06 มีนาคม 2556

Dwight Lundell กับหนังสือ The Great Cholesterol Lie


มีท่านผู้อ่านท่านหนึ่งส่งข้อมูลแบบวิชาการแปลโดยแพทย์ไทยท่านหนึ่งมาให้ เพื่อให้ผมช่วยดูว่าเนื้อหาจะเชื่อถือได้แค่ไหน ผมตรวจสอบดูแล้วเป็นการแปลมาจาก http://www.sott.net/articles/show/242516-Heart-Surgeon-Speaks-Out-On-What-Really-Causes-Heart-Disease  เป็นเรื่องราวของดร.ลันเดล (Dwight Lundell) เขียนหนังสือขายดีชื่อคำโกหกคำโตเรื่องโคเลสเตอรอล (The Great Cholesterol Lie)  เขาพูดถึงเรื่องสาเหตุและวิธีรักษาโรคหัวใจ ในแนวทางที่ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับที่แพทย์แผนปัจจุบันใช้ ผมเห็นว่ามีประโยชน์ จึงเอามาเจาะลึกในเนื้อหาให้ฟังทีละประเด็น เพราะทุกครั้งที่มีคนเอาเรื่องไม่ว่าโง่หรือฉลาดขึ้นมาบนอินเตอร์เน็ท ย่อมเป็นโอกาสที่คนที่มีดุลพินิจดีจะได้เรียนรู้เสมออะไรใหม่ๆเสมอ

ดร.ลันเดลว่า

“ แพทย์เรามีอีโก้มาก จึงยากที่จะยอมรับว่าเราทำอะไรผิด แต่ว่าผมยอมรับว่าผมผิด ผมผ่าตัดหัวใจมา 25 ปี ผ่าไปกว่า 5,000 ราย วันนี้ผมจะมาแก้ไขสิ่งที่ผิดให้มันถูกด้วยความจริงทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์”

หมอสันต์ว่า

ตรงนี้ไม่มีประเด็นอะไรครับ แพทย์เราทุกคนรู้ดีว่าความรู้วิชาแพทย์นั้นยังรู้น้อย ที่ไม่รู้ยังมีอีกมาก สมัยผมผ่าตัดหัวใจอยู่เมืองนอกยังคุยเล่นกับเพื่อนๆเลยว่ารุ่นหลานของเราคงเล่ากันเล่นเป็นโจ๊กว่า

   “..สมัยปู่ทำไมคนเราโง่จัง กะอีแค่ไขมันพอกหลอดเลือดถึงกับต้องเอาคนมาผ่าแบะหน้าอก”

ประเด็นมันอยู่ที่ว่าสิ่งที่เรารู้ไม่มากตอนนี้ มันก็เป็นความรู้ที่ดีที่สุดที่มนุษย์เรามีอยู่ ก็ต้องใช้มันไปก่อน และไม่ต้องกลัวจะตกรุ่น เพราะทันทีที่ใครมีผลวิจัยที่เป็นข้อมูลความจริงใหม่ๆออกมา เขาก็จะรีบตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ให้คนทั่วโลกอ่านกันทันทีอยู่แล้ว หากเป็นความจริงแท้ ก็จะถูกทดสอบด้วยการวิจัยซ้ำ แล้วก็จะได้รับการยอมรับกันทั่วไปในวงการวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติของการพอกพูนความรู้ในโลกทุกวันนี้มันเป็นอย่างนี้

ดร.ลันเดลว่า

“..เราถูกสอนว่าโรคหัวใจเกิดจากโคเลสเตอรอลในเลือดสูง และวิธีรักษากันวิธีเดียวที่ยอมรับได้ก็คือการสั่งยาลดไขมันและลดกินของมันๆอย่างเข้มงวด ถ้าทำอะไรนอกเหนือจากนี้ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นทุรเวช (mal practice) เลยทีเดียว..”

