16 พฤษภาคม 2556

มะเร็งรังไข่ชนิด granulosa cell.. อย่าสยบให้ความมืดของราตรี


     ก่อนตอบจดหมายวันนี้ ขอเวลานอก “ซักซ้อม” ความเข้าใจกันท่านผู้อ่านที่เขียนจดหมายมาอีกสักครั้งนะครับ คือทุกวันนี้มีจดหมายอีแมวเข้ามามาก และดูเหมือนว่าท่านที่เขียนเข้ามาช่วงหลังคงจะไม่เคยทราบกฎกติกาของบล็อกนี้ คือถ้าเป็นจดหมายไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรแค่เขียนมาหาเฉยๆ เช่นว่า

“ชอบค่ะ ชอบงานคุณหมอทั้งงานวิชาการ ลีลา เร้าใจ วัยรุ่น ฝุดๆเบย...”

     หรือแค่แสดงความปลื้มเพียวๆ แบบว่า

“..อยากบอกว่า ปลื้มคุณหมอมากเลยคะ ไม่ว่าหนูค้นหาเรื่องอะไรที่อยากรู้ ต้องมีคอลัมน์คุณหมอมาช่วยไขปัญหาได้ตลอด ขอบคุณสำหรับข้อมูลต่างๆมากมายที่ได้จากคุณหมอนะคะ..”

     ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แม้ว่าจะไร้สาระ แต่ที่มีปัญหานั้นมีอยู่ 4 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง คือจดหมายที่คาดหวังคำตอบ แบบว่า

“..ทุกวันนี้ทุกข์ใจมาก จะรอคำตอบของคุณหมอทุกวันทุกคืน..”

     กับประเภทที่สองคือ แบบว่า ท๊อปซีเคร็ต ลับสุดยอด

“..คุณหมอกรุณาตอบผมทางอีเมลนี้ หรือโทรศัพท์เบอร์ ... เท่านั้นนะครับ เพราะเรื่องนี้ถ้าคนอื่นรู้ผมตายแน่..”

     ประเภทที่สาม คืออยากได้คำตอบจริงจริ๊ง จึงเสนอจตุปัจจัยตอบแทนให้อย่างสุภาพ

“.. ขอให้ถือว่าเป็นการให้คำปรึกษาโรคที่คลินิกของคุณหมอก็แล้วกันนะคะ คุณหมอบิลดิฉันได้ทันที จะแจ้งยอดมาก่อนให้คำปรึกษา หรือจะบิลดิฉันทีหลังก็ได้..”

     ประเภทที่สี่ คือขอล้วงไต๋ ว่าหมอคนไหนดีหรือไม่ดี แบบว่า

“... การเปลี่ยนหมอครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว ผมรู้ว่าคุณหมอทั้งสามท่านที่ผมกล่าวนามมาเป็นคนดี แต่ที่ผมต้องการคือคุณหมอมีเวลาให้มากพอและที่จะช่วยภรรยาผมได้ ผมรู้ว่าคนในวงการหมอด้วยกันรู้ข้อมูลว่าหมอคนไหนเก่งเรื่องไหน แต่น่าเสียใจที่ผมไม่ได้มีญาติพี่น้องเป็นหมอสักคน จึงต้องขอพึ่งคุณหมอสันต์ช่วยแนะนำคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ ..... ให้ผมด้วย จะเป็นพระคุณมากจริงๆ”

     จดหมายทั้งสี่ประเภทหลังนี้เป็นจดหมายที่มาผิดที่และเสียเวลาของผู้เขียนเปล่าๆ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ “ซักซ้อม” ความเข้าใจกันอีกครั้งถึงกฎกติกาของบล็อกนี้ ว่ามีดังนี้

     ประเด็นที่ 1. เจตนาของบล็อก คือบล็อกนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้แก่คนทั่วไป ที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ไม่ใช่ “อี..คลินิก” เพื่อแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บเป็นรายบุคคลให้คนไข้ จดหมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเพียงอุปกรณ์ “จั่วหัว” เพื่อให้ความรู้เฉพาะเรื่อง ส่วนการที่เจ้าของจดหมายจะเก็บเอาเนื้อหาไปใช้นั้นเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เจตนาหลัก

