10 พฤศจิกายน 2559

ตำรวจมา (แต่ไม่ต้องเผ่นก็ได้)

สวัสดีคุณหมอครับ ผมชื่อ พันตำรวจโท ... อายุ 41 ปี รับราชการ ที่สถานีตำรวจภูธร ... ตำแหน่งสารวัตรป้องกันปราบปราม ครับ ผมได้อ่านข้อความทางบลอกของคุณหมอ สนใจมาก ได้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวเพื่อให้มีสุขภาพดี
งานตำรวจที่ผมทำอยู่เป็นงานที่ต้องพบกับความเครียด ต้องเข้าไปรับรู้ปัญหาของประชาชน และแก้ไขช่วยเหลือเบื้องต้น ปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ทำงานไม่เป็นเวลา ซึ่งผมเป็นคนชอบทำงาน ทำอะไรต้องตั้งใจ และทำจริง ทำให้เวลาพักผ่อนน้อย ทานอาหารไม่ครบ  และไม่ตรงเวลา ออกกำลังกายน้อย ซึ่งเมื่อมาเทียบดูแล้ว ตรงกันข้ามกับที่คุณหมอแนะนำ แต่ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดบวก ชอบร้องเพลง (ได้รับจากคุณพ่อที่ชอบร้อง) แต่สุขภาพของผมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่พอผมผม
อายุ 41 ย่าง 42 เริ่มมีอาการ ลงพุงนิดๆ น้ำหนักเพิ่มขึ้น ( ผมสูง 172) จากเดิม 59-60 กก.
เป็น 62  -  63  - 64  ตอนนี้ประมาณ 66 กก. มีอาการปวดเข่าทั้ง 2 ข้าง พร้อมกัน ดูจากการลุกยืนจากท่านั่ง ได้ยินเสียงกร้อบๆ จากในข้อเข่า ลุกลำบาก เวลาวิ่งปวด ได้ตรวจแพทย์กระดูกที่ รพ ชุมพร พบว่าไม่ได้เป็นเก๊าต์ แต่เป็นไขข้อเสื่อม ให้แคลเซียมมาทาน ( ผงละลายน้ำ) เลี่ยงการยกของหนัก อาการก็ดีขึ้นบ้างแต่ช้า  ออกกำลังกายโดยการยืด และบริหารกล้ามเนื้อเข่า  กาแฟผมทานน้อย แต่ตอนนี้เริ่มมีอาการปวดตามข้อนิ้วมือ ตรงกลาง(ข้อ2 นับจากปลายนิ้ว) แต่ไม่มาก
จึงเรียนปรึกษามายังคุณหมอว่าอาการแบบนี้เป็นสาเหตุมาจากอะไร หรือเป็นความผิดปกติแบบไหน และควรปฏิบัติตัวอย่างไร ครับ
** หมายเหตุ ผลการตรวจสุขภาพประจำปี
- โคเลสเตอรอล เกินมาตรฐาน ไม่มาก
- น้ำตาลเกินมาตรฐาน ไม่มาก
ส่วนรายการอื่นปกติ

ผมมองในภาพรวมว่า ตำรวจที่ทำงานอยู่ลักษณะเดียวกับผมทั่วประเทศก็น่าจะใช้ชีวิตแบบเดียวคล้ายๆกัน จึงอยากที่จะหาวิธีแนะนำ หรือจัดกิจกรรมที่ลดความเครียด และให้เขาได้หันมาปรับวิธีการใช้ชีวิตเพื่อให้มีสุขภาพดี และมีชีวิตที่ปกติสุขไม่มีโรคภัย มีชีวิตที่ยืนยาว ขอรับคำแนะนำจากคุณหมอครับ เพื่อผมจะได้ไปถ่ายทอด และดำเนินการจัดกิจกรรมที่ทำได้ในกลุ่มเล็กๆที่ผมทำอยู่ก่อน และค่อยขยายออกสังคมกว้างๆต่อไป ผมเคยเข้าอบรมการช่วยชีวิตเบื้องต้น cpr ก็มีประโยชน์ สามารถช่วยคนอื่นได้ จึงได้แนะนำให้ตำรวจฝึกเพื่อช่วยเหลือคนอื่นและเพื่อนร่วมงานได้ ครับ

