26 กุมภาพันธ์ 2558

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มีผู้แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอ
ตัวฉันอายุ 70 ปี มีปัญหานอนไม่หลับและเวียนหัวอาเจียนเป็นลม แต่ลึกๆคือฉันมีความกังวลเรื่องลูกสาวซึ่งเพิ่งอายุได้ 42 ปี เป็นคนดูแลธุรกิจของครอบครัว แล้วอยู่ๆก็ถ่ายมีเลือดปน ไปส่องกล้องแพทย์จึงพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้ทำผ่าตัดแล้ว มีไปทีต่อมน้ำเหลือง 1 ต่อมด้วย เธอบอกว่าตัวเธอเป็นระยะที่ 3 แล้ว ฉันไม่แสดงออกให้ลูกๆเห็นว่าฉันเครียดหรือกังวล แต่มันอยู่ในอกลึกๆ ถ้าอยู่คนเดียวมันก็จะค่อยๆโผล่ขึ้นมา ฉันเองเป็นนักปฏิบัติธรรม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปลูกผักทานเอง ฉันได้พยายามบอกตัวเองให้ยอมรับ แต่ก็รู้ว่าความเครียดนี้ยังฝังอยู่ในส่วนลึกและคอยโผล่ขึ้นมาเสมอๆ จนรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองจะเป็นจะตายก็แขวนอยู่กับการเจ็บป่วยของลูกสาวคนนี้นี่แหละ ฉันอยากปรึกษาคุณหมอว่า ถ้าลูกเป็นระยะที่ 3  แสดงว่าเธอจะอยู่ได้อีกไม่นานใช่ไหม เธอจะอยู่ได้อีกกี่ปี โรคนี้เป็นโรคพันธุกรรมใช่ไหม แสดงว่าพี่ๆน้องๆของเธอมีโอกาสเป็นมากกว่าคนอื่นใช่หรือไม่ คนที่หวังดีบอกว่ามียาที่แพทย์แผนปัจจุบันท่าน ชื่อ น.พ. ..... ได้ทำวิจัยไว้ โดยมีข้อมูลว่า ... เป็นผู้มอบหมายให้ไปวิจัยยาต้านมะเร็ง ขายชุดละประมาณแสนกว่าบาท มันมีโอกาสที่ยาแบบนี้จะช่วยได้ไหม จะให้กินควบคู่กับยาเคมีบำบัดของแพทย์ได้ไหม และฉันจะช่วยลูกสาวได้อย่างไร

.........................................

ตอบครับ

     1. ถามว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคกรรมพันธุ์ใช่ไหม ตอบว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่เกิดจาก “การผสมกันแห่งเหตุ” อย่างน้อยที่วงการแพทย์รู้ก็มีสาเหตุสามกลุ่มใหญ่ร่วมผสมโรงกัน คือ
(1) พันธุกรรม
(2) อาหาร และ
(3) การอักเสบของลำไส้ใหญ่

     ดังนั้นพันธุกรรมเป็นเพียงสาเหตุเล็กๆส่วนหนึ่ง และเมื่อเอาข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งหมดมาวิเคราะห์ พบว่าที่มีหลักฐานการเป็นมะเร็งในบรรพบุรุษสายตรงมีเพียง 10% เท่านั้นเอง ดังนั้นพันธุกรรมจึงเป็นเพียงเหตุหนึ่งในบรรดาเหตุทั้งหลายครับ

     2. ถามว่าถ้าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 จะอยู่ได้นานกี่ปี ตอบว่าตามสถิติการพยากรณ์โรค ผู้ป่วยระยะที่ 3 ที่ได้รับการรักษาตามวิธีในปัจจุบันนี้จะมีอัตรารอดชีวิตในห้าปีข้างหน้าเท่ากับ 60% หมายความว่าอีกห้าปีข้างหน้า ถ้าไปดักดูผู้ป่วยที่วินิจฉัยวันนี้ว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 จำนวน 100 คน จะเหลือรอดไปถึงห้าปีข้างหน้า 60 คน ซึ่งก็ดีกว่าระยะที่สี่ที่มีอัตรารอดในห้าปีเพียง 10% การนับอัตรารอดชีวิตคนป่วยมะเร็งนี้ในทางการแพทย์นิยมนับกันทีละ 5 ปีเท่านั้น

     3. ถามว่ายารักษามะเร็งที่วิจัยไว้โดยแพทย์ผู้แอบอ้างว่าเบื้องสูงมอบหมายให้วิจัยนั้นดีไหม ผมตอบแยกเป็นสองประเด็นนะครับ

     ประเด็นที่หนึ่ง การแอบอ้างว่าเบื้องสูงมอบหมายให้ทำการวิจัยนั้น ผมตอบได้เพียงแต่ว่าแพทย์ที่เอายาเถื่อนที่ตัวเองผลิตเองมาขายให้ชาวบ้านโดยอ้างที่มาอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นแพทย์ที่ไร้จริยธรรมของวิชาชีพแพทย์ คุณอย่าได้ไปหลงเชื่อหรือส้องเสพสมาคมกับคนแบบนั้นเลยครับ มีแต่จะเปลืองตัวเปล่าๆทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะขึ้นชื่อว่าคนขี้โกงเปรียบไปก็เหมือนถ่าน ติดไฟอยู่ถูกมือก็ร้อนพอง ดับเย็นแล้วถูกมือก็เปื้อนดำ
     คือการเป็นแพทย์แผนปัจจุบันนี้ หมายถึงการต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์และมีจริยธรรมของนักวิทยาศาสตร์ด้วย การจะผลิตยาอะไรขึ้นมาลองใช้กับคนไข้ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการวิจัยที่เปิดเผยและเป็นไปหลักวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน ผลการทดลองนั้นสรุปได้ว่าชั่วดีถี่ห่างอย่างไรก็ต้องตีพิมพ์ไว้ในวารสารการแพทย์ให้คนรุ่นหลังเอาไปใช้ประโยชน์หรือเอาไปวิจัยต่อยอดได้ หากจะจำหน่ายยานั้นให้ผู้ป่วย ก็ต้องนำผลวิจัยไปขอขึ้นทะเบียนยานั้นกับอย. การที่แพทย์คนไหนก็ตาม ปั๊มยาอะไรก็ไม่มีใครรู้จักชื่อขึ้นมาขายให้คนไข้ แบบว่าเป็นยาผลิตส่วนตั๊ว ส่วนตัว หน้าซองยาก็ไม่ยอมเขียนว่าชื่อสามัญของสารออกฤทธิ์ (generic name) ของยานั้นคืออะไร แล้วขายให้คนไข้เอาไปกินเพื่อรักษาโรค การทำอย่างนี้เป็นการประกอบโรคศิลป์ที่ผิดวิธี (malpractice) ผิดทั้งกฎหมาย ผิดทั้งจริยธรรม ท่านผู้อ่านบล็อกหมอสันต์จะเชื่อแพทย์แบบนั้นหรือไม่ขอให้ท่านพิจารณาดู

     ประเด็นที่สอง ยารักษามะเร็งที่ผลิตในเมืองไทย รวมทั้งสมุนไพรที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นยาแพทย์แผนไทยไว้แล้วด้วย  ณ ขณะนี้ยังไม่มีตัวไหนที่มีผลวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าสามารถรักษาหรือลดอัตราตายของมะเร็งชนิดใดๆลงได้แม้แต่ตัวเดียว แต่อย่าเข้าใจผมผิดว่าผมต่อต้านการลองกินสมุนไพรนะครับ เปล่าเลยผมไม่ได้ต่อต้านการที่ผู้ป่วยมะเร็งจะทดลองกินยาหรือสมุนไพรหรืออาหารเพื่อรักษามะเร็ง ผมเชียร์ให้ทำอย่างนั้นด้วยซ้ำ แต่ผมแนะนำให้ทำภายใต้เงื่อนไขสองข้อคือ

     (1) สิ่งนั้นมีข้อมูลความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ เช่น สมมุติว่าเป็นเห็ด ก็ต้องเป็นเห็ดที่ชาวบ้านเขากินกันอยู่ประจำแล้วไม่เห็นมีใครตาย อย่างนี้ก็พอถือว่ามีความปลอดภัยเชื่อถือได้  ถ้าเป็นสมุนไพรก็ต้องรู้ให้ได้ว่ามันมาจากพืชชนิดไหน พืชนั้นกินได้จริงหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นยาลูกกลอนอันนี้ต้องระวังหนัก จะให้ดีส่งไปให้กรมวิทย์วิเคราะห์ก่อนก็ดี เพราะยาลูกกลอนรักษามะเร็งจำนวนมากพอตรวจแล้วก็พบว่าเป็นการเอาผงยาสะเตียรอยด์ (steroid) มาปลอมเป็นยาลูกกลอน ถ้าเอามากินควบกับยาเคมีบำบัดก็มีหวังภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกกดจนเป็นเหตุให้มะเร็งแพร่กระจายหนักขึ้นไปอีก

     (2) เป็นของที่ไม่ได้ขายเอาเงินในราคาแพงบ้าเลือด อาหารหรือยาโดยทั่วไปธรรมดามันต้องขายกันในราคาระดับเป็นสิบเป็นร้อยบาท อะไรก็ตามที่เอามาขายกันในราคาเป็นหมื่นเป็นแสนบาทขอให้ท่านวินิจฉัยไว้ก่อนว่าเป็นการหลอกเอาเงินเสมอ

     4. ถามว่าคุณจะช่วยลูกสาวได้อย่างไร ตอบว่านอกเหนือจากการผ่าตัดและการให้เคมีบำบัด ซึ่งได้ทำไปหมดแล้ว ข้อมูลทางการแพทย์บ่งชี้ว่าสิ่งที่อาจจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และอาจจะช่วยลดการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับคนทั่วไป  ได้ มีดังต่อไปนี้ คือ

     4.1 ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาที่ได้จากการศึกษาแบบย้อนหลังบ่งชี้ว่าคนกินเนื้อแดง(เนื้อหมู เนื้อวัว) และกินไขมันจากสัตว์ (นม เนย ขีส) มาก เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก  ขณะที่คนกินผักผลไม้มาก กินอาหารมีกากมาก จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อย ดังนั้นการชักชวนให้เธอปรับอาหารมาเป็นอาหารพืชเป็นหลัก จึงน่าจะเป็นผลดีต่อเธอ

     พูดถึงเรื่องนี้  ผมจะเล่าเรื่องจริงเรื่องหนึ่งให้ฟัง เมื่อสองวันก่อนมีเพื่อนเก่าสมัยเป็นนักเรียนมัธยมมาเยี่ยมผมที่มวกเหล็ก ภรรยาของเขาซึ่งอายุหกสิบกว่าแล้วได้ตามสามีมาด้วย เธอเล่าว่าเธอเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ผ่าตัดมาสิบหกปีแล้ว ตอนเป็นใหม่ๆเธอนอนกอดลูกน้อยร้องไห้ทุกวันเพราะกลัวตายทิ้งลูก เธอรู้สึกว่าคนจนเขาไม่เห็นเป็นมะเร็งกันเลยแต่ทำไมเธอซึ่งมีฐานะดีมีความรู้ดีต้องเป็นมะเร็ง และด้วยความกลัวตายเธอก็ลงมือปรับการกินของตัวเองโดยหันไปกินผักหญ้าอะไรก็ตามที่เป็นผักพื้นบ้านแปลกๆที่ชาวบ้านจนๆเขากินกันได้เธอก็กินหมดทุกอย่าง วิธีกินก็ลวกแล้วตัดเป็นท่อนใส่ถาดเบ้อเร่อแล้วเอาตะเกียบคีบกินโดยไม่ต้องคำนึกถึงว่ามันอร่อยหรือไม่ แบบว่ากินเพราะกลัวตาย ทุกวันนี้ก็ยังทำแบบนี้อยู่ ซึ่งการทำอย่างนั้นมันให้ผลดีต่อสุขภาพของเธอเกินคาด อย่างน้อยเธอบอกว่าคนผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่รพ.สวนดอกรุ่นเดียวกับเธอสมัยโน้นไปกันหมดแล้ว แต่เธอยังอยู่แบบหายจากโรคซะด้วย แถมถ้าเธอไม่บอกว่าอายุหกสิบกว่าผมก็คงคิดว่าเพื่อนผมไปได้เมียที่รุ่นอ่อนกว่าตัวเองสักสิบปี

     4.2 คนอ้วน เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนไม่อ้วน หากเธออ้วนหรือดัชนีมวลกายสูงกว่าปกติ การชักชวนให้ลดน้ำหนักน่าจะเป็นผลดีต่อเธอ

     4.3 คนไม่ออกกำลังกาย เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนออกกำลังกาย ตัวคุณเองก็เป็นคนชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว การชักจูงลูกสาวให้ปรับแผนการใช้ชีวิตไปในทิศทางที่มีการออกกำลังกายให้ถึงระดับมาตรฐานสม่ำเสมอทุกวัน ก็จะเป็นผลดีแก่เธอ

     4.4 คนสูบบุหรี่ คนที่ดื่มแอลกอฮอล์เกินวันละ 30 กรัม เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนไม่สูบ หรือไม่ดื่มมาก ถ้าเธอสูบหรือดื่มอยู่ เลิกเสียได้ก็น่าจะดี

     4.5 ข้อมูลระบาดวิทยาย้อนหลังพบว่าคนกินโยเกิร์ตมากเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยกว่าคนไม่กินโยเกิร์ต การให้เธอกิ นโยเกิร์ตบ้าง ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย และอาจเป็นผลดีต่อเธอ

     4.6 อันนี้อาจไม่ใช่สำหรับตัวเธอโดยตรง แต่สำหรับพี่ๆน้องๆของเธอ คือผลวิจัยใหม่ที่ทำที่สวีเดน เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์เมื่อไม่นานมานี้ เขาตามคนขยันส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ขยันตัดติ่งเนื้อ (adenoma) ทิ้ง จำนวน 40,826 คน ตามดูนาน 8 ปี พบว่าคนที่ขยันส่องตรวจลำไส้ใหญ่ถ้าพบติ่งเนื้อก็ตัดทิ้งทุกครั้ง จะมีอัตราป่วยและตายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยกว่าคนไม่ส่องไม่ตัดถึง 35% (mortality ratio 0.75 : 1.16) ดังนั้นการไล่ให้พี่น้องที่มีพันธุกรรมเดียวกันทุกคนไปส่องตรวจลำไส้ใหญ่ ถ้าเจอติ่งเนื้อก็ตัดออก และขยันทำซ้ำทุก 10 ปี ก็จะเป็นประโยชน์แก่พี่ๆน้องๆของเธอ

     อันนี้เป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับสถิติของรัฐบาลอเมริกันซึ่งพบว่าการขยันส่องก้น เอ๊ย..ไม่ใช่ ขยันส่องตรวจลำไส้ใหญ่และขยันตัดติ่งเนื้อตามรอบ (ทุกสิบปี) สามารถลดอัตราตายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ลงได้ถึง 50% สถิตินี้ท่านผู้อ่านทั่วไปก็นำไปใช้ได้ด้วย กล่าวคือทุกวันนี้วงการแพทย์มีมาตรฐานว่าการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้ผลดีที่สุดคือการให้คนอายุ 50 ปีขึ้นไปทุกคนส่องตรวจลำไส้ใหญ่และตัดติ่งเนื้อ(ถ้ามี)ออกทุกสิบปี ดังนั้นท่านผู้อ่านที่อายุ 50 ปีขึ้นแล้วยังไม่เคยส่องก้น เอ๊ย..ส่องกล้องก็ไปส่องเสีย

     4.6 ข้อมูลวิจัยฝึกสติลดความเครียด (MBSR) ในผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิดรวมกันพบว่ากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่ฝึกสติลดความเครียดจะมีคุณภาพชีวิตดีกว่า ทนอาการของมะเร็งได้ดีกว่า มีภาวะแทรกซ้อนของโรคน้อยกว่า และใช้ยาบรรเทาอาการรวมทั้งยาแก้ปวดน้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้ฝึก ดังนั้นการชักนำให้ลูกสาวคุณฝึกสติเพื่อลดความเครียดก็อาจจะมีประโยชน์ต่อเธอ

