18 กรกฎาคม 2555

พ่อแม่รังแกฉัน และ Me Generation

สวัสดีค่ะคุณหมอ สันต์ ใจยอดศิลป์,
 
      
หนูชื่อ เอ๊ะ (ผมเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อสมมุติ)  นะคะ หนู มีปัญหาเกี่ยวกับความคิดของตัวหนูค่ะ แล้วมันส่งผลกระทบกับงาน คือหนูทำงานไม่ได้สักทีค่ะ 
      
ตอนนี้หนูอายุ 24 ค่ะ จบมาได้ประมาณ 1 ปี หนูจบการจัดการโลจิสติกส์ พอเรียนจบหนูก็ได้โอกาสทำงานที่บริษัทสายเรือแห่งหนึ่งค่ะ ช่วงแรก (1เดือนแรก) หนูก็เรียนรู้งานไปเรื่อยๆแต่พอเริ่มเข้าเดือนที่ 2,3 หนูก็รู้สึกไม่ชอบงาน ไม่อยากทำ พอเริ่มไม่มีใจ ก็เครียดจนร้องไห้ทุกเช้า ตั้งแต่ตอนตื่นนอน จนถึงที่ทำงาน บางวันเครียดมากขนาดทำงานไปร้องไห้ไป  หนูพยายามคิดว่าหนูเครียดเพราะอะไร พยายามห้ามคิด คิดว่าต้องอยู่ให้ได้ คนอื่นก็มีปัญหาเหมือนกัน อีกใจก็คิดแย้งว่าทำไมต้องทนอยู่กับงานที่ไม่ชอบ ทำไปยิ่งกดดัน ทำลายสุขภาพทั้งใจและกาย หนูคิดแทนคนอื่นไปเรื่อยว่าเค้าต้องคิดแบบนั้นแบบนี้ ช่วงหนักที่สุดคือ 2 อาทิตย์สุดท้ายก่อนออก หนูเครียดมาก ถึงขนาดคิดอยากให้ตัวเองตายๆไป ไม่ได้คิดทำร้ายตัวเอง แต่ก็อยากตายๆไปซะ หนูกลัวความคิดตัวเอง หนูเลยตัดสินใจเข้าพบจิตแพทย์ ซึ่งก็ได้ยามาทาน หนูคิดว่าทันช่วยหนูได้แค่แป๊บเดียว หนูก็เครียดมากอยู่เหมือนเดิม สุดท้ายหนูก็ลาออกมา  
      
หลังจากนั้น ไม่ได้สมัครงานที่ไหนต่อเพราะจิตใจยังไม่พร้อม หนูไปพักอยู่บ้านน้าซึ่งเปิดร้านถ่ายเอกสารอยู่ ก็ช่วยงานเค้าไปวันๆ สลับกับกลับไปอยู่ที่บ้าน หนูว่างงานอยู่ประมาณ 5-6 เดือน ก็ตัดสินใจสมัครงานอีกครั้ง จากคำพูดกดดันของคนรอบข้าง ระหว่างรองานก็เข้ามาอยู่ในกทม.กับพี่สาว ทำงาน Part Time ที่ร้าน Secret Recipe ไปด้วย เพราะชอบพวกร้านกาแฟ ขนม มีความฝันอยากมีร้านของตัวเองในอนาคต ถ้าได้ทำงานก็จะมีความรู้เอาไปใช้บริหารร้านในอนาคตได้ ตอนทำงานที่ร้านฯสนุกมาก ได้ทั้งเสิร์ฟ รับออร์เดอร์ คีย์ออเดอร์ คิดเงิน ตัดเค้ก เครื่องดื่ม และงานอื่นๆในร้าน งานเหนื่อยกายแต่สนุกใจค่ะ เพื่อนร่วมงานน่ารักมากๆทุกคน สนิทกับทุกคนในร้าน เหมือนบ้านหลังที่สองในกรุงเทพของหนู พอทำได้สัก 2 เดือน ก็มีคนรู้จักของพี่ให้โอกาสเราเข้าไปลองทำงานอื่น ซึ่งก็เกี่ยวกับโลจิสติกส์ค่ะ ดำเนินการส่งออก จากการเรื่องเอกสาร ติดต่อประสานงานสายเรือ ตัดสินใจลาออกจากที่ร้านฯ ไปทำงานที่มหาชัย จองหอ มัดจำ ซื้อตู้เย็น เครื่องใช้อะไรหลายแหล่ หมดเงินไปหลายหมื่น สุดท้ายก หนูเข้าไปทำได้แค่ 4 วัน ร้องไห้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ตื่นแต่เช้าก็จิตใจหมองหม่น ไปทำงานด้วยใจลอยๆค่ะ กลางวันกินข้าวคนเดียวก็ร้อง เย็นเดินกลับห้องก็ร้องอีก รู้สึกไม่ดีกับตัวเองมากๆ 
      
