17 มิถุนายน 2556

น้ำตาลเทียมทำให้เป็นเบาหวานจริงหรือ

เรียนคุณหมอสันต์

ดิฉันมีความไม่แน่ใจในการใช้น้ำตาลเทียมเพื่อลดแคลอรี่ โดยเฉพาะการดื่มโค้กซีโร่ เพราะเพื่อนส่งข้อมูลมาให้ว่า มีการศึกษาในฝรั่งเศสด้วยกลุ่มตัวอย่าง ผู้หญิงวัยกลางคนจำนวน 66,000 คนตลอดระยะเวลา14ปี และได้ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition เดือนกุมภาพันธ์ 2013 สรุปผลการศึกษาว่า การดื่มน้ำอัดลมที่ใช้น้ำตาลเทียม ( Diet Soda) ขนาด12 ozต่อสัปดาห์ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น33% และหาก ดื่มน้ำอัดลมขนาด 20 ozต่อสัปดาห์ เพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 66%. และว่านับเป็นเรื่องน่าแปลกมากที่สมาคAmerican Diabetes Association and the American Dietetic Association ยังคงแนะนำให้คนอ้วนและผู้ป่วยเบาหวานดื่มน้ำอัดลมที่ใช้น้ำตาลเทียม ( Diet Soda) โดยอ้างว่าไม่มีน้ำตาล ปัจจุบันมีคำอธิบายถึงกลไกว่าเมื่อดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเทียม(diet beverage) สมองจะรับรู้และตอบสนองเสมือนว่ามีน้ำตาลเข้ามาในกระแสเลือด จึงสั่งการให้หลั่งอินซูลินออกมา แต่ความจริงกลับไม่มีน้ำตาล จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดตกวูบ จนรู้สึกหิว กระหายมากขึ้น โดยคุณหมอสามารถ อ่านเพิ่มเติมที่ : https://www.facebook.com/pages/DoctorSaputocom/133281580054309?ref=hl และดูวีดีโอประกอบได้ที่ : http://tv.naturalnews.com/v.asp?v=19107C5720984CFED65434A3D19BE236 รบกวนคุณหมอช่วยวิเคราะห์และแนะนำด้วยนะคะว่าดิฉันยังควรใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลแท้ และควรดื่มโค้กซีโร่ต่อไปได้อยู่หรือเปล่า

ขอบพระคุณค่า

...............................................................

น่าชื่นใจจริง จริ๊ง คนไข้ของผม เจอร์นอลทางการแพทย์ออกมาได้ไม่กี่วันหมอยังไม่ทันได้อ่านเลย คนไข้ของผมอ่านมาให้แล้วเรียบร้อย ผมตามไปอ่านดูตัววารสารต้นฉบับตัวจริงแล้ว ขอรวบรัดตอบคุณดังนี้

1.. เรามาพูดถึงงานวิจัยนี้ก่อนนะ

1.1..  เอาระดับชั้นและวิธีการวิจัยก่อนนะ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบศึกษาจากแบบสอบถาม โดยไม่ได้สุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ เรียกว่าไม่ใช่งานวิจัยระดับสูง วิธีทำคือออกแบบสอบถามให้คน  66,118 คนกรอกเป็นระยะๆ ตอบจริงหรือตอบเท็จก็แล้วแต่คนกรอก แล้วบันทึกติดตามประเด็นการดื่มน้ำอัดลมและน้ำผลไม้ไว้ ทำอยู่นาน 14 ปี แล้วเอาแบบสอบถามมาวิเคราะห์ดู ซึ่งในคนกลุ่มนี้ปีท้ายๆของการบันทึกมีคนเป็นเบาหวานเกิดขึ้น 1,369  คน ผู้วิจัยจึงแบ่งคนทั้งหมดนี้อออกเป็นสามกลุ่มตามพฤติกรรมการดื่มซอฟท์ดริ๊งของพวกเขา  (อย่าลืมว่าไม่ได้สุ่มตัวอย่างแบ่งนะ แต่แบ่งตามพฤติกรรมเดิม) คือ

กลุ่ม 1. ชอบดื่มน้ำอัดลมใส่น้ำตาลแท้ๆ
กลุ่ม 2 ชอบดื่มน้ำอัดลมใส่น้ำตาลเทียม
กลุ่ม 3 ชอบดื่มน้ำผลไม้แท้ๆ 100% ไม่เพิ่มน้ำตาล

1.2.. ข้อสรุปของการวิจัยนี้ ผู้วิจัยสรุปผลการวิจัยไว้ 5 ประเด็นคือ  

ข้อสรุป 1. เมื่อเทียบคนชอบดื่มน้ำผลไม้แท้ๆ 100% กับคนไม่ชอบดื่มซอฟท์ดริ๊งค์ใดๆเลย พบว่าอัตราการเป็นเบาหวานไม่ต่างกัน พูดง่ายๆว่าดื่มน้ำผลไม้แท้ๆ ไม่สัมพันธ์กับการเป็นเบาหวานมากขึ้นหรือน้อยลง

