31 ตุลาคม 2554

ถามเรื่องวิตามินป้องกันมะเร็ง

เรียน คุณหมอสันต์ ที่เคารพ

หนูขอเรียนปรึกษาเรื่องวิตามินและอาหารเสริมที่ทาน ในอดีต (ก่อนตรวจ tumor markers) หนูแอนตี้ การทานวิตามินต่างๆมาก แม้แต่วิตามินรวมอย่าง centrum หนูยังไม่ทาน ตอนนี้ หลังจากตรวจค่า tumor markers มีแพทย์ทางเลือกซึ่งจบแพทย์ศาสตร์ .......... เหรียญทอง (ที่ต้องเอ่ยชื่อสถาบันและเกียรติคุณ
เพราะหนูก็แปลกใจเหมือนกัน) มาแนะนำให้หนูทานวิตามินตามรายการไฟล์แนบมาให้คุณหมอ วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่ม ภูมิต้านทาน และป้องกันมะเร็งใน stage 0 ที่ยังตรวจไม่เจอ หลายตัวหนูทานมาประมาณ 1 เดือนแล้ว กลัวว่าตับไตหนูอาจจะพังได้ จึงอยากเรียนปรึกษาคุณหมอค่ะ ว่าตัวไหนควรทานตัวไหนไม่ควรเสี่ยง เลย (เกือบทุกตัวมี อย.)

สาเหตุที่ยังคิดเรื่อง tumor markers อยู่คือ กังวลว่ามันจะมีเชื้อมะเร็งอยู่แต่ยังตรวจไม่เจออีกทั้งแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันแบบ 100% ในขั้นที่มีความเสี่ยงแต่ยังไม่เป็น ทั้งนี้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
หนูทานผักผลไม้มากๆๆๆ ประมาณพี่ๆวัว (เกิน 5 servings แน่นอนค่ะ) ทานเนื้อสัตว์บ้าง (สัปดาห์ละไม่เกินสามวัน) ออกกำลังกายตามคุณหมอสั่งอย่างเคร่งครัด (เดินเร็ว 35-40 นาที 6 วัน muscle training 2 วัน) ไม่มีความเครียดเรื่องอื่นในชีวิต ยกเว้นเรื่องนี้ (ความเครียดจากงานเยอะ เป็นสิ่งที่หนูบริหารจัดการได้ค่ะ)

อีกข้อที่เป็นคำถามที่อาจจะ stupid นิดนึง คือ ควรทานข้าวขาวหรือข้าวกล้องดี หลายท่านเตือนว่าข้าวกล้องดีจริง แต่ขึ้นราง่ายมาก

ขอบพระคุณค่ะ

ลำดับ ชื่อ ส่วนประกอบต่อเม็ด ปริมาณรับประทานต่อวัน

1 Blackmore's exec B's ๅ เม็ดหลังอาหารเช้า มี
Vitamin C (Ascorbic acid) 180 mg
Vitamin B3 (Nicotinamide) 60 mg
Vitamin B6 (Pyridoxine) 10 mg
Vitamin B2 (Riboflavin) 8.5 mg
Vitamin B1 (Thiamine) 7.5 mg
Biotin 50 mcg
Vitamin B5 (Pantothenic acid) 20 mg
Folic acid 200 mcg
Potassium (from Potassium sulfate) 75 mg
Magnesium (from Magnesium phosphate) 175 mcg
Vitamin B12 (Cyanocobalamin ) 10 mcg
Zinc (from Zinc Sulfate) 15 mg


2 Blackmore's bio C 2 เม็ดหลังอาหารเช้า มี Vitamin C 1000 mcg
(from ascorbic acid 400 mg, sodium ascorbate 350 mg
and calcium ascorbate 400 mg)
Rosehips (Rosa canina extract equiv. dry fruit) 250 mg
bioflavonoids 25 mg
Rutin 50 mg
Hesperidin 50 mg
Acerola (malpighia punicifolia) extract equiv. dry fruit 50 mg

3 Bio Calcium +D3+K 1 เม็ดหลังอาหารเช้า มี calcium 500 mg 1 Vitamin D3 5 mcg Vitamin K 35 mcg

4 TS 6 Probiotics 1 ซองหลังอาหารเช้า มี แลคโตบาซิลลัส ( Lactobacillus )
บิฟิโดแบคทีเรียม ( Bifidobacterium )แลคโตคอคคัส ( Lactococcus )

5 Lynae's CoQ10 CoQ10 29 mg 1 เม็ดหลังอาหารเช้า
6 AHCC Active Hexose Correlated Compound Freeze dry AHCC 600 mg/ 3 ซองหลังอาหาร สามมื้อ (มือ้ละซอง

7 NowFoods 1 เม็ดหลังอาหารเช้า มี Alpha Lipoic Acid 100mg
Vitamin C (as ascorbic acid) 250 mg
Vitamin E (as d-alpha tocopheryl succinate) 30 IU


............................................................

ตอบครับ

1. ประเด็นการทานวิตามินเสริมที่คุณให้ลิสต์มายาวเหยียด ถามว่าตัวไหนควรทานไม่ควรทานอย่างไร ผมขอตอบว่าสำหรับผู้ที่มีโภชนาการดีแล้วอย่างคุณนี้ คำแนะนำที่มีพื้นฐานบนผลวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้คือไม่ต้องทานวิตามินเป็นเม็ดหรืออาหารเสริมเป็นเม็ดใดๆครับ

2. เรื่องว่าแพทย์จบโรงเรียนไหนมา ได้เหรียญทองหรือเหรียญเงิน อันนั้นถือว่าเป็น credential ติดตัวแพทย์ ซึ่งก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในการตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้าที่โฆษณาว่าเพื่อสุขภาพนั้น ผมแนะนำว่าเราในฐานะผู้บริโภคควรพิจารณาบนหลักฐานการวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ และมีการตีพิมพ์ผลวิจัยนั้นในวารสารการแพทย์สากลเป็นสำคัญดีกว่าครับ

3. ณ ขณะนี้วงการแพทย์ยังไม่มีหลักฐานใดๆว่ามีวิตามินเสริมเป็นเม็ดตัวใดจะป้องกันการเกิดมะเร็ง stage 0 ที่ยังตรวจไม่พบ ไม่มีแม้แต่ตัวเดียว ดังนั้น การทานวิตามินด้วยความกลัวมะเร็ง มันเป็นการจับเรื่องคนละเรื่องมาโยงให้เป็นเรื่องเดียวกัน คุณจะเก็ทหรือไม่เก็ท เชื่อหรือไม่เชื่อผมก็จนใจนะครับ