     ข้อมูลเรื่องที่ว่าสติมีประโยชน์ต่อคนเป็นมะเร็งนี้ สอดคล้องกับผลวิจัยพฤติกรรมการทำงานของเม็ดเลือดขาวในห้องแล็บ คือปกติเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่จับกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมรวมถึงจับกินเซลมะเร็งที่เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นในร่างกายเราด้วย คือเซลร่างกายเรานี้มันมีเป็นพันล้านเซล แต่ละเซลก็แบ่งตัวออกลูกทุกวัน ในจำนวนลูกที่ได้นี้ บางตัวก็จะกลายพันธ์ไปเป็นเซลเพี้ยนแต่ว่าออกลูกเพี้ยนๆต่อไปได้ (mutation) นั่นก็คือเซลมะเร็ง เซลมะเร็งเกิดขึ้นที่โน่นที่นี่ในร่างกายเป็นประจำ แต่เม็ดเลือดขาวลาดตระเวณเห็นเข้าก็จับกินหมด งานวิจัยในห้องแล็บพบว่าความเครียดส่งผลให้เม็ดเลือดขาวไม่ยอมจับกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมรวมทั้งเซลมะเร็ง ขณะที่ความสบายใจรื่นเริงบันเทิงใจส่งผลให้เม็ดเลือดขาวขยันจับกินสิ่งแปลกปลอม ดังนั้นหากอนุมาณเอาจากพฤติกรรมของเม็ดเลือดขาวในห้องแล็บนี้ไปใช้ การทำใจให้รื่นเริงบันเทิงใจอยู่เสมอเป็นการรักษามะเร็ง ขณะที่การตกอยู่ในภาวะเครียดเป็นการฟอร์มโรคมะเร็งขึ้นมาในตัว

     5. ผมตอบคำถามคุณหมดแล้วนะ ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผม ส. ใส่เกือก ตอบให้เอง คือผมจะพูดถึงประเด็นที่ตัวคุณมีความกังวลกับการเจ็บป่วยของลูกสาวจนตัวเองป่วยตาม ประมาณว่าทุกวันนี้ความเป็นความตายของลูกสาว คือชีวิตจิตใจของคุณ ถึงกับตั้งธงว่าถ้าลูกสาวเป็นอะไรไปท่าทางตัวคุณเองก็คงจะไปด้วย

     สำหรับผม คนป่วยตอนนี้คือตัวคุณ ไม่ใช่ลูกสาวของคุณ โรคของคุณคือความเครียด สาเหตุของความเครียดคือการเจ็บป่วยของลูกสาว นั่นเป็นสาเหตุที่มองเห็นชัดๆนะ แต่ในวิชาการจัดการความเครียดสมัยใหม่สาเหตุที่แท้จริงอยู่ที่ในตัวคุณ ไม่ได้อยู่นอกตัวคุณ หมายความว่าการที่ลูกสาวของคุณป่วยเป็นเรื่องนอกตัว ไม่ใช่เหตุที่ทำให้คุณป่วยด้วยความเครียด แต่การที่คุณสนองตอบต่อการป่วยของลูกสาวแบบผิดวิธีต่างหากที่เป็นสาเหตุของความเครียดของคุณ งงไหมเนี่ย แปลไทยให้เป็นไทยก็คือว่าการจะแก้ปัญหาของคุณ อย่าไปยุ่งอะไรกับลูกสาว คุณต้องฝึกสติเพื่อหัดรับรู้การเปลี่ยนแปลงต่างๆรอบตัว (รวมทั้งการป่วยของลูกสาว) แบบรับรู้เฉยๆ รับรู้แล้วเฉย ไม่ไปคิดต่อยอดว่าจะโน่นจะนี่จะนั่น นี่เป็นหลักการใหญ่ในการแก้ปัญหาของคุณนะ วิธีการในทางปฏิบัติคุณไปลองเองก็แล้วกัน


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.     Løberg M, Kalager M, Holme Ø, et al. Long-term colorectal-cancer mortality after adenoma removal. N Engl J Med. Aug 28 2014;371(9):799-807. [Medline].
  1.  Desch CE, Benson AB 3rd, Somerfield MR, et al. Colorectal cancer surveillance: 2005 update of an American Society of Clinical Oncology practice guideline. J Clin Oncol. Nov 20 2005;23(33):8512-9.[Medline].
  2. Meyerhardt JA, Niedzwiecki D, Hollis D, et al. Association of dietary patterns with cancer recurrence and survival in patients with stage III colon cancer. JAMA. Aug 15 2007;298(7):754-64. [Medline].
  3. Aune D, Chan DS, Lau R, et al. Dietary fibre, whole grains, and risk of colorectal cancer: systematic review and dose-response meta-analysis of prospective studies. BMJ. Nov 10 2011;343:d6617. [Medline]. [Full Text].
  4. Pala V, Sieri S, Berrino F, et al. Yogurt consumption and risk of colorectal cancer in the Italian European prospective investigation into cancer and nutrition cohort. Int J Cancer. Dec 1 2011;129(11):2712-9.[Medline].
  5. Tsoi KK, Pau CY, Wu WK, Chan FK, Griffiths S, Sung JJ. Cigarette smoking and the risk of colorectal cancer: a meta-analysis of prospective cohort studies. Clin Gastroenterol Hepatol. Jun 2009;7(6):682-688.e1-5. [Medline].
  6. Cho E, Lee JE, Rimm EB, Fuchs CS, Giovannucci EL. Alcohol consumption and the risk of colon cancer by family history of colorectal cancer. Am J Clin Nutr. Feb 2012;95(2):413-9. [Medline]. [Full Text].
  7. Yuhara H, Steinmaus C, Cohen SE, Corley DA, Tei Y, Buffler PA. Is diabetes mellitus an independent risk factor for colon cancer and rectal cancer?. Am J Gastroenterol. Nov 2011;106(11):1911-21; quiz 1922.[Medline].
  8. Jacobs ET, Ahnen DJ, Ashbeck EL, Baron JA, Greenberg ER, Lance P, et al. Association between body mass index and colorectal neoplasia at follow-up colonoscopy: a pooling study. Am J Epidemiol. Mar 15 2009;169(6):657-66. [Medline].
  9. Rex DK, Johnson DA, Anderson JC, Schoenfeld PS, Burke CA, Inadomi JM. American College of Gastroenterology guidelines for colorectal cancer screening 2009 [corrected]. Am J Gastroenterol. Mar 2009;104(3):739-50. [Medline]. [Full Text].
  10. Levin B, Lieberman DA, McFarland B, et al. Screening and surveillance for the early detection of colorectal cancer and adenomatous polyps, 2008: a joint guideline from the American Cancer Society, the US Multi-Society Task Force on Colorectal Cancer, and the American College of Radiology. CA Cancer J Clin. May-Jun 2008;58(3):130-60. [Medline].
  11.  Sargent D, Sobrero A, Grothey A, O'Connell MJ, Buyse M, Andre T, et al. Evidence for cure by adjuvant therapy in colon cancer: observations based on individual patient data from 20,898 patients on 18 randomized trials. J Clin Oncol. Feb 20 2009;27(6):872-7. [Medline].
  12.  Kabbinavar FF, Hurwitz HI, Yi J, Sarkar S, Rosen O. Addition of bevacizumab to fluorouracil-based first-line treatment of metastatic colorectal cancer: pooled analysis of cohorts of older patients from two randomized clinical trials. J Clin Oncol. Jan 10 2009;27(2):199-205. [Medline].


20 กุมภาพันธ์ 2558

ย่ำต๊อกฝั่งธนฯ

     เพื่อนโทรศัพท์มาชวนว่าตรุษจีนรถในกรุงเทพน่าจะว่าง ไปย่ำต๊อกฝั่งธนฯกันไหม ผมตอบว่าดีเหมือนกันเพราะสำหรับคนแก่อะไรก็ตามที่ทำให้ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวล้วนดีทั้งนั้น

     เราขับรถตู้ขนาดเล็กไปกันหกคน แม้จะเป็นเช้าวันตรุษจีนแต่รถก็ไม่ใช่ไม่ติดนะ เพียงแต่เราไม่บ่น เพราะ "ที่นี่..กรุงเทพฯ" เราขับเข้าไปทางฝั่งธนฯ เข้าถนนเจริญนคร แล้วเข้าไปในตรอกแคบแบบรถเข้าได้ทีละคันโดยห้ามสวนกันเด็ดขาด แต่ก็กว้างพอไม่ถึงกับต้องหุบหูรถ ผ่านชุมชนห้องแถวเล็กๆชิดสองข้างถนนซอย ผ่านซุ้มประตูคอนกรีตแบบสมัยเก่่าแต่ซ่อมแซมใหม่ แล้วเข้าไปจอดในที่จอดรถซึ่งเหลือที่จอดอยู่หนึ่งที่พอดี

   ยังไม่ทันจอดรถก็รู้สึกแล้วว่าที่นี่มีความพิเศษ เป็นซอกมุมหนึ่งของเมืองกรุงเทพฯที่มีความโรแมนติกแนวตะวันตก ที่ตรงนี้เรียกกันว่า "สวนสมเด็จย่า" มองผ่านประตูทรงโคโลเนียลเข้าไปเห็นทางเดินผ่านต้นไม้ใหญ่สีเขียวครื้มตัดกับบรรยากาศจ๊อกแจ๊กจอแจที่ถนนเจริญนครยามเช้าและตรอกซอกซอยแน่นขนัดด้วยห้องแถวที่เราเพิ่งขับผ่านมาหมาดๆ ผมรู้สึกสดชื่นสบายใจตั้งแต่นาทีแรกที่เดินเข้าสวนนี้ ต้องขอขอบคุณ คุณเล็ก นานา ที่ได้บริจาคที่ดินสี่ไร่ทำสวนนี้ ความสำคัญอยู่ที่สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่ตรงตามบันทึกของสมเด็จย่าว่าเป็นบ้านที่ท่านเคยอยู่ตอนเด็ก อันที่จริงในบันทึกนั้นซึ่งคัดลอกมาไว้ที่สวนนี้ด้วยเล่าว่าที่ทรงเรียกว่าบ้านนั้นความจริงมันเป็นการเช่ากำแพงเขาอยู่แบบเรือนแถวชั้นเดียว หมายความว่าครอบครัวของคนจนสมัยนั้นจะไปเช่าอยู่นอกกำแพงรั้วของคนมีเงิน ที่เก็บค่าเช่านั้นมีแต่มีแต่กำแพงกับเพิงหลังคาจากที่อยู่ด้านนอกกำแพงให้นิดหน่อยเท่านั้นนะ  ส่วนไม้พื้น และไม้
ห้องครัวก็คือฝากำแพง
ฝาผู้เช่าต้องหามาเอง บ้านที่ว่านี้กทม.ได้จำลองบ้านที่เคยประทับเท่าของจริงขึ้นมาใหม่ไว้ในสวนนี้ด้วย ทรงเล่าว่าห้องครัวก็คือฝากำแพงนั่นแหละ อาบน้ำก็ตุ่มที่หน้าบ้าน แต่เวลาจะสุขาต้องไปสุขากลางหมู่บ้านที่สร้างเป็นห้องปิดเหนือคลอง ซึ่งเป็นสุขาที่ "สะอาดและไม่มีกลิ่น"
อาบน้ำก็ตุ่มน้ำหน้าบ้านนั่นแหละ

     อ่านถึงตรงนี้แล้วก่อนที่ท่านผู้อ่านจะจินตนาการว่าเจ้าของบันทึกนี้จะมีแคแรคเตอร์เป็นอย่างไร ขอให้ดูพระฉายาลักษณ์สมัยที่ทรงเป็นนักเรียนพยาบาลศิริราชอายุ 16 ปีที่ผมเอาลงให้ดูนี้ก่อน ย้ำ..นี่เป็นพระรูปที่ฉายตอนทรงเป็นนักเรียนพยาบาลแบบสามัญชนคนธรรมดาๆนะ ก่อนหน้าที่จะได้เป็นนักเรียนทุนไปเรียนที่บอสตันตั้งหลายปี
สมเด็จย่าตอนเป็น
นักเรียนพยาบาลศิริราช

     นอกจากสวนแห่งนี้จะมีอะไรให้ดู ให้ความรู้ และทำให้ได้หวนระลึกถึงพระราชกิจของสมเด็จย่าแล้ว ยังเป็นสวนที่มีบรรยากาศร่มรื่นในแนวคลาสสิกอีกด้วย
เพราะสวนล้อมรอบด้วยกำแพงอาคารเก่าที่ได้รับการสงวนไว้อย่างน่าชม มีเก้าอี้ขาวชุดหนึ่งตั้งไว้ให้นั่งริมกำแพงเก่าที่ปูนลอกเห็นอิฐเป็นบางส่วน ขณะเดียวกันก็มีต้นเฟิร์นและตะไคร่ขึ้นจับเขียวครื้มให้บรรยากาศขณะนั่งเล่นดีมาก

     เดินไปตามทางเดินในสวนจะผ่านประตูซึ่งตอนแรกนึกว่าเป็นซุ้มกำแพงธรรมดา แต่ที่ไหนได้ ทับหลังซุ้มกำแพงนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นรากต้นไทรขนาดเท่าเสาไฟฟ้าตีคู่กันมาสองอันทำหน้าที่ยันกำแพงสองข้างทางเดินไว้แทนทับหลังประตู


      เราเดินออกจากสวนสมเด็จย่าทางประตูหลัง ไปเยี่ยมชมศาลกวนอูซึ่งอยู่ติดกับสวน ศาลแห่งนี้ฟังว่าเป็นศาลกวนอูที่เก่าที่สุดในกรุงเทพฯ คือมีอายุกว่า 277 ปีเลยทีเดียว แต่สิ่งที่เรียกร้องความสนใจผมไม่ใช่เทพกวนอู หากเป็นภาพปูนปั้นเล่าเรื่องไว้เหนือทับหลังประตูข้างศาล สอบถามหาคนที่รู้เรื่องไปสองสามคนจึงพบตัวจริง ซึ่งเป็นอาคันตุกะชาวจีนผู้มาเยี่ยมศาลในวันตรุษจีนท่านหนึ่งนั่นเอง ท่านเล่าว่านี่เป็นเรื่องราวของทีกงป่า เรื่องมีอยู่ว่าทีกงป่าเป็นคนเก่ง ไปเรียนกับครูเสื้อเขียวก็เรียนเจนจบวิชาของครูในเวลารวดเร็ว ไปเรียนกับครู
บ้านเศรษฐีราชาน้ำปลา ทั่งง่วนฮะ
เสื้อแดงก็เจนจบวิชาของครูในเวลาอันรวดเร็ว จนสำคัญตนว่า "กูแน่" ตบตีครูจนครูสู้ไม่ได้ ในที่สุดฟ้าดินทนดูไม่ได้ก็จึงลงโทษให้หัวหลุดจากบ่า เดือดร้อนถึงครูต้องปลอมเป็นนกอะไรสักอย่างมาหิ้วเอาหัวไปเพราะหัวคนที่ซ่าขนาดนี้หากตกถึงพื้นดินจะทำให้แผ่นดินแยกทีเดียว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าสำคัญตนเองว่าเก่งเกินคนอื่นเขาหมด มิฉะนั้นฟ้าดินจะลงโทษเอา (ผมเปล่าว่าใครนะ เล่าตามที่ได้ยินมาเฉยๆ) ผมเห็นสัตว์ตัวหนึ่งอยู่ด้านขวาของฉากจึงถามว่ามันคืออะไร ท่านอาวุโสผู้ทรงภูมิเล่าว่านั่นคือกิเลน ซึ่งเป็นสัตว์ประเภทเกิดมาพร้อมกับความหลงตัวเองว่า "กูแน่" เหมือนกัน คือหลงตัวเองว่ามีอะไรไม่เหมือนสัตว์อื่นอยู่ห้าอย่าง ได้แก่เขา เล็บ เกล็ด หาง และอะไรอีกอย่างจำไม่ได้แล้ว สรุปว่ากิเลนเนี่ยก็ไม่ใช่ตัวดี ผมก็เพิ่งรู้เนี่ยแหละ
   
     ที่ข้างศาลกวนอูนี้มีบ้านส่วนตัวของเศรษฐีจีนในอดีตอยู่หลังหนึ่งซึ่งเก๋ายิ่งกว่าบ้านเศรษฐีที่ผมเคยเห็นที่ตลาดน้อยเสียอีก น่าจะเก๋าที่่สุดในกรุงเทพแล้ว ทราบว่าเป็นของเศรษฐีโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ ซึ่งสร้างในสมัย ร. 3 ปกติเขาไม่เปิดให้คนเข้าชม แต่เพื่อนของผมเธอไปขอเข้าชมกับสาวทายาทเจ้าของบ้าน เธอมาชะโงกดูเห็นเป็นตาแก่ที่ไม่น่าจะมีปัญญาขโมยของเก่าเธอไปขายได้จึงยอมให้เข้าชม เราต้องต่อคิวกันเดินขึ้นชมบ้านทีละคนเพราะความเก๋าของบ้านหากขึ้นไปหลายคนอาจจะพังลงมา
ความคลาสสิกมีอยู่แม้ในพื้นไม้

