15 ตุลาคม 2557

หรือว่าคนไทยสมัยนี้โง่ลง

เรียนคุณหมอสันต์ที่นับถือ
ผมเรียนรุ่นเดียวกับหมอสันต์ แต่อยู่วิศวะ ติดตามบล็อกของหมอด้วยความขอบคุณ มีเรื่องอยากระบายว่าทุกวันนี้คนไทยมีแต่โง่ลง ที่โรงงานของผมซึ่งมี manpower อยู่สามร้อย ตอนนี้เป็นพม่าเสียเกือบสองร้อย แล้วไม่ใช่ว่าพม่าจะได้ทำแต่งานต่ำๆง่ายๆนะครับ เปล่าเลย งานสำคัญทางเทคนิคผมมอบหมายให้พม่าทำเสียเป็นส่วนใหญ่ พูดลุ่นๆก็คือคนพม่าฉลาดกว่าคนไทย คนไทยนั้นผมว่าเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาที่ผิดพลาด ไม่มีใครอยากเป็นช่างระดับปวช.ทุกคนพากันตะเกียกตะกายเรียนต่อให้ได้เป็นวิศวะ มีปริญญากันหมด จนวิศวกรทุกวันนี้ ขอโทษนะ..หาพื้นที่วงกลมยังไม่เป็นเลย ให้คิดแบบวิศวกรก็คิดไม่เป็น ให้ทำงานช่างก็ทำไม่ได้ คนไทยไม่สู้งาน และไม่ชอบงานที่มีระเบียบวินัย ชอบงานแบบไปเปิดท้ายขายของในตลาดนัด หรือขับมอเตอร์ไซค์ส่งผู้โดยสารอยู่ปากซอย ถ้ามีหน้าที่ทำงานอย่างหนึ่งอยู่ แล้วถูกมอบหมายให้ไปทำเพิ่มอีกงานหนึ่งจะไม่ทำ เพราะถือว่าไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นพม่าเขาจะรีบไปทำ เพราะอยากได้เงินเพิ่มขึ้น ให้ทำอะไรก็ได้ขอให้ได้เงินทำหมด ในที่สุดพม่ารู้เทคนิคทุกเรื่องในโรงงาน แต่คนไทยรู้เรื่องเดียว แถมรู้แบบไม่เจริญเติบโต คือรู้แล้วต่อยอดไม่ได้ แต่เดิมเครื่องจักรสำคัญผมจะให้ช่างไทยดูแล มีอยู่ครั้งหนึ่ง เครื่องจักรสำคัญเครื่องหนึ่งเกิดเสีย หาคนซ่อมยังไม่ได้เพราะไม่มีใครรู้วิธีซ่อม ช่างประจำเครื่องก็ลาออก ผมให้พม่าไปอยู่เฝ้าเครื่องแทนชั่วคราว ผมไปธุระที่จีนครึ่งเดือนกลับมา ปรากฏว่าพม่าเดินเครื่องใหม่ได้แล้ว เฮ้ย.. ทำได้ไงวะ ปรากฏว่าช่างพม่าที่ถูกโยกมาเฝ้าเค่รื่องคนนั้นค่อยๆอ่าน instruction แล้วค่อยๆซ่อมไปทีละขั้นตอนจนเดินเครื่องได้ใหม่ คือคนพม่านอกจากจะรู้ภาษาอังกฤษดีกว่าคนไทยแล้วยังมีหลักการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน ทุกครั้งเมื่อเครื่องจักรใหม่เข้ามาช่างไทยจะแถเข้าไปลองผิดลองถูกลองกดปุ่มนั่นปุ่มนี้มั่วๆดูก่อน พอกดไปกดมาแล้วติดขัดจึงจะหันมาเปิด instruction แต่ช่างพม่าต่างกัน พอได้เครื่องใหม่จะยังไม่สนใจเครื่อง แต่จะเปิดอ่าน instruction ก่อน ทำให้ยิ่งนานไปพม่ายิ่งมีภูมิแน่นกว่าไทย

……………………………………………………


ตอบครับ


     จดหมายของคุณถ้าจะมาผิดที่เสียแล้ว ผมขอซักซ้อมความเข้าใจกับท่านผู้อ่านสักหน่อยนะครับว่าหมอสันต์นี้ไม่ได้มีหน้าที่บำบัดโรคโง่ทางสังคมนะ และไม่ได้เป็นกรรมการจัดทำแผนแม่บทแก้ไขความโง่ถาวรของชาติด้วย อย่างไรก็ตาม ผมก็หยิบจดหมายคุณมาตอบ เพราะจดหมายของคุณเนื้อหาแปลกดี และผมเองก็มีนิสัยชอบทำเรื่องแปลกๆเพี้ยนๆบ้างเป็นครั้งคราว


