05 กุมภาพันธ์ 2557

โจ้วซือปราบมังกร

          สมัยที่ผมยังเด็ก เล่นคลุกฝุ่นอยู่ในตลาดของตำบลบ้านนอก วันหนึ่งมีซินแสจีนเดินทางผ่านมา เขาเอามือชี้หน้าผมแล้วพูดดังๆให้พวกผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่แถวนั้นได้ยิน ว่า

            เจ้าเด็กคนนี้มีโหงวเฮ้งโจ้วซือปราบมังกร
         
          คำทำนายนั้นใกล้ความจริงที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2524

เรื่องมีอยู่ว่าตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบแพทย์ อินเทอร์นเสร็จหมาดๆก็ถูกส่งไปใช้เวรใช้กรรมที่โรงพยาบาลอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แบบที่น้องสมัยนี้เรียกว่า พชท.1 นั่นแหละ

ตัวโรงพยาบาลเป็นสุขศาลาไม้สร้างมาตั้งแต่สมัยร.7 ทั้งโรงพยาบาลมีนางพยาบาลอยู่คนเดียว (เป็นนางจริงๆเสียด้วย คือหยั่นหว่อหยุ่นสมบูรณ์ดีมาก และมี ผ. เป็นฝั่งเป็นฝ่าเรียบร้อยแล้ว)

ในปีที่ผมไปถึงนั้น มีการเสริมกำลังผู้ช่วยพยาบาลละอ่อนอายุสิบกว่าขวบทำอะไรยังไม่เป็นมาให้อีก 5 คน เนื่องในโอกาสยกสถานะจากสุขศาลาขึ้นเป็นโรงพยาบาล ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมกำลังครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ผมจึงจัดตั้งวอร์ดมาตรฐานขึ้นที่ระเบียงสุขศาลา จำนวนเตียงแม้ไม่ครบสิบเตียงตามชื่อโรงพยาบาล แต่ก็พอแก้ขัดได้ แม้ว่าในฤดูไข้เลือดออกระบาด เตียงจะเต็มเหยียดจนต้องปูเสื่อเสริมนอนกันบนพื้นเป็นบางครั้งก็ตาม

การมีลูกน้องเป็นละอ่อน ไม่รู้อิโหน่อิเหน่นั้น มันเป็นชีวิตที่ลำบากยากแค้นลำเค็ญสำหรับคนเป็นนายมากแค่ไหน ผมเข้าใจดีแล้วตั้งแต่ตอนนั้น เพราะหน้าไข้เลือดออกระบาด ทุกคืนผมต้องตั้งนาฬิกาปลุก เพื่อปลุกตัวเองขึ้นให้ตื่นขึ้นมาทุกสองชั่วโมง เพื่อมาราวด์ดูว่าคนไข้เด็กคนไหนจะช็อกหรือช็อกไปแล้วบ้าง เพราะไม่กล้าอาศัยรอให้ลูกน้องละอ่อนรายงาน

วันหนึ่งขณะนั่งตรวจคนไข้นอกอยู่ ผู้ช่วยพยาบาลละอ่อนอายุสิบแปดซึ่งผมมอบอำนาจออกตราตั้งให้รั้งตำแหน่ง “หัวหน้าวอร์ด” ก็กระหืดกระหอบเข้ามารายงานว่า

หมอคะ คนไข้เด็กคนหนึ่งเป็นไข้สูง หายใจขัด ตัวเขียว และที่จมูกมีอะไรไม่รู้อุดอยู่แถมดิ้นด๊อกแด๊กๆได้ด้วย

          ผมรีบจ้ำไปดู เห็นแม่อุ้มเด็กอายุไม่ถึงขวบ เด็กกำลังร้องตัวเขียวปั๊ด ที่รูจมูกมีหางไส้เดือนขนาดเขื่องเท่าปลายตะเกียบเอ็มเค.สุกี้โผล่ออกมาโบกสะบัดเป็นที่น่าสยดสยอง แม่เด็กซึ่งเป็นครอบครัวคนงานประมงมาจากภาคอิสานก็เอาแต่ร้องกระต๊าก เสียงดังลั่นเหมือนแม่ไก่เพิ่งออกไข่เสร็จว่า

