10 มีนาคม 2559

ปัญหาชีวิตของแม่ลูกอ่อน

     ที่คนเขาพูดกันว่าผู้ชายซื้อของเมื่อจำเป็นต้องใช้แม้จะแพงจะถูกก็ไม่สนต่างจากผู้หญิงที่ซื้อของเมื่อราคาถูกทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะซื้อเอามาทำอะไรนั้นคงจะไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนผมไปส่งภรรยาซื้อผักหญ้าที่ตลาดนัดวันเสาร์ริมหอนาฬิกามวกเหล็ก ขณะรอผมถือโอกาสเดินสำรวจตลาดนัดของเก่าที่คนละแวกเมืองใกล้เคียงต่างขับรถเอามาขายกันที่นี่ทุกเช้าวันเสาร์ ไปเตะตากับป้ายร้านอาหารเป็นไม้เก่าที่คงจะหล่นจมขี้โคลนอยู่นานแล้ว สนนราคา 200 บาท ผมเคาะๆขูดๆดูเห็นว่าแม้จะผุไปบ้างแล้วแต่ก็เป็นป้ายไม้สัก จึงซื้อมาทั้งๆที่ไม่มีแผนว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร

วันสุดสัปดาห์นี้ผมเอาป้ายผุอันนั้นออกมาล้างน้ำขัดขี้โคลน แล้วตากแดด แล้วก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่าน่าจะทำเป็นป้ายหน้าบ้านบนเขาเพื่อบอกชื่อบ้านและเลขที่บ้านแบบที่บ้านของผู้เจริญแล้วทั้งหลายเขามีกัน คิดได้ดังนั้นแล้วจึงไปสำรวจในเล้าไก่เก็บของว่ามีสีอะไรเหลือพอที่ทำสีรองพื้นป้ายได้บ้าง ก็พบว่ามีสีน้ำมันสีขาวเหลืออยู่ค่อนกระป๋อง จึงตกลงทำป้ายพื้นขาว แต่คนระดับหกสิบกว่าทำป้ายมันก็ควรจะเป็นป้ายที่สะท้อนถึงรสนิยมและประสบการณ์ชีวิตสักหน่อย กรรมวิธีทำสีรองพื้นจึงต้องมีลูกเล่นบ้าง ผมเอาเทียนไขมาถูๆไปบนตัวไม้ที่เป็นพื้นป้ายตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ตรงขอบถูมากๆหน่อย แล้วก็เอาสีขาวมาทาละเลงไปบนพื้นป้ายเป็นสีรองพื้น ตากแดดรอจนสีแห้ง แล้วเอาแปรงทองเหลืองถู ถู ถู ไปบนพื้นป้าย ตรงไหนที่ผมขูดเทียนไขไว้ สีขาวก็จะถูกแปรงทองเหลืองขูดร่อนออกมาเห็นเนื้อไม้สักเก่าๆ เป็นการหลอกผู้ชมว่าสีขาวบนป้ายนี้ทาไว้นานแล้วจนหลุดลอกเห็นเนื้อไม้เป็นบางส่วน ทั้งๆที่เพิ่งทาสีไปแหม็บๆ ถามว่าทำไมต้องไปหลอกผู้ชมด้วย หิ หิ เออ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เสร็จแล้วก็เขียนชื่อบ้าน อาศัยยืมพู่กันและสีหลอดของภรรยาซึ่งเล่นเขียนภาพสีน้ำมันเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว ผมตั้งชื่อให้บ้านบนเขาเสียเดี๋ยวนั้นเลย โดยตั้งชื่อว่า “บ้านเม้าท์อีเดน (Mt. Eden)” เพราะว่ามันอยู่บนเขา จึงควรมีคำว่าเม้าท์ซึ่งแปลว่าเขาอยู่ด้วย และเพราะว่าบนนี้มันวิเวกวังเวงอยู่กับธรรมชาติเหมือนอยู่ในสวนอีเดน ผสมกันแล้วจึงออกมาเป็นเม้าท์อีเดน เสร็จแล้วเอาไปตั้งทิ้งไว้ที่สนามหน้าบ้านก่อน