4. ที่ว่าทานวิตามินหลายตัวจนกลัวตับไตพังนั่นก็เป็นความวิตกจริตที่สุดโต่งไปอีกทางและไม่ได้มีพื้นฐานบนความจริงอีกเหมือนกัน วิตามินที่คุณให้รายชื่อและขนาด (dose) มานั้น ปัจจุบันนี้วงการแพทย์มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าไม่ได้ทำให้ตับไตพังหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใดครับ

5. ประเด็นการได้ อย. สำหรับอาหารเสริมนั้นใช้เป็นหลักประกันว่าไม่มีสารพิษอยู่ในอาหารนั้นได้ แต่ในกรณีที่ผู้ขายอาหารนั้นเอาไปโฆษณาแต่งเติม เช่นโฆษณาว่า(อาหารที่ได้รับอย.นั้น) เป็นยาป้องกันมะเร็ง อันนี้ไม่ได้หมายความตรา อย. เป็นหลักประกันว่าคำโฆษณานั้นจะเป็นจริงนะครับ คำโฆษณาแบบนั้นอันที่จริงผิดกฎหมาย แต่เมืองไทยนี้เป็นเมืองเสรีทางการโฆษณา จะเที่ยวหลอกใครๆว่าอาหารนี้เป็นยาแก้สาระพัดโรคก็ทำได้ ดังนั้นผู้บริโภคต้องแยกแยะเอาเอง

6. การที่คุณไปตรวจ สารชี้บ่งมะเร็ง (tumor markers) แล้วพบว่าได้ผลสูงกว่าปีก่อน แม้ผลนั้นจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คุณก็ยังไม่วายกังวลว่าจะมีเชื้อมะเร็งอยู่แต่ยังตรวจไม่เจอ ยิ่งแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่ายังไม่มีวิธีการป้องกันมะเร็ง 100% คุณก็ยิ่งกังวลหนัก อันนี้ผมไม่โทษคุณ แต่ผมโทษวงการแพทย์ทั่วโลกซึ่งมีผมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย วงการแพทย์เอาสารชี้บ่งมะเร็งมาโฆษณาหาสตางค์ว่าเป็นตัวคัดกรองโรคมะเร็งโดยไม่มีการชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์อันน้อยนิดที่จะได้ในแง่ของการคัดกรองโรค กับความทุกข์อันมากมายที่จะเกิดจากวิธีการคัดกรองแบบงี่เง่า นี่เป็นเรื่องที่น่าอับอายและไม่เข้าท่าอย่างหนึ่งของวงการแพทย์ ผมจึงทำใจได้ที่คุณจะไปยอมรับนับถือพวกเอากาแฟสวนก้นว่าเป็นพวกที่มีความคิดเข้าท่ากว่าพวกเราชาวแพทย์ๆแผนปัจจุบัน

7. ถามว่าควรทานข้าวขาวหรือข้าวกล้องดี ตอบว่าทานข้าวกล้องดีกว่าครับ เพราะข้าวกล้องมีส่วนเคลือบ (bran) ซึ่งให้วิตามิน เกลือแร่ และกากชนิดละลายได้ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ส่วนประเด็นเชื้อราปนเปื้อนในอาหารนั้น เป็นคนละประเด็นกับชนิดของอาหารที่ควรเลือกทานครับ ประเด็นเชื้อราปนเปื้อนก็ต้องไปว่ากันถึงวิธีเลือกซื้อและวิธีเก็บถนอมอาหาร ขอให้แยกเรื่องอย่าเอามาปะปนกัน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

สวนกาแฟ detox แล้วมีเลือดออกทางทวารหนัก

คุณหมอสันต์คะ

ดิฉันทำ detox ด้วยการสวนกาแฟ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง มีปัญหาคือ ตอนถ่ายอุจจาระ หลังจากถ่ายเสร็จ เมื่อเช็ดทิชชู่ มีเลือดออก ติดทิชชู่ คิดว่าเลือดไม่ได้ออกมากับอุุจจาระค่ะเพราะเหมือนกับว่าตอนที่เช็ดครั้งแรกไม่มีเลือดออก อุจจาระสีเหลืองปกติ แต่พอเช็ดครั้งที่สองสาม มีเลือดออกนิดหน่อย รู้สึกว่าไม่ได้ออกจากรูทวารโดยตรง น่าจะอยู่ระหว่างรูทวารและปลายช่องคลอด (คิดว่าไม่ได้ออกมาจากช่องคลอดเนื่องจากถ้าไม่ถ่ายอุจจาระก็ไม่เป็น) อาการนี้เป็นมาประมาณ สองสัปดาห์ได้ ตอนแรกคิดว่าจะรอให้หายเองแต่มันยังไม่หายสักที เลยคิดว่าปรึกษาคุณหมอดีกว่าค่ะ เกี่ยวกับผิวหนังส่วนดังกล่าวมีการขูดขีดเวลาใส่สายสวน detox มั๊ยคะ เพราะบางทีก็ไม่ได้ใส่ตรงตำแหน่งทีเดียว หนูไม่ได้มีอาการท้องผูก หนูถ่ายอุจจาระทุกวันเป็นเวลา ก่อน สิบโมงเช้า

..........................................................................

ตอบครับ

สวนกาแฟแล้วมีเลือดออกทางทวารหนัก แหม นี่เป็นปัญหาคลาสสิกเลยนะครับ ผมหลับตาตอบได้เลยว่าเป็นเพราะการบาดเจ็บจากการสวนกาแฟ มีคนเป็นแบบนี้หลายคนเหมือนกัน บางคนต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลเพราะนึกว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อะไรไปโน่น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรนอกจากการบาดเจ็บที่ทวารหนัก

ผมแนะนำว่าให้หยุดสวนกาแฟสักสามเดือนแล้วสังเกตอาการไป ถ้าอาการหายก็จบ แต่ถ้าอาหารไม่หายคราวนี้ต้องไปให้หมอตรวจแล้วครับ

แล้วก็อย่าว่าอย่างโง้นอย่างงี้เลยนะ ความจริงมันก็เรื่องของคุณ แต่ผมอดคันปากไม่ได้ การสวนกาแฟเนี่ย ไม่ต้องทำไมได้หรือครับ จนถึงเดี๋ยวนี้ยังไม่เคยมีผลวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ใดๆยืนยันว่าการสวนกาแฟมีประโยชน์อะไร แล้วจะไปสวนให้เลือดมันออกทำไมละครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

นพ.สันต์ ให้สัมภาษณ์วิทยุเรื่องความเครียดช่วงน้ำท่วม (31 ตค. 54)

