03 มิถุนายน 2557

หมอน้อย กับความบ้าสถาบัน

ผมยังเขียนหนังสือไม่จบหรอกครับ แต่ก็ไปได้หลายบทแล้ว ที่กลับมาตอบคำถามทางบล็อกเพราะว่าเขียนหนังสือไปมากมันเกิดอาการ “ง่อม” คือมันไม่มีอะไรคลายเครียด จึงเปลี่ยนใจว่าจะแวะมาตอบคำถามนานๆครั้งระหว่างเขียนหนังสือ จะได้เบรกคลายเครียดให้ตัวเองบ้าง วันนี้จะตอบคำถามของคุณหมอที่ไม่รู้จักโตท่านหนึ่ง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
...................................................................................

เรียนอาจารย์ที่เคารพค่ะ
     หนูอ่านทาง fb พบที่อาจารย์แจ้งว่าจะขอหายตัวจากการตอบคำถามไปสักสามเดือนเพื่อไปเขียนหนังสือ
แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องขอเขียนจม.มาถามอาจารย์ด้วยความค้างคาใจค่ะ หนูจบหมอค่ะ กำลังจะเรียนต่อ resident ด้าน..... สอบผ่านรอบแรกสองที่แต่ไปสัมพาดที่แรกแล้วผ่าน ก็เลยต้องเอาเลย  ทำให้ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ที่ที่สองค่ะ (เพราะมีคนบอกว่ามันน่าเกลียดถ้าจะไปที่ที่สอง เพราะที่แรกประกาศผลแล้ว แล้วเราก็จบจากที่แรกมาด้วยจากป.ตรี) ใจจริงอยากเรียนที่ที่2 มากกว่ามากค่ะอาจารย์ เพราะมีรุ่นพี่เรียนอยู่แล้วเล่าให้ฟังว่า อ. มีหลายท่าน แต่ละท่านก็จบ ตปท. ทั้งอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เทคนิคการทำงานนั้นหลากหลาย รวมถึงการเรียนที่เข้มข้นกว่ามาก  จบมาทำงานทางคลินิกได้เก่งกว่าแน่ๆ

     นี่ก็กำลังจะเปิดเทอม ต้องไปเรียนที่มหาลัยที่แรกแล้วค่ะ แต่หนูรู้สึกหดหู่ ไม่อยากไปเรียน เพราะรู้สึกว่าที่นี่มีแต่ อ.ที่จบไทย ญี่ปุ่นบ้าง เทคนิคก็คงไม่หลากหลาย  เรียนก็เบากว่า เราคงเรียนมาเป็นหมอเก่งๆสู้เพื่อนไม่ได้  ไม่มีกำลังใจเรียนเลยค่ะอาจารย์
     อีกอย่างคือคาใจว่า ทำไมเราไม่ไปสัมภาษณ์ที่ที่สองให้รู้แล้วรู้รอดนะ ใครจะว่าน่าเกลียดก็ช่าง ทั้งที่เราน่าจะเลือกได้ แต่ก็เหมือนจะเลือกไม่ได้ค่ะ

     หนูควรมีวิธีคิดยังไงดีค่ะอาจารย์ ให้พอใจกับที่ๆเราถูกจัดสรรมาแล้ว สามเดือนก็รอ อ. ตอบนะคะ

ด้วยความเคารพค่ะอาจารย์

..............................

ตอบครับ

ปัญหาของวงการแพทย์ตอนนี้ก็คือหมอไทยรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นหมอคนหรือหมออะไร ล้วนมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือขาดวุฒิภาวะ มีวิธีคิดที่เป็นวิธีคิดของเด็ก ซึ่งบ่งบอกว่าวิชาวิทยาศาสตร์ที่สอนให้ตั้งหลายปีในโรงเรียนแพทย์นั้น ไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดของคุณหมอรุ่นใหม่ๆได้เลย

เรื่องวิธีคิดนี้มีหลายประเด็นซึ่งเราคงไม่มีเวลาคุยกันลึกซึ้ง แต่ผมจะขอพูดถึงประเด็นเดียว คือการรู้จักวิเคราะห์คุณค่าแท้และคุณค่าเทียม ซึ่งเป็นสาระที่ครูและพ่อแม่สอนให้เด็กวัยชั้้นประถม

ยกตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์เปรียบเทียบคุณค่าของไข่ต้มหนึ่งลูกกับขนมหวานสีสวยหนึ่งก้อนที่มีราคาเท่ากัน ครูก็จะสอนว่าคุณค่าแท้ของอาหารคือการมีโปรตีนไวตามินเกลือแร่ให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก ส่วนคุณค่าเทียมของมันคือการมีสีสวย การมีรสหวานจัดจ้าน การมีหีบห่อที่ดูดีมีราคาน่ากิน แล้วก็จะสอนเด็กว่าเราต้องรู้จักเลือกของจากคุณค่าแท้ของมัน ไม่ใช่เลือกจากคุณค่าเทียม

การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน คุณค่าแท้ของมันคือการได้มีโอกาสพบเห็นเรียนรู้และฝึกฝนทักษะในการรักษาโรคในสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นจำนวนมาก การได้ฝึกวินัยในการทำงานกับหมู่คณะที่หลายหลายระดับชั้นและหลากหลายที่มา และการสอบได้ประกาศนียบัตรซึ่งจะทำให้เราได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าคุณค่าแท้ของมันนี้เราจะได้รับต้องมีองค์ประกอบหลักคือตัวเราเองเป็นสำคัญ กล่าวคือเราต้องขยันขันแข็งในการเรียนรู้และฝึกฝน เพราะการเรียนในระดับแพทย์ประจำบ้าน ถ้าตัวคนเรียนไม่เอาอ่าวไม่ยอมฝึกหัดทำด้วยตัวเองเสียอย่าง ต่อให้มีครูเป็นเทวดาก็ไม่อาจเนรมิตให้ผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นขึ้นมาได้

ส่วนคุณค่าเทียมของมันก็คือนามของสถาบันที่จะเอาไปเบ่งอวดกันได้ ตึกรามที่หรูเริด ที่ตั้งที่สง่างาม ความสวยความหล่อหรือวุฒิปริญญาของอาจารย์ที่มีไว้ให้ลูกศิษย์ชื่นชมยินดี โดยที่คุณค่าแท้ของความเป็นครูนั้นอยู่ที่การบ่มเพาะตัวเองมาแต่อดีตของผู้เป็นครูแต่ละคน หาใช่สถาบันที่ครูจบมาไม่ ทำให้ทุกสถาบันต่างก็มีครูเก่งและครูโหล่ยโท่ยคละเคล้ากันไป อย่างไรก็ตามความรู้และทักษะของครูนั้นแม้จะมีผลต่อศิษย์ระดับเรสิเด้นท์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าในอดีต เพราะปัจจุบันนี้ครูไม่ได้เป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะอากู๋ได้มาแย่งความสำคัญตรงนี้ออกไปจากครูนานแล้ว

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์

....................................................................

1 มิย. 57
อาจารย์คะ
หนูว่าหลายคนมองคุณค่าอะไรไม่ออกเลยแบบหนู ยังยึดติดกับเปลือกของสถาบันอยู่มาก เสียเวลากับขี้ปากของคนอื่นที่ดึงไว้ ไปไหนไม่ได้สักที
ระหว่างรอคำตอบอาจารย์ หนูได้กลับไปอ่านเรื่องการเป็น chief resident ที่ดีที่อาจารย์เคยเขียนไว้ซ้ำเป็นรอบที่ 4 ประทับใจมากตอน อ.เล่าว่า อ. ต้องหอบเอาเศษหลอดเลือดในตู้เย็น มานั่งฝึกเย็บๆ จนเกิด muscle memory นั่งทบทวนว่า complication เกิดจากอะไร จบสามารถเก็บไปฝัน ทำแบบนั้นสม่ำเสมอ. ถ้า อ. ไม่เล่า หนูก็ไม่เคยคิดเลยว่า ที่ อ. เก่งแบบนี้ อ. ต้องทุ่มเทมันขนาดไหน practice makes perfect จริงๆ

     กราบขอบคุณอาจารย์สำหรับ การทำตัวเป็นตัวอย่าง และแรงบันดาลใจนะคะ

     เปิดเทอมนี้ของหนู คงไม่เหมือนเดิมแล้วค่ะ


..........................................