ความคลาสสิกของบ้านหลังนี้ปรากฏอยู่ทุกซอกทุกหลืบของบ้าน แม้กระทั่งลายพื้นกระดานไม้สักก็ถูกกาลเวลากัดลึกจนเสี้ยนไม้โผล่เป็นเส้นสวยงามนัก พวกเราชมบ้านหลังนี้เสร็จและกลับออกมาได้โดยสวัสดิภาพโดยไม่มีใครต้องซ่อมข้อตะโพก


พอเปิดประตู ลมเย็นของ
เจ้าพระยาก็พรูเข้ามา
   เจ้าของบ้านเห็นเราเป็นผู้ชมที่เจี๋ยมเจี้ยมเรียบร้อย จึงชวนเราไปชมบ้านหลังหน้าที่อยู่ริมแม่น้ำซึ่งสร้างตอนต้นสมัยร.6 เรารับคำชวนด้วยความยินดี บ้านหลังหน้านี้เป็นบ้านไม้สักทั้งหลังสองชั้นทาสีเขียวไข่กา ชั้นล่างของบ้าน เป็นสำนักงานของกิจการน้ำปลาซึ่งนำน้ำปลาที่บรรจุขวดมาขึ้นเรือที่นี่แล้วกระจายออกไปให้ลูกค้า มีเคาน์เตอร์ทำธุรกิจที่อุปกรณ์ทำธุรกิจสาระพัดเช่นลูกคิด โทรศัพท์โบราณ วิทยุแปดหลอด ทายาทของบ้านยังเก็บรักษาไว้อย่างดี ที่ริมผนังมีหิ้งวางโชว์น้ำปลารุ่นต่างๆที่ผลิตขึ้น ตรงใต้บันไดไม้ขึ้นชั้นสองมีนาฬิกาเก่าสูงเท่าตัวคนตั้งอยู่หนึ่งเรือน เข้าใจว่าใช้การไม่ได้แล้ว ประตูด้านหน้าบ้านเป็นบานไม้สักแบบบานเฟี้ยมพับไปพับมา พอเจ้าของบ้านเปิดบานเฟี้ยมได้แค่บานเดียว แสงสว่างจ้าจากข้างนอกก็สาดเข้ามาจนต้องหยีตาและลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยาก็พรูเข้ามา ตามมาด้วยเสียงเรือหางและเรือกลไฟในแม่น้ำเจ้าพระยาดังขรม เราตามเจ้าของขึ้นไปชมชั้นสอง เธอเปิดให้ดูช่องที่เจาะบนพื้นซึ่งเมื่อเปิดออกแล้วจะเป็นช่องสี่เหลี่ยมมองเห็นข้างล่าง เธอเล่าว่าในวัยเด็กเธออาศัยช่องนี้คอยตรวจเช็คว่าแขกที่มาทำธุรกิจข้างล่างกลับไปกันหรือยัง เธอและพี่ๆจะได้ลงมาวิ่งเล่นข้างล่างได้
อาคารหลังที่กำลังซ่อม

ผู้ช่วยอิหม่ามใจดี
     เราลาทายาททั่งง่วนฮะย่ำต๊อกต่อไปเพื่อไปชมมัสยิดกูวติล หรือสุเหร่าตึกแดง อาคารของสุเหร่าหลังหนึ่งซึ่งคลาสสิกมากกำลังได้รับการซ่อมแซมอยู่อย่างขมักเขม้น ผู้ช่วยอิหม่ามใจดีช่วยเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมัสยิด  ดูท่านจะจดจำตอนเอาสุดยอดโคมระย้ามาจากยุโรปได้ดีเป็นพิเศษและเล่าได้อย่างละเอียด ท่านเล่าว่าโคมระย้านี้เป็นของสูงค่าที่ส่องแสงเรืองรองระยิบระยับดีมาก
โคมระย้าเรืองรอง
ความภูมิใจของผู้เล่า
มัสยิดได้มาสองอัน อันหนึ่งเอาไปติดตั้งที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท อีกอันเอาติดตั้งที่มัสยิดนี้
     ออกจากมัสยิดเราไปอาศัยจอดรถที่ลานนอกโกดังขนาดใหญ่ข้างบ้านของตระกูลหวั่งหลี ที่หน้าบ้านของต้นตระกูลหวั่งหลีนี้เป็นสนามหญ้าสีเขียวริมแม่น้ำแห่งเดียวที่โล่งตาไม่มีการปลูกสร้างคอนโด ข้างบ้านเป็นโกดังริมน้ำขนาดใหญ่มาก มีกว้านสำหรับจอดเรือขนสินค้าขนาดใหญ่ หลังโกดังเป็นห้องแถวที่พักอาศัยของกรรมกรโกดังในอดีต มองเผินๆดูเหมือนจะรกรุงรัง แต่ถ้ามองให้ดีก็จะเห็นความคลาสสิกของสิ่งปลูกสร้างแห่งนี้ ผมมั่นใจว่าอีกไม่นานสถานที่แห่งนี้จะต้องถูกปรับปรุงไปเป็นอะไรสักอย่างที่จ๊าบและน่าชมอย่างแน่นอน

     ห้องแถวเรือนพักอดีตกรรมกรโกดังนี้เป็นรูปตัวยูรอบลานริมแม่น้ำขนาดใหญ่ โดยที่ชั้นบนของห้องแถวช่วงหนึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นศาลเจ้าแม่ทับทิม ฟังว่าเพื่อให้กุลีจีนที่เดินทางมากับเรือค้าขายได้แวะสักการะเมื่อเรือเทียบท่า ศาลเจ้าแม่ทับทิมแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นห้องแถวธรรมดาที่ระเบียงทาสีเหลืองแปร๊ด เมื่อห้อยโคมแดงเป็นทิวแถวแล้วดูเด่นสะดุดตา

     เราจอดรถทิ้งไว้ที่ลานกุดังเพื่อไปเดินค้นหาต้นกร่างขนาดใหญ่ เพราะได้ยินมาว่าที่ต้นกร่างนี้มีค้างคาวแม่ไก่อาศัยอยู่ ผ่านต้นไม้ใหญ่ไปสองสามต้น ถามคนงานในละแวกนั้นคนหนึ่งก็ได้ความว่าต้นนี้แหละ แต่ว่าค้างคาวไม่มีแล้ว ไม่รู้มันไปไหนหมด แถมอีกคนหนึ่งเล่าเสริมว่าเพื่อนของผมชอบเอามากิน พวกเรายังไม่ละความพยายาม จึงเดินไปเสาะหาอีก ผ่านบ้านโบราณหลังหนึ่งเขียนประตูเข้าว่าเลขที่ 18 แต่เข้าไปไม่ได้เพราะปิดไว้ แล้วเราก็ไปพบต้นกร่างใหญ่อีกต้นหนึ่ง ถามเด็กชายอายุราวสิบสองขวบที่นั่นว่าค้างคาวอยู่ที่นี่หรือเปล่า เขาตอบว่า

"..อยู่ที่นี่แหละครับ แต่ว่ามันจะมากันตอนค่ำ" เพื่อนของผมถามว่า

"แล้วตอนนี้มันไปไหนละ" เขาตอบว่า

"ไม่รู้ครับ คงเข้าถ้ำหมดมั้ง" เพื่อนของผมถามว่า
ชมพู่หนึ่งลูก ที่เท้าของรูปปั้นอาจารย์
หมอฝน (แสงสิงแก้ว)

"หนูเอามันมากินหรือเปล่า" เขาตอบว่า

"ผมปล๊าว"

     เราเดินทางกันต่อไปยังโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อไปชมบ้านหมอคาทิวส์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นพิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หรือโรงพยาบาลหลังคาแดงนั่นเอง ต้องขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้าจึงจะเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ เราได้คิวเข้าชมบ่ายโมงครึ่ง ขณะที่รอคิว ผมเดินไปถ่ายรูปรอบๆบ้าน ทั่วบริเวณร่มครื้มด้วยต้นไม้ใหญ่ขนาดสองคนโอบซึ่งได้รับการรักษาไว้อย่างดี มีรูปปั้นอาจารย์ นพ.ฝน แสงสิงแก้ว ปูชนียบุคคลของวงการจิตเวชไทย ที่เท้าของรูปปั้นมีคนเอาชมพู่ลูกสวยๆวางบรรณาการท่านไว้หนึ่งลูก อาจจะเป็นของฝากจากคนไข้ก็ได้ ข้างหลังรูปปั้นมองเห็นหน้าต่างทรงโกธิกของบ้านหลังนี้ซึ่งเคยเป็นบ้านของเจ้าคุณทหาร

     พนักงานที่พาเราเข้าชมชื่อ "คุณนุ่น" เธอน่ารักและทำหน้าที่ได้ดีมาก เธอเล่าว่าที่เขาเรียกโรงพยาบาลหลังนี้ว่าหลังคาแดงก็เพราะตอนทาสีหลังคาที่ร้านขายสีมีแต่สีแดง ก็เลยได้ทาแต่สีแดง ก็เลยกลายเป็นโรงพยาบาลหลังคาแดงตั้งแต่นั้น เขียนมาถึงตอนนี้นึกถึงสมัยผมเด็กๆมีเพลงอย่างเพลงหนึ่งซึ่งร้องว่า

     "...  โอ้ กานดากลับมาหาพี่เถิด
อย่าเตลิดหลีกลี้หนีไกล
โอ้ พี่รักเจ้ามากแค่ไหน
พี่ยังยกให้ไร่ตั้งสองตารางวา

บ้านของเรามันก็ไม่ใหญ่ไม่โต
เป็นตึกบังกาโลแต่ยังไม่มุงหลังคา
เจ้าอยู่ไม่ได้ใช่ไหมแก้วตา
จึงจากพี่ยาไปอยู่หลังคาสีแดง

พี่เที่ยวตามหาไม่เจอขวัญตาซักที
กรุงเทพเดี๋ยวนี้มันมีแต่สีแหละแสง
พี่เดินรันทดหมดเรี่ยวหมดแรง
ตามหาแม่ไอ้แดงซิยังไม่เห็นจะเจอ.."
อ่างรักษาจิตหลอนด้วยการมัด
แช่น้ำร้อน สลับกับแช่น้ำเย็น


     คุณนุ่นพาเราเข้าชมในบ้านของหมอคาร์ทิวส์ซึ่งตอนนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว เป็นบ้านที่โอ่อ่าอัครถานสมกับเป็นบ้านของเจ้าคุณทหาร ห้องที่ผมสนใจมากที่สุดก็คือห้องประวัติศาสตร์ของการรักษาคนบ้าในอดีต ซึ่งแสดงวิธีรักษาคนมีจิตหลอนด้วยวิธีแปลกๆ เช่น มัดลงแช่น้ำร้อนสลับกับน้ำเย็น เรียกว่าเหมือนพาสเจอไรส์นมสดเลยเชียว อีกวิธีหนึ่งคือมัดกับเตียงสานแล้วเอาน้ำราด เตียงสานเมื่อโดนน้ำก็จะหดตัวทำให้คนไข้ถูกรัดแน่นขึ้นๆๆ ไม่หายบ้าก็ให้มันรู้ไป อีกวิธีหนึ่งคือจับใส่เสื้อ เสื้อในที่นี้ก็คือคุกเคลื่อนที่นั่นเอง เพราะเอามือสองข้างใส่ไว้ในเสื้อแล้วมัดข้างนอกเสื้อไม่ให้กระดิกกระเดี้ย อีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานสากลทั่วโลกคือจับขังดื้อๆ
วิธีมาตรฐาน..จับขัง

     คุณนุ่นเล่าว่าการรักษาคนจิตหลอนทั้งหมดนั้นต่อมาถูกแทนที่ด้วยวิธีจับช็อกไฟฟ้าหมด คือเอาขั้วไฟฟ้าติดไว้ที่ขมับคนไข้ แล้วปล่อยไฟฟ้าช็อกให้คนไข้ชักแด๊กๆๆๆ เพื่อให้หายอาละวาดหรือให้ลืมอดีตอันขมขื่นซะ ที่พิพิธภัณฑ์นี้มีห้องห้องหนึ่งตั้งแสดงเครื่องช็อกสมองด้วยไฟฟ้ารุ่นต่างๆโดยเฉพาะด้วย
ไม่ใช่เครื่องเสียงนะ แต่เป็น
เครื่องช็อกสมองด้วยไฟฟ้า

     ที่ชั้นสองเราเดินชมมาถึงห้องหนึ่งซึ่งมีช่องเจาะเพดานขึ้นไปที่ชั้นสาม พวกเราถามว่ามีบันไดขึ้นไปดูไหม คุณนุ่นตอบว่าพูดแล้วหนูขนลุก ข้างบนเป็นที่เก็บกระดูกของคนสกุลบุนนาคซึ่งเป็นเจ้าของตึกนี้ เธอกระซิบเบาๆแบบกลัวใครจะได้ยินด้วยว่าเคยมีคนเห็นท่านเจ้าคุณที่บนระเบียงบ้านนี้ด้วย..ย

   
   
เซียนที่วัดจีจีนเกาะ
 เราย่ำต๊อกไปเยี่ยมวัด "จีจีนเกาะ" ซึ่งเป็นวัดจีนมีเจดีย์จีนแปดเหลี่ยมแปดชั้นสีแดงฉานสูงเสียดทะลุยอดไม้ ที่ชั้นสองของตัววัดสร้างเป็นถ้ำและมีเซียนตั้งอยู่หลายองค์ ผมนับได้หกองค์ จากถ้ำเซียนนี้เราสามารถเดินอ้อมไปข้างหลังเพื่อปีนขึ้นไปยังชั้นสาม ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นทัศนียภาพรอบๆได้ชัดขึ้น รวมทั้งมองเห็นบ้านต้นตระกูลหวั่งหลีซึ่งได้รับการดูแลบริเวณอย่างสวยงาม
ป้อมปัจจามิตร

      จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังปากคลองสาน ตรงนี้เป็นที่ตั้งของป้อมปัจจามิตร ซึ่งเป็นที่วางทหารไว้ป้องกันศัตรูที่จะมาทางน้ำ ตัวป้อมเป็นเชิงเทินกำแพงหนามาก หนาประมาณหนึ่งเมตร


เสาสัญญาณปากแม่น้ำ
   ส่วนที่ใกล้ๆกับป้อมนี้เป็นที่ตั้งของเสาธงซึ่งสูงมาก สูงที่สุดในประเทศไทยก็คงจะว่าได้ เสาธงนี้ฟังว่าใช้เป็นที่ให้สัญญาณสำหรับเรือที่จะเข้าออกแม่น้ำเจ้าพระยา
บ้านที่ปากคลองสาน

    ตรงปากคลองสานนี้ มองไปทางไหนก็มีแต่คอนโดสูงเสียดฟ้า ไม่ว่าฝั่งโน้นหรือฝั่งนี้ของแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ว่าตรงริมฝั่งซ้ายมือของปากคลองสานเอง มีบ้านหลังหนึ่งที่ยังคงเอกลักษณ์ของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น ผมแอบดูที่ใต้ถุนบ้านมีชุดน้ำเกลือสำหรับทำดีท๊อกซ์ห้อยอยู่ด้วย เข้าใจว่าเจ้าของคงจะเป็นฮาร์ดคอร์เรื่องสุขภาพคนหนึ่ง อย่างไรก็ตามผมแอบถ่ายรูปบ้านมา ด้วยความชื่นชมที่ไม่ยอมแพ้แก่พวกคอนโดมิเนียม

     เรายังย่ำกันไม่จบเลย แต่ผมหมดแรงเขียนเสียแล้ว วันนี้ขอจบแค่นี้นะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์



   