ทุกครั้งที่เอ๊ะรู้สึกไม่ค่อยดี เอ๊ะจะโทรคุยกับเพื่อนหรือพ่อแม่ มันเหมือนยิ่งทำให้เป็นมากขึ้น อารมณ์ขุ่นมัวมากขึ้น ทั้งๆที่ก็รู้ผล แต่ก็ยังต้องโทรทุกทีค่ะ ไม่ได้พูดหรือ คุย กับใคร มันรู้สึกอั้นในใจ เหมือนจะอ้วกเลยในบางที  ใจก็เต้นเร็ว สุดท้ายก็โดนปลายสายต่อว่ากลับมาว่าหนูไม่มีความอดทน เหราะแหระ ซึ่งเป็นคำที่ติดสมองหนูมาจนทุกวันนี้
      
หนูขอพี่เค้าลาออกจากงานมาเพียงแค่ 4 วัน หนูก็มาเครียดต่ออีกเพราะพ่อแม่หนูต้องลงทุนกับหนูไปเยอะเรื่องเงินที่จองมัดจำหอ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เค้ารู้สึกผิดหวังในพฤติกรรมของหนู (อันนี้หนูคิดไปเอง) หลังจากออกมาหนูไปพักกับน้าที่ร้านถ่ายเอกสารเช่นเคย  ตอนนั้นมีความคิดนึงคือที่เครียดอาจจะเพราะเหงา ว้าเหว่ ไม่มีเพื่อน เลยตัดสินใจจะอยู่ถาวรกับน้า หางานที่นั่นทำ แต่ด้วยความที่อยากอยู่ในกรุงเทพ และก็หนูกดดันจากคำพูดคนรอบข้างว่าไม่มีงาน ไม่มีเงินเดือน และหนูคิดว่าอยู่กับน้าถึงมีงานทำ เงินก็ไม่ใช่ของเรา อนาคตเราไม่แน่นอน เงินเดือนเราก็ไม่มี จะทำอะไรก็ต้องขอเงินที่บ้าน มันไม่สามารถไปพูดกับคนอื่นได้เต็มปากว่าเรามีเงิน หนูเลยสมัครงานอีกรอบ เลือกแต่ในกทม. แต่คราวนี้เลือกสมัครไปทั่ว ทั้งที่รู้ว่าไม่ชอบงานลักษณะนั้นก็สมัครไว้ก่อน เพราะคิดแต่จะต้องมีเงินเดือน มีงานทำเหมือนคนอื่นเค้าสักที แล้วบริษัทนึงด้วย shipping ก็เรียกไปสัมภาษณ์งาน แล้วรับเข้าทำงาน  หนูตัดสินใจเอางานนั้นเลย เพราะอยากได้เร็วๆ ทั้งๆที่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่างานนี้เราไม่ชอบทำ แต่ก็คิดว่าน่าจะทำๆไปได้แหละ พอได้เข้ามาทำ สุดท้ายก็เข้าสถานการณ์เดิมค่ะ 5 วัน ร้องไห้ทุกวัน หนูลาออกเหมือนเดิมค่ะ TT TT
      