ขอกราบขอบพระคุณคุณหมออีกครั้งครับที่ได้ให้ความรู้ดีๆ และแนวคิดในการใช้ชีวิต เรื่องอาหาร  พักผ่อน ออกกำลังการ ไม่เครียด ผมจะเอาหลักพวกนี้ไปปรับใช้ก่อน และจะได้ติดตามคำแนะนำของคุณหมอต่อไป ขอให้คุณหมอและครอบครัว มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ตลอดไปนะครับ สวัสดีครับ

พันตำรวจโท .....
โทรศัพท์ ......

......................................................

ตอบครับ

     ใครจะว่ายังไงตำรวจก็ช่าง แต่ผมมองเห็นตำรวจว่าเป็นคนหัวอกเดียวกัน สมัยผมเป็นหมอหนุ่มๆทำงานอยู่ในห้องฉุกเฉินกลางดึกกลางดื่น คนที่เห็นหน้ากันประจำนอกจากพยาบาลและยามเฝ้าห้องแล้ว ก็มีตำรวจนี่แหละครับ ที่ต้องอดตาหลับขับตานอนขยันทำงานเอาลูกค้ามาส่งให้หมอ

     ในแง่ของประสิทธิภาพของตำรวจ คนสมัยนี้ชอบว่าตำรวจไทยยังโง้นยังงี้ แต่ผมเนี่ยอยู่มานานจนพอจะให้การเป็นพยานเข้าข้างตำรวจได้ว่าสมัยก่อนที่ผมยังเป็นเด็ก ผู้ร้ายเต็มบ้านเต็มเมือง เสือนั่น เสือนี่ เสือใบ เสือดำ ชาวบ้านเลี้ยงหมูตกกลางคืนต้องเอาหมูขึ้นนอนบนบ้านเพราะไม่งั้นโจรขะโมยหมูเสียฉิบ พอผมโตขึ้นเป็นหนุ่ม สมัยผมเป็นหมอบ้านนอกอยู่นครศรีธรรมราช ประมาณพศ. 2524 ต้องออกไปชัญสูตรศพที่เป็นผลจากการฆาตกรรมไม่เว้นแต่ละวันเพราะโจรแยะ เป็นชีวิตที่น่าเบื่อมาก คนไข้ของผมคนหนึ่งที่รพ.นครศรีธรรมราช ขาเดินทางจาก อ. ชะอวดเข้าเมืองถูกโจรปล้นยิงกระดูกขาแตก ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือน พอรักษาเสร็จจำหน่ายกลับ เดินทางขากลับยังไม่ถึงบ้านถูกปล้นอีกแล้ว โดนยิงอีกแล้วต้องถูกหามกลับมารพ.อีก เนี่ย โจรมันชุกขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว นี่คือผลงานที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ใช่ไหมครับ เปรียบเทียบกับกรมอื่น เอาใกล้ๆตัวผมพวกเกษตรลูกสีเขียวด้วยกันนี่ก็ได้ (เพราะผมเคยเรียน ม. เกษตรอยู่หนึ่งปี) เอ้า..เอากรมป่าไม้ก็ได้ สมัยผมเป็นเด็ก มีป่าเต็มไปหมด ไปทางไหนก็มีแต่ป่าต้องระวังงูระวังเสือ แต่สมัยนี้มีป่าเหลืออยู่ที่ไหนบ้างละครับ แหะ..แหะ ปล่าวแขวะนะ แค่แซวพวกกันเองเล่นเท่านั้นเอง