     ประเด็นที่ 2. เรื่องความลับของคนไข้ เมื่อเป็นบล็อกโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่บล็อกรักษาคนไข้ บล็อกนี้จึงเป็นบล็อกปากโป้ง แม้ว่า (พยายาม) จะไม่ปากเสีย เนื้อหาที่ถามมาจะถูกประจานให้ทราบทั่วกันโดยไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม จะปิดบังให้เฉพาะชื่อ เทือกเถาเหล่ากอ ตำบลที่อยู่ หรือที่ทำงานของผู้ถามเท่านั้น ดังนั้น ถ้าคาดหมายความลับสุดยอด อย่าเขียนมาหาบล็อกนี้

     ประเด็นที่ 3. การตอบจดหมายเป็นการส่วนตัว ผมจะไม่ตอบจดหมายตรงไปยังอีแมวของเจ้าตัวทุกคน ยิ่งโทรศัพท์ยิ่ง โห.. เป็นไปไม่ได้เลย   

”..เพราะชีวิตฉัน
คงไม่ยืนยาว ไปถึงปานนั้น..”

     ทุกๆวันมีจดหมายเข้ามาวันละประมาณ 30 ฉบับ การจะตอบจดหมายให้มีสาระประโยชน์และบอกแหล่งที่มาของหลักฐานพอให้ผู้อ่านตามไปค้นคว้าต่อได้เอง ต้องใช้เวลาประมาณฉบับละ 2 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าหากผมอยากเป็นคนดี ผมต้องมีเวลาตอบจดหมายวันละ  60 ชั่วโมง หึ..หึ ผมเป็นไม่ได้หรอกครับ คนดี หนะ คงเป็นได้แต่คนบ้า เพราะมีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่มีเวลาใช้เหลือเฟือวันละ  60 ชั่วโมง ผมจึงต้องใช้วิธีเลือกตอบเฉพาะเรื่องที่ยังไม่เคยตอบ หรือจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ายังไม่เคยตอบ ขึ้นมาตอบก่อน ส่วนเรื่องที่เคยตอบมาแล้วก็ทิ้งเอาไว้ วิธีนี้เวอร์คดีมาก เพราะเรื่องบางเรื่องที่จำได้แม่นว่าผมเคยตอบมาแล้วอย่างเช่นเรื่อง “ทำอย่างนี้จะท้องไหมคะ” เรื่องเดียวก็ทำให้ผมข้ามจดหมายไปได้วันละหลายฉบับ

     ประเด็นที่ 4. การรับเงินค่าวิชาชีพจากการให้คำปรึกษา  คือผมกับเงินเนี่ยชอบกันมากเลยนะครับ อันที่จริงตัวผมเป็นฝ่ายชอบเงินมากกว่า เงินมันไม่ค่อยชอบผมเท่าไหร่ จึงขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ท่านมีน้ำใจอยากจะจ่ายค่าวิชาชีพให้เป็นการตอบแทน การให้คำปรึกษาทางอินเตอร์เน็ทแล้วเก็บเงินนี้ทั้งฝรั่งญี่ปุ่นจีนหีนแฮ่เขาก็ทำกันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ว่าบังเอิญผมไม่ได้รับให้คำปรึกษา เพียงแต่ตั้งบล็อกให้ความรู้ผู้คนเท่านั้น จึงไม่รับเงินค่าที่ปรึกษาครับ ขอขอบพระคุณอีกครั้ง ด้วยความเคารพ

