23 กันยายน 2557

ให้เรียนแพทย์จะเรียนทันตแพทย์ ได้เป็นทันตแพทย์แล้วอยากเป็นแพทย์

สวัสดีค่ะ
หนูเป็นทันตแพทย์ใช้ทุนปี2ค่ะ
หนูมีโอกาสได้อ่านบทความของอาจารย์ที่มีรุ่นพี่หมอคิดจะเลิกเป็นหมอ
ตอนนี้หนูก็เป็นหมอฟันที่เบื่ออาชีพนี้มากๆค่ะ
จุดเริ่มต้นของอาชีพนี้มันเริ่มต้นตั้งแต่หนูอยู่มอปลาย หนูสนใจอาชีพหมอฟัน เพราะมีเวลาให้ครอบครัว รายได้ดี ได้ทำงานศิลปะ เรียนสนุก หนูสอบติด แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร แต่หนูเลือกทันตแพทย์ค่ะ ในขณะที่ครอบครัวอยากให้เลือกหมอ หนูก็ไม่ยอมค่ะ จะเรียนหมอฟันให้ได้ ตอนเรียนหนูรู้สึกมีความสุขและสนุกสนานกับชีวิตนิสิตทันตแพทย์ ได้ทำแลป ทำคนไข้ พอจบมาทำงาน ปีแรกหนูก็มีเพื่อนintern ไปเที่ยวสนุกสนาน การทำงานก็เรื่อยๆ หนูรับจ๊อบตอนเย็นเกือบทุกวัน รวมถึงเสาร์อาทิตย์ ทำงานไม่มีวันหยุด ได้เงินเดือนนึงเป็นแสน จนผ่านไป1ปี ชีวิตมันเริ่มอิ่มตัว หนูยกเลิกจ๊อบทั้งหมด เหลือแค่งานราชการ แต่หนูก็ยังเบื่อและไม่มีความสุขกับการทำงานเลยค่ะ เบื่อทุกครั้งที่ต้องทำงานเดิมๆ แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับอาชีพนี้เลย หนูรู้สึกว่าหนูอยากเป็นหมอมากกว่า หนูอยากช่วยคนที่เจ็บป่วยมากกว่าการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน อยู่กับงานที่ทำเหมือนเดิมซ้ำๆๆๆๆ เหมือนเป็นทันตาภิบาล รู้สึกไม่อยากเรียนต่ออะไรเลย พอบอกที่บ้านว่าจะไปเรียนหมอ ทุกคนก็บอกว่าทำไมไม่เดินหน้าเรียนเฉพาะทาง หนูไม่อยากเรียนเฉพาะทาง ไม่มีสาขาที่สนใจด้วยค่ะ เรียนจบมาก็ต้องทำฟันอีก ไม่อยากทำฟัน ไม่อยากเปิดคลินิก หนูหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้เลยค่ะ ถ้าหนูเรียนต่อหมอจริงๆ จะเป็นการก้าวถอยหลังรึป่าว แล้วถ้าหนูเรียนต่อเฉพาะทางหมอฟัน หนูจะยิ่งไม่มีความสุขไหม ขอคำปรึกษาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

………………………………………………………

ตอบครับ

       1.. ถามว่า อาชีพแพทย์ กับอาชีพทันตแพทย์ อย่างไหนดีกว่ากัน การที่คุณสอบได้ทั้งแพทย์และทันตแพทย์ แล้วตัดสินใจเลือกเรียนทันตแพทย์ นั่นก็เป็นคำตอบอยู่แล้ว จะมาถามผมทำไมอีกละครับ แต่ถ้าคุณอยากทราบความเห็นของผม ผมมีความเห็นว่าทุกอาชีพมันก็มีข้อได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เป็นธรรมดา โหลงโจ้งแล้วผมเห็นว่าอาชีพอะไรก็ได้ ขอให้เรียนรู้วิธีที่จะมีความสุขกับมันให้เจอเถอะ ผมเองไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นหมอตั้งแต่แรกเลย แต่พอมาเป็นแล้วผมก็ต้องหาทางทำมันอย่างมีความสุขจนได้แหละ

       2. ประเด็นการมีวิชาชีพกับการเป็นบัณฑิตนั้นต่างกัน คุณเรียนจบมาแล้วรู้วิชาชีพทำฟันให้คนได้ แต่คุณยังไม่เป็นบัณฑิต เพราะคุณยังไม่รู้วิธีที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุข พูดง่ายๆว่าคุณจบโรงเรียนฝึกอาชีพกรมแรงงานแล้ว แต่ยังไม่จบมหาวิทยาลัย ตรงนี้เป็นการบ้านที่คุณจะต้องศึกษาเรียนรู้ต่อไป

