15 กันยายน 2556

น้ำอัดลม น้ำผลไม้ใส่น้ำหวาน (Fructose) กับโรคเก้าท์

เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ
ผมมีเรื่องรบกวนปรึกษาคุณหมอครับ ผมอายุ 26 ปี สูง183ซม. น้ำหนัก 74 กก. ล่าสุดผมไปตรวจสุขภาพประจำปีมาครับหลายอย่างปกติครับ ทั้งความดัน เม็ดเลือด มะเร็ง ต่อมธัยรอยด์ ไต
แต่... โคเรสเตอรอล 212
        ไตรกลีเซอไรด์  72
        เอชดีแอล         38
        แอลดีแอล      160
และ   กรดยูริค           7.9
ผมเป็นคนกินจุกจิก ไม่ค่อยออกกำลังกาย แฟนผม(เป็นเภสัช) ให้ผมงดกินจุกจิก ควบคุมอาหารหลายอย่าง ให้ออกกำลังกายมากๆ อันนี้ผมเข้าใจครับ แฟนผมไม่ให้ผมกินยาลดไขมันเพราะผมเป็น HepB (กำลังรอเวลาActive ติดตามผลที่ศิริรราชครับ) ซึ่งยาทำให้ตับอักเสบ และไม่ให้ผมกินยาลดกรดยูริคเพราะว่ามันยังไม่สูงมากและไตจะเสื่อมเร็ว อันนี้ผมเข้าใจครับ แต่ว่าที่ผมสงสัยคือเธอให้ผมงดกินน้ำอัดลม น้ำหวานทุกชนิด เพราะจะทำให้ไขมันและกรดยูริคเพิ่ม  ผมงงตรงนี้แหล่ะครับ
1.น้ำหวานน้ำอัดลมเกี่ยวอะไรกับกรดยูริคครับหรือเธอจะพูดผิด ผมไม่กล้าถาม
2.แล้วนอกจากควบคุมอาหาร ออกกำลังกายแล้ว มีวิธีไหนให้ไขมันลดอีกบ้างครับ แม่ผมลุงๆอาๆทั้งหลายของผมก็ไขมันและกรดยูริคสูงสูง เกี่ยวกับพันธุกรรมไหมครับ
ขอบพระคุณมากครับ

..........................................

ตอบครับ

มีเมียคุมอำนาจมองเผินๆเหมือนจะไม่ดี แต่จะมองให้ดีก็ดีนะครับ เพราะเมื่อเมียเขาอยากคุม เราก็ปล่อยให้เมียคุมเสียให้เข็ดโดยเราก็สบายไม่ต้องทำอะไร จดหมายของคุณทำให้ผมนึกถึงสมัยหนึ่ง นานมาแล้ว ประมาณปี พ.ศ. 2545 ผมขับรถเที่ยวไปตามชนบทต่างๆของประเทศนิวซีแลนด์ วันหนึ่งขับรถจากเกาะเหนือ ขึ้นแพยนต์ข้ามไปยังเกาะใต้ ไปขึ้นฝั่งที่ตำบลเล็กๆชื่อพิคตัน (Picton) ด้วยความตื่นเต้นที่ได้มาเกาะไต้เราขับวนหาสิ่งที่น่าสนใจในตำบลพิคตันแต่วนได้สองรอบก็ไม่พบอะไรเลย มีแต่ร้านขายปลาทอดกับมันฝรั่ง (Fish and Chip) คือนึกภาพเฟร้นช์ไฟรส์ที่เรากินกับไก่ย่างเคนตั๊กกี้ แต่ว่าที่นั่นเขาเอามากินกับปลาทอดแทน เนื่องจากร้านนี้เป็นสิ่งน่าสนใจสิ่งเดียวที่มีอยู่ในตำบลนี้ มีคนเข้าคิวยืนรอซื้อของล้นออกมานอกร้าน เดาเอาว่าคงจะเป็นร้านระดับเชลชวนชิมของชาวกีวี่ท้องถิ่นที่นี่ทีเดียว เราจึงจอดรถลงไปกะว่าจะลองกิน Fish and Chip กับเขาดูบ้าง ที่หน้าร้านเจ้าของเป็นผู้ชายอายุราวสี่สิบท่าทางใจเย็นเอามือล้วงกระเป๋ายิ้มต้อนรับทักทายแขกและตอบคำถามต่างๆของเรา พอเราเข้าไปในร้านก็เห็นหญิงแหม่มตัวอ้วนราวกับนางยักขิณีกำลังขมีขมันทอดมันฝรั่งและหยิบจับฉวยห่อสินค้าของเธออย่างคล่องแคล่วมือระวิงไม่ได้หยุด ผมแหงนหน้าขึ้นมองบนผนังมีป้ายเขียนด้วยมือติดไว้อ่านได้ชัดเจนว่า

            “..คุณอยากจะพูดกับผู้ชายที่คุณคิดว่าใหญ่แต่ไม่รู้อะไร
          หรือจะพูดกับผู้หญิงที่รู้ว่าคุณจะเอาอะไรและทำให้คุณได้..  

