29 พฤษภาคม 2556

คนจริง ตัวเป็นๆ ที่ปรับวิถีชีวิตตัวเองสำเร็จ


ผมมีน้ำหนักตัว 90 กก. และมีภาวะความดันโลหิตสูง และปวดข้อเท้าแบบเป็นเก๊าท์บ่อยๆ จึงเริ่มลดน้ำหนักตัวเองด้วยการอดอาหาร ผ่านไป 1 ปีน้ำหนักก็ขึ้นๆลงๆจนเหลือประมาณ 81 จึงกล้าไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลรัฐบาลใกล้บ้าน (พ.ค.55) ปรากฎว่าค่าตับสูง sgpt 70  uric 10.8 bun 12 creatinine 1.27 โคเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์สูงลิ่ว จนเมื่อปลายปี 55 ผมได้มาเจอบล็อกคุณลุงหมอ ผมก็เปลี่ยนแนวการกิน เน้นข้าวกล้อง ผักต้ม ออกกำลังกาย งดขนม น้ำอัดลม น้ำหวานทุกชนิด จนเมื่อปลายเดือนมกราคมน้ำหนักตัวลดเหลือ 76 กิโลกรัม (มกราคม56) ผมไปตรวจเลือดอีกครั้ง sgpt ก็ยัง70  uric 8.8 bun 10 creatinine 1.24 โคเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์มาอยู่ในระดับปกติ ผมก็ไม่ได้มุ่งมั่นจะลดน้ำหนักนะครับ แต่พอเราเปลี่ยนสไตล์การกินและออกกำลังกาย น้ำหนักตัวผมก็หายไปเรื่อยๆ จนล่าสุด พ.ค. ผมได้ไปตรวจเลือดอีกรอบ ตอนนี้น้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม sgpt เหลือ 25  uric 8.3 bun 9 creatinine1.24 (ค่าปกติที่นี่คือ 0.7-1.3) เก๊าท์ไม่ปวดมาเป็นปีแล้ว สุขภาพดีขึ้น ไม่ต้องลุกมาปัสสาวะกลางคืนบ่อยๆเหมือนตอนอ้วนๆ ความดันวัดทุกวันเฉลี่ยไม่เกิน 120/80 ทุกอย่างดีขึ้น ทุกวันนี้ผมทานรสจืดสนิท ไม่ปรุงรสเค็ม ไม่ใส่ชูรส ไม่ทานขนม ทานเนื้อสัตว์แต่น้อย แต่สิ่งที่ผมกังวลคือค่า creatinine ครับ ถ้าวัดค่าการกรองของไตเมื่อตอน พ.ค. 55  ตอนผมยังอ้วนๆหนัก 81 creatinine 1.27  ได้ค่าไต 101 แต่พอ ม.ค. 56  นน.ตัว 76 creatinine 1.24 ค่าไตเหลือ 96  แล้วล่าสุดหนัก 70 กก. Creatinine 1.24 ค่าไตเหลือ 89 เท่ากับผมเป็นไตวายระยะที่ 2  แล้วอีกไม่นานผมต้องล้างไตใช่มั้ยครับ ผมเครียดมากๆเลยครับ แล้วมีทางที่ creatinine จะลดลงมั้ยครับ

………………………………………………

ตอบครับ

     1.. อ่านบล็อกของหมอสันต์แล้วเกิดความฮึด ลงมือปรับวิถีชีวิตตัวเองทันที จนลดน้ำหนักได้ 20 กก.ในหนึ่งปี ภาวะไขมันในเลือดสูงหาย ตับอักเสบจากไขมันแทรกตับหาย ความดันเลือดสูงหาย และอาการป่วยจากเก้าท์หายไปเป็นปลิดทิ้งโดยไม่ต้องใช้ยา ต้องขอชมว่ามีฝีมือดี หมายถึงมีวินัยต่อตัวเองดี คนอย่างคุณนี้ ในชีวิตต่อไปข้างหน้า คิดจะทำอะไรก็จะทำได้สำเร็จ จดหมายของคุณเป็นตัวอย่างของคนจริงๆตัวเป็นๆให้ผู้อ่านท่านอื่นที่อมโรคอยู่แต่ยังไม่ขยับตัวเพราะกำลังรอฤกษ์ ได้เห็นว่ามันมีคนปรับวิถีชีวิตของตัวเองแล้วประสบความสำเร็จอย่างคุณนี้อยู่ไม่น้อย จะได้เป็นแรงใจให้พวกเขาเหล่านั้นซึ่งยังเป็นบัวใต้น้ำอยู่ เกิดความฮึดโผล่ขึ้นมารับแสงแดดเหนือน้ำอย่างคุณบ้าง ผมจึงขอขอบคุณแทนเขาเหล่านั้นด้วย

