06 กุมภาพันธ์ 2559

หัวอกแม่นักศึกษาแพทย์ที่กำลังจะถูกรีไทร์

  เรียนอาจารย์สันต์ที่เคารพ

     ดิฉันมีปัญหาหนักใจที่เหมือนภูเขาทับอกอยู่ที่ทำให้เครียดจนตอนนี้ไม่มีกะใจจะทำอะไรทั้งนั้นแม้แต่ทำงานให้ได้ดีหรือเล่นกีฬาที่ชอบ มันอยากนอนให้ไม่ต้องรู้สึก แต่ความกังวลก็ตามไปในความฝัน พยายามทำอย่างที่คุณหมอเคยบอกว่าถ้าแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ ก็ต้องทำใจ แต่ก็ทำไม่ได้สักที เรื่องมีอยู่ว่า ลูกชายดิฉันซึ่งตอนนี้เรียนแพทย์ปี3 (ที่สถาบันในกทม.) ในตลอดชีวิตนักเรียนก็สามารถสอบเข้าเรียน รร.ท็อปๆของประเทศได้แบบไม่ต้องใช้ความพยายามทุ่มเทอะไรมาก จนมาสอบเข้าแพทย์คะแนนสอบเข้าหลายวิชาก็หวือหวาทีเดียวจนดิฉันก็รู้สึกวางใจแล้วว่าคงหมดภาระแล้วก็ปล่อยให้เรียนไปจนจบแล้วก็ทำงานไปตามปกติ แต่ก็บอกให้ลูกทำเกรดดีๆ ให้ได้เกียรตินิยมเพื่อจะได้สามารถเลือกเรียนต่อเฉพาะทางอย่างที่ต้องการหรือขอทุนต่างๆได้ แต่เหมือนสวรรค์หมดโปรโมชั่นพอจบปี1ได้เกรด 3 ต้นๆ ติดD มาด้วย หมดสิทธิได้เกียรตินิยม พอปี2เกรด เหลือ 2ต้นๆ F 2ตัว ก็บอกลูกพยายามหน่อยขอแค่พอเรียนให้จบ พอปี3 เกรดเหลือ1 กว่าF อีก2 ตัว ตอนนี้เลยอดคิดไม่ได้ว่าพอขึ้นปี4,5,6 จะเป็นไง จะโดนรีไทล์ตอนปีไหน ถ้าไทล์ตอนปีสูงๆแล้วจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ที่ไหน ประกอบกับลูกเป็นคนไม่เข้าสังคมเท่าไรดูแลตัวเองก็ไม่ค่อยเป็นถ้าไม่มีวิชาชีพแพทย์ไว้ปกป้องตัวแล้วจะไปทำงานอะไรได้  สามีก็ปลอบว่ายังไงซะลูกเราก็สอบหมอติดน่าจะเรียนได้อยู่ใน 1% แรกๆของประชากรในรุ่นเดียวกันถ้าต้องไปเรียนอย่างอื่นที่หนักน้อยกว่านี้คงทำได้ดี แต่ตอนนี้ก็เป็นห่วงความรู้สึกลูกว่าจะเหนื่อยหน่ายท้อแท้ขนาดไหน ที่ต้องใช้เวลาปิดเทอมอันน้อยนิดมาเรียนซ่อม จะไปบอกคนอื่นๆที่คอยเฝ้าชื่นชมลูกเรายังไงกลัวเขาผิดหวัง. ลูกจะอายและเครียดขนาดไหนที่ต้องไปเรียนซ้ำชั้นกับรุ่นน้อง จะทำไงไม่ให้ความเครียดของพ่อแม่แผ่ซ่านไปกดดันลูก และกับ ตัวเอง ที่ ต้องแบกภูเขาความกังวลไปอีกเป็นปีๆจนกว่าลูกจะจบหรือโดนไล่ออกจึงจะขอรบกวนปรึกษาคุณหมอดังนี้ค่ะ
     1.จะพูดกับลูกยังไงให้เขามีกำลังใจฮึดสู้โดยไม่เครียด
     2.จะจัดการกับความรู้สึกของดิฉันให้มีกะใจจะดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขได้อย่างไรโดยต้องฝืนทำเป็นเข้มแข็งเพื่อไม่ให้คนรอบตัวเครียด
     3.ดิฉันเคยเห็นตามกระทู้ต่างๆว่ารุ่นนึงๆมีคนที่เรียนแพทย์ไม่จบน้อยมาก สัก 3-4คน     เท่าที่คุณหมอรู้สถานการณ์อย่างลูกดิฉันเข้าใกล้ 3-4คนนั้นแค่ไหนคะ แล้วถึงเกิดฟลุ๊คๆจบได้ ด้วยเกรดแค่นี้จะมีทางต่อเฉพาะทางได้ลำบากยากเย็นขนาดไหนคะ
     4.เป็นไปได้ไหมคะที่ลูกเรียนแย่อย่างไม่น่าเชื่อเพราะที่ผ่านมาไม่เคยชินกับความต้องพยายามอ่านหนังสือมากๆก็ผ่านมาได้พอมาเรียนอะไรที่เนื้อหามากๆก็รับไม่ไหว หรือคุณหมอคิดว่ามีสาเหตุจากอะไรได้บ้างแล้วจะแก้ไขอย่างไรดีคะ
     5.เป็นไปได้หรือไม่คะว่าขีดจำกัดของสมองลูกไม่ถึงพอที่จะเรียนแพทย์ ควรไปเรียนอย่างอื่นแทน

   สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณในการช่วยกรุณารับฟังความทุกข์ของดิฉันและคำแนะดีๆค่ะ
ขอให้อาจารย์มีแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไปค่ะ ขอบคุณค่ะ

………………………………………………….

     1. ถามว่า เมื่อมาตกอยู่ในที่นั่งของคุณแม่ที่ลูกเรียนหนังสือทำท่าจะไม่จบ จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองให้มีแก่จิตแก่ใจจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไร ก่อนตอบขอบอกก่อนว่าผมเข้าใจคุณนะ ผมนี้แม้จะไม่เคยเป็น “แม่” ของใครมาก่อน แต่ผมก็เคยเป็น “ลูก” ของแม่มาก่อน ความรักที่แม่มีต่อลูกนั้น มันไม่ใช่มีแค่เมตตาธรรม (kindness) ซึ่งเป็นของบริสุทธิ์เย็นๆใสๆเพียวๆ แต่มันยังมีความเกาะเกี่ยวผูกพัน (attachment) และความคาดหวัง (expectation) ซึ่งเป็นของร้อนที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนเส้นด้ายของความไม่แน่นอนและพร้อมจะขาดผึงทุกเมื่อด้วย ดังนั้นต่อคำถามของคุณ ผมตอบว่าวิธีที่จะดำเนินชีวิตต่อไปก็คือคุณควรจะเดินหน้าไปกับเมตตาธรรมที่มีต่อลูกอย่างที่เคยมีไม่ต้องลดละ แต่ควรจะปล่อยวางความยึดถือเกี่ยวพันและความคาดหวังบนตัวลูกลงเสีย ความยึดถือเกี่ยวพันก็คือความรู้สึกที่ว่าเขาเป็นลูกเรา เขาเจ็บเราเจ็บ เขาอาย เราอาย รวมไปถึงความกังวลว่าคนอื่นที่คอยเฝ้าชื่นชมลูกเราจะผิดหวังก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความยึดถือเกี่ยวพัน ส่วนความคาดหวังก็คือความคิดแบบว่าเขาเป็นลูกเราเขาควรจะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ ที่ผมบอกให้คุณวางทั้งสองอย่างนี้ลงก็เพราะทั้งสองอย่างนี้มันห้อยต่องแต่งอยู่บนความไม่แน่นอนชนิดที่คุณไม่มีทางไปควบคุมบังคับอะไรได้ การมีชีวิตอยู่ของคนเรานี้มันมีความแน่นอนอยู่อย่างเดียวเท่านั้น..คือความไม่แน่นอน หิ หิ ขอโทษที่กวน สรุปว่าถ้าคุณไม่วางมันลง คุณก็มีแต่จะหล่นแอ๊กลงมาบาดเจ็บเท่านั้น

