29 มีนาคม 2555

วิธีอดอาหารก่อนตรวจเลือดและก่อนผ่าตัด


รบกวนถามนิดนึงค่ะ คือการอดอาหาร อยากรู้ว่าทำไมต้อง 8 ชั่วโมงน้อยกว่านี้ได้มั้ย ร่างกายมีกลไกอะไรที่ทำให้ต้องตรวจหลัง 8-12 ชั่วโมง แล้วทำไมต้องอดข้ามคืน อดระหว่างวันครบ 8 ชั่วโมงแล้วไปตรวจเลือดได้มั้ย

.........................................................

ตอบครับ

1.. การอดอาหารมีสองแบบนะ คือ

1.1.. การอดอาหารเพื่อเจาะเลือด ซึ่งมีเจตนาจะป้องกันไม่ให้ น้ำตาล ไขมัน และเหล็ก ในอาหาร ไปเพิ่มระดับน้ำตาล ไขมัน และเหล็ก ในเลือดขณะเจาะเลือด ซึ่งจะทำให้ได้ค่าสูงเกินจริง การอดอาหารแบบนี้จึงต้องงดของขบเคี้ยวทุกชนิด และงดอาหารที่มาในรูปของเหลวเช่น น้ำผลไม้ ชาเขียว น้ำอัดลม น้ำเกลือแร่ ด้วย แต่ไม่ต้องงดดื่มน้ำเปล่าๆใสๆบริสุทธิ์ที่ไม่มีสารอาหารปนนะ บางคนไม่เข้าใจตรงนี้ไปงดมันทุกอย่างกว่าจะได้เจาะเลือดก็กระหายน้ำปากแห้งแทบแย่ การอดอาหารแบบนี้ต้องอดนาน 12 ชั่วโมงขึ้นไปจึงจะชัวร์ ไม่ใช่ 8 ชั่วโมงนะครับ ขอให้จำตัวเลขนี้เสียใหม่ เพราะอาหารที่ทานเข้าไปถ้าเป็นชนิดที่ดูดซึมช้าเช่นไขมันไตรกลีเซอไรด์จะไปทำให้ระดับในเลือดสูงได้นานถึง 10 ชั่วโมงหลังทานอาหาร

1.2.. การอดอาหารเพื่อผ่าตัด อันนี้มีเจตนาเพื่อไม่ให้มีอาหารและน้ำค้างอยู่ในกระเพาะอาหารขณะดมยาสลบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะสำรอกเอาของที่ค้างอยู่ในกระเพาะเข้าไปในปอดซึ่งจะทำให้เกิดเป็นปอดบวมแทรกซ้อนการดมยาสลบ การอดอาหารแบบนี้ต้องอดทุกอย่าง ทั้งของขบเคี้ยว อาหารเหลว และน้ำเปล่าๆบริสุทธ์ก็ต้องอดด้วย เรียกว่าอดแบบไม่ให้อะไรผ่านเข้าไปทางปากเลย (Nothing Per Mouth หรือ NPO) การอดอาหารชนิดนี้อดนาน 6 ชั่วโมงขึ้นไปก็ถือว่าปลอดภัยแล้ว เพราะงานวิจัยบอกว่าระยะเวลาที่อาหารและน้ำในกระเพาะจะไหลออกไปพ้นกระเพาะ (gastric emptying time) ในคนที่ทางเดินอาหารทำงานเป็นปกติคือไม่นานเกิน 6 ชั่วโมง

3.. ถามว่าอดอาหารน้อยกว่า 12 ชั่วโมงได้ไหม ตอบว่าได้ครับ ตำรวจไม่จับหรอก (พูดเล่น) คือมันมีประเด็นปลีกย่อยว่า

3.1  ถ้าเป็นการอดอาหารเพื่อผ่าตัด ก็อาจจะอดแค่ 6 ชั่วโมงก็ได้

3.2  ถ้าเป็นการอดอาหารเพื่อเจาะเลือด ต้องแยกย่อยออกเป็นสองกรณี

3.2.1        ถ้าต้องการเจาะเลือดเพื่อคัดกรองเบาหวาน จะไม่อดอาหารก็ได้ โดยแทนที่จะตรวจหาน้ำตาลในเลือด (glucose หรือ FBS) ก็เปลี่ยนไปตรวจหาน้ำตาลสะสมในเม็ดเลือด (HbA1c) ซึ่งค่าของมันไม่ถูกกระทบโดยอาหารที่กินก่อนหน้านั้นแทน แต่ว่าเสียเงินมากกว่านะ ปัจจุบันนี้วงการแพทย์ทั่วโลกยอมรับให้ค่าใดค่าหนึ่งเพียงค่าเดียวก็ใช้วินิจฉัยเบาหวานได้ (คือ ถือว่าเป็นเบาหวานเมื่อ FBS >126 mg% หรือ HbA1c > 6.5%)

3.2.2        ถ้าต้องการเจาะเลือดเพื่อดูไขมันในเลือด ก็ได้อีกเหมือนกัน เพียงแต่ต้องยอมรับก่อนว่าหากเจอค่าไตรกลีเซอไรด์สูงผิดปกติ จะต้องไปตรวจยืนยันอีกครั้งด้วยวิธีอดอาหาร เพราะงานวิจัยเปรียบเทียบในคนไข้ล้างไตรอบบ่าย (ซึ่งมีความยุ่งยากในการอดอาหารตั้งแต่เช้าแล้วรอมารพ.ตอนบ่าย) พบว่าผลของไขมันในเลือด ทั้งโคเลสเตอรอลรวม ไขมันดี (HDL) ไขมันเลว (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ ที่เจาะขณะไม่ต้องอดอาหาร มีความสอดคล้องหรือเหมือนกับค่าไขมันในเลือดที่เจาะตอนเช้าหลังอดอาหารเดี๊ยะ ยกเว้นเพียงแต่ว่ามีคนไข้อยู่ 4% เท่านั้นที่เจาะตอนไม่อดอาหารแล้วได้ค่าไตรกลีเซอไรด์สูงผิดปกติและสูงเกินจริง

4.. ถามว่าทำไมต้องอดอาหารข้ามคืนด้วย อดอาหารข้ามวันแทนกลางคืนไม่ได้หรือ ตอบว่าด้าย..ย ถ้าคุณต้องการอดอาหารสามมื้อรวด แทนที่จะอดแต่มื้อเช้ามื้อเดียว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
บรรณานุกรม
1.      Desmeules S, Arcand-Bossé JF, Bergeron J, Douville P, Agharazii M. Nonfasting non-high-density lipoprotein cholesterol is adequate for lipid management in hemodialysis patients. Am J Kidney Dis. 2005 Jun;45(6):1067-72.

28 มีนาคม 2555

เป็นหมอ..แต่ไม่มีความสุข


เรียน อาจารย์ที่เคารพ
ผมรู้จักอาจารย์มา ปี จากจดหมายส่งตัวคนไข้กล้บตจว.ที่แนบไว้ใน OPD card ของรพ.ที่ผมทำงานใช้ทุน ซึ่งผมประทับใจในเนื้อหาสาระและวิธีการเขียนมาก และได้ติดตามอาจารย์เรื่อยมาตั้งแต่ The Symptom มาจนถึง Visitdrsant.blogspot.com
ตอนนี้ผมเป็นพชท.เมื่อปีกลายเพื่อนเขากลับไปเรียนกันหมดแล้ว แต่ผมยังอยู่ และนี่ก็จะถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจเรื่องเรียนต่ออีกแล้ว แต่ผมยังสรุปไม่ได้ว่าจะเอาไงดี ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข และอยากจะเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น
อยากฟังคำแนะนำของอาจารย์เรื่องการเลิกหรือไม่เลิกอาชีพ หากไม่เลิก จะเลือกเรียนต่อในสาขาอะไรดีจึงจะมีความสุขในชีวิตมากกว่านี้
(...................... อยู่ที่ รพ. ......................)

