06 มีนาคม 2555

ฮาชิโมโต้ และ Quantum และ CD16-56 และคนสึ่งตึง


เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ

มีเรื่องขอปรึกษาคุณหมอก่อนที่หนูจะต้องเสียตังค์มากๆ อีกค่ะ ขอรบกวนคุณหมอหน่อยนะคะ

หนูไปตรวจเครื่อง Quantum Xirroid มา หมอเขาเห็นผลแล้วให้หนูกลับมาตรวจ CD 56 เมื่อได้ผลแล้วหนูนำผล CD 56 ไปให้แพทย์ที่สั่งตรวจดู ท่าน comment ว่า สามีหนูต้องเป็น auto immune แน่นอน ถึงมีผล absolute count ของ CD 16+56 สูงขนาดนั้น หนูก็ตอบว่าใช่ สามีหนูเป็น ไฮโปไทรอยด์แบบฮาชิโมโต้ (สามีไม่ได้ไปด้วยและไม่เคยไป เพราะสามี แอนตี้มาก หนูก็ไม่ได้อยากไปแต่เค้าโทรมาตามผล) และท่านก็บอกว่าเป็นโรคที่น่ากลัวมากสำหรับอนาคตของสามีเพราะมันอาจจะไปทำลายอวัยะวะอื่น ท่านบอกว่าวิธีแก้โรค auto immune มีสองวิธีคือ หนึ่ง ฉีดสเต็มเซลล์(ซึ่งสามีไม่ฉีดแน่นอน) สอง กินเห็นซางหวง ราคา 130,000 บาท หนูฟังแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจด้วยความเป็นห่วงสามี ขอเรียนถามคุณหมอเกี่ยวกับการเป็นไทรอยด์แบบฮาชิโมโต้เพิ่มเติมนะคะ
1. การเป็นภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองแบบฮาชิโมโต้นี้ในอนาคตจะมีความเสี่ยงที่ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองจะไปส่งผลที่อวัยวะอื่นหรือไม่คะมีความเสี่ยงที่จะเป็นSLE มากกว่าปกติมั๊ย
2. เนื่องจากค่าanti TPO ของสามีสูงมากๆ จะมีวิธีการใดที่จะทำให้ค่านี้ลดลงหรือไม่ (นอกจากการกินผักผลไม้5servings ออกกำลังกาย 5 วันต่อสัปดาห์ซึ่งทำอยู่แล้ว ). มีข้อควรระวังมั๊ย หรือ
3. มีนัยว่าในอนาคตจะเป็นโรคอะไรหรือไม่ คุณหมอท่านนี้ แจ้งว่า มีคนไข้ของท่านที่เป็นฮาชิโมโต้ ต่อมาเป็นมะเร็ง ประมาณว่าพูดให้หนูกลัว
4. ขอคำแนะนำโดยทั่วไปสำหรับคนที่เป็น auto immune ที่ควรปฎิบัติค่ะ
5. ที่จริงแล้ว หนูมีแผนที่จะตั้งครรภ์อีกครั้ง ไม่ทราบว่า จากสภาพสุขภาพสามี (ไขมันสูง ไฮโปไทยรอยด์ auto immune) จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กหรือไม่
6. เห็ดซางหวงช่วยเรื่อง auto immune ได้จริงหรือไม่ (หนูพอจะเดาคำตอบได้ แต่ขอคอนเฟิร์มค่ะ)

ขอบพระคุณคุณหมออย่างสูง (อย่าดุหนูนะคะ ว่าคำถามไร้สาระ หนูเป็นห่วงสามีหนูค่ะ สามีดีๆแบบนี้หายากค่ะ)

(.............)
Sent from my iPad

…………………………………………………………..

ตอบครับ

อ่านจดหมายคุณแล้วผมเผลอร้องเพลงนี้ออกมาหงิง หงิง โดยอัตโนมัติ

      “....เขาว่าตัวอ้าย  เป็นคนสึ่งตึง
มีสองสลึง  ปายแหมซาวห้า
คิดฮอดเป็นดี  ใคร่หุย
กินยาหมูตุ้ย  ตะวา
เปิ้นจุ๊อ้ายว่า  มีวิตามิน...”

