสรและบอกว่าทั้งนครวัดมีรูปสลักเทพอัปสรถึงสองพันกว่าองค์ ซึ่งคงจะจริง แต่เทพอัปสรองค์ที่เตะตาผมมากกว่าเขาเพื่อนคือองค์ที่อยู่ตรงทางเดินผ่านจากปราสาทหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่ง เธอเป็นหลักฐานทางสถิติที่บอกว่าในจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ เป็นนักท่องเที่ยวผู้ชายเสียไม่ใช่น้อย  เพราะหน้าอกของเธอมันแผล็บ
อรชุนกำลังแผลงศรควบสามดอกบนรถม้า ขณะกฤษณะนั่งขัดสมาธิควงแส้อยู่


     ปานพาเราชมภาพสลักหินรอบๆ ซึ่งสลักเล่าเรื่องของกษัตริย์สุริยวรมันที่ 2 บ้าง เล่าเรื่องรามเกียรติ์บ้าง และเล่าเรื่องภารตยุทธบ้าง ผมหยุดดูภาพสลักของอรชุน พระเอกของฝ่ายปานฑพกำลังแผลงศรแบบยิงทีเดียวควบสามดอก ขณะที่กฤษณะ คนขับรถม้าศึกของเขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนที่นั่งคนขับและเงื้อมือควงแส้อยู่ จัดเป็นภาพแกะสลักที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกดีมาก ไม่น่าเชื่อว่าภาพนี้จะแกะสลักไว้นานแล้วเป็นพันปี

สำหรับแฟนบล็อกหมอสันต์ที่เกิดไม่ทันเรื่องภารตะยุทธ์ ผมจะเล่าบางตอนที่ผมชอบให้ฟังนะ ภารตะยุทธ์เป็นสงครามระหว่างพี่น้องสกุลปานฑพซึ่งมีเทพหนุนหลัง กับพี่น้องสกุลเการพซึ่งเทียบได้กับพวกมาร ฝ่ายปานฑพมีอรชุนเป็นพระเอก ส่วนที่ผมจำได้แม่นมีอยู่ตอนเดียวคือตอนที่อรชุนเซ็งการรบแล้วกฤษณะซึ่งเป็นพระเจ้าแปลงร่างมาเป็นคนขับรถม้าศึกให้เขาใช้วาทศิลป์ล่อหลอกให้อรชุนเดินหน้าลุยถั่ว เรื่องราวตอนนี้มีแปลไว้เป็นหนังสือฝรั่งหลายเล่ม ผมจะเขียนเล่าตามประสาหมอสันต์ให้ฟังนะ เป็นการเล่านิทานแบบเอาสนุกเข้าว่าและจำมาผิดบ้างถูกบ้าง ไม่เอาสาระนะ เอาสนุกเฉยๆ

ก่อนการประจันบาน อรชุนสั่งให้กฤษณะเดินรถม้าไปในระหว่างทัพอันมหึมาของทั้งสองฝ่ายเพื่อดูหน้าฝ่ายตรงข้ามว่ามีใครบ้าง เมื่อเห็นว่ามีไม่น้อยเป็นคนกันเองทั้งนั้น แม้พวกเขาจะเป็นคนขี้โลภ แต่ก็เคยเป็นพวกเดียวกัน เคยรู้จักกันและเคยดีๆกันอยู่ก็มี เห็นอย่างนั้นแล้วก็เกิดความเซ็งมะก้องด้องขึ้นในใจ จึงพูดกับกฤษณะว่า

     “...กฤษณะ นี่มันอะไรกัน เขาเหล่านั้นก็เป็นพี่น้องของเราทั้งนั้น ใยต้องมาเข่นฆ่ากันให้เป็นบาปกรรมไปภายหน้าด้วยเล่า ข้าเกิดความเก๊กซิมในหัวใจเหลือเกิน ไม่รบไม่เริ้บมันละ กลับไปอยู่บ้านขายเต้าฮวยดีกว่า..”