...........................................
ตอบครับ
    1.. การที่คนๆหนึ่งจะไม่มีความสุข และคิดจะเปลี่ยนงาน อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่อาชีพแพทย์ เมื่อปี 2010 มูลนิธิแพทย์อเมริกัน (The Physician Foundation) ได้ว่าจ้างให้สำนักเมอริท ฮอว์คินส์ ทำสำรวจแพทย์อเมริกัน พบว่า 40% ของแพทย์ไม่มีความสุขกับงานที่ทำถึงขั้นมีแผนจะเลิกทำงานแพทย์ใน 1-3 ปีข้างหน้า ดังนั้นคุณไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด อย่าวอรี่มากไป
    2.. ถามว่าแพทย์คนที่เขามีความสุขกันนั้นเขาเป็นคนอย่างไรกัน งานวิจัย Medscape's Physician Lifestyle Report: 2012 ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาไม่นานนี้น่าจะตอบคำถามคุณได้ เขาถามแพทย์กว่า 29,000 คน แล้วพบว่า
    2.1 แพทย์กลุ่มที่มีความสุขเฉลี่ยมากที่สุด มีลักษณะดังนี้
มีอายุเกิน 60 ปี
- มีเงิน
ไม่มีหนี้
น้ำหนักแรกคลอดปกติ (เกี่ยวกันไหมเนี่ย)
มีสุขภาพดี
ออกกำลังกายเฉลี่ย ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป
ดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยวันละ 1-2 ดริ๊งค์
ไม่สูบบุหรี่
แต่งงานแล้วและยังแต่งงานอยู่
เชื่อในศาสนาและทำงานจิตอาสาให้องค์กรศาสนา

    2.2 ส่วนแพทย์กลุ่มที่มีความสุขเฉลี่ยน้อยที่สุด มีลักษณะดังนี้
มีสุขภาพไม่ดี
ไม่ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อยกว่าสัปดาห์ละ ครั้ง
อ้วน
อายุ 50 เศษๆ
เงินไม่พอใช้
ไม่มีเงินเก็บ
มีหนี้สินตุงนัง
หย่าร้าง
เชื่อในศาสนาแต่ไม่ทำงานจิตอาสา
ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
      คุณลองเอาผลวิจัยนี้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลส่วนตัวของคุณเองดูนะครับ อาจพบสาเหตุที่ทำให้คุณไม่มีความสุขแล้วแก้ไขสำเร็จก็ได้ เพราะบางสาเหตุนั้นแก้ไขได้ง่ายๆโดยไม่ต้องไปพึ่งใครเลย เช่นการออกกำลังกายเป็นต้น

     3. ถามว่าจะเข้าฝึกอบรมในสาขาใดจึงจะมีความสุขมากที่สุด อันนี้มันคงจะมีปัจจัยส่วนบุคคลมาประกอบมากมายนะครับ แต่ในภาพรวม งานวิจัยเดียวกันเขาก็วิเคราะห์ในประเด็นนี้ ได้ผลดังนี้

     3.1  Top five สาขาที่มีความสุขมากที่สุด เรียงตามลำดับคะแนนความสุข ซึ่งมีคะแนนเต็ม 5
ลำดับที่ 1. แพทย์โรคผิวหนัง (4.23),
ลำดับที่ 2. ศัลยแพทย์ตกแต่ง (4.22),
ลำดับที่ 3. แพทย์โรคต่อมไร้ท่อ (4.20),
ลำดับที่ 4. ศัลยแพทย์กระดูก (4.19),
ลำดับที่ 5. อายุรแพทย์โรคหัวใจ (4.17).
     3.2 สาขาที่มีความสุขน้อยที่สุด เรียงจากคะแนนน้อยไปหามาก
ลำดับที่ 1. แพทย์เวชบำบัดวิกฤติ (intensivists) (3.98)
ลำดับที่ 2. กุมารแพทย์และสูตินรีแพทย์ (4.01)
ลำดับที่ 3. พยาธิแพทย์, จิตแพทย์, และศัลยแพทย์ทั่วไป (4.04)
ลำดับที่ 4. อายุรแพทย์, แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแพทย์ห้องฉุกเฉิน (4.06)

     4. ถามว่าเลิกอาชีพแพทย์แล้วไปทำอะไรอย่างอื่นเสียจะดีไหม อันนี้ไม่มีงานวิจัยรองรับแฮะ ว่าแพทย์ที่หนีอาชีพนี้ไปแล้วเขาไปทำอะไรกันบ้าง และอาชีพอะไรที่เขาไปทำกันแล้วแฮปปี้ แต่ผมตอบจากประสบการณ์ว่าจะทำอาชีพอะไรไม่สำคัญหรอกครับ สำคัญที่ให้รู้ว่าใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะมีความสุข ยิ่งถ้ามีความสุขด้วยและมีคุณค่าต่อผู้อื่นด้วยก็ยิ่งดี ถ้ายังไม่รู้ ยังไม่เจนจบตรงนี้ ไปทำอาชีพอะไรก็ไล้ฟ์บอย ผมเองก็ไม่เคยคิดจะเป็นแพทย์มาก่อน ไม่ใช่สามอันดับแรกของอาชีพในฝันของผมด้วยซ้ำไป แต่ชีวิตพาผมพลัดหลงเข้ามา เมื่อเข้ามาอยู่แล้ว ผมก็ปรับตัวให้ตัวเองมีความสุขและทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นบ้างเท่าที่พอจะทำได้ ตลอดเวลาสามสิบปีที่ผ่านมา มันก็ลุ่มๆดอนๆ หวิดๆจะเลิกอาชีพนี้ไปเสียก็หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลิกการผ่าตัดหัวใจซึ่งเป็นงานที่มีความเครียดสูงมากและไม่เข้ากับนิสัยผมเลย แต่มันติดอยู่แค่มันตัดใจไม่ขาด เพราะรู้สึกว่าตัวเองเรียนมามากเหลือเกิน ฝึกอบรมมามากเหลือเกิน เหนื่อยยากมามากเหลือเกินกว่าจะมาผ่าตัดหัวใจให้คนไข้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อตัดใจไม่ขาด ก็ต้องทู่ซี้ทำเรื่อยมาตั้งยี่สิบกว่าปี คือคนเรามันปรับตัวง่าย พอบอกตัวเองว่าทำไปก่อนเถอะ มันก็ทำได้กันทุกคนแหละ แต่หากเทียบกับการจะได้เกษียณในอีกสิบสองเดือน (กับอีกสี่วัน) ข้างหน้า ก็ต้องยอมรับว่าตื่นเต้นมากที่จะได้ไปทำอย่างอื่นบ้าง...เสียที ความอยากที่จะไปทำอะไรอย่างอื่นเสียทีนี้มีมากจริงๆ แบบว่า...เอาสะเต๊กมาแลกก็ไม่ยอม
     5. อันนี้ผมแถมให้นะครับ ผมฟังน้ำเสียงแล้วคุณก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ผมแนะนำให้คุณทู่ซี้อยู่ในอาชีพแพทย์นี้ไปก่อนสิครับ ผมแนะนำให้คุณหัดใช้ชีวิตแบบพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio life) คุณชอบอ่านหนังสือหรือเปล่าละครับ ลองหาหนังสือของชารล์ส แฮนดี้ (Charles Handy) มาอ่านหน่อยสิ ผมแนะนำสองเล่ม คือ Beyond Certainty: The Changing World of Organizations. และ The Hungry spirit: Beyond Capitalism, A Quest for Purpose in Modern World. ถ้าเผื่อคุณไม่มีอารมณ์จะไปหาหนังสือมาอ่าน ผมสรุปให้ฟังตรงนี้ก็ได้ 
     คือชาร์ล แฮนดี้มองชีวิตการทำงานในปัจจุบันว่าองค์กรที่เป็นนายจ้างหรือต้นสังกัดของผู้คนนั้นล้วนอยู่ในสภาพสามวันดีสี่วันไข้เพราะข้อมูลซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจนั้นไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นใครก็ตั้งบริษัทมาแข่งกับใครได้  อีกทั้งบริษัทและสถาบันต่างๆก็ล้วนบริหารด้วยคนเดินดินธรรมดา ซึ่งไม่มีคนธรรมดาคนไหนจะล่วงรู้อนาคตได้ การล่มสลายและเกิดใหม่ของบริษัทจึงไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่จะเป็นวิถีชีวิตของอนาคต รังอันอบอุ่นที่จะเลี้ยงดูเราไปจนเกษียณไม่มีอีกต่อไปแล้ว เขาจึงเสนอชีวิตแบบพอร์ตโฟลิโอ คำว่าพอร์ตโฟลิโอ (portfolio) ไม่ได้หมายถึงพอร์ตหุ้นหรือแฟ้มงาน แต่หมายถึงการทำงานแบบที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง เช่นตำแหน่งรัฐมนตรีเกษตร เขาต้องดูแลทั้งงานป่าไม้ ประมง การวิจัย และที่ดิน ชีวิตแบบพอร์ตโฟลิโอก็คือชีวิตที่เป็นชุดของกิจกรรมที่อาจจะไม่เกี่ยวกันเลย แทนที่จะมีอาชีพเดียวแบบดั้งเดิม เช่นด้านหนึ่งคุณทำงานฟูลไทม์อยู่กับบริษัทหนึ่ง แล้วทำพาร์ทไทม์อีกที่หนึ่งซึ่งลักษณะงานอาจไม่เกี่ยวกันเลย  แต่ก็ยังจัดเวลาไปเข้าชั้นเรียน ไปเป็นกรรมการมูลนิธิ และไปทำกิจกรรมเพ้นท์กระเบื้องอีกด้วย เป็นต้น แฮนดี้เชื่อว่าชีวิตแบบพอร์ตโฟลิโอจะเป็นวิถีชีวิตของคนในศตวรรษนี้ คนที่จะใช้ชีวิตแบบพอร์ตโฟลิโอ จะด้วยความสมัครใจหรือด้วยความจำใจเพราะบริษัทลดขนาดลงก็ตาม จะต้องเรียนรู้ในการจัดการชีวิตอิสระที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ ต้องหัดทำงานหลายอย่างโดยไม่ให้งานหนึ่งครอบงำอีกงานหนึ่ง ต้องวางแผนอนาคตให้ตนเองแทนที่จะปล่อยไปตามยถากรรม และที่สำคัญที่สุดคือต้องค้นหาว่าเป้าหมายในชีวิตนั้นคืออะไร เพราะว่าวันนี้ไม่มีใครรับผิดชอบชีวิตคุณอีกต่อไปแล้ว 
     นอกจากการเสนอชีวิตแบบพอร์ตโฟลิโอแล้ว แฮนดี้ยังเสนอให้ค้นหาความหมายของชีวิต แทนที่จะคิดว่าเราเป็นเพียงสิ่งเล็กๆในห้วงกาลเวลาและมหาสมุทรของโลก ดั่งนกกระจอกที่บินสู่ห้องโถงอันมืดมิด ทำให้คิดไปว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ช่างน่าเบื่อ มีอะไรอีกไหม นอกจากแต่งงาน มีลูก ทำงานเพื่อหาเงินยาไส้เท่านั้น ช่างไร้ค่าจัง แฮนดี้ให้เปลี่ยนความคิดมาหาความหมายของชีวิต ให้มองว่าแม้ตัวเราจะเล็กกระจิ๊ดริด แต่ในโลกที่แม้เพียงผีเสื้อตัวเดียวขยับปีกก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ระดับหนึ่งนี้ เรายังทำอะไรให้ได้บ้างพอควร แล้วทำไมไม่ทำสิ่งต่างๆให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ล่ะ ถ้าเราเปลี่ยนแปลงอะไรได้ระดับหนึ่ง เราก็มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายได้ แฮนดี้เชื่อว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าพอใจมากที่สุดในชีวิต คือการมีเป้าหมายที่ไกลออกไปจากตัวเอง นั่นคือเป้าหมายเพื่อร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดี เป็นต้น
    ลองเอาความคิดของแฮนดี้มาประยุกต์ใช้กับตัวเองดูนะครับ ในที่สุดอาจค้นพบวิธีใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขด้วยตัวเองก็ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1.      Medscape's Physician Lifestyle Report: 2012. Access on March 28 2012 at http://www.medscape.com/sites/public/lifestyle/2012/
2. Charles Handy. Beyond Certainty: The Changing Worlds of Organizations (Hutchinson, 1995)
3. Charles Handy. The Hungry Spitrit: Beyond Capitalism: A Quest for Purpose in the Modern World. (Hutchinson, 1977)