ถ้าคุณไม่ใช่คนเหนือ ผมจะแปลเนื้อเพลงให้นะ

     “..เขาว่าตัวพี่นี้เป็นคนโง่
มีสองสลึง แถมอีกยี่สิบห้าสะตางค์ (ก็คือมีสามสลึงหรือไม่เต็มบาทนั่นแหละ)
คิดขึ้นมาแล้ว มันหัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้
พี่เพิ่งกินยาหมูอ้วนไปเมื่อวานนี้
เพราะเขาหลอกพี่ว่ามีวิตามิน..”

     คนสึ่งตึงถูกหลอกให้กินยาหมูตุ้ย มันกึ่งน่าขำกึ่งน่าสงสาร แต่คนหลวก (คนฉลาด) และมีเงิน ถูกหลอกให้ซื้อเห็ดซางห่วยแสนกว่าบาทเนี่ย มันจะสงสารดี หรือจะ ส.น.น. กันดีเนี่ย

มาตอบคำถามคุณดีกว่า

     1.. เครื่อง Quantum หรือ Xrroid หรือ QCXI สำหรับทั้งคุณท่านที่เขียนจดหมายมาถามเรื่องนี้สองสามฉบับซึ่งผมไม่ได้ตอบ ขอสรุปให้ฟังตรงนี้ว่ามันคือเครื่องมือตรวจวัดไฟฟ้าที่ขอเอาเข้าไปขายในอเมริกาว่าเป็นเครื่อง bio-feedback เพื่อใช้ประกอบการฝึกการผ่อนคลายจิตใจ แต่พอเข้าไปได้แล้วก็ไปหลอกคนว่าเป็นเครื่องสร้างสมดุลของพลังชีวิต (bioenergy force) ซึ่งเป็นพลังที่หลักวิชาการแพทย์แผนปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งเหลวไหลไม่มีอยู่จริง ในการทำงานเครื่องนี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าขนาดต่ำเข้าสู่ร่างกาย แล้ววัดความต้านทานไฟฟ้าของผิวหนังแล้วรายงานกลับมายังเครื่อง ซึ่งตัวเครื่องจะเอาค่าความต้านทานนี้ไปกระตุ้นหน่วยความจำให้แสดงผลออกมาเป็นเรื่องยกเมฆร้อยแปดพันเก้าใช้ทั้งศัพท์แสงของการแพทย์ปัจจุบันและศัพท์ที่ฟังเหมือนวิทยาศาสตร์ล้ำลึกแต่เก๊ ทั้งวินิจฉัยให้เสร็จเช่นบอกว่ากำลังมีมะเร็งก่อตัวขึ้นที่นั่นที่นี่ มีสารพิษชนิดนั้นอยู่ปริมาณเท่านี้ บางทีก็สร้างความสมจริงว่าให้ไปตรวจโน่นนี่นั่นเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ พอได้ผลกลับมาแล้วก็ตีความว่าฮั่นแน่ เห็นแมะ แล้วก็หาเรื่องขายอะไรต่อมิอะไรที่วงการแพทย์ปัจจุบันไม่มีขาย เป็นการหลอกเอาเงินต่อยอดไปอีกไม่รู้จบไม่รู้สิ้น หนังสือพิมพ์ Seattle Times ได้เปิดโปงกลโกงวิธีหากินนี้เมื่อปี 2008 จน FDA ได้ถอนใบอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องนี้ในอเมริกาไปตั้งแต่บัดนั้น เรื่องราวของเครื่อง Quantum Xrroid ในอเมริกาเป็นเรื่องขายหน้าเทียบได้กับการหลอกขายน้ำมันงูในยุคอาณานิคมนั่นเทียว แต่ที่ผมเก๊กซิมมากที่สุดก็คือในเมืองไทยเรานี้คนที่เอาน้ำมันงูมาหลอกขายกลับเป็นแพทย์เสียเอง เจ้าข้าอ๊ย ผมไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่นั่งมองรูปพระราชบิดาที่บนหิ้งและคิดถึงพระดำรัสที่ว่า
     
     “...ในขณะที่ท่านประกอบกิจแพทย์ อย่านึกว่าท่านตัวคนเดียว จงนึกว่าท่านเป็นสมาชิกของ สงฆ์คณะหนึ่ง คือคณะแพทย์ ท่านทำดีหรือร้าย ได้ความเชื่อถือหรือความดูถูก เพื่อนแพทย์อื่นๆจะพลอยยินดีเจ็บร้อนอับอายด้วย...