     ว่าแล้วก็ทิ้งคันศรและธนูลงกับพื้นรถ

กฤษณะเห็นท่าไม่ดีก็ร้องปรามว่า

     “...เฮ้ย อะไรกันวะอรชุน เอ็งจะมาท้อถอยตอนหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ได้อย่างไร คนเราเกิดมาเป็นคนก็ต้องทำหน้าที่ การจะเกิดจะตายนั้นมีใครบ้างเกิดมาแล้วไม่ตาย รบไม่รบท้ายที่สุดก็ตายกันหมดทุกคนแหละ แต่ว่าคนเราตายก็แค่ตัว แต่อาตมันไม่มีวันตาย มันเป็นแก่นแท้อันนิรันดร์เพียงแค่ละร่างเก่าไปสู่ร่างใหม่ กะอีแค่หนาวร้อนสุขทุกข์ต่อร่างกายและจิตใจนี้มันก็เป็นเพียงสิ่งภายนอกผ่านเข้ามาสู่การรับรู้ของเราชั่วครั้งชั่วคราว จะหาแก่นสารความแน่นอนได้ที่ไหน ใยท่านไม่หัดทำใจให้นิ่งต่อโลกธรรมเหล่านี้เสียบ้าง จะมามัวหดหู่กับมันอยู่ทำไม

อรชุน.. เมื่อรู้ว่าชีวิตมีอาตมันเป็นนิรันดร์เป็นแก่นแท้เช่นนี้แล้ว ควรหรือจะมามัวกังวลกับชีวิต จงทำหน้าที่ของตนให้มั่นอย่าหวั่นไหว เพราะเกิดมาเป็นชายชาติกษัตริย์จะมีเกียรติอะไรเสมอการทำธรรมสงครามอีกเล่า

รบเถิดอรชุน อย่าไปห่วงว่าฆ่าคนแล้วจะเป็นบาปเลย เพราะฆ่าคอมมิวนิสต์ย่อมไม่บาป เอ๊ย..ขอโทษ แปลผิด ที่ถูกต้องแปลว่า..เพราะปรัชญาโยคะมีหลักว่าไม่เสียใจกับสิ่งที่เสียไป ไม่ดีใจกับสิ่งที่ได้มา อรชุน จิตที่เป็นอุเบกขาที่ข้ามพ้นสภาวะธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นได้เพราะการลงมือปฏิบัติฝึกฝนจิตให้นิ่งเท่านั้น ไม่ใช่การนั่งรอผลแห่งกรรมในอดีตหรือการไม่ยอมปฏิบัติการใดๆเพราะกลัวกรรมจะตามไปในอนาคต ดังนั้น รบเถิดอรชน ลุยเถอะอรชุน...” 
ถ่ายแต่ข้างยักษ์ แต่ไม่ถ่ายข้างเทพ เพราะไม่ชอบเทพ


อรชุนได้ฟังดังนั้น แม้ในใจจะคิดว่าที่คนขับสามล้อ เอ๊ย ไม่ใช่ ที่คนขับรถม้าศึกของเขาพูดมานั้นไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหนเลย แต่ก็ทำใจว่าเอาเถอะ เอาเถอะ ไม่รบก็ไม่เสร็จธุระ กลับบ้านไม่ได้สักที จึงสั่งเดินหน้าลุยถั่วทำสงครามเสียสิบกว่าวัน ลูกน้องทั้งสองฝ่ายตายกันเป็นเบือเลือดท่วมทุ่ง โดยฝ่ายอรชุนเป็นฝ่ายชนะในที่สุด เอวังของเรื่องภารตะยุทธ์ฉบับหมอสันต์ก็มีเพียงเท่านี้

     เรารีบออกจากนครวัดเพื่อหลบหนีผู้คนที่แออัดยัดทะนานไปยังปราสาทนครธม ปากประตูทางเข้านครธมมีสพานข้ามบึงขนาดใหญ่เข้าไปสู่ประตูเมือง สองข้างสพานมีรูปสลักหินขนาดใหญ่นั่งเรียงอยู่สองฝั่ง ผมให้ซัวซึ่งเป็นคนขับจอดรถให้ผมถ่ายรูป ปานเห็นผมถ่ายรูปแต่ฝั่งขวาของสพานฝั่งเดียวจึงเข้ามาบอกว่าแถวที่นั่งเรียงทางฝั่งขวานี่เป็นยักษ์ ส่วนที่นั่งเรียงทางฝั่งซ้ายโน่นเป็นเทพ ดีอกเตอร์ยูไม่ถ่ายรูปพวกเทพบ้างหรือ ผมตอบว่า
บายน มองไปเห็นแต่หน้าพรหม

