27 มกราคม 2557

Passion พลังขับดันชี้วิตที่กระเพื่อมได้ไกล


      เชียงใหม่ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2513...         ผมอายุยังไม่เต็ม 18 ปี วันหยุดยาวช่วงปีใหม่ พวกเราสี่คนวางแผนหยุดเรียนบวกขาดเรียนแถมหัวท้ายเพื่อไปเดินป่ากัน เราทั้งสี่เป็นเพื่อนซี้กากี่นั้งกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมัธยมอยู่เซ็นต์แมรี่ รัชกับอู๊ดมาเรียนว.ค. (วิทยาลัยครู) เชียงใหม่ คนที่สามคือนัน ซึ่งไปเรียนช่างอุตสาหกรรมที่กรุงเทพฯแต่ไม่แฮปปี้เลยหนีมาสิงอยู่กับพรรคพวกที่ว.ค. ส่วนผมนั้นเรียนอยู่ที่แม่โจ้
          
      เราวางแผนไว้ว่าจะเดินข้ามดอยปุย ขึ้นทางห้วยแก้ว ข้ามยอดเขาไปอีกฟากหนึ่ง แล้วไต่ดอยอินทนนท์ไปทางใต้ ปลายทางคือหมู่บ้านลั๊วะซึ่งอยู่ในเขตอำเภอแม่แจ่ม
      
     กว่าจะตุนเสบียงจัดหามีดพร้าปืนผาได้ครบก็บ่ายแล้ว พวกเรานั่งสองแถวจากห้วยแก้วขึ้นไปดอยสุเทพ ไปถึงดอยสุเทพก็ด้อมๆมองๆหาเผื่อฟลุ้คว่ามีฝรั่งมาว่าจ้างสองแถวให้ไปภูพิงค์จะได้ขออาศัยไปด้วย แต่ไม่มี เราจึงต้องเดินไป ถึงภูพิงค์เอาบ่ายคล้อย ผ่านหน้าประตูพระตำหนักที่ปิดเงียบอยู่ผมนึกถึงเมื่อต้นหน้าหนาวที่ผ่านมา อาจารย์เกณฑ์พวกเราที่แม้โจ้มาราวยี่สิบคนเพื่อมาดายหญ้าให้แปลงกุหลาบบนภูพิงค์ กุหลาบที่นี่หน้าหนาวดอกใหญ่พอๆกับชามก๋วยเตี๋ยว พวกเราทำงานกันเหงื่อไหลไคลย้อยจากเช้าจนถึงใกล้เที่ยงจึงวางจอบนั่งพักสูบบุหรี่ใต้ร่มไม้ อยู่ๆพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จลงมาแวะทักทายโดยไม่ได้คาดฝัน ทุกคนรีบย้ายก้นจากหัวจอบลงนั่งพนมมือแต้บนพื้นดินโดยอัตโนมัติ ทรงมีรับสั่งว่า

            ทำงานกันมาเหนื่อย เที่ยงนี้อยากจะกินอะไรกัน จะหาให้

           พวกเรารวมทั้งอาจารย์ ยังไม่หายตลึง จึงเงียบหมด สักครู่เพื่อนจอมทะเล้นประจำกลุ่มคนก็ออกโรงพนมมือจรดหน้าผากเงยหน้าขึ้นแบบลิเกแล้วกราบบังคมทูลเสียงดังฟังชัดว่า

          เกี๊ยว..พะยะค่ะ

          มื้อเที่ยงนั้นจึงได้กินเกี๊ยวกันจริงๆ
     
     ผ่านหน้าภูพิงค์เราเดินตามทางลูกรังของตชด.(ตำรวจตระเวนชายแดน)ไปทางตะวันตก เพื่อไปยังหมู่บ้านแม้วซึ่งอยู่บนไหล่เขาสูงเกือบถึงสันของดอยปุย ห่างจากพระตำหนักไปไม่กี่กิโลเมตร ไปถึงหมู่บ้านแม้วเอายามโพล้เพล้ ตะวันสีหมากสุกทอแสงทองสาดทั่วทั้งไหล่เขา หมู่บ้านนี้มีบ้านแม้วอยู่ประมาณสิบหลังคา เกือบทุกบ้านปลูกติดพื้นดิน ผนังทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยหญ้าคา เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเข้าไป หัวหน้าหมู่บ้านก็ออกมาหา พวกเราเรียกเขาว่าเสี่ยวเฮง เขาเสนอให้เราค้างคืนที่บ้านเขาพลางชี้มือไปที่กระท่อมไม้ไผ่หลังขนาดกลาง นันถามว่า
          เสี่ยวอยู่กันกี่คน เขาตอบว่า

