18 กรกฎาคม 2555

หลอดเลือดหัวใจตีบเส้นเดียวจะอยู่ได้อีกกี่ปี


เรียน อาจารย์หมอที่นับถือ
ผมชอบอ่านบล็อกของคุณหมอมากครับ ได้ทั้งความรู้และแง่คิดดีดีในการดำเนินชีวิต แต่ยังไม่ตรงกับตัวผมทีเดียว เลยอยากขอรบกวนถามคุณหมอดังนี้ครับ

ผมไปตรวจสุขภาพประจำปีพบว่า คลื่นหัวใจผิดปกติ เขาเลยให้้ไปวิ่งสายพานและก็พบว่าผิดปกติเช่นกัน (ครบ 9 นาที)
ผมเลยไปที่ รพ... ทำ CT scan ได้รายงานผลมาว่า
"CAC = 38.4 Mild identifiable plaque is detected"
" LAD: Focal mild to moderate stenosis at LAD ostium from calcified plaque (about 30-40% stenosis). Mild irregularity without obvious stenosis of the rest of LCX and OMs."
หมอบอกว่ามันตันที่ขั้วหลอดเลือดน่าจะดูละเอียดมากขึ้น เลยให้ไป ฉีดสีเพิ่ม ได้รายงานมาว่า
" LAD: Minimal calcified at ostial of LAD with 20-30% focal stenosis"
Conclusion: Non significant CAD

ปัจจุบันผมเลยต้องกินยา BABY Aspirin 81 mg และ Crestor 10 mg อย่างละ 1 เม็ดต่อเนื่องทุกวัน
ล่าสุดตรวจเลือดพบว่า Cholesteral 149 mg,Triglyceride 93 mg, HDL 47 mg, LDL 74 mg, SGOT 24 และ SGPT 68 units
(ค่า SGPT ย้อนหลังwxทุก 2-3 เดือนเป็นดังนี้ 74, 44, 41,78, 62, 68)

หมอบอกว่า SGPT สูงไม่ทราบว่าเกิดจากยา หรือ เป็นไขมันในตับ (ตรวจอุตราซาร์วผลมาว่า : Slight increase liver parenchymatous echo possibly mild fatty liver)
ตรวจไวรัสตับ B และ C แล้วไม่พบ

ผมจึงอยากถามเป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ
1 ผมสามารถทำให้หลอดเลือดที่ตีบอยู่ หายได้ไหม ทำได้อย่างไร
2 กินยาทั้งสองตัวนี้นาน ๆ ไปจะมีผลต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง นานเท่าไหรเห็นปัญหา
3 โรคจะพัฒนาไปอีกนานแค่ไหน นานกีปี จึงต้องทำ บอลลูน หรือ บายพาส
ผมอายุ 45 ปี คนส่วนใหญ่ที่เป็นแบบนี้  อายุประมาณเท่าไหร จะเสียชีวิต (อยากวางแผนให้ดีก่อน)
ถ้าจะลดค่า SGPT ทำได้อย่างไร ถ้างดยาหัวใจไปสัก 1 เดือนเพื่อดูว่ามาจากยาหรือไม่ จะมีผลต่อโรคหัวใจไหม
6 เราสามารถลดไขมันสะสมในตับ ได้ไหมครับ ทำอย่างไร
7 ผมค่อนข้างอ้วน สูง 160 cm นน 70 kg หาทางลด ยากมาก ๆ พยายามมาหลายปีแล้วโดยวิ่ง สกายวอกเกอร์ วัน/สัปดาห์ 30 นาที มีวิธีด่วนกว่าออกกำลังกาย ไหมครับ
ผมเครียดและไม่มีความสุขเลย กังวลเรื่องนี้ หมอให้กินยา Deanxit ก็ไม่เห็นได้ผลอะไร (กินวันละ 1 เม็ด)