     "ฮึ..ไม่เอาหรอก ผมไม่ชอบเทพ"

     ที่นครธมนี้เราเข้าไปชมปราสาทบายน ซึ่งมีปรางค์หลายยอด ทุกยอดมีหน้าพรหมอยู่สี่ทิศ เป็นหน้าพรหมระดับบิ๊กใหญ่กว่าตัวคนหลายเท่า เวลาเอาคนไปอยู่ใกล้ๆตัวคนเหลือนิดเดียว แต่ผมไม่ชอบถ่ายรูปคนจึงถ่ายแต่รูปมุมกว้างให้เห็นพรหมสี่หน้าแยะๆมาให้ดู


ตาพรหม เสื่อมเพราะเวลาหรือ?
     จากบายนปานพาเราพักกินข้าวที่ร้านอาหารติดแอร์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาพรหมที่เราจะไปเที่ยวตอนบ่าย ร้านนี้เขารับรองว่ากินที่นี่แล้วท้องไม่เสีย เมื่อเข้าไปในร้านพวกลูกค้ามีแต่ฝรั่งแน่นขนัดจนต้องเอียงตัวเพื่อเดินไปตามโต๊ะ อาหารที่นี่เป็นอาหารเขมร สั่งมากินหลายอย่างแต่จำได้อย่างเดียว เรียกว่า "อามก (Amok)" หรืออะไรทำนองนี้ เป็นปลาปรุงกับเครื่องแกงแบบเข้มข้นแต่ไม่เผ็ด จะว่าเป็นห่อหมกก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นแกงกะทิก็ไม่เชิง เอาเป็นว่าเป็นอาหารเขมรที่อร่อยดีก็แล้วกัน

     อิ่มได้ที่ดีแล้วเราก็ไปเที่ยวปราสาทตาพรหมต่อ เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ หรือจะเรียกว่าเป็นซากปรักหักพังในป่าก็ไม่ผิด เพราะบรรยากาศเป็นป่าแท้ๆ มีเสียงนกร้องขับขานก้องไพร และต้นไม้น้อยใหญ่ให้เงาร่มรื่น โดยที่ปราสาทหินตาพรหมถูกทิ้งให้รกร้างอยู่ในป่านั้น บ้างยังเป็นอาคารเห็นเป็นรูปเป็นร่างดีอยู่ บ้างแตกออกเป็นสองซีกทำท่าจะพังลงมา บ้างถูกกลืนเข้าไปอยู่ใต้รากต้นไม้ขนาดใหญ่เสียแล้วเรียบร้อย การได้มาเห็นอารยธรรมของขอมโบราณที่เคยเจริญถึงขั้นสร้างของยากๆใหญ๋ๆอย่างนี้ขึ้นมาได้ แล้วก็มาเสื่อมสลายหายสาบสูญไปโดยหาสาเหตุอะไรไม่ได้ ทำให้เกิดความคิดขึ้นได้ว่าช่างเหมือนกับชีวิตของคนเราเสียนี่กระไร ชีวิตคนเราที่เมื่อเกิดมาแล้วก็อุตสาหะสร้างสรรค์อะไรสักอย่างที่ตัวเองเห็นว่าดีอย่างตั้งอกตั้งใจ สร้างด้วยความ "อิน" แต่แล้วพอผ่านวัยกลางคนไปเมื่อย้อนกลับไปดูชีวิตของตัวเองคนส่วนหนึ่งกลับมีความหน่ายและงุนงงสงสัยว่า อะไรกัน ชีวิตที่ผ่านมาจนใกล้จะถึงหลุมฝังศพอยู่แล้วมีคุณค่าแค่เนี้ยเหรอ แล้วไม่มีความหมายอื่นใดนอกจากนี้เลยเหรอ มีสองประเด็นนะโปรดสังเกต คือประเด็นคุณค่า และประเด็นความหมาย คือรู้สึกเหมือนตื่นจากความฝัน ตื่นแล้วฝันนั้นก็หายไป จะเป็นฝันดีหรือฝันร้ายก็หายไปเพราะความตื่นเสียแล้ว โอ้..ชีวิตมีแค่นี้เองหรือ ช่างไร้คุณค่าและไร้ความหมายเสียนี่กระไร
เหลือแต่เรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยมี...