25 มีนาคม 2555

สอนวิธีแปลผลการตรวจปัสสาวะ (UA)


เรียน คุณหมอ

หนูอายุ 24 ปี 8 เดือน ค่ะ พอดีจะเข้าทำงานแบงค์แห่งหนึ่ง
เค้าให้ไปตรวจร่างกาย แต่ผลการตรวจปัสสาวะน่าจะมีปัญหา
เค้าให้ไปตรวจใหม่อีกรอบอ่ะค่ะ รบกวนคุณหมอ
ช่วยแปลผลให้ทราบหน่อยนะคะ

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

Urine Analysis
Color             Amber
Clarity            Turbid
Sp.Gr            1.025 (1.003-1.03)
pH                5.0 (5-7)
Protein          Negative
Glucose         Negative
Ketone          2+
                   (repeated 1 time)
Urobilinogen   Negative
Bilirubin         Negative
Blood            Negative
Leukocyte      1+
Nitrite            Negative
Microscopic Examination     Centrifuged 10 ml
White blood cell        3-4 cells/HPF (<3)
Red blood cell          0-1 cell/HPF (<5)
Squamous epithelial cell        5-10 cells/HPF (<5)
Bacteria                  Moderate
Amorphous              -
Mucous thread                   2+
……………………………………………..

