24 สิงหาคม 2558

ตามัวแบบจอตาบวม (macular edema)


เรียนคุณหมอสันต์

ดิฉันอายุ 61 ปี น้ำหนัก 65 กก. เป็นโรคความดันเลือดสูง ไขมันสูง หมอเคยวัดได้ถึง 200 ตอนนี้กินยา nebilet ประจำ ก่อนหน้านี้หมอเคยให้กินยาลดไขมันดัวย แต่ดิฉันเลิกไปเองเพราะไม่อยากกินยามาก ก่อนหน้านี้สองเดือนดิฉันไปตรวจสุขภาพได้ผลว่าปกติดีหมด ลืมบอกไปว่าดิฉันมักนอนไม่หลับด้วย วันไหนนอนไม่หลับก้จะความดันขึ้น เคยอ่านคุณหมอบอกว่าออกกำลังกายดีแต่ก็ไม่เคยได้ออก เวลาวันๆไม่รู้มันหมดไปกับอะไร ที่เขียนมาหานี้เพราะวันก่อนดิฉันหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านแล้วเห็นตัวหนังสือมันมัวๆไปหมดอ่านไม่ออกก็ตกใจจึงปิดตาดูทีละข้างพบว่าข้างขวาอ่านได้ปกติ แต่ข้างซ้ายอ่านไม่ได้เลย มันมัวตรงกลางเหมือนมีหยดน้ำกลิ้งบนใบบอนมากลิ้งอยู่ตรงกลางลูกตา ดิฉันกลัวจอตาหลุดลอกจึงไปหาหมอตาที่โรงพยาบาล..... เขาจับหยอดตาแล้วส่องกล้องอะไรก็ไม่รู้เข้าไปดูแล้วบอกว่า ไม่ได้เป็นต้อกระจก ไม่ได้เป็นจอประสาทตาหลุดลอก แต่เป็น macular edema คือจอตาส่วนนี้เกิดการบวมน้ำขึั้น หมอให้ยามากินมาหยอดแล้วนัดไปดูอีก 2 สัปดาห์ บอกว่าถ้าไม่ดีขึ้นจะส่งไปหาหมออีกคนหนึ่งให้ลองทำเลเซอร์ดู ถามว่าทำแล้วจะหายไหมก็ตอบว่าไม่ทราบ ถามว่าโรคนี้เกิดจากอะไร หมอตอบว่าคงเกิดจากความเครียดมั้ง ถามว่าเป็นโรคนี้แล้วดิฉันจะถึงขั้นตาบอดไหมหมอก็ตอบว่าไม่ทราบ ถามว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรหมอบอกว่าให้กินยาหยอดยาแล้วอย่าเครียด ดิฉันกลับบ้านด้วยความเครียดมากขึ้น แล้วก็คิดขึ้นได้ว่าถามหมอสันต์เอาก็ได้ อยากให้หมอสันต์แนะนำว่าจะทำไงต่อไปดี

.......................................................

ตอบครับ
ที่แขวนเครื่องครัว จากเศษเหล็กรั้ว

     คุณบอกว่่าเวลาวันๆไม่รู้มันหมดไปกับอะไร ผมเข้าใจนะ ตัวผมเองก็เป็นแบบเดียวกัน สุดสัปดาห์นี้ผ่านไปแบบรวดเร็วชนิดไม่ทันตั้งตัวเลย แต่อย่างน้อยงานซ่อมพลาสติกกรุสระน้ำที่บ้าน Grove House ก็เดินหน้าไป 90% แล้ว แถมยังมีโอกาสได้ขึ้นไปบ้านบนเขาเพื่อตรวจสอบกลิ่นสีตกค้าง ซึ่งก็พบว่าปลอดกลิ่นดีแล้ว อาทิตย์หน้าคงจะได้กลับมาอยู่ที่นี่