     ผมอับอายจริงๆครับ ฮือ..ฮือ..ฮือ

อ้าว ขอโทษ ลืมตัวอีกละ กลับเข้าเรื่องดีกว่า

     2. เจ้า CD 16-56 เนี่ย คืออะไร การจะรู้จักสารตัวนี้ต้องเข้าใจระบบภูมิคุ้มกันของเราพอสังเขป คือระบบภูมิคุ้มกันของเรามีทั้งแบบรอให้ศัตรูมีอะไรมากระตุ้นก่อนจึงค่อยเวอร์ค กับภูมิคุ้มกันแบบพร้อมใช้ที่อยู่ในตัวมาตั้งแต่อ้อนแต่ออด (innate immune) ซึ่งแบบหลังนี้มีกำลังหลักคือเม็ดเลือดขาวชื่อนักฆ่าตามธรรมชาติ (natural killer หรือ NK) เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซท์ตัวโตๆที่มีหน้าที่จับเซลที่ผิดปกติในกระแสเลือดกิน เช่นเซลที่ติดเชื้อไวรัสบ้าง เซลมะเร็งบ้าง ที่ผิวของเซลพวกนี้มีโปรตีนอยู่หลายชนิดที่เราสามารถใช้วิธีการทางแล็บตรวจหาได้ รวมทั้งโปรตีน CD16-56 นี้ด้วย ซึ่งในทางการแพทย์ใช้วินิจฉัยกลุ่มโรคความบกพร่องทางพันธุกรรมที่ร่างกายผลิตเซลนักฆ่าได้น้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่ไม่ได้ใช้ค่า CD16-56 นี้ในการตรวจวินิจฉัยโรคทั่วไปรวมทั้งไม่ใช้ในการตรวจโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองด้วย เพราะมันไม่มีความจำเพาะเจาะจงอะไรและไม่มีความหมายอะไรนอกจากการบอกจำนวนเซลนักฆ่า แต่ความที่เป็นค่าแล็บที่คนรู้จักน้อย และมีตรวจกันแต่ในรพ.ขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนถ่ายไขกระดูก จึงเป็นค่าแล็บที่มีความขลังอยู่ในตัวทำให้พวกคนที่ชอบเอาของแปลกมาหลอกหากินชอบใช้เป็นเครื่องมือ

     3. โรคต่อมไทรอยด์อักเสบแบบฮาชิโมโต้ (Hashimoto's thyroiditis) คืออะไร โรคนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าโรคต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (chronic autoimmune thyroiditis) คือโรคที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายเซลต่อมไทรอยด์ของตัวเอง ทำให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไม่พอใช้กลายเป็นไฮโปไทรอยด์ ตัวต่อมโตขึ้น มีภูมิคุ้มกันทำลายต่อมไทรอยด์เช่น anti TPO, anti Tg, anti TSH ในเลือดสูง และมีเม็ดเลือดขาวแทรกเข้าไปในต่อมไทรอยด์มาก สาเหตุเชื่อว่าเป็นผลร่วมกันระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม โรคคอพอกตาโปน(Graves’ disease) ซึ่งเป็นโรคพันธุกรรมอีกโรคหนึ่งก็จัดว่าเป็นโรคพี่โรคน้องกับโรคนี้และคนไข้อาจมีอาการกลายไปกลายมาระหว่างสองโรคนี้ก็ได้ เพราะโรคฮาชิโมโต้นี้ในบางช่วงเซลต่อมไทรอยด์อาจจะแตกทำให้ฮอร์โมนไทรอยด์ถูกปล่อยพรวดพราดออกมาในกระแสเลือดมากกลายเป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ไปได้เหมือนกัน ตัวเร่งให้เกิดโรคฮาชิโมโต้นี้มีหลายอย่าง เช่น การติดเชื้อ ความเครียด การได้สะเตียรอยด์ การตั้งครรภ์ การฉายรังสี การได้รับไอโอดีนมาก เป็นต้น       

