11 ตุลาคม 2555

กินพลาสติกเป็นยาถ่ายแล้วอันตรายไหม


เรียนคุณหมอสันต์ค่ะ
         ดิฉันติดตามและชื่นชอบการให้ความรู้ต่างๆได้ทุกเรื่องจาก BLOG และ  FB ของคุณหมอ ยังนึกเสียดายรายการที่คุณหมอเคยทำที่ช่อง 5 เกี่ยวกับการวินิจฉัยของคุณหมอเป็นทีมๆ ซึ่งมีประโยชน์มากๆเลยค่ะ
ดิฉันมีปัญหารบกวนเรียนถามคุณหมอดังนี้ค่ะ

1. สามี อายุ 63 ปี ทานยา FORLAX  1 ซอง และมะขามแขก 2 เม็ด ก่อนนอนมา 5 ปีกว่าแล้ว จะมีอันตรายไหมคะ เริ่มจากมีอาการถ่ายเหลววันละ 2- 3 ครั้งเหมือนท้องเสีย  แต่รู้สึกแน่นๆ มีแก็ส มีลมในท้อง หมอบอกว่าเป็นอาการท้องผูก เพราะเอ็กซเรย์ดูแล้วมีแต่อุจจาระ กับลม สลับกันในลำไส้ คือถ่ายไม่หมด
จึงต้องทานยาดังกล่าว และได้ส่องกล้องลำไส้และกระเพาะอาหารแล้ว มา 2 ครั้ง ก็เจอติ่งเนื้อเล็กๆ ทั้ง 2 ครั้ง ก็ตัดออกมาตรวจบอกว่าไม่เป็นเนื้อร้ายอะไร โดยครั้งหลังได้ถึง 6 ติ่ง ตรวจหลังสุดเมื่อ พย.54  แต่หมอก็ยังให้ทานยาต่อ แต่ให้พยายามปรับลดยาเอง โดยสังเกตว่าถ้าถ่ายมากไปก็ลดยาเองได้ ก็พยายามลด FORLAX  1/2 ซองบ้าง มะขามแขก 1 เม็ดบ้าง  เท่าที่ผ่านมาบางครั้งมีอาการเหมือนปกติ บางครั้งจะรู้สึกอึดอัดมีลมในท้องมาก เหมือนท้องปั่นป่วน  จนบางครั้งไม่รู้จะปรับลดอย่างไร ทานไปนานๆก็กลัว ถ่ายไม่หมดก็กังวล ก็พยายามทานผัก ผลไม้มากขึ้น แต่ถ้าทานอาหารรสจัดหรือเปรี้ยวเกินก็จะมีอาการท้องเสีย จึงรบกวนถามคุณหมอว่าอันตรายไหมคะที่ทานมานานขนาดนี้ และควรต้องทานตลอดไปไหมคะ

2 ผลตรวจเลือดของ สามี  ประจำปีนี้ (สูง 170 น้ำหนัก.56 ) น้ำตาลในเลือด 93  โคลเลสเตอรอล 200   Triglyceride 273   HDL 54.8    LDL 90.6    BUN 17.9  Creatinine 1.4    SGOT 18  SGPT 11    ALK 43 Uric 9.06   AEP 3.15   CEA 2.78     PSA 0.619 มี 2 ค่าที่สูงมาก ควรทานอาหารอย่างไรดีคะ ปกติก็วิ่งจ๊อกกิ้งออกกำลังกายตอนเย็นที่บ้านค่ะ เมื่อก่อนเคยเล่นแบดมินตัน แต่ต้องเลิกไปเพราะเริ่มปวดหลังค่ะ 
 (สามีทานยา XATRAL XL รักษาต่อมลูกหมาก หยอดตา DUOTRAV ลดความดันตา และทานวิตามินรักษาจอประสาทตาเสื่อม ด้วยค่ะ)
          ต้องรบกวนคุณหมอด้วยนะคะ ดิฉันไม่มั่นใจว่าส่งคำถามถึงคุณหมอตามเมล์นี้ได้ไหม เพราะใน BLOG หรือ FB คุณหมอ ดิฉันก็ทำไม่ค่อยเป็น คือความรู้ทางคอมพิวเตอร์น้อยกลัวทำไม่ถูกต้อง ยังไงก็ขอกราบขอบพระคุณคุณหมอมาล่วงหน้านะคะ ขอให้คุณหมอมีสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยทั้งปวง และเป็นขวัญใจของประชาชนที่สนใจบทความ ความรู้ต่างๆจากคุณหมอตลอดไปนะคะ