หมอสันต์ว่า

1.. ข้อมูลทางการแพทย์บอกแค่ว่าโรคหัวใจเกิดจากอะไรเรายังไม่รู้แน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดได้หลายอย่าง เช่น โคเลสเตอรอล (ชนิดเลวหรือ LDL) ในเลือดสูง ความดันเลือดสูง เป็นเบาหวาน สูบบุหรี่ อ้วน มีสารโฮโมซีสเตอีนสูง เป็นต้น

2.. วิธีรักษาโรคหัวใจที่วงการแพทย์ปัจจุบันใช้ ไม่ใด้เน้นการให้ยาลดไขมันอย่างเดียว แต่มุ่งจัดการปัจจัยเสี่ยงแบบองค์รวม อันที่จริงวงการแพทย์ทั่วโลกเน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง หรือ TLM (total lifestyle modification) อันหมายถึงการออกกำลังกาย การปรับโภชนาการให้มีผักผลไม้มากๆ แคลอรี่น้อยๆ การจัดการความเครียด ว่าเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด ซึ่งวงการหมอหัวใจของเราเรียกว่าแนวคิด secondary prevention หรือใช้มาตรการเชิงป้องกันแม้ว่าจะได้เป็นโรคไปแล้ว และการประชุมโรคหัวใจนานาชาติทุกครั้งก็เน้นเรื่องนี้ไม่เคยว่างเว้น

ดร.ลันเดลว่า

“..คำแนะนำเหล่านี้ (การใช้ยาลดไขมัน) ไม่จริงทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และไม่ถูกต้องในเชิงศีลธรรม การค้นพบว่าการอักเสบของหลอดเลือดเป็นสาเหตุที่แท้จริงของโรคหัวใจได้กลายเป็นกรอบความคิดใหม่ในการจะรักษาโรคหัวใจและโรคเรื้อรังต่างๆ คำแนะนำทางโภชนาการที่ผ่านมานานได้กลายเป็นเหตุให้มีการแพร่ระบาดของโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ชนิดที่ก่อผลร้ายมากกว่ากาฬโรคในอดีตเสียอีก ทั้งๆที่คน 25% กินยาลดไขมัน และทั้งๆที่เราลดไขมันในอาหารลง แต่คนอเมริกันก็ตายจากโรคหัวใจมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สถิติจากสมาคมหัวใจอเมริกันบอกว่าคนอเมริกัน 75 ล้านคนเป็นโรคหัวใจ 20 ล้านคนเป็นเบาหวาน และอีก 57 ล้านคนใกล้จะเป็นเบาหวาน ยิ่งนับวันคนอายุน้อยๆก็ยิ่งจะเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้มากขึ้น
พูดง่ายๆก็คือว่าถ้าไม่มีการอักเสบเกิดขึ้นในร่างกาย ก็ไม่มีทางที่ไขมันจะสะสมในหลอดเลือดจนเกิดโรคหัวใจหรืออัมพาตอัมพฤกษ์ ถ้าไม่มีการอักเสบ โคเลสเตอรอลก็จะวิ่งฉลุยในหลอดเลือด ตัวการอักเสบต่างหากที่เป็นตัวจับโคเลสเตอรอลไว้ การอักเสบนี่ก็ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อน มันเป็นกลไกป้องกันตนเองของร่างกายเวลาเจอสารพิษหรือผู้รุกรานเช่นบักเตรีหรือไวรัส อย่างไรก็ตามเมื่อเจอสารพิษจากอาหารเป็นประจำร่างกายของเราก็ตกอยู่ในสภาพอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นผลร้าย

หมอสันต์แย้งว่า

1.. กลไกการดำเนินของโรคหัวใจที่ว่ามีการอักเสบของหลอดเลือดเป็นขั้นตอนสำคัญนี้เป็นความรู้พื้นฐานที่วงการแพทย์เราทราบมานานแล้ว ไม่ใช่การค้นพบใหม่ที่จะมาเปลี่ยนกรอบความคิดแบบช็อกซีเนมาอะไรหรอกครับ