ซ่อยสันแน.. ซ่อยสันแน

ผมพรวดเข้าไปจับหางไส้เดือนแล้วดึงออกมาจากรูจมูก ฮึ่ย .ย.. มันตัวยาวตั้งคืบกว่า ดึงตั้งนานกว่าจะออกมาหมด แถมยังดิ้นเหมือนจะพันมือจนผมตกใจต้องสบัดทิ้งไปดิ้นดุ๊กดิ๊กๆอยู่บนพื้น ขณะที่หัวหน้าวอร์ดอายุสิบแปดของผมเอามือกุมหน้าอกตัวซีดอยู่ห่างๆ ปากก็ร้องเป็นภาษาใต้แบบมีอารมณ์ว่า

ฮ่าย..ย..ย..

ยังไม่ทันที่จะสั่งลูกน้องเอาปี๊บตัดมาตักใส้เดือนไปทิ้ง แม่เด็กก็ร้องเอะอะขึ้นอีก มีไส้เดือนอีกตัวโผล่ออกมาที่รูจมูกเด็กอีกแล้ว

ผมรีบดึงทิ้งบนพื้นอีก

แล้วโผล่มาอีกตัว ผมดึงอีก แล้วโผล่มาอีกตัว.. ผมดึงอีก..อีก..อีก..อีก...

แต่ละตัวยาวไม่ต่ำคืบ ดึงออกมาได้ยี่สิบกว่าตัวจึงหมด พวกไส้เดือนที่ออกมาต่างพากันเต้นระบำยึกยือๆส่ายฮูลาฮุปอยู่บนพื้นวอร์ดรายรอบตัวผมเต็มไปหมด

ฮ่าย..ย..ย  

พวกคนไข้ที่ปูเสื่อนอนต่างลุกหนีเป็นพัลวัล หัวหน้าวอร์ดวัยละอ่อนของผมไม่เคยออกศึกหนักขนาดนี้มาก่อน เธอถึงกับเป็นลมหน้ามืดไปด้วยความสยดสยองท่ามกลางฝูงไส้เดือน

ณ บรรทัดนี้ ผมขอเขียนบทกวีสรรเสริญตัวเองไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า

..ฟ้าลิขิตส่งเทพมาปราบมังกร
ท่ามกลางทะเลบ้าและฝูงมังกรร้าย
โจ้วซือร่ายกระบี่ฟาดฟัน
กู้ชีวีเด็กและปลอบขวัญดรุณีงาม
.... กึ๋ยย..ย..ย..


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์



PS ขอโทษที่ยังไม่มีอารมณ์ตอบจดหมายคนป่วย ได้แต่เขียนเรื่องอดีตไร้สาระ

......................................................................
6 กพ. 57
จดดหมายจากผู้อ่าน
คุณหมอยอดนักสืบคะ ไส้เดือนเข้าจมูกเด็กได้อย่างไรคะ

.................................................

ตอบครับ

วงจรชีวิตของพยาธิไส้เดือน (Ascaris) เริ่มด้วย “คนกินอึคน” หมายถึงกินอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีไข่พยาธิไส้เดือนอยู่ ไข่นั้นก็ไปฟักและเติบโตเป็นตัวไส้เดือนอยู่ในลำไส้ ส่วนใหญ่จะอยู่กันเป็นฝูง แล้วก็ออกไข่ปนออกไปในอุจจาระ เพื่อจะได้ไปเติบโตในท้องคนอื่นต่อไปอีก
เมื่อเด็กป่วยและมีไข้สูง พยาธิไส้เดือนจะออกอาการอยู่ไม่สุขแบบ "ไส้เดือนถูกเสียม" และจะเคลื่อนทัพย้อนขึ้นมาถึงกระเพาะอาหารได้ อาการป่วยทำให้เด็กคลื่นไส้และขย้อนเอาไส้เดือนขึ้นมาทางหลอดอาหาร ขึ้นมาโบกไม้โบกมืออยู่ที่รูจมูกได้ครับ ในยุคโน้นซึ่งคนกินอึคนเป็นวิถีชีวิต เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจนเป็นธรรมดา

สันต์ ใจยอดศิลป์