19 กันยายน 2556

เมียไม่ยอมมีเซ็กซ์ด้วย (Female Sexual Dysfunction)

สวัสดีครับคุณหมอ..
ผมมีเรื่องรบกวนถามนะครับ..ผมอายุ 35 ปี สูง165 หนัก 48 กิโลไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ ไม่เคยนอกใจภรรยาแต่งงานมาปีนี้ก็ 7 ปีแล้ว มีลูก 2 คน คนโต 5 ขวบ คนเล็ก 3 ขวบ ภรรยาผมอายุ 35 ปีเท่ากัน....ปัญหาของผมคือ ภรรยาไม่ยอมมีอะไรด้วย (ก่อนมีลูกมีอะไรกันประมาณ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์แบบว่าสามารถสัมผัสเธอได้ทุกส่วนและสอดใส่ได้) รวมๆจะ 6 ปีแล้วที่ไม่มีอะไรกัน...ที่ผ่านมาพอเอ่ยปากขอ...เธอก็นอนคว่ำหนีบนมหนีบจิ๋ม (ขอโทษด้วยครับถ้าไม่สุภาพ) ให้ผมสัมผัสแค่แผ่นหลังและก้นเท่านั้น...เท่านั้นจริงๆ เป็นอย่างนี้มา 6 ปีแล้ว แรกๆก็คิดว่าอาจจะเครียดเรื่องเลี้ยงลูกเพราะลูกๆยังเล็กอยู่...แต่ตอนนี้ลูกๆพอรู้เรื่องขับถ่ายอะไรก็บอกได้ไม่ตื่นมาร้องงอแงกลางดึก จับฉี่ก่อนนอนแล้วลูกสามารถนอนยาวได้ถึงเช้าเลย...แต่พอลูกหลับเธอก็หลับตามไปเลย บางวันนัดแนะกันไว้อย่างดีแต่สุดท้ายก็หลับตามลูกไปเลยก็มี...เธอเคยขอว่าจะมี sex เฉพาะกลางคืน...เวลาอื่นไม่ได้ เคยคุยกันถ้าหลับเร็วอย่างนี้เราลองตื่นเช้าสักหน่อยแล้วมา sex กัน แต่เธอก็ไม่ยอม..........เคยมีบ้างบางครั้งที่พยายามสอดใส่เธอถึงกลับดิ้นบ้างร้องไห้บ้าง จนผมคิดว่านี่เรากำลังจะข่มขืนเธอรึนี่ และสุดท้ายก็หมดอารมณ์เลิก sex ไป ผมเคยอ่านหนังสือบางเล่มแนะนำให้ช่วยตัวเองให้เธอแอบเห็นบ้าง..ครับผมลองทำแล้วแต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น....เคยคุยกันแบบจริงจังแล้วเธอ บอกว่าเครียดเรื่องลูก+งานทุกวันพาลไม่มีอารมณ์เธอคงให้ sex ไม่ได้อยากมีเมียน้อยก็ได้นะเธอไม่ว่าแต่อย่าทิ้งลูก (ผมนี่โมโหมากให้ไม่ได้ยังแนะนำทางลงนรกให้อีก) สรุปคือไม่มีทางออกครับ...อ้อ...งานบ้านผมก็ช่วยแบ่งเบาไม่ได้ปล่อยให้เธอทำคนเดียวนะครับ......ทุกวันนี้ผมช่วยตัวเองครับ.............จะเลิกก็คงทำไม่ได้เพราะห่วงลูกผมควรทำอย่างไรดีผมไม่รู้จะปรึกษาใคร....ทุกวันนี้ผมตั้งปณิทานว่าเราสองคนคงเป็นแค่คนสองคนมาทำหน้าที่พ่อและแม่เท่านั้นเอง ส่วนสามีภรรยาคงไม่มีที่ว่างให้ลง ผมลดบทบาทลงไปเยอะครับ แต่งงานมา 7 ปี ทุกวันเกิดของเธอวันวาเลนไทน์, วันครบรอบแต่งงานวันปีใหม่ ผมให้ดอกไม้ของขวัญทุกปีพาไปเที่ยวต่างจังหวัดเฉลี่ย 2 เดือน/ครั้ง...แต่คิดว่าผมคงทำต่อไปไม่ไหวแล้วและคงไม่ทำให้อีกต่อไป...........เมื่อก่อนเคยได้ยินที่เค้าพูดกันว่าอยากจนแทบตะกายฝาผนังเป็นยังงัยตอนนี้เข้าใจแล้วสุดๆ

.....................................................