ตอบครับ

      ผมเคยสอนวิธีแปลผลค่าการตรวจนับเม็ดเลือดหรือ CBC ไปแล้ว คราวนี้จะสอนวิธีแปลผลการตรวจปัสสาวะ หรือ urine analysis (UA) นะครับ
Color ก็แค่บอกว่าฉี่เป็นสีอะไร ของคุณรายงานว่าเป็นสี Amber แปลว่าสีทองอำพัน ฮั่นแน่ ฉี่สีสวยเสียด้วย ในประเด็นสีของปัสสาวะนี้หากเป็นตระกูลเฉดสีเหลืองอ่อนๆรวมทั้งสีทองอำพันก็ถือว่าปกติ แต่หากเป็นสีเหลืองเข้มก็อาจผิดปกติในแง่ที่อาจมีดีซ่านหรือหมายถึงมีน้ำดีออกมาในปัสสาวะ ถ้าเป็นสีส้มหรือสีแดงก็ผิดปกติแน่นอนในแง่ที่ว่าน่าจะมีเลือดปน ถ้าไม่ใช่เพราะเก็บตัวอย่างขณะมีเมนส์ก็ต้องเป็นเพราะมีเลือดออกในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจหมายถึงมีนิ่ว หรือไตอักเสบ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือโน่น เป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะหรือมะเร็งของไตไปเลย ดังนั้นการมีฉี่สีส้มหรือสีแดงจึงต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ในเรื่องสีนี้ยังเป็นไปได้อีกสีหนึ่งคือปัสสาวะสีเป็นโค้ก หมายถึงสีน้ำตาลดำแบบเป๊บซี่โคล่า อันนี้หมายถึงการมีเม็ดเลือดแตกในร่างกายแล้วถูกขับออกมาในปัสสาวะ เช่นคนเป็นโรคขาดเอ็นไซม์จีซิกซ์พีดี (G6PD) มักจะมีอาการเม็ดเลือดแตกง่ายให้เห็นเป็นครั้งคราว หรือบางทีติดเชื้อแรงๆรวมทั้งเชื่อเช่นมาเลเรียก็ทำให้เม็ดเลือดแตกได้ คนสมัยก่อนถึงได้เรียกมาเลเรียว่า “ไข้ปัสสาวะดำ”
Clarity แปลว่าความใสของปัสสาวะอยู่ระดับไหน ถ้าใสก็รายงานว่า clear ถ้าขุ่นอย่างของคุณนี้ก็รายงานว่า Turbid ซึ่งแปลว่าขุ่น การมีปัสสาวะขุ่นถือเป็นความผิดปกติอย่างหนึ่ง ถ้าไม่เป็นเพราะร่างกายกำลังขาดน้ำอยู่อย่างแรง ก็น่าจะมีเหตุอื่นให้ปัสสาวะขุ่น เช่น มีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โมเลกุลสารเคมีต่างๆรั่วออกมาในปัสสาวะ เช่นโปรตีน น้ำตาล คีโตน ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งสารเคมีแต่ละตัวที่รั่วออกมาเป็นตัวบ่งบอกว่าน่าจะเป็นโรคอะไร
Sp.Gr  ย่อมาจาก specific gravity แปลว่าความถ่วงจำเพาะ หมายถึงความหนาแน่นของน้ำปัสสาวะเมื่อเทียบกับน้ำบริสุทธิ์ คือน้ำบริสุทธิ์โดยนิยามมีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.0 ปัสสาวะของคุณมีความถ่วงจำเพาะ 1.025 ถือว่าแม้จะอยู่ในพิสัยปกติ (1.003-1.03) แต่ก็ค่อนไปทางสูง บ่งบอกว่าขณะที่คุณเก็บปัสสาวะนี้ร่างกายกำลังอยู่ในภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นแคแรคเตอร์ของสาวไทยที่ต้องทำตัวให้ขาดน้ำไว้เสมอจะได้ไม่เสียฟอร์มที่ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อย หารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ไตพังง่ายๆไม่รู้ตัว การที่ค่า SpGr สูงนี้ เป็นตัวอธิบายว่าการที่ปัสสาวะขุ่นนั้นอาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่ อาจเกิดจากร่างกายขาดน้ำเท่านั้นเอง
pH หมายถึงค่าความเป็นกรดเป็นด่างของปัสสาวะ คือของเหลวทั่วไปที่เป็นกลางไม่เปรี้ยวไม่ฝาดไม่เป็นกรดหรือด่าง ค่า pH จะเท่ากับ 7.4 แต่ปัสสาวะของคนเรานี้ต้องเปรี้ยวถึงจะดี คือต้องเป็นกรดมี pH อยู่ระหว่าง (5.0 – 7.0) ของคุณนี้มี pH 5.0 แม้จะคาบเส้นอยู่ในพิสัยปกติแต่ก็ชวนให้เอะใจว่าทำไมปัสสาวะเปรี้ยวจี๊ด เอ๊ย ไม่ใช่ทำไมปัสสาวะเป็นกรดมากอย่างนั้น อาจมีสารเคมีอะไรที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น บักเตรี ยา อาหาร (เช่นโปรตีน)  อยู่ในปัสสาวะมากผิดปกติ
Protein หมายถึงโมเลกุลโปรตีนที่รั่วออกมาในปัสสาวะ ของคุณนี้รายงานว่าได้ผลลบ (Negative) แปลว่าไม่มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ การมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะแสดงว่าไตกำลังมีปัญหา อาจจะเป็นโรคได้สารพัดเช่นโรคไตรั่ว (nephrotic syndrome) โรคไตอักเสบ โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น
Glucose หมายถึงโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคสที่รั่วออกมาในปัสสาวะ ของคุณรายงานว่าไม่มี ถ้าของใครมีน้ำตาลรั่วออกมาในปัสสาวะก็แสดงว่ามีน้ำตาลในเลือดสูง หรือเป็นเบาหวานนั่นเอง
Ketone หมายถึงมีโมเลกุลของคีโตนรั่วออกมาในปัสสาวะ ของคุณรายงานว่ามี 2+ หมายความว่ามีมากพอควร (1+ เท่ากับมีแต่น้อย 2+ เท่ากับมีปานกลาง 3+ เท่ากับมีมาก) แปลว่าผิดปกติละสิครับ เขาระบุไว้ด้วยว่าตรวจซ้ำอีกครั้งก็ยังผิดปกติอยู่นั่นแล้ว แสดงว่าผิดปกติจริงๆไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนของแล็บ
ดังนั้นมารู้จักคีโตนกันหน่อยนะว่ามันคืออะไร ทำไมถึงมาโผล่ในฉี่ของเราได้ คือปกติกระบวนการขับเคลื่อนร่างกายของเรานี้จะต้องมีเม็ดพลังที่เรียกว่าอะเซติลโคเอ  (AcetylCoA) ไปช่วยเซลต่างๆทำงานจึงจะมีชีวิตปกติอยู่ได้ การจะได้เม็ดพลังนี้มามีสองทางเท่านั้น หนึ่งคือย่อยโมเลกุลกลูโคสเอาเม็ดพลัง สองคือย่อยโมเลกุลคีโตนเอาเม็ดพลัง ปกติร่างกายจะใช้กลูโคสเพราะเราได้มาง่ายๆจากอาหารคาร์โบไฮเดรตเช่นน้ำตาลและแป้ง ต่อเมื่อไม่มีกลูโคส ตับจึงจะย่อยไขมัน ทั้งไขมันที่กินเข้าไปหรือไขมันที่สะสมไว้ ออกมาเป็นกรดไขมันอิสระ (free fatty acid หรือ FAA) แล้วย่อยต่อไปเป็นคีโตน เมื่อได้คีโตนแล้วก็เอาไปให้เซลใช้เป็นเม็ดพลัง แต่บางที่หากส่งคีโตนให้เซลมากเกินไปเซลก็ประท้วงไม่ใช้คีโตนเสียดื้อๆ ทำให้คีโตนเหลือบานเบอะ ต้องระบายออกมาทางลมหายใจเป็นกลิ่นน้ำยาล้างเล็บ หรือไม่ก็ระบายออกไปทางปัสสาวะ คนที่มีคีโตนมากจนต้องระบายทิ้งเช่นนี้ไม่ใช่คนปกติ ต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่างหนึ่งที่ทำให้ไม่มีกลูโคสใช้ เช่นคนที่ขาดอาหาร โดยเฉพาะพวกนางแบบที่ชอบกินแล้วอ๊วก กินแล้วอ๊วก  หรือคนที่ลดความอ้วนด้วยสูตร No Carb คือกินแต่เนื้อสัตว์และไขมันแต่ไม่กินคาร์โบไฮเดรตเลย หรือคนที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเซลร่างกายเอากลูโคสไปต่อยเป็นเม็ดพลังไม่ได้ ทำให้แม้จะมีกลูโคสบานเบอะ แต่ก็ใช้ไม่ได้ ต้องหันไปใช้ไขมันแทน หรือคนที่ร่างกายขาดน้ำอย่างแรง หรือคนที่ได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น
คนที่มีกลิ่นน้ำยาล้างเล็บหรือกลิ่นคีโตนออกมาทางลมหายใจนี้ เวลาไปเข้าเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ของตำรวจมีหวังโดนจับเพราะเครื่องแยกไม่ออกว่านี่เป็นคีโตนหรือนี่เป็นแอลกอฮอล์ ในบางประเทศเช่นสวิเดนซึ่งมีรถชนิดที่ดักจับแอลกอฮอล์จากลมหายใจของคนขับ ถ้าคนขับเมามาก รถจะสตาร์ทไม่ติด เคยมีคนที่มีคีโตนออกมาในลมหายใจมากจากการลดความอ้วนด้วยสูตร No Carb ขึ้นไปขับรถแบบนี้แล้วขับไม่ได้ เพราะสตาร์ทรถไม่ติด

