15 มีนาคม 2559

จะมาฆ่าตัวตายเอาตอนเกษียณ


เรียนคุณหมอสันต์
ฉันเพิ่งเกษียณเมื่อเดือน ตค.ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความพร้อมทางการเงินเลย สามีก็ป่วยเป็นอัมพาต มีเงินบำเหน็จอยู่แค่ล้านสอง ลูกชายก็รบแต่จะขอยืมเงินแม่ไปเซ้งห้องแถวลงทุนทำการค้า ลูกสาวก็จ้อง ฉันก็อยากจะให้ๆไปให้หมดๆเสีย แต่อีกใจก็กลัวตัวเองแก่แล้วจะไม่มีอะไรกิน บางวันลุกจากเตียงไม่ขึ้นเพราะใจมันห่อเหี่ยวคิดแต่เรื่องเงินจะไม่พอใช้ เกษียณแล้วเงินเดือนก็ไม่มี เคยคิดอยากตายเสียให้พ้นๆไปแต่ก็รู้ว่าไม่ใช่วิธีที่ดี เรื่องจะให้ไปหาความสุขหางานอดิเรกนั้นฉันไม่เคยฝัน เพราะเงินทุกบาทฉันต้องเก็บไว้ใช้ วันๆไม่อยากไปไหน อยู่บ้านลูกหลานก็ขวางตา ออกไปงานก็ได้ยินแต่คนพูดผิดหู วันหนึ่งเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันเขาส่งบทความของคุณหมอมาให้ ฉันเลยได้อ่านบทอื่นๆไปด้วย แล้วเกิดความคิดว่าเขียนมาหาคุณหมอให้ช่วยชี้ทางสว่างให้คงดี วันนี้จึงรวบรวมความกล้าเขียนมา

..............................................................

ตอบครับ

     โห..คุณน้อง เรียกว่าน้องได้นะ เพิ่งเกษียณก็แสดงว่าเพิ่ง 60 ปี อ่อนกว่าผมตั้งหลายปี วันนี้ขออนุญาตสวมบทพี่สอนน้องหน่อยนะ มีเงินตั้งล้านกว่าบาทแต่ต้องมานั่งตีอกชกหัวว่าชีวิตนี้จะไม่มีเงินใช้ เออ โลกสมัยนี้มันแปลกไหมละ เอาเหอะ เอาเหอะ มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

     ประเด็นที่ 1. เกษียณแล้วมีเงินบำเหน็จ ลูกชายก็รบจะเอา ลูกสาวก็จ้อง นี่มันไปเข้าพังเพยฝรั่งที่ว่า

     “..ไม่มีอะไรอันตรายยิ่งไปกว่าลูกชาย ลูกสาว หรือลูกเขย ที่มีแผนธุรกิจล้ำเลิศว่าจะใช้เงินของคุณอย่างไร”

ประเด็นนี้ผมแนะนำคุณว่าอย่าไปกังวลถึงฐานะการเงินของลูกหลาน อย่าไปรู้สึกผิดที่คุณเองจะใช้เงินของคุณเองเพื่อตัวเอง นี่เป็นเวลาที่พวกเขาจะตั้งต้นใช้สิ่งที่คุณลงทุนให้ในรูปของคำพร่ำสอนและการส่งเสียเล่าเรียนที่คุณได้ให้ตลอดมาไปสร้างฐานะการเงินของเขาเองแล้ว ดังนั้นคุณจึงต้องใจแข็ง