     พูดถึงตำรวจก็ดีแล้ว ขอนอกเรื่องต่ออีกหน่อยนะ ตำรวจเป็นครูวิชายุทธศาสตร์คนแรกของผม กล่าวคือช่วงประมาณปีพ.ศ. 2516-19 ผมมีอายุประมาณ 20 ปี เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ 2 และเป็นรองนายกองค์การนักศึกษาของมหาวิทยาลัยด้วย สมัยนั้นมีการเดินขบวนต่อต้านโน่นนี่นั่นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ กะเอากันถึงเลือดถึงเนื้อ มีการเตรียมเปลสนามไว้ขนนักศึกษาด้วยกันที่คาดหมายว่าจะถูกตำรวจทหารยิงด้วย ผมกับนายกองค์การได้แอบนัดพบประชุมลับกับ พตท... ซึ่งเป็นสวญ.หาดใหญ่สมัยนั้น กับนายตำรวจระดับร้อยโทร้อยเอกของเขาอีกสองคน สวญ.ได้เสนอแผนปฏิบัติการณ์แบบ "เกี้ยเซี้ย" คือนักศึกษาก็เดินขบวนประท้วงกันขึงขังจริงจัง ตำรวจก็ปฏิบัติหน้าที่พรึบพรับจริงจัง แบบว่าต่างคนต่างทำหน้าทีแต่มีลูกเล่นที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าหนึ่งสองสามสี่ห้าไม่ให้ได้ปะทะกัน ในการประชุมนั้นผมซึ่งยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่ก็เพิ่งได้ยินคำว่า "ยุทธศาสตร์" และ "ยุทธวิธี" เป็นครั้งแรกในชีวิตจากปากของสวญ.หาดใหญ่นั่นเอง

     กลับมาเรื่องของเรา ตอบคำถามของคุณดีกว่า

     1. ถามว่าคนทำงานไม่เป็นเวลาอย่างคุณตำรวจนี้ กินอาหารได้ไม่ครบ  และไม่ตรงเวลา จะต้องทำอย่างไร ผมแยกตอบเป็นสองประเด็นนะ

     ประเด็นอาหารที่ดี อาหารที่ดีไม่ได้หมายความว่ามันต้องเป็นอาหารที่มีเวลาปรุงมากมาย มีรสชาติวิลิศมาหรา แต่อาหารที่ดีเป็นอาหารพืชเป็นหลักแบบธรรมชาติ ปรุงน้อยที่สุด ซึ่งหาได้ง่ายทั่วไป เช่นผลไม้ ผัก ถั่ว ในกรณีที่จะต้องปรุง ก็ไม่ต้องใช้เวลาปรุงมากหากมีวิธีที่ดี เช่น

     1.1 ลองทำข้าวต้มสาระพัดถั่วสัปดาห์ละ 1 ครั้งแล้วแบ่งเป็นถุงๆขนาดพอมื้อไว้ 7 ถุงใส่ช่องแข็งไว้ แล้วเอาออกมาอุ่นกินวันละถุง ก็เท่ากับว่าปรุงสัปดาห์ละครั้งเดียวกินได้ 7 วัน

     1.2 ยิ่งพวกสลัดยิ่งง่ายใหญ่ วัตถุดิบอย่างพวกผักต่างๆนี้อยู่ในตู้เย็นได้นานหลายสัปดาห์ ถึงเวลาจะกินก็เอามารวมๆกันหลายชนิดผักบ้าง ผลไม้บ้าง บางอย่างเช่นมะเขือเทศก็ใส่ลงไปเป็นลูกๆอย่างนั้นแหลเะ ใส่ลงไปให้เต็มจานแล้วเอาน้ำสลัดราด การทำน้ำราดสลัดก็ทำใส่ขวดไว้ครั้งหนึ่งอยู่ในตู้เย็นได้ 2-3 สัปดาห์ ถ้าขี้เกียจทำก็ซื้อน้ำราดสำเร็จรูปก็ได้ หรือขี้เกียจมากก็ไม่ต้องราดอะไรเลยก็ได้