นพ.สันต์ ให้สัมภาษณ์วิทยุเรื่องความเครียดช่วงน้ำท่วม 31 ตค. 54

พิธีกร

คุณหมอสันต์ครับ ตอนนี้ผมหันไปทางไหนก็มีแต่คนนอนไม่หลับ จะทำไงดีครับ

นพ.สันต์

การนอนไม่หลับมันเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่เป็นการแสดงออกของความเครียด การจะแก้ไขอาการนอนไม่หลับจากความเครียดมันก็ต้องไปแก้ที่ภาพรวมของความเครียดที่มากระทบเรา

พิธีกร

เดี๋ยวครับคุณหมอ ก่อนที่จะไปถึงการแก้ภาพรวมของความเครียด คุณหมอบอกว่าการนอนไม่หลับเป็นพฤติกรรมการแสดงอย่างหนึ่งของความเครียด แล้วความเครียดมีการแสดงออกเป็นอย่างอื่นอีกไหมครับ

นพ.สันต์

คือความเครียดแสดงออกสี่ด้านนะครับ คือ

(1) แสดงออกเป็นอาการทางกาย หนึ่งก็คืออาการเพลีย สองก็คืออาการปวด เช่นปวดหัว ปวดไหล ปวดหลัง ปวดท้อง สามก็คืออาการสั่น เช่นใจสั่น มือสั่น ปากคอสั่น

(2)สดงออกเป็นความคิด คือคิดเรื่องเดิมซ้ำๆแบบที่เรียกว่าย้ำคิดหรือคิดกังวล หรืออีกแบบก็คือคิดหลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน แบบที่ชาวบ้านเรียกว่าฟุ้งสร้านสติแตก

(3) แสดงออกเป็นพฤติกรรม อันได้แก่พฤติกรรมการกิน กินไมได้ หรือกินไม่ยั้ง พฤติกรรมระเบิดอารมณ์ง่าย บัดเดี๋ยวโมโหร้ายพลั๊วะ บัดเดี๋ยวร้องไห้โฮออกมา พฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปเช่นเลิกสนใจเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเอง เลิกสังคม พฤติกรรมนอนไม่หลับ และสุดท้ายก็คือพฤติกรรทางเพศ พูดง่ายๆว่าเซ็กซ์เสื่อม

(4) แสดงออกเป็นทัศนคติ คำว่าทัศนคตินี้หมายความว่าการที่เราประเมินสภาวะรอบตัวเราว่าเป็นอย่างไร คนที่เครียดจะมีทัศนคติอยู่สามแบบ

แบบที่หนึ่ง คือไม่มั่นใจ เสียความเชื่อมั่น

แบบที่สอง คือรู้สึกว่าตนคุมสถานะการณไม่อยู่แล้ว เอาไม่อยู่แล้ว

แบบที่สาม คือสิ้นหวัง หมดสิ้นแล้ว ตายดีกว่า ทำนองนั้น

พิธีกร

เอาละครับ คราวนี้กลับมาที่ภาพรวมของความเครียดที่คุณหมอจะพูดถึงตอนแรก

นพ.สันต์

คือในทางการแพทย์ การจัดการความเครียดเขาจะมีสี่ส่วนใหญ่ๆ คือ

(1) ถ้าหลีกเลี่ยงสาเหตุของความเครียดได้ก็เลี่ยง ยกตัวอย่างคนที่ฟังข่าวช่องโน้นช่องนี้แล้วเครียด ก็ปิดทีวี.ซะ นี่ก็เป็นวิธีเลี่ยง

พิธีกร

ไม่ใช่ฟังข่าวสลับกับวิ่งไปดูน้ำหน้าบ้าน

นพ.สันต์

(2) ถ้าเลี่ยงสาเหตุไม่ได้ แต่พอจะปรับสาเหตุของความเครียดได้ ก็ใช้วิธีปรับสาเหตุเอา แน่นอนว่าสาเหตุที่เราปรับได้ก็ต้องเป็นสาเหตุที่อยู่ในเขตอิทธิพลที่เราจะควบคุมบังคับได้ อย่างเช่นความคิดของเราเนี่ยเป็นสิ่งที่เราควบคุมบังคับได้ ถ้าความคิดเราทำให้เราเครียด เราก็ปรับความคิดเราเสียใหม่

(3) ถ้าเลี่ยงก็ไม่ได้ ปรับก็ไม่ได้ ทางการแพทย์ก็แนะนำให้ยอมรับมัน อย่างเช่นแม่ครัวที่บ้านผมเนี่ย น้ำท่วมที่พิจิตร งานเดียวกันนี้แหละ ทั้งพี่สาวและพี่เขยตายไปเพราะน้ำพัด อันนี้คือมันเกิดขึ้นแล้ว จะเปลี่ยนเป็นอื่นไปไม่ได้ ก็เหลือทางเดียวคือเราจะต้องอยู่กับความจริงอันนี้ด้วยการยอมรับมัน

(4) อันสุดท้ายที่เป็นเรื่องสำคัญมาก คือการพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้สู้กับความเครียดได้ ซึ่งในทางการแพทย์ก็มีวิธีใหญ่ๆอยู่ห้าวิธี

วิธีที่ 1. คือการฝึกให้ร่างกายสนองตอบต่อสิ่งเร้าแบบผ่อนคลาย คือร่างกายเราสนองตอบต่อสิ่งเร้าได้สองแบบ คือแบบเครียด ก็แบบความดันขึ้น หายใจหอบฟืดฟาด ใจเต้นเร็ว ตื่นตัว จะหนีหรือจะสู้ กับอีกแบบหนึ่งคือการสนองตอบแบบผ่อนคลาย ซึ่งจะทำให้ความดันลดลง หายใจช้าลง ใจเต้นช้าลง เช่นตอนที่เราหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ อันนี้ก็เป็นการหัดการสนองตอบแบบผ่อนคลาย นอกจากการหายใจเข้าออกๆช้าๆยาวๆแล้วยังมีวิธีหัดการสนองตอบแบบผ่อนคลายหลายอย่าง เช่น การนั่งสมาธิ รำมวยจีน ฝึกโยคะ เป็นต้น เราต้องฝึกทุกวัน วันละสองครั้งเช้าเย็นได้ยิ่งดี