2.. การใช้ยาลดไขมัน ทำให้โรคหลอดเลือดถอยกลับ (regresssion) ได้ อันนี้เป็นสัจจะธรรมที่รู้และยอมรับกันทั่วไปแล้ว มีงานวิจัยทางคลินิกขนาดใหญ่ที่ทำกับคนจำนวนมากติดตามดูสิบกว่าปีเป็นหลักฐานยืนยัน งานวิจัยขนาดใหญ่ชื่อ PROSPECT ซึ่งสุ่มคนแบ่งเป็นสองกลุ่มให้กินยาจริงกับยาหลอกแล้วตามสวนหัวใจดูเป็นหนึ่งในงานวิจัยเหล่านั้น แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเมื่อใช้ยาลดไขมันแล้วจะถูกห้ามไม่ให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเช่นปรับอาหารและออกกำลังกายไปด้วย ควรต้องทำไปคู่กัน หรือทดลองปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เต็มที่ดูก่อน ไม่ได้ผลแล้วค่อยใช้ยาลดไขมันควบ เป็นต้น อีกประการหนึ่ง หลักวิชาโรคหัวใจไม่ได้เอะอะไขมันสูงก็จะใช้ยาลดไขมันตะพึด แต่แพทย์โรคหัวใจเขาจะประเมินความเสี่ยงที่จะเป็นโรคก่อน ถ้ายังไม่เป็นโรคหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่ำ ถึงแม้ไขมันในเลือดสูงก็จะไม่รีบให้ยาง่ายๆ เพราะประโยชน์ที่จะได้จากยามีน้อย จนไม่คุ้มกับความเสี่ยงของยา นี่เป็นหลักที่แพทย์โรคหัวใจทั่วโลกใช้กันอยู่

ดร.ลันเดลว่า

" คนที่สติดีๆอยู่ใครจะจงใจให้ร่างกายตัวเองได้รับพิษอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เอาเถอะ คนที่สูบบุหรี่อาจจะเป็นแบบนั้น แต่นั่นเขาเลือกเป็นเอง ช่างเขาเถอะ ส่วนพวกเราที่เหลือทั้งหมดเพียงแค่ทำตามคำแนะนำทางโภชนาการที่ให้กินอาหารไขมันต่ำและมีไขมันไม่อิ่มตัวสูงและคาร์โบไฮเดรตสูง โดยที่ไม่รู้ว่านั่นเป็นการใส่สารพิษเข้าไปก่อการอักเสบต่อหลอดเลือดของเรา แล้วทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและเป็นโรคหัวใจอัมพาตอัมพฤกษ์ตามมา ผมย้ำอีกทีนะ การอักเสบในหลอดเลือดของเราเกิดจากคำแนะนำให้กินอาหารไขมันต่ำที่วงการแพทย์พร่ำบอกเรามานานปี
เมื่อหลอดเลือดถูกยัดเยียดด้วยอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการผลิต (น้ำตาล แป้ง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสองอย่างนี้) และเรากินน้ำมันพืชที่มีโอเมก้า 6 เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ที่อยู่ในอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต (processed food) มากเกินไป"


หมอสันต์แย้งว่า

1.. ที่ว่าการอักเสบในหลอดเลือดเกิดจากอาหารไขมันต่ำนั้นไม่ถูกต้อง เพราะหลักฐานวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้แน่ชัดว่ามีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดหลอดเลือดอักเสบ รวมทั้งการบาดเจ็บจากเหตุทางกายภาพเช่นการกระแทกหรือความดันเลือดสูงด้วย และสาเหตุใหญ่ที่พิสูจน์ได้ว่าทำให้หลอดเลือดอักเสบคือการมีไขมันเลว (LDL) อยู่ในกระแสเลือดสูง ซึ่งไขมันเลวนี้มาจากอาหารไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก

2. ประเด็นที่ว่าเมื่อหลอดเลือดถูกยัดเยียดด้วยอาหารคาร์โบไฮเดรตมากๆ แล้วทำให้เป็นโรคหลอดเลือดนั้น วงการวิทยาศาสตร์ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นความจริง ผ่านกลไกการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตที่เหลือใช้ไปเป็นสารตั้งต้นให้พลังงานชื่อ Acetyl Co-A ซึ่งสารตัวนี้เมื่อมีเหลือใช้ก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นกรดไขมัน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนต่อไปเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งงานวิจัยความสัมพันธ์พบตรงกันว่าการมีไตรกลีเซอไรด์สูงจะไปเพิ่มระดับไขมันเลว (LDL)ในเลือด ความรู้อันนี้เป็นเหตุผลให้มีการรณรงค์ต่อต้านคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะน้ำตาลเพิ่มในเครื่องดื่มอย่างรุนแรงในยุโรปและอเมริกา