11 กุมภาพันธ์ 2558

ด่านแรกของกระบวนการสร้างศัลยแพทย์

สวัสดีครับอาจารย์สันต์

ผมเริ่มมาติดตามบล็อกอาจารย์สักพัก เห็นว่ามีบางช่วงก็มาตอบปัญหาสุขภาพจิตของบรรดาแพทย์ ช่วงนั้นก็คิดว่าจะปรึกษาดีไหม แต่ลองปล่อยๆเวลาดูสักพัก เผื่อจะมีอะไรดีขึ้นหรืออะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
เริ่มเลยผมเป็น resident ปี 1 ของศัลยกรรมทั่วไปของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งครับนี่ก็ผ่านไปแล้ว 8 เดือน ที่เลือกมาเรียนเพราะชอบในศาสตร รู้สึกเข้าใจง่าย ตัวเองก็พอจะมั่นใจในการทำหัตถการพอใช้ได้ระดับหนึ่ง รวมกับความเป็นศิลปะในวิชา แต่ประสบการการผ่านศัลยกรรมในช่วงเป็นนักเรียนแพทย์กับเรสิเด้นรู้สึกมันต่างกันเลยครับ มันมีความเหนื่อยในงานอะไรต่างๆบางอย่างก็เสียเวลามากโดยใช่เหตุกว่าเรสิเด้นอื่นๆ บรรยากาศก็ค่อนข้างแย่กว่าตอนผมไปวนนอกหน่วยต่างๆ เช่นออโถ พลาสติกหรือขนาด cvt รู้สึกบรรยากาศการทำงานมันดีกว่ามาก พี่ๆทำงานง่าย อาจจะเป็นเพราะว่าผมเป็นคนนอกเค้าอาจจะไม่เอาอะไรมาก ตอนแรกๆก็หดหู่ไม่อยากทำอะไรเลย เค้าว่าผ่านไปได้ 100 วันจะดีขึ้น มันก็ดีขึ้นนะ จนถึงตอนนี้ก็เริ่มชินแล้ว แต่พึ่งมาเจอเรื่องกระทบใจ รู้สึกเป็นเรื่องงี่เง่าๆของชีฟเด้น หลายๆสิ่ง จริงๆเหนื่อยกายมันก็พอไหว แต่เหนื่อยใจบางทีมันท้อเหมือนกันครับ ทุกวันนี้ผมพาลคิดไปว่าทำไมมันน่าเบื่ออย่างนี้ อีกหน่อยเป็นชีฟไม่ยิ่งกว่านี้หรอ แก่ตัว อายุ 59 แล้วตัองเจอตามในเวรตอนตี 4 อีกหรอ จะมัวเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไมยอมแพ้ออกไปดีกว่าไหม อีก 3 ปีมันช่างยาวนาน เพื่อนๆออกไปเอกชนไปสกินรวยไปแล้ว แต่ว่าในเวรเวลามีแอพเพนดิกให้ทำผมก็ยังรู้สึกสนุกอยู่บ้างครับถ้าไม่ต้องมาคิดเรื่องพวกนี้
สรุปถึงตอนนี้ผมโทษระบบครับ ที่ไม่ตรงกับlifestyle ทั้งๆที่ชอบในศาสตร์ เรื่องคนบ้าง แต่คนก็คงเป็นไปเพราะระบบจัดเอาไว้อย่างเบียดเสียด ไม่รู้จักอลุ่มอล่อย่างมีเหตุผล ซึ่งผมคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ก็คงต้องย้อนกลับมาเปลี่ยนตัวเองให้อยู่กับมันให้ได้ หรือจากไปอย่างสงบ ซึ่งยากมากที่จะเลือกเพราะถ้าจากไปก็ไม่รู้จะไปเรียนอย่างอื่นก็คงยากไหนจะเรื่องหนี้อีก แต่อยู่ต่อไปมันก็คือชีวิตทั้งชีวิต ในตอนนีเองก็ยังมีแรงก็อยากจะทำประโยชน์ก่อน แต่ก็กลัวว่าตอนหมดแรงแล้วเราจะไม่เหลืออะไรเลยทั้งสุขภาพทั้งเงิน
อยากปรึกษาอาจารย์ดูเห็นว่าอาจารย์เองก็เป็นศัลยแพทย์ โดยเฉพาะเป็น cvt อีก แต่เห็นอาจารย์เปลี่ยนแนวกระทันหัน ไม่รู้ว่าผมต้องรอจนวันนั้นเหมือนอาจารย์ก่อนไหมแล้วค่อยเปลี่ยนแนว เวลาผมปรึกษาเพื่อนๆส่วนมากก็จะเป็นเพื่อนต่างแผนกเค้าก็ให้คำแนะนำได้แต่เหมือนไม่ตรงเป้าเท่าไหร่แต่ละคนก็ตอบในแนวตัวเองเหมือนเค้าไม่ได้เจอด้วยกะตัวเองส่วนเพื่อนในภาคนี่ ผมไม่กล้าเลยจะปรึกษาครับถ้ามีข่าวหลุดว่าเราจะออกนี่เรื่องใหญ่ทุกคนจะรุมรักรุมรั้งไว้เกินเหตุ5555
ขอบคุณครับ
...................................................

ตอบครับ

     ก่อนตอบคำถามคุณหมอ ผมขอนิยามศัพท์เพื่อให้ท่านผู้อ่านประจำของบล็อกนี้อ่านบทความนี้แบบรู้เรื่องรู้ราวไปด้วย มิฉะนั้นจะถูกประท้วงว่าไหนว่าบล็อกนี้มีไว้เป็นคู่หูสุขภาพของคนแก่ แต่ทำไมเอาอะไรก็ไม่รู้ที่อ่านไม่รู้เรื่องมาลง

     เรสิเด้นท์ (resident) แปลว่าแพทย์ประจำบ้าน หมายถึงแพทย์ที่เรียนจบหลักสูตรแพทย์ (พบ.)แล้ว ไปทำงานเป็นแพทย์ทั่วไปตามบ้านนอกคอกนามาแล้ว (ส่วนใหญ่ 2-3 ปี) แล้วมาเข้าทำงานเป็นหมอประจำแผนก ในโรงเรียนแพทย์ นานประมาณ 3-5 ปี ในคำว่าแพทย์ประจำบ้าน "บ้าน" ในที่นี้ก็คือ "แผนก" หรือ "วอร์ด" หรือ "ตึก" ที่มีคนป่วยด้วยโรคในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเพียงสาขาเดียวนอนเรียงอยู่เป็นตับ ในกรณีของคุณหมอท่านนี้ก็คือสาขาศัลยกรรมทั่วไป จะเห็นว่าโดยชื่อเรียกตำแหน่งแล้ว ต้นกำเนิดของอาชีพนี้เขาคาดหมายว่าเจ้าไม่ต้องออกไปไหน กิน นอน ขับถ่าย อยู่ใน "บ้าน" นั่นแหละ เรียกใช้เมื่อไหร่ ก็ให้โผล่ศีรษะมาได้เมื่อนั้น
     ออโถ (orthopedic) หมายถึงสาขาศัลยกรรมกระดูก
     พลาสติก (plastic & reconstructive surgery) หมายถึงสาขาศัลยกรรมตกแต่ง
     CVT (cardio vascular & thoracic surgery) หมายถึงสาขาศัลยกรรมหัวใจหลอดเลือดและทรวงอก
     สกิน (skin หรือ dermatology) หมายถึงการทำเวชปฏิบัติในสาขาโรคผิวหนัง ซึ่งมักจะรวมไปถึงการทำคลินิกเพื่อความสวยความงามด้วย
     ชีฟเด้น (chief resident) หมายถึงหัวหน้าแพทย์ประจำบ้าน ซึ่งเป็นแพทย์ประจำบ้านปีสุดท้ายก่อนจบซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการดูแลคนไข้ในแผนกทั้งมวลภายใต้การกำกับของอาจารย์ ปกฺติความรับผิดชอบของชีฟเรสิเด้นท์จะรวมไปถึงการเป็นผู้ช่วยหรือเป็นหูเป็นตาแทนอาจารย์ในการฝึกสอนอบรมสั่งสอนให้เรสิเด้นท์รุ่นน้องๆได้เติบโตไปเป็นศัลยแพทย์ที่ดีด้วย
     แอพเพนดิก (appendix)  แปลว่าไส้ติ่ง แต่ในที่นี้หมายถึงไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งเป็นจ๊อบของแพทย์ประจำบ้านน้องใหม่ปีที่ 1. ต้องเข้าไปจัดการผ่าตัดแก้ไข
     เด้นท์เม็ด (medical resident) แปลว่าแพทย์ประจำบ้านสาขาอายุรกรรม

เอาละทีนี้เรามาคุยกันถึงปัญหาของคุณหมอ

     ก่อนอื่น เมื่อคุณหมอเข้ามาอยู่ "ภายใน" ของโลกศัลยกรรมแล้ว สิ่งแรกที่เราจะต้องเรียนเมื่อไปอยู่ภายในของสังคมไหนก็คือกฎกติกา โดยเฉพาะกฎที่ไม่ได้เขียนเป็นตัวหนังสือของสังคมนั้น ศัลยกรรมมีกฎที่ไม่ได้เขียนอยู่สามข้อ คือ

    กฎข้อที่ 1. ศัลยกรรมเป็นโลกของคนอีโก้สูง ทุกคนเป็นโรค "กูแน่" หรือไม่ก็ระลึกชาติได้ว่าข้านี้เป็นเทวดากลับชาติมาเกิด

     อันนี้ผมพูดถึงตามโลกทัศน์ของคนที่อยู่ข้างในเท่านั้นนะ คนที่อยู่ข้างนอกไม่เกี่ยว คนนอกบางคนอย่างพวกเด้นท์เม็ด เขาถือว่าศัลยกรรมเป็นสังคมของพวก "เจ๊กขายหมู" (butchers) หมายความว่าคนในโลกใบนั้นมีมันสมองและความชำนาญในการใช้มีดแล่หรือเถือเทียบเท่าเจ๊กขายหมู ซึ่งเขาว่าอย่างนั้นก็ช่างเขา เราไม่สน เพราะเขาไม่เกี่ยวอะไรกับปัญหาในหมู่พวกเราที่เราจะคุยกันวันนี้

     ประเด็นของผมคือคนทีอีโก้สูง มิชชั่นหลักในชีวิตของเขาคือการคอยพยุงอีโก้นั้นไว้ไม่ให้ร่วงต่ำหรือถูกตื๊บ การพยุงอีโก้ตัวเองไม่ให้หล่น บางครั้งก็ต้องเหยียบอีโก้ของคนอื่นไว้ หรืออย่างนุ่มนวลที่สุดก็เขย่งอีโก้แข่งกันว่าของใครสูงกว่า ถ้าคุณเข้าใจกลไกพื้นฐานทางจิตอันนี้ คุณก็จะทำใจกับพฤติกรรมของคนในสังคมศัลยกรรมได้ ว่า..อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

     กฎข้อที่ 2. คนมาใหม่ทุกคนคือควาย จนกว่าเขาหรือเธอจะพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่ใช่ หมายความว่าแม้จะเจ็บแต่ก็ต้องไม่ร้อง เพราะควายเวลาม้นเจ็บมันจะร้อง โบราณถึงได้มีวลีว่า "ร้องเหมือนควายถูกเชือด" ไง แต่คนที่เจ็บแล้วไม่ร้อง ก็แสดงว่าได้พิสูจน์แล้วว่าตัวเองไม่ใช่ควายในโลกศัลยกรรม

     การถูกตราหน้าว่าเป็นควาย เป็นการบ่อนทำลายความนับถือตัวเอง (self esteem) ของคนเราที่แรงและชงัดมาก การสูญเสียความนับถือตัวเอง นำไปสู่ความรู้สึกถดถอย (regression) และตามติดมาด้วยภาวะซึมเศร้า (depression) แล้วยิ่งมาเกิดกับคนพันธุ์อีโก้สูงซึ่งมิชชั่นในชีวิตคือต้องคอยพยุงอีโก้ของตัวเองไว้ให้สูงทัดเทียมกับระดับที่ตัวเองตั้งสมมุติฐานไว้ โอ้โฮ มันเป็นอะไรที่มีการพยากรณ์โรคแย่มากทีเดียว นี่เป็นด่านแรกของกระบวนการสร้างศัลยแพทย์ซึ่งหลายคนติดด่านนี้แล้วผ่านไปไม่ได้ ผมเองก็เคยติดอยู่ที่ด่านตรงนี้สมัยปีแรกที่ไปเป็นแพทย์ประจำบ้านที่เมืองนอก ผมอาการหนักจนภรรยาต้องไล่ให้ไปเยี่ยมเพื่อนบ้านที่ชื่อริชาร์ด ประเด็นก็คือเจ้าริชาร์ดเนี่ยเป็นจิตแพทย์ หิ..หิ แปลว่าหมอสันต์เองก็เคยบ้ามาแล้ว คุณหมอเอ๊ย

     กฎข้อที่ 3. ถ้าใครคัน..มันต้องเป็นโรค อันนี้เป็นสะแลง หมายถึงว่าถ้าเปรียบวิธีประเมินคนในโลกศัลยกรรมกับการที่สาวเหล่ชายหนุ่ม ขณะที่เหล่กันอยู่นั้น ถ้าชายหนุ่มแสดงความ "คัน" หรือความ "กระสัน" ออกนอกหน้าเกินเหตุ ให้ฝ่ายหญิงระแวงไว้ก่อนว่า..เขากำลังเป็น(กาม)โรค ให้หลบไปไกลๆอย่าไปยุ่งกับเขาเชียว
     คือในโลกศัลยกรรมนี้ ทุกคนต่างดิ้นรนไขว่คว้าหาจังหวะโอกาสที่จะ "ลับ" ฝึมือเชิงศัลยกรรมของตน เพราะมิชชั้นในชีวิตของทุกคนก็คืออยากจะผ่าตัดเก่ง การจะเก่งได้ก็ต้องได้ลับฝีมือมากๆบ่อยๆ ทุกคนที่อยู่ในระหว่างฝึกอบรมจึงล้วน "คัน" และคอยจ้องมองหาโอกาสจะได้ทำผ่าตัดอะไรที่ใหม่ๆยากๆที่ตัวเองยังไม่เคยทำเสมอ แต่ความคันนี้ต้องเก็บงำให้มิดชิด หากเปิดเผยออกนอกหน้าโอกาสจะถูกปิดชึบลงทันที เพราะในโลกใบนี้ ถ้าใครคัน มันต้องเป็นโรค หมายความว่าคนอยากทำผ่าตัดเร็วเกินความรู้และทักษะพี้นฐานที่ตัวเองจะมีพอรองรับได้ จะถูกครูหรือรุ่นพี่ที่มีอำนาจจ่ายเคสหวาดระแวงว่าเจ้าคนนี้น่าจะเป็นตัวทำเรื่องเสียหายกับคนไข้เพราะนิสัยชอบชิงสุกก่อนห่ามของมัน และในที่สุดก็จะได้ทำเคสเป็นคนสุดท้าย หรืออาจจะไม่ได้ทำเลยถ้าความระแวงของรุ่นพี่หรือของอาจารย์มีมาก นี่เป็นกฎข้อที่ 3 ที่ไม่ได้เขียนไว้ของศัลยกรรม

     จบเรื่องกฎหมายเมืองตาหลิ่วแล้ว คราวนี้ลองมาดูคำถามของคุณหมอทีละประเด็นนะ

     1. คุณหมอบอกว่าระบบศัลยกรรมมันไม่มีเหตุผล แต่เราก็ไปเปลี่ยนอะไรมันไม่ได้ จึงมีทางเลือกเหลือให้คุณหมออยู่สองทาง คือ (1) เปลี่ยนตัวเองให้อยู่กับมันให้ได้ หรือ (2) จากไปอย่างสงบ ผมเห็นด้วยครับ

     แล้วโดยตรรกะที่เราใช้ในการรักษาโรคให้คนไข้กันอยู่เป็นประจำ เราก็ต้องลองทีละหนึ่งทางเลือก ถูกแมะ แล้วเราต้องเลือกลองทางเลือกที่มีความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บเสียหายน้อยที่สุดก่อนถูกแมะ นั่นหมายความว่าเราต้องลองเปลี่ยนตัวเองให้อยู่กับมันให้ได้ดูก่อน ถ้าไม่สำเร็จค่อยจากไปอย่างสงบ เอาเลยครับ ผมเชียร์ ระยะเวลาลองก็ไม่ต้องถึงกับต้องนานมากหรอก เอาถึงแค่จบปีหนึ่งแล้วตัดสินใจผมว่าก็โอนะ

     2. คุณหมอบอกว่าเหนื่อยกายมันก็พอไหว แต่เหนื่อยใจมันท้อ พาลคิดไปว่าทำไมมันน่าเบื่ออย่างนี้ อีกหน่อยเป็นชีฟไม่ยิ่งกว่านี้หรอ ตอบว่า อันนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ มันเป็นแค่อาการถดถอยและซึมเศร้าซึ่งมีรากมาจากการสูญเสียความนับถือตัวเอง (self esteem) ดังนั้นบรรทัดนี้ผมจึงอยากจะคุยกับคุณหมอเรื่องความนับถือตัวเองให้แจ่มแจ้งถึงกึ๋นเสียก่อน

     ความนับถือตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราต้องเก่งให้ได้ก่อนนะ มันไม่ใช่เรื่อง ability การหลงผิดไปวางความนับถือตัวเองไว้ที่ตัวชี้วัดความสามารถ หรือที่การยอมรับนับถือจากคนอื่น ซึ่งก็คือการวัดระดับความสูงของอีโก้ที่เขย่งแข่งกันอยู่ ทำให้ศัลยแพทย์ดีๆเป็นบ้าไปหลายคนแล้ว