ที่ผมเน้นว่าต้องใจแข็งนี่เป็นเพราะสังคมไทยแต่เดิมมีพื้นฐานอยู่บนการช่วยเหลือเกื้อกูล แต่ต่อมาเงินได้เข้ามามีบทบาททำให้คนส่วนใหญ่ซึ่งใช้เงินเป็นแต่หาเงินไม่เป็นต้องเดือดร้อนและเป็นทุกข์จากหนี้สินท่วม ปัจจัยที่จะแก้ไขความทุกข์ก็ไม่มีเพราะวิชาหาเงินก็ไม่ถนัด ความขยันหมั่นเพียรก็ไม่ได้ฝึก เหลือแต่ความช่วยเหลือเกื้อกูลจากคนที่รักตนเท่านั้นที่จะพอเป็นปัจจัยบรรเทาทุกข์นี้ได้ ผู้คนจึงติดนิสัยแก้ไขความเดือดร้อนทางการเงินของตนเองโดยการรูดทรัพย์บุคคลที่รักตน ยิ่งรักตนมาก ยิ่งรูดได้มาก

พูดถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องหน่อย ที่บ้านพักของผมที่มวกเหล็กบรรดาเพื่อนบ้านเขาจะจ้างคนเฝ้าบ้านทิ้งไว้โดยจ่ายเงินให้เป็นรายเดือน เพื่อนรายหนึ่งเขาจ่ายเงินจ้างคนเฝ้าสองสามีภรรยาเดือนละ 12,000 บาท สามีดูแลต้นหมากรากไม้ภรรยาทำความสะอาดบ้าน ซึ่งก็ถือว่าเป็นค่าจ้างที่พอเพียงที่จะดำรงชีพอยู่ได้ แล้ววันหนึ่งฝ่ายคนเฝ้าสามีก็ตัดสินใจไปดาวน์รถปิ๊คอัพมาคันหนึ่ง ผมซึ่งรู้จักใกล้ชิดกับคนงานที่นั่นเกือบทุกคนก็เรียกมาอบรมว่าการซื้อรถปิ๊คอัพเป็นการตัดสินใจที่มีผลเสียทางการเงินมากกว่าผลได้ เพราะรถชื้อมาแล้วมูลค่ามีแต่จะลดลง แต่รายจ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น เขาตอบผมว่า

“ทุกวันนี้ถึงไม่ซื้อรถผมก็ไม่เคยมีเงินเหลือ เพราะญาติๆที่บ้านนอกรู้อยู่แล้วว่าผมมีเงินเดือนและไม่มีรายจ่าย แล้วทางบ้านทุกคนเขาล้วนเดือนร้อนทางการเงิน ทุกเดือนต้องมีคนวิ่งมาหา จะไม่ให้เขาก็ไม่ได้เพราะเขาเดือดร้อนจะไม่ช่วยเขาได้อย่างไร ผมตัดสินใจดาวน์รถ พวกที่บ้านเขาก็รู้ว่าจากนี้ไปแต่ละเดือนผมต้องส่งรถเท่าไหร่ ก็จะรบกวนผมน้อยลง ท้ายที่สุดผมก็จะมีรถยนต์เหลืออยู่ ดีกว่าไม่มีอะไรเหลือเลย”

เห็นไหมครับว่าการรูดทรัพย์คนที่รักเราเนี่ยมันเป็นวิธีหาเงินที่เวิร์คมาก เพราะคนโดนรูดถ้าเขามีเขาต้องให้ เพราะเขารักเรา ทางเดียวที่เขาจะไม่ให้ก็คือเขาต้องทำตัวให้เงินหมดไม่มีจะให้โน่นแหละ ทุกอย่างจึงจะกลับสู่ความสงบและอยู่กันแบบญาติๆที่ดีต่อกันได้อีกครั้ง นี่เป็นสังคมวิทยาแบบไทยๆ

โดยสรุปในเรื่องเงินนี้ผมไม่ลงรายละเอียดว่าควรใช้เงินอย่างไรนะ เพราะผมเองก็ไม่ถนัดในเรื่องนั้น แค่บอกว่าอย่าให้เงินก้อนนั้นแก่ลูกหลานไปเพราะใจอ่อน ให้เก็บเงินทั้งหมดไว้ใช้เอง

