11 เมษายน 2556

ผ่าตัดลดความอ้วนแล้วกินไม่เข้า


คุณหมอสันต์ครับ
ผมผ่าตัดลดความอ้วนมาได้ 2 เดือน (มัดกระเพาะอาหาร) ตอนนี้น้ำหนักลดลงจริง แต่มีปัญหามากเรื่องการรับประทานอาหาร คือทานอะไรมันจะติด แน่น เรอ ตลอดวัน ทานไม่เข้า ทุกวันนี้ทานได้แต่โจ๊กเนียนๆจนเบื่อ ทำให้จิตใจพลอยหม่นหมองว้าวุ่นไปด้วย ไม่มีความสุขเลย พยายามติดต่อเพื่อสอบถามแพทย์ ก็หาโอกาสพบหน้ายากมาก และคำตอบที่ได้ก็ไม่ตรงคำถาม คือแพทย์จะตอบตามสูตรว่าผมต้องใจเย็นๆเคี้ยวนานๆกินมื้อละน้อยๆ แต่ผมอยากทราบแผนการเตรียมตัวเรื่องอาหารทั้งหมดว่าอีกกี่เดือนกี่ปีผมจึงจะกินอาหารปกติได้ ขอความกรุณาจากคุณหมอสันต์ด้วยครับ

...........................................

ตอบครับ

     ก่อนอื่นขอเล่าให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นๆทราบว่าการผ่าตัดลดความอ้วนที่เรียกว่า Bariatric surgery นี้มันมีอยู่สองแบบใหญ่ๆ คือ

แบบที่ (1) วิธีบีบกระเพาะ หรือ gastric restriction (GB) จะด้วยวิธีเอาเชือกมัดคอกระเพาะอาหารดื้อๆ เรียกว่า gastric banding ซึ่งอาจเอาปลายเชือกมาโผล่หน้าท้องไว้เผื่อรัดให้แน่นหรือคลายให้หลวมตามต้องการ หรืออาจจะเหลากระเพาะที่มีรูปทรงอ้วนท้วนทิ้งไปบางส่วนให้เหลือรูปทรงเรียวยาวเหมือนแขนเสื้อ sleeve gastrectomy (SG) ก็ได้
แบบที่ (2) วิธีบีบกระเพาะร่วมกับทำให้ขาดอาหาร (malabsorbtion) โดยทำทางให้อาหารลัดลำไส้ไปบางส่วน เรียกว่า Roux-en-Y gastric bypass  (RYGB)    พูดง่ายๆว่าทำให้เกิดโรคดูดซึมอาหารไม่ได้ขึ้นมา จะได้ผอม

    การผ่าตัดสามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดผ่านกล้องและแบบเปิดหน้าท้องโล่งโจ้ง แบบแรกจะเป็นที่นิยมมากกว่า การผ่าตัดกลุ่มนี้มีอัตราตายเพราะการผ่าตัดประมาณไม่เกิน 1% และมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้เช่นเดียวกับการผ่าตัดขนาดใหญ่ทั้งหลาย หลังผ่าตัดยังต้องปรับตัวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย เพราะหลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องเข้าใจสรีรวิทยาของทางเดินอาหารที่จะถูกเปลี่ยนไปอย่างมากและต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามมากมาย ต้องกินแต่อาหารโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และเสริมวิตามินแร่ธาตุเพียบ บางครั้งต้องใช้วิธีฉีด ซึ่งต้องเสริมกันตลอดชีวิต วิธีทานอาหารก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นมื้อเล็กๆ ทานทีละน้อย เคี้ยวอย่างละเอียดช้าๆแล้วจิบน้ำตาม ในภาพรวม แผนการปรับตัวทางด้านการรับประทานอาหารแบ่งเป็นระยะๆ ได้ดังนี้

ระยะที่ 1:  อาหารเหลวเท่านั้น
     
    เมื่อผ่าตัดแล้ว หลังงดอาหารสิ้นเชิงสองวัน ขณะยังอยู่ในรพ.จะได้เริ่มกินอาหารเหลวเช่น น้ำผลไม้ (ไม่ใส่น้ำตาลเพิ่ม) นมไร้ไขมัน วิธีกินคือต้องจิบช้าๆครั้งละไม่เกิน 50 – 60 ซี.ซี.  ต้องงดน้ำอัดลมและกาแฟเด็ดขาด การดื่มและกินก็ทำพร้อมกันไม่ได้ จะดื่มก็ดื่มเท่านั้น จะกินก็กินเท่านั้น หลังกินแล้วจะดื่มต้องรอ 30 นาทีก่อนจึงจะดื่มได้ จะอัดตามกันไปไม่ได้ เพราะกระเพาะเหลือพื้นที่จำกัด
ระยะที่ 2. อาหารปั่น