รอคำตอบคุณหมอ คงทำให้ผมกระจ่างและอยู่กับความโชคร้ายนี้ได้ดีต่อไป ครับ
ขอขอบพระคุณ คุณหมอล่วงหน้านะครับ
คนหัวใจเสื่อม

……………………………………………………
ตอบครับ

     1.. นามแฝงของคุณลิเกเป็นบ้า (ขอโทษ ปากอยู่ไม่สุขอีกละ)

     2.. CAC ย่อมาจาก Coronary artery calcium แปลว่าแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจ ตัวเลขนั้นเป็นคะแนนรวมสำหรับเทียบกับค่าปกติ ซึ่งวงการแพทย์เรียกว่า Agatston score การแปลความคะแนนนี้มีสองวิธี คือ
     2.1 ใช้ตัวคะแนนลุ่นๆ โดยถือว่าจะเป็นโรคอย่างมีนัยสำคัญถ้าคะแนนเกิน 400 ของคุณได้คะแนนแค่ 38.4 ก็แปลความได้ง่ายๆว่าไม่ได้เป็นโรคอย่างมีนัยสำคัญ
     2.2 ใช้คะแนนเปอร์เซ็นไตล์ (P) ซึ่งหมายความว่าถ้าเอาคนอายุเดียวกันเพศเดียวกันมาเข้าแถวเรียงตั้งแต่คนเป็นโรคมากสุด (P100) ไปจนถึงคนเป็นโรคน้อยที่สุด (P0) เราจะอยู่ที่ไหน โดยให้นัยสำคัญที่ถ้า P สูงกว่า 75 (หมายความว่ามีคนเป็นโรคมากกว่าเรา 25 คน) คุณไม่ได้บอกคะแนนเปอร์เซ็นไตล์มาด้วย ผมจึงไม่สามารถแปลผลด้วยวิธีนี้ให้ได้

     3. การตรวจคอมพิวเตอร์หัวใจที่คุณทำไปนั้นเรียกว่า Coronary CT Angiogram เขียนย่อว่า CTA ผมจะแปลผลให้ฟังดังนี้
     3.1  LAD: Focal mild to moderate stenosis at LAD ostium from calcified plaque (about 30-40% stenosis). แปลว่าหลอดเลือดข้างซ้ายที่วิ่งหน้าหัวใจ (left anterior descending) มีรอยตีบที่โคน 30-40% ซึ่งถือว่าไม่มีน้ยสำคัญ เพราะการแปลผลรอยตีบในสองระนาบ (two dimension) จะถือว่ามีนัยสำคัญถ้าตีบมากว่า 50% ขึ้นไป ซึ่งเทียบเท่ากับรอยตีบในสามระนาบ (three dimension) 75% งงแมะ ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าของคุณมีรอยตีบที่ไม่มีนัยสำคัญก็แล้วกัน
     3.2 Mild irregularity without obvious stenosis of the rest of LCX and OMs. แปลว่าหลอดเลือดข้างซ้ายแขนงที่วิ่งอ้อมไปด้านหลัง (left circumflex) และหลอดเลือดข้างซ้ายแขนงที่ไปเลี้ยงมุมป้านของหัวใจ (obtuse marginal) แม้จะผิวไม่เรียบแต่ก็ไม่มีรอยตีบใดๆ
     3.3 ไม่เห็นคุณส่งรายงานหลอดเลือดข้างขวาที่เรียกว่า right coronary artery หรือ RCA มาให้ดู ผมจึงเดาเอาว่ามันคงปกติ

     4. การตรวจสวนหัวใจ เรียกว่า coronary angiography หรือ CAG รายงานผลมาเหมือนกับคอมพิวเตอร์ ต่างกันที่การประเมิน % ของการตีบซึ่งผลการสวนหัวใจ (ซึ่งแม่นยำกว่า) รายงานว่าตีบน้อยกว่า

     5. กล่าวโดยสรุป ทั้งหลายทั้งแหล่นี้สรุปได้ว่าคุณเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจในระยะเริ่มต้น