Urobilinogen เป็นสารต้้งต้นที่โมเลกุลฮีม (heme) ซึ่ง 85% มาจากเม็ดเลือดแดง 15% มาจากเซลตับและอื่นๆ ฮีมทั้งหลายเมื่อเซลต้นสังกัดตายลง ตัวฮีมเองก็ถูกย่อยสลาย (metabolized) กลายเป็นน้ำดี (bilirubin) ซึ่งตัวนี้มันไม่ชอบไปกับน้ำ จึงไม่ออกไปทางปัสสาวะ แต่จะถูกขนมาที่ตับเพื่อเชื่อม (conjugate) กับกรดกลูโคโลนิกแล้วถูกขับออกไปทางท่อน้ำดี ไปออกในลำไส้ แล้วถูกจับแยกจากกรดกลูโคโลนิกกลายเป็นยูโรบิลิโนเจน (urobilinogen) ซึ่งมีสีใสปิ๊ง ก่อนที่จะถูกบักเตรีทำให้กลายเป็นยูโรบิลิน (urobilin) ซึ่งมีสีเหลืองอ๋อย ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นสะเตอร์โคบิลิน (sterocbilin) ซึ่งเป็นสีเหลืองปนน้ำตาลอยู่ในอุจจาระ ในเส้นทางนี้ยูโรบิลิโนเจนส่วนหนึ่งได้หลบรอดพ้นจากการถูกเปลี่ยนเป็นยูโรบิลินแล้วถูดดูดซึมจากลำไส้กลับเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง เนื่องจากตัวยยูโรบิลิโนเจนนี้ชอบไปกับน้ำ มันจึงถูกส่งไปถูกขับทิ้งที่ไต ที่นั่นมันจะถูกเปลี่ยนเป็นยูโรบิลินอีก ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองอ๋อย
การแปลความหมายค่ายูโรบิลิโนเจนก็คือถ้ามันสูงผิดปกติ แสดงว่ามีน้ำดีถูกขับออกไปในอุจจาระมาก ทำให้เกิิดยูโรบิลิโนเจนขึ้นในลำไส้มาก แล้วก็ถูกดูดซึมกลับเข้ามาในกระแสเลือดมาก จึงออกไปทางปัสสาวะมาก สรุปว่าเป็นดีซ่านชนิดที่ท่อน้ำดีไม่อุดตัน เช่นดีซ่านจากเม็ดเลือดแตกเป็นต้น ทำไมถึงรู้ละว่าท่อน้ำดีไม่อุดตัน อ้าว ก็ถ้าท่อน้ำดีอุดตันน้ำดีก็ออกไปในลำไส้ไม่ได้ แล้วยูโรบิลิโนเจนมันจะมาจากไหนละ ถูกแมะ
แล้วถ้ามันต่ำผิดปกติละ ตอบว่าการแปลความหมายต้องแยกเป็นสองกรณี ในกรณีที่ไม่มีดีซ่าน ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะในการทำงานของระบบร่างกายปกตินั้นไม่มียูโรบิลิโนเจนออกมาในปัสสาวะเลยนั่นและเจ๋ง ปกติ ดี โลด แต่ถ้าร่างกายอยู่ในภาวะดีซ่าน หมายถึงว่าตัวเหลืองตาเหลืองอ๋อย เจาะเลือดมีดีซ่านจริงๆ แต่ปัสสาวะไม่มียูโรบิลิโนเจนออกมาเลย แสดงว่าเป็นดีซ่านที่เกิดจากท่อน้ำดีอุดตันเข้าแล้ว เพราะเมื่อท่อน้ำดีอุดตัน น้ำดีก็ไหลไปลงลำไส้ไม่ได้ จึงท้นเข้ามาในกระแสเลือด เมื่อไม่มีน้ำดีไหลไปลงลำไส้ ก็ไม่เกิดยูโรบิลิโนเจนในลำไส้ ก็ไม่มีการดูดซึมยูโรบิลิโนเจนกลับเข้ามาในเลือด ก็ไม่มียูโรบิลิโนเจนในปัสสาวะ แม้จะมีดีซ่าน ทำให้หมอวินิจฉัยชนิดของดีซ่านได้จากการดูผลตรวจน้ำปัสสาวะได้
          Bilirubin หมายถึงน้ำดี ของคุณไม่มี คนที่มีน้ำดีออกมาในปัสสาวะแสดงว่ากำลังมีปัญหาดีซ่าน เช่นตับกำลังอักเสบ หรือทางเดินน้ำดีกำลังอุดตัน หรือเม็ดเลือดกำลังแตก เป็นต้น
          Leukocyte หมายถึงสารจากเม็ดเลือดขาว ถ้ามีมากก็แสดงว่ามีเม็ดเลือดขาวออกมาในปัสสาวะมาก
Nitrite คือสารพวกไนไตรท์ ซึ่งปกติไม่มีในปัสสาวะ จะมีก็เฉพาะในภาวะที่มีการติดเชื้อบักเตรีชนิดที่สร้างไนไตรท์ได้ หรือไม่ก็เกิดเลือดออกในปัสสาวะขนาดหนัก ของคุณไม่มีไนไตรท์เราก็จะข้ามตรงนี้ไป

Microscopic Examination     แปลว่าการส่องกล้องจุลทรรศน์ดูปัสสาวะ

Centrifuged 10 ml แปลว่าเอาปัสสาวะ 10 ซีซี.มาปั่นแล้วเอาตะกอนที่ปั่นได้มาส่อง
White blood cell แปลว่าเม็ดเลือดขาว ของคุณตรวจพบ  3-4 เซลต่อหนึ่งจอกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งก็ถือว่ามีมากกว่าปกติจนน่าสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรือเปล่า
          Red blood cell แปลว่าเม็ดเลือดแดง ของคุณมี 0-1 เซลต่อจอ ถือว่าปกติ
          Squamous epithelial cell แปลว่าเซลเยื่อบุผิว ของคุณออกมา 5-10 เซลต่อจอ ซึ่งมากกว่าปกติ แสดงว่าอาจเก็บตัวอย่างปัสสาวะแบบมีการปนเปื้อน หรืออาจมีการติดเชื้อหรืออักเสบเกิดขึ้น
          Bacteria ก็คือบักเตรี ของคุณรายงานว่ามีมากปานกลาง ปกติปัสสาวะไม่ควรมีบักเตรี เพราะมันเป็นกรด บักเตรีอยู่ไม่ได้ ถ้ามีบักเตรีแสดงว่ามีการติดเชื้อ แต่ถ้าเราฉี่แล้วตั้งทิ้งไว้นานกว่าห้องแล็บจะมารับไปตรวจ บักเตรีในอากาศก็อาจเข้าไปเจริญเติบโตในปัสสาวะได้เหมือนกัน เรียกว่าเป็นผลบวกเทียม หรือเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค
          Amorphous แปลว่าผลึกในน้ำปัสสาวะ เช่นผลึกกรดยูริก เป็นต้น ของคุณรายงานว่าไม่มี ถ้ามีก็บ่งบอกว่าสารที่ตกผลึกนั้นมีมาก ถ้ามากถึงขนาดหนักก็จะกลายเป็นนิ่วนั่นแล
          Mucous thread หมายถึงเยื่อเมือกที่เห็นเป็นเส้นๆในกล้อง มีความหมายคล้ายๆกับเซลเยื่อบุผิว คือมีมากก็บ่งบอกถึงการอักเสบ
          กล่าวโดยสรุป ปัสสาวะของคุณมีความผิดปกติตรงที่มีสารคีโตนสูง มีความถ่วงจำเพาะสูง มีความเป็นกรดสูง มีจำนวนเม็ดเลือดขาวมาก มีเซลเยื่อบุมาก ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าคุณอาจจะอยู่ในภาวะใดภาวะหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่

1.      ร่างกายอาจขาดน้ำรุนแรง
2.      อาจเป็นโรคขาดอาหารหรืออดอาหารมากเกินไป
3.      อาจเป็นเบาหวาน
4.      อาจมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

          จะเป็นโรคอะไรแน่นั้นยังไม่รู้ ผมแนะนำให้คุณดื่มน้ำมากๆวันละอย่างน้อย 2 ลิตร ทานอาหารให้ได้สัดส่วนถูกต้องและพอเพียง ทำอย่างนี้สักสองสัปดาห์ แล้วไปตรวจร่างกายซ้ำ โดยคราวนี้ควรตรวจทั้งการวิเคราะห์ปัสสาวะ (UA) การเพาะหาเชื้อบักเตรีในปัสสาวะ (urine culture) และการตรวจเลือดดูสภาวะเบาหวาน (FBS หรือ HbA1c) ด้วย จึงจะตอบคำถามคุณได้เด็ดขาดว่าคุณป่วยเป็นอะไร หรือว่าอาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่เลยก็ได้ 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