    2.. ไปตรวจไตแล้วได้ GFR 89 แล้วร้อง กระต๊าก กระต๊าก ว่าเป็นไตวายระยะที่ 2 แถมคร่ำครวญว่าต่อไปต้องล้างไต อันนี้ต้องบอกว่า “เซอร์” ไปหน่อยนะ ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่านิยามของโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1 และระยะที่ 2 คือคนที่แพทย์ตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว เช่นตัดชิ้นเนื้อไตออกมาตรวจแล้วพบว่าเนื้อไตอักเสบ (glomerulonephritis) หรือตรวจปัสสาวะพบว่าเป็นโรคไตรั่ว ( nephritic syndrome มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ) เป็นต้น ถ้าพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว แต่ค่าอัตราที่เลือดไหลผ่านตัวกรองของไต (GFR) ยังปกติ คือเกิน 90 ซีซี./ตรม. ก็ถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1 ถ้าพบพยาธิสภาพที่ไตแล้วแถม GFR ลดลงอยู่ระหว่าง 60 – 89 ก็เป็นระยะที่ 2 แต่ในกรณีของคุณนี้ คุณไม่มีพยาธิสภาพที่ไตเลย การที่คนทั่วไปซึ่งไม่มีพยาธิสภาพที่ไตจะมี GFR ลดลงมารอยู่ระหว่าง 60-69 นั้นถือว่าเป็นเรื่องปกตินะครับ ไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรัง อย่าเข้าใจชีวิตผิดไป ส่วนใหญ่คนพวกนี้อัตราการไหลของเลือดผ่านตัวกรองของไตจะไม่ได้ลดลงจริง แต่คำนวณได้ว่าลดลงเป็นเพราะร่างกายขาดน้ำทำให้ความเข้มข้นของ creatinine สูงขึ้นกว่าปกติ หรือบางรายก็เป็นเพราะการออกกำลังกายทำให้สาร creatinine ออกมาในเลือดมากขึ้น (จากการสลายตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในคนออกกำลังกาย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อใหม่ตามปกติ) ทั้งสองเหตุผลนี้เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ผลการคำนวณ GRF ของคนที่ไม่มีพยาธิสภาพที่ไตบางคนได้ค่าต่ำไปบ้าง แต่ไม่ต่ำกว่า 60 ซีซี./ตรม. ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไตทำงานผิดปกติ ไม่ต้องตีอกชกหัวว่าจะได้ล้างไตกับเขาดอก

     3.. อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรัง กรณีที่ค่า GFR ต่ำลงเช่นนี้ สิ่งที่พึงทำ โดยเฉพาะในกรณีที่ออกกำลังกายมาก คือต้องดื่มน้ำให้มากเป็นนิสัย ตั้งน้ำดื่มทิ้งไว้ทุกหนทุกแห่งในบ้าน ทั้งในห้องดูทีวี. ห้องนอน ห้องน้ำ ให้หยิบฉวยดื่มได้ง่ายโดยไม่ต้องรอไปเอาน้ำในตู้เย็น แล้วดื่มน้ำทุกครั้งทึ่นึกขึ้นได้ มาตรฐานก็คือวันหนึ่งควรดื่มได้ 2 ลิตร หรือมากกว่าถ้าออกกำลังกายมาก ตัวชี้วัดเกี่ยวกับการดื่มน้ำอีกอย่างหนึ่งคือขณะตื่นอยู่ ถ้าผ่านไปสองชั่วโมงแล้วไม่มีอาการปวดฉี่เลยแสดงว่าร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ เพราะร่างกายคนเราถ้ามีน้ำพอเพียง จะผลิตปัสสาวะในอัตรา 1-2 ซีซี./กก./ชั่วโมงหรือเฉลี่ยชั่วโมงละราว 100 ซีซี. แล้วธรรมชาติของกระเพาะปัสสาวะของเรานี้ หากมีน้ำอยู่ในนั้นสัก 150 ซีซี. มันจะเริ่มออกอาการปวดแล้ว หากมีน้ำอยู่ในนั้นมากถึง 300 ซีซี.ก็เริ่มปวดระดับหน้าเขียวหน้าเหลืองแล้ว นี่พูดถึงคนทั่วไปนะ ไม่นับพวกสายลับหรือนักสืบที่ฝึกกระเพาะปัสสาวะของตัวเองให้ทนปวดฉี่ได้มากเป็นพิเศษ