ผมสะกิดให้เพื่อนร่วมเดินทางดูป้ายและบอกว่าแค่นี้ก็รู้แล้วว่าบ้านนี้ใครใหญ่ และผมยังคิดในใจต่อไปอีกว่า ดูสิ ภรรยาใหญ่คุมอำนาจไว้ก็จริงแต่ก็มีชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยไม่ได้หยุด แต่สามีซึ่งสำเร็จวิชาหูทวนลมและทำใจได้แล้วกลับมีชีวิตที่สุขสบายมือล้วงกระเป๋ายิ้มเผล่ไม่ต้องทำอะไร


ดังนั้นคุณมีเมียคุมอำนาจก็อย่าคิดมากเลยครับฝึกวิชาหูทวนลมเข้าไว้ สำเร็จวิชานี้เมื่อไหร่ คุณก็บรรลุนิพพาน..สาธุ
เอาละ มาตอบคำถามของคุณดีกว่า
 1.. ถามว่าน้ำหวานน้ำอัดลมเกี่ยวอะไรกับกรดยูริกในเลือดหรือเปล่า ตอบว่าตามหลักฐานที่มีอยู่ตอนนี้ น่าจะเกี่ยวนะครับ คือหลายปีมาแล้วมันเคยมีงานวิจัยตามดูกลุ่มคน  (cohort study) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) โดยที่เขาตามดูคนที่ตั้งต้นด้วยการไม่ได้เป็นโรคเก้าท์เลย 46,393 คน แล้วตามดูนาน 12 ปี พบว่าคนเหล่านี้กลายเป็นเก้าท์ 755 คน แล้ววิเคราะห์หาปัจจัยต่างๆที่มีความสัมพันธ์กับการเป็นเก้าท์ ก็พบว่าหากเปรียบเทียบระหว่างคนที่ดื่มน้ำอัดลมแท้หรือน้ำผลไม้ใส่น้ำตาลฟรุ้คโต้สเพิ่มแบบดื่มวันละมากๆ  (วันละ 5-6 เสริฟ) กับคนที่ดื่มวันละน้อยๆ (น้อยกว่าวันละ 1 เสริฟ) ก็พบว่าการเป็นเก้าท์มีความสัมพันธ์กับการชอบดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ใส่น้ำตาลวันละมากๆ นักวิจัยจึงเดาเอาว่าน้ำตาลฟรุ้คโต้สที่อยู่ในน้ำอัดลมและน้ำผลไม้ใส่น้ำตาลมีความสัมพันธ์กับการเป็นเก้าท์ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่เกี่ยวกับน้ำอัดลมที่ใช้สารทดแทนความหวานแทนน้ำตาลนะครับ และไม่เกี่ยวกับน้ำตาลฟรุ้คโต้สในผลไม้ที่เป็นอาหารตามธรรมชาตินะครับ
 
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเดียวที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ และก่อให้เกิดความกลัวน้ำตาลฟรุ้คโต้สในรูปแบบของ corn syrup ที่ใช้เพิ่มความหวานในน้ำอัดลมและน้ำผลไม้ ว่าอาจจะเป็นเหตุให้เป็นเก้าท์ ความจริงเป็นอย่างไรนั้น ณ ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด เพราะยังไม่มีใครทำวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบพิสูจน์ให้เห็นว่าน้ำตาลฟรุคโต้สที่ใส่เพิ่มเข้าไปในเครื่องดื่มก่อโรคเก้าท์จริงหรือไม่ เมื่อข้อมูลมีจำกัด ผมแนะนำว่าเราควรจะเชื่อตามข้อมูลที่มีอยู่นี้ไปก่อน คือถ้าเป็นเก้าท์ ควรลดเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลฟรุ้คโต้สเช่นน้ำอัดลมและน้ำผลไม้หวานๆทั้งหลายลงไม่ให้เกินวันละหนึ่งเสริฟหรือหนึ่งหน่วยบริโภค  