3. ประเด็นที่ว่าการกินน้ำมันพืชเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวันซึ่งมีอยู่มากมายในอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต (processed food) เป็นต้นเหตุให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด แหม อันนี้ต้องยอมรับว่าอ่านมาถึงตรงนี้ทำให้ผมไม่มั่นใจในเจตนาของหมอลันเดลคนนี้จริงๆ คืออย่างนี้ครับท่านพี่น้อง ผมขอขยายความข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ดังนี้

3.1 สิ่งที่ดร.ลันเดลเรียกว่า น้ำมันพืช (เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน)ซึ่งมีอยู่มากมายในอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต (processed food) สิ่งนั้นภาษาที่คนทั่วไปรู้จักคือ ไขมันทรานส์ หรือ trans fat เพราะ trans fat ก็คือผลจากการเอาน้ำมันพืชที่ไม่อิ่มตัว (เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน) มาผ่านกระบวนการ (process) อัดไฮโดรเจนเข้าไปเพื่อให้มันแข็งเป็นไขจะได้ทำเป็นผงได้ การที่ดร.ลันเดลเรียกชื่อ trans fat เสียยืดยาวโดยเสี่ยงที่คนจะเข้าใจผิดว่าหมายถึงน้ำมันพืชสดๆอย่างน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวันที่ใช้ทำอาหารอยู่นั้น ผมยอมรับว่าไม่เข้าใจเจตนาท่านจริงๆ

3.2 วงการแพทย์เพิ่งทราบจากงานวิจัยขนาดใหญ่ของฮาร์วาร์ดเมื่อสิบกว่าปีมานี้เองว่า trans fat หรือไขมันทรานส์เป็นไขมันที่ชั่วร้ายที่สุด ก่อโรคได้มากกว่าไขมันอิ่มตัวเช่นน้ำมันปาล์มน้ำมันหมูเสียอีก และวงการวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ก็ยอมรับว่าการชักจูงให้คนเปลี่ยนจากไขมันอิ่มตัวมาบริโภคไขมันทรานส์แทนนั้นเป็นความผิดพลาด และก็เริ่มรณรงค์ต่อต้านไขมันทรานส์มาตั้งแต่นั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ยุโรปและอเมริกาออกกฎหมายบังคับให้ฉลากอาหารระบุว่ามีไขมันทรานส์อยู่กี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นเหตุผลให้มีการรณรงค์ทางโภชนาการครั้งใหญ่ในอเมริการภายใต้สโลแกน SOFAS ที่มาก็คือ SOF มาจาก solid fat หรือไขมันทรานส์ และ AS มาจาก added sugar หรือน้ำตาลเพิ่มในเครื่องดื่ม ทั้งสองตัวนี้มีหลักฐานแน่ชัดว่าทำให้คนเป็นโรคหลอดเลือดมากขึ้น ถ้าจะมีอะไรที่หนังสือของดร.ลันเดลจะให้ประโยชน์ ก็ตรงที่น่าจะกระตุ้นให้เราหาทางทำให้กฎหมายไทยบังคับให้ฉลากไทยระบุปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารเนี่ยแหละ