     ประเด็นที่ 5. การช่วยแนะนำหมอที่ดีให้ อันนี้ผมเข้าใจว่าเป็นความจำเป็นและเป็นความต้องการอย่างแท้จริงของผู้ป่วย ที่ญี่ปุ่นมีธุรกิจบนเว็บอันหนึ่งรับจ้างแนะนำหมอที่ดีอย่างเดียวเลย ดังมาก มีคนใช้บริการแยะด้วย ที่อเมริกาก็มีธุรกิจแบบนี้ แต่เมืองไทยยังไม่มี คือคนเราเมื่อต้องการใช้หมอ ข้อมูลที่ว่าหมอคนไหนดีเป็นข้อมูลที่จำเป็นมาก แต่ว่าไม่รู้จะหาข้อมูลนี้จากที่ไหน แม้แต่หมอด้วยกันบ่อยครั้งเมื่อป่วยก็ต้องเสาะหาข้อมูลแบบนี้เหมือนกัน ผมจะได้รับโทรศัพท์บ่อยมาก แบบว่า

“...เฮ้ย สันต์ ผ.ของฉัน (ผ.เก่านะ) มันเกิดฮาร์ท แอทแทค ว่ะ ฉีดสีแล้วที่บำรุงประชาเขาบอกว่าทำบอลลูนไม่ได้ต้องทำแค็บเบ็จ นายรู้จักน้องที่ชื่อ ... ที่ .... ใช่ไหม  ฝีมือเขา โอ.เค. ไหม”

     กล่าวโดยสรุป ผมเข้าใจทราบซึ้งดีว่าท่านผู้อ่านเดือดร้อนต้องการข้อมูลจริงๆว่าหมอไหนดีหมอไหนไม่ดี แต่ผมไม่ได้ตั้งตัวทำธุรกิจนี้ แล้วมนุษย์พันธ์อย่างผมนี้ (หมอผ่าตัดหัวใจคนอื่นก็เป็นเหมือนกัน ไม่ใช่เป็นแต่ผมคนเดียว) เป็นมนุษย์พันธ์ที่ไม่เหมาะจะทำธุรกิจนี้เลย เพราะเป็นโรคสายตาต่ำ คือมักมองไม่เห็นศีรษะของคนอื่น การจะให้มนุษย์พันธ์นี้ทำหน้าที่สืบเสาะว่าใครดีใครไม่ดีนั้นผมว่าไม่เวอร์คหรอกครับ คุณไปหาใช้บริการนี้ที่อื่นดีกว่า

     เอาละ จบเรื่องการซักซ้อมความเข้าใจละ คราวนี้กลับมาตอบจดหมายกันต่อตามปกติ

………………………………

สวัสดีค่ะคุณหมอ

ดิฉันเป็นมะเร็งรังไข่ ระยะ 1c ค่ะ ตัดรังไข่ขวา 1 ข้าง ส่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ชื่อ granulosa cell tumor ค่ะ น้ำล้างช่องท้องมีผลเป็นบวกค่ะ คุณหมอ 2 คนให้ความเห็นแบบทำให้ดิฉันสับสนค่ะ
วันที่ดิฉันมาฟังผลตรวจชิ้นเนื้อคนที่ 1 เป็นหมอผู้หญิง บอกว่า ควรให้คีโม เพราะเชื้อตัวนี้ตอบสนองดีต่อคีโม มีเปอร์เซ็นต์หาย 80-90%
อีก10 วัน ต่อมาดิฉันมาตามนัด คนที่ 2 หมอผู้ชาย บอกว่าให้หรือไม่ให้คีโมก็ได้ ไม่มีความแตกต่าง บอกว่าเชื้อตัวนี้ไม่ดุแต่ดื้อ ไม่ค่อยตอบสนองต่อคีโม ให้ดิฉันตัดสินใจเอง
ดิฉันตัดสินใจยังไม่ให้คีโม ขอดูแลรักษาตัวเองเรื่อง อาหาร การทำสมาธิ และกินยาสมุนไพร และตรวจติดตามทุกสามเดือนค่ะ
อยากเรียนถามคุณหมอ ดังนี้
1. เชื้อมะเร็งตัวนี้โดยพื้นฐานแล้วเป็นลักษณะใด ตอบสนองต่อเคมีดีหรือไม่ดีค่ะ รุนแรง ก้าวร้าวหรือไม่
2. ดิฉันควรรักษาด้วยเคมีหรือไม่
3.มีโอกาสที่เชื้อจะหายหรือลดลงไปหลังจากที่ไม่ให้คีโม ด้วยการกินยาสมุนไพร ไม่กินเนื้อสัตว์ สวดมนต์นั่งสมาธิหรือไม่คะ
4. ดิฉันอายุ 32 ปีแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีบุตรต้องการมีบุตร สามารถตั้งครรภ์ในขณะที่มีเชื้อมะเร็งอยู่ในร่างกายได้หรือไม่คะ
5. อยากให้คุณหมอแนะนำโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมะเร็งไข่ด้วยค่ะ

ขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งค่ะ
(ชื่อ) ค่ะ

………………………………………….

ตอบครับ

     เมื่อพูดถึงมะเร็งรังไข่ เรามักหมายถึงมะเร็งที่เกิดจากเซลบุผิว (epithelial cell) ซึ่งประกอบเป็น 70% ของมะเร็งชนิดนี้ อีก 20% เป็นมะเร็งจากเซลเพศ (germ cell tumor) มีเพียงประมาณ 2-5 % เท่านั้นที่เป็นมะเร็งจากเซลที่เรียกว่า granulosa cell อย่างของคุณนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมะเร็งเกรดต่ำ ไม่ก้าวร้าว อนึ่ง ความที่เนื้องอกชนิดนี้ผลิตฮอร์โมนเพศด้วย จึงมีอาการให้ตรวจพบได้ง่าย เช่นเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ประจำเดือนผิดปกติ เจ็บเต้านม เป็นต้น จึงมักมาถึงมือหมอเร็วกว่ามะเร็งรังไข่ทั่วไป

     1.. ถามว่าเป็นมะเร็งชนิด granulose cell ใน stage 1c ที่วิเคราะห์พบเซลมะเร็งในน้ำในช่องท้องด้วย ควรจะให้เคมีบำบัดตามหลังหรือไม่ เพราะหมอสองคนพูดไม่เหมือนกัน ตอบว่า หากเป็นระยะ 1a ไม่ต้องให้แน่นอน แต่กรณีเป็นระยะสูงกว่านั้น (stage IbIV) ยังไม่เคยมีงานวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างการใช้กับไม่ใช้แคมีบำบัดในเนื้องอกชนิดนี้ว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลแตกต่างกันอย่างไร และยังไม่เคยมีงานวิจัยใดแสดงให้เห็นว่าการใช้เคมีบำบัดทำให้มีอัตราการรอดชีวิตยาวกว่าไม่ใช้ ผมจึงยังตอบคำถามนี้ให้คุณไม่ได้ การตัดสินใจจึงต้องขึ้นกับรสนิยมส่วนตัวของคนไข้หรือของหมอแต่ละคน มีหมอจำนวนไม่น้อยแนะนำให้รับเคมีบำบัดถ้าเป็น stage 1c ขึ้นไปเพราะเดาเอาว่าน่าจะดีกว่าอยู่เปล่าๆ เครือข่ายรักษามะเร็งแบบบูรณาการแห่งชาติอเมริกัน (NCCN) แนะนำ (ตามความเห็นผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีหลักฐาน) ว่าควรให้เคมีบำบัดตั้งแต่ stage II ขึ้นไป และว่ากรณี stage 1c อย่างของคุณนี้ให้พิจารณาเอาเองก็แล้วกัน ดังนั้น คุณชอบแบบไหนก็เลือกทำตามคำแนะนำของหมอคนที่แนะนำแบบที่คุณชอบสิครับ เพราะเมื่อหลักฐานไม่มี การตัดสินใจก็เปิดกว้างให้กับความชอบหรือชังแล้วแหละ

