28 กุมภาพันธ์ 2555

ไหนละครับทั่นรัฐมนตรี๊ วัคซีนที่ว่าน่ะ


เรียนคุณหมอสันต์
ดิฉันอายุได้ 66 ปี เคยเป็นมะเร็งปากมดลูกมาแล้ว ผ่านช่วงที่แย่ที่สุดของชีวิตอยู่หลายปี เสียเงินเสียทองไปสองล้านกว่าบาท ดิฉันมีหลานสาวหลายคน ได้อ่านคำตอบของคุณหมอเรื่องวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คุณหมอว่าเป็นวัคซีนที่มีประโยชน์มากและมีความจำเป็น แต่คุณหมอบอกว่ารัฐบาลไม่ฉีดให้ประชาชนเพราะรัฐบาลไม่มีเงิน เป็นอย่างนั้นจริงหรือคะ ดิฉันหมายถึงว่า วัคซีนนี้มีความจำเป็นหรือมีความคุ้มค่าจริงหรือไม่ ถ้ามีความคุ้มค่าจริง ทำไม่ไม่มีการหยิบยกขึ้นมาให้รัฐบาลพิจารณาว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นประโยชน์ของประชาชน เป็นรัฐบาลประชานิยม รัฐบาลก็น่าจะเอาด้วยอยู่แล้ว หรือว่าวัคซีนมันแพง ราคาจริงๆมันเท่าไหร่คะ ขอข้อมูลคุณหมอด้วย ดิฉันจะได้พูดกับสส.ที่ดิฉันคุ้นเคย


.....................................................


ตอบครับ


มาอีกละ จดหมายแหย่ให้บล็อกของผมถูกปิด แต่ไม่เป็นไรครับ ผมไม่กลัวหรอก เพราะผมมีสันดานเป็นคนปากโป้งอยู่แล้ว ผมจะตอบคำถามของคุณให้ตามเนื้อผ้า ถ้าเหยียบตาปลานายกยิ่งลักษณ์หรือท่านรัฐมนตรีท่านใดก็ขออำไพ


     ประเด็นที่ 1. วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV vaccine) มีความคุ้มค่าจริงหรือไม่ ตอบว่าของแยกเป็นสองส่วนนะครับ คือข้อมูลต่างชาติ กับข้อมูลเมืองไทย


     1.1 ในส่วนของข้อมูลต่างชาตินั้นเขาสรุปกันไปแต่ปีมะโว้แล้วว่าคุ้มที่สุด มีรายงานวิจัยในเรื่องนี้แยะมาก ทุกประเทศที่พัฒนาแล้วและบางประเทศที่กำลังพัฒนา เขาเอาวัคซีนนี้เป็นวัคซีนพื้นฐานฉีดให้ประชาชนฟรีกันหมดแล้ว รวมทั้งประเทศมาเลเซียเพื่อนรักของเราด้วย องค์การอนามัยโลกก็ออกคำแนะนำให้รัฐบาลทุกประเทศบรรจุวัคซีนนี้เป็นวัคซีนพื้นฐานให้ประชาชน

