07 เมษายน 2558

Donepezil กับเต่าน้อยอองคำ

สวัสดีค่ะ..คุณหมอ
ตอนนี้หนูอายุ 41ปีค่ะ หนูกำลังคิดว่าอนาคตตัวเองจะเป็นโรคสมองเสื่อม เพราะทุกวันนี้มักจะลืมง่าย เช่น 1.นึกชื่อผู้ร่วมงานในองกรค์บางคนไม่ได้ ณ เวลานั้น ซึ่งจะทำงานกันคนละแผนก บางทีจะนึกได้อีกช่วงเวลาหนึ่ง
2. จะออกไปซื้อของ ต้องจดรายการในกระดาษ ไม่งั้นจะซื้อไม่ครบ..55
3.บางทีลืมรับสตางค์ทอนจากแม่ค้า
4.บางทีลืมของที่ซื้อไว้ที่ร้านค้า
5.บางทีจะลืมหยิบของที่เตรียมไว้ ออกมาด้วย..จะต้องแก้ปัญหาโดยวางของไว้ใกล้ประตูทางออก
6.สมองไม่ค่อยอยากรับรู้อะไรที่ลึก ที่ต้องคิดวิเคราะห์
7.ขาดสมาธิที่เคยดีแต่ก่อน เริ่มอารมณ์หงุดหงิดกว่าแต่ก่อนจะเป็นมากตอนที่ลูกทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ พาลให้หงุดหงิดและจะทำโทษลูก
อาการทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับหนู..มันทำให้กลัวเป็นโรคสมองเสื่อมค่ะและภาวะทางจิตใจที่ไม่สงบ
คำถามก็คือว่า..หนูกินยารักษาโรคขี้ลืมได้ใหมค่ะ(donepezil) หรือหนูควรจะปฎิบัติอย่างไรดีค่ะ
กรรมพันธ์..ย่าเป็นโรคสมองเสื่อม
อาชีพของหนู...ทำงานเข้ากะ เช้า บ่าย ดึก เวลาในการพักผ่อนน้อย ทอดข้าวเกรียบขายส่งตามร้าน ช่วงเวลาออกกะค่ะ..หาเวลารีแลคได้ยาก
เพราะดูแลลูกวัยอนุบาล ทำงานดูแลคนในครอบครัว ซึ่งก็เป็นเสาหลักของบ้านค่ะ สามีแยกทางกันแล้ว เพร่ะฉะนั้น ตนเองต้องคอยดูแลทุกเรื่องของครอบครัวค่ะ ไม่เคยทานยาประจำใดๆ ก็เลยจะกลัวเป็นโรคนี้มากๆไม่อยากเป็นภาระใครตอนแก่ เพราะเห็นชีวิตย่าที่หลงลืม แล้วน่าสงสารค่ะ
หนูฝากคุณหมอช่วยตอบคำถามหนูด้วยนะคะ
ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ

.................................................

ตอบครับ

     คุณเป็นแม่ค้าขายข้าวเกรียบ ทำให้ผมนึกถึงความบันเทิงอย่างหนึ่งของชีวิตในวัยเด็ก คือข้าวเกรียบว่าวเป็นอาหารโรแมนติกอย่างเดียวที่ผมจะหากินได้ในวัยเด็กตอนประมาณหกเจ็ดขวบ ไม่ใช่ว่าจะกินได้ทุกวันนะครับ ต้องรอให้แม่ได้มีโอกาสหาบของไปขายตลาดซึ่งห่างหมู่บ้านเป็นเวลาเดินเท้าประมาณชั่วโมงกว่าๆก่อน จึงจะได้กิน เมื่อแม่กลับจากตลาด ผมต้องรีบไปเปิดถาดค้นก้นกระบุงเพื่อมองหาข้าวเกรียบว่าว ภาษาเหนือเรียกว่า “ข้าวควบ” เข้าใจว่าเพราะกินแล้วมันมีเสียงดัง ควบ ควบ ควบ คนจึงเรียกมันว่าข้าวควบ