     6. ถามว่าทำให้หลอดเลือดที่ตีบอยู่ หายได้ไหม ทำได้อย่างไร ตอบว่าทำให้หายได้ครับ โดยวิธีจัดการปัจจัยเสี่ยงของโรคอย่างเข้มข้นซึ่งในกรณีของคุณทำได้สองอย่าง
      6.1 การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง (Total Lifestyle Modification – TLM) คือเปลี่ยนชีวิตแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดย  
     (1) จากการเป็นคนขี้เกียจอืดถืดนอนดูทีวีทุกวันไปเป็นคนที่มีการออกกำลังกายให้ถึงระดับมาตรฐาน กล่าวคือออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ถึงระดับหนักพอควร (หอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้) นาน 30 นาทีขึ้นไปสัปดาห์ละอย่างน้อย 5 ครั้ง บวกการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อหรือเล่นกล้ามสัปดาห์ละอย่างน้อยสองครั้ง
     (2) เปลี่ยนอาหารการกินจากการกินอาหารที่มากไปด้วยแคลอรี่เช่นคาร์โบไฮเดรตและไขมัน มาเป็นกินอาหารที่แคลอรี่ต่ำแต่มากไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ เมื่อตะกี้ผมเพิ่งสอนผู้ถามอีกคนหนึ่งไปถึงหลักโภชนาการนี้ คุณย้อนไปหาอ่านเอาได้
     (3) จัดเวลานอนหลับพักผ่อนให้พอและจัดการความเครียดให้ดี (4) เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพเช่นถ้าสูบบุหรี่อยู่ก็ให้เลิก
     6.2 ใช้ยาช่วยจัดการปัจจัยเสี่ยงถ้าจำเป็น กล่าวคือหากการทำ TLM ยังลดไขมันลงได้ไม่ถึงเป้า (LDL ต่ำกว่า 100 สำหรับคนที่เป็นโรคแล้วอย่างคุณ) หรือลดความดันได้ไม่ถึงเป้า (ต่ำกว่า 130) ก็ใช้ยาช่วย

     7. ถามว่ากินยาทั้งสองตัวนี้ (Aspirin กับ Crestor) นาน ๆ ไปจะมีผลต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง ตอบว่า Aspirin มีผลเสียคือทำให้ปวดท้องเลือดออกในทางเดินอาหารได้ ซึ่งหากเคราะห์หามยามร้ายก็ตายได้ ส่วน Crestor นั้นมีพิษต่อตับและกล้ามเนื้อ โดยเรื่องที่ซีเรียสที่สุดคือมันมีโอกาสหนึ่งในสามพันที่จะทำให้กล้ามเนื้อสลายตัว (rhabdomyolysis) ซึ่งหากวินิจฉัยไม่ได้รักษาไม่ทันก็ตายได้เช่นกัน

     8. ถามว่านานเท่าไหร่จึงจะเห็นพิษของยา ตอบว่าไม่มีใครทราบหรอกครับ พระเจ้ายังไม่ทราบเลย แต่หมอดูอาจจะทราบก็ได้นะ เพราะมันขึ้นอยู่กับดวง หมายถึงปัจจัยเอื้อต่อการเกิดพิษของยาซึ่งแตกต่างกันไปในร่างกายของแต่ละคน

     9. ถามว่าโรคจะพัฒนาไปอีกนานแค่ไหน นานกีปี จึงต้องทำ บอลลูน หรือ บายพาส ตอนนี้อายุ 45 ปี คนส่วนใหญ่ที่เป็นแบบนี้  อายุประมาณเท่าไร จะเสียชีวิต อยากวางแผนให้ดีก่อน นั่น วางแผนกันนานขนาดนั้นเลยนะ ตอบว่า กรณีของคุณนี้เป็นโรคที่หลอดเลือดเส้นเดียว (single vessel disease) ข้อมูลเก่าจากงานวิจัย CASS พบว่าการมีอายุขัยเฉลี่ยของคนไข้กลุ่มนี้ใกล้เคียงกับคนปกติ ดังนั้นหากผมจะตอบว่าหากคุณทำตัวดีจะมีอายุยืนเท่าคนปกติ ไม่ต้องทำบอลลูน ไม่ต้องทำบายพาสเลย ก็ไม่ผิดความจริงครับ แต่ถ้าคุณทำตัวไม่ดี ก็หัวใจของใครของมันละครับ