    4.. พูดถึงคนชอบอั้นฉี่ ผมมีคนไข้เป็นสาวสวยที่รังเกียจห้องน้ำตามปั๊มน้ำมันว่าสกปรก เธอบอกว่าฉี่ไม่แซ่บ จึงทนอั้นฉี่ไว้จนถึงปลายทาง พอถึงปลายทางก็เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบไปแล้วเรียบร้อย ไหนๆก็พูดถึงคนชอบอั้นฉี่แล้ว ก็ขอให้ข้อมูลเสียเลยว่าคนชอบอั้นฉี่มีอัตราการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะบ่อยกว่าคนทั่วไป และการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะซ้ำซากนี้ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดพยาธิสภาพที่กรวยไตและนำไปสู่การเป็นโรคไตเรื้อรังได้ในที่สุด ดังนั้น..แม้ว่าจะเป็นคนสวย ก็อย่าอั้นฉี่

     5.. ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าจะพูดถึงให้ผู้อ่านท่านอื่นได้ทราบด้วย คือคุณบอกว่าวัดความดันทุกวัน อันนี้เป็นวิธีใช้ดัชนีสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง เหมือนบางคนที่กำลังลดน้ำหนักเหมือนกัน ชั่งน้ำหนักทุกวัน หรือบางคนบ้ายิ่งกว่านั้นคือชั่งวันละสามเวลา ดัชนีเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัว หรือความดันเลือด มันมีธรรมชาติวูบๆวาบๆขึ้นๆลงๆตลอดเวลาไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมของเราในระยะสั้น แต่ว่าแนวโน้ม (trend) ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมของเรามันจะชัดถ้าเราวัดดัชนี้เหล่านี้ในระยะที่นานพอดี คือชั่งสักทุก 1 สัปดาห์ถ้าเป็นน้ำหนัก หรือวัดทุก 2-4 สัปดาห์ถ้าเป็นความดันเลือด การชั่งหรือวัดถี่เกินเหตุจะนำไปสู่ความงงงวยต่อชีวิต เพราะเพิ่งทำดีไปนึกว่าความดันจะลงแต่ไม่ลงก็จะพาลหงุดหงิด ดังนั้นใช้ดัชนีสุขภาพให้เป็น ถ้าเป็นน้ำหนัก ชั่งสัปดาห์ละครั้งก็พอ ไม่ต้องชั่งทุกวัน ถ้าเป็นความดันเลือด วัดทุก 2-4 สัปดาห์ก็พอ สำคัญที่เมื่อชั่งแล้วพบว่ามันสูงขึ้นแล้วทำอะไรกับตัวเองบ้าง ตรงนั้นมากกว่าที่เป็นสารัตถะที่แท้จริง


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.........................................

จดหมายจากผู้อ่าน
31 พค. 56

ต้องขอขอบพระคุณคุณหมอมากครับที่กรุณาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหาของผม และกรุณาตอบให้อย่างรวดเร็ว ผมสบายใจเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยครับ ขอให้ผลบุญที่คุณลุงหมอได้ช่วยชี้นำสุขภาพและไขข้อข้องใจให้กับผมและผู้อื่นช่วยให้คุณลุงหมอร่ำรวยเงินทองสุขภาพแข็งแรงไร้โรคภัยอยู่ตอบจดหมายจนถึงอายุ120ปีเลยนะครับ

......................................