22 มีนาคม 2558

No butts, No boobs, and No hoops.

21 มีค. 58

     ผมเสร็จบรรยายกับพวกหมอฝรั่งที่โรงแรมฮิลตันอะคาเดียหรืออะไรชื่อคล้ายๆนี้แหละ แล้วก็รีบกลับ ผู้จัดประชุมให้รถตู้มาส่งผมคนเดียวที่สนามบิน รถติดมากเสียยิ่งกว่าในกรุงเทพเสียอีก หมดเวลาไปชั่วโมงครึ่งจึงมาถึงสนามบิน ผมไม่ได้มาภูเก็ตเสียหลายปี สนามบินภูเก็ตตอนนี้กลายเป็นเล็กเกินไปเสียแล้ว เครื่องบินขึ้นลงมาก ฝรั่งเยอะมาก แต่ละคนแต่งตัวล่อนจ้อนแทบจะเปิดหน้าอกเดินกัน คนแน่นพอๆกับท่ารถบขส.ที่หมอชิดสมัยที่ผมยังเป็นหนุ่มและใช้บริการบขส.อยู่ แดดร้อนเปรี้ยง แถมชื้นเหนอะหนะอีกต่างหาก รถรอเข้าส่งผู้โดยสารแน่นขนัด ต้องจอดห่างออกมา คนขับทำท่ากุลีกุจอจะลากกระเป๋าไปส่งผมถึงในอาคาร ผมให้ทิปเขาไป เอากระเป๋ามาลากเอง แล้วไล่ให้เขากลับไปเพราะเกรงใจรถคันอื่นที่จ่อรอเข้าจอดข้างหลังเป็นตับ ขณะลากกระเป๋าขึ้นเนินฝ่าฝูงนักท่องเที่ยวจะเข้าประตูอาคารสนามบิน ก็สังเกตเห็นฝรั่งแก่ๆผมขาวคนหนึ่งที่ลากกระเป๋าอยู่คนเดียวข้างหน้าผม แกออกอาการเป๋ๆพิกล ตอนแรกนึกว่าแกคงป่วยเป็นข้อเข่าอักเสบ แต่ดูไปๆกลับไม่ใช่ ท่าทางแกกำลังจะหมดสติและใกล้ล้ม ผมจึงตัดสินใจเข้าไปจับแขนแกแล้วตะโกนบอกข้างหูแกเป็นภาษาอังกฤษว่า

     “..ผมเป็นหมอ เราแวะนั่งกันสักครู่ดีกว่า”

     แกคล้อยตามอย่างว่าง่าย เราพากันนั่งลงที่ข้างทางเดิน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดสังเกตแต่อย่างใด เพราะมีฝรั่งนั่งอยู่สองข้างทางที่จะเข้าอาคารสนามบินแยะมาก บ้างรอของที่กำลังขนจากรถ บ้างรอเพื่อนที่ยังมาไม่ถึง

     ขณะที่จับแขนแกผมแอบจับชีพจรแกไปด้วย ชีพจรเร็วแต่ไม่ได้เบามาก แสดงว่าไม่ใช่กรณีหัวใจวาย พอดีผมมีน้ำสองขวดอยู่ในกระเป๋าเอกสาร ขวดหนึ่งจิ๊กเอามาจากห้องนอนในโรงแรม อีกขวดหนึ่งเอามาจากห้องประชุม จึงเปิดกระเป๋าเอาให้แกขวดหนึ่ง ดูท่าทางเขาจะปากแห้งๆอยู่

“คุณต้องดื่มน้ำนี่ให้หมด คนแก่ถ้าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำระวังจะตายได้นะคุณ การขาดน้ำอาจจะทำให้คุณเป็นอัมพาตเฉียบพลันได้” เขาตอบว่า