     กลเม็ดที่จะวางความยึดถือเกี่ยวพันลงก็คือการฝึกอยู่แต่ในโลกของวันนี้ การอยู่กับสิ่งที่คุณกำลังมีอยู่ กำลังเป็นอยู่ ในปัจจุบัน being here and now กำลังอยู่ตรงนี้ หายใจเข้า หายใจออก ตามองเห็นภาพ หูได้ยินเสียง ผิวได้รับสัมผัสกระแสลม ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องไปคิดคร่ำครวญถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ยิ่งไม่ต้องไปคิดพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เฉยไว้..เดี๋ยวทุกอย่างดีเอง การจะทำตรงนี้ได้สำเร็จคุณต้องฝึกสติ ผมเคยเขียนตอบในบล็อกนี้ไปหลายครั้งเรื่องการฝึกสติ ทั้งแบบ MBT (http://visitdrsant.blogspot.com/2015/10/blog-post_17.html) และแบบ MBSR (http://visitdrsant.blogspot.com/2014/06/mbsr.html) คุณลองย้อนหาอ่านแล้วหัดทำตามนั้นเลย นี่เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาให้คุณได้ หนทางอื่นผมมองไม่เห็น  

     2. ถามว่าการจะฝืนทำเป็นเข้มแข็งเพื่อไม่ให้คนรอบตัวเครียด มีวิธีทำอย่างไร ตอบว่า คุณก็ใช้วิชา “ใจดีสู้เสือ” สิครับ ประเด็นสำคัญคืออย่าไปกังวลสนใจถึงคนอื่นเลย เอาตัวคุณเองให้รอดก่อน สงครามของคุณเกิดขึ้นในตัวคุณ ตัวคุณที่มีเนื้อหนังจากหัวถึงเท้าบวกจิตใจและความจำจากอดีตอยู่ในหัวด้วยเนี่ยแหละ คุณต่อสู่ที่นี่ ไม่ต้องไปต่อสู้ที่อื่นเลย วิธีสู้ก็คือ..ใจดีสู้เสือ คุณเดินคนเดียวในป่า เจอะเสือโคร่งตัวใหญ่จ๊ะกันซึ่งๆหน้า คุณจะทำไงละ คุณก็ต้องตั้งสติใช่แมะ ไม่ คุณวิ่งหนีไม่ทันแล้ว ถ้าหันหลังวิ่งหนี คุณตายแน่ แต่หากตั้งสติเผชิญหน้า คุณอาจรอด ไม่มีเวลาสนใจความกลัวแล้วตอนนี้ ยืดหน้าอกขึ้น หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ คุณกำลังเผชิญหน้ากับเสือ ย่อเข่าลงเล็กน้อย พร้อมขยับ กางแขนและมือสองข้างของคุณออก คุณกำลังใช้ความใหญ่ของคุณให้เป็นประโยชน์ คุณหายใจเข้าช้าๆ ออกช้าๆ ตาจ้องตาเสือ จิตนิ่ง เคลื่อนไหวมือที่กางออกไปอย่างช้าๆ รู้ตัวทุกขณะ ว่าคุณกำลังมีสติขณะเคลื่อนไหว คำรามในคอเบาๆด้วยความมั่นใจและด้วยสติที่แน่วแน่ สนใจแต่ขณะจิตนี้ ไม่สนใจขณะจิตหน้า รู้แต่ว่าวินาทีต่อจากนี้ไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณก็ตัดสินใจสนองตอบช็อตต่อช็อต นี่แหละคือเทคนิคใจดีสู้เสือ จะว่าเป็นการแสร้งทำเป็นเข้มแข็งก็ไม่เชิงนัก เป็นการใช้ความเข้มแข็งทั้งหมดที่เรามีในยามวิกฤติมากกว่า  

     3..ถามว่าหมอสันต์เห็นว่าสถานการณ์อย่างลูกของคุณมีโอกาสจะเรียนแพทย์ไม่จบสักแค่ไหน ตอบว่า ปีหนึ่งสอบได้เกรด 3 ปีสองสอบได้เกรด 2 ปีสามสอบได้เกรด 1 แถมติด F อีกสองตัว โอกาสเรียนจบอยู่ในระดับ..ลูกผีลูกคนครับ ถ้าแก้ F สองตัวนี้ไม่ได้ก็..ปิ๋ว..ว ถ้าแก้ได้ก็เท่ากับได้ระฆังหมดยกช่วย มีโอกาสได้ไปลุ้นอีกทีตอนปีสี่