     “โอ้.. พระเจ้า มันจ๊าบมากจริงๆเลยนะคะ จอร์จ”

     ไม่เชื่อท่านผู้อ่านดูเอาเองจากรูปถ่ายที่ผมถ่ายมาให้ก็แล้วกัน

     เอาเถอะ เอาเถอะ หยุดโม้ไร้สาระมาตอบจดหมายของท่านผู้อ่านดีกว่า ฉบับนี้ขอตอบจดหมายคนอายุน้อยบ้างนะ นานๆจะให้โอกาสคนอายุน้อยสักที คนหนุ่มคนสาวทั้งหลายอย่าว่าโง้นงี้เลยนะ เพราะบล็อกนี้บอกแล้วไงว่าเป็นบล็อกของคนแก่

................................................

เรียนคุณหมอสันต์

ขออนุญาตแนะนำตัวก่อนนะคะ ดิฉันออกตัวก่อนนะคะว่ายังไม่เคยอ่าน blog ของคุณหมอเลย จนกระทั่งวันที่ครอบครัวเรามีปัญหาแล้วจึงต้องหาทางแก้ไข หากคุณหมอมีเคสอื่นๆที่มีปัญหาเดียวกันและเคยแนะนำไปบ้างแล้ว แต่ดิฉันตามอ่านไม่เจอก็ขออภัยล่วงหน้านะคะ

ดิฉันอายุ 33 ปีค่ะ คบกับแฟน+แต่งงาน มา 13 ปีแล่วค่ะ ตอนคบกันสามีเคยมีกิ๊กแต่เราก็คืนดีกัน และสุดท้ายคือแต่งงานตอนนี้เรามีลูกด้วยกันกำลังน่ารักเลย 2 ขวบ 8 เดือน

ปัญหาคือดิฉันพึ่งจับได้ว่าสามีมีกิ๊กอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เราเคลียปัญหากันได้แล้วค่ะมันค่อนข้างสาหัสพอสมควรสำหรับดิฉัน เพราะยังอยากประคับประคองเรื่องครอบครัวและลูกไว้ก่อน (แต่อาจจะเป็นความพยายามครั้งสุดท้าย)

เรานั่งเปิดอกคุยกันค่ะ สรุุปปัญหาได้แบบนี้

1. ช่วงหลังก่อนมีลูกดิฉันมีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ คือไม่มีน้ำหล่อลื่นออกมาเลย ถึงเราจะใช้สารหล่อลื่นช่วยก็ดีขึ้นไม่มาก ทำให้ไม่อยากมี ถึงมีก็ไม่ถึง ทำให้เราห่างเรื่องเตียงกันมาก บางเดือนไม่มีอะไรกันเลยก็มี

2. สามีไปมีอะไรกับคนอื่น และสารภาพว่าทีแรกก็ไม่ได้ปันใจ แต่มันตื่นเต้น และรู้สึกว่าเป็นฮีโร่ที่ทำให้ผู้หญิง (กิ๊ก) มีความสุข ซึ่งต่างจากของเราที่นอกจากจะเข้ายากแล้ว ยังรู้สึกไม่ดีที่ทำให้เราไปไม่ถึง กลายเป็นว่าเค้า happy และติด sex กับคนอื่นจนห่างจากเราไปเลย

ดิฉันยังอยากรักษาความสัมพันธ์ของเราไว้อยู่ และสามีก็สารภาพว่ายังรักและอยากอยู่กันเป็นครอบครัว ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวแต่ sex ก็ยังจำเป็นกับเขา

ดิฉันสามารถหาทางออกเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้างคะ เบื้องต้นดิฉันจะไปปรึกษาสูตินารีแพทย์เพื่อตรวจเลือดและมะเร็งปากมดลูก เพราะถ้าเค้ามีความเสี่ยงไปแล้วดิฉันจำเป็นต้องเช็ค และให้สามีไปเช็คด้วย (แยกกันไป) ดิฉันสามารถปรึกษาเรื่องนี้กับหมอไหน เช่น สูตินารี ได้เป็นพิเศษไหมคะ ในเรื่อง sex และความสัมพันธ์

ตอนนี้ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองไปค่ะว่าจะ strong เพื่อลูก ถ้าปัญหาเกิดจากเรื่องนี้จริงเราก็มีส่วนบกพร่องด้วย และจะพยายามหาวิธีแก้ปัญหาให้ถูกจุด เพราะถ้าถึงวันที่เราไปกันไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยดิฉันก็ได้ทำหน้าที่แม่และเมียอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ

ขอขอบพระคุณคุณหมอล่วงหน้านะคะสำหรับความกรุณา

....................................................................