            สิบคนเท่านั้นเอง มีเมียเฮาสี่คน ละอ่อนอีกห้าคน

          ข้อมูลนี้ไม่แปลกอะไร เพราะแม้วมีเมียได้หลายคน ผมถามต่อว่า

            แล้วเสี่ยวมีม้ามีหมูกี่ตัว

          ที่ถามอย่างนี้เพราะเป็นธรรมดาว่าชาวแม้วจะเอาสัตว์เลี้ยงซึ่งส่วนใหญ่เป็นม้ากับหมูนอนอยู่ในบ้านเดียวกันด้วย จะได้สุมไฟที่เดียวใช้ได้ทั้งสัตว์และคน คำตอบที่ได้คือ

          เฮามีม้าตัวเดียว มีหมูสองตัวเท่านั้นเอง

          พวกเราดูขนาดกระต๊อบเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่จะต้องยัดเข้าไป 17 ชีวิตแล้ว ก็ต้องรีบขอบอกขอบใจเสี่ยวที่เอื้อเฟื้อ และขอตัวว่าเราตั้งใจจะไปนอนที่โรงเรียน ตชด. แล้วพากันเดินขึ้นเขามุ่งหน้าไปยังโรงเรียน ผ่านบ้านแม้วอีกหลังหนึ่งซึ่งชายชาวแม้ววัยกลางคนสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่งกำลังเป่าเครื่องดนตรี ที่ทำด้วยไม้ไผ่คล้ายแคนของชาวอิสานแต่ว่ายาวกว่า คือยาวเป็นวาและปลายโค้งงอนขึ้นเหมือนคันไถ อีกคนนั่งสูบฝิ่นด้วยบ้องสูบยาทำด้วยเครื่องเงินอย่างสบายอารมณ์ พวกผู้หญิงส่วนใหญ่ยังไม่กลับจากไร่ เพราะหญิงแม้วมีหน้าที่ทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงสามี ส่วนพวกสามีนั้นผมเดาเอาว่ามีไว้ทำพันธ์อย่างเดียว ขอประทานโทษคุณผู้ชายถ้าผมพูดไม่สุภาพ ก็โถ..ท่านมีเมียกันคนละสามสี่คนจะมีเวลาไปทำอะไรอื่นอีกละครับ

          เดินผ่านกระต๊อบอีกหลังหนึ่ง เห็นหญิงแม้วคนหนึ่งแต่งตัวเต็มยศนั่งถักทอเครื่องแต่งกายของเผ่าด้วยเข็มคล้ายเข็มถักโครเชท์อยู่ที่บันไดหน้าบ้าน ที่ว่าแต่งตัวเต็มยศหมายถึงสวมชุดดำสีม่อฮ่อม เสื้อนั้นเป็นผ้าคล้ายกำมะหยี่สีดำประดับประดาด้วยสร้อยและเหรียญเงิน จำนวนเหรียญน่าจะไม่ต่ำกว่าสองร้อยหรือสามร้อยเหรียญเต็มหน้าอกพรืดไปหมด เฉพาะที่รอบคอยังมีแผ่นเงินรูปพระจันทร์เสี้ยวห้อยไว้อีกสามสี่อัน เธอสวมหมวกผ้าสีดำที่ประดับประดาด้วยเหรียญเงินมันวับเป็นร้อยๆเช่นกัน เวลาเงยหน้าขึ้นยิ้มเห็นจมูกใหญ่โดดเด่นใสซื่อน่ารัก น่าเสียดายที่การแต่งกายของแม้วแบบเต็มยศอย่างนั้นสมัยนี้หาดูไม่ได้แล้ว

          เดินขึ้นมาจวนจะถึงจุดสูงสุดของหมู่บ้านแล้ว พวกเราคอแห้งผาก มีกระต๊อบหลังหนึ่งขนาดเล็กมาก เล็กพอๆกับห้องสุขา ตั้งอยู่บนเนิน เราแวะไปขอน้ำกิน เจ้าบ้านเป็นแม่เฒ่าที่อยู่คนเดียวและอู้คำเมืองไม่ได้ อู๊ดพูดกับเธอว่า