หลายคนต่อว่าหนู  ว่า.."ไม่มีความอดทนเลย  ทำไมเหราะแหระแบบนี้ คนอื่นเค้ายังทนทำกันได้ทั้งๆที่ไม่ชอบ งานใช่หาง่ายๆ ไม่ทำงานแล้วไม่มีเงินใช้เอาไรกิน นี่แค่ช่วงแรก ปรับตัว ถ้าอดทนแค่นี้ไม่ได้แล้วต่อไปจะทำอะไรสำเร็จ  มันก็จะล้มเหลวไปตลอด  ฯลฯ"  ประโยคทั้งหลายเหล่าเนี๊ยะมันวนอยู่กับหนูตั้งแต่ลาออกจากงานแรก จนถึง ปัจจุบัน พยายามบอกตัวเองเสมอว่าอดทนสิ ถ้าออกเค้าก็ต้องว่าเราแบบนี้อีก เราไม่อยากไปได้ยินไม่ใช่เหรอ  แต่เหมือนยิ่งคิดยิ่งกดดันตัวเองเข้าไปอีก  ความเครียดเข้ามา ร้องไห้อีกแล้ว อารมณ์ไม่ดีใส่คนอื่นอีก แถมยังทำให้คนใกล้ตัวพาลอารมณ์ไม่ดีไปกับเราด้วย
      
หนูสมควรโดนตำหนิมากเลยจริงใช่ไหมคะคุณหมอหนูควรทำยังไงต่อไปดีคะที่ผ่านมาหนูพยายามหลายอย่าง ทั้งดูดวง พบจิตแพทย์ เข้าวัด แต่หนูก็ยังเปลี่ยนความคิดตัวเองไม่ได้  หนูไม่อยากเป็นคนแบบนี้ค่ะ หนูอยากให้พ่อแม่ พี่น้อง ของหนูสบายใจ หมดห่วงกับหนู ว่าหนูดูแลตัวเองได้ ค่ะคุณหมอ  คุณหมอเข้าใจหนูไหมคะ ช่วยหนูได้ไหม TT  
ปล.หนูเขียนยาวไปหน่อย หนูแค่อยากระบายความในใจ ขอโทษค่ะ
 
ขอบคุณมากนะคะ หนูจะรอคำแนะนำจากคุณหมอค่ะ


...........................................................

ตอบครับ

     อ่านจดหมายของคุณแล้วผมนึกถึงบทอาขยานเรื่องพ่อแม่รังแกฉัน มันเป็นบทกลอนที่พระยาอุปกิตศิลปะสารเขียนขึ้นจากเนื้อหาของงิ้ว (ละครร้อง) ที่เล่นกันอยู่ในเมืองจีนสมัยก่อน ผมเข้าใจว่าคุณคงจะเกิดไม่ทันสมัยที่เขาบังคับให้ท่องเรื่องนี้เป็นอาขยานในโรงเรียน ผมจะเล่าเรื่องย่อฉบับ “หมอสันต์” ให้ฟังนะ 