     1.3 ลองเอาพวกถั่วสาระพัดชนิดมาอบด้วยเตาอบให้แห้งและส่งกลิ่นหอมโดยไม่ต้องเคลือบเกลือ หรือเนยหรือน้ำตาล แล้วใส่ขวดโหลเก็บไว้ หรือใส่ตลับพลาสติกใส่กระเป๋าไปกินเป็นอาหารว่างเวลาทำงาน กินกับกาแฟ หรือหิวก็กินขณะขับรถ เก็บได้นานเป็นเดือน เป็นอาหารว่างที่ดีและมีคุณค่าครบถ้วนทุกอย่างทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ กาก และไขมันดี

     1.4 เมื่อออกนอกบ้านก็ใช่ว่าจะหาอาหารที่ดียาก ผลไม้สดและสะอาดหาซื้อได้ทุกหัวระแหง แม้ร้านอย่างเซเว่นหรือแมคโดนัลด์ก็มีผลไม้สดและสลัดขาย มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกซื้อแต่อาหารที่ดีหรือเปล่า

     ประเด็นเวลากินอาหาร มันไม่จำเป็นว่าจะต้องกินตรงเวลา โดยหลักการที่สอดคล้องกับธรรมชาติของร่างกายคือหิวเมื่อไหร่ก็กิน พอกินใกล้จะอิ่มแล้วก็หยุด หลักการมีอยู่แค่นี้ ดังนั้นการจะต้องกินอาหารที่ไหนเมื่อไหร่นั้นมันปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะ แต่ขอให้เป็นอาหารที่ดี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลากินไม่ถูกต้อง แต่อยู่ที่อาหารที่เอามากินไม่ถูกต้อง ผมเคยเอารถไปซ่อม แล้วเห็นช่างซ่อมรถซึ่งซ่อมไปด้วยกินอาหารกลางวันไปด้วย วิธีกินของเขาก็คือเอามือที่เปื้อนน้ำมันเครื่องปลิ้นถุงพลาสติกเอาข้าวเหนียวใส่ปากโดยไม่ให้น้ำมันไปเปื้อนข้าวเหนียว อีกมือหนึ่งก็ถือหมูปิ้งกัดกิน มีบ่อยครั้งผมไปราวด์วอร์ดเห็นพยาบาลแอบกินอาหารอยู่หลังห้องแบบเดียวกัน คือข้าวเหนียวหมูปิ้ง การที่สุขภาพของช่างและของพยาบาลจะเสียนั้นไม่ได้อยู่ที่การไม่มีเวลาไปนั่งกินบนโต๊ะที่มีผ้าปูเป็นกิจจะลักษณะ แต่อยู่ที่อาหารที่เลือกมากินคือข้าวเหนียวหมูปิ้งซึ่งเป็นอาหารให้แคลอรี่สูงและขาดวิตามินเกลือแร่และกาก

     2. ถามว่าอาชีพแบบตำรวจนี้ไม่มีเวลาออกกำลังกายจะทำอย่างไร ผมแนะนำสามอย่าง

     2.1 จัดให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของงานอาชีพ ตำรวจทหารเป็นอาชีพที่ได้เปรียบในแง่ของการออกกำลังกาย เพราะความฟิตถือเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ ดังนั้นจึงต้องจัดตารางออกกำลังกายให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำอาชีพ ซึ่งอย่างทหารเขาก็ทำอยู่แล้ว เขาจัดวันพุธเป็นวันกีฬาซึ่งวันนั้ันทั้งวันให้กำลังพลไปออกกำลังกาย เพื่อนบ้านของผมท่านหนึ่งเป็นนายพลเอกทหารใหญ่ ท่านพูดตลกๆกับผมว่า สำหรับทหาร

     "  วันพุธ..วันกีฬา 
     วันธรรมดา..ตีกอล์ฟ" 