     แต่แท้ที่จริงความนับถือตัวเองเป็นเรื่องการรู้จักจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองอย่างถ่องแท้ และใช้ความรู้อันนั้นนำร่องการใช้ชีวิตในสังคมไปได้อย่างฉลุย

     เริ่มต้นจากข้างในตัวคุณ อย่าไปสนใจเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น หรือคอยตัดสินพฤติกรรมงี่เง่าของคนอื่น ในสังคมที่แย่งกันชูอีโก้ของตัวเองให้สูงเด่น ถ้าคุณไปสนใจเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น หรือคอยแต่จะประเมินว่าคนอื่นดีหรือไม่ดี ก็เท่ากับคุณเป็นบ้าตามเขาไปด้วยอีกคน อีกประการหนึ่งคนอื่นไม่ใช่สาระหลักของ self esteem ตัวคุณนั่นแหละเป็นสาระหลัก หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ขีดเส้นตั้งแบ่งกระดาษเป็นสองซีก เขียนจุดแข็งของคุณลงไปซีกซ้ายสิบข้อ แค่นออกมาให้ได้ถึงสิบข้อ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเช่นคุณช่วยลูกหมาตกน้ำสำเร็จก็เขียนไปเถอะ ให้ครบสิบข้อก็แล้วกัน แล้วก็เขียนจุดอ่อนของคุณลงซีกขวาอีกสิบข้อ ทำความรู้จักและเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง ค่อยๆเอาจุดแข็งของตัวเองออกไปสร้างสรรค์สิ่งต่างๆภายนอกตัวทีละเล็กทีละน้อย เหมือนการจุดปากกาไปทีละจุดเพื่อต่อให้เป็นเส้นสาย หันหน้าสู้กับความล้มเหลว ผิดพลาดก็ยอมรับว่าพลาด ให้อภัยตัวเอง ปรับปรุงวิธี แล้วเดินหน้าทำต่อไป เป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อสัญชาติญาณของตัวเอง คนอื่นไม่เกี่ยว ใครจะว่าไงก็..ช่างแม่..ม

     อีกด้านหนึ่งคุณหมอก็ต้องออกกำลังกายทุกวัน ยืดหลังให้ตรง เงยหน้าขึ้น เดินให้เร็วฉับ ฉับ ฉับ การเคลื่อนไหวสร้างพลังใจ motion creates emotion    อยู่ห่างๆคนที่พูดถึงแต่เรื่องลบๆ แล้วตัวเราก็อย่าเผลอกุความคิดลบๆขึ้นมาในหัวซะเองละ คุยกับตัวเองบ่อยๆ ชื่นชมตัวเองเมื่อทำงานสร้างสรรค์แต่ละชิ้นสำเร็จ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม อย่าไปฝันใกลถึง perfection มันไม่มีอยู่จริงในโลกหรอก การทำงานก็ทำดีที่สุดเท่าที่ความรู้และประสบการณ์ของเราและสภาวะการณ์แวดล้อมจะเอื้อให้ทำได้ เอามือทำบ้าง เมื่อถูกสถานะการณ์บีบก็เอาตีนทำบ้างได้ ไม่เป็นไร

     3. คุณหมอเล่าว่าเพื่อนในภาควิชาเดียวกันนี่ไม่กล้าปรึกษาหารือกันเลย อันนี้ผิดนะ เรื่องนี้ผมมีสองประเด็น

     ประเด็นที่หนึ่ง เมื่อเราถดถอยซึมเศร้าเพราะเสียความนับถือตัวเอง การได้พูดคุยระบายเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เราจะต้องไม่ลังเลที่จะพูดคุยและระบายกับคนที่อยู่ในฐานะจะรับฟังเราได้ ตอนต้นผมเล่าให้คุณหมอฟังว่าตอนผมสติแตกเมียไล่ไปหาเพื่อนบ้านชื่อริชาร์ดซึ่งเป็นจิตแพทย์ ผมไปคุยกับริชาร์ดคืนแรก จำได้ว่าเรานั่งคุยกันที่หน้าเตาผิงที่บ้านเขา ผมด่า ด่า ด่า สิ่งต่างๆที่ผมเห็นว่าเลวร้ายต่อผมให้เขาฟังลูกเดียว ริชาร์ดก็ฟังอย่างเดียวแทบไม่ได้พูดอะไรเลย พอกลับไปบ้านผมรู้สึกดีแฮะ อีกสองวันต่อมาผมก็ไปเยี่ยมเขาอีก คุยกันอีก คราวนี้นานๆเขาจึงจะพูดเสียหน่อย แต่ว่าไม่ได้แนะนำอะไรให้ผมเลย ได้แต่สรุปให้ฟังว่ามันเป็นผลพวงจากความนับถือตัวเองของเรามันถูกสั่นคลอน แล้วผมก็กลับบ้าน แค่นี้ผมก็ดีขึ้นผิดฟอร์มเลย เขาไม่ได้แนะนำทางออกอะไรให้ผมฟังเลยนะ ได้แต่รับฟังและสรุปกว้างๆเฉยๆ คือการได้ระบายนี่มันเป็นอะไรที่ดีมากสำหรับคนที่ตกที่นั่งอย่างคุณหมอตอนนี้

     ประเด็นที่สอง เมื่อเราจะปรับทุกข์อะไรกับใคร มันจะมีใครดีกว่าคนที่หัวอกเดียวกันละครับ เมื่อเราคับข้องใจกับชีวิตการเป็นขี้ข้าในแผนกศัลยกรรม เราก็ต้องปรับทุกข์กับขี้ข้าศัลยกรรมด้วยกันสิมันถึงจะมันถูกแมะ การที่คุณหมอหลบเลี่ยงเพื่อนในแผนกไปคุยกับคนอื่นนั้นไม่ถูก การปรับทุกข์ผูกมิตรไม่ได้หมายความว่าเราเรียกร้องความสนใจให้ใครๆมาเอาใจ แต่มันหมายถึงการแชร์ด้านที่สวยงามของการเกิดมาเป็นเพื่อนกัน แล้วมันจะเกิดพลังขึ้นมาอย่างพิศดาร ดังนั้นต่อไปมีอะไรก็คุยกันกับเเพื่อนเรสิเด้นท์แผนกเดียวกันนั่นแหละ จะไปหาคนอื่นก็ต่อเมื่อมันหาคนปรับทุกข์ในแผนกไม่ได้จริงๆ อันนั้นก็จำเป็นว่าเราก็ต้องไปหาคนที่เขารักเราแม้ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องที่เราพูดถึงเลยก็ต้องยอม

     ผมจะเล่าเรื่องจริงให้ฟังนะ ประมาณปีพ.ศ. 2522 ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่ที่รพ.ราชวิถี ตอนนั้นพี่ชายแท้ๆของผมเขาเรียนจบวิศวะจุฬาฯได้หลายปีแล้วไปเป็นวิศวกรใหญ่อยู่บริษัทอะไรก็ไม่รู้ เป็นผู้จัดการบังคับบัญชาคนเป็นร้อยเป็นพัน วันหนึ่งเขามีทุกข์ในที่ทำงานหนักอกมากก็โทรศัพท์มาหาผมว่าจะมาหา ผมก็พาไปเลี้ยงข้าวราดแกงมื้อเย็นจานละห้าบาท (สมัยนั้น) ที่หลังโรงพยาบาล แล้วเราสองพี่น้องก็คุยกัน คือพี่เขามาปรับทุกข์เรื่องในบริษัทของเขาซึ่งเป็นโลกของเครื่องจักรเครื่องยนต์กลไกที่ผมไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลยสักนิดเดียว ผมก็ได้แต่ฟัง ฟัง ฟัง เสร็จแล้วพี่เขาก็กลับไปดูมีสีหน้าสบายใจขึ้นโข คือการระบายให้คนที่เขารักเราฟังมันก็ช่วยได้มาก แม้ว่าคนฟังจะไม่รู้เรื่องที่เราพูดเลยก็ตาม    

     4. คุณหมอมองไปไกลว่าอยู่ไปกับอาชีพนี้ แก่ตัว อายุ 59 แล้วตัองเจอตามในเวรตอนตี 4 อีกหรือ จะทนกับอาชีพนี้ไปทำไม จะต้องรอให้เหนื่อยจนแก่งั่กก่อนจึงค่อยจะคิดเปลี่ยนอาชีพอย่างอาจารย์สันต์หรือ อันนี้คุณหมอต้องเข้าใจนะว่ามันเป็นเพียงความคิดลบที่ประดังขึ้นมาตอนเราซึมเศร้้า ซึ่งเป็นกลไกทางจิตอย่างหนึ่งของภาวะซึมเศร้า คือเมื่อเครียดกับสิ่งใดมาก เหตุผลด้านลบของสิ่งนั้นก็จะประดังกันขึ้นมา มันไม่ใช่ว่าคุณหมอไม่รู้มาก่อนเสียเมื่อไหร่ละว่าอาชีพศัลยกรรมต้องอยู่เวรจนแก่ คุณหมอรู้และบวกลบคูณหารมาแล้วตั้งแต่ก่อนตัดสินใจมาเรียน ตัวคุณหมอก็พูดเองว่าปัจจัยนำมาคือความรักในวิชา ความชอบในการทำหัตถการ ความเป็นศิลปะของงานผ่าตัด หักลบกลบแล้วสรุปว่าดีมากว่าเสียจึงมา ความคิดลบที่ประดังขึ้นมาตอนเครียดจัดนี้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว อย่าเพิ่งไปเอานิยายอะไรกับมันมาก ให้มุ่งแก้ปัญหาเรื่องการสูญเสียความนับถือตัวเองให้สำเร็จก่อน พอจิตใจกลับปกติดีแล้วค่อยมาชั่งข้อดีเสียซ้ำอีกครั้งก็ไม่เสียหลาย อีกอย่างหนึ่งการจะเลิกอาชีพนี้จะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ว่าจากนี้ถึงจบปีหนึ่งอย่างเพิ่งคิดเลย เอาเรื่องตรงหน้านี้ก่อนก็แล้วกัน

     พูดถึงพออยากจะหนีก็จะมีเหตุผลด้านลบมาสนับสนุนมากมาย ผมจะเล่าเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เกิดสมัยผมยังเป็นนักเรียนแพทย์ ประมาณปีพ.ศ. 2520 เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนนักเรียนแพทย์ผู้ชายคนหนึ่งเขาเป็นแฟนกับนักเรียนสาวที่เรียนอยู่เมืองนอก สวีทกันอยู่หลายปีแล้วก็เกิดต้องแตกกัน เพื่อนผู้ชายคนนี้ก็อกหักและจ๋อยไปเลย ข้าวน้ำไม่ยอมกิน พวกเพื่อนๆก็รุมกันปลอบ วิธีปลอบที่ได้ผลชงัดก็คือแจงเหตุผลด้านลบที่ว่าชีวิตรักมันจะไม่เวอร์คอย่างไร เพื่อนคนหนึ่งปลอบว่า

     "..กูอยากจะบอกมึงนานแล้ว  แฟนมึงไม่เห็นสวยเลย อ้วนตุ๊ต๊ะ  มึงเลิกเสียได้ก็ดีแล้ว"

     เหตุการณ์ก็ผ่านไปด้วยดี หนึ่งปีผ่านไป พอฝ่ายหญิงเขาเรียนใกล้จบเขากลับมาสวีทกันอีกจริงจังจะแต่งงานกัน วันที่เพื่อนเขาพาว่าที่เจ้าสาวมาแวะที่หอพัก งามหน้าละสิครับทีนี้ พวกเพื่อนที่เคยใส่ไฟว่าเธออ้วนตุ๊ต๊ะต้องเผ่นแน่บขึ้นวอร์ดติดภาระกิจกันเป็นแถวๆไม่กล้าสู้หน้าเธอ เพราะอาย..ย

     ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

10 กุมภาพันธ์ 2558

หมอสันต์คุยกับทีวี. ไทย พีบีเอส. เรื่องวัยสูงอายุ

     สองวันก่อนผมไปอัดรายการให้ไทยพีบีเอสกับพิธีกรชื่อคุณปาล์ม และผู้ร่วมรายการอีกท่านหนึ่งเป็นผู้จัดการที่พักผู้สูงอายุสวางคนิวาส ของสภากาชาดไทย ชื่อคุณอุษา เนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุ ผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านทุกวัย จึงตัดส่วนหนึ่งเท่าที่จำได้มาให้อ่าน

คุณปาล์ม:
     ในฐานะที่เป็นผู้สูงอายุเอง คุณหมอมีหลักในการใช้ชีวิตในวัยนี้อย่างไรคะ จึงจะทำให้ชีวิตในวัยนี้มีคุณภาพ

หมอสันต์:
     ตอบในฐานะคนแก่คนหนึ่งนะ

คุณปาล์ม: 
     เรียกว่าผู้สูงอายุดีกว่ามังคะ

หมอสันต์: 
     ความจริงผมมีสิทธิ์ใช้คำว่าคนแก่นะ เพราะตัวผมเองก็แก่จึงน่าจะใช้เรียกตัวเองได้ หลักคิดของผมมาจากประสบการณ์ชีวิตตัวเอง บวกการได้เห็นคนไข้ของผมซึ่งที่เป็นคนสูงอายุก็มีจำนวนไม่น้อย บวกกับการได้เห็นคนป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตจำนวนมาก ดังนั้นหลักคิดของผมอาจจะไม่เหมือนหลักทั่วๆไปที่เขาพูดกันเสมอว่าต้องเตรียมเงิน ต้องดูแลสุขภาพ ต้องมีแผนกิจกรรม สิ่งเหล่านั้นผมไม่ได้สนใจ แต่ผมเจาะลึกให้ความสนใจอยู่แปดเรื่องต่อไปนี้ คือ

     เรื่องที่หนึ่ง คือการต้องรู้วิธีเรียกความสุขมาหา คือทุกคนต่างก็ต้องการความสุข แต่แก่แล้วการจะไปวิ่งตามหาความสุขมันไม่ทันแล้ว จริงๆแล้วความสุขมันก็ไม่ใช่อะไรที่เราจะไปตามหาเจอ แต่มันเป็นอะไรที่เราเรียกมันมาหาได้ วิธีเรียกความสุขมาหาของผมก็มีขั้นตอนง่ายๆสองขั้นตอนเท่านั้นเอง คือขั้นที่หนึ่ง ต้องเอาตัวเรามาอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ให้ได้ก่อน เราจะรู้ว่าเราอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ก็จากการรับรู้สิ่งกระตุ้นรอบตัวที่เรารับเข้ามา ณ ขณะนี้ เช่นภาพ เสียง สัมผัสต่างๆ ถ้าไม่รู้วิธีตรวจเช็คว่าเราอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้จริงๆก็ตรวจเช็คดูลมหายใจของเราก็ได้ ดูซิว่าตอนนี้เรากำลังหายใจเข้า หรือกำลังหายใจออก ถ้าเราตอบได้ก็แสดงว่าเรากำลังอยู่กับปัจจุบัน เพราะลมหายใจเป็นเรื่องที่เกิดเดี๋ยวนี้ ขั้นที่สอง คือทำการผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั่วตัวเรา ซึ่งก็ทำได้ไม่ยาก วิธีการง่ายๆที่ผมใช้ก็คือหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้ ยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกพร้อมกันบอกให้กล้ามเนื้อทั่วตัวกายผ่อนคลายพร้อมๆกับที่ขณะผ่อนลมหายใจออก

      ผมทำสองขั้นตอนนี้เพื่ออะไรหรือ คืออย่างที่หนึ่ง เมื่อเรากลับมาอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เราก็ไม่กังวลถึงอดีต ไม่กังวลถึงอนาคต เราก็สบายใจใช่ไหมครับ อย่างที่สอง เมื่อเราผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั่วตัว เราก็สบายกาย ใช่ไหมครับ สบายกาย-สบายใจ ก็คือความสุขใช่ไหมละ ความสุขเราเรียกมาได้ง่ายๆอย่างนี้เอง และเมื่อเป็นคนสูงอายุ ต้องทำเรื่องนี้ให้เป็น

     เรื่องที่สอง คือการซ้อมตาย

คุณปาล์ม:
     อะไรนะคะ ซ้อมตาย

นพ.สันต์: 
     ครับ ซ้อมตาย

คุณปาล์ม: 
     ปกติเรื่องความตายนี้เราจะไม่ค่อยพูดถึงกันนะคะ คือจะพยายามเก็บซ่อนไว้