     2.. ที่คุณเลือกวิธีทำสมาธิ กินยาสมุนไพร และหญ้าแห้งแล้วตรวจติดตามทุกสามเดือนนั้น ผมก็เห็นว่าโอเค.นะครับ เพียงแต่ในการตรวจติดตาม อย่างน้อยควรจะตามดูทั้งฮอร์โมน hCG, inhibin และสารชี้บ่งมะเร็งทั้ง CA125 และ AFP ด้วย เพราะสี่ตัวนี้มีความสัมพันธ์กับการฟื้นคืนชีพของมะเร็งชนิดนี้ จะได้ตรวจพบแต่เนิ่นๆและผ่าตัดซ้ำได้ทันการ

     3.. ถามว่าเป็นมะเร็งรังไข่ชนิด granulose cell (หรือมะเร็งรังไข่ชนิดไหนๆก็ตาม) แล้วจะมีบุตรได้ไหม ตอบว่าก็ไม่มีกฎหมายห้ามไว้นะครับ แม้แต่แพทย์ก็ห้ามไม่ได้ ทั้งไม่มีเหตุผลที่จะห้ามด้วย มันขึ้นอยู่กับเป้าหมายในชีวิตของคุณ ถ้าคุณมีเป้าหมายว่าชีวิตนี้ต้องทำภารกิจสืบทอดเผ่าพันธุ์ให้สำเร็จจงได้ ก็มีไปเถิด ในแง่ของความยากลำบากของการมีลูกหรือโอกาสตายทิ้งลูกว่ามีมากแค่ไหนนั้นไม่สามารถคาดเดาได้ ข้อมูลมีพอทำให้แพทย์ตกลงกันได้ว่ามะเร็งรังไข่ระยะ 1a นั้นมีอัตราการรอดชีวิตระยะยาวที่ดีมาก คือดีระดับ 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่พอเป็น stage ที่สูงกว่านี้ข้อมูลที่มีอยู่ไม่สามารถบอกได้เลยว่าอัตรารอดชีวิตจะเป็นเท่าใด อนึ่ง แนวคิดที่ว่าเป็นมะเร็งแล้วอย่าซ่าคิดการใหญ่เพราะเดี๋ยวก็ตายแล้วนั้นก็เป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะมนุษยชาติกับมะเร็งนี้เป็นของคู่กัน สถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริกัน (NCA) ได้ประมาณโอกาสของการเป็นมะเร็งอะไรสักอย่างหนึ่งครั้งในชีวิตของหญิงแต่ละคน (life-time incidence) ว่ามีสูงถึง  1 ใน 3 คือหญิงทุก 3 คนจะต้องมีเสีย 1 คนที่จะได้เป็นมะเร็งกับเขาสักครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ ผู้ชายยิ่งมีโอกาสมากกว่า คือ 1 ใน 2 ดังนั้นจะเห็นว่าการแจ๊คพอตได้เป็นมะเร็งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องซวยสุดขีดแต่อย่างใด ท้ายที่สุดใครต่อใครก็แทบจะได้เป็นกันถ้วนทั่ว คนที่เป็นแล้วจึงไม่ควรตีอกชกหัวมากเกินเหตุ คิดอยากจะทำอะไรก็จงทำไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะดีแล้ว

     4. ถามว่ารพ.ไหนหรือหมอไหนรักษาโรคมะเร็งรังไข่ได้ดี ตอบว่ารพ.ใหนก็ตาม ที่มีแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช (gynecologic oncologist) ก็ล้วนรักษาได้ดีทั้งนั้นแหละครับ อนึ่ง โปรดเข้าใจว่าแพทย์มะเร็งนรีเวชนี้แตกต่างจากสูตินรีแพทย์ทั่วไปตรงที่เขาหรือเธอเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีแพทย์ทั่วไปมาก่อน แล้วไปเรียนและฝึกอบรมต่อยอดทางด้านการรักษามะเร็งนรีเวชโดยเฉพาะอีกสองปี วิธีถามหาก็ถามหาตรงๆเลยว่าต้องการพบหมอเฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช อนึ่ง การได้รับการรักษากับหมอมะเร็งนรีเวชนี้สำคัญ เพราะโรคนี้เป็นโรคยืดเยื้อเรื้อรังซึ่งต้องอาศัย "ควาญ" ที่ดีจึงจะพาไปรอด หากแม้นเลือกได้ จึงควรเลือกหมอมะเร็งนรีเวชแทนหมอสูตินรีเวชทั่วไป 