2.. ท่านผู้อ่านท่านอื่นอาจเกิดคำถามว่า ที่เขาพูดกันว่าผลไม้ตามธรรมชาติที่มีรสหวานก็มีน้ำตาลฟรุ้คโต้ส ดังนั้น การทานผลไม้ก็ทำให้เป็นเก้าท์ด้วย จริงหรือเปล่า ตอบว่าไม่จริงครับ เพราะการที่งานวิจัยหนึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างเก้าท์กับการกินน้ำตาลฟรุ้คโต้สที่ใส่เพิ่มเข้าไปในน้ำอัดลมและน้ำผลไม้ จะเหมาโหลว่าน้ำตาลฟรุ้คโต้สใดๆในโลกนี้มีความสัมพันธ์กับการเป็นเก้าท์ด้วยนั้นไม่ใช่วิธีใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องนะครับ มันเป็นแค่การเดาข้อมูลวิทยาศาสตร์ (extrapolation) ซึ่งไม่ถือเป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์เลย การเดาแบบ extrapolation นี้พวกนักวิจัยมักทำเสมอโดยเขียนไว้เป็นความเห็นหรือข้อเสนอแนะท้ายงานวิจัย ซึ่งหากผู้อ่านบ้องตื้นก็จะถูกหลอกว่าเป็นผลของการวิจัยไปด้วย แล้วก็จะถูกหลอกให้นำข้อมูลนั้นไปใช้ผิดๆ คนที่ถูกหลอกบ่อยที่สุดก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล ก็คือแพทย์ของเราเนี่ยแหละครับ เมื่อใดก็ตามที่แพทย์อ่านงานวิจัยไม่ละเอียดก็เป็นอันเสร็จบริษัทยา ผมยกตัวอย่างให้ดูนะ เอาเรื่องการรักษากระดูกพรุนก็แล้วกัน

ตัวอย่างที่ 1. งานวิจัยพบว่า “..การใช้ยารักษากระดูกพรุน (bisphosphonate) ในคนที่มีกระดูกพรุนจะช่วยลดอุบัติการณ์เกิดกระดูกหักลงได้..” แต่แพทย์ถูกหลอกด้วยวิธีเดา (extrapolation) ให้เข้าใจว่าการใช้ยารักษากระดูกบางจะช่วยลดอุบัติการณ์กระดูกหักลงได้ด้วย จึงสั่งยารักษากระดูกพรุนให้คนกระดูกบางกินด้วย แบบว่าเผื่อเหนียว อย่างนี้เรียกว่าเป็นการเดาข้ามกลุ่มประชากร เพราะคนกระดูกบาง เป็นประชากรคนละกลุ่มกับคนกระดูกพรุน ทั้งไม่ได้เป็นญาติกันด้วย การเดาว่าผลวิจัยที่ทำกับประชากรกลุ่มหนึ่ง จะเอาไปใช้ได้กับประชากรอีกกลุ่มหนึ่งนั้นไม่ใช่วิธีการทางวิทยาศาสตร์

ตัวอย่างที่ 2. งานวิจัยพบว่า “..การใช้ยารักษากระดูกพรุนในคนที่มีข้อบ่งชี้จะช่วยลดอุบัติการณ์เกิดกระดูกหักใน 5 ปีที่กินยาอยู่ลงได้..” แต่แพทย์ถูกหลอกด้วยวิธีเดา (extrapolation) ให้เข้าใจว่าการใช้ยารักษากระดูกพรุนจะช่วยลดอุบัติการณ์กระดูกหักลงในอนาคตหลังจากพ้นห้าปีไปแล้ว (สิบปี ยี่สิบปี) ลงได้ด้วย อย่างนี้เรียกว่าเป็นการเดาข้ามปัจจัยกำหนดผล คือปัจจัยเวลาในงานวิจัยนี้นับกันในกรอบ 5 ปี ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นมันจะยังได้ผลเหมือนเดิมอยู่ เพราะมันคนละกรอบเวลากันแล้ว

จะเห็นว่าการเอางานวิจัยมาหลอกขายของเนี่ยทำได้ง่ายนะครับ ไม่ใช่จะพบเห็นกันแค่ในวิทยุชุมชนที่หลอกขายน้ำเห็ดน้ำผลไม้อายุวัฒนะ แต่ในวารสารการแพทย์ก็มีลูกเล่นหลอกกันอยู่ทุกวัน ดังนั้นหากท่านไม่อยากถูกหลอก ต้องหัดประเมินผลวิจัยให้เป็นด้วยตัวของท่านเอง จึงจะเป็นวิธีป้องกันการถูกหลอกที่ดีที่สุด

3. ถามว่านอกจากควบคุมอาหาร ออกกำลังกายแล้ว มีวิธีไหนให้ไขมันและกรดยูริกสูงลดลงได้อีกครับ ตอบว่ายังมีอีกสองวิธีครับ คือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ และ..เชื่อฟังเมีย (อะ..จ๊าก..ก พูดเล่น)


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
บรรณานุกรม

1.    Choi HK, Curhan G. Soft drinks, fructose consumption, and the risk of gout in men: prospective cohort study. BMJ 2008;336:309 doi: http://dx.doi.org/10.1136/bmj.39449.819271.BE