     ขึ้นไปครั้งนี้ก็ถือโอกาสติดตั้งที่แขวนเครื่องครัว ซึ่งผมให้คนงานอ๊อกเหล็กเศษรั้วที่เหลือๆ แล้วทำตะขอเข้าเกี่ยวไว้เป็นแถว แล้วทาสีดำ แล้วเอาขึ้นติดเหนือโต๊ะกลางห้องครัว เพื่อให้เป็นที่แขวนหม้อชามรามไห แต่หม้อชามที่เห็นเป็นหม้อทองแดงที่แขวนปะปนอยู่ด้วยนั้นไม่ใช่หม้อชามที่ผมไช้ทำครัวจริงๆนะครับ แต่เป็นสมบัติบ้า คือนานหลายปีมาแล้วผมขับรถเที่ยวไปตามชนบทในยุโรป รู้สึกจะเป็นที่ประเทศเชค เห็นชาวบ้านเขาเอาหม้อชามทองแดงพวกนี้มาเลหลังขายทิ้ง ผมก็ซื้อมาด้วยนิสัยบ้าสมบัติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดแก้ไม่หาย ซื้อมาแล้วก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร พอสบโอกาสจึงเอาขึ้นแขวนประชดตัวเองซะงั้น
 
     ทั้งหมดนี้ หมายถึงการทาสีครัวและการทำที่แขวนสัมภารกในครัว ล้วนเป็น "หนึ่งในโครงการหมอสันต์เข้าครัว" ซึ่งหิ..หิ ผ่านไปแล้วสามเดือน เพิ่งเข้าครัวที่บ้านกรุงเทพได้สองสามคร้้ง ตอนแรกๆที่ผู้ช่วยมาใหม่ผมก็ขยันเข้าครัวเพราะผู้ช่วยใหม่ทำอาหารยังไม่เป็น แต่ตอนนี้ผู้ช่วยทำอาหารเก่งแล้วผมก็จึงมีเหตุอ้างว่าติดนั่นติดนี่หาเวลาเข้าครัวไม่ได้เลย กลับมาอยู่บ้านบนเขาเที่ยวนี้ตัั้งใจว่าโครงการเข้าครัวจะได้เอาจริงกันเสียที

     มาตอบคำถามของท่านผู้อ่านท่านนี้นะครับ

     1. ถามว่าโรคมองเห็นไม่ชัดเพราะจอตาบวม (macular edema) คืออะไร ตอบว่าคือภาวะที่ศูนย์รวมภาพที่จอประสาทตาซึ่งเป็นบริเวณสีเหลืองๆเล็กที่เรียกว่ามาคูลา (macula) เกิดมีของเหลวซึ่งประกอบด้วยน้ำและโปรตีนสะสมขึ้นตรงนั้น เนื่องจากมาคูล่านี้เป็นจุดที่มีปลายประสาทรับภาพและรับสีหนาแน่นที่สุด เป็นจุดที่ช่วยให้เราเก็บทั้งสีทั้งรายละเอียดจากภาพที่เราจงใจมองได้ชัด กะระยะความลึกได้แม่น พอมันบวม ภาพก็เลยไม่ชัด ถ้ามันบวมมากก็อาจจะ "บอดตาใส" ไปเลยก็ได้

     2. ถามว่ามาคูลาบวมเกิดจากอะไรได้บ้าง ตอบว่าเกิดได้จากเหตุหลายอย่างดังนี้

     2.1 เกิดจากยา ยาที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้บ่อยที่สุดคือยาลดไขมันชื่อ nicotinic acid ซึ่งคุณไม่ได้กิน แต่ยา nebivolol (Nebilet) ที่คุณกินลดความดันอยู่นััน ข้อมูลจาก FDA พบว่ามีโอกาสทำให้เกิดมาคูลาบวมได้ประมาณ 1 ใน 500 ของผลข้างเคียงของยานี้ทั้งหมด หมายความว่าทุกๆ 500 คนที่กินยานี้และรายงานผลข้างเคียงให้ FDA ทราบจะมีหนึ่งคนที่เกิดมาคูลาบวม ดังนั้นสิ่งแรกที่พึงทำคือหยุดยานี้เสียในทันที

     2.2 เกิดจากความเครียด จริงๆแล้วแพทย์ถือว่ามันเกิดจากสารอีปิเนฟริน (อะดรินาลิน) แต่ว่าสารตัวนี้ชื่ออีกชื่อหนึ่งของมันคือฮอร์โมนความเครียด (stress hormone) คือเครียดเมื่อไหร อดรินาลินก็ออกมาในเลือดเมื่อนั้น เมื่อออกมาแล้วก็ไปมีผลต่อหลอดเลือดเล็กๆในจอตาหดตัวมากเกินไป ทำให้จอตาขาดเลือด เซลจอตาเสียหาย และบวมได้ ในกรณีของคุณความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่่คุณจะต้องจัดการ จึงจะแก้ปัญหาตามัวนี้ได้