          กู๋..กู๋.. เฮาเด้

          ผมถามว่าแปลว่าอะไร อู๊ดบอกว่ากู๋แปลว่าฉัน เฮาเด้แปลว่าดื่มน้ำ แม้ว่าฟังคำแปลแล้วไม่น่าจะได้กิน แต่แม่เฒ่าก็เข้าใจ เธอเอื้อมมือไปหยิบน้ำเต้าใส่น้ำที่แขวนบนผนังมาให้พวกเราดื่ม ผมขยับจะนั่งลงบนพื้นบ้านของเธอ พลันก็ได้ยินนันร้องห้ามเสียงหลงว่าอย่านั่ง เมื่อตรวจการด้วยสายตาอีกรอบหนึ่งก็เห็นด้วย เพราะพื้นบ้านของเธอซึ่งทำด้วยไม้ไผ่เอียงตามเสาบ้านต้นหนึ่งที่เอียงกะเท่เร่ด้วยความผุพัง ถ้าผมนั่งลงไปอีกคนหนึ่งบ้านทั้งหลังอาจพังลงมาก็ได้

          เราโบกมือลาแม่เฒ่า ทิวทัศน์จากบ้านแม่เฒ่านี้เด็ดขาดนัก มองจากหน้าบ้านเห็นเขาลดหลั่นลงไปเป็นแอ่งอยู่บนไหล่เขา มีบ้านแม้วอีกสี่ห้าหลังอยู่ข้างล่าง ลานกลางหมู่บ้านเป็นไร่ฝิ่นที่กำลังออกดอกสีม่วงอมชมพูสวยงามนัก บางต้นก็ตกฝักกลมตะลุกปุ๊กใกล้ที่จะกรีดเอายางได้ ไกลออกไปเป็นทิวเขาสีน้ำเงินลดหลั่นสลับซับซ้อน เราเดินต่อไปยังโรงเรียน ตชด.ซึ่งสถาปัตยกรรมก็ไม่ต่างไปจากกระท่อมแม้ว ผนังไม้ไผ่ หลังคามุงจาก พื้นเป็นดิน ขนาดประมาณเล้าหมูของคนบ้านลุ่ม ที่โดดเด่นก็คือมีเสาธงชาติ ตัวธงชาตินั้นเป็นแบบไม่ต้องซัก ไม่ต้องรีด และไม่ต้องเชิญธงขึ้นๆลงๆทุกวัน เพราะเป็นธงสังกะสีตีตะปูติดกับปลายเสาเลย โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนแบบครูคนเดียวนักเรียนอีกสักสิบคน  วันนี้ครู ตชด. ไม่อยู่ เข้าใจว่ากลับไปหาลูกเมียตนเองเนื่องจากเป็นวันหยุดยาว เราจึงถือวิสาสะเข้าไปนอนในโรงเรียนโดยไม่ต้องเปิดประตู เพราะไม่มีบานประตู

          ผมตื่นแต่เช้ามืด พบว่าตัวเองนอนแข็งทื่ออยู่บนโต๊ะนักเรียนเล็กๆสองตัว ตัวหนึ่งรองที่ก้น อีกตัวหนึ่งรองที่หัว ส่วนกลางลำตัวนั้นลอยอยู่กลางอากาศ แต่ก็อยู่มาได้ทั้งคืน อากาศเช้าบนดอยปุยปีนั้นหนาวเย็นเฉียบสุดๆ สองมือแข็งเกร็งจนแบไม่ออก ผมตัดสินใจหยิบมีดเดินเข้าป่าหลังโรงเรียนเพื่อหาเรื่องวอร์มอัพ

          กำลังโค่นต้นไม้อยู่ในป่า อู๊ดก็เดินมาสมทบ เขาถามว่า

            จะเอาไปซ่อมบ้านแม่เฒ่าใช่ไหม?”