     4. ถามว่าจะพูดกับลูกยังไงให้เขามีกำลังใจฮึดสู้ ตอบว่าก็พูดแบบสอนให้คนทำใจดีสู้เสือนั่นแหละครับ แต่ว่าคำสอนอย่างเดียวไม่พอ ลูกของคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมมาก ผมแนะนำว่าคุณควรทำสิ่งต่อไปนี้เพิ่มด้วย

     4.1 ปลดความคาดหวังออกจากบ่าของลูกด้วย เพราะลำพังการเรียนการสอบก็สาหัสอยู่แล้ว แต่การต้องแบกความคาดหวังของพ่อแม่และคนรอบข้างนี้สาหัสกว่า วิธีปลดความคาดหวังก็คือตัวคุณต้องเลิกคาดหวังให้ได้จริงๆก่อน แล้วสื่อสารให้ลูกรู้ ให้ลูกสบายใจ ว่าทำสุดฝีมือไปเถอะ ข้างหน้าจะได้จะตกอย่างไรพ่อแม่รับได้ทั้งนั้น

     4.2 ปลดความยึดถือผูกพันลงไปเสียด้วย การที่เห็นลูกเป็นทุกข์แล้วเราก็แสดงความทุกข์ให้ลูกเห็นด้วย ภาษาจิตแพทย์เขาเรียกว่าเป็นสถานะการณ์ “อารมณ์ซ้อนอารมณ์” ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่จะซ้ำเหงาให้คนใกล้บ้า กลายเป็นบ้าไปจริงๆ

     4.3 สิ่งที่ลูกต้องการตอนนี้ไม่ใช่แค่การสนับสนุนทางจิตใจ แต่การเรียนของเขามีปัญหามากเสียจนต้องการการช่วยเหลือเรื่องการเรียนด้วย คุณหรือสามีจะต้องหาทางช่วยเรื่องการเรียนของเขา ขอดูคะแนนรายวิชา รับฟังปัญหา คิดหาทางช่วยแก้ไข ตัวเองช่วยไม่ได้ก็ไปหาคนอื่นที่ช่วยได้มาช่วย เช่นไปขอพบหารือกับอาจารย์ที่ปรึกษาของลูก ไปเสาะหาคนที่ช่วยการเรียนของลูกได้มาช่วย เช่นญาติพี่น้องที่เรียนแพทย์หรือเป็นหมอ หรือแม้กระทั่งจ้างนักเรียนแพทย์รุ่นพี่สักคนให้เข้ามาช่วย เป็นต้น  

     5. ถามว่าถ้าจบด้วยเกรดต่ำ จะมีทางต่อเฉพาะทางได้ไหม ตอบว่า โถ..คุณแม่ขา เอาเรื่องของวันนี้ก่อนได้ไหม อย่างไกลที่สุดเอาแค่ขอให้เขาได้รอดขึ้นปีสี่ก่อนดีไหม เอาทีละช็อต อย่าข้ามช็อตไปไกลถึงจบแพทย์แล้วจะอย่างไรต่อเลย มันผิดหลักชีวิตข้อที่ว่าให้อยู่กับปัจจุบัน

     6. ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่ลูกเรียนแย่เพราะไม่เคยชินกับการเรียนที่เนื้อหามากจนรับไม่ไหว หรือว่าสมองลูกมีไม่ถึงพอที่จะเรียนแพทย์ หรือหมอสันต์คิดว่ามีสาเหตุจากอะไร ตอบว่าเป็นไปได้ทั้งนั้นแหละครับ สาเหตุมีได้ร้อยแปด และส่วนใหญ่เป็นการประชุมแห่งเหตุ การจะรู้ได้ต้องตะล่อมคุยกับตัวลูกเอง คุยเพื่อนของลูก คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาของลูก หรือแม้กระทั่่งพาลูกไปคุยกับจิตแพทย์ เป็นต้น การค้นหาสาเหตุเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือเมื่อรู้สาเหตุแล้วควรรีบช่วยแก้ไขทันที ควรจะแก้ตั้งแต่เมื่อเทอมแรกที่รู้ว่าผลการเรียนเริ่มแย่ลง