ข้อสรุป 2. เมื่อเทียบคนชอบดื่มน้ำอัดลม (ทั้งแบบน้ำตาลแท้กับแบบน้ำตาลเทียม) กับคนไม่ดื่มซอฟท์ดริ๊งค์ใดๆเลย พบว่าคนชอบดี่มน้ำอัดลมทั้งสองแบบต่างเป็นเบาหวานมากกว่าคนไม่ชอบดื่มซอฟท์ดริ๊งค์ใดๆเลย

ข้อสรุป 3. เมื่อเทียบคนดื่มน้ำอัดลมด้วยกัน (ทั้งแบบน้ำตาลแท้และแบบน้ำตาลเทียม) พบว่าพวกดื่มปริมาณมาก
(สัปดาห์ละมากกว่า 603 ซีซี.) เป็นเบาหวานมากกว่าพวกปริมาณดื่มน้อย

ข้อสรุป 4. เมื่อเทียบคนดื่มน้ำอัดลมแบบน้ำตาลแท้กับแบบน้ำตาลเทียม พบว่าพวกดื่มแบบน้ำตาลเทียมดื่มน้ำอัดลมเป็นปริมาณมาก (เฉลี่ย 568 ซีซีต่อสัปดาห์) กว่าพวกดื่มแบบน้ำตาลแท้ (เฉลี่ย 328 ซีซี.ต่อสัปดาห์)

ข้อสรุป 5. เฉพาะในกรณีกลุ่มดื่มน้ำอัดลมแบบน้ำตาลเทียม งานวิจัยนี้ไม่สามารถบอกได้ว่ามีปัจจัยอื่น (confound factors) ซ่อนอยู่เบื้องหลังน้ำตาลเทียมแล้วมาเป็นต้นเหตุของการทำให้อุบัติการณ์ของการเป็นเบาหวานสูงกว่าคนทั่วไป (ที่ไม่ดื่มซอฟท์ดริ๊งเลย) หรือไม่ เพราะงานวิจัยนี้ไม่ได้สำรวจบันทึกปัจจัยอื่นๆเหล่านั้นไว้ จึงสมควรที่จะมีการทำวิจัยซ้ำอีกครั้งโดยทำแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ เพื่อจะได้พิสูจน์ให้เห็นดำเห็นแดงว่าน้ำตาลเทียมเป็นต้นเหตุของการเป็นเบาหวานจริงหรือไม่

1.3.. ผู้วิจัยได้ “คาดเดา” กลไก (proposed mechanism) แถมท้ายว่า “.. อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อคนกินอะไรหวานๆสมองจะคาดหมายว่าน้ำตาลจะเข้ามาสู่กระแสเลือด จึงสั่งปล่อยอินสุลินเข้ามารอ แต่เมื่อไม่มีน้ำตาลเข้ามาจริงๆ ทำให้ระดับน้ำตาลตกลงจนเจ้าตัวรู้สึกหิวต้องหาอะไรกินมากๆ”  อย่าลื้ม..ม ส่วนนี้เป็นข้อคาดเดาแถมท้ายงานวิจัยนะครับ ไม่ใช่ผลการวิจัย

2.. แต่พอคนเอาผลวิจัยนี้มาโพนทะนา กลับโพนทะนาว่าผลวิจัยบอกว่าน้ำตาลเทียมทำให้คนกินเป็นเบาหวานมากขึ้น แล้วเอากลไกคาดเดา (proposed mechanism) มาอธิบายต่อราวกับเป็นผลสรุปจากงานวิจัย ซึ่งมันไม่ใช่เลย งานวิจัยที่ไม่ได้สุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบจะไปสรุปเป็นตุเป็นตุว่าอะไรเป็นต้นเหตุให้เกิดเบาหวานได้อย่างไร เพราะมีปัจจัยกวนมากมายที่ทำให้คนเป็นเบาหวาน การโพนทะนาอย่างนี้ตีความได้สองอย่าง ฃ

อย่างที่หนึ่ง คือคนโพนทะนาประเมินผลการวิจัยไม่เป็น หรือ

อย่างที่สอง ก็คือคนโพนทะนาหาเรื่องขายสินค้าของตัวเอง 

สำหรับหมอซาปูโต้ที่คุณบอกมานั้นเขาเป็นหมอที่เอาดีทางการแพทย์ทางเลือก (alternative medicine) เว็บไซท์ของเขา (http://doctorsaputo.com/shop.php) ขายสินค้าการแพทย์ทางเลือกหลายชนิดรวมทั้งอุปกรณ์สวนก้นทำดีท๊อกซ์ แต่ว่าคุณต้องเสียเงินเป็นสมาชิกก่อนนะจึงจะเข้าไปใช้บริการและเอารายละเอียดในเว็บไซท์ของเขาได้ ผมจึงตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นกรณีแกล้งโง่ซะละมัง