3.3 ประเด็นที่ว่าน้ำมันพืชใดๆหากมีไขมันโอเมก้า 6 มากล้ำหน้าไขมันโอเมก้า 3 ไปแล้วเป็นเรื่องไม่ดีต่อร่างกายนั้น จริงหรือเท็จ ณ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลจากการวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบที่เชื่อถือได้ มีแต่ข้อมูลระบาดวิทยาเปรียบเทียบว่าชาติพันธ์ที่มีสัดส่วนของไขมันโอเมก้า 6 ต่อโอเมก้า 3 ในเลือดไม่ต่างกันมาก จะเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดน้อยกว่าชาติพันธ์ที่มีสัดส่วนของไขมันโอเมก้า 6 สูงกว่าโอเมก้า 3 มากๆ ประกอบกับข้อมูลในห้องแล็บบ่งชี้ไปทางว่าไขมันโอเมก้า 3 มีฤทธิต่อต้านการอักเสบได้ ทำให้มู้ดของคนทั่วไปสวิงไปทางที่จะกินไขมันโอเมก้า 3 มากๆ และลดการกินไขมันโอเมก้า 6 ลง ซึ่งจะว่าเป็นทิศทางที่ทุกคนเฮโลไปกันก็ว่าได้ แม้ว่าหลักฐานสนับสนุนจะยังไม่แน่นหนาก็ตาม แต่อย่างหนึ่งที่เป็นความจริงคือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน นั้น ไม่ทนความร้อน เมื่อร้อนแล้วจะแตกตัวให้อนุมูลอิสระ ซึ่ง ณ ขณะนี้เชื่อว่าเป็นสิ่งไม่ดี จึงถือว่าหากแม้นเลือกได้ก็ไม่ควรใช้ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อน ควรเลี่ยงไปใช้ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวเช่นน้ำมันมะกอกจะดีกว่า แต่จะดียิ่งไปกว่านั้นก็คือการเปลี่ยนวิธีปรุงอาหารจากผัดทอดไปเป็นอบ ต้ม นึ่ง ย่าง แทน เพราะสมัยผมเด็กๆช่วยแม่ทำอาหาร ไม่มีนะครับเมนูทอดๆผัดๆ เพราะสมัยนั้นไม่มีการใช้น้ำมันปรุงอาหาร แต่มาสมัยนี้ทำไมมันกลายเป็นทอดๆผัดๆไปเสียทุกจาน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

ดร.ลันเดลว่า

ลองเอาแปรงขนแข็งถูผิวหนังจนผิวแดงใกล้เลือดออกซิบๆ แล้วทำอย่างนี้วันละหลายๆครั้งทุกวันสักห้าปี ถ้าคุณทนปวดได้คุณก็ยังจะเจอเลือดออก บวม อักเสบ ซึ่งมีแต่จะแย่ลงๆ การอักเสบภายในร่างกายก็เป็นอย่างนั้น ผมมองดูหลอดเลือดในร่างกายเป็นพันๆครั้ง หลอดเลือดที่เป็นโรคมันยังกับใครเอาแปรงถูผนังมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็อาหารที่เราทานเข้าไปนี่แหละ ที่ไปทำอย่างนั้น
ขณะที่เราชื่นใจกับรสหวาน ร่างกายของเราตื่นตระหนกว่าผู้รุกรานได้บุกเข้ามาอีกแล้ว อาหารที่เพียบด้วยน้ำตาลและไขมันโอเมก้า 6 ที่ผ่านกระบวนการผลิตเพื่อให้เก็บบนหิ้งได้นานได้เป็นอาหารกระแสหลักของคนอเมริกันมา 60 ปี อาหารเหล่านี้เป็นการวางยาพิษให้กับทุกๆคนอย่างช้าๆ

หมอสันต์ว่า

     ถ้าท่านผู้อ่านเข้าใจแล้วว่า “ไขมันโอเมก้า 6 ที่ผ่านกระบวนการผลิตเพื่อให้เก็บบนหิ้งได้นาน” ที่เขาพูดถึงนั้นแปลว่าไขมันทรานส์ ผมก็ไม่มีอะไรจะเถียง ผมเห็นด้วยว่าอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไป และไขมันทรานส์ เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือด ซึ่งเราควรทำทุกอย่างที่จะลดอาหารทั้งสองชนิดนี้ลง