     4. ถามว่าต่อมไทรอยด์อักเสบแบบฮาชิโมโต้ มีความสัมพันธ์กับโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันไหม ตอบว่ามีความสัมพันธ์แต่เป็นความสัมพันธ์ในระดับที่น้อยมาก เฉพาะสำหรับ SLE นั้นไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนเลย


     5. การขู่ว่าจะเป็นมะเร็งเพื่อจะได้อาศัยความกลัวของเรา ขายสินค้างี่เง่าต่างๆให้เราได้ง่ายขึ้น อันนี้เป็นวิธีหากินที่ทำกันอยู่ทั่วไป ขอโทษนะ วงการแพทย์เองบางทีก็เผลอใช้วิธีนี้กับเขาเหมือนกัน ความเป็นจริงก็คือว่าทุกคนก็มีโอกาสเป็นมะเร็งทั้งนั้น เพราะทุกคนล้วนสัมผัสกับเหตุที่จะทำให้เป็นมะเร็งกันอยู่ทั้งสิ้น บรรทัดแรกของบทเรื่องมะเร็งในตำราพยาธิวิทยาของแพทย์เขียนไว้ว่า

We are swimming in the sea of carcinogen
แปลว่า “เราทั้งหลายต่างกำลังว่ายวนอยู่ในทะเลของสารก่อมะเร็ง”

     การขู่ให้เรากลัวมะเร็ง ก็เหมือนกับการขู่ให้เรากลัวตาย คนโง่จะกลัวตาย ความกลัวจะบดบังดุลพินิจที่ดีจนตกเป็นเหยื่อของผู้ขู่ คนฉลาดไม่กลัวตายเพราะรู้ว่าทุกคนอย่างไรเสียก็จะต้องตายเหมือนกันหมด เมื่อไม่กลัว สมองก็จะปลอดโปร่งและใช้ดุลพินิจแยกแยะได้ง่ายขึ้นว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง
     อันที่จริงเซลที่มีรูปร่างพิกลหรือมีการกลายพันธ์หรือแบ่งตัวแบบเซลมะเร็งนั้น ก็เกิดขึ้นในร่างกายของเราทุกคนประปราย เพียงแต่ว่ามันถูกเม็ดเลือดขาวนักฆ่าที่ลาดตระเวนอยู่ทั่วร่างกายจับกินหมด ดังนั้นคนที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดี ก็จะไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นมะเร็ง
     ประเด็นมะเร็งของต่อมไทรอยด์ ผู้ชายเอเซียมีโอกาสเป็นมะเร็งของต่อมไทรอยด์ 0.5 คนต่อ 100,000 คน งานวิจัยเปรียบเทียบที่เกาหลีพบว่าคนเป็นต่อมไทรอยด์อักเสบแบบฮาชิโมโต้มีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์มากกว่าคนทั่วไปสามเท่า นั่นหมายความว่าผู้ชายเอเชียที่เป็นฮาชิโมโต้แบบสามีคุณนี้ มีโอกาสเป็นมะเร็ง 1.5 ต่อ 100,000 หรือประมาณ 1: 66,666 คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือสามีคุณมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ 0.0015% มีศูนย์นำหน้าจุดทศนิยมนะ ถ้าคุณไม่คุ้นกับสถิติผมจะยกตัวอย่างประกอบ สมมุติว่าคุณไปซื้อเลขสามตัวใต้ดิน คุณมีโอกาสถูกโป๊ะเชะ 1 ครั้งในการซื้อหวย 1,000 ครั้ง แต่โอกาสที่สามีคุณจะเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์นี้เท่ากับโอกาสที่คุณจะถูกหวยสามตัวใต้ดินรวมกัน 66 งวด ดังนั้นเพื่อดับความกังวลคุณไปซื้อหวยใต้ดินไว้ทุกงวดสิครับ ถ้าคุณถูกหวยถูกแล้วถูกอีกไปถึง 66 งวด เมื่อนั้นคุณควรกังวงเรื่องมะเร็งของสามี คุณจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนที่จะถูกหวย 66 งวดหรือครับ ผมบอกให้ก็ได้ การจะถูกหนึ่งครั้งคุณต้องซื้อทุกงวดไป 41 ปี นั่นหมายความว่าคุณต้องซื้อหวยไป 2,706 ปี โอกาสที่ต่ำขนาดนี้คนสึ่งตึง เอ๊ย..ไม่ใช่ คนหลวกเขาจะมานั่งกังวลกันไหมครับ ดังนั้นคุณอย่าไปตกกระไดตามคำขู่ของเขาเลย