     เรื่องมีอยู่ว่ามีเศรษฐีจีนคนหนึ่งมีลูกชายคนเดียวอันเป็นที่รักราวกับกล่องดวงใจ จึงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ลูกได้ลำบาก โรงเรียนอยู่ไกลก็ไม่ต้องเดินไป แต่จ้างครูมาสอนที่บ้านเอง ลูกเรียนคนเดียวเหงาก็เกณฑ์เด็กลูกบ่าวไพร่ในบ้านมาเรียนด้วย  เด็กๆพอเข้าก๊วนกันก็ชวนกันเล่นไม่เลิก ครูก็ตีเอาบ้าง ลูกเศรษฐีไปฟ้องพ่อ พ่อก็เปลี่ยนครู เปลี่ยนครู เปลี่ยนครู อยู่ยังงี้จนลูกโตก็ยังไม่รู้หนังสือ พวกครูก็รู้กันทั่วจนไม่มีใครมาสอน จนในที่สุดได้ครูที่หวังจะเอาแต่เงินโดยไม่สนใจคุณภาพการศึกษามาสอน เอ๊ะ เรื่องนี้เกิดสมัยไหนแน่เนี่ย? (ขอโทษ ปากเสียอีกละแก) จึงอยู่กันได้ยืด แต่ลูกเศรษฐีได้ครูไม่ดีก็โตมาแบบโตวัวโตควาย พอเศรษฐีตาย ลูกเศรษฐีผลาญสมบัติเกลี้ยง พวกเพื่อนกินที่มีเป็นโขลงก็หนีหน้าหมด ต้องไปขอทานเขากินและอาศัยนอนตามศาลเจ้า วันหนึ่งไปขอทานบ้านซินแส (หมอดู) ซินแสเห็นโหงวเฮ้งแล้วรีบไล่ออกจากบ้านเลยและร้องด่าว่าเอ็งอย่ามาทำฟอร์มปลอมตัวมาแอบดูลูกสาวข้านะ เพราะโหงวเฮ้งของเอ็งมันเศรษฐีชัดๆไม่ใช่ยาจก ลูกเศรษฐีได้ฟังถึงกับร้องไห้โฮว่าที่ฉันต้องเป็นเช่นนี้เพราะ “พ่อแม่รังแกฉัน” และเล่าเรื่องจริงให้ฟังทั้งหมดและขอเมตตาอาหารจากซินแส ซินแสบอกว่าข้าไม่ให้เอ็งดอก เดี๋ยวเอ็งก็จะเอาข้าไปนินทาว่าข้ารังแกเอ็งอีก ลูกเศรษฐีฟังแล้วเก๊กซิมหันหลังจะกลับไป แต่ซินแสก็กระชากไหล่กลับมาแล้วบอกว่าเออ..ข้ารู้ ตอนนั้นเอ็งยังเด็กจึงไม่รู้สำนึกว่าได้ทำสิ่งที่จะทำให้ตัวเองฉิบหายในวันหน้า ตอนนี้ถ้าเอ็งสำนึกตัวได้ข้าจะช่วยเป็นพ่อแม่แก้ไขให้ แล้วก็ให้ลูกเศรษฐีอยู่ทำงานเป็นขี้ข้าในบ้าน ค่อยๆมอบหมายงานใหญ่ขึ้นๆจนทำมาค้าขายเองเป็นและกลายเป็นเศรษฐีด้วยตัวเองในที่สุด ในบทกลอนไม่ได้บอกว่าเขาได้อาหมวยลูกสาวคนสวยของซินแสเป็นเมียด้วยหรือเปล่า แต่ผมเดาเอาตามสไตล์งิ้วจีนแล้วว่าได้แหงๆ