     1.2 ในส่วนของข้อมูลในประเทศ ยังไม่เคยมีการวิจัยความคุ้มค่าของวัคซีนนี้ในคนไทย แต่ข้อมูลดิบที่เมืองไทยมีอยู่ตอนนี้ก็คือว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์มากเป็นลำดับ 2 แต่มีอัตราการตายสูงเป็นลำดับ 1 สำหรับหญิงไทย แต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ทั้งประเทศประมาณ 10,000 คน เสียชีวิตปีละประมาณ 5,200 คน หรือ วันละประมาณ 14 คน ที่ยังไม่ตายก็สะสมพอกพูนจำนวนคนป่วยสมทบกันไปปีต่อไปทุกปีๆ บางคนต้องรักษาติดต่อกันนานนับสิบปีกว่าจะจบสิ้นกระบวนความ ค่าใช้จ่ายในการรักษาคนป่วยเหล่านี้เป็นจำนวนเท่าใดยังไม่มีงานวิจัยไว้แน่ชัด รู้แต่ว่ามากโขอยู่
     เพื่อให้ท่านเห็นภาพผมจะลองนั่งเทียนมั่วตัวเลขให้ดูนะ ว่าค่าใช้จ่ายในโรคนี้มีประมาณสามส่วนใหญ่ๆ
     ส่วนที่ 1. ผมประมาณว่าปีหนึ่งๆมีคนไข้สะสมให้รักษาประมาณหนึ่งแสนคน ต้นทุนค่ารักษารวมเฉลี่ยคนหนึ่งประมาณ 80,000 บาทต่อปี ก็เป็นเงินปีละ 8,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว
     ส่วนที่ 2. ค่าที่คนเป็นมะเร็งเหล่านี้ต้องพักงานไปโรงหมออีกละ ตีเสียว่าหยุดงานไปคนละหนึ่งเดือนในหนึ่งปี ค่าจ้างตามอัตราพรรคเพื่อไทยตกวันละ 300 บาท ก็เป็นเงินอีก 900 ล้านบาท
     ส่วนที่ 3. ค่าใช้จ่ายที่เป็นผลสืบเนื่องจากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการทำแป๊บ กล่าวคือปัจจุบันสังคมไทยไปโฟกัสที่การตรวจคัดกรองด้วยการทำแป๊บ ซึ่งเป็นการตรวจค้นหาคนที่มีความผิดปกติของเซลระดับ ASC-US (atypical squamous cells of undertermined significance) ขึ้นไป หมายความว่าค้นหาคนที่ติดเชื้อไวรัส HPV ไปแล้วและไวรัสทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลให้เห็นแล้ว ถ้าค้นพบก็เอาคนพวกนี้ไปส่องกล้องตรวจมดลูก (colposcopy) ซึ่งมักตามมาด้วยการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการวินิจฉัยและรักษากันต่อไป การส่องกล้องตรวจมดลูกนี้จะเรียกว่าเป็นงานหลักอย่างหนึ่งของสูตินรีแพทย์ก็ว่าได้ คือต้องทำกันทุกวันมือเป็นระวิง การฉีดวัคซีน HPV จะป้องกันการติดเชื้อ HPV และลดจำนวนผู้ป่วยที่จะต้องถูกคัดกรองไปส่องกล้องตรวจปากมดลูกลงได้อย่างน้อยก็ 70% หรือมากกว่า ปีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเท่าไหร่ ผมประมาณเอาแบบมั่วๆว่าปีหนึ่งมีการส่องกล้องประมาณ 60,000 ครั้ง ครั้งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 5500 บาท รวมเป็นเงิน 330 ล้าน ถ้าฉีดวัคซีนจะประหยัดส่วนนี้ไป 70% ก็เป็นเงิน 231 ล้านบาท
     รวมเงินทั้งสามก้อนซึ่งรัฐต้องจ่ายเพื่อรักษาโรคนี้คือ  9,131 ล้านบาท ต่อปี ถ้าใช้วิธีฉีดวัคซีนจะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปประมาณ 70% ก็คือลดไปได้ 6,391 ล้านบาท เทียบกับต้นทุนวัคซีน เข็มหนึ่งถ้ารัฐซื้ออย่างมากก็ไม่เกิน 200 บาท เพราะวงในเขารู้กันทั่วว่าถ้ารัฐบาลจะซื้อจริงๆเข็มละร้อยกว่าบาทเขาขายให้ได้ สามเข็มตีเสีย 600 บาท ก็จะเอาเงินนี้มาฉีดวัคซีนได้ถึงมากกว่า 10 ล้านคน เหลือเฟือที่จะฉีดให้กับผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทุกคน แล้ววัคซีนนี้ข้อมูลปัจจุบันบ่งชี้ว่ามันป้องกันได้เกิน 10 ปี เผลอๆอาจป้องกันได้ตลอดชีวิต เรียกว่าลงทุนน้อยกว่าเงินที่ใช้รักษาโรคในหนึ่งปี แต่คุ้มไปตั้งหลายสิบปี กำไรหลายสิบเท่า ไม่เรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับท่านรัฐมนตรี


     ประเด็นที่ 2. ที่คุณมีจิตอาสาจะพูดกับท่านสส.ที่คุณรู้จักผมก็เห็นดีเห็นงามด้วย ความจริงคุณไม่ต้องไปชักแม่น้ำหรือแจงสี่เบี้ยให้ท่านหรอกครับ แค่ไปทวงสัญญาก็พอ เพราะพรรคเพื่อไทยเองได้เคยเปิดเผยต่อสื่อมวลชนกลางตลาดว่าถ้าได้รับเลือกตั้งมีนโยบายจะฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้คนไทยฟรี ดังคำกล่าวของนายวิชาญ มีนชัยนันท์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พูดในการเสวนาฟอรั่มกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 9 พค. 2554 ว่า
    
      “..นอกจากนี้ พรรคยังให้ความสำคัญต่อการป้องกันโรค ไม่ใช่แค่การรักษา โดยพรรคมีนโยบายที่อยู่ระหว่างเสนอ คือการให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในเด็กผู้หญิงต่ำกว่าอายุ 15 ปี เพื่อลดการแพร่ระบาด เป็นต้น..”
    
    ดังนั้นคุณไม่ต้องทำอะไรมาก เอาแค่ช่วยผมทวนความจำของท่านเท่านั้นว่า ไหนละครับทั่นรัฐมนตรี๊ วัคซีนที่ว่าน่ะ..อะจ๊าก..ก


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1.      นักวิชาการชี้ 3 พรรคใหญ่แข่งประชานิยมสุขภาพขาดรูปธรรม. Accessed on February 28, 2012 at http://www.suthichaiyoon.com/detail/9867