3.. ถามผมว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้ไหมที่ว่าน้ำตาลเทียมหรือ Aspartem จะทำให้อินสุลินออกในเลือดมามาก และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดฮวบลง ตอบว่าหลักฐานวิจัยตามดูระดับน้ำตาลและระดับอินสุลินในเลือดหลังกินน้ำตาลเทียมนั้น มีคนทำวิจัยไว้แล้วและตีพิมพ์สรุปผลไว้แล้วว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด รู้สึกจะตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการอังกฤษ (BJN) ดังนั้นไม่ต้องเสียเวลาเดาให้ลำบากเลย คำตอบก็คือน้ำตาลเทียมไม่ได้ทำให้อินสุลินสูงขึ้นหรือน้ำตาลลดลง

ถ้าจะถามความเห็นส่วนตัวของผม  (ขอเสนอความเห็นบ้างตะ) ผมเห็นว่าน้ำตาลเทียมทุกชนิด ไม่ว่าจะทำจากแอสปาร์เทมหรือซูคราโลส นับรวมทั้งน้ำตาลแล็คโตส (ที่ใช้ทำเป็นตัวผงเพื่อเพิ่มปริมาณให้ตักง่าย) ด้วย ทุกองค์ประกอบของมันเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วก็ล้วนถูกย่อยเป็นโมเลกุลพื้นฐานซึ่งมีอยู่ในอาหารทั่วๆไปนี่เอง มันไม่ใช่สารสังเคราะห์พิสดารมาจากไหน มันจะไปออกฤทธิ์พิสดารอย่างที่ว่านั้นได้อย่างไร

4.. ถามผมว่าแล้วน้ำตาลเทียมช่วยลดความอ้วนได้ไหม อันนี้มีงานวิจัยมาก โดยที่ผลวิจัยมันให้ผลขัดๆกันอยู่ แต่มีคนทบทวนงานวิจัยทั้งหมดอย่างละเอียดไว้สองคน คนหนึ่งชื่อ Raben อีกคนหนึ่งชื่อ Hunty การทบทวนของทั้งสองคนนี้ให้ผลตรงกันว่าถ้าเป็นการกินน้ำตาลเทียมแบบกินแทนน้ำตาลแท้ที่เคยกินอยู่เดิม เช่นเปลี่ยนน้ำอัดลมใส่น้ำตาลแท้มาเป็นน้ำอัดลมใส่น้ำตาลเทียม จะมีผลช่วยลดน้ำหนักได้

5.. กล่าวโดยสรุป “..หวานเป็นลม ขมเป็นยา” หิ หิ ขอโทษ นอกเรื่อง เพราะนี่มืดแล้วไปมวกเหล็กไม่ทันเสียแล้ว กล่าวโดยสรุปวงการแพทย์ยังถือว่าน้ำตาลเทียมดีกว่าน้ำตาลแท้ในแง่ของการช่วยลดแคลอรี่ในอาหาร ถ้าเป็นคนติดรสหวาน และยังถือตามหลักฐานปัจจุบันว่าน้ำตาลเทียมเป็นอะไรที่ปลอดภัยไร้กังวล งานวิจัยขี้หมาต่างๆที่ว่าน้ำตาลเทียมมีพิษมีภัยอย่างนั้นอย่างนี้ยังเป็นหลักฐานระดับต่ำที่ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ยอมรับ ดังนั้น ณ ขณะนี้ ให้ถือตามหลักฐานและคำแนะนำของสมาคมเบาหวานอเมริกัน (ADA) ที่แนะนำให้คนติดรสหวานใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลแท้เพื่อลดแคลอรี่ต่อไป ผมถือว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีเป็นอันดับสอง รองลงมาจากวิธีเลิกรสหวานแบบหักดิบไปเลยครับ  

ปล. ขออนุญาตป่าวประกาศเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับเรื่องจริยธรรมเกี่ยวกับการทำและการใช้ผลงานวิจัยหน่อยนะ ว่า "..หมอสันต์ไม่ได้ทำน้ำตาลเทียมขาย ไม่ได้มีญาติขายน้ำอัดลมใส่น้ำตาลเทียม และไม่ได้รับทรัพย์ในรูปแบบใดๆมาปกป้องน้ำตาลเทียม ในการเขียนบทความนี้...อามิตตาพุทธ."

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์


บรรณานุกรม

1.     Fagherazzi et al. Consumption of artificially and sugar-sweetened beverages and incident type 2 diabetes in the Etude Epidémiologique auprès des femmes de la Mutuelle Générale de l'Education Nationale-European Prospective Investigation into Cancer and Nutrition cohort. 
American Journal of Clinical Nutrition. January 2013.
2.     Renwick AG MS. Sweet-taste receptors, low-energy sweeteners, glucose absorption and insulin release. 
British Journal of Nutrition. 2010;104(10):1415-1420.
 REVIEW
3.     Raben and Richelsen. Artificial sweeteners: a place in the field of functional foods? Focus on obesity and related metabolic disorders. 
Current Opinion in Clinical Nutrition and Metabolic Care. 2012;15:597-604.
4.     De la Hunty at al. A review of the effectiveness of aspartame in helping with weight control. Nutrition Bulletin 31; 2006