     เอาเถอะ มาตอบจดหมายของคุณดีกว่า


     1.. คนไทยรุ่นใหม่โง่ลง จริงหรือไม่? ตอบว่า ผมไม่ทราบ และผมไม่สนใจด้วย


     ที่ว่าผมไม่ทราบไม่ได้หมายความว่าผมไม่มีข้อมูลนะครับ ข้อมูลในมือผมก็พอมี แต่ในแง่หลักฐานวิทยาศาสตร์แล้วมันไม่สื่ออะไร ผมยกตัวอย่างสักสามงานวิจัยนะครับ


     ข้อมูลแรก เป็นผลการสำรวจระดับสติปัญญา (ไอคิว) นักเรียนไทยทั่วประเทศ เมื่อปี 2554 พบไอคิวเฉลี่ย 98.59 ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลคือ 100 โดยมีเด็กไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 48.5% เป็นเด็กสติปัญญาบกพร่องหรือไอคิวต่ำกว่า 70 อยู่ถึง 6.5% สูงกว่ามาตรฐานสากลที่ไม่ควรเกิน 2% ทางด้านวุฒิภาวะทางอารมณ์ (อีคิว) ก็ลดลง จาก 139-202 คะแนนในปี 2545 เหลือ 125-198 คะแนน ในปี 2550 ผู้ให้ข่าวซึ่งเป็นรองอธิบดีกรมสุขภาพจิตยังกล่าวเสริมด้วยว่านักเรียนไทยเป็นโรคขาดสารไอโอดีน และภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กซึ่งทำให้ง่าวให้เอ๋อ โดย กรมอนามัยสำรวจเมื่อปี 2556 พบว่าเด็กร้อยละ 11.1 เป็นโรคขาดสารไอโอดีน โดยมีปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะน้อยกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลิตร ขณะที่การสำรวจโรคโลหิตจางเด็กปฐมวัยเมื่อปีพ.ศ. 2546 พบว่าร้อยละ 25.9 เป็นโรคโลหิตจางซึ่งสาเหตุเกินครึ่งมาจากการขาดธาตุเหล็ก ทั้งหมดที่รายงานมานี้ในเชิงหลักฐานวิทยาศาสตร์ไม่ได้สื่ออะไร เพราะดัชนีวัดความโง่ ไม่ว่าจะเป็นไอคิว.หรืออีคิว.ไม่ใช่ดัชนีวัดทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีใครรู้ว่ามันบอกความโง่ความฉลาดได้จริงหรือไม่ ถ้าจริง มันบอกความโง่จากช่วงพ.ศ.ไหนถึงพ.ศ.ไหน เพราะแบบวัดไอคิวส่วนหนึ่งวัดการจดจำข้อมูล แน่นอนว่าข้อมูลย่อมเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย


     ข้อมูลที่สอง รายงานโดยอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่าผลการตรวจวิเคราะห์น้ำดื่ม 1,099 ตัวอย่าง จากโรงเรียนทั่วประเทศ พบน้ำที่เด็กดื่มผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยแค่เพียง 37.47% มีน้ำดื่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ความมากปลอดภัยถึง 62.53% โดยไฮไลท์ประเด็นสำคัญที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนเกิน 0.5 มก.ต่อลิตร สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มของไทยสิบเท่า โรงเรียนบางแห่งพบสารตะกั่วสูงถึง 1.06 มก. เกินมาตรฐาน 21 เท่า แล้วท่านอธิบดีก็สรุปเสร็จสรรพว่าตะกั่วทำให้เด็กไทยโง่ลง ประมาณเนี้ยะ ซึ่งในแง่ของหลักฐานวิทยาศาสตร์แล้วทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องเล่า ไม่ได้เป็นหลักฐานบ่งบอกไปไกลถึงว่าเด็กไทยโง่ลงจริงหรือไม่ ถ้าโง่ โง่เพราะตะกั่วหรือเพราะเหล็ก แต่อย่างใด


     ข้อมูลที่สาม เป็นผลการสอบเทียบความโง่ในระดับนานาชาติ ที่เรียกกันในหมู่ครูและนักการศึกษาว่า PISA  (Programme  for  International  Student   Assessment) ซึ่งเป็นวิธีสอบที่ผมในฐานะคนนอกเข้าใจว่าน่าจะดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน จัดทำขึ้นโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) เขาสำรวจมาทุกปี แบ่งผลง่ายๆเป็นสามกลุ่ม คือ บน กลาง บ๊วย และไทยก็ได้ผลอยู่ในกลุ่มบ๊วยมาทุกปี รอบสุดท้ายนี้ (2013) มี 65 ประเทศ ไทยอยู่อันดับ 50 ผลอันนี้ผมไม่วิจารณ์นะ แต่จะเอาผลอันนี้มาบอกว่าเด็กไทยโง่ไม่ได้ เพราะถ้าดูข้อมูลลึกลงไปถึงรายกลุ่มย่อยแล้ว พบว่าผลสอบของเด็กนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาลัยต่างๆ ติดอันดับกลุ่มบนหรือกลุ่มดีที่สุด อย่างนี้จะเหมาเข่งว่าเด็กไทยโง่ก็ไม่จริง มันอยู่ที่วิธีการที่โรงเรียนสอนเขาหรือเปล่า? เท็จจริงอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ผมตั้งคำถามเฉยๆ