      6. ถามว่าจะเอาค่า anti TPO ให้ต่ำลงอย่างไร ตอบว่าวงการแพทย์ได้เรียนรู้แล้วว่าความพยายามที่จะลดค่า anti TPO ด้วยการใช้ยากดภูมิคุ้มกันกลับทำให้อะไรมันแย่ลง เป้าหมายของการรักษาโรคนี้จึงไม่ใช่รักษาค่า anti TPO แต่เป็นการให้ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนจนฮอร์โมนกระตุ้นต่อม (TSH) กลับมาปกติ ดังนั้นคุณอย่าไปอาเวคกับค่า anti TPO เลยครับ

      7. ถามว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไรนอกเหนือจากการดูแลสุขภาพทั่วไป ตอบว่าประเด็นสำคัญที่สุดคือการรักษาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ให้ปกติ และการเฝ้าระวังโรคร่วมกรณีเผลอปล่อยให้ฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติไป เช่นไขมันในเลือดสูงและโรคหัวใจขาดเลือดกรณีปล่อยให้ฮอร์โมนต่ำอยู่นาน หรือกระดูกพรุนหรือหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะกรณีปล่อยให้ฮอร์โมนสูงอยู่นานเป็นต้น ประเด็นรองลงไปคือการเฝ้าระวังและหลีกเลี่ยงยาและสารที่อาจรบกวนการดูดซึมของฮอร์โมนไทรอยด์ที่กินทดแทนทางลำไส้เช่น เหล็ก แคลเซียม ยาลดกรด เป็นต้น

     8. ถามว่าสามีเป็นฮาชิโมโต้จะยังใช้ทำลูกได้อยู่ไหม ตอบว่าได้ครับ การเป็นต่อมไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโต้ ไม่ได้ทำให้เป็นหมัน ไม่ได้ทำให้ได้ลูกที่พิกลพิการหรือเจ็บป่วยแตกต่างจากผู้ชายปกติทั่วไป ทั้งการมีลูกหรือการมีเซ็กซ์ก็ไม่ได้แสลงสำหรับคนเป็นโรคนี้แต่อย่างใด
     คำตอบข้อนี้อาจจะต้องประยุกต์ไปนิดหนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิง เพราะผู้หญิงที่เป็นฮาชิโมโตแล้ว หากตั้งครรภ์จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปรับขนาดของฮอร์โมนไทรอกซินทดแทนเพราะในขณะตั้งครรภ์ร่างกายต้องการไทรอกซินมากขึ้น หากทดแทนไม่พอ ระดับฮอร์โมนต่ำ ลูกที่ออกมาจะกลายเป็นคนสึ่งตึง หรือเป็นง่าว เป็นเอ๋อ ได้

      8. ถามว่าเห็ดซางห่วยช่วยเรื่อง auto immune ได้จริงหรือไม่ ตอบว่าผมไม่ทราบครับ เพราะผมไม่รู้แพทย์แผนจีน สมัยทำงานอยู่เมืองนอกผมมีเพื่อนเป็นหมอจีนบ้างเหมือนกัน หมอจีนนี้หากจบแพทย์ในประเทศเขาจะถูกบังคับให้เรียนแพทย์แผนจีนทุกคน ผมกลับจากเมืองนอกมาแล้วก็มีหมอจีนบางคนมาหามาเยี่ยม เท่าที่คุยๆกันก็ไม่เห็นเขาเอาเห็ดมารักษาคนเป็นฮาชิโมโต้ คุณอาจแย้งว่าเพราะเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญวิชาเห็ดละมั้ง ผมเชื่อว่าถึงคนรู้วิชาเห็ดก็ไม่รู้ประเด็นนี้ สมัยผมเรียนอยู่เกษตรมีพี่คนหนึ่งเป็นปรมาจารย์เรื่องเห็ดระดับโลก แกไปออกโทรทัศน์ พิธีกรถามแกว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเห็ดอันไหนมีพิษ แกตอบหน้าตาเฉยว่า

