19 กรกฎาคม 2559

อุ่นไอรัก รวงข้าว

"..เกิดเป็นชาวนา โถต้องหน้าดำ
ลำบาก ตรากตรำ จำทุกข์ ทั้งสิ้น
หากเทวดา ละฝนฟ้าอำนวย
ก็เหมือนได้ช่วย ปลดหนี้ ปลดสิน
ถ้าฝนสั่งฟ้า ลงมาท่วมดิน
นาล่มปีไหน ไม่มีข้าวกิน
ต้องแต่งตัว แต่งตัวขาดวิ่น
ทุกข์ไม่สร่างสิ้น นอนกับดิน กินกับทราย..

ทุกข์จัง ทุกข์จัง ธรรมดา.."

     เพลงนี้ผมชอบมาก ตอนเป็นเด็กฟังเพลงนี้มันเข้าเนื้อจริงๆ เพราะผมเกิดเป็นชาวนา และผมก็หน้าดำ ตอนนี้หน้าฝนมาแล้ว ชาวนาก็ต้องทำนา เพราะมีนาอยู่ จะไม่ให้ทำนาแล้วจะให้ทำพรือละครับ ผมก็มีนากับเขากระแบะหนึ่ง อยู่ที่หน้ากระต๊อบของผมนี่เอง ผมก็จึงต้องทำนาของผมทุกปี ช่วงที่้ข้อมูลทางการแพทย์บอกว่าข้าวเป็นแหล่งของพลังงานส่วนเกินที่ทำให้ลงพุง ผมก็กินข้าวน้อยลง จนข้าวจากนาของผมเหลือไม่มีคนกิน คนสวนก็ไม่กินเพราะเขากินข้าวเหนียวแต่ผมปลูกข้าวเจ้า

     ต่อมามีงานวิจัยมากขึ้นว่ากินธัญญพืชไม่ขัดสีเช่นข้าวกล้อง ทำให้อุบัติการณ์ของโรคเบาหวานลดลง และโรคหัวใจลดลง เมื่อเทียบกับคนไม่ได้กินข้าว หรือกินแต่กินข้าวขาวไม่ได้กินข้าวกล้อง ผมก็กลับมากินข้าวมากขึ้น แต่ก็เกิดปัญหาว่าหาที่สีข้าวกล้องไม่ได้ เพราะผมผลิตข้าวจากมวกเหล็กก็จริง แต่เวลาสีผมต้องส่งไปสีขอนแก่น หิ หิ มันเป็นกลไกโลจิสติกนะครับ กล่าวคือคนสวนของผมบ้านอยู่ขอนแก่น เวลาเขากลับบ้านทีผมก็ฝากข้าวเปลือกให้เขาไปสีมาที แต่พอผมเกิดบ้าข้าวกล้องขึ้นมา ปัญหาก็คือที่ชนบทของแก่นที่เขาอยู่นั้นไม่มีโรงสีที่ไหนสีข้าวกล้องเป็นสักแห่งเดียว ผลก็คือเอาข้าวเปลือกครึ่งกระสอบใส่หลังรถปิ๊กอัพไป ได้ข้าวเปลือกครึ่งกระสอบกลับมา..อามิตตาพุทธ

     ผมแก้ปัญหาโดยไปซื้อ "ม็อง" ซึ่งเป็นหินที่เขาใช้ตำข้าวมาจากปากช่อง กะว่าจะตำข้าวซ้อมมือกินเอง แต่เวลาผ่านไปหลายปีจนม็องของผมขึ้นตะไคร่เขียวอึ๊ด ผมก็ยังไม่ได้ตำข้าวกินเองสักที วันหนึ่งผมไปสอนที่ธนาคารแห่งหนึ่ง นักเรียนของผมซึ่งเป็นเศรษฐีมีเงินบอกผมว่าให้ซื้อเครื่องสีข้าว "นาทวี" ขนาดเล็กแทบจะพบพาได้มาสีสิ ผมก็ตั้งใจว่าจะทำตามคำแนะนำของเธอ แต่พอภรรยาทราบเข้าเธอก็แหวว่า

     "จะบ้าเหรอ ทำนาที่แค่แมวดิ้นจะซื้อเครื่องสีข้าว"

     ...จบข่าว

     ประกอบกับตอนหลังนี้ผมบังเอิญไปคบหาคนที่ทำนาไม่เป็นแต่ชอบไปทำนากันหลายคน พวกเขาปลูกข้าวสีม่วง (ไรซ์เบอร์รี่) แล้วก็ขยันเอามาเป็นของฝากให้ผม คือฝากให้ช่วยกิน แบบว่าเอามากันทีกินทั้งปีก็ไม่หมด ข้าวในนาของผมก็จึงยิ่งหมดอนาคต คงไม่แคล้วต้องใช้เป็นอาหารไก่ป่าที่หลังบ้านเสียแน่คราวนี้ หรือไม่ก็ผมอาจจะเลี้ยงเป็ดที่สระหน้ากระต๊อบ จะได้เป็นผู้บริโภคข้าวในนาแทนผม ทั้งนี้ถ้าผมมีเวลาไปหาซื้อลูกเป็ด

     แต่แม้อนาคตของข้าวจากนาของผมจะมืดมน ผมก็ยังจะทำนาต่อไป ทำเพื่อให้ได้อยู่กับกำพืดเดิมของตัวเองที่เกิดมาจากท้องไร่ท้องนาขุดกบขุดเขียดกิน อีกอย่างหนึ่ง ผมชอบกลิ่นไอของข้าว เวลาลมโชยมา มันให้ความรู้สึกแบบว่า

     "..เคยเคลียคลอ พนอเดินเล่นกับน้อง
ครั้งเมื่องาน เดือนเพ็ญสิบสอง 
        เมื่อตอนลมล่องข้าวเบา
เพื่อนฮาเราเฮ สรวลเสรักกันหนุ่มสาว
อุ่นไอรักรวงข้าว โถเจ้าไม่น่าหน่ายหนี
พอเดือนแรม รักก็แรมร้างเลื่อน
โถดาวขาดเดือน ฉันก็เพื่อนไม่มี.."

     อีกอย่างหนึ่งผมชอบพิธีกรรมของการทำนา นานปีทีหนพอข้าวแตกรวงผมก็มักชวนเพื่อนๆที่ซี้กันมาทำบุญรับขวัญแม่โภสพ เอาอาหารและเครื่องดื่มใส่ภาชนะสวยๆมาตั้งที่คันนา แล้วเอาหวีมาหวีผมให้แม่โภสพ (หวีใบข้าวนั่นแหละ) แล้วพูดกับเธอดีๆว่า มามะ ผมเอาอาหารอร่อยๆมาให้แม่กิน ผมจะแต่งตัวแม่ให้สวยๆนะ จะหวีผมให้แม่หล่อๆ เอ๊ย ไม่ใช่ สวยๆนะ ปีนี้ให้แม่แตกรวงแยะๆนะ ประมาณนั้น เสร็จแล้วเราก็เอาอาหารและเครื่องดื่มดีๆที่ว่านั้นไปกินซะเองที่ชานกระต๊อบ

     วันนี้หมอสันต์เพ้อเจ้อหน่อยนะ เพราะว่ากลับมาจากมวกเหล็กแล้วมาเห็นจดหมายของคนไข้คนหนึ่งมันเศร้าใจจนตอบไม่ได้ จึงต้องมานั่งเพ้อเจ้อเรื่องทำไร่ทำนาแทน อย่าว่ากันเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์