     พูดถึงข้าวควบก็ทำให้คิดถึงนิทานคลาสสิกของเมืองเหนือที่คุณยายเล่าให้ฟัง ชื่อว่าเรื่อง “เต่าน้อยอองคำ” คำว่า “ออง” แปลว่ากระดอง ดังนั้นชื่อเรื่องในภาษากลางก็คือเรื่อง “เต่าน้อยกระดองทองคำ” นั่นเอง เมื่อเทียบกับภาษาเหนือแล้ว ภาษากลางเนี่ยไม่เพราะเลยใช่ไหมครับท่านผู้อ่าน

     เรื่องตามที่ผมจำได้จากคำบอกเล่าของคุณยายมีอยู่ว่าเศรษฐีคนหนึ่งมีเมียสองคน เมียหลวงเป็นคนใจบุญมีลูกสาวชื่ออุทธรา (นางเอก) ส่วนเมียน้อยเป็นผีกระสือปลอมตัวมาชื่อนางกาไล มีลูกอิจฉาชื่ออุททา ฟังไตเติ้ลแล้วเหมือนเรื่องซินเดอเรลล่าพิกลนะ

     วันหนึ่งเศรษฐีพาเมียทั้งสองนั่งเรือพายไปหาปลา ตกได้ปลาขึ้นมาเท่าไหร่ก็แบ่งให้เมียใส่ข้องคนละเท่าๆกัน นางเมียน้อยซึ่งเป็นผีกระสือนั่งหลังเรือก็ถือโอกาสจับปลาในข้องของตัวเองกินดิบๆจนหมดข้อง แล้วก็ออกฟอร์มเมาเรือขอแลกที่นั่งกับเมียหลวง เศรษฐีตกปลาไปจนข้องที่หัวเรือมีปลาเต็มก็กลับบ้านเพราะข้องหน้าเต็มข้องหลังก็ต้องเต็มด้วยเนื่องจากแบ่งให้เท่าๆกัน แต่พอมาขึ้นท่าจะเข้าบ้านก็มาพบว่าข้องของเมียหลวงกลวงโบ๋ปลาหายหมดเกลี้ยง เศรษฐีจึงหน้ามืดโมโหว่าเมียหลวงคอรัปชั่น แล้วเอาพายฟาดเธอตกน้ำต๋อมจมหายไป

     สาวน้อยซินเดอร์เอ๊ย..ไม่ใช่อุทธราเมื่อไร้แม่ก็ถูกแม่เลี้ยงใช้งานทารุณไม่เลี้ยง วันไหนจะใช้งานหนักๆตัวเองก็อ้อนเศรษฐีทำทีป่วย เอาข้าวควบไปแผ่ไว้ใต้ที่นอนเวลาพลิกตัวมีเสียงดังควบ ควบ ควบ เศรษฐีเซ่อก็คิดว่าเมียคงจะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมอย่างรุนแรงจนกระดูกสีกันกุบกับก็หลงคล้อยตามเมียน้อย เธอจะทารุณลูกสาวอย่างไรก็ยอมหมด

     วันหนึ่งอุทธราไปเลี้ยงควาย พาควายไปกินหญ้าริมหนองน้ำก็ได้ยินเสียงคุ้นๆเรียกชื่อเธอ เธอตามเสียงไปก็ไปพบเต่ากระดองทองคำตัวหนึ่งซึ่งบอกว่าเป็นแม่ของเธอที่ตายไป (อย่าลืมคำว่าออง ก็คือกระดองนั่นเอง) ตั้งแต่นั้นมาอุทธรากับเต่าอองคำก็สนิทกัน เต่าหวีผมให้เธอซะเรียบสวยเช้งทุกวันจนแม่เลี้ยงเห็นเข้าแล้วเอะใจว่า..หนอยแน่ะ เธอจะมาสวยกว่าลูกแท้ๆของฉันได้ไง จึงสืบไปจนได้ความเรื่องเต่าทองแล้วก็เกณฑ์บ่าวไพร่ออกล่าเต่าทองแต่ก็ไม่สำเร็จสักทีเพราะนางเอกบอกความลับให้แม่เสียก่อนทุกครั้ง จนในที่สุดนางกาไลก็ออกอุบายบอกอุทธราว่าจะฆ่าเธอเสียเว้นเสียแต่เธอจะเอาเต่าทองมาให้ได้ อุทธราก็ไปเคาะผิวน้ำเรียกหาแม่มาปรึกษาหารือกันแล้วแม่เต่าก็บอกให้อุทธราอุ้มแม่ไปให้นางกาไลเสียเถอะลูกจะได้รอดชีวิต นางกาไลได้ตัวเต่าทองไปก็บังคับให้อุทธราหย่อนเต่าลงหม้อต้ม ถึงตอนนี้ผมจำคำเล่าของยายได้แม่น ซึ่งเล่าเป็นร้อยแก้วคำเมือง ประมาณว่า