     บทความส่วนที่เหลือของดร.ลันเดลไม่มีสาระอะไรมากไปกว่านี้ ผมจึงไม่ได้แปลมาให้อ่าน

     เนื่องจากผมข้องใจเจตนาของหมอลันเดลคนนี้เอามากๆ จึงเสาะหาข้อมูลเรื่องเบื้องหลังจากหมอพวกเดียวกันในอเมริกา ก็จึงได้ทราบว่า ลันเดลเป็นหมอผ่าตัดหัวใจจริงๆ เคยหากินอยู่ที่อริโซนา มีชื่ออยู่ในทำเนียบหมอผ่าตัดหัวใจของสมาคมศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก (CTS) แต่ว่าช่วงระหว่างปี 2000 – 2008 นั้นเขาถูกแพทยสภาอริโซนา (Arizona Medical Board) เอาเรื่องว่าเขาดูแลคนไข้ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ 5 คดี เคสแรกในปี 2000 บอร์ดวินิจฉัยว่าเขาผ่าตัดหลอดเลือดที่คอคนไข้แล้วคนไข้ตายโดยเป็นการผ่าตัดที่ไม่ได้มาตรฐานวิชาชีพ เขาถูกลงโทษปรับไหม 2500 เหรียญ ถูกทำฑัณฑ์บน และถูกบังคับให้เข้าโปรแกรมศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการผ่าตัดหลอดเลือดที่คอ และเรื่องวิธีการบันทึกการรักษาผู้ป่วยที่ถูกต้อง ครั้งที่สองในปี 2003 ก็โดนอีก คราวนี้การทบทวนชาร์ตผู้ป่วยที่เขารักษา 20 ชาร์ตพบว่า 13 ชาร์ตแสดงถึงการรักษาที่ทำไปโดยไม่ได้ตรวจประเมินคนไข้ให้ดีก่อนการผ่าตัด เขาถูกลงโทษและทำฑัณฑ์บนอีก และถูกบังคับให้ส่งชาร์ตมาให้บอร์ดตรวจสอบทุกสามเดือน พอมาในปี 2004 บอร์ดก็ตรวจพบอีกว่ามีความผิดพลาดในการรักษาคนไข้ของเขาสองคน จึงมีมติขยายฑัณฑ์บนไปอีกสองปี และบังคับให้เขาเข้ารับการตรวจร่างกายและสภาพจิตเพื่อให้แน่ใจว่าเขายังสุขภาพดีพอที่จะประกอบอาชีพได้  ปี 2006 บอร์ดก็ออกหนังสือเตือนเรื่องเขียนบันทึกการรักษาคนไข้ไม่ได้เรื่องอีก และฟางเส้นสุดท้ายก็คืออยู่ๆโรงพยาบาล Banner Desert Medical Hospital ซึ่งเป็นนายจ้างของลันเดลก็สั่งเลิกจ้างเขาดื้อๆ บอร์ดจึงเข้าไปตรวจสอบและพบความจริงว่าเขาดูแลคนไข้ผิดพลาดจนเสียหายร้ายแรงหลายรายติดๆกัน ทำให้บอร์ดตัดสินใจสั่งเลิกใบประกอบโรคศิลป์ของเขาอย่างสิ้นเชิง หมายความว่าห้ามเขาหากินเป็นหมอรักษาคนไข้อีกต่อไป
ทางด้านการเงินนั้น ในปี 1990 ลันเดลถูกฟ้องล้มละลายรอบแลก แล้วมาถูกฟ้องล้มละลายรอบสองในปี 2005 ในคำฟ้องระบุว่าเขามีสินทรัพย์เหลืออยู่ 12,990 เหรียญขณะที่มีหนี้สินอยู่ 20 กว่าล้านเหรียญซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้บัตรเครดิต เขาไปจ้างนักหลบภาษีชื่อเบนท์สันให้ทำงานให้ แล้วแจ้งสรรพากรว่าเขาไม่มีรายได้เลย  (0 เหรียญ) ในปี 2004 และ 2005 แต่ในที่สุดเขาก็โดนสรรพากร (IRA) ลงโทษทำฑัณฑ์บนส่วนอีตาเบนท์สันถูกตัดสินจำคุกสี่ปีและปรับ 1.1 ล้านเหรียญ
เขาอ้างว่าได้ตั้งมูลนิธิ Healthy Humans Foundation ขึ้นมาช่วยคนไข้ต่อสู้กับโรคเรื้อรัง แต่มูลนิธินี้จริงๆแล้วไม่รู้มีตัวตนอยู่ที่ไหน เพราะในทะเบียนมูลนิธิของอริโซนาไม่มีชื่อมูลนิธินี้  
ช่วงปี 2007 – 2010 ลันเดลรับค่าจ้างเป็นที่ปรึกษาจากบริษัท NourishLife ซึ่งขายวิตามิน น้ำมันปลา (โอเมก้า 3) และอาหารเสริมต่างๆเช่นกรดไลโนลิก ซึ่งเขาพยายามโปรโมตในหนังสือของเขา พอหนังสือพิมพ์ชิคาโก้ทรีบูนเปิดโปงว่าบริษัท NourishLife หลอกขายอาหารเสริมที่อ้างว่ารักษาเด็กติดอ่างได้และจ้างหมอที่ถูกยึดใบประกอบโรคศิลป์แล้วเป็นที่ปรึกษา ชื่อของลันเดลจึงถูกลบออกจากการเป็นที่ปรึกษาของบริษัทตั้งแต่นั้น