     2. ที่ว่าผมไม่สนใจว่าเด็กไทยโง่หรือไม่โง่นั้นไม่ใช่ว่าผมไม่สนใจความเป็นไปของสังคม แต่งานวิจัยทางการแพทย์เรื่องความสุขของผู้คน ไม่ว่าจะทำกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ได้คำตอบเหมือนเดิมคือความฉลาดหรือความโง่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสามอันดับแรกที่จะทำให้คนมีความสุขในชีวิตหรือไม่ คือหลักฐานวิทยาศาสตร์บอกว่าจะฉลาดหรือโง่ โอกาสพ้นทุกข์ก็พอๆกัน ก็ในเมื่อเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ของคนเรานี้คือการมีความสุข หรือการพ้นไปจากความทุกข์ แล้วเราจะไปสนใจปัจจัยที่ไม่ได้มีผลต่อการมีความสุขหรือการพ้นทุกข์ทำไมละครับ


     3. ถามว่าความเห็นส่วนตัวของผมเด็กไทยโง่ไหม ผมตอบว่าไม่โง่หรอกครับ ถามว่าผมมีหลักฐานอะไรไหม ตอบว่าไม่มีครับ มีก็แต่หลักฐานระดับเรื่องเล่า (ซึ่งก็เป็นหลักฐานระดับเดียวกันกับสามรายงานข้างบนนั่นแหละ) หลักฐานของผมก็คือเมื่อไม่นานมานี้ ตอนปิดเทอม ลูกชายของคนสวนของเพื่อนบ้านผมที่มวกเหล็กซึ่งมีอายุราว 12 ขวบ ปกติเขาเรียนประชาบาลอยู่ในชนบทที่ขอนแก่น ได้มาพักอยู่กับพ่อเขาที่ข้างบ้านผม และวันๆก็เที่ยวตะเหร็ดเตร็ดเตร่ไปตามป่าประสาเด็กบ้านนอกตอนปิดเทอม วันหนึ่งเขาเอากระรอกป่าสีขาวสองตัวที่เขาจับได้ใส่กระบอกไว้มาอวดผม ผมถามว่าเขาจับด้วยวิธีใด เขาบอกว่าหลอกล่อจับด้วยมือเปล่า ตอนนั้นจำได้ว่าผมต้องเสียเงินซื้อลูกฟุตบอลหนึ่งลูกไปไถ่เจ้ากระรอกสองตัวนี้มาจากเขาเพื่อปล่อยกลับเข้าป่าไป แต่ประเด็นของผมก็คือการที่เด็กพันธ์ใดพันธ์หนึ่ง ไม่เฉพาะแต่พันธ์ไทย อายุเพียง 12 ขวบ สามารถหลอกล่อจับกระรอกป่าสองตัวได้ด้วยมือเปล่า คุณจะว่ามนุษย์พันธ์นั้นเป็นพันธ์ที่โง่เหรอ.. ผมว่าไม่อย่างแน่นอน


     4. คุณบ่นว่าระบบการศึกษาล้มเหลวที่ไม่สามารถผลิตคนป้อนสถานที่ทำงานเช่นโรงงานอุตสาหกรรมอย่างได้ผล ผมเห็นด้วยว่าคงจะจริง ทั้งนี้ผมหมายความรวมถึงการผลิตคนป้อนลูกค้าหลักอย่างราชการด้วย ผมเห็นด้วยว่าการวางศักดิ์ศรีของความเป็นคนไว้ที่ใบปริญญานั้นเป็นเรื่องงี่เง่า การสร้างสังคมปริญญาแทนที่จะสร้างสังคมทักษะหรือสังคมความรู้นั้นเป็นความผิดพลาด ตรงนี้ผมเห็นด้วย แต่ว่าล้มเหลวแล้ว ผิดพลาดแล้ว มันจะเป็นไรไปนักหนาละครับ ก็ในเมื่อการผลิตคนเข้าสู่ตลาดแรงงานนั้นไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร สมัยผมเด็กๆไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมสักโรง แต่ผู้คนเขาก็มีชีวิตที่มีความสุขกันได้ ผมไม่ได้ว่าคุณทำโรงงานไม่ดีนะ แต่ผมหมายความว่าระบบอุตสาหกรรม หรือระบบสายพานการผลิต (manufacturing) เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ แต่ไม่ใช่สิ่งถาวร ระบบการศึกษาเพื่อผลิตคนป้อนระบบชั่วคราวอย่างนี้มันไม่สำคัญหรอก มันสำคัญที่ทำอย่างไรจึงจะจัดระบบการศึกษาที่ทำให้คนมีความสุขในชีวิตมากกว่า เพราะมันเป็นความจริงแท้แน่นอนมาทุกยุคสมัยของประวัติศาสตร์มนุษย์ ว่าสิ่งที่มนุษย์แสวงหาคือการมีความสุขในชีวิต ไม่ใช่การได้ทำงานในราชการหรือในโรงงาน เมื่อคนรู้วิธีที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขแล้ว ไปทำอะไรเขาก็จะทำได้ดีเต็มศักยภาพของเขาเอง