ประเด็นที่ 2. ความหดหู่ซึมเศร้าจนอยากฆ่าตัวตาย ของคุณนั้นผมจำแนกสาเหตุออกเป็นห้าสาเหตุย่อยนะ คือ (1) การไม่รู้จักวิธีใช้ชีวิตให้มีความสุข (2) การขาดสติจนไม่สามารถยับยั้งความคิดลบได้ (3) การไม่มีกัลยาณมิตรที่จะเกื้อหนุนกันเชิงสังคม (4) การมีโลกทัศน์ที่คับแคบจนอยู่กับลูกหลานลำบาก (5) การสูญเสียตัวตนของตนเองไป

ซึ่งผมจะว่าไปทีละประเด็นย่อยทั้งห้านี้นะ

2.1 การจะใช้ชีวิตให้มีความสุข คุณอย่าไปหัวเสียกับเรื่องเล็กน้อย อายุปูนนี้แล้วคุณผ่านมาเท่าไหร่แล้ว มีทั้งความทรงจำดีๆและแย่ๆ แต่ดีหรือแย่ล้วนไม่สำคัญ สำคัญที่ปัจจุบัน อย่าปล่อยให้อดีตลากเราให้จม หรือปล่อยให้อนาคตมาเขย่าขวัญเรา อยู่กับปัจจุบันแล้วจะรู้สึกดีแน่ เรื่องขี้หมาเล็กๆน้อยๆเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ในการจะอยู่กับปัจจุบันให้มีความสุขนี้คุณจะต้องดูแลสุขภาพด้วย ออกกำลังกายให้หนักพอควรทุกวัน กินพืชผักผลไม้มากๆ นอนหลับให้พอ วัยนี้แล้วป่วยง่ายแต่รักษาสุขภาพไว้ให้ดีกลับยาก

2.2 การขาดสติที่จะยับยั้งความคิดลบ คือคุณตื่นนอนเช้าก็มีแต่ความคิดลบเสียแล้ว ทางแก้เรื่องนี้มีทางเดียวคือสติ ผมเคยเขียนเรื่องการฝึกสติเพื่อลดความเครียดไปแล้วบ่อยมากจะไม่พูดซ้ำอีก คุณลองค้นหาอ่านย้อนหลังดูในบล็อกนี้ สติจะทำให้คุณเป็นคุณ ความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของความแก่ แต่คุณอย่าไปแช่อยู่แต่ตรงนั้น นั่นไม่ใช่ตัวคุณ อย่าเสียโฟกัสในสิ่งที่บ่งบอกความเป็นคุณ ชีวิตนี้สั้นมากจนไม่ควรเสียเวลาในวันนี้ไปกับการคร่ำครวญถึงความขมขื่นของวัยชรา

  2.3 กัลยาณมิตรที่จะเกื้อหนุนกันเชิงสังคมเป็นสิ่งจำเป็น คือแก่แล้วเนี่ยแม้จะเป็นคนสันโดษ ไม่ชอบสุงสิง แต่ใครเชิญอะไรมา งานบวช งานแต่ง งานศพ นานๆก็ควรลองไปร่วมกับเขาดูบ้าง ออกจากบ้านไปพบผู้คนที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาพักใหญ่แล้ว ได้รับรู้อะไรใหม่ๆ หรือรื้อฟื้นอะไรเก่าๆบ้าง แต่ถ้าเขาไม่เชิญก็อย่าหงุดหงิดหัวเสีย ประเด็นสำคัญคือออกจากบ้านบ้าง ไปศูนย์การค้า ไปมิวเซียม ไปเดินเล่น