      3. ที่คุณบอกว่างานทันตแพทย์เป็นงานซ้ำซากจำเจจนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทันตาภิบาล ถ้าคุณไปเป็นหมออายุรกรรมคุณก็จะพูดได้เหมือนกันว่างานของหมออายุรกรรมซ้ำซากจำเจเหมือนเป็นงานของหมอตี๋ร้านขายยา คือรับฟัง วินิจฉัย แล้วจ่ายยา เหมือนกันเลย ฝรั่งเรียกว่าเป็นทัศนคติว่างานที่ตัวเองทำนั้นเป็นงาน mundane แปลว่างานโลกิยะ แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่าเป็นงาน กระจอก ไม่เท่ ไม่ลึกซึ้ง คือไม่ใช่โลกุตระ แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นประเด็นการไม่รู้จักความสุขอันเกิดจากสำนึกในหน้าที่ (sense of duty) หมายความว่าในอดีตแต่เล็กจนโตเราไม่ทันได้มีโอกาสเรียนรู้ความสุขจากการจดจ่อทำอะไรจริงจังให้ต่อเนื่องยาวนานพอ เพื่อให้เห็นภาพนี้ชัด ผมขอยกเอาพระราชนิพนธ์ ร. 6 ซึ่งพิมพ์แจกข้าราชการในวันสงกรานต์ปีพ.ศ. 2457  ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า

     “.. ความซื่อตรงต่อหน้าที่ คือตั้งใจกระทำกิจการ ซึ่งได้รับมอบให้เป็นหน้าที่ของตนนั้นโดยซื่อสัตย์สุจริต ใช้ความอุตสาหวิริยภาพเต็มสติกำลังของตน ด้วยความมุ่งหมายให้กิจการนั้น ๆ บรรลุถึงซึ่งความสำเร็จโดยอาการอันงดงามที่สุดที่จะพึงมีหนทางจัดไปได้
ตามที่กล่าวมานี้ ดูก็ไม่สู้จะเป็นการยากเย็นอันใด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนอยู่บางคน ซึ่งไม่สามารถจะปฏิบัติเช่นนี้ได้ โดยมากมักเป็นเพราะเหตุที่ตีราคาตนแพงกว่าที่ผู้อื่นเขาตี เช่นเขามอบให้กวาดเฉลียง ถ้าจะตั้งใจกวาดไปให้ได้ดีจริง ๆ ก็จะได้ดี แต่นี่หาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับเห็นไปเสียว่า ถ้าแม้ได้เลี้ยงชะมดก็จะดี แล้วก็เลยไปคิดฟุ้งซ่านแต่ในการเลี้ยงชะมดซึ่งมิใช่หน้าที่ ละทิ้งการกวาดเฉลียงซึ่งเป็นหน้าที่ของตนแท้ ๆ นั้นเสีย คราวนี้ต่างว่าย้ายให้ไปทำหน้าที่เลี้ยงชะมดตามปรารถนา พอใจหรือ ๆ เปล่าเลยไพล่ไปคิดถึงการรดต้นไม้ ถ้าเปลี่ยนให้ไปทำการรดต้นไม้ ก็ไพล่ไปคิดถึงการกวาดกระไดไชรูท่ออะไรไปอีก บุคคลที่เป็นเช่นนี้เป็นตัวอย่างอันแท้แห่งผู้ไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ เปลืองสมองซึ่งเอาไปใช้ในสิ่งซึ่งไม่ใช่กิจของตนเลย ผู้ที่ซื่อตรงต่อหน้าที่แท้จริงแล้ว เมื่อรับมอบให้ทำการอะไรต้องตั้งใจตั้งหน้าทำการอันนั้นไปอย่างดีที่สุด..”