“ผมรู้ แต่ไม่รู้ว่าการเดินทางมาสนามบินจะนานขนาดนี้” แล้วก็ดื่มน้ำหมดอย่างรวดเร็ว จนผมต้องควักให้อีกขวดหนึ่ง เห็นหน้าแกยังไม่หายซีดดีผมจึงชวนคุยต่อ

“คุณเดินทางคนเดียวหรือ” เขาพยักหน้า ผมเห็นเขาอายุน่าจะเจ็ดสิบห้าได้แล้ว จึงถามต่อว่า

     “คุณไม่กลัวหรือ” เขาย้อนว่า

     “กลัวอะไร” ผมตอบว่า

     “อ้าว ก็สารพัดแหละ คนแก่ เดินทางไกล ป่วยฉุกเฉิน อุบัติเหตุ หรือแม้กระทั่งตายกะทันหัน” เขาพยักหน้าอีกหนและว่า

     “ผมไม่กลัว ตายก็ไม่กลัว ปูนนี้แล้ว เมียก็ตายไปแล้ว ลูกๆก็ไปมีชีวิตของเขาหมดแล้ว ผมจะกลัวตายไปทำไม แล้วอย่างเมื่อกี้ถ้าผมเป็นสะโตร๊คไป ผมก็ไม่เดือดร้อน คุณนั่นแหละเดือดร้อน” พูดพลางหัวเราะฮ่า ฮ่า ฮ่า

     คุยกันไปคุยกันมาจึงได้ทราบว่าเขามาจากสวีเดน เดินทางบ่อยมาก นี่เพิ่งไปอยู่ญี่ปุ่นได้เดือนกว่า ภูเก็ตนี่มาเป็นครั้งที่ห้าแล้ว อยู่มาได้เกือบเดือน และกำลังจะไปพักต่อที่บาหลีจนพ้นหน้าหนาวจึงจะกลับบ้าน เจอคู่สนทนาที่เป็นคนแก่ด้วยกัน ผมอดจะแวะแขวะเรื่องไม่กลัวตายอีกไม่ได้ จึงกลับมาชวนคุยเรื่องเดิม

     “คุณไม่กลัวตายจริงหรือ อย่างน้อยคุณก็ต้องคิดอยากจะตายโดยมีญาติมิตรห้อมล้อมมากว่ามาตายคนเดียวกลางแผ่นดินที่ไม่รู้เป็นของใครอย่างนี้แน่ ถูกแมะ” เขาตอบว่า

     “ไร้สาระ คุณนั่งอยู่ในร้านกาแฟสตาร์บัค มีคนอื่นนั่งอยู่บ้างสองสามโต๊ะ บางคนเหลือบมองคุณด้วยสายตาเป็นมิตร แต่จะมีประโยชน์อะไร คุณไม่ได้รู้จักมักจี่กับเขา ไม่ได้คุยกับเขา คุณเข้ามาจิบกาแฟ แล้วก็ลุกไป การตายก็แบบนั้น ถ้าคุณเป็นคนดี ก็มีญาติมิตรมาห้อมล้อมตอนคุณตาย แต่พวกเขาไม่มีประโยชน์อะไรกับคุณเลย เพราะคุณมาของคุณไปของคุณเหมือนคุณลุกไปจากร้านสตาร์บัค” ผมแหย่ต่อว่า

     “คุณสอนผมหน่อยสิ ว่าเมื่อใกล้จะตาย ควรจะทำตัวอย่างไร” เขามองออกไปไกลๆแล้วว่า

     “ตัวผมจะทำตัวเป็น Yes man ใครเอาอะไรมาให้รับไว้หมด แล้วก็ขอบคุณเขาด้วย ผมจะทำให้คนที่มาคุยกับผมยิ้มได้ทุกคน แต่ว่าผมจะเป็นตัวของตัวเองนะ ถ้าผมอยากอยู่คนเดียวสักพักผมก็จะบอกทุกๆคนว่าผมขออยู่คนเดียว ผมจะต้องเป็นที่เป็นที่ปรึกษาให้ตัวเอง ตัดสินใจทุกเรื่องเอง ผมจะทำทุกอย่างที่ผมคิดอยากจะทำซะวันนี้ โดยไม่ไปเฝ้ารอว่าเอาไว้ให้ผมหายดีก่อน เพราะนั่นจะทำให้ผมเสียโอกาสจะใช้ชีวิตในวันนี้ อีกอย่างหนึ่งผมจะอยู่ห่างๆพวก oncologist (หมอเคมีบำบัด)” พูดแล้วก็เงยหน้าหัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีก ผมจึงว่า