     5. ถามว่าในความเห็นของผม อะไรเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องการศึกษา ตอบว่า ผมเห็นว่าสิ่งสำคัญมีเพียงสามประเด็น คือ


     5.1 ในทางการแพทย์ ทุกครั้งที่เราวัดการทำงานของสมอง เช่นการติดตามผู้ป่วยสมองเสื่อม เราวัดความสามารถในการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ระยะ ขนาด ตำแหน่ง ความลึก และการมองเห็น หรือมิติ ซึ่งเรียกรวมๆกันว่า spatial intelligence ผมมองเห็นว่าวิชานี้คือความฉลาดเชิงวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์จำเป็นต้องมีจึงจะเข้าใจธรรมชาติได้ มันเป็นพื้นฐานของวิชาวิศวกรรม สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ฯลฯ และเป็นพื้นฐานของจินตนาการเชิงสร้างสรรค์ ผมเห็นว่าตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ระบบการศึกษาต้องให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้และพัฒนาเรื่องนี้


     5.2 การเรียนรู้เรื่องทักษะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (interpersonal skill) พูดง่ายๆว่าวิชา “คนพูดกับคน” ความรู้ในวิชานี้มันค่อยๆแผ่วหายไปในหมู่คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เฉพาะคนไทย ฝรั่งก็เป็น ครั้งหนึ่งผมไปเยี่ยมนิคมคนแก่แถวเท็กซัส เจ้าภาพที่ต้อนรับผมอายุเจ็ดสิบแล้ว เขาคุยโวว่าเขายังทำงานอยู่ในบริษัทคอมพิวเตอร์แบบเต็มเวลา ได้เงินเดือนดีด้วย ผมถามด้วยความสนใจว่าเขาจ้างคุณไปทำอะไร เขาตอบว่าเขาจ้างไปพูดภาษาคน เพราะคนรุ่นใหม่พูดภาษาคนต่อกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ผมมองว่าวิชานี้เป็นวิชาที่สำคัญ มันช่วยให้มนุษย์จัดการกับความขัดแย้งโดยยอมรับและเข้าใจความแตกต่างของกันและกันได้ ถ้าคนทั้งโลกเก่งวิชานี้ สงคราม ซึ่งเป็นกิจกรรมไร้ประโยชน์ที่สุดของมนุษย์ ก็จะไม่เกิดขึ้น


     5.3 ข้อสุดท้ายนี้ผมถือว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุด คือการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตที่เป็นสุข หรือพูดอีกอย่างว่าการเรียนรู้เพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระจากความทุกข์ บางคนอ้อมๆแอ้มๆเรียกมันว่าเป็น intrapersonal intelligence แต่ผมขอเรียกตรงๆโต้งๆเลยว่าเป็น spiritual intelligence อันได้แก่โลกทัศน์ที่จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นและทักษะที่จะตามดูความคิดงี่เง่าของตัวเองให้ทัน ผมจำได้ว่าสมัยที่อยู่ในขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา 2516 ผมเสนอความคิดนี้ประจำ และถูกเพื่อนๆโจมตีประจำ ว่าสันต์เนี่ยอะไรๆก็ดีหรอก เสียแต่ว่าเป็นพวกบ้าจิตนิยมสุดขั้ว ซึ่งผมก็ยอมรับว่าจริง แต่จนเดี๋ยวนี้ยังไงผมก็ยังเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ที่เกิดมาเป็นผู้เป็นคนกับเขาแล้วตั้งหนึ่งครั้ง สมควรจะต้องได้เรียนได้รู้


     กล่าวโดยสรุป การศึกษาคุณจะทำไงก็ได้ ขอให้สอนสามวิชานี้ก็แล้วกัน แล้วผมรับประกันเลยนะ ว่าคุณจะได้ช่างที่รู้แบบเจริญเติบโตเองได้ดียิ่งกว่าช่างพม่าเสียอีก


นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์