วิธีที่ 2. คือต้องดูแลสุขภาพกายให้ดีเพราะช่วงเครียดร่างกายที่มีสุขภาพดีจะช่วยได้ บางคนเคยออกกำลังกายทุกวันแต่พอน้ำท่วมแล้วหยุด อันนี้ไม่ถูกต้อง ยามที่เราเครียด การออกกำลังกายจะทำให้มีสารเอ็นดอร์ฟินหลั่งออกมาในกระแสเลือดซึ่งลดความเครียดได้ โภชนาการก็สำคัญ ผมไปเยี่ยมผู้ประสบภัยตามศูนย์พักพิงหลายแห่งในย่านบางใหญ่บางบัวทอง ส่วนใหญ่ทานกันแต่ข้าวกับขาไก่ทอดเป็นพื้น ไม่มีผักและผลไม้ อันนี้ไม่ได้ เพราะผักและผลไม้ให้วิตามินและเกลือแร่ซึ่งร่างกายขาดไม่ได้ ผมอยากจะฝากถึงท่านที่จะฝากอาหารไปให้ผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิง นอกจากข้าวแล้วผมอยากจะให้เพิ่มกล้วยอีกสักอย่างหนึ่ง เพราะเป็นผลไม้ที่หาง่ายและเก็บได้หลายวัน แต่ในศูนย์พักพิงไม่มี

วิธีที่ 3. คือ เราต้องหัดสนองตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแบบที่ไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ พูดง่ายๆว่าคิดบวก

พิธีกร

มันทำไม่ได้เนี่ยสิจะทำไงครับ มันหยุดความคิดลบไม่ได้

นพ.สันต์

คือการจะควบคุมความคิดของตัวเองให้ได้เนี่ยมันต้องฝึกเหมือนกันนะครับ มันมีเทคนิค เรียกว่าเป็นการตามดูความคิดของตัวเอง คือสมมุติตัวเราเป็นอีกคนหนึ่ง นั่งเฝ้ามองความคิดของเราเอง ว่าเรากำลังคิดอะไร มองเฉยๆงั้นแหละ ไม่ต้องไปคิดผสมโรค ไม่ต้องไปต่อต้านว่าคิดแบบนั้นงี่เง่า ไม่ต้อง แค่เฝ้ามองเฉย เดี๋ยวความคิดมันก็จะฝ่อไปเอง พอเราเผลอความคิดมันก็จะกลับมาใหม่ เราก็เฝ้ามองอีก

พิธีกร

ฟังดูเหมือนการฝึกสมาธิ

นพ.สันต์

ใช่ครับ เรื่องเดียวกันนั่นแหละกับสติสมาธิวิปัสสนา ฝรั่งเขาเรียกว่าการสร้าง self awareness

วิธีที่ 4. อันนี้เป็นวิธีง่ายๆแต่ว่าเรามักจะลืมไป คือการหัวเราะ ไม่ต้องรอให้มีเรื่องตลกอะไรหรอก อยู่ดีๆกับหัวเราะขึ้นมาเลย ฮะ..ฮะ..ฮะ..ฮะ..ฮะ ไม่ต้องกลัวใครจะว่าบ้า การหัวเราะไม่ว่าจะมีตลกเป็นมูลหรือไม่มีก็ทำให้ลดความเครียดได้

วิธีที่ 5. คือการเปลี่ยนไปทำอะไรที่รื่นเริงบันเทิงใจบ้าง

พิธีกร

อย่างเช่นไปถ่ายรูปน้ำท่วม

นพ.สันต์

ก็เป็นวิธีที่ดีนะครับ ไม่รู้จะทำอะไรก็ไปช่วยเขาบรรจุทรายลงถุง อย่างน้อยก็ทำให้เราลืมคิดอะไรซ้ำๆซากๆไปได้

พิธีกร

คุณหมอครับ ผมมีหลายคนที่ตอนนี้จมอยู่กับความเครียดแบบแก้ไม่ตกเลย จะเริ่มต้นแก้ไขอย่างไรดีครับ

นพ.สันต์

การเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดก็คืออาศัยคนอื่น โทรศัพท์ไปหาเพื่อนก็ได้ ตอนนี้เป็นเวลาที่จะใช้ประโยชน์จากเพื่อนแล้วละ ข้างคนที่เป็นเพื่อนก็ต้องมีจิตวิทยากันหน่อยนะครับ ไม่ใช่ซ้ำเติมแบบว่า “ก็บอกแล้วไงว่าน้ำมันจะมา ทำไมไม่รู้จักเก็บของขึ้นที่สูง” แบบนี้เป็นการตื๊บซ้ำ ไม่ใช่พยุง คือการพยุงทางด้านจิตใจเนี่ยมันต้องไม่ซ้ำเติม ต้องฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ แสดงอารมณ์ร่วมพองามแต่ไม่ต้องถึงขนาดร้องไห้ด้วยกันทางโทรศัพท์

พิธีกร

การอาศัยคนอื่นมันช่วยได้ใช่ไหมครับ

นพ.สันต์

ช่วยได้สิครับ อย่าว่าแต่คนเลย หมามันยังช่วยได้เลย ไม่รู้จะคุยกับใครกอดหมาร้องไห้ก็ดีขึ้นแล้ว ดังนั้นผมแนะนำทุกคนที่มีความเครียดให้โทรศัพท์หาเพื่อนหรือคนที่รู้ใจ ถ้าไม่รู้จะโทรหาใครก็โทรไปสายด่วนกรมสุขภาพจิตก็ได้

พิธีกร

คนอื่นจะช่วยได้ยังไงหรือครับ

นพ.สันต์

ช่วยได้หลายอย่างนะครับ คือคนเรามาถึงจุดหนึ่งมันเกิดความรู้สึกไร้ที่พึ่ง ฝรั่งเรียกว่า helplessness การที่รู้สึกว่ามีใครสักคนที่โทรศัพท์หาได้นี่มันก็ดีขึ้นแล้ว บางทีคนเราก็มีความรู้สึกสิ้นหวัง หรือ hopelessness เหมือนคนผงเข้าตาตัวเองไม่มีปัญญาเขี่ย แต่คนอื่นเขาจะช่วยชี้ประเด็นให้เกิดความบันดาลใจ คือช่วย motivation เช่นว่า "เฮ่ย. คุณจะถอยได้ยังไง แล้วลูกตาดำๆของคุณละ ใครจะดูแลเขา" อย่างนี้เป็นต้น แล้วยังมีนะ ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งซึ่งเครียดแล้วเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าหรือ worthlessness ที่หนักๆก็ถึงขั้นอยากตาย ต้องอาศัยคนอื่นมาชี้ประเด็นให้เขาเห็นศักยภาพหรือ potential ของเขาเองว่าเขายังมีศักยภาพที่จะสู้ได้ ถ้าไม่มีคนอื่นมาชี้ เขาก็มองไม่เห็น ดังนั้นผมย้ำว่าช่วงที่เครียดมาก ควรโทรศัพท์ถึงเพื่อน อาศัยคนอื่นช่วยให้เราเข้มแข็งพอจะตั้งต้นได้ใหม่ หลังจากนั้นเราก็จะไปของเราได้เอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