     4. ถามว่าถ้าคุณเรียนต่อหมอจริงๆ จะเป็นการก้าวถอยหลังหรือเปล่า ตอบว่าไม่ใช่การก้าวไปหน้าหรือถอยหลังหรอกครับ แต่เป็นการเต้นฟุตเวอร์คอยู่กับที่ยังไม่ก้าวไปไหน คุณอาจจะเปลี่ยนไปอีกหลายอาชีพ แต่ตราบใดที่คุณยังไม่เริ่มเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับการทำอะไรสักอย่างอย่างจริงจัง ตราบนั้นคุณก็ยังไม่ก้าวไปข้างหน้าในแง่ของการเกิดมามีชีวิตกับเขาหนึ่งครั้ง

     5. ถามว่าถ้าคุณเรียนต่อเฉพาะทางหมอฟัน คุณจะยิ่งไม่มีความสุขไหม ตอบว่าไม่เกี่ยวกันเลย การมีอาชีพอะไร กับการรู้จักทำงานอย่างมีความสุขเป็นคนละประเด็นกัน ในแง่ของการทำงานอย่างมีความสุข ผมขอยกคำพูดของคาริล ยิบราล กวีชาวเลบานอน ซึ่งเขาเขียนตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นตอนที่ศาสดาพยากรณ์ตอบคำถามของชาวนาถึงเรื่องการทำงานว่า..

      “..And what is it to work with love? 
      It is to weave the cloth with threads drawn from your heart, even as if your beloved were to wear that cloth. 
      It is to build a house with affection, even as if your beloved were to dwell in that house. 
      It is to sow seeds with tenderness and reap the harvest with joy, even as if your beloved were to eat the fruit. 
      It is to charge all things you fashion with a breath of your own spirit, 
      And to know that all the blessed dead are standing about you and watching. 
      Often have I heard you say, as if speaking in sleep, "he who works in marble, and finds the shape of his own soul in the stone, is a nobler than he who ploughs the soil. 
      And he who seizes the rainbow to lay it on a cloth in the likeness of man, is more than he who makes the sandals for our feet." 
      But I say, not in sleep but in the over-wakefulness of noontide, that the wind speaks not more sweetly to the giant oaks than to the least of all the blades of grass; 
      And he alone is great who turns the voice of the wind into a song made sweeter by his own loving. 
      Work is love made visible. 
      And if you cannot work with love but only with distaste, it is better that you should leave your work and sit at the gate of the temple and take alms of those who work with joy. 
      For if you bake bread with indifference, you bake a bitter bread that feeds but half man's hunger. 
      And if you grudge the crushing of the grapes, your grudge distils a poison in the wine. 
      And if you sing though as angels, and love not the singing, you muffle man's ears to the voices of the day and the voices of the night

สำหรับคนที่ไม่สันทัดภาษาอังกฤษ ผมขอแปลตามภาษาของหมอสันต์ ดังนี้

“...แล้วการทำงานด้วยความรักนี่มันเป็นยังไงกันละ...คุณพี่ขา
มันก็คือการถักทอผ้าด้วยเส้นด้ายที่ดึงออกมาจากหัวใจของคุณ ราวกับว่าคนที่คุณรักล้นฟ้าจะเป็นคนสวมใส่เสื้อผ้านี้
มันก็คือการสร้างบ้านด้วยใจรักละมุน ราวกับว่าคนที่คุณรักอย่างยิ่งจะเป็นผู้อยู่อาศัยในบ้านนี้
มันก็คือการหว่านเมล็ดพันธ์ด้วยความละเมียดอ่อนโยนแล้วเก็บเกี่ยวด้วยความสนุกสนานรื่นเริงราวกับว่าคนที่คุณรักเหลือเกินจะได้กินผลิตผลของพืชนี้
มันก็คือการใส่พลังให้ทุกอย่างที่คุณทำด้วยลมหายใจจากจิตวิญญาณของคุณ ขณะที่เทวทูตภูติพรายทั้งหลายกำลังยืนเฝ้าเอาใ่จช่วยคุณทำงานอยู่
คุณอาจจะพูดว่าถ้าได้ทำงานเป็นช่างสลักหินอ่อนแบบว่าแกะหินออกมาเป็นรูปวิญญาณของตัวเองได้ก็น่าจะโก้กว่าเป็นชาวนากระจอกนะ
หรือคุณอาจจะพูดว่าเป็นศิลปินวาดภาพใส่สีแห่งสายรุ้งสื่อสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบลงบนผืนผ้าใบน่าจะเท่กว่าเป็นช่างทอเกือกนะ
แต่ผมจะบอกคุณขณะที่สติดีๆตื่นๆอยู่ตอนเที่ยงเหน่งๆเนี่ยนะว่าสายลมนะไม่ได้กรีดผ่านต้นโอ๊คใหญ่ด้วยท่วงทำนองที่เพราะพริ้งมากกว่าเมื่อกรีดผ่านหญ้าระบัดใบเล็กใบน้อยเลย
ประเด็นมันอยู่ที่ใครจะรู้จักเอาความรักมาแปรเปลี่ยนสายลมให้เป็นความไพเราะได้มากกว่ากันต่างหาก
เพราะงานคือการแปรเปลี่ยนความรักออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้
คนที่ไม่สามารถทำงานด้วยความรักแต่ทำด้วยความฝืนใจ ผมว่าไปขายเต้าฮวยดีกว่า.. เอ๊ย ไม่ใช่ ไปนั่งขอทานคนที่ทำงานด้วยความรักกินที่ประตูโบสถ์ดีกว่า
เพราะถ้าคุณปิ้งขนมปังแบบไม่ใส่ใจ ขนมปังนั้นก็จะขม (..แหงละ ก็มันไหม้ไง) และใครกินก็ไม่อิ่ม
และถ้าคุณบ่นเป็นหมีกินผึ้งขณะบีบองุ่น น้ำองุ่นนั้นก็จะเปรี้ยวเพราะพิษคำบ่นของคุณ
และถ้าคุณไม่รักการร้องเพลงแล้วสักแต่ว่าแหกปาก สามีของคุณจะหูหนวกเอานะ (หิ หิ อันสุดท้ายนี้ผมพูดเอง คาริลไม่ได้ว่าอย่างนี้)...”

