10 เมษายน 2556

เป็นหมอ แล้วติดเชื้อ เอ็ช.ไอ.วี.


ผมเป็น intern … ครับผม มีปัญหาเรียนปรึกษาอาจารย์ครับ คือผมตรวจพบ hiv+ เมื่อปีที่แล้ว ผมเข้าใจว่าได้มาจากเข็มตำมือเมื่อปีก่อนโน้น ผมได้รับยาต้านแล้วครับ แต่ผมยังมีความฝันเรื่องเรียนต่ออยู่ แต่ผมไม่กล้าสมัครเรียนแพทย์ประจำบ้านต่อ เพราะบางโรงเรียนแพทย์ เห็นเค้ามีการตรวจภายหลังรับเข้าเรียน   ไม่ทราบอาจารย์พอมีข้อมูลโรงเรียนแพทย์ที่ไหน ไม่มีการตรวจ hiv. ก่อนและหลังเรียนไหมครับ

ด้วยความเคารพครับ

.................................

ตอบครับ


     1.. ผมชื่นชมในตัวคุณที่ไม่ยอมทิ้งความฝันที่ดีและสร้างสรรค์ แม้จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงในเชิงลบครั้งใหญ่ในชีวิต และขอแสดงความเห็นอกเห็นใจคุณที่ต้องติดเชื้อ HIV จากงานอาชีพ ในประเด็นการป้องกันการติดเชื้อจากเข็มตำมือนี้ ผมได้เขียนไว้อย่างละเอียดเมื่อตอนตอบคำถามของน้องเทคนิเชียนคนหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ท่านผู้อ่านที่สนใจหาอ่านได้ที่ http://visitdrsant.blogspot.com/2013/02/blog-post_17.html

     2.. ถามว่าที่ไหนไม่จับเรสิเดนท์ตรวจ HIV บ้าง ตอบว่าผมตอบตรงนี้คงไม่ได้ครับ เพราะการจับเรสิเดนท์หรือนักเรียนแพทย์ตรวจ HIV เป็นเรื่องผิดกฎหมาย อย่างน้อยก็ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องการละเมิดสิทธิพลเมือง ถ้าผมบอกว่าที่ไหนทำก็เท่ากับประจานเขาว่ากำลังทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย มันคงไม่ดีมังครับ

ผมตอบให้ในภาพรวมก็แล้วกันนะ ว่าวงการแพทย์เราเป็นวงการของคนหัวอนุรักษ์ คำว่าอนุรักษ์นี้นิยามว่ายอมรับอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาในอดีตได้ยาก ต้องรอให้เวลาผ่านไปสักยี่สิบปีจึงจะยอมรับได้ แต่ว่าเรื่องเอดส์นี้มาได้สามสิบกว่าปีแล้ว วงการแพทย์ยังยอมรับไม่ค่อยได้สนิทใจนักว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว ยิ่งถ้ามาเกิดกับคนข้างๆอย่างพวกกันเองก็จะใช้ยุทธวิธีนกกระจอกเทศคือเอาหัวมุดทรายทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปเลยเพราะไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ไม่มีใครบอกได้ว่าวงการของเราควรจะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างไร เพราะในใจของพวกเราส่วนใหญ่ยังยอมรับได้ไม่สนิทใจนักว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นแล้วและมีอยู่ ดังนั้นการที่คุณจะตัดสินใจทำอะไรในสังคมอนุรักษ์นิยมแบบนี้ คุณก็ต้องหายุทธวิธีที่เหมาะเอานะครับ

     3.. ในแง่ของความควรไม่ควรของการจับเรสิเด้นท์ตรวจเอชไอวี. อย่างที่บอกแล้วว่าในแง่ของกฎหมาย การบังคับเอาคนมาตรวจเลือดหาภูมิต้านทานไวรัสเอชไอวี.เพื่อที่จะได้คัดว่าคนนี้เอาเข้าทำงาน คนนี้ไม่เอา เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย คือเป็นการ discrimination against personal status (race, sex, religion, health status) ไม่มีกฎหมายของชาติไหนอนุญาตให้ทำได้ กฎหมายแรงงานของไทยก็ทำไม่ได้ ในแง่ของหลักฐานวิทยาศาสตร์การแพทย์ การจับเรสิเด้นท์ตรวจเลือดหาคนติดเชื้อเอ็ชไอวี. เกิดจากความกลัวผีของอาจารย์แพทย์มากกว่าเกิดจากหลักฐานวิทยาศาสตร์ ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าจะตรวจไปทำพรื้อ ตรวจได้ผลบวกแล้วจะไล่เขาออกหรือ ถ้าไล่เขาออก ก็ต้องไล่หมอทั้งประเทศอีกประมาณ 5-10% รวมทั้งอาจารย์บางท่านที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี.และซี.ออกจากงานด้วยรึไง เพราะมี mode of infection และ curability ไม่ต่างจากเชื้อเอ็ชไอวี. คำตอบคือคงไม่..ใช่ไหมครับ