นพ.สันต์
     คือการเป็นคนสูงอายุกับความตายนี้เป็นของคู่กัน สองวันมานี้ผมก็เพิ่งไปงานศพของเพื่อนมา การที่เราจงใจกวาดเรื่องความตายไปซุกไว้ใต้พรม เป็นวิธีใช้ชีวิตวัยเกษียณที่ไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อเรากลัวตาย มันจะเป็นพื้นฐานให้เกิดความกลัวในชีวิตอีกหลายๆอย่างซึ่งนำไปสู่การเจ็บป่วยของผู้สูงวัย เราต้องทำตัวให้คุ้นเคยกับความตาย ด้วยวิธีที่ผมเรียกว่าซ้อมตายเนี่ยแหละ การซ้อมตายนี่ก็ไม่ใช่ของยาก เพราะสิ่งที่เหมือนการตายมากก็คือการที่เราหลับไปนี่ไง พอเราหลับจิตสำนึกหรือ consciousness ของเราจะดับวูบลงทันทีทันใด การตายก็เป็นแบบนั้น วิธีซ้อมตายของผมก็คือตอนเข้านอนทุกคืนผมก็บอกตัวเองว่าเราจะตายละนะ อีกไม่กี่นาทีเราก็จะตายแล้ว พรุ่งนี้ไม่มีแล้ว แล้วผมก็นอนเฝ้าดูเหตุการณ์ ณ ขณะนั้นไปอย่างจดจ่อเพื่อเป็นสักขีพยานต่อความตายของเราเอง ถ้าความคิดแล่นไปไหนก็ลากมันกลับมาเฝ้าดูเหตุการณ์ ณ ขณะนั้น ถ้าไม่มีอะไรจะให้ดูก็ดูลมหายใจของตัวเองไปพลางๆก่อนก็ได้ ดูไปเพื่อให้เห็นว่าโมเมนต์ที่เราหลับไปนั้นมันจะเป็นอย่างไร ตอนทำแบบนี้ใหม่ๆตื่นขึ้นมาผมนึกย้อนดูจะนึกไม่ออกเลยว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน แต่ทำไปนานๆเข้าจะนึกย้อนออกว่าหลับไปตอนไหน คือมันทำให้คุ้นเคยกับการที่จิตสำนึกของเราต้องดับวูบไป มันจะทำให้ไม่กลัวตาย เมื่อไม่กลัวตายเสียอย่าง ความกลัวอย่างอื่นก็จิ๊บจิ๊บแล้ว สุขภาพจิตในวัยสูงอายุก็จะดีขึ้น มีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้น

คุณปาล์ม
     แล้วเรื่องที่สามละคะ

นพ.สันต์
     เรื่องที่สาม ก็คือ การเตรียมรับมือกับความเจ็บ

คุณปาล์ม
     ความเจ็บ?

นพ.สันต์
     ใช่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิด..เราก็เกิดมาแล้ว แก่..เราก็แก่แล้ว ทีนี้ก็คือเจ็บ

คุณปาลม์
     แหม คุยกับคุณหมอนี่ออกธรรมะมากเลยนะคะ

นพ.สันต์
     ไม่หรอกครับ อันนี้เป็นงานวิจัยทางการแพทย์ ทำกันที่มหาวิทยาล้ยแมสซาจูเสท เขาเรียกว่างานวิจัยฝึกสติลดความเจ็บปวด คือความเจ็บปวดนี้เป็นเรื่องใหญ่ในวิชาแพทย์ เป็นสาขาวิชาหนึ่งทีเดียว เรียกว่าสาขาการจัดการความเจ็บปวด หรือ pain management สำหรับคนทั่วไปเมื่อเจ็บปวดก็ไปหาหมอเอายา แต่นั่นเป็นการแก้ปัญหาได้เพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ คือความเจ็บปวดนี่เป็นการตีความของสมอง หากเราจะแก้ปัญหาที่ต้นตอเราต้องแก้ที่การตีความของสมองหรือที่การเกิดความคิดของเรา วิธีฝึกก็ไม่ยาก มันต้องเริ่มด้วยการฝึกจิตให้มีสมาธิก่อน การจะมีสมาธิได้นี้ใจมันต้องเป็นสุขก่อน ดังนั้นมันก็ต้องเรียกความสุขมาหาให้เป็นก่อน แบบที่ผมพูดไปแล้ว พอใจเป็นสุข ก็ฝึกสมาธิ โดยนิยามของสมาธิก็คือการที่เราเอาจิตของเราจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นลมหายใจของเราก็ได้ พอฝึกจิตจนเป็นสมาธิได้ที่แล้วก็เอาจิตที่เป็นสมาธินั้นไปจดจ่อตามดูอาการปวด แบบดูเฉยๆ

คุณปาล์ม
     ดูเฉยๆ ไม่เข้าไปตีความ

นพ.สันต์
     ใช่ครับ ดูด้วยความเข้าใจว่าความเจ็บปวดนี้มันเป็นอะไรที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เราดูมันเฉยๆไม่ต้องไปลุ้นให้มันไป ในการฝึกนี่มันต้องมีความเจ็บปวดที่เป็นของจริงมาเป็นตัวอย่างให้ฝึกนะ ถ้าไม่มีก็สร้างมันขึ้นมาก็ได้ เช่นนั่งขัดสมาธิตัวตรงอยู่หลายๆนาที เดี๋ยวมันก็จะปวดขาปวดเข่าปวดหลังเอง เราก็เข้าไปฝึกดูความเจ็บปวดนั้น ฝึกไปๆในที่สุดเราก็จะอยู่กับมันได้โดยไม่ทุกข์ร้อน
     เมื่อกี้ผมเล่าว่าเพิ่งไปงานศพของเพื่อนมา เพื่อนคนนี้เป็นหมอนะ เขาเป็นมะเร็งกระจายมาที่ตับ ป่วยระยะสุดท้ายอยู่เป็นปี แต่ยาแก้ปวดเม็ดเดียวก็ไม่เคยทาน อย่าว่าแต่ยาฉีดเลย เป็นมะเร็งตับมันปวดแค่ไหนก็รู้กันอยู่แล้ว แต่เขายังยิ้มได้จนวาระสุดท้าย คือการฝึกใจของเราให้อยู่กับความเจ็บปวดได้นี้มันเป็นอะไรที่เวอร์คดีมาก

คุณปาล์ม
     แล้วเรื่องที่สี่ละคะ

นพ.สันต์
     เรื่องที่สี่ ก็คือการต้องเริ่มขยับเขยื้อน คือสมัยที่เราทำงาน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานแบบนั่งจุมปุ๊กอยู่กับที่ นั่งอยู่กับที่แบบนี้มายี่สิบปีก็ไม่มีปัญหาอะไร ร่างกายเรายังเป็นหนุ่มเป็นสาว ธรรมชาติเขามีวิธีทดแทนกล้ามเนื้อของคนที่เป็นหนุ่มเป็นสาวให้มีปริมาณคงที่อยู่เสมอ แต่พอเราอายุมากแล้วไม่ใช่ กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานจะเหี่ยวลีบลงอย่างรวดเร็ว และเราจะกลายเป็นคนพิการไปในเวลาไม่กี่ปี เอาง่ายๆ เวลาคุณไปเยี่ยมคนสูงอายุที่ป่วยเข้านอนโรงพยาบาล เพียงแค่เจ็ดวันแค่นั้นแหละ ก็จะเห็นเขาหรือเธอผอมลงจนจำไม่ได้ แค่ไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อเจ็ดวันกล้ามเนื้อลีบหายหมด เพราะธรรมชาติของร่างกายผู้สูงอายุเป็นแบบนั้น ดังนั้นผู้สูงอายุจึงต้องขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวออกกำลังกายให้มากกว่าตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวหรือตอนทำงานอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ผมมีประเด็นย่อยอยู่สี่ประเด็นนะ

     ประเด็นที่หนึ่ง คือการออกกำลังกายแบบที่เรียกว่าแอโรบิกนั้น หากจะให้ได้ประโยชน์อย่างที่งานวิจัยทางการแพทย์บอกไว้นั้น มันจะต้องมีคุณลักษณะสามอย่าง คือมันต้องหนักพอควร นิยามว่าต้องถึงหอบแฮ่กๆ ร้องเพลงไม่ได้ มันต้องต่อเนื่องไป 30 นาที และมันต้องสม่ำเสมอระดับสัปดาห์ละ 5 ครั้งเป็นอย่างน้อย

     ประเด็นที่สอง คือคนสูงอายุต้องฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย พูดง่ายๆว่าต้องเล่นกล้ามด้วย

คุณปาล์ม
     ทั้งๆที่อายุมากแล้วนี่นะ

นพ.สันต์
     ครับ ยิ่งสูงอายุยิ่งต้องเล่นกล้าม เพราะหากไม่ทำ กล้ามเนื้อจะลีบและเกิดปัญหาอื่นตามมา

     ประเด็นที่สาม คนสูงอายุต้องออกกำลังกายแบบเสริมการทรงตัว หรือ balance exercise เช่นการเต้นรำ รำมวยจีน หรือโยคะ คนหนุ่มคนสาวไม่จำเป็นต้องทำ แต่คนสูงอายุจำเป็นต้องทำ เพราะปัญหาของผู้สูงอายุก็คือการลื่นตกหกล้มกระดูกหัก เพราะสาเหตุพื้นฐานเกิดจากผู้สูงอายุเสียทักษะการทรงตัวไปเสียแล้วโดยธรรมชาติ ไม่ได้ทรงตัวได้เก่งเหมือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว

     ประเด็นที่สี่ ซึ่งสำคัญที่สุด คือผู้สูงอายุจะต้องวางแผนกิจกรรมในชีวิตตัวเองเสียใหม่ทั้งหมด ให้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวทั้งวัน ห้ามนั่งเกินครั้งละหนึ่งชั่วโมง อันนี้มันมาจากงานวิจัยนะ มันมีความสัมพันธ์ชัดเจนระหว่างการนั่งมากกับการมีอายุสั้น คือยิ่งนั่งมากยิ่งอายุสั้น
   
     อีกอย่างหนึ่งคือไม่ควรดูทีวีเกินวันละหนึ่งชั่วโมง อันนี้ก็เป็นอีกงานวิจัยหนึ่งที่เพิ่งตีพิมพ์ออกมาใหม่ๆเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง เรียกว่างานวิจัยสุขภาพหญิง คือตามดูคนถึงเจ็ดหมื่นกว่าคนนานถึงยี่สิบปี มหาวิทยาลัยอินเดียนาเป็นผู้ตีพิมพ์ ในวารสารวิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน หรือ JACC คือตามดูยี่สิบปีก็จะมีคนอายุสั้นคนอายุยืน แล้วเขาก็ไปดูว่าอะไรทำให้คนอายุสั้น ก็พบว่ามีอยู่หกอย่าง หนึ่งในหกอย่างนั้นก็คือการนั่งดูทีวีเกินวันละ 1 ชั่วโมง จะทำให้อายุสั้น

คุณปาล์ม
     แล้วเรื่องที่ห้าละคะ

นพ.สันต์
     เรื่องที่ห้า คือการเตรียมสมองเสื่อม

คุณปาล์ม
     หมายความว่าไงคะ เตรียมสมองเสื่อม ดิฉันรู้แต่ว่าทุกคนกลัวสมองเสื่อม

นพ.สันต์
     ใช่ครับ ทุกคนกลัว แต่ว่าเราทุกคน ถ้าอายุยืนยาวพอ ก็จะต้องไปถึงจุดนั้นกันทุกคน คือจุดที่เกิดสมองเสื่อม จะเป็นแบบอัลไซเมอร์หรือแบบเสื่อมตามอายุก็แล้วแต่ การเตรียมตัวเมื่อสมองเสื่อมมันมีสาระหลักอยู่สี่อย่าง

     อย่างแรก คือการฝึกใช้มือ หมายความว่าหางานอดิเรกที่มีการใช้กล้ามเนื้อมือที่ตัวเองทำเป็นจนทำได้คล่อง จะเป็นวาดรูป ทาสี จักสาน ตัดเย็บ แกะสลัก ใช้อุปกรณ์ไขควงสิ่วค้อนอะไรก็ได้

คุณปาล์ม
     ทำไมละคะ

นพ.สันต์
    คือชีวิตบั้นปลายที่มีคุณภาพมันต้องมีอะไรทำ แต่เมื่อสมองเสื่อมถึงจุดหนึ่ง ส่วนที่เป็นความคิดวินิจฉัยและความจำจะหายไปหมด ก็จะไม่เหลืองานอดิเรกอะไรให้ทำ จะไปนั่งคุยเล่นกับเพื่อนๆก็ไม่ได้แล้วเพราะเราจำไม่ได้ว่าเขาคนนี้คือใครแล้วจะคุยอะไรกับเขาละ จะดูทีวีก็ไม่ได้เพราะเรายังจำไม่ได้เลยว่าเจ้าจอสี่เหลี่ยมแบบนี้เขาเรียกว่าทีวี. แต่ส่วนที่บังคับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะมือจะยังพอใช้ได้อยู่ เพราะกล้ามเนื้อที่ใช้งานจนคล่องแล้วมันคล้ายจะมีความจำของมันเอง วงการกีฬาเขาเรียกว่า muscle memory คนที่มีงานอดิเรกด้วยการใช้มือที่ทำจนคล่องก็จะยังสามารถทำอะไรที่ตัวเองชอบได้อยู่แม้สมองจะเสื่อมไปมากแล้ว

     อย่างที่สอง เป็นสิ่งที่คนเขารู้กันทั่วแล้ว นั่นก็คือการต้องคอยใช้สมอง ฝึกสมอง เน้นที่การทำอะไรที่เป็นพื้นฐานชีวิตประจำวันให้คล่องและจำได้แม่นยำ โดยต้องทำบันทึกขึ้นมาช่วย เช่นการทำรายชื่อแปะรูปคนที่ใกล้ชิดสักสิบคนร้อยคนแล้วคอยท่องจำไว้ การขับรถ การโทรศัพท์ หรือการทำอะไรก็ได้ที่ต้องมีขั้นมีตอนต้องขยันคอยทำ คอยจำ ค่อยท่อง ทุกวัน

     อย่างที่สาม คือการออกกำลังกาย อย่างที่ผมพูดไปแล้ว เพราะเมื่อสมองเสื่อม ร่างกายก็จะเสื่อมตามไปอย่างรวดเร็ว ในสมองเสื่อมบางแบบเช่นพาร์คินสัน ร่างกายไปก่อนสมองด้วยซ้ำ ในอีกมุมหนึ่ง งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าการออกกำลังกายจะทำให้สมองเสื่อมช้าลง

     อย่างที่สี  สำคัญที่สุด คือการทำตัวให้เป็นคนน่ารักโดยเนื้อใน

คุณปาลม์
     ฮู..ทำไมละคะ

นพ.สันต์
     ตรงนี้ไม่เคยมีงานวิจัยอะไรรองรับในทางวิทยาศาสตร์หรอกนะ แต่ผมสรุปเอาจากประสบการณ์ที่เห็นคนไข้ เพราะเมื่อเราสมองเสื่อม ส่วนที่รู้จักคิดผิดชอบชั่วดีจะหายไป มันจะเหลือแต่นิสัยที่เป็นความเคยชินเดิมๆแท้ๆของเรา ที่ขอโทษ ที่ภาษาบ้านๆเรียกว่าสันดาน นั่นแหละ ภาษาแพทย์เรียกว่า conditioned reflex ถ้าเราฝึกรู้จักรักคนอื่นจนเป็นนิสัยเนื้อในของเรา แม้สมองส่วนนอกจะเสียไป แต่ความน่ารักที่เป็นของแท้จะยังอยู่ เราจะเป็นคนสมองเสื่อมที่น่ารัก ใครๆก็อยากเข้าใกล้และอยากมาช่วยเหลือ แต่ถ้าเราไม่ได้ฝึกไว้ ถึงเวลาที่เราเหลือแต่ความน่าชัง จะไม่มีใครเอาเราเลย ลูกๆจะเป็นคณะแรกที่พากันบอกศาลาไปก่อน ทิ้งแต่เงินค่าจ้างไว้ให้ จ้างพยาบาลมาดูแลได้สองสามวันพยาบาลก็บอกศาลาว่าอาจารย์หนูไม่ดูแล้วคนไข้คนนี้ จ้างผู้ดูแลชาวเขมรพม่าลาวมาเฝ้าก็อยู่ได้คนละเดือนสองเดือนเพราะทนคนป่วยไม่ไหว สรุปว่าเหตุที่ผู้สูงอายุต้องเป็นคนน่ารักก็เพราะจะทำให้คนอื่นเขาเมตตาดูแลเราเมื่อถึงคราวที่เราดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว

คุณปาล์ม
     แล้วเรื่องที่หก

นพ.สันต์
     เรื่องที่หก ก็คือการที่อะไรในชีวิตของผู้สูงวัยนี้มัน "เยอะ" เกินไป เยอะจนเกิดปัญหาต่อคุณภาพชีวิต ไม่ต้องดูไกล ตื่นเช้าขึ้นมา มองเข้าไปในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้ายัดเรียงกันเต็มไปหมด จะเลือกตัวไหนใส่ก็เป็นปัญหาแล้ว ทุกอย่างมันเยอะไปหมด บ้านก็มีหลายหลัง รถยนต์ก็มีหลายคัน เรื่องที่จะต้องทำในหนึ่งวันก็มีมากเกินไป การจะลดปัญหาก็คือทำให้อะไรที่ “เยอะ” นี้ให้มันเหลือน้อยๆ ญี่ปุ่นเขาเรียกว่า minimalism ผมเคยเห็นเขาเอากล่องกระดาษมาสิบสองกล่องตั้งไว้ที่มุมในบ้าน แล้วก็เอาอะไรก็ตามที่ไม่ได้ใช้ใส่ไว้แล้วทิ้งไว้สามเดือน ถ้าสามเดือนไม่ได้ใช้เลยก็เอาไปแจกหรือขายทิ้งได้ นั่นเป็นวิธีที่ผู้สูงวัยควรทำ คือลดความเยอะในชีวิตลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ได้ใช้จริง และจำได้ ตอนนี้ตัวผมเองก็กำลังลดความเยอะของตัวเองอยู่เหมือนกัน

     เรื่องที่เจ็ด ก็คือการทำอะไรทีละอย่าง คือเมื่อเราเกษียณเราอาจจะวางแผนทำอะไรร้อยแปดอย่าง โอเค. วางแผนแล้วเขียนแปะฝาบ้านไว้ แต่เวลาทำจริง เราต้องทำทีละอย่าง ง่วนทำเฉพาะงานที่อยู่ตรงหน้า งานวิจัยบอกว่าความสุขของวัยสูงอายุอยู่ที่การได้ "ง่วน" ทำอะไรสักอย่าง ไม่ต้องห่วงว่ามันจะเสร็จเมื่อไหร่ เสร็จแล้วค่อยไปจับงานที่สอง สำหรับผู้สูงอายุการทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันจะก่อความเครียด เพราะมันไม่ใช่การได้ง่วนทำเสียแล้ว มันเป็นการตาลีตาเหลือกทำ การทำงานแบบทีละหลายอย่างหรือ multitasking นี้อาจจะเหมาะกับคนในวัยหนุ่มสาวที่ปฏิกริยาสนองตอบหรือรีเฟล็กซ์ของร่างกายและสมองมีความคล่องแคล่วรวดเร็ว แต่ไม่เหมาะสำหรับคนสูงอายุ

    เรื่องที่แปด ก็คือการสร้างเพื่อนใหม่ เพราะงานวิจัยทางการแพทย์สรุปผลไปทางเดียวกันหมดว่าคนมีเพื่อนอายุยืนกว่าคนที่ไม่มี คนแต่งงานอายุยืนกว่าคนโสด การได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนสัปดาห์ละอย่างน้อย 1 ชั่วโมงมีผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการไม่ได้ปฏิสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับใครเลย แต่ว่าเมื่อเราสูงวัย เพื่อนเขาจะค่อยๆล้มหายไปเมื่อเวลาผ่านไป หากเราไม่มีการสร้างเพื่อนใหม่ ถึงจุดหนึ่งก็จะเหลือแต่เราคนเดียวที่ยังจำเราได้อยู่ แล้วเราจะไปปฏิสัมพันธ์กับใคร

คุณปาล์ม
     คราวนี้มาคุยกับคุณอุษาบ้าง อยากคุยถึงการจัดการสังคมสำหรับผู้สูงอายุบ้างนะคะ คุณอุษาคะ การจัดการสังคมผู้สูงอายุที่สวางคนิวาส มีปัญหาอะไรโดยเฉพาะที่เป็นเรื่องของผู้สูงอายุบ้างไหมคะ

คุณอุษา
     ก็มีปัญหาเหมือนกันค่ะ คือแต่ละแห่งก็คงจะมีปัญหาไปตามแบบของตัวเอง คือที่สวางคนิวาสเป็นที่สำหรับคนชั้น middle class หมายความว่าคนมีเงินพอสมควร ผู้สูงอายุในระดับนี้มีความรู้สูง เคยมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตและหลายท่านก็ยังวางไม่ลง พูดง่ายๆว่ามียังอัตตาอยู่บ้าง มีความคาดหวังสูงเพราะถือว่าตัวเองจ่ายเงินไปมากแล้ว และไม่ค่อยยอมอะไรง่ายๆหากตัวเองไม่เห็นด้วย หรือเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง หรือมันไม่ยุติธรรม

     ยกตัวอย่างเช่นปกติสวางคนิวาสจะเป็นผู้จัดบริการกิจกรรมเชิงสังคมให้ผู้พักอาศัย จัดงานพบปะกันให้ พาไปทัวร์เป็นต้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นนโยบายของเราว่าเราจะ empower ผู้พักอาศัย ให้เขาได้มีบทบาทตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองด้วย ตัวอย่างของปัญหาก็ เช่น ผู้พักอาศัยกลุ่มหนึ่งทำเรื่องมา (หัวเราะ) คือทำเรื่องมาแบบราชการ ทำเรื่องขออนุมัติทำกิจกรรมปลูกผักสวนครัวไว้ทานเอง ทางผู้อำนวยการเห็นว่าเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ก็อนุมัติให้ใช้ที่ที่ยังรกร้างอยู่ทำสวนครัวได้ แต่ผู้พักอาศัยอื่นที่ไม่ชอบปลูกผักก็คัดค้าน ว่า ได้ไง ปลูกผักก็ต้องใช้น้ำประปาของส่วนกลางไปรดผัก ฉันก็ต้องมาออกค่าใช้จ่ายส่วนกลางให้ มันไม่ยุติธรรม บ้างก็ว่าทำสวนครัวทำให้เสียทัศนียภาพส่วนรวม บ้างก็ว่ายอมไม่ได้ เพราะรดน้ำเฉอะเฉะดินจะกระเด็นมาสกปรกรถของฉัน อย่างนี้เป็นต้น เราก็ต้องแก้ปัญหาประนีประนอมกันไป อันไหนที่ล้ำเส้นมากๆจนเราเห็นว่ายอมไม่ได้เราก็ต้องแข็งขันว่าตรงนี้ไม่ได้

คุณปาล์ม
     ดิฉันทราบว่าคุณหมอก็ทำที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุเหมือนกัน มีปัญหาอะไรบ้างไหมคะ

นพ.สันต์
     รูปแบบที่ผมทำเรียกว่า Senior co-housing คอนเซ็พท์ก็คือให้คนสูงอายุที่อยู่ด้วยกันนี่แหละมาดูแลเกื้อกูลกันไป เพราะในอนาคตมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่คนสูงอายุหมด จะไปหวังให้มีผู้ดูแลซึ่งเป็นคนอายุน้อยมาประคบประหงมก็คงได้อย่างมากก็เป็นครั้งเป็นคราว ซึ่งอันนี้เป็นคอนเซ็พท์ที่แตกต่างจากสวางคนิวาส เพราะของพี่อุษาเป็นคอนเซ็พท์ดูแลโดยสถาบัน มีหมอมีพยาบาลมีผู้ดูแลประจำ แต่ senior co-housing เป็นคอนเซ็พท์คนสูงอายุดูแลกันเอง วิธีทำก็คือคนสูงอายุสิบคนยี่สิบคนมาซื้อที่ดินอยู่ใกล้ๆกันแล้วตั้งเป็นชุมชนล้อมรั้วเป็นรั้วเดียว แชร์ของที่แชร์กันได้ เช่นรั้ว ระบบเรียกฉุกเฉิน คนสวนและยามเฝ้า ซึ่งเป็นคนเดียวกัน มีพื้นที่ส่วนกลางเรียกว่า common house มีพื้นที่ส่วนตัวซึ่งก็คือบ้านใครบ้านมัน มีอะไรก็ตัดสินใจร่วมกันโดยไม่มีหัวหน้าไม่มีลูกน้อง

     ปัญหาในลักษณะที่พี่อุษาว่าก็มีบ้างเป็นธรรมดา ก็ต้องช่วยกันแก้ปัญหาไป แนวทางแก้ไขก็คือเรื่องใหญ่ๆที่เป็นคอนเซ็พท์หลักก็ยืนหยัดกันไว้เพื่อให้ความเป็นชุมชนที่ดีคงอยู่ เรื่องเล็กๆหรืออะไรที่มันเกิดขึ้นแล้วกู่ไม่กลับแล้วก็กล้อมแกล้มอะลุ่มอล่วยกันไปแบบไทยๆ

     คือปัญหาแต่ละคนก็จะเอาแต่แบบที่ตัวเองอยากได้นี้ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าตราบใดที่ผู้เกษียณที่อยู่ในชุมชนของผู้เกษียณไปมุ่งที่เจตนาปกป้องสิทธิของตนและเรียกร้องเอาส่วนแบ่งที่ตนพึงมีพึงได้เป็นสำคัญ ตราบนั้นปัญหาก็จะยังมี ต่อเมื่อผู้เกษียณได้ค่อยๆปรับเจตนาของการเข้ามาอยู่เป็นมุ่งจะให้สิ่งดีๆในตัวเองออกไปให้แก่ชุมชนบ้าง คือเป็นเจตนาจะ contribution แทนที่เจตนาจะมาปกป้องส่วนแบ่งที่เป็นธรรมของตัวเอง เมื่อนั้นทุกคนจะต่างก็มีความสุขกับการได้ contribute สิ่งดีๆในตัวของตัวเองออกมาให้ชุมชนโดยจะไม่ไปพะวงส่วนแบ่งที่ตัวเองพึงจะได้มากนักโดยอัตโนมัติ ถึงจุดนั้นชุมชุมผู้เกษียณอายุแบบเพื่อนบ้านเกื้อกูลกันและกันก็จะเป็นจริงได้ และจะเป็นรูปแบบการอยู่อาศัยร่วมกันที่ดีรูปแบบหนึ่ง เพราะในอเมริกาก็มีชุมชนแบบนี้ราวสองร้อยกว่าแห่ง ในยุโรปก็มีร้อยกว่าแห่ง

คุณปาล์ม
     แล้วในเมืองไทยมีที่ไหนบ้างคะ

นพ.สันต์
     ไม่มีครับ Senior co-housing มีแต่อันที่ผมเริ่มทำที่มวกเหล็กนี่แหละ ที่เดียว จะออกหัวหรือออกก้อยก็คงต้องรอดูกันไป


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

09 กุมภาพันธ์ 2558

ช่องว่างระหว่างหมอกับคนไข้

อาจารย์สันต์ครับ

อาจารย์ช่วยลงโพสต์นี้ได้ไหมครับ ถ้าจะไม่เป็นการทำให้บล็อกของอาจารย์เสียหาย เพราะผมเองก็อึดอัดใจเต็มทีแล้วเหมือนกัน
“...........................”

.....................................................

ตอบครับ

ลงให้ได้ครับ แต่ผมขอเปลี่ยนสรรพนามเสียหน่อยนะ เพราะบล็อกนี้ลูกเล็กเด็กแดงก็อ่านกัน ส่วนเนื้อหาสาระนั้นผมคงไว้ทั้งดุ้น

สันต์

..............................................................

“..การเพิ่มเงินอัดฉีดเข้าระบบสาธารณสุขเพื่อดึงตัวแพทย์ใช้ทุนไว้ ใช่การแก้ปัญหาหรือไม่
... สาเหตุที่เขาลาออกกันเพราะอะไร เคยดูกันบ้างมั้ย

บอกเลย สาเหตุที่คนออกกันเพราะภาระหน้าที่มันหนัก ทำดีเสมอตัว ผิดพลาดก็โดนเหยียบ

ถ้าคุณเพิ่มเงิน คุณก็จะได้คนที่อยากได้เงินมาอยู่ ... การเป็นแพทย์ที่ดีมันใช่อย่างนั้นหรือไม่
จริงอยู่เงินอาจจะทำให้แพทย์ไม่ได้ออกไปหางานอื่นทำ แต่มันตรงประเด็นหรือเปล่า

ลองอ่านนี่ดู

1 คุณเข้าใจอารมณ์คนทำงานมั้ย เวลาทำงานเขามีช่วงพัก พวกผมมีหรือเปล่า เวรยาวทียี่สิบสี่ สี่สิบแปดชั่วโมง แล้วเป็นงานที่ไม่สามารถสร้างความผิดพลาดได้แต่ทำให้พวกผมล้าขนาดนี้ เหมือนได้ไม้งามมาหนึ่งต้น ปลูกบนแกลบล้วน ต่อให้ต้นไม้งามขนาดไหน มันก็ตาย ไม่โดนยำตายก็ทนไม่ไหวลาออกมา

2 โรคที่ไม่ต้องมาโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้รู้จักกันมั้ย ไข้หวัด ไอ น้ำมูก ปวดกล้ามเนื้อ ผมท้าให้ไปดูสถิติการมาโรงพยาบาลเลย เกินครึ่งมีแต่โรคพวกนี้ แทนที่แพทย์จะมีเวลาคุยตรวจโรคที่สมควรได้รับการรักษาต่อเนื่องจริง ต้องรีบตรวจเพราะคิวคนไข้ด้านนอกยาวสี่สิบห้าสิบคิว แล้วปัญหามาจากไหน ก็ไอ้สิทธิบัตรไม่ต้องจ่ายไง พอไม่ต้องจ่ายก็แห่กันมาเอายา หมอขอยาแก้ปวดหน่อย หมอเป็นไข้หวัดไม่ได้รักษา หมอท้องเสียยังไม่ได้กินอะไรมาเลย หนักกว่านั้น หมอ จะเอายาฆ่าเชื้อเอาตัวนี้ตัวนั้นนะ จริงอยู่เขาบอกว่าผมเป็นอาชีพบริการ แต่ผมไม่ใช่บริกร จะมาชี้นิ้วสั่งเอาโน่นเอานี่เอานั่น มันไม่ใช่ ... เรื่องการดูแลสุขภาพพื้นฐานทุกคนควรรู้ เพราะมันคือสุขภาพคุณเอง ไม่ใช่สุขภาพผม ถ้ากระทรวงไม่สามารถแก้ปัญหาโดยการให้ความรู้ได้ ก็ยกเลิกระบบนี้ไปเลย เขาเรียกว่าเรียนรู้ทั้งน้ำตา เรียนรู้ด้วยการจ่ายเงิน

3 ปัญหาเกิดขึ้นได้ การแพทย์ไม่มีสูตรคำนวนตายตัว เหตุการแปรเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ถ้าผู้มารับบริการรับไม่ได้กับสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องมารักษากับ GP เข้าเมืองไปเลย เข้าไปรักษากับ Specialist เลย แล้วผมจะคอยดูว่าเรื่องไม่คาดคิดมันจะยังเกิดมั้ย เหมือนปัญหาเด็กคลอด ผมแหล่ะคนนึงที่สนับสนุนให้รพช.ปิดห้องคลอดทุกที่ อย่าหาว่าใจร้ายเลยนะ แต่คนซวยทั้งลงทั้งร่อง ก็คือพวกผมนี่แหล่ะ General เบ้ ที่ต้องมารองรับอารมณ์ รองรับความอวดฉลาดของหลายคน

4 กฎหมายไทยคิดได้ยังไง เมื่อรักษาตาย ญาติคนไข้ฟ้องคดีอาญา คือพวกท่านสายนิติทั้งหลายท่านคิดกันหน่อย การสั่งการรักษาโดยคิดว่าผลการรักษาจะดีแต่กลับแย่ลง มันควรฟ้องฐานฆ่าคนตายมั้ย ในเมื่อการรักษาได้เกิดขึ้น แต่ไม่ได้เกิดผล ... ถ้าผมรักษาทุกคนแล้วรอด ไม่มีใครตายซักคน ผมนี่คงจะเป็นหมอเทวดา รักษาคนไข้ให้อยู่ค้ำฟ้าตลอดกาล ... นี่พอเข้าใจกันมั้ย

หมอก็คน หรือพวกท่านเห็นผมเป็นอะไร
พวกผมก็ป่วยเป็น พวกผมก็ล้าเป็น พวกผมมีความเครียดสูง ถึงผมจะไม่ได้ไปเล่นหุ้นเสี่ยงเจ๊ง แต่ผมเสี่ยงทำคนตาย ผมเสี่ยงกับการติดเชื้อ ผมเป็นหน้าด่านคว้ามือพวกคุณจากมัจจุราช

สิ่งที่อยากให้พวกคุณเข้าใจ คือ ภาระหน้าที่ที่พวกคุณท่านทั้งหลายมีต่อสุขภาพตัวเอง
สิ่งที่อยากให้พวกคุณเข้าใจ คือ สามสิบบาทรักษาทุกโรคกำลังจะทำให้ประเทศล้มละลาย
สิ่งที่อยากให้พวกคุณเข้าใจ คือ สิทธิการรักษาฟรี มันสร้างควาย ไม่ใช่คน สร้างบริกรไม่ใช่หมอ สร้างการดื้อยา ไม่ใช่การรักษาโรค สร้างการติดวิตามิน การติดยานอนหลับ เพียงเพราะ เขาไม่ต้องเสียเงิน
สิ่งที่อยากให้พวกคุณเข้าใจ คือ ผมไม่เคยอยากให้ใครตาย และเมื่อมันมีการเกิด มันมีการตาย แล้วจะให้ผมทำยังไง
สิ่งที่อยากให้พวกคุณเข้าใจ คือ พวกผมนี่ก็คนเหมือนพวกคุณ

จบนะ ไม่ดราม่า
นี่เป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งที่อยากมาแชร์ อยากให้รู้อยากให้เข้าใจกันบ้าง ก็เท่านั้น
ถ้าเป็นได้ ก็แชร์เถอะครับ ส่งออกไปให้คนอื่นได้อ่าน
มี ...บ้าง ไม่ได้หยาบ แต่เป็นกันเอง

Sent from my iPhone

........................................................