“..พอหางเต่าทองต้องน้ำเดือด แม่เต่าก็คืดถึงลูก ว่าหางนี้เคยใช้หยอกล้อเล่นกับลูก
พอขานางแตะน้ำเดือด ก็นึกได้ว่าขานี้แหละที่เคยพาลูกเดินไปเที่ยวนอกบ้านเมื่อลูกยังเล็ก
พอท้องนางเต่าแตะน้ำเดือด ก็นึกถึงตอนตั้งครรภ์ลูกน้อยและนึกถึงใจที่เป็นสุขจะได้ลูกไว้อุ้มชู
พอน้ำร้อนมาถึงหน้าอกก็นึกถึงว่าอกนี้แหละหนอที่ป้อนน้ำนมให้ลูกกิน
พอน้ำร้อนมาถึงปากก็นึกถึงเมื่อเราสองแม่ลูกมีความสุขใช้ปากนี้รำพันความรักต่อกัน
พอน้ำร้อนถึงหน้า ก็นึกถึงตอนลูกน้อยเอาแก้มแนบชิดกับแก้มแม่..”

    นางกระสือกาไลต้มเต่ากินแล้วก็โยนกระดองทิ้งไป หมาดำประจำบ้านเห็นกระดองใหญ่คงจะแทะได้ไม่รู้เบื่อก็คาบกระดองไปฝังดินซ่อนไว้ อุทธราใช้ปิยะวาจาขอความลับที่ฝังอองคำจากหมาจนหมาใจอ่อนยอมขุดอองคำมาให้ อุทธราจึงเอาอองคำนั้นไปฝังไว้บนเนินไกลๆจากบ้านไว้สักการะบูชา อองคำนั้นงอกขึ้นมาเป็นต้นโพธิ์ทิพย์ ออกดอกและลูกเป็นฆ้อง กลอง เครื่องใช้ เงินทอง คนได้เก็บไปใช้ไปขายเป็นของดีมีราคา ข่าวทราบถึงพระราชาจึงให้ขุดไปปลูกในวัง แต่ไม่มีใครสามารถขุดต้นไม้นี้ออกได้ ผู้เฒ่าคนหนึ่งจึงแนะให้ไปตามตัวอุทธรานางสาวเลี้ยงควายให้มาขุด  พอเธอมาขุดก็ขุดออกได้โดยง่าย พระราชาชอบใจเลยขอแต่งเธอเป็นพระมเหสีเสียเลย

     ยังไม่จบแค่ นี้ โธ่ มีคู่ปรับระดับผีกระสือจะจบง่ายๆได้ไง นางกาไวอิจฉาและอยากให้ลูกในไส้ของตนได้เป็นมเหสีแทน จึงออกฟอร์มปล่อยข่าวว่าพ่อของอุทธราป่วยหนัก พระมเหสีก็ยาตราทัพมาเยี่ยมพ่อ นางอุททาพี่สาวต่างมารดาก็ออกอุบายมาบอกว่าพ่อป่วยหนักทหารช้างม้าผู้คนมากมายจะทำให้พ่อตกใจตาย ทิ้งกองทัพไว้นี้แล้วเดินเท้าเข้าบ้านกันเงียบๆดีกว่า ซึ่งก็ได้ผล อุทธราหลงกล สองแม่ลูกจึงจับอุทธรามัดไปถ่วงน้ำเสีย แล้วให้อุททาปลอมตัวเป็นอุทธรากลับเข้าวังเป็นมเหสีแทน