19 มีนาคม 2555

ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ...โรแมนติกซะไม่มี


สวัสดีค่ะคุณหมอ
      ดิฉันมีเรื่องรบกวนอยากทราบว่ารูมาตอยด์ที่เข้าในเลือดอันตรายมากน้อยขนาดไหน สามารถมีชีวิตได้อีกนานไหม ต้องดูแลตัวเองอย่างไรค่ะ
       การขึ้นต้นถามเลยเพราะดิฉันมีขอมูลเพียงเท่านี้ค่ะ แต่ที่อยากทราบเพราะโลกใบนี้มันกลม คือพอดีไปเจออดีตคนรักแบบบังเอิญสุดสุด แล้วเราทั้งคู่ก็ยังรู้สึกดีต่อกัน แต่เค้าป่วยเป็นรูมาตอยด์ตั้งแต่เด็ก เค้าบอกตอนนี้เค้าเป็นมากเพราะรูมาตอยด์เข้ากระแสเลือด แล้วหลังเค้าคดเพราะรูมาตอยด์ อยากดูแลเค้าค่ะ เพราะเค้าทำงานหนักไม่กินยา(เค้าบอกยากินแล้วไม่หายเจ็บ) เค้าชอบบอกว่าเค้าอยู่ได้อีกไม่นาน ดิฉันเลยอยากทราบความรุนแรงของอาการเพราะเค้าไม่ค่อยดูแลตัวเอง แต่อาการภายนอกเท่าที่ดิฉันเห็นเค้าปกติแต่เดินไม่ตรงแล้วอาจจะปวดแต่เค้าไม่บอกเรา
        ข้อมูลดิฉันน้อยมากขออภัยด้วยนะค่ะ แต่นี่เป็นความรู้สึกจากใจที่อยากจะช่วยคนๆหนึ่งให้มีความสุขแม้จะรู้ว่าจะต้องจากไป จึงเรียนมาเพื่อขอรบกวนคุณหมอค่

ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

Sent from my iPhone
……………………………………………………….

ตอบครับ                          

ฮู้ย..ย...ย โรแมนติกซะไม่มี

     ก่อนตอบคำถามเรื่องโรครูมาตอยด์ ผมขออนุญาต ป.ม. หน่อยนะ มันอดไม่ได้ มันคันปากนะครับ

    ในส่วนของ “เค้า” การที่เค้าบอกว่าอยู่ได้อีกไม่นาน มีความเป็นได้สองอย่าง
     อย่างที่ 1. เพื่ออำและอ้อนขอความรัก แบบว่า ขอความรักบ้างได้ไหมหงะ จะตายแล้วนะ ยังไม่รักอีกเหรอ 
     อย่างที่ 2. อาจจะซินเซียร์จริงๆก็ได้ ผมจะตายแล้วนะคุณ อย่ามายุ่งกับผมเลย เดี๋ยวคุณจะเปลืองเงินค่าทำศพเปล่าๆ

    ในส่วนของคุณ การที่คุณซึ่งเชื่อด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ว่าเค้าจะตายอยู่แล้ว จะเป็นภาระกับชีวิตของเราเปล่าๆ แต่ใจก็ยังมีความรู้สึกรักและอยากจะช่วย อันนี้มันเป็นธรรมชาติของจิตใจด้านที่ดีงามของมนุษย์เรา ซึ่งมันมีอยู่จริงๆ มันโผล่ขึ้นมาเองโดยไม่ได้เสแสร้ง

    ผมมีเรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยายน้ำเน่าจะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องของพยาบาลสาวสวยรุ่นเดอะ ซึ่งผมขอเรียกว่า “นางเอก” แต่งงาน มีสามี ไม่มีลูก อยู่กินกันไปกับสามียี่สิบปีจนพยาบาลแก่ สามีก็ทิ้งพยาบาลไปแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาวสวยคนอื่น ซึ่งผมขอเรียกว่า “หญิงใหม่” นางเอกก็ช้ำใจน้ำตาไหลเป็นเผาเต่า เดือดร้อนเพื่อนๆร่วมรุ่นต้องคอยมาปลอบมาซัพพอร์ต เมื่อเวลาผ่านไปนางเอกก็ปรับตัวได้ ก็ใช้ชีวิตแบบหญิงหม้ายผัวร้างเรื่อยมาจนชีวิตเข้าที่ดีแล้วและมีความสุขตามอัตภาพ แต่ต่อมาสามีเก่าที่ทิ้งนางเอกไปเกิดป่วยเป็นมะเร็ง จากที่เคยเป็นหนุ่มใหญ่รูปหล่อก็กลายเป็นคนเส็งเคร็งโกโรโกโสรอวันตาย ฝ่ายหญิงใหม่ก็รับไม่ได้เพราะว่าฉันต้องการแต่งงานอยู่กินกับคนหล่อใหญ่ ไม่ใช่คนเส็งเคร็งที่ให้ฉันต้องมาเป็นภาระเลี้ยงดู ก็จึงถีบสามีของนางเอกทิ้ง ดำเนินการยึดทรัพย์เบ็ดเสร็จแล้วไสหัวไปจากบ้าน สามีนางเอกก็ซมซานกลับมาหานางเอกในสภาพซากศพเคลื่อนที่ได้ ซึ่งนางเอกก็ไม่ได้กระดี้กระด๊ายินดีอะไร แต่ก็ตัดสินใจรับสามีเก่ากลับเข้าบ้าน บรรดาเพื่อนๆพยาบาลที่เห็นนางเอกเคยต้องทุกตรมอกไหม้ไส้ขมตลอดมาเพราะเจ้าผู้ชายคนนี้ เมื่อทราบข่าวต่างก็กรูกันเข้ามาแสดงประชามติคัดค้านกันขรมว่า

    “เอ็งจำไม่ได้แล้วหรือว่ามันทำกับเอ็งไว้อย่างไร เอ็งเกือบจะเป็นบ้าฆ่าตัวตายก็เพราะมัน นี่มันจะตายก็สมน้ำหน้ามันแล้ว เอ็งจะมาทุกข์มายากกับมันอีกทำไม”

     คำตอบของนางเอก ซึ่งผมไม่ได้ยินกับหูตัวเอง แต่ถูกถ่ายทอดมาโดยเพื่อนพยาบาลที่อยู่ในเหตุการณ์อีกต่อหนึ่ง เป็นคำตอบที่กินใจผมมาก เธอตอบว่า

     “...เราเป็นพยาบาล
คนไข้ของเราแต่ละคน เป็นใครมาจากไหนเราก็ไม่รู้
แต่เราก็ดูแลเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้เขาโดยไม่รู้สึกเหนื่อยยากรังเกียจอะไรเลย
แต่นี่เขาเป็นผัวเก่าของเราแท้ๆ แล้วเขาซมซานมาขอพึ่ง
เราจะไม่ดูแลเขาได้อย่างไร..”

     เอ.. ผมเล่ามาถึงตรงนี้เพื่ออะไรนะ อ้อ นึกออกละ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เอาละ ตอบคำถามของคุณดีกว่า
1.      
         1. ถามว่ารูมาตอย์ดเข้ากระแสเลือดเป็นอย่างไร ตอบว่า แหะ แหะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งได้ยินโรครูมาตอยด์เข้ากระแสเลือดจากคุณเนี่ยแหละ พูดเล่นนะครับ ผมเข้าใจว่าที่แฟนคุณบอกว่าเข้ากระแสเลือด คงหมายถึงเจาะเลือดดูค่า ESR และ RF (rheumatoid factor) ได้ผลบวกมังครับ คือโรครูมาตอยด์นี้เกณฑ์วินิจฉัยของวิทยาลัยข้ออักเสบอเมริกาลามยุโรป (ACR/EULAR) เขามีเกณฑ์อาการกับเกณฑ์ผลเลือด  การเจาะเลือดได้ผลบวกก็หมายความว่ายืนยันการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้แน่ เท่านั้นเอง ไม่ได้หมายความถึงความรุนแรงหรือถึงขั้นกะเกณฑ์วันตายได้แต่อย่างใด
          
          2.      การมีหลังคด (scoliosis) เป็นไปได้สองอย่าง คือเป็นมาแต่เกิด หรืออาจเป็นเพราะข้อหลังมันเพิ่งมาผิดรูป (deform) เอาเมื่อเป็นรูมาตอยด์ ปัญหาการที่ข้อต่างๆผิดรูปไปนี้เป็นปัญหาใหญ่อันหนึ่งของโรครูมาตอยด์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ป้องกันได้ด้วยยาแถวแรกที่ใช้รักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือที่หมอข้อเขาเรียกกันว่า DMARD ย่อมาจาก disease modifying antirheumatic drug เช่น metrhotrexate, sulfasalazine, leflunomide, hydroxychloroquine เป็นต้น ดังนั้นคนเป็นโรคนี้หากมีข้อผิดรูปเริ่มเกิดขึ้นแล้ว การกินยาให้เต็มแม็กตามที่หมอบอกจึงเป็นเรื่องสำคัญ