     10. ถามว่าค่าเอ็นไซม์ของตับ (SGPT) สูงเพราะอะไรกันแน่ ตอบว่าเป็นได้สามกรณี คือ (1) ตับอักเสบจากไขมันแทรก (2) พิษของยาลดไขมัน (3) ข้อหนึ่งและข้อสองรวมกัน นี่ผมตอบแบบนักศึกษาแพทย์ทำข้อสอบเลยนะเนี่ย

     11. ถามว่าถ้าจะลดค่า SGPT จะทำได้อย่างไร ถ้างดยาหัวใจไปสัก 1 เดือนเพื่อดูว่ามาจากยาหรือไม่ จะมีผลต่อโรคหัวใจไหม ตอบว่าไม่จำเป็นต้องไปงดยาลดไขมัน แต่ให้ใช้วิธียิงนกทีเดียวได้สองตัว คือปรับวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิงจริงจังจนร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าที่กินเข้าไป ถึงจุดนั้นร่างกายก็จะเอาไขมันที่แทรกในตับออกมาใช้ ตับก็จะดีขึ้น และระดับ LDL ก็จะต่ำลง จนไม่ต้องใช้ยาลดไขมันอีกต่อไป

    12. ถามว่าเป็นคนค่อนข้างอ้วน ลดไม่ได้ มีวิธีด่วนกว่าออกกำลังกายไหม ตอบว่ามีครับ เอาไหมกระสอบเย็บปากไว้ไง แหะ..แหะ พูดเล่นนะครับ มันดึกแล้วชักง่วงหนะ การลดน้ำหนักเป็นเรื่องลึกซึ้ง ผมเขียนตอบไว้ในบล็อกนี้แล้วหลายครั้งหลายหน ผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไรบ้าง คุณหาอ่านเอาเองก็แล้วกัน เอาไว้ผมเกษียณแล้วจะเปิดแค้มป์ แบบ Fat Camp เพื่อรับจ้างอัดคนอ้วนโดยเฉพาะ ถึงตอนนั้นถ้าคุณยังไม่ผอมก็มาสมัครได้

    13. ถามว่าเครียด กังวล และไม่มีความสุขเลย กินยาก็ไม่เห็นผล ทำไงดี ตอบว่าถ้าอยากมีความสุข ก็มีเสียสิครับ ปล๊าว ไม่ได้ตีรวน นี่ไม่ใช่คำของผมเองนะ เป็นขี้ปากของฝรั่งผมจำไม่ได้ว่าใคร เขาพูดว่า

      If you want to be happy. Be!”

ความหมายของเขาก็คือว่าความสุขหรือความทุกข์เป็นกิจกรรมของจิตใจของเรา ซึ่งเราเป็นคนคิดเองทั้งสิ้น พูดให้ลึกซึ้งขึ้นอีกหน่อยก็คือสุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราสนองตอบ (ด้วยการคิด) ต่อสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นเราในแต่ละคราว ถ้าเราสนองตอบเชิงสร้างสรรค์ ก็จะสุข ถ้าเราเผลอสนองตอบเชิงลบก็จะทุกข์ การสนองตอบต่อสิ่งเร้าเป็นเขตอำนาจของเรา เรามีอำนาจควบคุมบังคับได้ถ้าเรามีสติ ดังนั้นถ้าอยากมีความสุข ก็หมั่นฝึกสติเข้านะครับ
   
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

……………………………………………………