07 เมษายน 2557

อย่างไรเสีย ชีวิตเขามีไว้ให้รื่นเริงนะ (After all, life is to enjoy)

ผมต้องขอโทษคุณหมออย่างแรง ที่เคยเรียนคุณหมอว่าจะนำต้นกล้วยและมะละกอไปปลูกให้คุณหมอ ด้วยความหลงใหลได้ปลื้มในตัวคุณหมอ และความเห่อกล้วยพันธุ์ดีที่พึ่งจะได้มา ทำใหัขาดสติ ลืมนึกไปว่าการให้ต้นไม้แก่ผู้อื่นนั้น ถึงแม้จะไปปลูกให้ ก็เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้รับ ถึงจะเป็นพืชพื้นๆอย่างกล้วยหรือมะละกอก็ตาม ถ้าจะให้ได้ผลดีก็ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ ผมได้สำนึกว่า น.พ. สันต์ ใจยอดศิลป์ หาใช่ผู้ที่ so call สูงอายุ ที่ธรรมดาสามัญเหมือนผู้คนทั้งหลายไม่ ถึงแม้จะเกษียณแล้ว แต่คุณหมอยังมีสิ่งที่ต้องทำ (อยากจะทำ) อีกหลาย 100 อย่าง ดังนั้น ผมจึงได้ลงมือปลูกกล้วยหอมและมะละกอ (พันธุ์ดี) ที่ไร่ของผม ซึ่งผมมีพร้อมทั้งเวลาและอุปกรณ์ เมื่อได้ผลแล้วผมจะนำส่งเป็นบรรณาการให้กับคุณหมอ ซึ่งผมคิดว่าเข้าท่ากว่าเยอะเลย
          กระผมอายุุ 70 ปี 2 เดือน ได้รับผลบุญจากการได้อ่าน block ของคุณหมอ ทำให้มีสุขภาพดีขึ้นทั้งกายและจิต จากเดิม น้ำหนัก 81 ก.ก. มาเป็น 66 ก.ก. ความดัน จาก 164/96 มาเป็น 128/67  และเรื่องปวดเข่าสาหัสมาก ผมต้องเดินถอยหล้งลงกระได ทั้งที่บ้านและที่อื่นๆ โดยเฉพาะธนาคารต่างๆในปากช่อง (ออมสิน 23 ขั้น กรุงไทย 25 ขั้น) เลิกไปกันเลย หลังจากได้อ่านคำแนะนำของคุณหมอเรื่่องข้อเข่าเสื่อมและวิธีเยียวยาด้วยการใช้กระไดแล้ว ภายในเวลา 4 วัน ผมก็สามารถเดินหน้าลงกระไดเหมือนผู้คนอื่นๆได้ ขอขอบพระคุณคุณหมออย่างยิ่งๆๆๆๆๆๆ 
ด้วยความนับถือ ชื่นชม และศรัทธา ผมก็จะพยายามกระทำดี ช่วยเหลือผู้อื่น เท่าที่จะทำได้ ในเวลาที่เหลือไม่มากของผม ขอให้คุณหมอและครอบครัวมีความสุข ไม่ว่าอะไรจะเป็นไปอย่างไรก็ช่างบุพการีของฝ่ายหญิงของพวกเขาเถอะ ขอแต่ให้คุณหมอและครอบครัวมีความสุขก็แล้วกัน ให้เหมือนโฆษณาของ BUICK  ที่ว่า After all, life is to enjoy.

……………………………………………………..

ตอบครับ

1.. ผมหยิบจดหมายของคุณพี่มาตอบ ทั้งๆที่คุณพี่ไม่ได้ถามอะไร ด้วยเหตุผลเดียว คือผมอยากจะให้ท่านผู้อ่านระดับซีเนียร์ของบล็อกนี้ซึ่งมีจำนวนมากที่ชอบเขียนมาโอดโอยเรื่องปวดเข่าปานประหนึ่งว่าชีวิตนี้จะดับดิ้นแล้ว ทั้งๆที่หลายท่านยังเพิ่งเลข 6 นำเท่านั้นเอง ยังไม่ถึงเลข 7 อย่างคุณพี่เลย ได้เห็นตัวอย่างของคนธรรมดาตัวเป็นๆอย่างคุณพี่ ที่อายุก็มากกว่า โรคก็มากกว่า คือมีความดันสูงด้วย ปวดเข่าก็มากกว่าคือปวดจนเดินขึ้นบันไดธนาคารไม่ได้ แต่ยังประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเอง ด้วยการลดน้ำหนัก และใช้บันไดออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าขาและหลังขา จนกลับมามีชีวิตที่มีคุณภาพได้ ดังนั้นจดหมายของคุณพี่แม้จะไม่ได้ถามอะไร แต่ก็มีคุณค่าตรงที่เป็นแบบอย่าง (role model) ที่ดีสำหรับผู้สูงอายุที่กำลังถอดใจพ่ายแพ้ต่อโรคข้อเข่าเสื่อมและยอมถอยเข้ามุมไปใช้ชีวิตอย่างไร้คุณภาพอีกจำนวนมาก