     ยัง..ยังไม่จบ อุททาปลอมตัวได้ไม่แนบเนียน เนื้อเรื่องบอกว่าเพราะนิสัยของเธอตรงกันข้ามกับของนางเอกตัวจริง และเจ้าชายน้อยลูกของอุทธราก็ไม่ยอมเข้าไกล้ แต่ผมเดาเอาว่าเป็นเพราะอุททาเธอไม่เคยแต่งงานเธอจะทำจ๊อบพระมเหสีได้แนบเนียนได้อย่างไร ในที่สุดพระราชาจับได้ว่านี่เป็นตัวปลอมจึงจับประหารชีวิตสับร่างเธอทำปลาร้า เอ๊ย..ไม่ใช่ สับร่างเธอใส่ไหส่งกลับไปให้พ่อแม่ของเธอกิน แล้วส่งทหารออกตามหาอุทธราตัวจริง

     ส่วนอุทธรานั้นถูกถ่วงน้ำไปก็จริง แต่พระอินทร์ได้เอาหน้ากากออกซิเจนมาครอบให้ทันเวลาจึงรอดชีวิตอยู่ได้จนทหารไปพบเข้า เมื่อได้กลับมาเป็นมเหสีสิ่งแรกที่เธอทำก็คือขออภัยโทษให้พ่อและแม่เลี้ยง ให้ได้รับการปล่อยตัว พระราชาตกลง แต่พระอินทร์ไม่ตกลง พอได้รับปล่อยตัวยังไม่พ้นบันไดหน้าคุกพระอินทร์ก็ทำให้แผ่นดินแยกสูบเอานางกาไลลงหลุมไป เด๊ด สะมอเร่ คาที่ แต่ว่าพ่อนางเอกซึ่งเป็นชายไร้สมองนั้นพระอินทร์ไม่ลงโทษจึงมีชีวิตอยู่ต่อมาจนชราแล้วแก่ตายไปเอง ผมเข้าใจว่าพระอินทร์คงได้รับการฝึกอบรมมาจากทางเยอรมัน ซึ่งถือหลักว่าคนโง่แต่ขี้เกียจไม่เป็นไรให้เลี้ยงไว้ ดีกว่าคนโง่แต่ขยันซึ่งประหารชีวิตเสียได้เป็นดีที่สุด

     (ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น)

     “..เฮ้ย เพ้อเจ้อเละเทะไปไกลแล้ว ลุ้ง เขาถามเรื่องยา donepezil นะ”

   แหะ แหะ ขอโทษ โอเค. มาตอบคำถามของแม่ค้าขายข้าวควบ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่มีบุญคุณต่อหมอสันต์กันดีกว่า

     1. ถามว่าอาการที่เล่ามาเป็นโรคอะไร เป็นโรคสมองเสื่อมใช่ไหม ตอบว่าคำว่าโรคสมองเสื่อม (dementia) สมัยนี้หมอเขาไม่ใช้กันแล้วเพราะมันเสนียด เอ๊ย.. ไม่ใช่ มันฟังดูระคายหู มาตรฐานการเรียกชื่อโรคทางจิตเวชใหม่ (DSM5)จึงเรียกเสียใหม่ว่า "ความผิดปกติทางประสาทและการทำงานของสมอง"  (Neurocognitive Disorder - NCD) ซึ่งนิยามว่าคือการถดถอยลงไปจากเดิมอย่างน้อยหนึ่งด้านจากการทำงานของสมองทั้งหมดหกด้าน อันได้แก่ (1) สมาธิที่จะรับมือกับหลายเรื่องทีเดียว (complex attention) (2) การคิดวินิจฉัยตัดสิน (3) การเรียนรู้จดจำ (4) ภาษา (5) การรับรู้สิ่งเร้าและการเคลื่่อนไหว (6) การสังคม โดยที่ความผิดปกตินี้ต้องสังเกตได้โดยคนที่เกี่ยวข้อง (ญาติ เพื่อน หมอ) หรือตรวจวัดได้ด้วยวิธีตรวจทางคลินิก ทั้งนี้หากเป็นไม่มาก คือยังใช้ชีวิตโดยลำพังได้ก็เรียกว่าเป็นระดับ "น้อย" (mild) ถ้าใช้ชีวิตโดยลำพังไม่ได้ต้องมีคนเฝ้าช่วยเหลือก็เรียกว่าเป็นระดับ "เยอะ" (major) ในกรณีของคุณนี้จากเรื่องที่เล่าก็สรุปได้ว่ามีทั้งการถดถอยของสมาธิ การคิดวินิจฉัย และความจำ หากถือเอาตามเกณฑ์วินิจฉัยใหม่ผมก็จะเดาแอ็กว่าคุณเป็นโรคนี้ แต่เป็นชนิดน้อย (mild) เพราะคุณยังมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเองได้ไม่ถึงกับต้องพึ่งพาให้ใครมาเฝ้าดูแล