28 ตุลาคม 2554

นพ.สันต์พูดกับผู้ชมทีวี.ช่อง 5 เรื่องงูกัดระหว่างน้ำท่วม

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ พูดในรายการ “บุษบายามเช้า” ทางทีวีช่อง 5 เมื่อวันที่ 28 ตค. 54 เวลา 8.30 น. เรื่องปัญหาการเฝ้าระวังสุขภาพตัวเองและการจัดการแผลทุกชนิดรวมทั้งแผลงูกัดในระหว่างน้ำท่วม

คุณกวาง (พิธีกร)

คู่มือปฐมพยาบาลระหว่างน้ำท่วม” ที่โครงการ “รวมไทยอาสา” ทำขึ้นนี้ ทราบว่าคุณหมอเป็นคนเขียน ไม่ทราบว่ามีเนื้อหาสาระอะไรบ้าง

นพ.สันต์

ภาคที่หนึ่งเป็นการให้ปัจจุบันพยาบาลหรือ first aid ทางกาย ก็มีตั้งแต่เรื่องการประเมินสัญญาณชีพ การจัดการแผลชนิดต่างๆ ตั้งแต่แผลน้ำกัดเท้า แผลของมีคมหรือเศษแก้วใต้น้ำบาด เรื่องผิวหนังอักเสบ งูกัด แมลงหรือสัตว์กัด และการจัดการกระดูกหักเบื้องต้น ภาคที่สองเรียกง่ายๆว่าเป็นการให้ปัจจุบันพยาบาลทางใจ

คุณกวาง

ทราบว่าคู่มือนี้ทำขึ้นประกอบการฝึกอบรมอาสาสมัครโครงการรวมไทยอาสา แต่ถ้าผู้ชมทางบ้านจะขอคู่มือโดยไม่มีเวลามารับการฝึกอบรม จะเป็นไปได้ไหมคะ

นพ.สันต์

ได้สิครับ ท่านที่ต้องการไปใช้ให้ติดต่อไปที่เบอร์โทรศัพท์ 1772 โดยตรงเลยครับ

คุณกวาง

คุณหมอลองแซมเปิ้ลตัวอย่างเรื่องในคู่มือที่ผู้ชมทางบ้านที่ถูกน้ำท่วมจะใช้ประโยชน์ได้เลยบ้างสิคะ

นพ.สันต์

เรื่องที่หนึ่งก็คือเฝ้าระวังสัญญาณชีพซึ่งเป็นตัวบอกการเจ็บป่วยของตัวเอง ผมพูดประเด็นเดียวก็แล้วกันนะคือการใช้ปรอทวัดไข้ ปรอทหน้าตาอย่างนี้นะครับ หาซื้อจากร้านขายยาปากซอยได้ ทุกบ้านควรจะมีไว้ เวลาจับปรอทอย่าจับกระเปาะสีเงินนี่นะครับ เพราะมันจะแสดงค่าอุณหภูมิของนิ้วมือเราแทนที่จะแสดงค่าอุณหภูมิของคนที่เราจะวัด ต้องจับอีกปลายที่เป็นด้านตัวเลข นี่ อย่างนี้ ก่อนใช้ก็ต้องสะบัดแรงๆหลายๆครั้ง ปึ๊ก ปึ๊ก ปึ๊ก อย่างนี้ แล้วเอาขึ้นมาอ่านดูก่อนว่าลำปรอทลงไปอยู่ต่ำกว่าเลข 35.5 องศาซี.หรือยัง เมื่อลงไปต่ำกว่านั้นแล้วก็ให้อมไว้ใต้ลิ้น อ้าปาก กระดกลิ้นขึ้น อย่างนี้ แล้วอมไว้ แล้วต้องจับเวลาด้วยนะครับ ต้องอมไว้นาน 3 นาที อย่าใจร้อน ครบ 3 นาทีแล้วเอาออกมาอ่านดูว่าปลายลำปรอทอยู่ที่เลขอะไร ถ้าสูงกว่า 37.8 ก็แสดงว่าเป็นไข้แล้ว จะได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่หรือกับหมอทางโทรศัพท์ได้ถูกต้อง
เรื่องที่สองคือทุกบ้านควรมีและควรรู้จักวิธีใช้ถุงมือยาง ถุงมือแบบนี้นะครับ มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเวลาเราทำแผลล้างแผลให้คนอื่น ถุงมือนี่ทั้งช่วยป้องกันโรคจากเลือดน้ำเหลืองของคนอื่นมาติดเรา ทั้งช่วยป้องกันโรคจากมือของเราไปสู่แผลของคนที่เราจะช่วย การใส่ถุงมือก็ต้องระวังไม่ไปจับส่วนนอกของถุงมือที่เราจะใช้หยิบแผล แบบนี้นะครับ
ไหนๆใส่ถุงมือแล้วผมพูดถึงการล้างแผลหน่อยนะ คือผมไปเห็นผู้ที่เกิดแผลเลือดออกส่วนใหญ่ก็รีบจะปิดไว้แน่นเลย ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัย มันต้องล้างแผลอย่างทั่วถึงก่อน ล้างด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาดเช่นน้ำดื่มก็ได้ เทน้ำราดลงไปบนแผลแยะๆแบบนี้เลย เรียกว่าใช้น้ำเป็นขวดๆหรือหลายขวด แล้วเอาผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดเช็ดและขูดในเนื้อแผลให้ขี้ดินหรืออะไรที่สกปรกออกไปให้หมด ตอนนี้จะเจ็บหน่อยก็ต้องทนเอา แล้วก็ใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดเช็ดรอบแผลให้แห้ง ไม่ต้องใส่ยาอะไรลงไปในแผลนะครับ เน้นที่การล้าง ล้างลูกเดียว ล้างให้สะอาดอย่างเดียวก็พอ แล้วเอาผ้าก๊อซสะอาดปิดไว้ ปิดพลาสเตอร์เหนียวทับแบบนี้