     เมื่อเห็นว่าที่อุตสาหะทำมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่นั้นเป็นแค่ความฝัน ความ "อิน" กับสิ่งที่ทำก็มอดหมดไป เกิดเป็นอาการเบื่อๆอยากๆ แล้วก็ค่อยๆเบื่อมากกว่าอยาก แล้วก็ค่อยๆทิ้ง ทิ้ง ทิ้ง ให้สิ่งที่สู้อุตส่าห์สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นเสื่อมสลายหายไปตามกาลเวลา เหมือนอย่างปราสาทตาพรหมที่อารยธรรมขอมโบราณสู้อุตส่าห์สร้างสรรค์ขึ้นมาตรงหน้าผมนี้ เหลือแต่เรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่ง เคยมี..

     หมอสันต์ครับ ถามตัวเองหน่อยสิว่าทำอย่างไรคนเราเมื่อแก่ตัวลงแล้วจึงจะไม่สูญเสียความ "อิน" กับงานสร้างสรรค์ที่เคยทำ ทำอย่างไรจึงจะให้คุณค่าและความหมายของสิ่งที่ทำนั้นคุโชนอยู่ในใจไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา ทำอย่างไรจึงจะให้ความร่าเริงจากการได้กระทำยังคงซ่าอยู่ในใจจนหยดสุดท้ายเหมือนอย่างเป๊ปซี่ ฮี่..ฮี่

     ตอบว่า เออ.. แล้วข้าจะรู้ไหมเนี่ย

     อุ๊บ..ขอโทษ ลืมไปว่ากำลังคุยกันท่านผู้อ่านอยู่ ตอบว่า.. ในประเด็นของความรู้สึกว่าชีวิตไร้คุณค่านั้น มันเป็นเพราะว่าสิ่งที่คุณทำอยู่มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของคุณหรือเปล่า เพราะถ้าคุณทำอะไรที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ คุณก็ย่อมจะต้องรู้สึกว่าชีวิตมันมีค่าโดยอัตโนมัติ ส่วนในประเด็นที่ว่าชีวิตไร้ความหมายนั้น มันคงเป็นเพราะคุณกำลังเดินทางเข้าใกล้หลุมฝังศพละมัง ตราบใดที่คุณเชื่อมั่นว่าความตายคือจุดสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่าง ยิ่งใกล้ความตายเข้าไป คุณก็ยิ่งมองสิ่งที่ผ่านมาว่าไร้ความหมาย อันนี้มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเมื่อตัวคุณกลายเป็นขี้เถ้าไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ข้างหลังจะไม่ไร้ความหมายสำหรับคุณได้อย่างไร คุณมีสองทางเท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตที่ใกล้ความตายเข้าไปทุกขณะมีความหมาย

     ทางที่หนึ่ง คือคุณสมัครเข้าค่ายสมาชิกชาติหน้าหรือสมาชิกชีวิตนิรันตร์กับพระเจ้า แล้วเชื่อและคิดให้เหมือนอย่างสมาชิกคนอื่นเขา ขีวิตใกล้ตายของคุณที่เคว้งคว้างอยู่ก็จะเกิดความหมาย รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนและจะไปไหนต่อขึ้นมาได้ด้วยความเชื่อนั้นทันที

     ทางที่สอง คือ คุณใช้เวลาในวัยชรางกๆเงิ่นๆนี่แหละเสาะแสวงหาโมกขธรรมจนรู้แจ้งแทงตลอดถึงความเกี่ยวพันระหว่างตัวตน จิต โลก ดาราจักร เอกภพ และดวงดาว ด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณก็จะรู้จักความหมายของชีวิตขึ้นมาเอง..ผมหมายความว่าถ้าคุณไม่ต้องไปอยู่หลังคาแดงเสียก่อนนะ

     "..คุณ คุณ ตื่นเถอะ ไปกันได้แล้ว อะไรกัน เดินขึ้นบันไดหินแค่นี้ถึงกับต้องแอบมานั่งหลับนกอยู่ใต้ต้นไม้เลยรึ.."