     5.. ถามว่ามีโอกาสที่เชื้อจะหายหรือลดลงไปหลังจากที่ไม่ให้คีโมแต่กินยาสมุนไพร ไม่กินเนื้อสัตว์ สวดมนต์นั่งสมาธิหรือไม่ ตอบว่าโอกาสที่คนป่วยจะหายจากมะเร็งโดยอยู่เฉยๆปล่อยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานไปเองนั้น มีอยู่แน่นอน แต่ว่าโอกาสเช่นที่ว่านั้นค่อนข้างน้อย น้อยแค่ไหนก็ไม่มีใครตอบเป็นตัวเลขได้อีกแหละ เพราะข้อมูลไม่พอตอบ รู้แต่ว่าโอกาสนั้นมีอยู่เพราะมีหลักฐานรายเคสที่มะเร็งหายไปเองได้เหมือนกัน ส่วนหากถามว่าการกินสมุนไพร หญ้าแห้ง สวดมนต์ นั่งสมาธิ จะมีผลเพิ่มโอกาสให้มะเร็งหายได้ไหม ถ้าได้ มันเพิ่มได้กี่เท่ากี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้พวกนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งตัวผมเองด้วย ยังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้หรอกครับ แต่ถึงจะตอบคำถามนี้ให้คุณไม่ได้ ผมก็ยังเชียร์ให้คุณ "เดินหน้ากับชีวิตแบบเต็มฝีเท้า เหยียบแผ่นดินที่อยู่เบื้องหน้าทุกย่างก้าวอย่างเต็มตีน" คุณเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนหรือเปล่าละครับ มีกลอนบทหนึ่งของ ดิแลน โทมัส ซึ่งผมชอบมาก เขาเขียนว่า

Do not go gentle into that good night,
Old age should burn and rave at close of the day;
Rage, rage against the dying of the light.

“...อย่าสยบให้กับความมืดของรัตติกาล
ผู้เฒ่ายังคึกคะนองและเร่าร้อนได้ถึงแม้วันเวลากำลังจะหมดไป
สู้ สู้ สู้ อย่างท้าทาย แม้ว่าอย่างไรเสียความมืดนั้นก็จะมาถึง..”

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

..........................................................

จดหมายจากผู้ป่วย
15 พค. 56


ขอขอบพระคุณคุณหมอมากค่ะ ข้อมูลรวมถึงกำลังใจที่คุณหมอให้มามีประโยชน์กับดิฉันมากค่ะ ชอบประโยคนี้มากค่ะ "เดินหน้ากับชีวิตแบบเต็มฝีเท้า เหยียบแผ่นดินที่อยู่เบื้องหน้าทุกย่างก้าวอย่างเต็มตีน" มันโดนมากค่ะคุณหมอ  ดิฉันตัดสินใจไม่ทำคีโม และดูแลตัวเอง พบแพทย์บ้างตามอาการและตามนัดค่ะ แต่ตอนนี้หมอนัดอีกทีว่าอีกสามเดือน น่าจะเป็นวันที่ 25 มิถุนายน 2556 ค่ะ ใช้ชีวิตปกติ เลิกเนื้อสัตว์ทุกอย่าง ทำจิดใจให้สบายไม่คิดอะไรมาก ยิ่งได้รู้ข้อมูลจากคุณหมอว่าคนเราแทบทุกคนมีโอกาสเป็นได้ ดิฉันก็มองว่าเป็นความโชคดีแล้วที่เป็นแล้วรู้ก่อน ที่จะทรมาน ได้เตรียมตัวเตรียมใจ หากต้องตายไปไวๆ จริงๆก็ไม่เป็นไร มันคือธรรมดา  
ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