          ผมพยักหน้า โดยไม่พูดอะไรกันต่อ เราสองคนช่วยกันโค่นต้นไม้ขนาดสองมือกำรอบได้สามต้น แล้วทะยอยแบกขึ้นเนินไปยังบ้านแม่เฒ่า อู๊ดพยายามอธิบายกับเธอเป็นภาษาแม้ว เธอพยักหน้าแล้วลงจากบ้านมานั่งก่อไฟผิงอยู่ข้างนอก เราเอาเสาใหม่เข้าแทนเสาเก่าทั้งสี่เสา มีเด็กมาผิงแดดและมุงดูอยู่สามสี่คน อู๊ดใช้เด็กให้ไปยืมค้อนกับตะปูจากเสี่ยวเฮง ในที่สุดเราก็เอาเสาใหม่เข้าที่เสร็จ เมื่อเอามือดันพื้นดูก็ยังยวบยาบอยู่เพราะตงห่างเกินไป เราจึงทำพื้นให้ใหม่ด้วย เสริมไม้เข้าไปทำตงเพิ่ม แต่รักษาพื้นไม้ไผ่สีเหลืองทองที่มันวับน่านอนเอาไว้เหมือนเดิม ถึงตอนนี้เราหิวจนขาสั่น ก็พอดีนันกับรัชทำอาหารเช้าเสร็จและยกตามมาให้ถึงที่ เรากินอาหารเช้ากันบนกระต๊อบแม่เฒ่าที่มีวิวเป็นเลิศ แล้วก็นอนหงายตั้งใจจะหลับสักงีบด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่พอมองเห็นหลังคา โอ้.. หญ้าคาที่มุงไว้ทะลุเป็นรูอยู่ทั่วไป มองเห็นท้องฟ้าเป็นจุด เราตัดสินใจทำหลังคาอีก คราวนี้เราทำกันสี่คน รัชไปตัดไม้ไผ่ในป่ามาเพิ่ม อู๊ดจักไม้ไผ่เป็นตอกสำหรับมัดหญ้าคา นันไปรวบรวมหญ้าคาเศษเหลือจากทุกซอกมุมของหมู่บ้านมา "ไพ" ให้พร้อมมุง ผมไปเก็บใบตองตึงมาเสียบด้วยไม้ไผ่เป็นแถวเพื่อเอาไว้เสริมช่องโหว่ของหญ้าคา ตะวันยังไม่ทันตก บ้านแม่เฒ่าก็สร้างเสร็จ มีเสาใหม่ หลังคาใหม่ ผนังใหม่ แถมมีหน้าต่างด้วยเพราะนุยได้ปี๊บหน่อไม้เก่ามาใบหนึ่งเราเอาจึงมาตีแผ่ออกเป็นบานหน้าต่างแบบเปิดขึ้นลง

          และแล้ว..เวลาส่งมอบก็มาถึง พวกเรายืนมองแม่เฒ่าหลังโกงค่อยๆก้าวกลับขึ้นบ้านของตนเอง เธอคลำดูเสา ลองเขย่ามันดู คลำผนังฟากไม้ไผ่ ลองเปิดหน้าต่างซึ่งใช้เถาวัลย์แทนบานพับ พวกเราไม่ได้ภาคภูมิใจที่ได้ช่วยให้แม่เฒ่ามีบ้านดอก แต่พวกเรามีความสุขขณะที่สร้างบ้านหลังนี้ จนไม่มีใครเอ่ยถึงแผนการเดินป่าเลย

          ทริปนั้นเราไปไม่ถึงอินทนนท์ด้วยซ้ำ อย่าพูดไกลไปถึงหมู่บ้านลั๊วะที่แม่แจ่มเลย เราเดินลงดอยปุยด้านตะวันตกเฉียงใต้ มาโผล่ที่บ้านปง แล้วอาศัยขอโดยสารรถลากไม้มาลงที่หางดง แล้วกลับเชียงใหม่ด้วยสองแถว กลับเข้าสู่ชีวิตในโหมดปกติ

          หลังจากนั้น นันยังคงเกกมะเหรกเกเรอยู่อีกหลายปี แล้วอยู่ๆเขาก็กลับไปเรียนหนังสือต่อ จบออกมาทำงานเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างบ้าน พบกันเมื่อประมาณยี่สิบปีให้หลังจากทริปนั้น นันกลายเป็นผู้มีอันจะกินไปแล้ว เขาเล่าถึงการมามีอาชีพรับเหมาปลูกบ้านว่า