ตอบครับ

     "...โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาโดยเข้าใจตรงกันว่าจะร่วมเป็น ผ.ม. กันเพื่อผลิตพลเมืองให้โลก แต่หลังจากดำเนินธุรกิจไปได้เพียงครึ่งทางจำเลยก็แอบไปสมคบกับบุคคลที่สามเพื่อทำธุรกิจเดียวกันแข่งขันกับธุรกิจที่จำเลยสัญญาว่าจะทำกับโจทก์เท่านั้น จึงฟ้องร้องให้ท่านเปาใช้อำนาจสั่งให้จำเลยเลิกกิจการที่ทำแข่งนั้นเสียแล้วหันมาทำธุรกิจร่วมกับโจทก์ตามเจตนาที่ได้ร่วมตั้งไว้ตรงกันแต่เดิม

     ฝ่ายจำเลยให้การว่าโจทก์เองเป็นฝ่ายละเมิดสัญญาก่อน กล่าวคือโจทก์ทำตัวเป็นหุ้นส่วนตายด้านไม่ได้สุดจิตสุดใจกับการทำธุรกิจและบางครั้งถึงขั้นบ่ายเบี่ยงหลบเลี่ยงทิ้งให้จำเลยกลายเป็นฝ่ายทำอยู่ข้างเดียวจนได้รับความเสียหายจากการค้างเติ่งทางใจ จึงต้องไปหาผู้ร่วมทำธุรกิจคนใหม่ที่ขยันและขมีขมันกว่าโจทก์ แต่จำเลยก็ได้ระมัดระวังอย่างยิ่งยวดไม่ให้มากระทบธุรกิจเดิมที่ทำร่วมกับโจทก์.."

     หิ หิ ขอโทษ หมอสันต์ยังไม่ได้สติแตกดอกครับ เพียงแต่ขออนุญาตเพ้อเจ้อเป็นการแก้เลี่ยนกับปัญหาระดับ mundane ซึ่งแปลว่า กิ๊กก๊อก หรือ โลกิยะ

     ก่อนจะตอบคำถามของคุณ ผมขอปลอบใจคุณก่อนว่าคุณไม่ใช่คนเดียวที่ประสบปัญหาแบบนี้ ลูกน้องที่ทำงานหน้าห้องผมคนหนึ่งซึ่งเธอเพิ่งเรียนหนังสือจบมาได้สามสี่ปีเล่าว่าเพื่อนๆของเธอแต่งงานไปแล้วสิบคน สามคนหย่ากันไปแล้วเรียบร้อย อีกห้าคนกำลังระหองระแหง มีเพียงสองคนหรือ 20% เท่านั้นเองที่ไปได้ฉลุย ปัญหามันมากมายดกดื่นเสียจนคนรุ่นนี้หลายคนไม่ยอมแต่งงาน แต่ก็อยู่ด้วยกันจนมีลูก ถึงวันจะจดทะเบียนลูกอยู่แล้วยังลังเลอยู่เลยว่าจะใส่ชื่อตัวเองเป็นพ่อหรือเปล่า เพราะความไม่มั่นใจในสิ่งที่คนสมัยก่อนเรียกว่า "ครอบครัว" นี้มันฝังลึกลงไปในหัวของคนรุ่นใหม่เสียแล้ว