     หิ หิ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ ปราสาทตาพรหมเนี่ย คลาสสิกเป็นบ้า คือคลาสสิกจนทำให้คุณเป็นบ้าสติแตกได้เลยนะเนี่ย โอเค. ไปกันดีกว่า ว่าแล้วเราก็มุ่งหน้าสำรวจวัดเล็กวัดน้อยระดับอะล็อกก๊อกแก๊กของอารยธรรมขอมกันต่อไปจนค่ำและเมื่อยจนขาลากแล้ว จึงพากันกลับโรงแรม

     ไปดูคนกินแมงป่อง
สาวฝรั่งกินแมงป่องคั่วให้เพื่อนถ่ายรูปเป้นหลักฐาน


     กลับมาถึงโรงแรมที่พัก หลับกันคนละหนึ่งปุ๋ย แล้วก็ตื่นเพื่อไปหาอะไรกินมื้อเย็นกัน หัวหน้าบริกรของโรงแรมช่วยจองโต๊ะที่ร้านอาหารชื่อจันเร เราก็ไปกินตามนั้นอย่างว่าง่าย เป็นร้านอาหารเขมรอร่อยระดับแพง กินแล้วก็พากันไปเดินเล่นที่ถนนชื่อพับสตรีท มีนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่งเดินกันคราคร่ำแน่นขนัด เหมือนกับตรอกข้าวสารในเทศกาลสงกรานต์ ชาวเขมรท้องถิ่นก็เอาสินค้าและบริการสาระพัดออกมาขาย มีแผงหนึ่งขายสินค้าอาหารปิ้งเสียบไม้ ความน่าสนใจคือสินค้าที่เสียบไม้นั้นได้แก่ แมงป่อง และงูเขียวหางไหม้แบบเสียบให้เห็นงูทำท่าเลื้อยแบบซิกแซก เนื่องจากสินค้าแปลกและเตะตาผู้คน เพื่อป้องกันลูกค้านิสัยเสียมามุงถ่ายรูปแล้วไม่ซื้อ จึงต้องเขียนป้ายไว้ว่า

     ".. No Buy No Photo
     Photo Only $0.50"

     สินค้าทุกชิ้นมีราคาชิ้นละ 50 เซ็นต์เท่านั้น จึงมีฝรั่งหัวใสกลุ่มหนึ่งราวหกคน ซื้อสินค้าคืองูเขียวหางไหม้เสียบไม้ปิ้งมาไม้เดียว แล้วเอามารุมกันถ่ายรูปคนละแชะสองแชะ เท่ากับได้กำไรค่าถ่ายรูปไปแล้ว 2.5 เหรียญ แล้วก็ยังมีแหม่มสาวอีกคนหนึ่ง ซื้อแมงป่องปิ้งมายืนโชว์การกินแมงป่องให้เพื่อนถ่ายรูปเป็นที่สนุกสนาน ผมจึงผสมโรงถ่ายรูปของเธอมาให้ท่านได้ดูด้วย
ผู้ซื้อบริการเอาเท้าจุ่มอ่างเลี้ยงปลา

     ที่หัวมุมถนนคนเดินแห่งนี้มีอยู่ร้านหนึ่ง มีไฟส่องสว่าง เห็นมีคนนั่งอยู่เป็นกลุ่ม เข้าไปดูใกล้ๆจึงพบว่าเป็นการขายบริการเอาเท้าลงจุ่มในน้ำซึ่งเป็นอ่างกระจกเลี้ยงปลา หมายความว่าผู้ซื้อคือผู้ที่เดินเที่ยวจนเท้าหมักหมมได้ที่แล้ว มาจ่ายเงินให้เจ้าของอ่างปลาหนึ่งเหรียญ ก็จะได้สิทธิ์เอาเท้าลงแช่ในอ่างปลาให้ปลาช่วยกันรุมทำความสอาดเท้าให้ มีลูกค้ามาอุดหนุนบริการอยู่ไม่ขาด ขณะที่นั่งเอาเท้าแช่น้ำอยู่กลางตลาดนั้น บ้างก็คุยกันไป บ้างก็จิ้มไอโฟนไป