     ส่วนการจะรู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร ก็ต้องวินิจฉัยเจาะลึกแยกย่อยต่อไปว่าคุณเป็นความผิดปกติทางประสาทและการทำงานของสมองจากสาเหตุใดในห้าสาเหตุหลัก คือ

     สาเหตุที่ 1. โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer disease) ซึ่งต้องผ่าศพดู..เอ๊ยขอโทษพูดเล่น เอ๊ย..ไม่ใช่ พูดจริง เพราะการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์แบบจะๆชัวร์ๆต้องรอให้ตายก่อนแล้วผ่าเอาเนื้อสมองมาส่องกล้องจุลทรรศน์ดู หากเห็นเส้นใยประสาทพันกันยุ่งขิงเป็นกระจุก  (neurofibrillary tangles หรือ NFTs) ร่วมกับมีตุ่มผิดปกติ (senile plaques หรือ SPs) ก็ชัวร์ป๊าดว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ การตรวจด้วยวิธีนุ่มนวลกว่านั้นเช่นตรวจด้วยเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) แล้วเห็นความแน่นของเนื้อสมองขาว (white matter) ลดลง หรือตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) แล้วเห็นสัญญาณบอกความแน่น (T1, T2 signal) ลดลง ก็เป็นเพียงลางบอกว่าน่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ แต่ยังไม่ชัวร์ป๊าดเท่ากับการผ่าเอาเนื้อสมองออกมาตรวจ เพราะมาตรฐานการวินิจฉัย (gold standard) โรคอัลไซเมอร์นี้ต้องวินิจฉ้ยโดยการตรวจเนื้อสมองเท่านั้น

     สาเหตุที่ 2. โรคหลอดเลือด (vascular disease) เช่น หลังเกิดอัมพาต หรือกรณีสมองเสื่อมจากหลอดเลือดเล็กๆตีบตัน (subcortical vascular NCD) หรือกรณีสมองเสื่อมจากเนื้อสมองทั้งหมดขาดออกซิเจนไปชั่วระยะหนึ่ง เช่นในกรณีช็อก หรือกรณีหัวใจหยุดเต้นแล้วกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ หากตรวจภาพของสมองจะเห็นเนื้อสมองตาย (infarction) ในบริเวณที่เลี้ยงด้วยหลอดเลือดที่เป็นโรค  สมองเสื่อมชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นกะทันหันเช่นหลังเกิดอัมพาต บางช่วงก็อาการทรงอยู่นานแล้วก็ทรุดวูบลงไป บางช่วงอาการก็อาจดีขึ้นมาได้ คนที่มีอาการสมองเสื่อมเกิดขึ้นค่อนข้างกะทันหันจึงควรตรวจ CT ดูภาพสมองเสมอ

     สาเหตุที่ 3. มีเม็ดลิวอี้ (Lewy bodies NCD) คำว่าลิวอี้นี้เป็นชื่อหมอคนที่พบว่าสมองเสื่อมแบบนี้มีเม็ดโปรตีนเป็นก้อนอยู่ในเซลสมองก่อนแล้วเซลสมองก็ค่อยๆตายลง หากเม็ดพวกนี้ไปเกิดที่ฐานสมองก็จะมีอาการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวคล้ายกับโรคพาร์คินสัน คือ สั่นๆ แข็งๆ ทื่อๆ หากไปเกิดที่เนื้อสมองก็มีอาการ “โง่ลงในบัดดล” คือการใช้ดุลพินิจหรือความคิดวินิจฉัยเสียไปอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งจัดว่าเป็นเอกลักษณ์ของโรคนี้