     2.3 เกิดจากเบาหวานลงตา เพราะปลายทางของโรคเบาหวานคือสี่อวัยวะ ได้แก่ ตา ไต หัวใจ ตีน คือเบาหวานเป็นโรคหลอดเลือดด้วยโดยตัวของมันเอง ทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงอวัยวะสำคัญทั้งสี่ตีบบ้าง แตกแล้วเลือดออกบ้าง กรณีที่เป็นกับจอตาก็นำไปสู่การรั่วไหลของของเหลวออกมาจากระบบหลอดเลือดมากองกันอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ในกรณีของคุณผมเข้าใจว่าคุณไม่ได้เป็นเบาหวาน สาเหตุข้อนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณ

     2.4 เกิดจากการอุดตันในหลอดเลือดดำ ที่มีหน้าที่ระบายเลือดออกจากจอตา สาเหตุที่พบบ่อยก็คือการก่อตัวของลิ่มเลือดขึ้นมาในหลอดเลือดดำแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ถ้าเป็นหลอดเลือดเล็กๆก็บวมเล็กๆ แต่ถ้าเป็นหลอดเลือดดำใหญ่ก็บวมทั้งลูกตาแบบว่าเป็นผีตาโปนจนนักศึกษาแพทย์เห็นแล้วเป็นลมเลยทีเดียว

     2.5 เป็นลูกหลงจากการผ่าต้อกระจก ภาษาหมอเรียกว่า Irvine-Gass Syndrome หมายความว่าเปลี่ยนเลนส์ตาใส่เลนส์เทียมแล้วก็เกิดมาคูลาบวมขึ้น แต่การบวมด้วยเหตุนี้มักเป็นการบวมชั่วคราว และหายไปเองได้ในเวลาไม่นาน

     2.6 เกิดจากการอักเสบ ของตาชั้นกลาง หมายถึงประมาณตั้งแต่แก้วตา เลนส์ตา กล้ามเนื้อเลนส์ตา ในชั้นนี้มีบริเวณเล็กๆเรียกว่า pars plana ถ้าตรงนี้อักเสบ จะด้วยจากการติดเชื้อหรือจากเหตุอื่นใด ก็มักจะทำให้มาคูลาบวมไปด้วย

    2.7 เกิดจากโรคพันธุกรรมจอประสาทตาอักเสบชนิดมีเม็ดสีบดบัง (retinitis pigmentosa) เป็นมาแต่เกิด โดยมีอาการตาค่อยๆมืดลงๆ มืดกล้างคืนก่อน แล้วก็ลามมามืดกลางวัน มืดตามขอบลานสายตาก่อน แล้วค่อยๆลามเข้ามามืดตรงกลาง โรคนี้หากสืบโคตรเหง้าศักราชขึ้นไปจะต้องเจอบรรพบุรุษที่เป็นโรคนี้มาก่อนสือบต่อกันมาแทบจะทุกชั่วอายุคน

     3. ถามว่าเป็นมาคูลาบวมจะทำให้ตาบอดถาวรไหม หมอตาเขาก็ตอบคุณแล้วไง ซึ่งเป็นคำตอบที่ตรงที่สุดคือ "ไม่ทราบ" แต่คุณไม่แล้วใจ จะให้หมอสันต์ซึ่งเป็นหมอตี..เอ๊ย ขอโทษ หมอทั่วไป ตอบให้คุณอีกที โอเค้. ผมตอบก็ได้ ผมตอบว่าโรคของตาทุกชนิดถ้าดวงไม่ดีก็ทำให้ตาบอดถาวรได้ทุกโรค พูดจีจีนะ คราวนี้คุณแล้วใจรึยัง ฮี่..ฮี่

     ข้อมูลวิทยาศาสตร์มีอยู่ว่า ถ้าสาเหตุเกิดจากยา หยุดยาแล้วก็มักจะหาย ถ้าสาเหตุเกิดจากหลอดเลือด เช่นเบาหวาน หรือหลอดเลือดดำอุดตัน การใช้เลเซอร์ก็มักจะได้ผลดี แต่จนแล้วจนรอดแม้ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้ป่วยมาคูลาบวมจำนวนหนึ่งจบด้วยการบอดถาวร