     ที่เล่าให้ฟังนี่ก็เพื่อจะเข้าประเด็นว่ากระบวนการเลี้ยงลูกในเวอร์ชั่น “พ่อแม่รังแกฉัน” นี้ได้กลายมาเป็นมาตรฐานการผลิตและเลี้ยงดูลูกในยุค 30 ปีที่ผ่านมา ลูกครอกที่เป็นผลผลิตของกระบวนการนี้ในเมืองจีนเรียกกันว่า “เซี่ยวหว่าง” แปลเป็นไทยว่า “เด็กจักรพรรดิ์” คือเป็นครอกที่ภูมิคุ้มกันชีวิตต่ำ ไม่ทนมือทนตีน ทุกข์ง่าย สุขยาก และเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก ถ้าอะไรภายนอกตัวผิดเพี้ยนไปก็จะนั่งลงร้องไห้ดิ้นปั๊ดๆเพื่อให้โลกทั้งโลกเปลี่ยนทิศทางการหมุนมาหมุนรอบตัวเองให้ได้ ฝรั่งเรียกเด็กเอเซียครอกนี้ว่า “Me Generation” คำนี้สื่อความหมายได้ชัดเจนในตัวอยู่แล้วผมคงไม่ต้องแปล


     กระบวนการผลิตแบบพ่อแม่รังแกฉันนี้ทำให้ทั้งผู้ผลิตคือคุณพ่อคุณแม่และทั้งผลผลิตคือคุณลูกๆล้วนต้องพากันตบเท้าเข้าหาจิตแพทย์และล้วนพากันกลายเป็นลูกค้าหลักของยาต้านซึมเศร้าเป็นแถวๆ ไม่แน่ใจว่าบริษัทยาต้านซึมเศร้ามีส่วนผลักดันกระบวนการผลิตแบบนี้เพื่อหวังผลขายยาหรือไม่ แต่ผมคิดว่าคงจะไม่ แม้ว่าบริษัทยาจะเคยมีประวัติว่าทำเรื่องเหลือเชื่อได้ทุกอย่างแต่เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นผลงานของบริษัทยา ผมเดาเอาว่าความผิดพลาดน่าจะเริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายซึ่งมีความโกรธแค้นกับการผลิตและเลี้ยงดูในระบบ “เสื่อผื่นหมอนใบ” ที่ตัวเองได้รับมา จึงปักวิสัยทัศน์มุ่งมั่นตั้งแต่นั้นมาว่าถ้าตัวข้ามีลูกของตัวเองเมื่อไหร่ละก็ อะไรที่ขาดหายไปจากชีวิตของตัวข้าไม่ว่าจะเป็นความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่และวัสดุครุภัณฑ์ต่างๆที่ตัวข้าเคยอยากได้จะประเคนให้ลูกหมดสิ้น ทั้งหมดนี้ทำไปโดยไม่ได้คิดไกลไปถึงว่าจะเกิดผลผลิตแบบ “เซี่ยวหว่าง” ขึ้นมา กรรมก็เลยไปตกอยู่ที่เซี่ยวหว่างผู้น่าสงสารละสิครับเพราะสะเป๊กที่ใช้ผลิตตัวเองมานั้นไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด หมายถึงชีวิตจริงในโลก ดังนั้นนอกจากจะเป็นผู้รับกรรมแล้ว เซี่ยวหว่างยังมีพันธกิจต้องเป็นผู้แก้กรรมนี้ด้วย โดยต้องออกแบบระบบการผลิตใหม่ให้ดีกว่าระบบพ่อแม่รังแกฉันขึ้นมา ถ้าทำไม่สำเร็จ เซี่ยวหว่างก็ต้องรับกรรมอีกหงะ คราวนี้เป็นความทุกข์ในฐานะพ่อแม่ ถึงตอนนั้นก็ตัวใครตัวมันแล้วนะครับ เพราะผมคงตายไปแล้ว

     เอาละ พูดพล่ามเพ้อเจ้อเสียนาน มาตอบคำถามของเซี่ยวหว่าง เอ๊ย.. ไม่ใช่ ของคุณเอ๊ะดีกว่า

     1..คุณยังดีนะครับ ที่มองย้อนไปในอดีตแล้วยังพอจับสาระได้ว่าตัวเองชอบอะไร มีความฝันอะไร เซี่ยวหว่างพันธุ์แท้จะไม่มีความสามารถอันนี้ หมายความว่ามองหาให้ตาย ค้นหาให้ตาย ก็ไม่เจอว่าตัวเองชอบอะไร อยากได้อะไร สมัยผมทำงานอยู่เมืองนอก เพื่อนหมอดมยาฝรั่งคนหนึ่งมาปรับทุกข์ว่าลูกชายซึ่งจบมัธยมแล้วไม่ยอมเข้ามหาวิทยาลัย เพราะไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ขอพ่อเดินทางรอบโลกก่อนหนึ่งรอบ พ่อ (ก็คือเพื่อนผม) ก็ให้เงินไปรอบโลกหนึ่งรอบ กลับมาแล้วก็ยังไม่รู้อีกว่าตัวเองต้องการอะไร มันน่าสักป้าบไหมเนี่ย แต่ผมมาย้อนคิดอย่างเป็นธรรม จะไปตำหนิเซี่ยวหว่างก็ไม่ถูก เพราะในกระบวนการที่ผลิตเขามาเขาไม่เคยได้เรียนรู้ด้วยซ้ำว่า “ความต้องการ” คืออะไร ผมเห็นเซี่ยวหว่างบางคนอายุยี่สิบกว่าแล้ว แต่ของขวัญวันเกิดตอนอายุสิบสองขวบบางชิ้นยังไม่ได้เปิดใช้เลย เพราะทุกอย่างมากมายถูกประเคนเข้ามาในชีวิตด้วยข้อบ่งชี้อื่น ไม่ใช่ด้วยความต้องการของเซี่ยวหว่างเอง ดังนั้นในกรณีของคุณขอให้คิดว่าคุณเริ่มต้นได้เปรียบกว่าเซี่ยวหว่างคนอื่นแล้ว คือคุณพอรู้ว่าคุณชอบอะไร ต้องการอะไร