     ให้ผมจับประเด็นปัญหาก่อนนะ ว่ามีอยู่สามประเด็น คือ (1) สามีคุณไม่เอาไหนนอกใจคุณ จะทำอย่างไรกับเขาดี (2) คุณไม่มีความสุข จะทำอย่างไรดี (3) ความเป็นห่วงลูกทำให้คุณอยากปรับตัวประคองชีวิตครอบครัวไปกับ ผ. คนนี้ต่อไปให้ได้นานที่สุด จะปรับตัวอย่างไรดี

     เอาละคราวนี้มาตอบคำถามของคุณทีละประเด็น

     ประเด็นที่ 1. สามีไม่เอาไหน จะทำอย่างไรดี ตอบว่าเรื่องนี้มันอยู่นอกเขตอำนาจของคุณครับ อย่าไปคิดอ่านทำอะไรกับเขาเลย คุณไม่มีอำนาจดอก การเลือกสามีมันก็เหมือนกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอาง คือคุณตั้งสะเป๊กในใจก่อน แล้วก็เลือกตามสะเป๊ค เผอิญผู้หญิงสาวไทยเราไม่ได้ซีเรียสกับการตั้งสะเป๊ค คือตั้งมั่วๆไปตามสะเป๊คของพระเอกในนิยายน้ำเน่า ซึ่งในชีวิตจริงผู้ชายอย่างนั้นมีซะที่ไหนละครับ พอรับมอบของจริงมาจึงค่อยมาเอ๊ะเอาภายหลังว่าเฮ้ย..นี่มันผิดสะเป๊คนี่นา ปัญหาอย่างนี้จะไม่มีถ้าเราตั้งสะเป๊คให้ตรงตามความเป็นจริงในชีวิตเสียแต่แรก

     สมัยผมเป็นหนุ่มชอบเดินป่าไปนอนตามหมู่บ้านแม้วในภูเขาทางภาคเหนือ สะเป๊คหรือข้อกำหนดของสามีสำหรับหญิงสาวแม้วมีข้อเดียวคือ..เอาไว้ทำพันธุ์ อย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการหว่านไถทำกินหรือความหล่อความจริงใจ ฯลฯ ล้วนไม่ใช่ข้อกำหนด ดังนั้นหญิงแม้วสมัยนั้นจึงไม่มีปัญหากับสามีของเธอเลย สำหรับคุณซึ่งมาถึงป่านนี้แล้วและมีปัญหาขึ้นมาแล้ว คำตอบของผมก็คือคุณมีทางเลือกที่จะจัดการกับสามีสองทางเท่านั้น คือยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น อะไรที่เขาทำไม่เข้าท่าก็แผ่เมตตาให้ หรือไม่อีกทางหนึ่งก็คือ..ถีบเขาทิ้งไปเสีย
   
     ประเด็นที่ 2. คุณไม่มีความสุข จะทำอย่างไรดี อันนี้อยู่ในเขตอำนาจของคุณ คุณทำได้แน่นอน การจะมีความสุข คุณไม่ต้องไปเวอร์คไกลตัว คุณเวอร์คแค่ในตัวของคุณเองที่ยาวหนึ่งวาหนาหนึ่งคืบบวกใจและความจำที่อยู่ในหัวคุณนี่แหละ คุณเวอร์คแค่นี้ก็พอ พื้นฐานของการจะมีความสุขก็ง่ายมาก คุณต้องทำให้กายของคุณสบายก่อน พอกายสบายแล้วคุณก็พาใจของคุณมาอยู่กับปัจจุบัน รับรู้ภาพเสียงกลิ่นรสสัมผัสที่เข้ามาสู่ร่างกายที่กำลังสบาย ณ ขณะนั้น รับรู้เฉยๆโดยไม่คิดต่อยอดให้มากความ แค่นี้คุณก็มีความสุขได้แล้ว เอาแบบย่อเลยก็เช่นคุณลองหายใจเข้าลึกๆให้เต็มปอด อั้นไว้สักครู่ แล้วจดจ่อความรู้สึกอยู่ที่ลมหายใจ ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆพร้อมกับบอกให้กล้ามเนื้อร่างกายทั่วตัวผ่อนคลายแบบสบาย สบาย แค่นี้ก็มีความสุขได้แล้ว