     เมื่อไปพบผู้คนแล้ว ควรหัดเป็นนักอนุรักษ์ พูดน้อยลง ฟังมากขึ้น ฟังก่อน แล้วค่อยตอบคำถาม แต่อย่าร่ายยาวยกเว้นคนเขาถามเจาะเอาเรื่องยาวจริงๆ พูดจากับชาวบ้านก็ให้มันมีน้ำเสียงนุ่มนวลเมตตาหน่อย อย่าบ่น อย่าวิพากย์มากเกินไป ยอมรับสิ่งต่างๆอย่างที่มันเป็น คนเราสมัยนี้ไม่อดทนฟังใครบ่นได้มากนักหรอก อาจยกเว้นสามีคุณเพราะเขาไปไหนไม่รอด (หิ หิ ขอโทษ พูดเล่น) หาหรือยกอะไรดีๆขึ้นมาพูดบ้าง สิ่งดีๆนี้ต้องหัดมองหาจึงจะพบ ลองนึกหน้าคนรู้จักสักคนสิ เอาเด็กรับใช้ในบ้านก็ได้ ไหนลองบอกข้อเสียของเธอให้ฟังหน่อยสิ.. มีเพียบ ใช่ไหม ไหนลองบอกข้อดีของเธอให้ฟังบ้างซิ เอ้อ อ้า นึกไม่ออกเลย เพราะเราเป็นคนมองหาแต่แง่ร้้ายจึงเห็นแต่สิ่งร้ายในตัวคนรอบข้าง ในการจะคบหากัลยาณมิตรนี้ คุณต้องยื่นไมตรีออกไปก่อน ถ้าเผลอไปเหยียบตาปลาใครเข้า ขอโทษเขาซะ แต่ถ้าเขาเหยียบตาปลาเราก็..ให้อภัย อย่าบ่มเพาะความแค้นเคืองไว้ในใจ เหมือนตัวเองกินยาพิษแต่หวังให้คนอื่นตาย แบบนั้นไม่เวอร์คดอก ดังนั้น อภัย แล้วเดินหน้าต่อดีกว่า

     ถ้าคุณมีศรัทธาหรือความเชื่อเรื่องใด โอเค.ลุยไปตามความเชื่อของคุณเลย แต่อย่าเสียเวลาไปทำให้คนอื่นเขาเชื่ออย่างนั้นด้วย เพราะไม่ว่าคุณจะบอกอะไรเขา เขาก็จะเลือกสิ่งที่เขาเลือกเชื่ออยู่ดี ดังนั้นยิ่งพยายาม คุณก็จะยิ่งหงุดหงิด ใช้ชีวิตไปตามความเชื่อและความศรัทธาของคุณ อย่างดีที่สุดที่คุณทำได้คือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ใครจะเก็ทหรือไม่เก็ทนั่นสุดแต่บุญกรรม

     2.4 การมีโลกทัศน์ที่คับแคบจนอยู่กับลูกหลานลำบาก ผมไม่ได้หมายความว่าคุณต้องปักหลักว่าต้องอยู่กับลูกหลานพึ่งลูกหลานนะ ไม่เลย ผมสนับสนุนให้ผู้เกษียณอายุมีชีวิตอิสระพึงตนเองเสมอ แต่ว่าคุณควรเรียนรู้ที่จะเคารพนับถือคนรุ่นใหม่และความคิดของพวกเขาด้วย เขาไม่เหมือนเรา แต่เขาเป็นอนาคตของสังคมมนุษย์ อย่างดีคุณอาจจะแค่แนะนำให้ความเห็น แต่อย่าไปตำหนิหรือพร่ำสอนแบบเทียบกับอดีต เลิกพูดเสียทีว่าว่าสมัยที่ฉันอายุเท่าแก... โธ่ คุณป้า ตราบใดที่คุณป้ายังมีชีวิตอยู่ คุณป้ากำลังอยู่ในสมัยนี้นะ ไม่ใช่สมัยนั้น

     2.5 การสูญเสียตัวตนของตนเองไปเพราะการเกษียณ คนเรามีตัวตนหรือกำพืดของตน (identity) ผมมีความรู้สึกว่าการเกษียณทำให้คุณสูญเสียตัวตนของตัวเองไป สูญเสียความภาคภูมิใจที่เคยมี กลายเป็นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรและจะไปทางไหนต่อดี ความรู้สึกอย่างนี้ไม่ดี จะทำให้คุณบ้าหรือฆ่าตัวตายได้จริงๆ