          3.      การดูแลตัวเองของคนเป็นโรครูมาตอยด์ นอกจากการรักษาด้วยยาเพื่อป้องกันไม่ให้ข้ออักเสบจนผิดรูปมากแล้ว ก็คือการดูแลสุขภาพให้ดีตามมาตรฐานของคนธรรมดาทั่วไป อันได้แก่การขยันออกกำลังกายให้ได้ระดับมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ โภชนาการที่มีผักและผลไม้มากแต่มีแคลอรี่ต่ำ ที่ต้องเน้นย้ำมากกว่าคนทั่วไปคือวัคซีนป้องกันโรคสำคัญๆต้องได้ครบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัสชนิดต่างๆ เพราะยารักษารูมาตอยด์มักมีพิษต่อตับ ตับจึงต้องดี อะไรจะทำให้ตับเสียหายหากป้องกันได้ต้องป้องกัน อีกอย่างหนึ่งตับอักเสบจากไวรัสมีอาการที่ทำให้แพทย์สับสนกับตัวโรครูมาตอยด์เองได้ ดังนั้นอย่าเป็นสองโรคดีที่สุด

          4.      อนาคตของคนเป็นโรครูมาตอยด์จะจู๋ขนาดไหน อันนี้บอกยากนะครับ ตอบได้เพียงแต่ว่าแล้วแต่ดวง เพราะโรครูมาตอยด์มีเบาตั้งแต่หายเองได้ ไปจนถึงหนักแบบเดี้ยงถาวร แต่สถิติบอกว่าการใช้ยา DMARD ทำให้สองในสามของคนป่วยโรคนี้มีชีวิตปกติได้ตลอดไปโดยไม่มีความพิการหรือทุพลภาพแต่อย่างใด ดังนั้นการจะมีแฟนเป็นโรครูมาตอยด์กับเขาสักคนเนี่ย ผมไม่คัดค้านหรอกครับ
 
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์


บรรณานุกรม

1. Aaletaha D, Neogi T et al for AHA/EULAR. 2010 Rheumatoid arthritis classification criteria. Arthritis & Rheumatism 2010;62(9):2569-2581. (DOI 10.10020art.27584)

16 มีนาคม 2555

Bipolar disorder บัดเดี๋ยวเศร้า บัดเดี๋ยวคึก


เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ
ภรรยาของผมอายุ 44 ปี ทำงานบริหาร.... ปกติเป็นคนสุภาพเรียบร้อยพูดน้อยและมีมารยาท ยิ่งช่วงประมาณหนึ่งปีมานี้เธอไม่ค่อยยุ่งกับใครเลย ใครชวนไปเที่ยวไหนก็ไม่ไป เลิกงานมาแล้วก็กลับบ้าน การบ้านลูกแต่ก่อนเคยช่วยก็เลิกช่วย พอสองเดือนมานี้น้องๆในที่ทำงานของเธอกระซิบบอกผมว่าภรรยาชอบพูดในที่ประชุมแบบมากเกินไป บางทีมติเขาลงไปแล้วเธอก็ลุกขึ้นมาคัดค้านจนคนอื่นงงไปหมด ประมาณสองสัปดาห์มานี้เธอกลับบ้านดึกติดๆกันหลายวัน ซึ่งปกติเธอจะทำแบบนี้เฉพาะช่วงปิดงบเท่านั้น แต่นี่ไม่ใช่ช่วงปิดงบ เมื่อผมถามเธอก็เล่าให้ฟังนิดหนึ่งว่าต้องอยู่เคลียร์ปัญหาของบริษัทเนื่องจากมีการแอบฟอกเงินขนาดใหญ่ และไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด ผมก็ไม่กล้ายุ่งเพราะเป็นงานของเธอ เมื่อหลายวันก่อนเธอกลับมาบ้านด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน และบอกผมว่ามีคนตามสะรอยเธอ ผมจะออกไปดูเธอก็ห้ามกลัวผมจะถูกทำร้าย เธอพูดอะไรหลายอย่างข้ามไปข้ามมาหลายเรื่องจนผมจับประเด็นไม่ได้  คืนนั้นดูเธอนอนไม่หลับทั้งคืน รุ่งขึ้นผมพาเธอไปหาหมอที่คลินิกโดยหลอกว่าให้ไปเป็นเพื่อนผม ผมให้ข้อมูลหมออย่างละเอียดก่อนแล้ว เมื่อเธอได้พบกับหมอก็คุยดีมาก หมอตรวจเธอแล้วก็สรุปว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงแต่เครียดกับปัญหาในที่ทำงานและให้ยาช่วยนอนหลับและยาคลายกังวลมาทาน แต่ทานยาได้สามวันเธอก็ยังพูดมากมายไร้สาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคนตามเธอเพราะเธอกำลังจะเปิดโปงการโกงเงินบริษัท ผมไม่กล้าถามเรื่องนี้กับคนในที่ทำงานเธอเพราะกลัวเป็นเรื่องไม่จริงแล้วเธอจะตกงาน ได้แต่เลียบเคียงถามน้องๆของเธอซึ่งบอกว่าช่วงนี้ที่ทำงานไม่มีอะไรและไม่มีใครต้องอยู่เลท ผมชวนเธอไปหาหมอที่รพ.เธอก็ไม่ยอมไป บอกว่างานยุ่งและไม่ได้เป็นอะไรไม่ต้องห่วง ผมกลุ้มใจแทบบ้าเพราะเป็นห่วงเธอ เป็นห่วงลูก ความจริงผมกลุ้มใจเรื่องภรรยามานานหลายเดือนแล้วละครับ ผมรู้สึกลึกๆว่าเธอไม่เหมือนเดิม เราไม่มีอะไรกันมานานเป็นปีแล้ว แต่นั่นไม่สำคัญครับ ผมเป็นห่วงเธอมากกว่า ผมเคยคิดจะไปพาเพื่อนที่เป็นตำรวจมาบังคับเอาตัวเธอไปโรงพยาบาล แต่ก็กลัวจะมีผลเสียต่อหน้าที่การงานของเธอ คุณหมอว่าเธอเป็นอะไร ผมควรจะทำอย่างไรดี จึงจะช่วยเธอได้     
.............................................

