27 พฤษภาคม 2555

ท้องผูกและไม่อยากทานแคลเซียม แต่...



 เรียนอาจารย์หมอสันต์
ดิฉันอายุ 62 ปี เป็นกระดูกบาง (osteoporosis) หมอจะให้ฉีดยารักษากระดูกบางดิฉันไม่ฉีดเพราะกลัวพิษของยา หมอให้ทานแคลเซียมเม็ด 600 มก.วันละ 2 เม็ด ดิฉันทานแล้วท้องผูกมาก มั่ก มั่ก ทรมาทรกรรม ขอหมอว่าให้หยุดแคลเซียมแต่หมอไม่ยอมหยุด เพียงแต่ให้ยาระบายมาเพิ่ม ซึ่งก็ได้ผลเฉพาะช่วงทานยาระบาย เมื่อเล่าให้เพื่อนซึ่งเป็นหมออยู่ที่อเมริกาฟังเธอบอกว่าให้หยุดทานแคลเซียมเพราะจะทำให้เป็นโรคหัวใจมากขึ้นไม่คุ้มกัน ดิฉันตกใจหมดเลย แม้เขาจะเป็นเพื่อนก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ลองเสิร์ชเนทดูก็ไม่พบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงอยากถามคุณหมอว่าจริงหรือไม่ที่ยาเม็ดแคลเซียมทำให้เป็นโรคหัวใจมากขึ้น ดิฉันมีไขมันในเลือดสูงและความดันสูงอยู่แล้ว ต้องหยุดทานแคลเซียมหรือเปล่า
...........................................

ตอบครับ

เนื่องจากเวลาจำกัดเพราะเพิ่งกลับจากไร่มายังไม่หายเหนื่อยขับรถ ขอตอบในประเด็นเดียวนะคือประเด็นจริงหรือไม่ที่ว่ายาเม็ดแคลเซียมเสริมทำให้เป็นโรคหัวใจมากขึ้น ตอบว่าข้อมูลปัจจุบันนี้พอสรุปได้ว่าน่าจะจริงครับ กล่าวคือ
ไม่กี่สัปดาห์มานี้ งานวิจัยขนาดใหญ่ชื่อ (EPIC-Heidelberg) study, ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Heart ได้เอาผู้ป่วยมา 23,980 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามการกินยาเม็ดแคลเซียมเสริม คือกลุ่มหนึ่งกิน อีกกลุ่มหนึ่งไม่กินเลย ตามดูไป 11 ปี พบว่าทั้งหมดเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 354 คน แล้วตายจากเรื่องหัวใจนี้ 267 คน เมื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันของกลุ่มที่ทานแคลเซียมเสริมกับกลุ่มที่ไม่ทาน พบว่ากลุ่มที่ทานแคลเซียมเสริมมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มไม่ได้ทานแคลเซียมเสริมถึงเกือบเท่าตัว (hazard ration = 1.8)
ข้อมูลพิษภัยของแคลเซียมเสริมต่อหัวใจนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากการวิเคราะห์งานวิจัยที่มีการใช้แคลเซียมเสริมทั้งหมดที่เคยทำมาในโลกก่อนหน้านั้นกับคนประมาณ 12,000 คนด้วยวิธีเมตาอานาไลสีส ซึ่งก็พบว่าแคลเซียมเสริมทำให้มีความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้นประมาณ 20% งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) และสอดคล้องกับการขุดข้อมูลดิบของงานวิจัยสุขภาพหญิง (WHI) ซึ่งเคยทำมานานแล้ว (และเคยได้ข้อสรุปว่าแคลเซียมเสริมไม่มีผลต่อหัวใจ) ขึ้นมาดูใหม่โดยแยกปัจจัยกวนอย่างละเอียด ซึ่งก็พบว่ากลุ่มที่ทานแคลเซียมควบวิตามินดีเสริมมีอัตราเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดสูงกว่ากลุ่มทานยาหลอกประมาณ 20% เหมือนกับงานวิจัยแบบเมตาอานาไลสีสไม่ผิด ผลการวิเคราะห์ครั้งใหม่นี้ตีพิมพ์ในวารสาร BMJ เช่นกัน หมอผู้วิจัยก็ได้อธิบายว่าสาเหตุที่งานวิจัย WHI พบว่าการทานแคลเซียมไม่มีผลต่อโรคหัวใจขาดเลือดนั้นเป็นเพราะในการทำวิจัยของ WHI ไม่ได้แยกว่าใครซื้อแคลเซียมทานเองอยู่ประจำมาก่อนบ้าง คือทำแบบอยู่ๆจับมาสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเลย และเมื่อแบ่งกลุ่มแล้วกลายเป็นว่ากลุ่มที่ถูกมอบหมายให้ทานยาหลอก (แทนแคลเซียม)นั้นเป็นผู้ที่ทานแคลเซียมประจำมาก่อนถึง 54% โดยที่ในระหว่างการวิจัยคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้หยุดทานแคลเซียมเพราะแผนการวิจัยไม่ไปยุ่งอะไรกับอาหารเสริมของคนไข้ จึงทำให้ผลวิจัยเพี้ยนไป ภาษาวิจัยเรียกว่ามันมีปัจจัยกวน (confounding factor) จึงเป็นผลวิจัยที่เชื่อไม่ได้

มาถึงพ.ศ.นี้ ข้อมูลที่มีมากพอบอกได้ว่าแคลเซียมเสริมในรูปของยาเม็ด จะควบหรือไม่ควบวิตามินดีก็ตาม อาจทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้นจริง และผมขอแนะนำว่าไม่ควรทานแคลเซียมเสริมนอกเหนือไปจากอาหารที่หลากหลายครบหมู่ตามปกติ ในบางประเทศเช่นนิวซีแลนด์ก็เริ่มมีการรณรงค์ให้เลิกทานแคลเซียมเสริมกันแล้ว อันนี้ท่านต้องใช้ดุลพินิจเองนะครับว่าจะเชื่อผมหรือไม่ เพราะคำแนะนำของคุณหมอท่านอื่นนั้นผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะแนะนำให้ทานแคลเซียมเสริมกันต่อไปอีกนาน เพราะวงการแพทย์โดยรวมไม่ชอบเปลี่ยนอะไรเร็วๆ คำว่าเร็วของวงการแพทย์นี้คือเปลี่ยนในเวลา 10-20 ปีนี่ถือว่าเปลี่ยนเร็วแล้วละครับ
2. Bolland MJ, Grey A, Avenell A, et al. Calcium supplements with or without vitamin D and risk of cardiovascular events: reanalysis of the Women’s Health Initiative limited access dataset and meta-analysis. BMJ 2011; DOI: doi:10.1136/bmj.d2040. Available at: http://www.bmj.com. 
3. Bolland MJ, Avenell A, Baron JA, et al. Effect of calcium supplements on risk of myocardial infarction and cardiovascular events: Meta-analysis. BMJ 2010; 341:c3691. Abstract 
4. Abrahamsen B, Sahota O. Do calcium plus vitamin D supplements increase cardiovascular risk? BMJ 2011; doi10.1136/bmj.d2080. Available at: http://www.bmj.com.