2.. คุณพี่พูดถึงโฆษณารถเก๋งบูอิค โห.. สมัยผมไปที่นั่น คนอเมริกันเลิกใช้รถบูอิคไปนานแล้วครับ ช่วงผมไปที่นั่นเขาเปลี่ยนมาใช้ฮอนด้าแอคคอร์ดกันซะเกือบหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม จดหมายของคุณพี่ทำให้ผมนึกขึ้นได้แว้บหนึ่งว่าผมเคยเก็บรูปบ้านชนบทฝรั่งแบบคลาสสิกหลังหนึ่งซึ่งผมชอบตรงที่เอาไม้แป้นเกล็ดแต่งผนังคู่กับหน้าต่างกระจกใส จึงเก็บรูปไว้เผื่อมีโอกาสปลูกเองสักหลัง และจำได้ว่าในรูปนั้นมีโฆษณารถยนต์บูอิคมีตราอินทรีย์บินและคำพูดคล้ายๆที่คุณพี่พูดถึงด้วย ผมจึงกลับไปค้นหารูปนั้นในกรุดู แล้วก็เจอจริงๆ ฮั่นแน่ สโลแกนที่ผมไม่เคยสังเกตเห็นจนกระทั่งได้อ่านจดหมายของคุณพี่

BUICK
After all, life is to enjoy.”

ผมชอบสโลแกนนี้แฮะ..ขอบคุณครับ

3. เรื่อง มะละกอและกล้วยไม่ซีเรียสครับ ไม่ว่าจะมาในรูปของต้นหรือผลผมรับได้ทั้งนั้น (อุ๊บ.. จริงใจมากไปเปล่าเนี่ย) ดูท่าคุณพี่นี่คงจะไม่ใช่ชาวไร่ธรรมดาซะแล้ว ดูท่าทางคุณพี่จะเอาจริงและใส่ใจไปในทางวิเคราะห์วิจัยพันธุ์ด้วย ผมเรียกว่าเป็นชาวไร่พันธุ์โรแมนติกก็แล้วกัน ผมรู้จักชาวไร่พันธุ์นี้หลายคน ทุกคนจะได้มีประสบการณ์ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ 

     “เสียเงิน” 

     หึ..หึ พูดถึงเรื่องทำไร่แล้วเสียเงิน นานมาแล้ว ประมาณปีค.ศ. 1995 ผมซึ่งชอบเกษตรเป็นพื้นอยู่แล้วได้ขับรถพาลูกเมียไปเที่ยวทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย แถบ Napa Valley ซึ่งเขาทำไร่องุ่นกัน ผมไปคุยกับชาวไร่ ถามพวกเขาว่าการทำไร่องุ่นมันดีไหม คนหนึ่งตอบผมว่า

“..มันเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ในการทำให้ทรัพย์สมบัติอันใหญ่โตของคุณเล็กลง”
  
    (It is a good way to make your big fortune small)

ผมจำได้ว่าตัวเองเผลอปล่อยก๊ากเพราะได้คำตอบที่ถูกใจมาก

แต่ถ้าคุณพี่จะทำไร่แบบโรแมนติกด้วย จะให้ได้สะตังค์ด้วยก็อย่าคิดว่าไม่มีคู่แข่งนะ ไม่กี่วันมานี้เอง มีเพื่อนคนไทยพาฝรั่งชาวตุรกีคนหนึ่งมาเยี่ยมผมที่บ้านบนเขาที่มวกเหล็ก พ่อหนุ่มฝรั่งคนนี้มาปักหลักทำไร่อยู่ที่หมูสี (เขาใหญ่) เขาเลี้ยงใส้เดือนเป็นล่ำเป็นสัน แล้วเอาฉี่ไส้เดือนมาผสมกับใบอะไรสักอย่างที่เขาเอาต้นพันธุ์มาจากตุรกี แล้วทำเป็นปุ๋ยน้ำฉีดพ่นพืชที่เขาปลูก เช่น พาสชั่นฟรุต(เสาวรส) มะนาว มะละกอ แล้วก็เริ่มทำตลาดผลิตผลของเขาโดยเอามาให้ลูกค้าชิม เขาเอามะละกอของเขามาให้ผมชิมด้วย ผมยอมรับว่าหวานอร่อยดีมาก เขาเอารูปถ่ายต้นมะนาวของเขาให้ดูด้วย ซึ่งมันก็ดกสะพรั่งเต็มต้นจริงๆ เอารูปถ่ายเสาวรสให้ดูว่าปุ๋ยของเขาทำให้มันผิวเต่งตึงไม่เหี่ยวย่นเหมือนเสาวรสของทางเชียงใหม่อย่างไร ผมถามเขาว่า

“..เท่าที่ยูทำเกษตรในเมืองไทยมาเนี่ย รายได้ยูมาจากผลผลิตตัวไหนมากที่สุด”  เขาตอบว่า

“..ขี้ไส้เดือน”

ฮะ ฮะ ฮะ ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น



นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์