     ในระดับที่ลึกซึ้งกว่านั้น การจะทำให้ร่างกายสบาย คุณต้องกินอาหารที่ดี หมายความว่ากินอาหารที่มีพืชเป็นหลัก กินพืชตามธรรมชาติที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากทุกวัน แล้วคุณต้องออกกำลังกายทุกวันด้วย จัดเวลาวันละสักหนึ่งชั่วโมงออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร คือหอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้ เมื่อสิ้นสุดการออกกำลังกายคุณจะรู้สึกถึงความสบายจากการผ่อนคลายของร่างกาย แล้วคุณก็ต้องจัดเวลานอนหลับพักผ่อนให้พอด้วย ทำกิจกรรมที่ร่างกายได้มีโอกาสผ่อนคลายด้วย เช่นฝึกสมาธิ โยคะ รำมวยจีน ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทั้งหมดนี้จะนำคุณมาสู่ความสุขแล้ว และให้คุณสร้างความฝัน ถ้าเราไม่มีฝันว่าจะทำอะไร เราก็จะกลายเป็นต้นไม้ตายซาก (dead wood) เมื่อสร้างฝันขึ้นมา จะเป็นฝันที่จะทำงานจริงๆหรือจะทำงานอดิเรกอย่างจริงจังก็ได้ แล้ว เอาฝันนั้นเป็นเชื้อ เติมไฟ ไล่ตามความฝันนั้น จินตนาการตัวเองว่าจะเป็นหญิงที่เท่  (noble citizen) อกผายไหล่ผึ่งมีสง่าราศี รูปร่างดี ไม่อ้วน ไม่ผอม เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว อารมณ์ดี ตามีแวว มีชีวิตชีวา นี่ยังไม่ทันได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับสามีของคุณเลยนะ สามีของคุณจะอยู่หรือจะไปไม่สน คุณก็มีความสุขได้อยู่ดี นั่นคือเป้าหมายในขั้นแรก

     ส่วนการจะมีความสุขทั้งๆที่มีสามีที่ไม่เอาไหนอยู่ด้วยก็คือคุณต้องหัดสนองตอบต่อสิ่งเร้าด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ สิ่งเร้าในที่นี้ก็คือเจ้า ผ.เฮงซวยนั่นแหละ อุ๊บ..ขอโทษ เขาอาจจะไม่แย่ถึงขั้นนั้นก็ได้ เอาเป็นว่าสามีและพฤติกรรมของเขาคือสิ่งเร้า ส่วนการสนองตอบอย่างสร้างสรรค์ก็คือการคิดพูดทำอะไรกับเขาอย่างมีสติและกอร์ปด้วยเมตตาธรรม  
   
     ประเด็นที่ 3. การปรับตัวให้ไปก้บสามีให้ได้นานที่สุดจะทำอย่างไรดี ตอบว่าในด้านหนึ่งคุณต้องใช้ชีวิตให้ตัวเองมีความสุขให้ได้ก่อน ซึ่งผมได้พูดวิธีทำไปแล้ว ส่วนที่สองคือผมแนะนำให้คุณสืบค้นและแก้ปัญหาที่ทำให้คุณเกิดความเบื่อเซ็กซ์ ที่คุณไปหาสูติแพทย์นั้นก็ดีแล้ว อย่างน้อยท่านก็จะช่วยใช้เอสโตรเจนแก้ปัญหาช่องคลอดแห้งซึ่งนำไปสู่การเจ็บช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) ขั้นต่อไปคือการหาสาเหตุของการไม่มีอารมณ์ทางเพศ (Hypoactive sexual desire disorder หรือ HSDD) ซึ่งจะต้องค้นหาโรคร่วมที่ทำให้เกิด HSDD เช่น