     7. ถามว่าถ้าสมองไม่พอควรไปเรียนอย่างอื่นแทนดีไหม  ตอบว่าตอนนี้อย่าเพิ่งคิดไปถึงโน่นเลยครับ ตอนนี้มาโฟกัสที่การแก้ปัญหาการเรียนก่อนดีกว่า ถ้าแก้ไม่สำเร็จ ถูกรีไทร์แน่นอนแล้วค่อยมาคิดถึงการไปเรียนอย่างอื่นก็ยังไม่สาย

     พูดถึงการมีอาชีพ อาชีพอะไรก็ดีเหมือนกันหมดแหละครับ ขอให้เป็นสัมมาอาชีพเถอะ การเกิดมาเป็นคนนี้ประเด็นสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การจะมีอาชีพอะไร แต่อยู่ที่การรู้วิธีใช้ชีวิตให้ตัวเองมีความสุขหรือเปล่ามากกว่า

     นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
.........................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 1

     ขออนุญาติแชร์ประสบการณ์ครับ ผมเรียนผ่านปี 1-3 มาด้วยเกรด GPAX 3.8 ไม่มีปัญหาด้านการเรียนเลยแม้แต่นิด แต่พอขึ้นปี 4 เจอปัญหาเรื่องอื่นจนสุดท้ายก็มากระทบกับการเรียน เริ่มเรียนไม่รู้เรื่อง หัวช้า ฟังไม่ทัน ปฎิบัติไม่รอดจนสูญเสียความมั่นใจสุดๆ และWithdraw ไป 2 ครั้ง รวมถึงมาเป็น mdd กับ anxiety อย่างหนัก ไม่ว่าจะกินยาก้แล้ว ทำจิตบำบัดก็แล้ว ท้ายที่สุดผมเสีย self esteem ไปจนหมดสิ้น ถึงขนาดยื่นขอจบปี 4 ด้วยซ้ำ ผมคิดด้วยซ้ำว่าผมมันโง่ วิชาหมอเรียนไม่สนุกเลย ไม่เหมาะกับเรา ยากเกินไป ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เคยชอบมัน(บ้าง) สุดท้ายผมก็ตัดสินใจดรอป 1 ปี ตอนนั้นผมคิดว่าชีวิตคงหมดหนทางเดินต่อแล้ว เรียนมาตั้ง4ปี จะไปเริ่มใหม่ก็ลำบาก เนื้อหามัธยมก็ลืมซะหมดจะไปเอ็นใหม่ก็ยาก ผมเข้าใจความคิดคุณแม่ยครับว่ารู้สึกหมดอนาคตมันเป็นยังไง ช่วงที่ดรอปผมโชคดีมากที่ผมกล้าตัดสินใจไปสมัครงานpart time เป็นreceptionist ที่hostel

     หลังจากที่ดรอปมานอนให้เวลาผ่านไปวันๆ ผมเริ่มเรียนรู้ใหม่ จากอะไรที่ทำไม่ได้ก็เริ่มทำได้(ถึงการเรียนหมอมันยากกว่ามาก) มันก็เหมือนกับการเรียนหรือการทำอะไรก็ตามที่แม้ว่ามันจะยาก แต่ถ้าเราทำมันไปเรื่อยๆทีละนิดมันก็ดีขึ้นได้ ซึ่งผมก็ได้ยินประโยคนี้มานานแต่พึ่งมาเข้าใจด้วยตัวเองไม่นานมานี้ (ถึงแม้เวลามันจำกัดมากก็ตามในระบบการเรียน แต่หมอเขาให้เรียนตั้ง12 ปีนะครับ) ผมเริ่มไปออกกำลังกายทุกวัน จากร่างกายอ่อนแอสุดๆก็กลับมาแข็งแรงมากๆได้ สุดท้ายผมก็หยุดยา mdd และanxiety กลับมาเป็นคนเดิมๆที่มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และมีทัศนคติต่อโลกที่ดีขึ้นด้วย และกำลังจะกลับไปเรียนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าครับ

     ผมบอกไม่ได้ว่าผมจะกลับไปเรียนรอดหรือเปล่า แต่หลังจากผมออกมาจากโรงเรียนแพทย์จากเดิมที่คิดว่าเรียนไม่จบที่นี้ชีวิตจะตายแล้วแน่หมดหนทาง แต่พอผมไปทำ hostel เจอผู้คนมากขึ้น คุยกับคนมากขึ้น ผมรู้แล้วว่าจริงๆแล้วชีวิตมันยังมีหนทางอีกมาก ถึงแม้เรียนหมอไม่ไหว แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตมันจะจบแค่นั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์ และนักจิตวิทยา ผมคิดว่าน่าจะดีถ้าน้องได้ปรึกษานักจิตวิทยาครับ สาเหตุที่เรียนได้ไม่ดีมีมากมาย สมาธิ ความสนใจ ความถนัด เทคนิกการเรียน แต่ทุกสาเหตุมีทางออกครับ