     สาเหตุที่ 4. เนื้อสมองส่วนหน้าและส่วนขมับฝ่อ  (fronto temporal NCD) โดยที่หลอดเลือดสมองก็ยังปกติดี การเปลี่ยนแปลงของเนื้อสมองในลักษณะนี้ทำให้เกิดอาการเริ่มต้นเหมือนคนเป็นโรคทางจิตเวช  (บ้า) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีพฤติกรรมผิดปกติต่างๆ แต่ว่าการใช้ความคิดวิเคราะห์ยังดีอยู่ แต่ต่อๆไปการทำหน้าที่ของสมองทุกส่วนก็เสื่อมลงๆ โรคนี้เป็นได้ในคนอายุน้อยตั้งแต่ 45 ปีก็มีให้เห็นแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นกรรมพันธุ์

     สาเหตุที่ 5. ได้รับบาดเจ็บทางสมอง

     สาเหตุอื่นๆที่พบได้น้อยแต่เป็นสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น โรคซึมเศร้า โลหิตจาง ขาดอาหาร (เช่นวิตามินดี. อี. บี.12 โฟเลท) ไฮโปไทรอยด์ เบาหวาน ติดเชื้อ พิษของยาที่กินประจำ แอลกอฮอล์ เนื้องอกสมอง เอดส์ เป็นต้น



     2. ถามว่าเมื่อวินิจฉัยได้ว่ามีความผิดปกติทางประสาทและการทำงานของสมองระดับ "น้อย" (Mild Neurocognitive Disorder) แล้ว จะกินยา donepezil แก้ขี้หลงขี้ลืมดีไหม ตอบว่า "ไม่ดีครับ" เพราะหลักฐานที่ว่ายานี้จะได้ประโยชน์กับคนมีความผิดปกติระดับ "น้อย" อย่างคุณนี้หรือไม่ยังไม่ชัด งานวิจัยหลายรายการในคนไข้บางกลุ่มพบว่ามันไม่ได้ประโยชน์เมื่อเทียบกับยาหลอก และองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ก็ไม่ได้อนุมัติให้ใช้ยา donepezil หรือยารักษาโรคอัลไซเมอร์ตัวอื่นใดมารักษา mild NCD เลย อย่างไรก็ตาม การวิจัยติดตามดูในชีวิตจริงพบว่าคนไข้แบบคุณนี้ที่ถูกหมอจับให้กินยา donepezil ในแคลิฟอร์เนียมี 28% และในฝรั่งเศสมี 6.1% เรียกว่าเป็นการแอบให้หรือให้กันแบบ off label ซึ่งผมมีความเห็นในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ว่าไม่ถูกและไม่ควร ควรจะรอผลวิจัยที่ชัดเจนกว่านี้ 

     อีกอย่างหนึ่ง ยานี้มันไม่ได้รักษาโรคขี้ลืมให้หายนะ แม้ในคนเป็นอัลไซเมอร์เต็มแม็กแล้ว ยานี้ก็เพียงบรรเทาอาการได้นิดหน่อยในระยะสั้นเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการดำเนินของโรคเลยสักนิดเดียว ที่ว่าบรรเทาอาการได้นิดหน่อยนั้นวัดกันด้วยคะแนนตรวจการทำงานของสมอง ยกตัวอย่างเช่นงานวิจัยเปรียบเทียบกันด้วยการตรวจสภาพจิตอย่างย่อ (Mini Mental Status Examination หรือ MMSE) ซึ่งมีหลักการตรวจและให้คะแนนการทำงานของสมองใน 8 ด้าน คือ การรับรู้เวลา การรับรู้สถานที่ การจำข้อมูลใหม่ การแสดงสมาธิโดยวิธีให้นับตัวเลขถอยหลัง การใช้ภาษาด้วยวิธีให้พูดอะไรก็ได้สองสามคำ การพูดประโยคซ้ำตามครู การวาดรูปห้าเหลี่ยมสองรูปซ้อนกัน ทั้งหมดนี้มีคะแนนเต็ม 30 คะแนน ถ้าทำได้เกิน 25 คะแนนถือว่าปกติ พบว่าคนเป็นโรคอัลไซเมอร์กลุ่มที่กินยา donezepil 5 มก.ทำคะแนนได้สูงกว่ากลุ่มที่กินยาหลอก 1.0 คะแนน ส่วนกลุ่มที่กินยา 10 มก.ทำคะแนนได้สูงกว่ากลุ่มกินยาหลอก 1.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน! เห็นความแตกต่างของคะแนนระดับจิ๊บๆอย่างนี้แล้วคุณว่ายานี้มันจะเจ๋งแค่ไหนละ