1  โรคเบาหวาน ทำให้ช่องคลอดแห้ง ช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อ
2  โรคต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไต ทำให้ช่องคลอดแห้ง
3  โรคโลหิตจาง ทำให้ไร้ความรู้สึก ปลุกไม่ขึ้น
4  โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือบาดเจ็บของไขสันหลัง ทำให้ความรู้สึกลดลง
5  ช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ ทำให้เจ็บเวลาร่วมเพศ
6  เนื้องอกมดลูก ทำให้หมดอารมณ์ ปลุกยาก
7  โรคไตวาย ทำให้ฮอร์โมนเสียดุลจนความอยากลดลง
8  โรคข้ออักเสบ ทำให้ไม่อยากขยับตัว อย่าว่าแต่เด้งเลย เพราะมันปวดข้อ
9  การผ่าตัดใดๆที่เคยทำ เช่นตัดรังไข่ ตัดมดลูก ทำให้ช่องคลอดแห้งได้
10          การตัดฝีเย็บ (episiotomy) ขณะคลอด อาจมีผลให้เกิดปากช่องคลอดรัดตัวมากจนเจ็บได้
11          การผ่าตัดเต้านม มีผลให้เสียความมั่นใจ จนหมดอารมณ์ได้
12          ยาต่างๆที่กินอยู่ เช่น ยาลดความดัน และยารักษาโรคจิตโรคประสาททั้งหลาย ล้วนลดความอยากทางเพศ และทำให้ถึงออร์แกสซั่มยาก ยาแก้ปวดในกลุ่มฝิ่น มอร์ฟีน โคเดอีน ทำให้ความอยากทางเพศหายไปได้

     ค้นหาโรคหรือสาเหตุเหล่านี้แล้ว หากพบสาเหตุก็แก้ไขไปตามเหตุ หากไม่พบอะไรผิดปกติ ก็ยังมีทางเลือกการใช้ยา ซึ่งมียาให้หมอเลือกใช้อยู่สองตัว ตัวแรกคือฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนซึ่งผมคาดว่าคุณจะได้จากสูติแพทย์แล้ว ถ้าไม่ได้ผลก็ต้องไปพิจารณายาอีกตัวหนึ่งที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในผู้หญิง คือฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเตอโรน) ชนิดแปะผิวหนัง ทั้งนี้เพราะการเกิดความรู้สึก “อยาก” ในทางเพศนี้ ไม่ว่าจะในผู้ชายหรือผู้หญิง ล้วนขับดันโดยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนทั้งสิ้น ยานี้มีขายในชื่อการค้าว่า Intrinsa ต้องไปหาหมอที่สันทัดการใช้ฮอร์โมนเขาจึงจะยอมใช้ฮอร์โมนนี้ในผู้หญิง
 
     อีกด้านหนึ่งก็ควรได้รับการรักษาด้วยการพยุงด้านจิตวิทยา ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นการรักษาในบริบทของ “ความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา” พูดง่ายๆว่าต้องรักษาด้วยกันทั้งคู่ คือพากันไปหาจิตแพทย์ ประเด็นหลักก็จะเป็นการค้นหาและแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกันและการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจอะไรไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะสื่อสารด้วยวาจาหรือด้วยท่าทาง ในสังคมที่ไม่มีใครพุทโธกับปัญหาของใครอย่างทุกวันนี้ จิตแพทย์เป็นกัลยาณมิตรที่ผมแนะนำว่าเวอร์คมากที่สุด

     ทั้งหมดนี้เป็นการแก้ปัญหาตามสูตร เหมือนอย่างที่คุณบอกว่าอย่างน้อยก็ให้ได้ชื่อว่าได้พยายามทำหน้าที่ของแม่และภรรยาอย่างดีที่สุดแล้ว

     แต่ผมขอทิ้งท้ายไว้ให้คุณหน่อยนะ ว่าการใช้ชีวิตไปตามสูตร แม้จะเป็นสิ่งทีต้องทำ แต่ไม่ใช่สารัตถะของการเกิดมามีชีวิต สารัตถะที่แท้จริงของการเกิดมามีชีวิตก็คือคุณได้ใช้ชีวิตของคุณอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย ตรงนี้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และเป็นเรื่องของคุณเองซึ่งไม่ว่าผู้ชายซังกะบ๊วยคนไหนก็ไม่อาจเอื้อมขึ้นมาเปลี่ยนแปลงหรือหันเหได้เลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์