ผมไปพบพี่น้องที่น้ำท่วมส่วนหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องออกจากบ้านลุยน้ำทุกวันแม้ว่าจะมีแผลที่เท้าแล้ว เป็นแผลน้ำกัดเท้าบ้าง เป็นแผลถูกแก้วบาดบ้าง แต่ก็ยังลุยน้ำไม่ได้หยุดเพราะอาชีพมันบังคับ ถ้าเป็นอย่างนั้นการทายาน้ำกัดเท้าก็ดี การล้างแล้วปิดแผลก็ดี จะไม่ดีนะครับ ให้ท่านทำอย่างนี้ ตอนเช้าที่จะต้องไปลุยน้ำ ไม่ต้องทายาฆ่าเชื้อรา ไม่ต้องปิดแผล ให้ทาวาสลินหนาๆกันน้ำเข้าแผลแทนจะดีกว่า พอเสร็จงานตกเย็นอาบน้ำเช็ดเท้าให้แห้งแล้ว ค่อยล้างแผลปิดแผลหรือทายาฆ่าเชื้อราทิ้งไว้ข้ามคืน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือแผลบวกน้ำเน่าทำให้เป็นบาดทะยักง่าย เวลามีแผลต้องถามตัวเองว่าในสิบปีที่ผ่านมานี้เคยฉีดกระตุ้นวัคซีนบาดทะยักบ้างหรือเปล่า ถ้าสิบปีมานี้ไม่ได้ฉีดเลย ต้องไปสถานีอนามัยเพื่อฉีดกระตุ้นวัคซีนบาดทะยักทันทีที่มีแผล

คุณกวาง

แล้วถ้างูกัดละคะคุณหมอ ทำแผลแบบเดียวกันหรือเปล่า

นพ.สันต์

การล้างก็เหมือนกัน คือล้างให้สะอาด ล้างจนขี้ดินหมด แต่แผลงูกัดนี่มีประเด็นอย่างหนึ่งคือพี่น้องชาวบ้านที่ถูกงูกัดจะรัดเหนือแผลด้วยเชือกฟางบ้าง ฉีกเอาแขนเสื้อออกมารัดบ้าง รัดติ้วแน่นปึ๋งจนนิ้วมือบวมเลย อย่างนี้ไม่ถูกต้อง คือการรัดเหนือแผลเมื่อถูกงูกัดเนี่ยเราไม่ได้รัดจนไม่ให้เลือดไหลกลับนะครับ เรารัดเพื่อให้พิษงูไปทางน้ำเหลืองช้าลง ดังนั้นไม่ต้องรัดแน่นจนเลือดไหลกลับไม่ได้ ดีที่สุดก็คือท่านต้องมีผ้ายืดหรือ elastic bandage แบบนี้นะครับ มีไว้ประจำบ้าน การรัดเหนือแผลเมื่อถูกงูกัดคือใช้ผ้ายืดแบบนี้รัดให้แน่นพอควร พันเหนือแผลอย่างนี้นะครับ พอพันเสร็จแล้วเอาตะขอเกี่ยวหรือปิดพลาสเตอร์ให้มันอยู่ตัว แล้วก็มาตรวจดูว่าความแน่นมันพอควรหรือว่ามากเกินไป วิธีตรวจก็คือขั้นที่ 1 เราเอานิ้วชี้ของเราสอดเข้าไปใต้ผ้ายืด ต้องสามารถสอดนิ้วเข้าไปได้แบบคับๆ อย่างนี้ นี่ถือว่าแน่นพอควร ขั้นที่ 2 ก็คือเรามาดูปลายเล็บมือหรือเล็บเท้าว่าสีของเขาเป็นอย่างไร ถ้าสีของเล็บยังเป็นสีชมพูอย่างนี้ก็โอเคอยู่ แต่ถ้าเล็บสีซีดจ๋องหนองหรือทั้งเล็บทั้งมือเป็นสีม่วงคล้ำไปเลย นั่นแสดงว่ารัดแน่นเกินไป ต้องคลายผ้ายืดออกแล้วพันใหม่

คุณกวาง

น่าเสียดายนะคะท่านผู้ชม คุณหมอมีหุ่นจะมาสอนให้ดูด้วยว่าเวลามีคนหมดสติจะต้องช่วยอย่างไร แต่เวลาหมดเสียแล้ว จำเป็นต้องลาท่านผู้ชมไปก่อนละค่ะ

27 ตุลาคม 2554

นพ.สันต์ให้สัมภาษณ์ช่อง 9 เรื่องปัญหาสุขภาพในศูนย์พักผู้ประสบภัยน้ำท่วม

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทีวี.ช่อง 9 อสมท. เมื่อวันที่ 26 ตค. 54 ในโอกาสยกทีมแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัคร “รวมไทยอาสา” นั่งรถยีเอ็มซีของทหารบุกน้ำไปตรวจรักษาและให้คำแนะนำผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ศูนย์พักพิงที่โรงเรียนบางคูลัด อำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี

ผู้สื่อข่าวช่อง 9

ผู้อพยพในศูนย์นี้ส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มอายุไหน โรคที่พบบ่อยในศูนย์พักพิงแห่งนี้มีอะไรบ้างคะ

นพ.สันต์

ก็มีทุกกลุ่มอายุแหละครับ แต่ที่มากหน่อยก็คือกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากนี่เป็นสัปดาห์แรกหลังน้ำท่วม ถ้าไม่นับโรคน้ำกัดเท้าแล้ว โรคที่เป็นกันส่วนมากก็ยังเป็นโรคเก่าที่เป็นอยู่ก่อนน้ำท่วม ซึ่งในคนไทยสูงอายุก็หนีไม่พ้นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอันได้แก่เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง หัวใจขาดเลือด เป็นต้น ส่วนโรคเจ้าประจำที่มากับน้ำท่วมนั้น ระยะนี้ยังไม่มา

ผู้สื่อข่าวช่อง 9

เป็นโรคเรื้อรังก็หมายความว่าต้องมีปัญหาขาดยาหรือขาดการรักษาต่อเนื่องสิคะ

นพ.สันต์

มองเผินๆผมก็นึกว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ไม่เป็นแฮะ ผู้สูงอายุที่นี่ทุกท่านเอายาของตัวเองมาครบ บางคนเอายามาเป็นปี๊บ และส่วนใหญ่จำยาของตัวเองได้แม่น ทานยาได้ถูกต้อง และหมอที่โรงพยาบาลบางใหญ่ซึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาชาวบ้านที่นี่ก็จ่ายยามาล่วงหน้ากันคนละเดือนสองเดือน ปัญหากลับเป็นเรื่องแนวทางการใช้ชีวิตประจำวันในศูนย์พักพิง

ผู้สื่อข่าวช่อง 9

หมายความว่าอย่างไรคะ แนวทางการใช้ชีวิตในศูนย์พักพิง

นพ.สันต์

คือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจะต้องอยู่ในศูนย์พักพิงนี้ไปอีกนาน อาจนานเป็นเดือนสองเดือน แต่ว่าชีวิตประจำวันที่นี่มีปัญหาสามอย่างคือ