ตอบครับ (2)

     ซีเรียสเลยนะครับ..ซีเรียสมากเลย

     หมอหนุ่มๆสาวๆเรียนหนังสือมาแทบตาย จบมาด้วยความเร่าร้อนว่าจะได้ใช้วิชาที่เรียนมาช่วยเหลือคนเจ็บไข้ แต่กลับมาพบว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แทนที่จะได้ทำงานในบรรยากาศที่มีความร่วมมือกันฉันท์มิตรระหว่างหมอกับคนไข้ แต่กลับมาถูกใช้งานในระบบที่ถูกตราสังข์ไว้จนสร้างสรรค์อะไรแทบไม่ได้เลย ลักษณะการจ้างงานที่เรียกว่า "อยู่เวร" ดูเผินๆเหมือนไม่ต้องทำอะไรมากก็ได้เงิน แต่ในความเป็นจริงเป็นการมัดมือชกให้รับผิดชอบล้นฟ้าโดยไม่เลือกว่าเป็นเวลาหลับเวลานอน ที่แย่กว่านั้นก็คือถูกบีบให้รับผิดชอบในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นั่นคือให้รับผิดชอบการตายของคนไข้จากการเจ็บป่วยของเขาเอง และที่ดับเบิ้ลแย่ยิ่งไปกว่านั้นคือพอเกิดเรื่องขึ้น คนที่มีปัญญาระดับเดียวกันอย่างเช่นตุลาการแทนที่จะทำความเข้าใจและช่วยแก้ปัญหา กลับพิพากษาให้หมอที่ผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบติดเชื้อแล้วคนไข้ตายให้มีความผิดอาญา และพิพากษาจำคุกหมอ โดยที่ระบบตุลาการทั้งระบบก็ดูจะรับรู้แบบสมยอมว่าเออ นี่เป็นสิ่งที่ชอบแล้ว ผมจึงไม่แปลกใจที่นานๆสิ่งที่อัดอั้นในใจของพวกหมอหนุ่มสาวๆจะหลุดพลั้วะออกมาเสียทีหนึ่ง

     ผมจะขอไม่พูดถึงเรื่องระบบการจ้างงานแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำให้หมอต้องทำงานมากเกินไป จะไม่พูดถึงระบบตุลาการที่คาดหมายว่าหมอจะต้องรับผิดชอบต่อการตายของคนไข้ไว้ก่อนไม่ว่าสภาพแวดล้อมของการรักษานั้นจะเป็นแบบใด และจะไม่พูดถึงผลกระทบด้านลบของระบบสามสิบบาทที่ทำให้ผู้คนระดับรากหญ้าเพิกเฉยละเลยต่อการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่เกินไป พูดไปก็ไลฟ์บอย แต่วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหมอกับคนไข้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมมองเห็นว่ายังอยู่ในวิสัยที่กู้กลับได้

     เผอิญเมื่อสองสามวันมานี้ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้มาขอสัมภาษณ์ผมในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ ส่วนที่ผู้สื่อข่าวเอาไปลงหนังสือพิมพ์นั้นถูกตัดไปมากเพื่อให้เหมาะกับพื้นที่นสพ. ผมจึงขอเอาเทปที่อัดไว้ตอนสัมภาษณ์จริงมาถอดให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันตรงนี้แบบเต็มๆเลย


ผู้สื่อข่าว:
คุณหมอมองปัญหาช่องว่างระหว่างหมอกับคนไข้อย่างไร ทำอย่างไรความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงจะดีขึ้น

นพ.สันต์:

องค์ประกอบของความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ จริงๆแล้วมันมีห้าประเด็นนะ คือ
1. การเคารพศักดิ์ศรีกันและกัน (respect)
2. การเข้าใจมุมมองต่อชีวิตและการเจ็บป่วยของกันและกัน (shared value)
3. การถ่ายทอดความรู้สู่กันและกัน (knowledge transfer)
4. การมีความเชื่อมั่นในตัวกันและกัน (trust)
5. การมีเวลาให้กัน (time)

ทั้งห้าอย่างนี้ คือ Respect, Value, Knowledge, Trust, Time เป็นส่วนสำคัญในวินิจฉัยและการรักษาโรคทีเดียว ถ้าองค์ประกอบทั้งห้าประการนี้บกพร่อง โอกาสที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคผิดก็มีมาก เพราะ

(1) เมื่อไม่เคารพศักดิ์ศรีกันและกัน แทนที่จะได้ข้อมูลที่จริงแท้เกี่ยวกับโรคก็กลับจะได้ข้อมูลปลอมที่ผู้ป่วยให้มาเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองแทน หรืออาจจะได้การทะเลาะโต้เถียงเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีแทนที่จะได้ข้อมูล
(2) เมื่อไม่เข้าใจมุมมองต่อชีวิตของกันและกันจะทำให้ข้อมูลในส่วนขององค์ประกอบแวดล้อมของการเกิดโรค หรือที่เรียกว่า context of care หายไป
(3) เมื่อไม่มีการถ่ายทอดความรู้หากัน โอกาสที่ผู้ป่วยจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยก็น้อยลง
(4) เมื่อไม่เชื่อถือกัน ก็จะเกิดการปิดกั้นข้อมูลส่วนตัวบางอย่างโดยอัตโนมัติ
(5) เมื่อไม่มีเวลาพอ ก็เข้าใจได้ไม่ยาก เวลาไม่พอ ข้อมูลก็ได้น้อย จะไปวินิจฉัยโรคได้ถูกได้อย่างไร

      และถึงแม้ว่าจะวินิจฉัยโรคได้ถูก ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างหมอกับคนไข้ก็ยังจะไปทำให้การรักษาล้มเหลวได้อีก เพราะ

(1) เมื่อไม่เคารพศักดิ์ศรีกันและกัน คนไข้ก็ไม่ร่วมมือกับแผนการรักษา ถือว่าหมอมีหน้าที่รักษาฉันก็รักษาไป ฉันจะรอรับบริการ
(2) เมื่อขาดความเข้าใจมุมมองต่อชีวิตของกันและกัน โอกาสที่จะใช้ความเชื่อหรือปรัชญาส่วนตัวของคนไข้มาเป็นเครื่องมือช่วยรักษาโรคก็หดหายไปอย่างน่าเสียดาย เพราะบ่อยครั้งที่ความเชื่อของคนไข้นั่นแหละ เป็นเครื่องมือที่ดีในการรักษาโรคของคนไข้เอง
(3) เมื่อไม่มีการถ่ายทอดความรู้หากัน คนไข้ก็ไม่รู้วิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ตรงนี้มีงานวิจัยแยะมาก ว่าคนไข้ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ยิ่งมาก ยิ่งทำให้การรักษาโรคได้ผล
(4) เมื่อไม่เชื่อถือกัน คนไข้ก็ไม่เชื่อแผนการรักษาของหมอ แทนที่จะได้ลงมือดูแลตัวเองตามหมอแนะนำ กลับต้องตระเวนไปหาความเห็นของหมอคนที่สองที่สามที่สี่ไม่รู้จบ บางทีหมอว่าอย่างคนไข้จงใจทำอีกอย่างด้วยความเชื่อว่าหมอจะต้องว่าผิด
(5) เมื่อไม่มีเวลาพอ การรักษาโรคบางอย่างก็ไม่ได้ผล เพราะโรคบางอย่างการรักษาต้องอาศัยเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน อย่างเช่น การจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนไข้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อผลร้ายต่อสุขภาพ เช่นกินมาก มันต้องอาศัยเวลา พูดง่ายๆว่ามันต้องปลุกมู้ด หรือปลุกระดม ถ้าไม่มีเวลามันทำไม่ได้
   
ผู้สื่อข่าว:
ที่คุณหมอว่าเวลาไม่พอ ปัจจุบันนี้หมอมีเวลาพบคนไข้มากแค่ไหนหรือคะ

นพ.สันต์:

ในงานวิจัยเก่าที่ทำไว้หลายปีแล้ว เวลาพบกันที่โอพีดี. ถ้าในรพ.ของรัฐมีประมาณ 5 นาที ถ้าในรพ.เอกชนมีประมาณ 15 นาที นี่นับรวมเวลาที่แพทย์จะต้องซักประวัติการเจ็บป่วยด้วยนะ

ผู้สื่อข่าว:
ที่คุณหมอว่าเวลาไม่พอ ต้องมีเวลาเท่่าไหร่ละคะ ถึงจะพอ 

นพ.สันต์:

ในงานของผมซึ่งเป็นหมอด่านหน้า หรือหมอปฐมภูมิ ผมต้องมีเวลา 30 นาที ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อคน จึงจะพอที่ผมจะเข้าใจปัญหาของคนไข้ และสร้างความสัมพันธ์เชิงร่วมมือให้เกิดขึ้นได้

ผู้สื่อข่าว:
นอกจากเวลาที่ไม่พอแล้ว อะไรเป็น "ช่องว่าง" สำคัญที่ทำให้ความเข้าใจกันเกิดขึ้นได้ยากคะ

นพ.สันต์:
มันมีอยู่สองอย่างเท่านั้นแหละ

อย่างแรก คือช่องว่างระหว่างความรู้ คือหมอเป็นคนที่รู้มาก คนไข้เป็นคนที่รู้น้อย คนที่รู้กับคนที่ไม่รู้พูดกัน มันก็มักจะไม่ค่อยรู้เรื่องกัน ทักษะในการถ่ายทอดความรู้ไปสู่กันโดยสามารถธำรงรักษาศักดิ์ศรีของกันและกันและให้สอดคล้องกับความเชื่อและภูมิหลังทางสังคมของอีกฝ่ายหนึ่งจึงสำคัญ

อย่างที่สอง คือช่องว่างเชิงจิตวิทยา คือคนไข้เป็นผู้กำลังป่วย กำลังเดือดร้อน กำลังเสาะหาการพึ่งพา ส่วนหมอเป็นผู้มีสุขภาพดี และมีศักยภาพที่จะให้ความช่วยเหลือพึ่งพาได้ มองเผินๆมันคล้ายๆจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนมีอำนาจ กับคนที่จำยอมต้องมาสยบต่ออำนาจ อาจไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียวนะ แต่คล้ายๆอย่างนั้น มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องเข้าหากันอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน จะต้องระวังอย่างยิ่งไม่ให้เกิดความรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรีของความเป็นคน มิฉะนั้นก็จะเกิดพฤติกรรมปกป้องศักดิ์ศรีอย่างไร้สาระของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเผลอๆอาจนำไปสู่ความล้มเหลวของการรักษา

ผู้สื่อข่าว:
แล้วการจะถมช่องว่างนี้ละคะ

นพ.สันต์:
แน่นอน มันก็ต้องทั้งสองฝ่าย แต่มันต้องเริ่มที่แพทย์ก่อน อย่างเช่นประเด็นศักดิ์ศรีของความเป็นคน การที่แพทย์ซึ่งมีความรู้สูงกว่า อยู่ในฐานะผู้มีศักยภาพจะให้การพึ่งพิงได้ หากแพทย์ถ่อมตัวลงมา มันก็ง่าย ขณะที่คนไข้เขาเป็นฝ่ายต้องมาเสาะหาที่พึ่ง โดยธรรมชาติเขาก็ต้องตั้งการ์ดอยู่แล้วว่างานนี้เขาอาจจะถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี การจะให้เขาถ่อมตัวลงไปก่อนอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ทั้งหมดนี้มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีเวลาให้กันนะ เวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ผู้สื่อข่าว:
ปกติแพทย์จะถูกสอนให้มีทักษะเหล่านี้มาแล้วหรือไม่

นพ.สันต์:
มันก็เป็นวิชาเล็กๆวิชาหนึ่ง ในจำนวนเนื้อหาวิชาทั้งหมดซึ่งมีมาก จบมาแล้วก็มีแต่คอนเซ็พท์เบื้องต้น แล้วก็มาหัดทักษะเอาในชีวิตจริง ตอนที่เพิ่งเริ่มเป็นหมอหนุ่มๆสาวๆก็อาจปรี๊ดแตกบ้าง มันก็เป็นธรรมดา ผมยอมรับว่าบางครั้งปัญหาก็เกิดจากหมอมีอัตตา และมีโลกทัศน์ที่คับแคบ แต่ก็นั่นแหละ หมอก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งนะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

...................................................

จดหมายจากผู้ป่วย (12 กพ. 58)

รู้สึกเห็นใจคุณหมอท่านนี้ แต่คุณหมอจะทุกข์น้อยลงนะ ถ้าหมอจินตนาการตัวเองเป็นคนไข้บ้าง เราไม่รู้หรอกว่าต้องดูแลตัวเองยังไงเมื่อป่วย ถ้าคุณภาพชีวิตที่ดี คุณหมอก็คงอยากจะไปหาหมอดีกว่ารักษาตัวเอง ถึงแม้เสีย 30 บาท แต่ถ้าไม่จำเป็นคงไม่มีใครอยากไป รพ. รอการรักษาทีนึงครึ่งวันโดยได้คุยกับแพทย์แค่ 5 นาที เรารู้ว่าคุณหมอเหนื่อย แต่เราก็เข้าใจมาตลอดว่า อาชีพนี้ต้องเสียสละ แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาวด้วย เพราะถ้าคุณหมอหมดไฟเมื่อไหร่ก็ไปทำเอกชนกัน ก็จะไม่เหนื่อยแล้ว รอให้รุ่นน้องต่อมารับภาระตรงนี้ไป ส่วนเรื่องการฟ้องร้องก็คงเป็นเรื่องปกติของคนสมัยนี้ ไม่ว่าอาชีพอะไรก็โดนฟ้องได้ทั้งนั้น แต่เราก็เข้าใจว่า ถ้าหมอไม่เลินเล่อจริงๆ ก็ไม่มีทางที่จะแพ้คดีได้ ซึ่งก็ยุติธรรมดีแล้ว. คุณหมอคะ แทนที่จะมองแต่สิ่งแย่ๆ ในชีวิต คุณหมอลองมองทุกสิ่งว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง ได้มั้ย อะไรแก้ได้ ก็แก้กันไป อะไรที่มันแก้ไม่ได้ ก็อยู่กับมันไปอย่างเข้าใจและยอมรับ เสียเวลาเปล่าที่จะไปจมอยู่กับทุกข์ และ recycle ความทุกข์อยู่ทุกวัน คุณหมอเคยถ่ายภาพใช่มั้ย ลองเอามาใช้กับชีวิตดูสิคะ ขอให้เลือกแต่แง่มุมสวยๆ เก็บเอาไว้ดีกว่า ส่วนประกอบที่แย่ๆ ก็อย่าเก็บเอามาเลย

ทั้งหมดเป็นความเห็นใจที่อยากให้กับคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวม คุณหมออาจจะลืมไปว่า อาชีพนี้ ยังมีอีกหลายคนมากที่ศรัทธาและให้เกียรติมากกว่าอาชีพอื่นนะคะ ถึงแม้จะเจอหมอแย่ๆ บ้าง (เหมือนคุณหมอเจอคนไข้แย่ๆ น่ะแหล่ะ)

..........................................