          ก็รู้เหมือนกันว่าพ่อกับแม่เขาทุกข์หนัก  แต่เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร อยากทำอะไร แต่การที่พ่อกับแม่ทุกข์หนักเพราะเรามันก็ไม่ดี ต้องทำอะไรสักอย่าง พยายามคิดดูว่าชีวิตที่ผ่านมานั้น มีตรงไหน ช่วงไหน ที่เรามีความสุขบ้าง  คำตอบก็คือช่วงที่เราปลูกบ้านให้แม่เฒ่าบนดอยปุย เราก็เลยลองไปรับจ้างเป็นคนงานก่อสร้างบ้าน เวลาปลูกบ้าน เรานึกถึงความรู้สึกเมื่อปลูกบ้านให้แม่เฒ่า ว่าสิ่งที่เราบรรจงทำนี้ท้ายที่สุดมันจะกลายเป็นบ้านที่แม่เฒ่าจะได้ใช้อยู่อาศัยไปจนตาย  แล้วเราก็ได้ความรู้สึกนั้นกลับมาจริงๆ จึงรู้สึกว่าเราพบชีวิตสำหรับเราแล้ว พอสนใจจดจ่อกับมันมากๆเข้า ความอยากรู้อยากเรียนเพิ่มมันเกิดขึ้นเอง จึงกลับไปเรียนหนังสือใหม่ แล้วก็หากินทางนี้เรื่อยมา

          นันเป็นตัวอย่างของคนที่เลือกทำในสิ่งที่ตนรัก แบบที่ฝรั่งเรียกว่ามี passion กับมัน ทำให้งานเป็นการนำมาซึ่งความสุข แน่นอนว่าใครที่ตั้งต้นได้อย่างนี้ การงานของเขาต้องสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเพียงแค่ได้ทำ ก็มีความสำเร็จคือมีความสุขใจไปแล้ว  

          passion นี้มีอิทธิพลมาก มันส่งผลกระเพื่อมออกไปถึงงานอื่นๆที่คนเราต้องทำเพราะความจำใจด้วย ผมคิดไปถึงสมัยที่ผมทำงานเป็นหมออยู่ที่เมืองโอ๊คแลนด์ ผมมีแท็กซี่เจ้าประจำคนหนึ่งชื่อจอห์น เป็นหนุ่มอายุยี่สิบปลายๆได้ เขาทอดสมอแท็กซี่ของเขาอยู่ที่หน้าตึกอุบัติเหตุของโรงพยาบาลนั่นเอง เวลาผมเดินไปจะขึ้นรถ เขาจะผละจากหลังพวงมาลัยมาเปิดประตูให้อย่างนอบน้อม ถ้าเห็นผมหน้านิ่วหรือเหนื่อยล้า เขาจะพูดปลอบทำนองว่า

          วันนี้ยาวนะครับ คุณหมอ 
             (Long day, doctor)”

          เวลาเปิดประตูรถให้ เขาจะฮัมเพลงในคอ พอขึ้นรถได้แล้วเขาจะเปิดเพลงของโมสาร์ทหรือบาค และฮัมตามเบาๆ ครั้งหนึ่งผมถามเขาว่า

          ดูคุณจะชอบงานขับแท็กซี่มากนะ เขาตอบว่า

          ไม่ใช่เลยครับ ผมชอบเปียโน ผมฝึกเปียโนวันละ 5 ชั่วโมงทุกวัน แต่ต้องออกมาขับแท็กซี่เพื่อจะได้มีอาหารไปวางบนโต๊ะ

          คุณคาดหวังอะไรจากการฝึกเปียโนหรือ ผมถามเพราะอาชีพศิลปินนั้นมันไม่น่าจะไปรอดอยู่แล้ว

          ก็หวังเพียงให้ผมได้เล่นมันทุกวัน และก็.. วันหนึ่งถ้าได้ไปเล่นที่คาร์เนกี้ ฮอลล์ ก็คงไม่เลว

          เขาคงหมายถึงงานคัดเลือกนักเปียโนของคาร์เนกี้ ฮอลล์ ที่นิวยอร์ค แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นของผมอยู่ตรงที่นายจอห์นนี้ ทำงานขับแท็กซี่ได้ดี มีความสุขกับมัน เพราะมันเป็นงานที่สนับสนุนให้เขาได้เล่นเปียโน ซึ่งเป็น passion ที่แท้จริงของเขา มันแสดงให้เห็นความแรงของ passion ว่าส่งผลกระเพื่อมได้ไกลเพียงไร

          คุณละครับ อะไรเป็น passion ในชีวิตคุณ และคุณใช้อิทธิพลจากมันมาชับดันการทำงานบ้างหรือเปล่า?

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
..................