การจะอ้างว่าการป้องกันคนมีเชื้อเอ็ชไอวี.มาเป็นหมอเพราะกลัวเอาไปติดคนไข้ก็เป็นการอ้างความเชื่อตามประเพณี มีหลักฐานที่ไหนในโลกนี้ว่าหมอที่มีเชื้อเอ็ชไอวี.เอาเชื้อไปติดคนไข้เพราะการทำงานของเขา จริงอยู่มันเคยมีเรื่องคลาสสิกเกิดขึ้นครั้งหนึ่งประมาณยี่สิบปีมาแล้วที่คนไข้ 6 คนของหมอฟันคนหนึ่งซึ่งติดเชื้อเอ็ชไอวี.ตรวจเลือดเอ็ชไอวี.ได้ผลบวกด้วย การสอบสวนโรคเพื่อหาสาเหตุว่าทั้ง 6 คนติดเชื้อจากการทำฟันจริงหรือเปล่าได้ผลที่สรุปไม่ได้ว่าทั้ง 6 คนติดเชื้อมาจากทางไหนบ้าง และนั่นเป็นเรื่องในยุคที่หมอฟันทำงานโดยใช้มือเปล่าลุ่นๆเพราะสมัยโน้นหมอฟันเขาถือว่างานของเขาต้องอาศัยฟิลลิ่ง จะให้ใส่ถุงมือทำฟันเขาไม่ยอม (ผมจำได้ว่าต้องใช้เวลานานเกือบสิบปีหมอฟันทั่วโลกจึงจะยอมใส่ถุงมือทำฟัน) เรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้คนทั่วโลกกระตือกันไปว่าหมอแพร่เชื้อเอชไอวี.ให้คนไข้ แต่เราเป็นนักวิทยาศาสตร์จะเฮโลสาละพาตามข่าวชาวบ้านไปง่ายๆอย่างนั้นผมว่ามันไม่ค่อยงามนะ

การจะอ้างว่าคนติดเชื้อเอ็ชไอวี.สุขภาพสะง็อกสะแง็กไม่แข็งแรง ทำงานหนักอดหลับอดนอนไม่ได้ แหม เอางี้ดีกว่า ผมชวนให้มองผ่านจากคนไข้ของผมเองนะ ผมหยิบมาคู่กันหนึ่งคู่ คนหนึ่งเป็นผู้ติดชื้อเอ็ชไอวี.เป็นนายแบบนักกล้ามล่ำบึ๊กเพราะขยันออกกำลังกายในยิมทุกวัน อีกคนหนึ่งเป็นแพทย์ ผอมแห้งแรงน้อย หลังโกง กระดูกพรุน ติดเชื้อเรื้อรังเหมือนกันแต่ติดเชื้ออื่นไม่ใช่เอ็ชไอวี.และท่านไม่มีเวลาออกกำลังกายเลยเพราะงานท่านยุ่งมาก ทั้งสองท่านนี้ถามผมว่าใครแข็งแรงกว่ากัน ผมว่าท่านผู้อ่านก็ตอบแทนได้นะครับ

     4.. ถามว่าจะใช้ยุทธวิธีอย่างไรดี จึงจะได้เรียนต่อเรสิเดนท์ ตอบว่านี่เป็นคำแนะนำจากใจของผมเองนะครับ ไม่มีหลักการใดๆประกอบทั้งสิ้น เป็นคำแนะนำที่มาจาก mentality ของเด็กวัด เพราะผมเป็นเด็กวัดมาก่อน ผมเรียนรู้ว่าในสังคมที่ต้องต่อยมวยวัด เราต้องต่อยอย่างไรจึงจะชนะ ผมแนะนำว่า

     4.1 อย่าไปบอกใคร ว่าคุณติดเชื้อเอช.ไอ.วี. ไม่ต้องกลัวคนเกี่ยวข้องที่รู้จะปากโป้ง ไม่ว่าจะเป็นหมอที่รักษา หรือเทคนิเชียนที่เจาะแล็บ ทุกคนเขารู้ตัวดีว่าโดยวิชาชีพเขาต้องสงบปาก ไม่งั้นท้ายที่สุดเขาจะเจ็บตัว มีแต่ตัวคุณเท่านั้นแหละ ที่จะปากโป้งเที่ยวบอกใครต่อใครว่าคุณติดเชื้อเอชไอวี. ซึ่งจะเป็นการหาเหาใส่หัวให้ตัวเองเดือดร้อนในอนาคตไม่รู้จบ

     4.2 คุณเดินหน้าสมัครเรสิเด้นท์ในสาขาที่ชอบไป โดยไม่ต้องบอกเขาว่าคุณมีเชื้อเอ็ชไอวี. ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะไม่กล้าถามคุณตอนสัมภาษณ์ เพราะการถามแบบนั้นจะเป็นการเปิดช่องให้เขาแพ้คดีตอนจบ แต่เขาจะแอบไปเจาะเลือดคุณเอาโดยไม่บอกคุณด้วย เขานิยมทำกันอย่างนั้น แต่ถ้าเขากล้าถามคุณตอนสัมภาษณ์ คุณก็ตอบไปว่า “อันนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ผมขอสงวนสิทธิ์ไม่ตอบครับ” ถ้าเขาให้เซ็นเอกสารขอนุญาตตรวจเอ็ชไอวี.คุณก็เซ็นว่า “ไม่อนุญาต” เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับงาน

     4.3 ถ้าเขาแอบเอาเลือดคุณไปตรวจเองโดยคุณไม่ได้ขออนุญาต (ซึ่งปกติการรับคนเข้าทำงานในเมืองไทยนิยมทำอย่างนั้น) แล้วพบว่าคุณมีเชื้อเอ็ชไอวี. แล้วไล่คุณออก คุณก็ไม่ยอมออก แล้วยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และยื่นร้องเรียนต่อแพทยสภาว่าคุณถูก discriminate โดยเพื่อนร่วมวิชาชีพ ในส่วนของแพทยสภาเขาก็จะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาวินิจฉัย คำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรผมเดาล่วงหน้าไม่ถูกเหมือนกัน แต่ถ้าคุณบอกรายชื่อคนที่เขาตั้งขึ้นมาเป็นอนุกรรมการ ผมเดาคำวินิจฉัยล่วงหน้าได้นะ (พูดเล่น หิ หิ) แต่ในส่วนของศาลปกครอง ผมพนันร้อยเอาขี้หมาก้อนเดียวว่าคุณชนะแหงๆ และคุณต้องได้เรียนเรสิเด้นท์แน่นอน เพราะโดยธรรมชาติของอาชีพ หมอเรานี้แม้จะเป็นพันธ์ที่มีความถือดีว่าตัวเองฉลาดล้นฟ้ามีความเป็นตัวของตัวเองมากมายก็จริง แต่เมื่อใดที่ถูกนักกฎหมายทุบหัวป๊อกเดียวเท่านั้นแหละ หมอเราก็จะหงอย จ๋อย แด่ว กลายเป็นคนธรรมดาไปเลย นี่ มันเป็นยังงี้ซะด้วยสิคะท่านสารวัตร หมอกับทนายมันแพ้ทางกันยังงี้ เหมือนงูเห่าแพ้ทางพังพอนนั่นแหละ  

     5.. ก่อนจบคำตอบ ผมขอส่งข้อความจากใจถึงคุณนะ ว่าชีวิตมันก็เป็นงี้แหละ มีเรื่องงี่เง่า บ้าบอ ทยอยเกิดขึ้นมาในชีวิตไม่เว้นแต่ละวัน แต่ให้คุณมองมันในทางบวกเข้าไว้ อย่างการติดเชื้อเอชไอวี.นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะหายไม่ได้นะ วงการแพทย์เราทราบดีว่าประมาณไม่เกิน 1% ของผู้ติดเชื้อเอ็ชไอวี.อยู่สุขสบายดีชั่วอายุขัยเหมือนคนทั่วไปโดยไม่ต้องทำอะไรเลย และในการประชุมรีโทรไวรัสและการติดเชื้อฉวยโอกาส ( Conference on Retriovirus and Opportunistic Infection – CROI 2013) ที่เมืองแอตแลนต้า (จอร์เจีย, หสรัฐอเมริกา) เมื่อเดือนที่แล้ว ได้มีกลุ่มหมอจากฝรั่งเศสเสนอรายงานผลวิจัยที่ชื่อ VISCONTI ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อเอ็ชไอวี. 14 รายที่ได้รับยาต้านไวรัสทันทีและให้ต่อเนื่องแล้วต่อมาหยุดยาได้นานเกิน 4 ปีโดยที่ตรวจ viral load ได้ผลลบตลอด คือการติดเชื้อเอ็ชไอวี.มันหายได้ ไม่ใช่หายไม่ได้ เรายังไม่รู้ว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้มันหาย ได้แต่เดาเอาจากความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ว่าภูมิต้านทานของร่างกายเรานั่นแหละเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ดังนั้นคุณฟูมฟักภูมิคุ้มกันของคุณให้ดี ใช้ชีวิตในวิถีส่งเสริมสุขภาพตัวเอง และไม่เครียด และเชื่อว่าคุณเป็นผู้บงการชีวิตของคุณ ไม่ใช่โรคใดโรคหนึ่งที่คุณเป็น ถ้าคุณทำได้อย่างนี้ ให้การติดเชื้อเอ็ชไอวี.ส่งผลดีต่อตัวคุณในแง่ที่คอยกระตุ้นคุณให้ส่งเสริมสุขภาพตัวเอง แล้วคุณก็จะมีชีวิตที่ดี มีคุณค่าต่อตนเองและสังคมได้ครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม 

1.     Sáez-Cirión A et al. Post-treatment HIV-1 controllers with a long-term virological remission after the interruption of early initiated antiretroviral therapy: ANRS VISCONTI study. PLOS Pathogens, 9(3): doi:10.1371/journal.ppat.1003211, 2013.