     “...ต้องให้เมียลองกินดูก่อนครับ วิธีอื่นไม่มี”

      9. คำถามของคุณหมดแล้วนะ ผมขอตอบคำถามของคนอื่นที่ค้างๆอยู่ในเรื่องฮาชิโมโต้ต่อ ดังนี้

      9.1 แม่ที่ตั้งครรภ์มี TSH สูง มีผลต่อเด็กในครรภ์หรือไม่ ตอบว่ามีสิครับ ทำให้เด็กปัญญาอ่อนไง ดังนั้นต้องรักษาแม่ด้วยฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนจน TSH กลับเป็นปกติ

     9.2 อาการแพ้ท้องมาก เป็นเพราะมีค่า TSH สูงใช่หรือไม่ ตอบว่าความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ระหว่างตั้งครรภ์ๆไม่ว่าแบบใดๆ ย่อมจะทำให้เกิดอาการแพ้ท้องมากผิดปกติ และทำให้เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้เสมอ แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเป็นปลิดทิ้งหลังคลอด
     
     9.3 เป็นไฮเปอร์แล้วกลับมาเป็นไฮโปได้ด้วยเหรอ ตอบว่า ได้ครับ เรียกว่า switching คือเดี๋ยวไฮเปอร์เดี๋ยวไฮโป นี่เป็นธรรมดา อีกอย่างหนึ่งโรคฮาชิโมโต้ซึ่งเป็นโรคไฮโป สามารถกลับไปกลับมากับโรคคอพอกตาโปน (Graves’ disease) ซึ่งเป็นโรคไฮเปอร์ ได้ด้วย

     9.4 ผู้ชายที่กินฮอร์โมนไทรอกซินจะทำให้เป็นหมันหรือมีบุตรยากไหม ตอบว่าไม่ครับ ไทรอกซินเป็นยาที่มีความปลอดภัยระดับ category A คือระดับปลอดภัยที่สุด ไม่มีผลเสียอื่นนอกจากทำให้เกิดไฮเปอร์ไทรอยด์ซึ่งเป็นฤทธิ์โดยตรงของยา

     9.5 ไฮโปไทรอยด์ทำให้ไขมันในเลือดสูงใช่ไหม ตอบว่า ใช่ครับ เพราะฮอร์โมนไทรอยด์เป็นผู้สร้างตัวรับ (receptor) ที่คอยจับทำลายโคเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ที่ตับ หากไม่มีฮอร์โมน ตัวจับทำลายไขมันก็ไม่มี ไขมันเลว (LDL) ก็จะสูงขึ้น

     9.5 เป็นไฮเปอร์กับเป็นไฮโป อย่างไหนดีกว่ากัน ตอบว่าไม่ดีทั้งคู่แหละครับ เป็นไฮโปทำให้ไขมันในเลือดสูงเป็นโรคหัวใจขาดเลือด เป็นไฮเปอร์ก็ทำให้หัวใจเต้นมาก เต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ทำให้หัวใจวายได้ง่ายๆเหมือนกัน ดังนั้นต้องให้เป็นกลางๆ (euthyroid) คือให้ฮอร์โมนกระตุ้น (TSH) อยู่ในพิสัยปกติ จึงจะดีที่สุดครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Willmsen, Berens MJ. Miracle machines: 21st century snake oil. Seattle Times. Series that began in November 2007.
3. Howlader N, Noone AM, Krapcho M, Neyman N, Aminou R, Waldron W, Altekruse SF, Kosary CL, Ruhl J, Tatalovich Z, Cho H, Mariotto A, Eisner MP, Lewis DR, Chen HS, Feuer EJ, Cronin KA, Edwards BK (eds). SEER Cancer Statistics Review, 1975-2008, National Cancer Institute. Bethesda, MD, accessed at http://seer.cancer.gov/csr/1975_2008/ on March 6, 2011
4. Kim KW, Park YJ, Kim EH, et al. Elevated risk of papillary thyroid cancer in Korean patients with Hashimoto's thyroiditis. Head Neck. May 2011;33(5):691-5.