     3. ถามว่าถ้าไม่ให้กินยาแล้วจะให้รักษาด้วยวิธีใดดี ตอบว่าหลักฐานวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้ยังไม่มีวิธีรักษาความผิดปกติทางประสาทและการทำงานของสมองระดับ "น้อย" หรือ Mild NCD ที่ได้ผลดีแท้แน่นอนเลยสักอย่างเดียว ผมจึงขอแนะนำว่า

3.1 คุณต้องนอนให้พอก่อน ถ้าไม่ได้นอนพอ ก็อย่ามาหวังให้สมองทำงานดีเสียให้ยากเลย มันเป็นไปไม่ได้หรอก 

3.2 คุณต้องไปหาหมอเพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆที่รักษาได้ก่อน อย่างน้อยก็ต้องเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัยแยกโรคโลหิตจาง ไฮโปไทรอยด์ เบาหวาน โรคขาดสารอาหารต่างๆเช่นเหล็ก วิตามินดี. บี.12 โฟเลท เป็นต้น ถ้าหมอตรวจทางประสาทวิทยาแล้วแนะนำให้ทำ CT สมองเพื่อวินิจฉัยแยกเนื้องอกในสมองก็ควรทำ โรคที่พูดมาทั้งหมดนี้รักษาได้ทั้งนั้น 

3.3 คุณต้องออกกำลังกายให้หนักพอควร (จนหอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้) ทุกวัน เพราะงานวิจัยเปรียบเทียบพวกออกกำลังกายถึงระดับหนักพอควรจะมีการทำงานของสมองถดถอยน้อยกว่าพวกที่ออกกำลังกายเบาหรือไม่ออกเลย

3.4 คุณจะต้องกินอาหารที่มีผักผลไม้แยะๆ เพราะงานวิจัยระดับเล็กๆจำนวนหนึ่งให้ข้อมูลว่าภาวะสมองเสื่อมมีความสัมพันธ์กับการขาดอาหารในกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระเช่นวิตามินอี. ดังนั้นคุณกินผักผลไม้แยะๆเข้าไว้ไม่เสียหลาย

3.5 ในแง่ของการมีสมาธิให้รับมือกับหลายๆเรื่องพร้อมกันได้ ผมแนะนำให้คุณฝึกสติ เพราะงานวิจัยการฝึกสติด้วยวิธีนั่งสมาธิ (meditation) พบว่าการฝึกสติมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มสมาธิในการจดจ่อหรือจัดการสิ่งเร้าที่เข้ามาทีละหลายๆเรื่องได้