ตอบครับ

1.. ถามว่าภรรยาคุณเป็นอะไร ผมก็ได้แต่ “เดาแอ็ก” เอาตามข้อมูลที่ให้มานะครับ ว่าเธอน่าจะป่วยเป็น Bipolar disorder แปลได้ประมาณว่าคือโรคความผิดปกติทางอารมณ์แบบซึมเศร้าสลับกับร่าเริง คือโรคนี้มีเอกลักษณ์คือมีช่วง “โลว์” คือซึมเศร้ายาวนานสลับกับช่วง “ไฮ” คืออารมณ์ขึ้น หงุดหงิดโมโหง่าย หรือโอ่อ่าร่าเริงผิดสังเกต นอนไม่หลับ พูดน้ำไหลไฟดับเป็นเรื่องบ้างไม่เป็นเรื่องบ้าง ตัดสินใจอะไรแบบใจเร็วด่วนได้หุนหันพลันแล่นไม่คิดถึงผลได้ผลเสีย ความคิดแปรปรวนสับสน จับประเด็นไม่ได้ ในระหว่างช่วงไฮกับโลว์นี้ก็มีช่วงปกติที่ทำงานทำการได้ดีไม่มีที่ติอยู่ด้วย โรคนี้อาจเป็นมากถึงขั้นบ้า (psychosis) หมายถึงหลุดโลกไปเลย ถึงขั้นเห็นภาพ  เสียง ที่คนธรรมดาไม่เห็น หรือเชื่อหรือคิดเรื่องราวเป็นตุเป็นตะที่คนธรรมดาเขาไม่คิดไม่เชื่อกัน ถ้าเป็นหนักหนาขนาดนี้ก็เรียกว่าไบโพลาหนึ่ง (BP-I) แต่ถ้าเป็นแบบแอบๆ ไม่ถึงกับบ้าชัดๆ คือเป็นแค่บัดเดี๋ยวขึ้นบัดเดี๋ยวลงแต่ไม่ถึงกับหลุดโลก ยังเห็น ได้ยิน และคิดเหมือนคนอื่นทั่วไป ก็เรียกว่าไบโพล่าสอง (BPII) 
แต่ของภรรยาคุณนี้น่าจะระดับไบโพล่าหนึ่งแล้วละครับ เพราะตามเกณฑ์วินิจฉัย (DSM-IV-TR) ถ้าจะทึกทักว่าใครเป็นไบโพล่าหนึ่งคนไข้จะต้องมีช่วงซึมเศร้าที่หนักถึงระดับมีผลต่อการงานหรือสังคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ และจะต้องมีช่วงไฮ หรือช่วงมาเนีย (mania) นานหนึ่งสัปดาห์ขึ้นไปโดยที่ช่วงไฮนี้อย่างน้อยต้องมีอาการสามอย่างในเจ็ดอย่างต่อไปนี้คือ  
(1) ทำตัวใหญ่โตโอ่อ่า (grandiosity
(2) นอนน้อยลง 
(3) พูดมากขึ้น 
(4)  ความคิดกระเจิง (flight of idea)  
(5) สมาธิสั้น  
(6) มุ่งมั่นอะไรสักอย่างผิดสังเกต เช่นเรื่องงาน เรื่องบ้าน เรื่องเซ็กซ์ 
(7) ทำอะไรเพื่อความบันเทิงผิดสังเกตโดยไม่กลัวผลเสียที่จะตามมา
     2.. ถามว่าโรคนี้มันเกิดจากอะไร ตอบว่าไม่ทราบครับ ข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้คือคนไข้จำนวนหนึ่งมีความผิดปกติของยีนที่แยกทางห้องแล็บได้แน่ชัด พูดง่ายๆว่าโรคนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม ขณะที่การศึกษาเนื้อสมองของผู้เป็นโรคนี้พบว่าปริมาณเซลสมองในชั้นของ nonpyramidal cell มีจำนวนลดลง จึงคาดเดากันเอาว่าโรคนี้น่าจะเกิดจากความเสียหายต่อเซลสมองในส่วนนี้ ซึ่งเป็นสมองส่วนควบคุมอารมณ์โดยตรง
    ในเรื่องสาเหตุของโรคนี้ แม้วงการแพทย์จะยังถือว่าเป็นโรคที่ยังไม่รู้สาเหตุ แต่ผมอยากจะให้คุณถือว่ามันเกิดจากความผิดปกติของเซลสมองส่วนควบคุมอารมณ์ไว้ก่อนครับ เพราะการมองโรคนี้ว่าเป็นโรคซึ่งเกิดจากพยาธิสภาพที่สมอง ไม่ใช่โรคแกล้งทำ จะทำให้ทุกฝ่ายรวมทั้งครอบครัวและตัวคนไข้ร่วมมือกับการรักษาโรคนี้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไปมองว่ามันเป็นโรคของคนพูดภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือแกล้งทำเอาเอง อย่างนั้นก็จะพากันเข้าป่าแน่นอนครับ คือยิ่งรักษายิ่งเละตุ้มเป๊ะ
    3. ถามว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมแนะนำว่าอย่างไรเสียก็ต้องไปหาหมอละครับ โดยทำเป็นสองขั้นตอน คือ
   ขั้นตอนที่หนึ่ง ไปหาหมออายุรกรรม เพื่อให้เขาตรวจร่างกายเจาะเลือดคัดกรองโรคทางกายที่ทำให้ดูเหมือนบ้าหรือเป็นโรคทางกายแต่ทำให้บ้าจริงๆได้ออกไปก่อน เช่นโรคคุชิ่ง (cushing disease) เบาหวาน ไฮเปอร์ไทรอยด์ ไฮโปไทรอยด์ ซิฟิลิส โรคไตเรื้อรัง โรคเอดส์ โรคเอสแอลอี. (SLE) เป็นต้น นอกจากนั้นถ้าไปเจอหมอที่ห้าวไม่กลัวคนไข้เสียเงิน รวมทั้งผมเองด้วย ก็จะแนะนำให้ตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้กลับมาฟ้องเอาเผื่อฟลุ้คมีเนื้องอกก้อนเบ้อเร่อในสมอง ตรวจทั้งหมดนี้แล้วถ้าพบว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งที่ว่ามาก็ง่ายเลยครับ คือรักษาโรคต้นเหตุ ความบ้าก็จะหายไปเอง แต่ถ้าไม่พบโรคอะไรก็ต้องไปขั้นตอนที่สองแล้วครับ คือ
   ขั้นตอนที่สอง ไปหาจิตแพทย์ ซึ่งจิตแพทย์ก็จะประเมินอารมณ์ (affect) ประเมินไส้ในของความคิด (thought content) ประเมินการรับรู้ (perception) ทั้งทางตาทางหูและทางใจ ประเมินการใช้ดุลพินิจ (judgment) และประเมินการรู้หรือไม่ว่าอะไรจริงอะไรปลอม (insight) เช่นรู้หรือเปล่าว่าตัวเองป่วย และประเมินการรู้สภาวะเหนือใต้ (orientation) คือรู้วันเวลาสถานที่และบุคคลไหม เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดนี้แล้วก็จึงจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคอะไร แล้วก็รักษาโรคนั้นไป
    ผมก็บอกได้แค่ว่าให้ไปหาหมอ แต่จะพาไปอย่างไรนั้นผมไม่ได้รับทำจ๊อบนั้นอะฮับ น่าจะเป็นจ๊อบของฝาละมีละมั้ง แหะ..แหะ พูดเล่น
   4. การรักษาโรคไบโพล่า ดิสออร์เดอร์ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคในระยะไหน และรุนแรงแค่ไหน เช่นถ้าอยู่ในระยะซึมเศร้าและมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงก็ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล เป็นต้น เบาลงมาก็รักษาแบบบ้านกึ่งวิถี (half way house) คือกลางวันมาอยู่โรงพยาบาล กลางคืนกลับไปนอนบ้าน ถ้าอาการไม่มากก็รักษาแบบคนไข้นอกให้ทำงานทำการไปปกติแล้วมาหาหมอเป็นพักๆ การรักษาแบบคนไข้นอกนี้มีสาระสำคัญสี่อย่างคือ
(1) การหาทางจัดการความเครียดที่ทำให้เป็นโรค
(2) การให้ยาและเฝ้าติดตามดูว่ากินยาจริงหรือเปล่า เพราะคนไข้มักจะเป็นปฏิปักษ์กับยาด้วยไม่อยากเชื่อว่าตัวเองป่วย การใช้ยาในยุคปัจจุบันนี้สร้างความแตกต่างได้อย่างเหลือเชื่อเลยนะครับจะบอกให้
(3)  การสร้างพันธมิตรรอบตัวคนป่วยให้หนุนช่วยให้เธออยู่ในสังคมได้ พันธมิตรตัวเอ้ก็คือคุณผู้เป็นสามีนั่นแหละครับ
(4)  การให้ความรู้แก่คนไข้และครอบครัว ให้เข้าใจโรค เข้าใจว่าประเด็นไหน ยาไหน สถานะการณ์ไหน อันตรายต้องหลีกเลี่ยง เป็นต้น

ขอเอาใจช่วยนะครับ ชีวิตมันก็งี้แหละ บางทีอยู่ๆดีๆช้างก็มา ผมเองก็เคยวิ่งหนีช้างมาแล้ว แต่ก็ขอให้กำลังใจคุณว่า สู้ สู้ ครับ 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1.    Baum AE, Akula N, Cabanero M, Cardona I, Corona W, Klemens B, et al. A genome-wide association study implicates diacylglycerol kinase eta (DGKH) and several other genes in the etiology of bipolar disorder. Mol Psychiatry. Feb 2008;13(2):197-207.
2.    Post RM, Speer AM, Hough CJ, Xing G. Neurobiology of bipolar illness: implications for future study and therapeutics. Ann Clin Psychiatry. Jun 2003;15(2):85-94.
3.    Hoang U, Stewart R, Goldacre MJ. Mortality after hospital discharge for people with schizophrenia or bipolar disorder: retrospective study of linked English hospital episode statistics, 1999-2006. BMJ. Sep 13 2011;343:d5422..
4.    American Psychiatric Association. Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fourth Edition, Text Revision, DSM-IV-TR. Washington, DC: 2000.