     สินค้าที่ขายในตลาดคนเดินกลางคืนนี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าใช้แล้วทิ้ง ซึ่งถูกนิสัยฝรั่งนักเดินทางยิ่งนัก เช่นผ้าถุง เสื้อยืด กางเกงขาสั้น หมวก เป็นต้น มีสินค้าตัวหนึ่งที่เตะตาผม คือถุงแบบกระเป๋าถือผู้หญิงที่ทำจากถุงปูนตราช้างที่ใช้แล้ว ผมเห็นแล้วจึงถึงบางอ้อ
กระเป๋าถือทำจากถุงปูนซิเมนต์ตราช้างบ้างเสือบ้าง
ว่าครั้งหนึ่งผมมีผู้ช่่วยทำงานบ้านเป็นชาวลาว เวลาจะกลับบ้านเธอจะต้องเก็บถุงปูนเก่าแบบนี้กลับบ้านด้วยเสมอ เพิ่งรู้ว่าเพราะว่ามันเอามาใช้ประโยชน์อย่างนี้นี่เอง

     เราชมตลาดกันต่อไป ผมสังเกตว่าผู้ขายที่นี่หามีแต่ชาวเขมรไม่ บางทีฝรั่งก็ตั้งรกรากทำมาหากินขายของที่นี่เสียเอง บ้างขายหนังสือ บ้างนั่งทำการฝีมือเอาทรายมาทำเป็นภาพลวดลายในขวดขาย บ้างเล่นดนตรี เฉพาะที่เล่นดนตรีนั้น มีอยู่คนหนึ่งแก่ผมขาวแล้วร้องเพลงดีดกีต้าร์ได้เพราะ เหลือบไปดูฝ่ายท่านผู้ชมซึ่งเห็นมีนั่งกินนั่งฟังอยู่ประมาณสิบคน ก็ล้วนเป็นระดับเดียวกัน คืออายุเจ็ดสิบอัพแล้วทั้งสิ้น เมืองเสียมเรียบนี้จัดว่าเป็นเมืองที่จะมีอนาคตทางการท่องเที่ยวได้อีกไกลมาก เพราะลูกค้ามากันทุกวัย คนแก่ก็อยากจะมาเสียมเรียบ บ้างมารำลึกถึงความหลังสม้ยสงครามเวียดนาม บ้างมาดูนครวัตก่อนตายเพราะสถานที่แห่งนี้เป็นถึงหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง ด้านคนหนุ่มคนสาวก็ชอบมาเสียมเรียบไม่แพ้คนแก่ เพราะคนรุ่นนี้พ่อแม่รวย ของอะไรใหม่ๆก็ได้เห็น ได้ใช้ ได้กินหมดแล้ว จึงอยากจะมาเห็นของเก่าๆบ้าง ดังนั้นผมจึงว่าเสียมเรียบนี้จะเป็นเมืองที่มีอนาคตไปอีกไกล

     วันพรุ่งนี้เช้า เราวางแผนกันว่าจะให้คนขับรถพาออกไปในชนบทไกลๆหลายร้อยกิโลเมตรที่ไม่มีนักท่องเที่ยวไปถึง เพื่อไปดูความเป็นกัมพูชาที่แท้จริง ถ้ามีเวลา และได้พบเห็นอะไรที่น่าสนใจแล้วจะเขียนเล่าให้ฟังนะครับ แต่ถ้ากลับเมืองไทยเสียก่อนที่จะได้เขียนก็เป็นอันจบข่าว เพราะเมื่อใดที่อยู่เมืองไทย แปลว่าเมื่อนั้นไม่มีเวลา

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์