……………………………………………

ตอบครับ


1.. ถามว่ากินยา FORLAX ประจำมาห้าปี มีผลเสียอะไรไหม ตอบว่านอกจากมันจะทำให้ขี้แตก (ขอโทษครับ) ก็ไม่มีผลเสียอะไรอย่างอื่นหรอก ผมอธิบายละเอียดนิดหนึ่งนะ คือยาตัวนี้ชื่อจริงเขาชื่อ Macrogol แต่ว่าแท้จริงแล้วนี่ก็ไม่ใช่ชื่อจริง ชื่อจริงๆของเขาคือ  polyethylene glycol ฟังชื่อเหมือนพลาสติกใช่ไหมครับ ใช่แล้ว เพราะมันคือพลาสติก พลาสติกถุงก๊อบแก๊บนั่นแหละเพียงแต่ตัดให้โมเลกุลของมันเล็กลง ที่นี้คุณคงเข้าใจแล้วสิว่าทำไมเขาจึงตั้งชื่อจริงตัวที่สองขึ้นมาอำพรางชื่อแรก เพราะคนเราเป็นโรคกลัวพลาสติกขึ้นสมอง ถ้ารู้ว่ายานี้คือพลาสติกก็อาจจะร้องว่า

     “..ฮ้า  เอาพลาสติกมาให้ฉันกินเรอะ”

     ในโรงพยาบาลเขาเรียกยานี้โต้งๆว่าพลาสติกนั่นแหละ คือเขาใช้ชื่อว่า PEG ซึ่งย่อมาจาก polyethylene glycol ใช้เป็นยาล้างท้องก่อนส่องตรวจลำไส้ใหญ่ของคนไข้ พูดถึงความกลัวพลาสติกนี้ ช่วงหนึ่งของชีวิตประมาณสิบกว่าปีมาแล้ว สมัยที่สร้างนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มาบตาพุดใหม่ๆ ผมไปรับจ๊อบดูแลสุขภาพของคนร้อยพ่อพันแม่ของโรงงานต่างๆที่นั่นซึ่งทำการผลิตสารพลาสติกทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต้นน้ำก็หมายความว่ายังเป็นน้ำมันดิบอยู่เลย ปลายน้ำก็คือเป็นพลาสติกพร้อมใช้ชนิดต่างๆแล้ว โรงงานผลิต PEG นี้ผมก็เคยดูแลและก็อยู่ในนิคมนี้ด้วย ชื่อบริษัทดาว (Dow) เคมีคอล จำกัด ผมจึงมีความรู้เรื่องพลาสติกชนิดต่างๆและผลของมันต่อร่างกายดีพอสมควร กล่าวโดยสรุปคือในเชิงเคมีมันไม่มีผลอะไรต่อร่างกายเลย อย่าง PEG นี้กินเข้าไปมันไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดด้วยซ้ำ มันก็อยู่ในลำไส้นั่นแหละ แล้วก็ถ่ายออกไป เพียงแต่มันดูดเอาน้ำเข้ามาไว้ในตัวทำให้อุจจาระนุ่มหรือเหลว ถ่ายง่ายขึ้น ความรู้อันนี้ใช้กับพลาสติกที่เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารเครื่องดื่มด้วย คือคนไปกลัวกันว่าหากมันละลายเข้าไปในอาหารและเครื่องดื่มแล้วจะทำให้เป็นมะเร็งบ้าง ทำให้ป่วยอย่างโน้นอย่างนี้บ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย โครงสร้างของพลาสติกทุกชนิดถ้าเราต่อยย่อยลงไปจะเป็นโมเลกุลพื้นฐานเรียกว่าโมโนเมอร์ซึ่งประกอบด้วยธาตุคาร์บอน (C) กับธาตุไฮโดรเจน (H) เท่านั้น ธาตุทั้งสองนี้เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารพืชผักทั้งหลาย ไม่มีอะไรพิศดารที่จะเป็นพิษภัยต่อร่างกาย