     คือการที่ทหารจัดการออกกำลังกายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำอาชีพ ผมว่าดี แต่มีหลายท่านเมื่อหน่วยงานเขาจัดให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของงานอาชีพ พอถึงเวลากลับพากันหลบเหมือนนักเรียนที่บ้าเรียนแบบหนอนหนังสือชอบหลบวิชาพลศึกษา สมัยผมเป็นหมอบ้านนอกอยู่ที่อำเภอปากพนัง ตำรวจเขาจะมีฤดูกาลฝึกทบทวน ปีละประมาณ 3 สัปดาห์ที่ตำรวจทั้งโรงพักต้องเข้าแถวฝึกออกกำลังกายเข้มแข็ง แต่ก็จะมีตำรวจจำนวนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่อายุมากและพุงพลุ้ยแล้วมาขอให้ผมออกใบรับรองแพทย์ให้เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเข้ารับการฝึกทบทวน ซึ่งเป็นการเสียโอกาสทั้งๆที่หน่วยงานเขาจัดให้แล้ว

     2.2 การฉวยโอกาสออกกำลังกายขณะทำงานอาชีพ คือทุกอาชีพจะเปิดช่องให้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวขณะทำงาน หากคนทำงานจะรู้จักฉวยโอกาส นั่นก็คือเปลี่ยนนั่งเป็นยืนได้เมื่อไหร่ ให้รีบทำ เปลี่ยนยืนเป็นเดินได้เมื่อไหร่ให้รีบทำ เปลี่ยนขับรถไปเป็นเดินไปได้เมื่อไหร่ ให้รีบทำ เปลี่ยนขึ้นลิฟท์เป็นขึ้นบันไดได้เมื่อไหร่ให้รีบทำ

     มีอยู่ครั้งหนึ่งประมาณปีพ.ศ. 2540 ผมไปบรรยายวิชาการเรื่องการผ่าตัดหัวใจให้หมอญี่ปุ่นฟังที่เมืองโอซาก้า พอบรรยายเสร็จเพื่อนเก่าที่เป็นหมอญี่ปุ่นพาผมไปดูโรงพยาบาลและสถานที่สำคัญต่างๆของเมือง ผมเห็นคนถูพื้นซึ่งเป็นพนักงานชาย เขาเดินไถไม้ถูพื้นกลับไปกลับมาในโถงไม่รู้จักหยุดหย่อน ทั้งๆที่พื้นมันก็สะอาดเกลี้ยงเกลาอยู่แล้ว ผมเปรยกับเพื่อนว่าคนถูพื้นที่นี่ช่างขยันจริงนะ เพื่อนผมยิ้มและตอบว่านั่นเขากำลังฉวยโอกาสออกกำลังกาย ผมรู้สึกว่าช่างเป็นวิธีทำงานที่ชาญฉลาดและไม่ธรรมดา เพราะคนธรรมดาพอจะต้องออกแรงทำอะไรหน่อยในหน้าที่การงานแท้ๆก็หาทางอู้หลบๆเลี่ยงๆกลัวเปลืองแรงงาน แต่คนไม่ธรรมดากลับหาโอกาสใช้การทำงานเป็นการออกกำลังกาย

     2.3 การใช้กิจกรรมออกกำลังกายเป็นสื่อการสังคม ตำรวจเป็นผู้นำสังคมโดยธรรมชาติ วันหนึ่งผมขับรถผ่านสถานที่แห่งหนึ่งในอำเภอมวกเหล็ก เขาทำเป็นสนามว่างๆ เห็นมีตำรวจสองสามคนกำลังเตะฟุตบอลอยู่กับพวกกลุ่มเด็กวัยรุ่น ผมไม่ทราบว่าเป็นกิจกรรมอะไรกัน อาจจะเป็นการป้องกันยาเสพย์ติดหรืออะไรสักอย่าง แต่ว่าการใช้กีฬาหรือการออกกำลังกายเป็นสื่อการสังคมนี้มันเป็นอะไรที่ดีมาก คุณเป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว การผสานการร้องเพลงหรือดนตรีเข้ากับกิจกรรมออกกำลังกายเช่นเต้นรำ เต้นไลน์ด้านซ์ก็ยิ่งดี กิจกรรมสังคมอื่นๆเช่นรำมวยจีนก็เป็นกิจกรรมร่วมทางสังคมที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย

     3. ถามว่าอาชีพแบบตำรวจจะจัดการความเครียดอย่างไรดี ตำรวจกับหมออีอาร์. (ห้องฉุกเฉิน)ในรพ.ของรัฐ จะแชร์ความรู้สึกเดียวกันอยู่อย่างหนึ่ง คือทำไมชีวิตนี้จึงถูกลิขิตมาให้เจอแต่คนซังกะบ้วย หมายถึงคนไม่ดี ขี้เหล้า เมายา ไร้ค่า พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง แต่ยิ่งเราตั้งข้อรังเกียจขยะแขยง ยิ่งเราแยกตัวเองออกมาจากคนที่เราจำเป็นต้องให้บริการช่วยเหลือหรือต้องยุ่งเกี่ยวด้วย ชีวิตเราจะยิ่งเครียดจนท้ายที่สุดทนไม่ไหวต้องเลิกอาชีพไปหางานใหม่ทำ หมออีอาร์.ส่วนหนึ่งจะจบอาชีพของตัวเองลงแบบนั้น ผมเข้าใจความทุกข์ใจในข้อนี้ดี เพราะส่วนหนึ่งของชีวิตในอดีตผมเป็นหมออีอาร์.อยู่หลายปี

     คำแนะนำของผมมีอยู่อย่างเดียวคือ..เมตตาธรรม คือเมื่อใดที่เรามองว่าคนไม่ดี ขี้เหล้า เมายา คนไร้ค่า หรือคนที่เราเห็นว่าเป็นขยะสังคมนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่ใครที่ไหนไกล ก็คือส่วนหนึ่งของความเป็นตัวเรานั่นแหละ เพราะว่าสรรพสิ่งที่มีชีวิตอยู่ล้วนแชร์วัตถุดิบหลักพื้นฐานเดียวกัน กล่าวคือหายใจจากอากาศเดียวกัน กินอาหารจากดินเดียวกัน ดื่มน้ำจากแหล่งเดียวกัน สิ่งที่เขาถ่ายทิ้งลงไปในดิน กลายเป็นต้นไม้หรือสัตว์ที่เป็นอาหารมาให้เรากินแล้วก็กลายมาเป็นร่างกายเนื้อหนังของเราในเวลาต่อมา อย่างนี้มันจะไปแยกกันออกให้เด็ดขาดว่าเป็นเราเป็นเขาได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น จิตสำนึกรับรู้ที่เป็นเครื่องหมายว่าเป็นตัวเรานี้มันเป็นพลังงานซึ่งซ้อนทับอยู่ในร่างกายของเราก็จริง แต่ก็เชื่อมโยงกับ "บ่อ" พลังงานภายนอกด้วย นั่นหมายความว่าชีวิตคนสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะชั่วดีถี่ห่างท้ายที่สุดแล้วก็ล้วนจะไปพบกันที่บ่อรวมแห่งนั้น ดังนั้นการแผ่เมตตาธรรมอย่างไม่มีขอบเขตขีดคั่นจึงเป็นความสงบเย็นที่คนอาชีพอย่างเราจะใช้จัดการความเครียดได้ดีที่สุด

     4. ถามว่าปวดเข่าเสียงดังก๊อบแก๊บจะทำอย่างไรดี เรื่องข้อเข่าเสื่อมนี้ ผมเคยเขียนอย่างละเอียดไปหลายครั้งแล้ว หากคุณสนใจลองอ่านดูได้ที่
http://visitdrsant.blogspot.com/2014/03/knee-osteoarthritis.html
และเคยมีคนเอาวิดิโอคลิปเรื่องเจ็บหัวเข่าของผมขึ้นไว้ใน YouTube คุณลองหาดูได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=hr8PsRcrDwE&t=18s

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์