ตอบครับ

     พุทธัง ธัมมัง สังคัง อะไรมันจะคัน เอ๊ย ไม่ใช่ อะไรมันจะปวดหมองอย่างนี้ อ่านจดหมายของคุณจบแล้วผมพูดไม่ออก บอกไม่ถืก มันเขิน แบบว่า

“...อยากจะบอกว่ารัก ได้แต่ร้อง เย เย เย
เย เย เย เยเยเย้
เย เย เย เยเยเย้
เย เย เย เยเยเย้
เย เย เย
เย เย เย เยเยเย้
เย เย เย
อยากจะบอกว่ารัก ได้แต่ร้อง เย เย เย.....”

เอาเถอะ เลิกเขินละกัน มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

     ถามว่าภรรยาคุณเป็นอะไรไป ทำไมจึงเป็นคนหยั่งนี้ ตอบแบบเหมาเข่งว่าเธอมีปัญหาเซ็กซ์ผิดปกติในผู้หญิง (Female Sexual Dysfunctionหรือ FSD) ซึ่งเป็นปัญหาหนักอกวงการแพทย์มาก เพราะไม่ใช่จะวินิจฉัยและรักษากันได้ง่ายๆแบบของผู้ชายซึ่งมี “นกเขา” เป็นเครื่องมือแบบว่าออลอินวันตัวเดียวอันเดียว ถ้านกเขามันไม่คึกหรือไม่ขัน การวิจัยและรักษามันก็เจาะไปที่เดียวมันจึงง่าย แต่ว่าผู้หญิงนี้แท้จริงแล้วเรื่องมาก มีประเด็นปลีกย่อยแยะ โรคนี้ในผู้หญิงถูกแจกลูกออกไปตามสาเหตุและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันอีกเพียบ เช่น

1.      Noncoital sexual pain คือยังไม่ทันเข้าได้เข้าเข็มกันเลย แค่ลูบๆคลำข้างนอกก็เกิดอาการปวดในช่องคลอดรุนแรงจนทำอะไรต่อไม่ได้ ขืนทำต่อก็ได้เลือดตกยางออกกันแน่นอน
2.      Vaginismus คือตอนโหมโรงก็โอเค. แต่พอจะมีการสอดใส่อวัยวะเพศ ช่องคลอดจะหดตัวรุนแรงจนสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปไม่ได้เลย ทั้งๆที่ช่องคลอดไม่ได้มีอะไรผิดปกติ
3.      Dyspareunia คือเจ็บช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์ บ่อยๆเข้าแค่คิดถึงก็เจ็บแล้ว อย่าว่าแต่มีเซ็กซ์จริงเลย
4.      Orgasmic disorder คือตั้งแต่เกิดเป็นลูกผู้หญิงมา ไม่เคยถึงจุดสุดยอดเวลาร่วมเพศกับเขาบ้างเลย ก็เลยเซ็ง ซะงั้น
5.      Sexual arousal disorder พูดง่ายๆว่าโรคปลุกมู้ดไม่ขึ้น ลูบๆคลำๆยังไงก็ไม่มีอารมณ์
6.      Sexual aversion disorder คือกลัวการมีเซ็กซ์แบบขี้ขึ้นสมอง หนีสุดฤทธิ์สุดเดช
7.      Hypoactive sexual desire disorder (HSDD) คือ มันเบื่อ แรกๆก็เบื่อๆอยากๆ หนักเข้าก็มีแต่เบื่อล้วนๆ ไม่มีอยาก

     เรื่องโรคไม่เอาเซ็กซ์ในผู้หญิงนี้ วงการแพทย์ก็ทำได้แค่จำแนกโรค แต่ไม่เคยมีวิธีรักษาอะไรที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยยาปลุกเซ็กซ์หญิงด้วยความเชื่อว่าเป็นเพราะขาดสารเคมีที่เชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเซลประสาท (neurotransmitter) จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถผลิตยาออกมาได้ วิธีรักษาปัจจุบันจึงสะเปะสะปะ รักษาไปแล้วไม่รู้ว่าได้ผลหรือเปล่า เพราะไม่มีผลวิจัยเปรียบเทียบ แต่ผมจะพยายามรวมรวมให้เป็นหมวดหมู่ให้เข้าใจง่าย ว่าการรักษาปัจจุบันมีอยู่สามส่วน คือ