............................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 2

     ตอนผมสอบติดแพทย์แล้วเข้าเรียนแพทย์ สิ่งที่แม่ผมกลัวที่สุดนั้นไม่ใช่กลัวผมเรียนไม่จบครับ แต่แม่กลัวว่าผมจะเรียนไม่ไหวจนเครียดแล้วเป็นบ้าไป แม่กลัวที่สุดคือกลัวผมบ้า ท่านก็มักบอกผมเสมอว่าเรียนไม่ไหวไม่เป็นไรนะ อย่าเครียดจนเป็นบ้าละกัน ผมเลยเรียนแบบสบาย ๆ ไม่ต้องแบกความคาดหวังของพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา แล้วผมก็เรียนจนจบแบบสบาย ๆ ผมก็เลยเรียนไปด้วย ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปด้วย มีเพื่อนคณะต่าง ๆ มากมาย ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่ชีวิตมีคสามสุขที่สุด ทุกวันนี้ยังคิดขอบคุณ คุณแม่คนดีที่หนึ่งเลย

.........................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 3

     ชอบคำตอบคุณหมอ และความปรารถนาดีของทุก comment นะคะ แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นความทุกข์ใจของคุณแม่ที่คิดว่าลูกเรียนไม่ไหวเพราะสาเหตุต่างๆที่คุณแม่คาดว่า หรือกังวลว่าเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้หรือไม่คะว่าการเรียนที่ตกต่ำลงเกิดจากสาเหตุอื่น เช่นลูกไม่ได้อยากเรียนหมอตั้งแต่แรก แต่เรียนดีมาตลอดจึงคิดว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะ อย่างที่คุณแม่คิดว่าถ้าไม่มีวิชาแพทย์ปกป้องแล้วลูกจะลำบาก หรือลูกอาจจะอยากเรียนทีแรกแต่เรียนไปแล้วอาจพบว่าไม่ใช่สิ่งที่ชอบ หรืออาจมีปัญหาส่วนตัวที่คิดไม่ตก อะไรต่างๆที่ไม่ใช่เรียนไม่ไหวนะคะ คุณแม่ลองคุยหาสาเหตุก่อนดีไหมคะ อาจจะเข้าใจเรื่องราวและแก้ไขได้ถูกทางค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ และต้องขอโทษด้วยถ้าออกความเห็นไปโดยข้อมูลไม่ครบถ้วนค่ะ
............................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 4

     นอกเหนือจากที่คุณหมอสันต์ท่านแนะนำแล้ว ดิฉันว่าควรพาลูกชายไปพบจิตแพทย์ด้วยค่ะ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นบ้าอะไรนะคะ แต่การไปพบจะช่วยทางด้านจิตใจ ให้เขาได้ระบายหรือพูดคุยสิ่งที่เป็นความทุกข์ในใจ อย่างน้อยจิตแพทย์ก็เป็นผู้ที่เรียนเหมือนเขา เรียนหนัก เรียนยาก ต้องใช้ความพยายามสูง จะเข้าใจเขา เพราะเคยเดินผ่านเส้นทางแสนโหดนั้นมาแล้ว ลองดูนะคะ เผื่อว่าเขาจะปรับเปลี่ยนตัวเองไปในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นกำลังใจให้ค่ะ
.........................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 5