     2.. ถามว่าคุณหมอเข้าใจหนูไหมคะ ตอบว่า แหะ..แหะ ผมไม่เข้าใจหรอกครับ เพราะสมองของผมถูกโปรแกรมด้วยซอฟท์แวร์เสื่อผืนหมอนใบ ไม่ใช่ซอฟท์แวร์พ่อแม่รังแกฉัน มันจึงมี generation gap ขวางกั้นอยู่ ผมก็ได้แต่พยายามจะเข้าใจ ดังนั้นในการตอบคำถามของผมนี้ ผมสาระภาพว่าผมใช้วิธีเดาเอา คุณต้องเอาคำตอบผมไปกลั่นกรองอีกทีก่อนที่จะเอาไปใช้งานจริง

    3. ถามว่าหนูสมควรโดนตำหนิมากเลยจริงใช่ไหมคะคุณหมอ? ตอบว่าไม่หรอกครับ จะเล่าอะไรให้ฟังนะ สองวันก่อนผมไปบ้านพักบนเขาที่มวกเหล็กคนเดียว ความที่ต้องรีบไปขุดดินฟันหญ้าจึงเอาหุ่นยนต์กวาดพื้นที่เมียซื้อทิ้งไว้ให้มาติดเครื่องให้มันทำงานแทนผม พอตกบ่ายผมกลับเข้าบ้านมาไม่ได้ยินเสียงหุ่นยนต์ก็เอะใจ ว่าเอ๊ะ เจ้าหุ่นกระป๋องหนีงานไปงีบหลับอยู่ที่ไหน หาอยู่ตั้งนานทั้งใต้เตียง ใต้ตู้ตั่งในห้องครัว ก็หาไม่เจอ แต่ในที่สุดก็ไปเจอมันนอนหลับเค้งเก้งอยู่ในห้องน้ำ ตัวงี้เปียกซกเชียว ผมอุ้มมันออกมาเช็ดแล้วติดเครื่องให้มันทำงานใหม่ ซึ่งมันก็ทำแต่โดยดี ผมควรจะตำหนิมันไหมที่มันหนีไปหลับในห้องน้ำ แล้วไม่ยอมทำงาน ไม่หรอกครับ เพราะมันทำงานในที่เปียกไม่เป็น เพราะมันไม่เคยถูกออกแบบหรือสอนมาให้ทำ คุณก็เหมือนกัน คุณถูกสอนมาในโลกเทียมแบบหนึ่ง แต่โลกการทำงานมันเป็นโลกจริงซึ่งเป็นอีกแบบหนึ่ง จะไปตำหนิคุณได้อย่างไร