     ส่วนที่ 1. การค้นหาและรักษาโรคร่วม ที่อาจจะเป็นสาเหตุของเซ็กซ์เสื่อมในผู้หญิง รวมทั้งวิเคราะห์ยาที่ทานอยู่ประจำด้วย เช่น

1.1  โรคเบาหวาน ทำให้ช่องคลอดแห้ง ช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อ
1.2  โรคต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไต ทำให้ช่องคลอดแห้ง
1.3  โรคโลหิตจาง ทำให้ไร้ความรู้สึก ปลุกไม่ขึ้น
1.4  โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือบาดเจ็บของไขสันหลัง ทำให้ความรู้สึกลดลง
1.5  ช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ ทำให้เจ็บเวลาร่วมเพศ
1.6  เนื้องอกมดลูก ทำให้หมดอารมณ์ ปลุกยาก
1.7  โรคไตวาย ทำให้ฮอร์โมนเสียดุลจนความอยากลดลง
1.8  โรคข้ออักเสบ ทำให้ไม่อยากขยับตัว อย่าว่าแต่เด้งเลย เพราะมันปวดข้อ
1.9  การผ่าตัดใดๆที่เคยทำ เช่นตัดรังไข่ ตัดมด (ศัพท์ของพยาบาลที่เขาเรียกตัดมดลูกนะครับ) ทำให้ช่องคลอดแห้งได้
1.10          การตัดฝีเย็บ (episiotomy) ขณะคลอด อาจมีผลให้เกิดปากช่องคลอดรัดตัวมากจนเจ็บได้
1.11          การผ่าตัดเต้านม มีผลให้เสียความมั่นใจ จนหมดอารมณ์ได้
1.12          ยาลดความดัน และยารักษาโรคจิตโรคประสาททั้งหลาย ล้วนลดความอยากทางเพศ และทำให้ถึงออร์แกสซั่มยาก
1.13          ยาแก้ปวดในกลุ่มฝิ่น มอร์ฟีน โคเดอีน ทำให้ความอยากทางเพศหายไปได้

    ส่วนที่ 2. การใช้ยา ซึ่งก็มียาเท่าที่มีให้หมอเลือกใช้ตอนนี้มีอยู่สองตัว คือฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน ในกรณีที่ระดับฮอร์โมนเพศหญิงลดลงต่ำเนื่องจากใกล้หมดหรือหมดประจำเดือน เพราะถ้าไม่ทดแทนช่องคลอดและอวัยวะเพศก็จะแห้ง ยาอีกตัวหนึ่งที่ FDA อนุมัติให้ใช้คือฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเตอโรน) ชนิดแปะผิวหนัง ทั้งนี้เพราะการเกิดความรู้สึก “อยาก” ในทางเพศนี้ ไม่ว่าจะในผู้ชายหรือผู้หญิง ล้วนขับดันโดยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนทั้งสิ้น ยานี้มีขายในชื่อการค้าว่า Intrinsa

     ส่วนที่ 3. การพยุงด้านจิตวิทยา ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นการรักษาในบริบทของ “ความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา” ทั้งนี้ต้องคุยกันโดยมีจิตแพทย์เป็นกรรมการกลางนะ เพราะจะหวังให้คุยกันเองแล้วรู้เรื่องนั้นยากส์ คุณเองก็บอกว่าคุยกันแล้วก็ได้ข้อสรุปแบบกระต่ายขาเดียวว่า

 “ฉันเครียด..ฉันไม่มีอารมณ์ เข้าใจมั้ย”