     ดิฉันเป็นป้า เจอปัญหาเดียวกะคุณ ครั้งแรกในชีวิต ที่หลานสอบไม่ผ่าน ดิฉันก็จะบอกว่า ป้าก็เคยสอบตกนะ แนะนำให้อ่านหนังสือร่วมกับเพื่อนเป็นกลุ่ม บางทีเราอาจเข้าใจไม่ถูกต้อง เพือนๆก็ช่วยเราได้ หลานก็กลัวเกรดไม่ดี ไม่ได้เรียนต่อเฉพาะทาง ดิฉันก็บอกว่า หมอบางคนเกียรตินิยม แต่ทำงานไม่ได้เรือง และเวลาคนไข้มาหาหมอ ไม่เคยถามว่า หมอได้เกรดเท่าไร ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เอาแค่ให้สอบผ่านก่อน เรื่องอื่นๆไม่ต้องคิด คุณแม่ควรให้กำลังใจ ทุกครั้งที่หลานสอบ จะโทรมาขอคำอวยพร ดิฉันเป็นกำลังใจให้นะคะ
..................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 6

     บอกคุณลูกนะค้า เรียนแค่ผ่านทําให้เต็มที่ได้แค่ใหนแค่นั้นแม้จะซ่อม ก็ค้องซ่อมไม่แปลกเลย ได้2.00 แม่ก็ดีใจแล้ว บอกลูกไปเลยว้าแม่ไม่ได้คาดหวังว่าลูกต้องได้เกียตินิยม แค่ผ่านแม่ก็ดีใจ
แล้วลูกจะไม่เครียดเรียนสบายเพราะไม่มีแรงกดจากพ่อแม่ ทั้งๆที่ใจของพ่อแม่วิตกกังวลแทนลูก แต่ต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าเรื่องเรียนธรรมดา เราเรียนแค่ผ่านทําเต็มที่แล้ว แม้ตกก็ไม่แปลก คนอื่นๆเขาก็ตกกัน
ลูกจะรู้สึกสบายใจที่พ่อแม่ไม่คาดหวังในตัวลูก จากประสบการณ์นะค้า ขอให้โชคดีค้า

..................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 7

     ได้เรียนรู้ปรัชญาชีวิตจากบทความนี้มากมาย ขอบคุณอาจารย์มากๆนะคะ ขอฝากกำลังใจให้คุณแม่และน้องด้วยค่ะ เรียนเก่งจนสอบเข้าได้ขนาดนี้ น้องต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้แน่ๆ ^^ 

     สำหรับคนเป็นครูและนักแปลอย่างหนู ทั้งๆที่เป็นคนสอนวิชาการให้ลูกศิษย์ แต่ในทางกลับกัน ตัวหนูเองก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากลูกศิษย์ในทุกๆวันนะคะ ลูกศิษย์หลายคนเรียนวิชาการเก่ง เรียนรู้เร็วและเข้าใจง่าย ทุกคนเชื่อว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีอนาคตและอาชีพการงานที่ดีแน่ๆ 

     ในขณะที่ลูกศิษย์บางคนเรียนได้แค่ปานกลางหรืออ่อน แต่เด็กๆกลุ่มนี้ หนูคิดว่าพวกเขายังมีความฉลาดทางอารมณ์มากกว่าหนูเสียอีกนะคะ เด็กๆกลุ่มนี้มักไม่ค่อยอ่อนไหวกับเรื่องต่างๆ พวกเขาเข้ากับใครๆได้ง่ายไม่ว่าจะรุ่นเดียวกัน รุ่นน้อง หรือผู้ใหญ่กว่า เด็กๆกลุ่มนี้มักให้ความรักผูกพันกับเพื่อนและครูมากกว่า พวกเขาแม้จะเรียนเพียงปานกลาง แต่เป็นที่รักของคนรอบข้าง พวกเราที่เป็นครูจึงมักเอ็นดูและพร้อมจะช่วยเขาเสมอ หนูเชื่อว่าเมื่อโตขึ้นเด็กๆกลุ่มนี้ก็จะมีทางเดินชีวิตของตัวเองเช่นกันค่ะ 

     แต่สิ่งที่หนูตั้งคำถามกับตัวเองก็คือเด็กสองกลุ่มนี้ กลุ่มไหนกันแน่ที่จะมีความสุขในชีวิตมากกว่ากัน และแม้ว่าหนูจะพยายามทำงานให้ดีให้สำเร็จ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่หนูหวังให้ตัวเองมีกลับเป็นความสุขสงบในใจมากกว่า

     ในที่สุดหนูเชื่อว่าน้องจะพบทางเดินของตัวเองได้ และที่ปลายทางนั้นจะมีความสุขของน้องรวมอยู่ด้วย


ขอเอาใจช่วยทั้งคุณแม่และน้องนะคะ ^^
.........................................