  คุณต้องไม่ยอมแพ้แก่ความซึมเศร้า ความซึมเศร้านี้ แท้ที่จริงก็คือรูปแบบหนึ่งของความคิดปรุงแต่ง (thought formation) ที่เราเคยคิดไว้ในอดีต แล้วถูกบันทึกไว้ในหน่วยความจำของเรา จังหวะเหมาะๆมันก็โผล่ขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เหมือนหมอกที่ถูกลมพัดวูบผ่านเข้ามาครอบคลุมรอบตัวเรา ถ้าคุณไม่หลงกลไปจมอยู่ในม่านหมอก แป๊บเดียวมันก็จะพัดผ่านไป คุณต้องไม่ยอมแพ้แก่ความจำในอดีตของคุณ คุณต้องเอาชนะมันด้วยสติ

     คุณต้องรื้อฟื้นความเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาใหม่ อย่าไปสนใจว่าคนอื่นเขาจะพูดถึงคุณว่าอย่างไร ยิ่งเขาจะคิดถึงคุณว่าอย่างไรก็ยิ่งอย่าไปพยายามเดาเลย จะไปมีใครรู้จักคุณดีกว่าตัวคุณเอง ก่อนอื่นเมตตาธรรมในใจต้องบ่มเพาะไว้เสมอ เมตตาต่อตัวเอง ต่อคู่ชีวิตของเรา ต่อคนรอบข้างเรา จำที่ฝรั่งคนหนึ่งพูดไว้ว่า

     “ไม่มีใครแก่หรอก ตราบใดที่ยังมีไหวพริบปฏิภาณและความรักในหัวใจ” 

     สร้างความภูมิใจในตัวเองขึ้นมาใหม่ ทั้งข้างนอกข้างใน ยอมลงทุน อยากไปร้านทำผม ไปเลย อยากทำเล็บ ทำเลย อยากซื้อน้ำหอม ซื้อครีม ซื้อเลย ทำข้างนอกให้สุกใส ข้างในมันก็จะค่อยๆดีขึ้นตาม อย่าเลิกงานอดิเรกที่เคยชอบ ถ้าไม่มีก็หัดทำซะ อะไรก็ได้ เดินทาง ปีนเขา ทำอาหาร อ่านหนังสือ ร้องเพลง เต้นรำ เลี้ยงแมว เลี้ยงหมา ทำสวน วาดรูป ทำงานจิตอาสา เช่นกวาดถนนหน้าบ้านนี่ก็เป็นงานจิตอาสาแล้ว ถ้าอยากจะไปหางานจริงๆทำก็กลับไปหางานทำใหม่ได้ ไม่มีกฎหมายห้ามคนอายุหกสิบทำงานหรอก สรุปว่าให้หาอะไรก็ได้ที่สนุกทำ ตามข่าวสารอยู่เสมอ อ่านข่าว ดูข่าว ติดต่อกับผู้คนทางไลน์ทางเฟซ หัวเราะมากๆ หัวเราะบ่อยๆ หัวเราะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง โธ่..อยู่มาได้จนแก่ป่านนี้แล้วต้องนับว่าเป็นคนโชคดีแล้วนะ มีคนจำนวนมากล้มหายตายจากไปเสียก่อนจะมาถึงตรงนี้ วันก่อนผมไปกินเลี้ยงรุ่นโรงเรียนมัธยม มีกัน 150 คน ตายไปแล้ว 50 คน ดังนั้น มีอะไรที่จะทำให้คนวัยเราหัวเราะไม่ได้มั่ง

     หิ หิ ทั้งหมดเนี่ย อย่าคิดว่าถอนหงอกคนแก่เลยนะ คิดเสียว่าพี่สอนน้อง เพราะหมอสันต์เนี่ย อย่างน้อยก็อาบน้ำร้อนมาก่อนคุณละน่า

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์