พูดถึงเครียดแล้วไม่มีอารมณ์เซ็กซ์ ผมมีเรื่องจริงจะเล่าให้ฟัง สมัยก่อนตอนที่ผมยังเป็นแพทย์ประจำบ้านเรียนวิชาผ่าตัดหัวใจที่สถาบันแห่งหนึ่งในเมืองไทยนี่แหละ สมัยนั้น (ประมาณ พ.ศ. 2526) ห้องผ่าตัดหัวใจหรือ “ห้องฮาร์ท” เป็นอะไรที่เคร่งเครียดมาก เพราะเทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่ดีมากเท่าปัจจุบัน จะหยุดหัวใจนานๆก็ไม่ได้ ต้องรีบลนลานทำผ่าตัดให้เสร็จทันก่อนที่หัวใจจะไม่ยอมกลับมาเต้น อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยก็สูงกว่าปัจจุบัน ความเครียดแผ่ไปทุกอณู ทุกคนต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำงานในห้องนี้คนละหนึ่งเดือนบ้าง สองเดือนบ้าง มียกเว้นก็แต่ตัวศัลยแพทย์และแพทย์ประจำบ้านในสาขานี้เท่านั้นที่ต้องอยู่โยง ส่วนคนอื่นนั้นใครขืนอยู่ประจำก็มีหวังบ้าตาย อย่างพยาบาลถ้าใกล้เวลาหมุนเวียนมาอยู่ห้องฮาร์ท ก็จะเริ่มเครียดและเมนส์จะเริ่มขาดตั้งแต่ยังไม่ทันมาทำงานกันเลยเชียว มันเครียดขนาดนั้น

 มีอยู่วันหนึ่ง เมื่อเจ้านายผ่าตัดเสร็จและออกจากห้องไปแล้ว ผมกำลังเย็บลวดปิดหน้าอก บรรยากาศก็ผ่อนคลายพอให้พวกเราได้คุยอะไรกันคลายเครียดบ้าง ผมได้ยินพยาบาลดมยาหน้าใหม่ซึ่งเพิ่งหมุนเวียนเข้ามาปรับทุกข์กับพี่ของเธอว่า

“..หนูไม่รู้จะทำยังไงพี่ กลางวันเครียดจากงานก็พอทนแล้ว กลางคือก็ต้องทน ผ. ของหนูมันก็มาคอยวอแวเกาะแกะอยู่นั่นแหละ..”

แล้วผมก็ได้ยินคำแนะนำแบบภูมิปัญญาของผู้อาวุโสฝ่ายพยาบาลเต็มสองรูหูว่า

“..เอาอย่างพี่สิน้อง พี่ถีบแม่..ม เลย”
  
ฮะ..ฮะ...ฮ่า... ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

พูดถึงไหนละ อ้อ เรื่องการรักษาด้วยวิธีพยุงทางด้านจิตวิทยา สรุปก็คือพูดง่ายๆว่าต้องมาหาจิตแพทย์ด้วยกันทั้งคู่ เพื่อให้จิตแพทย์เป็นกรรมการกลาง ประเด็นหลักก็จะเป็นการค้นหาและแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกันและการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจอะไรไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะสื่อสารด้วยวาจาหรือด้วยท่าทาง รวมทั้งการหาทางรื้อฟื้นการสร้างความหวานซึ้งตรึงใจกันด้วยวิธีอื่นที่ไม่ต้องมีเซ็กซ์กันขึ้นมาใหม่ด้วย ถ้ามีความเครียดแฝงอยู่ตรงไหน ก็แก้ไขตรงนั้น

      ทั้งสามส่วนที่ว่ามานั้นเป็นหลักวิชานะครับ ส่วนชีวิตจริงคุณตัดสินใจเอาเอง หากยึดว่าอย่างไรเสีย คุณก็จะไม่ทิ้งลูก คุณก็เหลือทางเลือกอยู่สี่ทางเท่านั้น คือ

(1) พากันไปหาจิตแพทย์
(2) ทนๆไป เดี๋ยวก็แก่และเฉาตายจากกันไปเอง
(3) แอบไปเที่ยวผู้หญิง
(4) มีเมียน้อย (ต้องมีเงินพอด้วยนะ)

      ผมไม่แนะนำหรอกว่าเลือกวิธีไหนจึงจะดี เพราะพูดไปแล้วกลัวบาปปาก คุณตัดสินใจเองก็แล้วกัน ฮิ..ฮิ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.     Basson R, et al. “Report of the International Consensus Development Conference on Female Sexual Dysfunction: Definitions and Classifications,” Journal of Urology 2000 : 163;888–895
2.     Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (4th ed.). Washington DC: American Psychiatric Association. 2000.
3.      Warnock JJ (2002). "Female hypoactive sexual desire disorder: epidemiology, diagnosis and treatment"CNS Drugs 16 (11): 745–53. PMID 12383030.
4.     Clayton AH (July 2010). "The pathophysiology of hypoactive sexual desire disorder in women"Int J Gynaecol Obstet 110 (1): 7 -11. doi:10.1016/j.ijgo.2010.02.014.PMID 20434725.