6.  คุณบอกว่าขอคำปรึกษาด้วยค่ะ ตอบว่าผมแนะนำว่า

6.1 ให้ยืดเวลาตัดสินใจเรื่องเปลี่ยนอาชีพออกไปอย่างน้อย 3 ปี ไม่ต้องกลัวว่าจะแก่เกินจนเปลี่ยนอาชีพไม่ทัน ผมรับประกันว่าคุณจะเปลี่ยนอาชีพเมื่อไหร่ก็เปลี่ยนได้ ผมเจอคนหลายคนที่มาเรียนหมอเอาตอนอายุสามสิบกว่าก็มี และเป็นหมอที่มีความสุขด้วย ดังนั้นไม่ต้องกลัวสาย และไม่ต้องกลัวไม่มีที่เรียน ไปเรียนเมืองนอกได้สบายมาก

6.2 ในระหว่างสามปีนี้ คุณทำงานเดิมไป แล้วนั่งลงเรียนรู้งานของคุณอย่างลึกซึ้ง ทำมันอย่างลึกซึ้ง อย่าบอกว่างานของคุณให้ทันตนามัยทำก็ได้ มันไม่จริงหรอกครับ ยกตัวอย่างงานของผมนี้เป็นงาน GP ที่ถือกันว่าเป็นงานกิ๊กก๊อกสำหรับเล่าเบ๊ ที่มีแต่หมอน้อยจบใหม่ยังไปไหนไม่รอดเท่านั้นมาทำกัน แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกงานมีความลึกซึ้งของมันอยู่ คุณใช้เวลาสามปีค้นหาดู หาแล้วไม่พบ ค่อยว่ากัน

6.3 ในระหว่างสามปีนี้ คุณเปิดพอร์ตชีวิตให้กว้างกว่าเดิมได้ไหม หมายความว่าทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การทำฟันเพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะความโหยหาในใจในบางแง่มุม งานอย่างเดียวสนองไม่ได้ การใช้ชีวิตแบบพอร์ตโฟลิโอ (portfolio life) คือทำหลายๆอย่างไปพร้อมกันจะช่วยคุณได้ ผมมีเพื่อนเป็นทันตแพทย์อยู่หลายคน เพราะเราเรียนวิทยาศาสตร์มาด้วยกัน คนหนึ่งเขาเป็นนักสะสมของเก่าด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสะสมกราม (jaw) ของสัตว์และมนุษย์ยุคต่างๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้วเขาเข้าไปพม่าซึ่งสมัยนั้นพม่ายังปิดอยู่ แล้วได้กระดูกกรามของมนุษย์โครมันยองมา เขาดีใจเล่าให้ผมฟังและทำตาโต กรามจริงหรือกรามปลอมที่พวกพม่าเอาจุ่มขี้โคลนขายก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคือเขามีความสุข ผมไม่ได้แนะนำให้คุณเที่ยวเก็บกรามชาวบ้านเหมือนเพื่อนคนนี้ แต่แนะนำให้คุณทำอะไรใหม่ๆในชีวิตขึ้นมาอีกสองสามอย่างควบคู่ไปกับงานเป็นหมอฟัน

6.4 ครบสามปีแล้วคุณยังเบื่อชีวิตอยู่เหมือนเดิม ค่อยเขียนมาหาผมอีกที (ถ้าผมยังอยู่นะ)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์