10 กรกฎาคม 2556

เรื่องไร้สาระ.. ในโอกาสที่มีผู้อ่านครบ 2 ล้านครั้ง


     วันนี้เป็นวันที่มีผู้อ่านสะสมมากเกินสองล้าน page-views ผมอยากจะถือโอกาสนี้ขอบคุณอากู๋ หรือ “Thank you Google” ที่เป็นเวทีฟรีให้บล็อกนี้คงอยู่ได้ ทุกวันนี้มีคนเปิดอ่านบล็อกนี้วันละประมาณ 5,200  ครั้ง หากเทียบการอ่านคำแนะนำของหมอเรื่องหนึ่งว่าประมาณเท่ากับการไปพบหมอที่โอพีดี.ของโรงพยาบาลครั้งหนึ่ง บล็อกนี้ก็เทียบเท่ากับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีคนไข้โอพีดี.วันละ 5,200 คน ซึ่งก็ต้องมีห้องตรวจอย่างน้อย 14 ห้อง เปิดให้คำปรึกษากันทุกห้องตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั่นเทียว อย่างนี้จะไม่ให้ขอบคุณอากู๋ได้ไงละครับ

     และในโอกาสพิเศษขอบคุณอากู๋ นี้ผมขอหลบจดหมายหนักๆ เอาจดหมายไร้สาระของพวกวัยรุ่น ซึ่งเป็นพลเมืองชั้นสองของบล็อกนี้มาตอบสักหนึ่งฉบับ

...........

สวัสดีค่ะคุณหมอ
หนูได้เข้าไปอ่านบล็อกของคุณหมอโดยบังเอิญ..จากการค้นหาข้อมูลด้านการแพทย์ไปเรื่อย ๆ 
หนูไม่เคยเขียนจดหมายถึง Blogger คนไหนเลย แต่คราวนี้มันอดไม่ได้จริง ๆค่ะ บล็อกของคุณหมอ เยี่ยมมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณคุณหมอมากๆ  สำหรับสิ่งดี ๆ ที่ให้กับโลกออกไลน์ใบนี้ค่ะ
(...)
ปล. ยังไม่มีคำถามด้านสุขภาพกับคุณหมอ...แต่คำถามที่อยากถามที่สุดเลยคือทำไม..ทำฟาร์มผักแล้วเจ้งหล่ะคะ หนูฝันว่า...ถ้ามีเงินเก็บมากพอระดับหนึ่ง อยากเป็นเกษตรกรบ้าง...เคยหาข้อมูลมาบ้างแบบยังไม่ได้จริงจังเท่าไร ก็พอจะรู้หล่ะคะว่ามันน่าจะรอดยาก...มีแววเจ้งง่าย ๆ เลยก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้คนอื่นต่อไป ที่นี้เลยอยากถามผู้มีประสบการณ์ตรงค่ะ...มันเจ้งได้อย่างไรคะ คุณหมอเคยบริหารระดับโรงพยาบาลใหญ่ ๆมาแล้ว...ทำไมเอาไม่อยู่กับเจ้าผักกอเล็ก ๆ คะ

ด้วยความเคารพ และ อยากรู้ค่ะ

…………………………….

ตอบครับ

     1.. ถามว่าเคยเป็นผอ.โรงพยาบาลใหญ่ๆมาแล้วทำไมมาเจ๊งกับเกษตรได้หละ ตอบว่าคนอื่นที่เก่งกว่าผมยังมี ผมยกตัวอย่างเรื่องจริงให้ฟังสองตัวอย่างนะ

     ตัวอย่างที่ 1. สมัยผมเรียนแพทย์ คลาสเมทของผมคนหนึ่งมีคุณอาเพิ่งจบด๊อกเตอร์ทางเกษตรจากเมืองนอก กำลังร้อนวิชา จบมาปุ๊บท่านก็ไปทำไร่ปั๊บ คือปลูกข้าวโพดขายอยู่ที่ปากช่อง ด๊อกเตอร์สมัยเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนะคุณ ใจถึงขนาดไหน ความรู้ไม่ต้องพูดถึง มีเพียบ ทำได้สักพักก็สาละวันเตี้ยลงๆ วันหนึ่งขณะเอาข้าวโพดใส่หลังรถปิ๊คอัพเร่ขายปลีกเพราะไม่พอใจที่เถ้าแก่ลานข้าวโพดกดราคา ก็เกิดได้ดวงตาเห็นธรรมว่าชีวิตในทางนี้ท่าจะรอดยากซะแล้ว จึงตัดใจทิ้งไร่ไปทำราชการ โดยไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่มหาลัยแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้ข่าวว่าท่านได้เป็นคณบดีคณะเกษตร แล้วต่อมาก็ได้เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น
    