     ขอพูดนอกเรื่องลามไปถึงผลของพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อมหน่อยนะ ว่ามันก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรมากมายอย่างที่คนเขากลัวกัน ถ้าไม่นับว่ามันย่อยสลายช้าทำให้เกะกะลูกตา สมัยหนึ่งผมทำไร่ปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ มีน้องหัวสมัยใหม่ประเภทเอ็นจีโอ.อนุรักษ์โลกจ๋ามาช่วยงานผมด้วย เวลาเตรียมดินพอเขาเห็นพลาสติกในดินก็จะมีอาการของขึ้นจะเป็นจะตายว่าดินที่นี่เสียไปแล้ว สิ่งแวดล้อมพังไปแล้ว จบสิ้นกันแล้วชีวิตเรา ผมต้องตบหลังแล้วสอนว่าเวลาเอ็งเจอหินเจอกรวดเจอทรายในดินไม่เห็นเองร้องกระต๊ากบ้างเลย พลาสติกมันก็เหมือนก้อนหิน มันไม่ใช่อินทรียวัตถุที่ย่อยสลายง่ายก็จริง แต่มันก็เป็นของแข็งที่ทำให้โครงสร้างของดินโปร่งขึ้นและเป็นที่ให้รากต้นไม้ยึดเกาะได้ ถ้ามีแต่ของที่ย่อยสลายเร็ว แล้วรากต้นไม้จะเกาะอะไร ความกลัวพลาสติกเกินเหตุนี้บางคนเป็นมากจนกลายเป็นความกลัวทางจิตวิทยาไป อย่างเพื่อนของผมคนหนึ่งเธอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เธอเป็นโรคทนพลาสติกไม่ได้ ถ้าเห็นท่อพลาสติกสีฟ้าโผล่ที่ไหนเธอต้องเอาสีมาทาหรือเอาต้นไม้มาบัง ถ้านั่งปิ๊คนิกกันแล้วเห็นสีขาวๆอยู่ไกลโพ้นเธอจะถามว่านั่นอะไร ถ้าตอบว่าดอกไม้หรือใบไม้ก็โอเค. แต่ถ้าตอบว่าถุงพลาสติกปลิวมาเธอจะหน้าเสียหรือเกิดอาการแน่นหน้าอกขึ้นมาทันที เขียนมาถึงตอนนี้ ผมนึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งประมาณปี พ.ศ. 2545 ผมเคยตระเวนไปตามชนบททางตอนเหนือของพม่า ซึ่งทุกหนทุกแห่งเกลื่อนไปด้วยขยะพลาสติก พอผ่านไปที่วัดแห่งหนึ่ง ทั่วลานวัดที่ล้อมรอบด้วยกำแพงมีพลาสติกกองสูงประมาณหนึ่งเมตรเป็นบริเวณกว้างประมาณหนึ่งไร่ ตรงกลางลานมีเจดีย์โผล่ยอดพ้นหมู่ถุงขยะพลาสติกโด่เด่อยู่อันเดียว ถ้าเพื่อนของผมคนนั้นมาเห็นฉากนี้เข้า ผมว่าเธอต้องเกิดหัวใจหยุดเต้นและต้องปั๊มหัวใจกันแน่นอน

2.. ถามว่ากินมะขามแขกห้าปีติดต่อกันอันตรายไหม อันนี้ผมไม่ทราบครับ เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องสมุนไพร จึงตอบไม่ได้

3.      ถามว่าผลเลือดที่ให้มามีอะไรไหม ตอบว่ามีครับ อย่างน้อยก็มีสามเรื่อง คือ

3.1   Creatinine = 1.4 ผมคำนวณได้ GFR = 51 ก็แปลว่าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 แล้ว
3.2  กรดยูริกสูงแต่ไม่มีอาการโรคเก้าท์ (asymptomatic hyperuricemia)
3.3  ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง

4.  การดูแลตัวเองเพื่อแก้ปัญหาทั้งสามนี้คือ

4.1 ป้องกันไตไม่ให้เสื่อมไปมากกว่านี้ โดย

4.1.1 งดยาที่มีพิษต่อไต โดยเฉพาะยาแก้ปวดแก้อักเสบ (NSAID) เพราะยานี้ทำให้ไตพัง

4.1.2 งดการตรวจวินิจฉัยด้วยการฉีดสารทึบรังสีทุกชนิด เพราะการฉีดสารทึบรังสีเป็นการขย่มเนื้อไตให้พังเร็วที่สุด