     หลังจากกินอาหารเหลวได้ดีแล้วก็สามารถขยับไปกินอาหารปั่นแบบที่เขาหยอดให้ทางสายยางแก่คนไข้อัมพาต กินแบบนี้อยู่นานประมาณ 1 เดือน ของอะไรที่ชอบก็เอามาปั่นได้หมด เช่นเนื้อแดง หมูไม่ติดมัน ไก่ไม่มีหนัง ถั่วต่างๆ ปลา ไข่ขาว นมเปรี้ยว ผัก ผลไม้ ทั้งนี้ยังต้องใช้หลักกินช้าๆทีละน้อยๆเช่นเดิม ในการปั่นจะให้ดีควรใช้เครื่องปั่นความเร็วสูงเกิน 3 หมื่นรอบต่อนาทีขึ้นไป เพื่อจะได้ปั่นอาหารที่เป็นพืชให้ละเอียดพอที่จะอยู่ในสภาพของเหลวให้ไหลผ่านกระเพาะได้ง่าย
ระยะที่ 3: อาหารอ่อน

     เมื่อกินอาหารปั่นมาได้สักหนึ่งเดือนโดยกระเพาะพร้อมแล้วก็อาจขยับขึ้นมาเป็นอาหารอ่อนได้ ถ้าเป็นอาหารพวกเนื้อก็เป็นเนื้อบดนิ่ม เป็นผักก็เป็นผักนิ่มๆ โจ๊กก็จัดว่าเป็นอาหารอ่อนอย่างหนึ่ง กินแบบนี้ไปอีกสักสองเดือน แต่ว่าการกินแต่โจ๊กมองเผินๆอาจจะโอ.เค.ในแง่ความอ่อนของอาหาร แต่ไม่โอ.เค.ในแง่คุณค่าของอาหาร เพราะหลังผ่าตัดควรกินอาหารโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุสูง ๆ ไขมันและคาร์โบไฮเดรตต่ำๆ แต่โจ๊กเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับสะเป๊กที่ว่านี้หมด ดังนั้น แทนที่จะเป็นโจ๊กแบบคลาสสิก ควรทำข้าวต้มกินเองโดยเอาถั่วสารพัดชนิดแบบที่เขาเรียกว่าถั่วห้าสี ไปแช่น้ำข้ามคืนให้มันทำท่าจะงอก แล้วเอามาคลุกกลับข้าวกล้องเล็กน้อยแล้วต้มจนเละแล้วกินแทนข้าวต้ม ถ้าเป็นคนกรุงอยู่คอนโดที่เอาแต่ทำงานและมีเวลาน้อย วันหยุดก็เตรียมใส่ซองพลาสติกเป็นซองๆยัดใส่ช่องแข็งไว้ทีละแยะๆ แล้วทะยอยเอาออกมาต้มกินวันละซอง วิธีนี้ก็จะมีโปรตีนวิตามินเกลือแร่ในสภาพที่เป็นอาหารอ่อนไว้กินเองตลอดไป
ระยะที่ 4: อาหารแข็งแบบปกติ

     ในระยะนี้ก็คือผ่านไปแล้วสองหรือสามเดือน หากอาหารอ่อนไปได้ดี ก็เริ่มกินอาหารปกติได้ แต่ก็ต้องไม่เผ็ดร้อนมากเพราะจะระคายกระเพาะ และต้องเคี้ยวนานให้ละเอียด แล้วกลืนช้าๆ ของแข็งหลุดโลกอย่างพวกนัทเช่นอัลมอนด์ ผลไม้แห้ง ผักที่หยาบและเส้นใยมากเช่นผักคะน้าผักกาด จะกินไม่ได้เลย นอกเสียจากจะปั่นให้เหลวด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูงเสียก่อน กว่าที่จะมาถึงระยะกินอาหารปกติได้นี้ก็ใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้กระเพาะส่วนที่เหลือคุ้นเคยกับการบีบตัวไล่อาหารก่อน
          แถมอีกนิดหนึ่ง เมื่อพ้นระยะปรับตัวเรื่องอาหารการกินแล้ว ระยะต่อไปคุณยังจะต้องเตรียมเงินไว้ทำศัลยกรรมตกแต่งตามหลัง แม้ว่าคุณจะไม่ได้อยากสวยอยากงามมากมายแต่ก็อาจจะต้องทำ เพราะเมื่อน้ำหนักลดลงฮวบฮาบหลังผ่าตัด หนังหน้าท้องและหน้าอกและข้อพับต่างๆจะพับย่นจนก่อปัญหาสุขศาสตร์ของผิวหนัง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Schauer PR, Kashyap SR, Wolski K, Brethauer SA, Kirwan JP, Pothier CE, Thomas S, Abood B, Nissen SE, Bhatt DL. Bariatric Surgery versus Intensive Medical Therapy in Obese Patients with Diabetes. N Engl J Med 2012; 366:1567-1576DOI: 10.1056/NEJMoa1200225
2. Hollenbeak CS, Rogers AM, Barrus B, Wadiwala I, Cooney RN. Surgical volume impacts bariatric surgery mortality: a case for centers of excellence. Surgery. 2008;144(5):736.