      4. ถามว่าจากนี้จะทำไงต่อไปดี ตอบว่า

     4.1 ไปหาหมอตาตามนัด และรักษาตาตามวิธีที่เขาบอกนะดีแล้ว

    4.2 รักษาตัวเองด้วยการหยุดยา nebilet วิธีหยุดผมแนะนำว่า

     4.2.1 ยังไม่ต้องไปหาหมอ แต่ให้คุณซื้อเครื่องวัดความดันมาวัดเองที่บ้าน แล้วเริ่มปรับชีวิตใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

     4.2.2 ปรับอาหาร กินผลไม้ กินผัก กินหญ้า วันละถาด หรือประมาณ 5 จาน กินมังสะวิรัติได้ยิ่งดี เพราะผักผลไม้จะให้โปตัสเซียมที่ลดความดันคุณลงได้ เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เลิกกินไขมันจากสัตว์ทุกอย่าง ถ้าดื่มนมก็ดื่มนมไร้ไขมัน เลิกเนื้อสัตว์แดงๆเช่นหมู่หรือวัวเสียก็ยิ่งดี

     4.2.3 เลิกกินเค็ม กินแต่ของจืดๆ เพราะการลดโซเดียมจะลดการบวมของเนื้อเยื่อและลดความดันได้
   
     4.2.4 เริ่มต้นออกกำลังกายทันที ด้วยการออกไปเดินเร็วๆจนเหงื่อแตก หรือจนหอบร้องเพลงไม่ได้ ให้เวลาแก่การออกกำลังกายวันละอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง ปูนนี้แล้วคุณไม่ต้องทำงานมากหรอก เอาเวลามาดูแลตัวเองดีกว่า

     4.2.5 จัดการความบ้า เอ๊ย ไม่ใช่ ความเครียดซะให้เป็นกิจจะลักษณะ ฝึกสติเป็นวิธีจัดการความเครียดที่ดีที่สุด ความเห็นส่วนตัวของผมการฝึกสติแบบควบกับการเคลื่อนไหว (เช่นการรำมวยจีน) เป็นวิธีฝึกสติอย่างง่ายที่สุด ปรับสุขศาสตร์ของการนอนหลับเสียด้วย แต่อย่ากินยานอนหลับ เพราะยาพวกนั้นบางกลุ่มบางชนิดยิ่งทำให้มาคูลาบวม

     4.2.6 เมื่อปรับชีวิตได้สักหนึ่งสัปดาห์ก็วัดความดัน ถ้าความดันไม่สูง (ไม่เกิน 150 มม.)  ก็ลดยา nebilet ลงครึ่งหนึ่ง แล้ววัดอีกครั้งในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ถ้ายังไม่สูงอีกก็เลิกยา nebilet ไปเลย

     เมื่อครบหนึ่งเดือนก็ไปหาหมอที่รักษาความดัน ก่อนหน้าไปหาหมอ 7 วันอย่าเพิ่มหรือลดยาความดัน เมื่อพบหมอแล้วก็ให้ข้อมูลหมอว่าได้ทำอะไรไปบ้าง หมอเขาจะปรับยาลดหรือเลิกยาลดความดันตามสภาพของร่างกายที่หมอเขาตรวจพบเอง

     ทั้งหมดนี้ถ้าคุณทำจริงจะเห็นผลต่อความดันเลือดของคุณในเวลาเพียง 1 เดือน คุณจะทำหรือไม่ทำนั่นสุดแล้วแต่คุณ เพราะคุณเป็นคนตัดสินใจเลือกเองนะครับ ผมไม่เกี่ยว แต่ถ้าเป็นตัวหมอสันต์เองละก็ การออกกำลังกาย รำมวยจีน กินผลไม้ กินผัก (แต่หญ้าไม่กินนะ) ผมว่ามันสนุกกว่าการเป็นคนแก่ตาบอดตั้งแยะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

  1. McDonnell PJ, Ryan SJ, Walonker AF, Miller-Scholte A. Prediction of visual acuity recovery in cystoid macular edema. Ophthalmic Surg. 1992 May. 23(5):354-8. [Medline].
  2. Meyer CH. Current treatment approaches in diabetic macular edema. Ophthalmologica. 2007. 221(2):118-31.[Medline].
  3. FDA Research Report: Summary statistic of nebivolol HCl causing macular oedema: Accessed on August 24, 2015 at http://factmed.com/study-NEBIVOLOL%20HCL-causing-MACULAR%20OEDEMA.php