4.1.3 อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะร่างกายขาดน้ำเป็นตัวเร่งการเสื่อมของไต ถ้าขาดน้ำมากๆไตอาจจะพังไปเลยในชั่วข้ามวัน ให้ดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 2 ลิตร ตั้งน้ำไว้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องทีวี ห้องน้ำ เลิกนิสัยดื่มน้ำจากตู้เย็น เพราะการต้องลุกเดินไปเอาน้ำจากตู้เย็นทำให้ไม่ได้ดื่มน้ำสักที

4.1.4 ควรไปหาหมอไต (nephrologist) เพื่อสืบค้นให้แน่ใจว่าไม่มีโรคไตที่แก้ไขได้แต่คุณยังไม่รู้ จะได้แก้ไขเสีย และควรพบกับนักกำหนดอาหาร (ซึ่งปกติจะอยู่หน้าห้องหมอไตนั่นแหละ) เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดอาหารให้เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เรื่องโรคไตเรื้อรังนี้สำคัญนะครับ คุณต้องใส่ใจ คนไทยทุกวันนี้ไม่ทราบว่าเพราะอะไรเป็นโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นเร็วมากจนไล่เปิดหน่วยล้างไตตามแทบไม่ทัน เหตุหนึ่งก็เพราะเป็นแล้วไม่รู้ว่าเป็น จึงปล่อยตัวเองให้เป็นมากขึ้นจนต้องล้างไต

4.2. ในประเด็นกรดยูริกสูงนั้น ยังไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษา เพราะยังไม่มีอาการ สิ่งที่พึงทำคือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิวรีนมาก เช่น ตับ ไต ปลาซาร์ดีน ไก่งวง ส่วนอาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง เช่น หน่อไม้ฝรั่ง เนื้อวัว เนื้อไก่ ปู เป็ด ถั่ว เห็น กุ้ง หมู นั้นก็ควรทานแต่พอควร ส่วนอาหารที่มีสารพิวรีนน้อยเช่น ผลไม้ ธัญพืช ไข่ นม มะเขือเทศ ผักใบเขียวนั้น ทานได้ไม่จำกัด 

4.3 ในประเด็นไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงนั้น วิธีจัดการคือ

4.3.1 ลดอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะน้ำตาลลง แต่ไม่ใช่ลดลงเหี้ยนแบบ No carb นะ เพราะคนเป็นโรคไตต้องจัดสัดส่วนอาหารคาร์โบไฮเดรตให้พอดีไม่มากจนไตรกลีเซอไรด์สูง แต่ก็ไม่น้อยจนร่างกายต้องไปเอาโปรตีนมาเผาผลาญทำพลังงาน เพราะเศษซากจากการเผาผลาญโปรตีนจะเป็นภาระให้ไตต้องทำงานหนักในการขับทิ้ง ทำให้ไตยิ่งเสื่อมเร็ว

4.3.2 ออกกำลังกาย การเดินเร็วหรือวิ่งจ๊อกกิ้งนั้นเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งทำอยู่ก็ดีแล้ว แต่ควรจะเพิ่มการออกกำลังกายแบบเล่นกล้าม (strength training) เพื่อให้มีกล้ามเนื้อไว้เป็นโรงงานเผาผลาญไตรกลีเซอไรด์ส่วนเกิน การเล่นกล้ามทำอย่างไรรู้สึกผมจะเขียนไปแล้วหลายครั้ง คุณย้อนอ่านดูในบล๊อกนี้ก็แล้วกัน
4.2.3 ทานปลาแยะๆ หรือทานน้ำมันปลาอัดเม็ด เพราะน้ำมันปลา ลดไตรกลีเซอไรด์ได้
4.2.4 ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ ให้เลิก เพราะแอลกอฮอล์มีคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอรไรด์ในร่างกาย นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังเป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายใช้ผลิตกรดยูริกอีกด้วย

5. เรื่องที่ว่าติดต่อกับผมผ่านทาง blog หรือ fb ไม่ได้นั้น เป็นเพราะผมไม่ได้ใช้ช่องทางนั้นเป็นช่องทางติดต่อครับ การติดต่อผมต้องผ่านทางอีแมวนี่แหละดีแล้ว ส่วนที่ว่าความรู้คอมพิวเตอร์น้อยทำอะไรไม่ถูกก็ดูจะไม่จริงนะครับ คุณอายุระดับ 60+ แล้วยังพิมพ์อีแมวละเอียดยาวเหยียดส่งมาได้นี่ก็เจ๋งมากแล้วครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์