     สรุป..เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเป็นอธิการบดีมหาลัยเนี่ย ง่ายกว่าทำเกษตรซะอีกนะ

     ตัวอย่างที่ 2. นี่เป็นตัวอย่างหมาดๆสดๆร้อนๆนี่เอง คือพอผมอายุหกสิบ ภรรยาก็บอกว่าคุณน่าจะเข้าหาธรรมะบ้างนะ แล้วเธอก็จัดแจงให้ผมและลูกไปเข้าคอร์สอบรมธรรมะแบบกินนอนสามวันสามคืนไม่เสียเงินสักบาทเดียว คนอื่นส่วนใหญ่รวมทั้งลูกชายผมเขาสมัครใจถือศีลไม่กินข้าวเย็น แต่ผมเห็นมีของฟรีดีๆกินก็เลยกินมันครบทุกมื้อ จนวันสุดท้ายกลัวเป็นบาปต้องแอบเอาเงินใส่กล่องบริจาคไปพอให้เจ้าภาพเขาทุ่นค่าข้าวบ้าง กลับเข้าเรื่องดีกว่า คอร์สนี้ให้การอบรมธรรมะด้วยอาจารย์ชื่อดัง เดาเอาแบบจิ๊กโก๋ก็คือระดับของท่านคงจะบรรลุอะไรสักขั้นแล้วแหละ ประเด็นก็คืออาจารย์ท่านเล่าเรื่องเบื้องหลังในชีวิตของท่านให้ฟัง ว่าก่อนจะหันมาหาธรรมะท่านทำฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ต่อสู้ฟันฝ่ามากมายแต่ก็เอาฟาร์มไม่รอด จนแม้ชีวิตตัวเองก็เกือบจะเอาไม่รอดเพราะไปซ่อมเครื่องสูบน้ำแล้วเครื่องมันตีเอา ในที่สุดฟาร์มเจ๊ง ถูกเขายึด โชคชะตาพาให้รู้จักธรรมะ ท่านจึงหันมาบวชและปฏิบัติธรรมจริงจัง จนรู้จริง สอนคนอื่นได้ (ในความเห็นของผมซึ่งเป็นนักเรียนระดับปลายแถว ท่านสอนดีมาก มีประโยชน์มาก)    

สรุป.. เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำเกษตรเนี่ย ยากกว่าการบรรลุธรรมซะอีกนะคุณ (ตะแล้น.. ตะแล้น.. ตะแล้น)

     2.. ฝันว่า...ถ้ามีเงินเก็บมากพอระดับหนึ่ง อยากเป็นเกษตรกรบ้าง จะดีไหม ตอบว่ามันขึ้นกับว่าคุณจะเป็นเกษตรกรแบบไหน คือเกษตรเนี่ยมันมีสามแบบนะ

(1) เกษตรพอเพียง
(2) เกษตรโลภมาก และ
(3) เกษตรเสียเงิน

คำแนะนำของผมก็คือเกษตรโลภมากนั้นเจ๊งทุกราย ยังไม่เห็นใครไม่เจ๊ง ตอนนี้ไม่เจ๊งอีกไม่นานก็คงจะเจ๊ง (อุ๊บ..ขอโทษ ปากเสีย) ส่วนเกษตรพอเพียงนั้นผมไม่ทราบ เพราะยังไม่เคยทำเอง ส่วนแบบสุดท้ายคือเกษตรเสียเงินเนี่ยชัวร์.. เวอร์คสุด ดังนั้นหากคุณมีความฝันอยากทำเกษตร ให้เก็บเงินไว้ แล้วไปทำเกษตรเสียเงิน แฮปปี้แน่นอนครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์