3.6 วิธีสุดท้ายนี้เป็นวิธีที่ผมใช้เอง ไม่มีงานวิจัยรองรับ คือผมจะทำแผนการทำงานเป็นเรื่องๆสั้นๆจดไว้ในโทรศัพท์มือถือรวมเกือบสิบเรื่อง คนอื่นที่ไม่รู้ว่าผมเป็นโรคขี้ลืมมาอ่านเจอเข้าก็คงคิดว่าผมบ้า ยกตัวอย่างเช่นการจะแต่งตัวก่อนออกจากบ้านผมก็ควักขึ้นมาอ่่าน ซึ่งจะเขียนว่า (1) กระเป๋าเงิน (2) โทรศัพท์ (3) กุญแจ (4) แว่นตา (5) คอมพิวเตอร์ (6) กล่องข้าว  หรือพอถึงขั้นตอนจะขับรถออกจากบ้าน ผมก็จะควักขั้นตอนที่เขียนไว้ออกมาอ่านทีละข้อ เช่น (1) เปิดประตูหลังวางกระเป๋าแล้วปิด (2) เปิดประตูหน้าเข้าไปนั่ง (2) เอาโทรศัพท์ขึ้นแขวน (ที่บนกระจก เผื่อคนไข้โทรมา) (3) คาดเข็มขัด (4) เสียบกุญแจสตาร์ทเครื่อง (5) เปิดแอร์ (ุ6) เช็คหน้าจอ (เผื่อน้ำมันหมด)  (7) ปลดเบรกมือ (8) หยิบรีโมทเปิดประตูบ้าน (9) ออกรถ (10) กดรีโมทปิตประตูบ้าน (11) เก็บรีโมทเข้าที่เดิม คุณอ่านแล้วว่าผมบ้าแมะ เออ บ้าก็บ้าละวะ เพราะผมเคยขับรถไปได้เกือบกิโลแล้วนึกขึ้นได้ เฮ้ย เมื่อกี้ปิดประตูบ้านหรือยัง ไม่แน่ใจ ขับกลับมาอีกที เพราะคนทำงานบ้านเป็นคนต่างชาติเธอมักขลุกอยู่กับเพื่อนร่วมชาติของเธอที่หล้งบ้าน ถ้าเปิดบ้านอ้าซ่าไว้อย่างนั้นไม่ดีแน่ หรือยังมีที่แย่ยิ่งกว่านั้นอีกนะ คือ วันนั้นบัตรจ่ายเงินทางด่วนเกิดเงินหมด ต้องจ่ายเงินสด เฮ้ย..ลืมเอากระเป๋าเงินมา เปิดเก๊ะดู ฮ้า ไม่มีเงินเลย ก็พี่ไม่เคยใส่เงินไว้จะมีได้ไงละเพ่ จะโทรศัพท์บอกเมียให้เอาเงินตามมาให้เขา เฮ้ย..โทรศัพท์ก็ลืมไว้พร้อมกับกระเป๋าเงิน ทำไงดี เอางี้แล้วกัน ยกมือไหว้เด็กเก็บเงิน

     "..น้องครับ พี่บอกอย่างไม่อายนะ พี่ไม่มีเงินเลยครับ แหะ แหะ ขอพี่แปะไว้ก่อนนะ พี่สัญญาว่าเย็นนี้จะกลับเอามาให้"

   ที่สำคัญคือน้องคนนั้นเขาเชื่อผมซะด้วย ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์    

บรรณานุกรม

1.Richard S E Keefe1, Anil K Malhotra, Herbert Y Meltzer, John M Kane, Robert W Buchanan, Anita Murthy, Mindy Sovel, Chunming Li and Robert Goldman. Efficacy and Safety of Donepezil in Patients with Schizophrenia or Schizoaffective Disorder: Significant Placebo/Practice Effects in a 12-Week, Randomized, Double-Blind, Placebo-Controlled Trial. Neuropsychopharmacology (2008) 33, 1217–1228; doi:10.1038/sj.npp.1301499;
2. Andrea M. Weinstein, Cynthia Barton, Leslie Ross, Joel H. Kramer, and Kristine Yaffe. Treatment Practices of Mild Cognitive Impairment in California Alzheimer's Disease Centers. J Am Geriatr Soc. 2009 Apr; 57(4): 686–690. doi:  10.1111/j.1532-5415.2009.02200.x
3. L. S. Steele and R. H. Glazier. Is donepezil effective for treating Alzheimer's disease?. Can Fam Physician. 1999 Apr; 45: 917–919.
4. Tifratene K1, Sakarovitch C, Rouis A, Pradier C, Robert P. Mild cognitive impairment and anti-Alzheimer disease medications: A cross sectional study of the French National Alzheimer Databank (BNA).  J Alzheimers Dis. 2014;38(3):541-9. doi: 10.3233/JAD-131103.