(1) การไม่ได้ออกกำลังกายเลย ได้แต่นั่งๆนอนๆบนเสื่อทั้งวัน นี่ผมมาทำสิ่งที่วิชาแพทย์ประจำครอบครัวเรียกว่า “เยี่ยมบ้าน” แต่ผมเรียกว่าเป็นการ “เยี่ยมเสื่อ” ก็แล้วกันนะ หลายคนโดยเฉพาะคนที่อายุมากแปดสิบกว่าเก้าสิบเริ่มจะเดินไม่ได้เพราะไม่ได้เดินมาหลายวัน ผมต้องจับลุกขึ้นมาหัดเดินใหม่ เรียกว่าทำฟื้นฟูร่างกายกันใหม่ การฟื้นฟูร่างกายนั่นแหละเป็นสิ่งที่ขาดไป

(2) เรื่องโภชนาการ คือทุกคนทานอาหารที่โรงเลี้ยงทำให้ เช้าเข้าต้ม กลางวันข้าวราด เย็บข้าวไก่ทอด อาหารเป็นคาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารหลัก แต่มีสัดส่วนของผักและผลไม้น้อยมาก ผลไม้ก็พอมีนะครับที่มีผู้บริจาคมา อย่างกล้วยนี่มีเหลือเฟือ แต่ไม่ค่อยมีคนทาน การที่ร่างกายขาดผักและผลไม้นานๆจะทำให้ขาดวิตามินและเกลือแร่ซึ่งนำไปสู่การเจ็บป่วย และจะทำให้ขาดโปตัสเซียมซึ่งทำให้ความดันเลือดสูงควบคุมยาก นี่เป็นปัญหาที่สองของที่นี่

(3) ผู้พักพิงส่วนใหญ่มีปัญหานอนไม่หลับ ส่วนหนึ่งก็เพราะความเครียดจากการสูญเสียทำให้ฟุ้งสร้านกังวลและจิตตก แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมีอาการปวดเมื่อยจากการอยู่ในท่าเดิมๆนั่งๆนอนๆซ้ำโดยไม่ได้ออกกำลังกาย ดังนั้นปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาอย่างที่สามของที่นี่

ผู้สื่อข่าวช่อง 9

แล้วคุณหมอคิดว่าผู้ประสบภัยควรทำอย่างไรคะ

นพ.สันต์

ผมคุยกับผู้ป่วยสูงอายุไปหลายคนแล้ว เรื่องการออกกำลังกายนั้น ส่วนตัว ตัวใครตัวมันก็ให้ลุกขึ้นเดิน เดินไปเดินมาทั้งวันแหละ อย่าเอาแต่นั่งๆนอนๆ จะให้ดียิ่งไปกว่านั้นก็คือรวมกันออกกำลังกายเป็นกลุ่มทุกเช้าและเย็น ม้วนเสื่อเข้าฝาก็จะได้ลานออกกำลังกายแล้ว ส่วนเรื่องโภชนาการนั้นไม่ต้องไปเริ่มที่ไหนไกล ทานกล้วยที่มีอยู่เหลือเฟือให้หมดก่อน พอมันหมดแล้วก็ค่อยคิดอ่านหาผักผลไม้มาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารให้มากขึ้น ส่วนเรื่องสุขภาพจิตนั้นผมคิดว่าหากมีโปรแกรมการออกกำลังกายแล้ว เมื่อร่างกายหลั่งเอ็นดอร์ฟิน สุขภาพจิตทุกคนจะดีขึ้นเอง

ผู้สื่อข่าวช่อง 9

คุณหมอมีอะไรจะพูดเกี่ยวกับปัญหาของผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกไหมคะ

นพ.สันต์

สิ่งที่ผมจะพูด วันนี้ยังไม่เป็นปัญหา แต่คงจะเป็นปัญหาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คือผมสังเกตว่าการปนเปื้อนในน้ำหรือพูดง่ายๆว่าน้ำเน่าเริ่มมีให้เห็นแล้ว เมื่อเกิดน้ำเน่า ก็จะมีปัญหาโรคที่มากับน้ำเช่นโรคฉี่หนู บิด ไทฟอยด์ ตับอักเสบไวรัสเอ. อหิวาต์ ตามมา ดังนั้นโจทย์สำหรับพวกเราที่เกี่ยวข้องทุกคนก็คือทำอย่างไรจึงจะมีวิธีง่ายผลิตน้ำสะอาดให้ใช้ให้ดื่มเมื่อน้ำบรรจุขวดที่มาจากข้างนอกหมดลง เพราะว่าอีกไม่กี่วันน้ำก็จะท่วมทั้งกรุงเทพ ก็จะไม่มีใครเอาน้ำดื่มใส่ขวดเข้ามาให้ได้แล้ว มันจะต้องมีระบบเล็กที่ทำได้ที่นี่ ระบบนั้นต้องหาทางใช้ประโยชน์จากคลอรีน เพราะคลอรีนนี้เป็นอะไรที่ดีมาก เหมาะกับน้ำท่วมมาก แม้ใช้ในสัดส่วนที่ต่ำมากก็ช่วยกำจัดเชื้อโรคติดต่อทางเดินอาหารที่มากับน้ำท่วมได้เกือบหมดทุกโรค ดังนั้นนอกจากการหาทางกรองน้ำให้ใสพอที่จะนำมาใช้ได้แล้ว ยังต้องใส่คลอรีนเพื่อให้น้ำนั้นสะอาดพอที่จะดื่มได้ด้วย ผมคิดว่าหน่วยงานของรัฐน่าจะเป็นผู้จัดหาคลอรีนฟรีให้ผู้พักพิงได้มีใช้โดยสะดวก ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ และใช้ได้ผลดีแน่นอนมาแล้วในประเทศอื่นๆที่เคยมีปัญหาน้ำท่วมขนาดใหญ่ทั้งหลาย

19 ตุลาคม 2554

หมอสันต์ให้สัมภาษณ์ทีวี.เรื่องการดูแลแผลที่เกิดช่วงน้ำท่วม

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ให้สัมภาษณ์ Spring News TV ขณะนำเรือกู้ภัยออกไปตรวจรักษาแผลและฉีดยาป้องกันบาดทะยักให้กับกลุ่มควาญช้างที่ดูแลช้างจำนวนกว่า 90 เชือกที่มาพักพิงที่เกาะกลางน้ำท่วมเมืองอยุธยา เมื่อ 18 ตค. 54