“ดูท่าทางคุณจะไม่ชอบพวกแพทย์สมัยใหม่เอาเลยนะ” เขาตอบว่า

“ผมไม่ได้ว่าพวกคุณไม่ดีนะ แต่ในแง่ของการรักษาคนใกล้ตาย พวกหมอสมัยใหม่มีผลงานที่แย่มาก คำว่า survival (การรอดชีวิต) เนี่ยเป็นรูปแบบการทรมานมนุษย์ด้วยกันที่แย่ที่สุดเท่าที่จะมีการคิดกันขึ้นมาได้ แล้วก็พวกหมอนั่นแหละ คิดทำสิ่งนี้ขึ้นมา พวกเขาเหมือนช่างไม้ซื่อบื้อที่พยายามทำให้ผิวโต๊ะได้ระดับด้วยวิธีตัดขาโต๊ะ ตัดขาโน้นมากไป ก็หันมาตัดขานี้ลงอีกหน่อย ตัดไปตัดมาขาหมดเกลี้ยงเหลือแต่ผิวโต๊ะวางอยู่บนพื้น” คราวนี้เขายังไม่ทันหัวเราะ แต่ผมเป็นฝ่ายปล่อยก๊ากออกมาเสียก่อน ผมถามต่อว่า

“หมายความว่าคุณชอบการตายแบบกะทันหัน ไม่ต้องมีใครมายุ่ง” เขาตอบว่า

     “ปล๊าว..ว ผมไม่ต้องการตายแบบทันที (sudden dead) ผมต้องการตายช้าๆ มีเวลาได้ทบทวนชีวิตและบอกลาชีวิตให้ดิบดีเสียก่อน ผมอยากตายตอนผมเป็นๆ (I hope I will die alive!)” ผมว่า

     “อ้าว ถ้างั้นเป็นมะเร็งตายก็ดีสิ อย่างน้อยคุณก็มีเวลาหลายเดือนหลังวินิจฉัยได้” เขายิ้มและตอบว่า

     “ดีแน่นอน ดีกว่าเป็นสะโตร๊คที่กำลังจะเกิดแบบเมื่อตะกี้นี้ ดีกว่าฮาร์ทแอทแทค”

     เขามีเลือดฝาดขึ้นมาแล้ว เราชวนกันลุกขึ้นจูงกระเป๋าของใครของมัน ฝ่านักท่องเที่ยวที่แออัดยัดเยียดมุ่งหน้าไปประตูอาคารสนามบินกันต่อไป มีผู้หญิงฝรั่งสวยเฟี้ยวคนหนึ่งลากกระเป๋าเดินเร็วฉับๆๆๆแซงหน้าเราไป ผมสังเกตเห็นคุณปู่มองตามไปไม่วางตา จึงถามหยั่งเชิงว่า

     “คุณเดินทางในเอเชียมาก คุณเห็นว่าผู้หญิงเอเชียเป็นอย่างไร” เขาตอบว่า

     “Well.. ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไทย ผมยอมรับนะว่าพวกเธอสวย หน้าตาสะสวย แต่...” ผมจี้ถามด้วยความสนใจว่าอะไรหรือ เขาตอบว่า

     “พวกเธอไม่มีก้น ไม่มีนม แล้วก็ไม่ส่าย (No butts, no boobs, and no hoop!)”

     อะจ๊าก..ก คุณปู่ ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์