     วิธีขายหนังสือ The Great Cholesterol Lie ของลันเดลคือถ้าซื้อผ่านเว็บไซท์ The Truth About Heart Disease Web site จะได้ลดเหลือ 49.9 เหรียญ ซึ่งเว็บนี้ขายสมาชิกด้วย โดยผู้เข้าเว็บสามารถซื้อสมาชิกระดับต่างๆ ระดับสูงสุดจะได้ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับลันเดลหนึ่งชั่วโมง

     ผมเชื่อว่าหมอลันเดลนี้จะดังไปอีกพักใหญ่ อาจจะอีกหลายปี เพราะผู้คนเขาชอบใครก็ตามที่ด่าวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการแพทย์แผนปัจจุบันไปมีอิทธิพลกับชีวิตผู้คนมากเกินไป ไปคิดไปทำแทนเขาจนผู้คนเขาเสียความเป็นตัวของเขาเอง ดังนั้นผมทำนายล่วงหน้าไว้ได้เลย ถ้าหมอลันเดลคนนี้เลิกดังไปแล้ว ต่อไปก็ต้องมีคนใหม่มาตะโกนด่าหลักวิชาแพทย์แผนปัจจุบันอีก แล้วก็จะดังอีก จะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป ซึ่งก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครว่าใคร ผมก็ไม่ว่าอะไรใครเพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จึง อยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก

     "....พูดไปสองไพเบี้ย
      นิ่งเสียเธอก็จะเป็นของเขา
     จะบอกว่ารักก็แสนจะหนักใจเรา
     เข็ญครกขึ้นภูเขา...ฮื้อ..อ.. ยังเบากว่า"

 เอาเป็นว่าท่านจะชอบใครผมไม่ว่า แต่ว่าเวลาท่านไส้ติ่งแตก ผมแนะนำแพทย์แผนปัจจุบันนะครับ (แหะ..แหะ  พูดเล่น)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.      Kondo A, Muranaka Y, Ohta I, Notsu K, Manabe M, Kotani K, Saito K, Maekawa M, Kanno T. Relationship between triglyceride concentrations and LDL size evaluated by malondialdehyde-modified LDL. Clin Chem. 2001 May;47(5):893-900.
2. Inoue  K., Motoyama  S., Sarai  M.;  et al.  Serial coronary CT angiography-verified changes in plaque characteristics as an end point: evaluation of effect of statin intervention, J Am Coll Cardiol Img 3 2010 691-698
3. Stone  G.W., Maehara  A., Lansky  A.J.; PROSPECT Investigators  et al.  A prospective natural-history study of coronary atherosclerosis, N Engl J Med 364 2011 226-235
4. Nicholls  S.J., Ballantyne  C.M., Barter  P.J.;  et al.  Effect of two intensive statin regimens on progression of coronary disease, N Engl J Med 365 2011 2078-2087
5.  Healthy Humans Foundation Blog, accessed on March 5, 2013.
6.  Findings of fact, conclusions of law, and order (censure with probation). In the matter of Dwight C. Lundell Before the Arizona Board of Medical Examiners, June 27, 2000.
8. Consent agreement and order for letter of reprimand and probation. In the matter of Dwight C. Lundell Before the Arizona Board of Medical Examiners, June 17, 2003.
9.   Findings of fact, conclusions of law, and order (license revocation). In the matter of Dwight C. Lundell Before the Arizona Board of Medical Examiners, October 9, 2008.
10.  Lundell D. Voluntary petition for bankruptcy. U.S. Bankruptcy Court, District of Arizona, filed Oct 14, 2005.
11.  Arizona man sentenced to four years in prison for tax fraud. U.S. Department of Justice news release, May 15, 2005. The Federal Bureau of Prisons Inmate Locator site indicates that Bentson was released on May 23, 2008.