     4. คำพูดที่ว่า “..หนูไม่อยากเป็นคนแบบนี้ค่ะ หนูอยากให้พ่อแม่ พี่น้อง ของหนูสบายใจ หมดห่วงกับหนู ว่าหนูดูแลตัวเองได้..” นี่เป็นเอกลักษณ์ประจำพันธุ์ของเซี่ยวหว่าง คือความทุกข์ของเซี่ยวหว่างส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป เป็นความทุกข์ที่เกิดจากการแบกรับความคาดหวังของพ่อแม่ ความทุกข์อันนี้หากไม่รู้จักคลี่คลายให้ดี จะนำไปสู่ความรู้สึกผิด (guilt) และความรู้สึกสองฝักสองฝ่ายคืออยากจะทำอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่กล้าทำ (ambivalance) ซึ่งสองความรู้สึกนี้ ในทางการแพทย์ถือว่าเป็นปฐมเหตุที่ทำให้คนดีๆกลายเป็นคนบ้าได้ การจะถอดสลักเชื้อบ้านี้ เซี่ยวหว่างจะต้องเปิดช่องทางสื่อสารแบบใจถึงใจกับพ่อแม่ของตนให้ได้ก่อน เพื่อให้พ่อแม่ได้มีโอกาสเปิดเผยความรู้สึกของท่านว่าท่านเป็นห่วงเป็นใย และให้ตัวเซี่ยวหว่างเองได้มีโอกาสบอกกับพ่อแม่ว่าตัวเองต้องการอะไร อยากทำอะไร อยากลองอะไร อยากเรียนอยากรู้อะไร ทำไมต้องทำอย่างนั้น บนพื้นฐานของความรักที่มีต่อกัน การแชร์ความรู้สึกนี้จะลดความทุกข์ของทั้งสองฝ่ายลงได้ และจะทำให้ความรู้สึกผิดและความรู้สึกสองฝักสองฝ่ายในใจตัวเซี่ยวหว่างเองลดน้อยลง     
     5. ถามว่าหนูควรทำยังไงต่อไปดีคะตอบว่าถ้าผมเป็นคุณ ผมจะทำไปทีละขั้นดังนี้คือ
     5.1 ผมจะจัดการความเครียดของตัวเองก่อน โดยการถอยกลับไปตั้งหลักที่ confort zone อันหมายถึงจุดที่ตัวเราคิดว่าเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ซึ่งก็คือการกลับไปสิงอยู่กับพี่สาวแล้วไปทำงาน Part Time ที่ร้าน Secret Recipe ให้สุขภาพจิตของตัวเองกลับมามีพลังอย่างปกติก่อน
     5.2 จากนั้นจึงค่อยๆเรียนรู้โลกของความเป็นจริงด้วยตัวเอง ว่าการจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เราต้องทำอะไรบ้าง แน่นอนเราจะต้องไม่แบมือขอเงินพ่อแม่ ไม่จองหองไปผ่อนสมบัติบ้าซึ่งไม่คุ้มค่าเงินที่หาได้ด้วยความลำบาก เป็นต้น ทำอย่างนี้จนเรามั่นใจว่าเราอยู่ได้ในโลกจริงๆด้วยตัวเราเอง จะอยู่ในฐานะคนงานต่ำต้อยด้อยศักดิ์อะไรนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
     5.3 เมื่อตัวเราอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว จึงค่อยเปิดช่องทางสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่ เปิดเผยด้านบวกของเราให้ท่านเห็นว่าเรามีความสุขในชีวิต เราดูแลตัวเองได้ และรับฟังว่าท่านอยากแนะนำอะไรเราบ้าง ฟังเฉยๆ ฟังอย่างเข้าใจ ฟังแล้วรับปากแบบผู้ใหญ่ว่าจะเก็บมาคิด อย่าฟังแบบตั้งท่าจะเถียง
     5.4 จากนั้นจึงค่อยคิดอ่านถึงความฝันในชีวิต ว่าเราจะไล่ตามฝันนั้นเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไร ด้วยตัวของเราเอง โดยเสาะหาการสนับสนุนจากกัลยาณมิตรในจังหวะอันควร ไม่ต้องไปแคร์ว่าฝันนั้นมันเกี่ยวกับปริญญาที่เราเรียนจบมาหรือไม่ เพราะมันเป็นคนละเรื่องกันแล้วตอนนี้ เก็บปริญญาซุกลิ้นชักซะ แล้วควักเอาจิตวิญญาณที่แท้จริงของตัวเองออกมานำทางชีวิต เดินตามความใฝ่ฝันของเราไปอย่างกล้าหาญ จะสำเร็จไม่สำเร็จไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเดินไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ แบบว่า


      ".. Climb every mountain,
      Ford every stream, 
     Follow every rainbow, 
     Till you find your dream.


    ... ปีนเขามันทุกลูก
     ข้ามห้วยทุกละหาน
     ปีนรุ้งมันทุกอัน
     จนฝันนั้นเป็นจริง.."


     5.5 ในเรื่องการจัดการกับอารมณ์เศร้าและนิสัยนางเอกลิเกชอบนั่งร้องไห้เป็นเผาเต่านั้น ให้อ่านบทความของผมที่เขียนตอบคนไข้คนหนึ่งในบล็อกนี้เมื่อ 25 มิย. 55 เรื่อง “ dysthymia ความเศร้าเรื้อรัง” 
http://visitdrsant.blogspot.com/2012/06/dysthymia.html ) คุณเปิดอ่านดูแล้วหยิบเอาเนื้อหาสาระในนั้นไปใช้ได้  

     โชคดีนะครับ.. เซี่ยวหว่าง


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์