Spring News TV

ยาที่คุณหมอกำลังฉีดนั่นคือยาอะไรครับ

หมอสันต์

ที่พวกควาญช้างเขาเข้าแถวฉีดกันอยู่นี่ไม่ใช่ยาครับ มันเป็นวัคซีนฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก เพราะได้ทราบข่าวจากทีมแพทย์ศิริราชที่มาดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงว่ามีคนมีอาการคล้ายบาดทะยักแล้ว 3 คน ผมกับคุณบิณฑ์ (บันลือฤทธิ์) จึงรีบเอาเรือมาที่นี่เพื่อมาป้องกันบาดทะยักให้กับกลุ่มควาญช้างและครอบครัว เพราะพวกนี้ส่วนใหญ่เขามีบาดแผลจากการย่ำเศษแล้วหรือเศษของมีคมในน้ำกันเกือบทุกคน จัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง แล้วพวกเขาก็ติดเกาะอยู่ที่นี่ ไปไหนไม่ได้ การเข้ามาหาก็ลำบากอย่างที่คุณได้เห็นแล้วตอนนั่งเรือมาด้วยกันนั่นแหละ

Spring News TV

ทำไมจึงเรียกว่าวัคซีนกระตุ้นละครับ มันป้องกันบาดทะยักได้แน่นอนหรือเปล่า

หมอสันต์

คือการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนเนี่ยจะต้องเริ่มด้วยการตั้งต้นฉีดวัคซีนเข็มแรกหรือชุดแรก แล้วก็ฉีดเข็มต่อไปกระตุ้น โดยแผนการฉีดวัคซีนแต่ละตัวก็ไม่เท่ากัน อย่างวัคซีนบาดทะยักเนี่ยชุดแรกของเขาจะมีอย่างน้อยสามเข็มห่างกันเข็มละหกเดือน หลังจากนั้นก็ต้องฉีดกระตุ้นทุกสิบปีเพื่อให้ภูมิคุ้มกันมันสูงอยู่เสมอ ในคนไทยที่อายุหกสิบลงมานี้ ตอนเด็กๆเข้าโรงเรียนภาคบังคับจะถูกจับฉีดวัคซีนตั้งต้นครบชุดแล้วทุกคน แต่สิ่งที่ขาดไปคือการฉีดกระตุ้นทุกสิบปี ถ้าเป็นผู้หญิงที่คลอดบุตรก็จะได้รับการฉีดกระตุ้นตอนไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลหรือที่อนามัย แต่ผู้ชายหากไม่เคยเกิดอุบัติเหตุหรือไม่เคยมีบาดแผลก็จะไม่ได้รับการฉีดกระตุ้นเลย ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นบาดทะยักได้ การฉีดวัคซีนกระตุ้นนี้หากทำทุกสิบปีไม่ให้ขาด ก็จะป้องกันบาดทะยักได้แน่นอนครับ

Spring News TV

แล้วเวลาที่คุณหมอทำแผล เห็นเอาปากกาขีดเป็นวงไปบนผิวหนังนั้นเพื่ออะไรครับ

หมอสันต์

อ๋อ. คืออันนี้ไม่ใช่แผลธรรมดา แต่มีการอักเสบติดเชื้อที่เห็นเป็นพื้นที่สีแดงนี่เห็นไหมครับ ผมขีดรอบพื้นที่สีแดงนี่ไว้ ก็เพื่อจะบอกคนไข้ว่าหลังจากทำแผล ฉีดยา กินยาฆ่าเชื้อที่ผมให้ไว้นี้แล้ว พื้นที่สีแดงนี้มันต้องหดเล็กลงหรือหายไป แต่ถ้าในสามวันนี้มันไม่หดลง หรือมันขยายตัวกว้างใหญ่ออกไปอีก นั่นหมายความว่าการติดเชื้อลุกลามแล้ว บางทีมันลุกลามเร็วมากจนชาวบ้านเรียกว่าเป็นโรคไฟลามทุ่ง พอมันลามก็แสดงว่ายาที่ให้เอาไม่อยู่ ปลายทางก็คือจะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นเรื่องรุนแรงถึงตายได้ ดังนั้นถ้าเขาเห็นว่าสามวันแล้วมันก็ยังลามออกนอกวงนี้อยู่ เขาต้องรีบหาเรือไปยังศูนย์พักพิงเพื่อให้เขาส่งต่อไปรักษาในโรงพยาบาล

Spring News TV

คุณหมอมีอะไรจะพูดไปถึงผู้ชมที่อยู่ในสภาพน้ำท่วมบ้างไหมครับ

หมอสันต์

ท่านผู้ชมที่กำลังผจญน้ำท่วมทุกท่านครับ ในสภาพน้ำท่าม มีความเสี่ยงที่จะเหยียบถูกเศษแก้วเศษหินหรือเศษโลหะเกิดแผลเล็กบ้างใหญ่บ้างได้ตลอดเวลา บางทีก็เกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัว ผมขอแนะนำท่านผู้ชมเฉพาะประเด็นที่สำคัญสามประเด็นคือ

ประเด็นที่ 1. การป้องกันโรคบาดทะยัก คือโรคบาดทะยักนี้เป็นง่ายในสภาพที่เท้าเราจมน้ำสกปรกอยู่อย่างนี้ โรคนี้เป็นแล้วมักจะตาย แต่มันป้องกันได้ด้วยวัคซีน ตอนที่เราเด็กๆเราได้วัคซีนป้องกันบาดทะยักมาจากโรงเรียนแล้วทุกคน ธรรมชาติของภูมิคุ้มกันมันจะหดหายไปหากไม่ได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกสิบปี ดังนั้นให้ท่านนึกย้อนหลังไปสักสิบปี หากสิบปีที่ผ่านมานี้ไม่ได้ฉีดวัคซีนบาดทะยักกระตุ้นเลย ขอให้ท่านขวนขวายไปรับการฉีดวัคซีนกระตุ้นที่หน่วยแพทย์หรือที่สถานีอนามัยเมื่อใดก็ตามที่ท่านมีโอกาสไปได้ ไม่ต้องรอให้มีแผลก่อน ถือโอกาสตอนน้ำท่วมนี้แหละ ไปฉีดวัคซีนบาดทะยักกระตุ้นเลย

ประเด็นที่ 2. การป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อ เมื่อมีแผลเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการล้างเอาเศษดินออกจากแผล ล้างด้วยน้ำสะอาดที่หาได้ หากหาไม่ได้ก็ต้องสละน้ำดื่มมาล้างแผล กัดฟันทนเจ็บเอาแปรงสีฟันขูดเศษดินออกจากแผลให้หมด ไม่ต้องใส่ยา ไม่ต้องกินยาใดๆ ล้างให้สะอาดลูกเดียว ไม่มียาใส่หรือยากินใดๆจะมาป้องกันการติดเชื้อได้เท่าการล้างแผลให้สะอาดได้

ประเด็นที่ 3. การเฝ้าระวังการติดเชื้อลุกลาม สิ่งบอกเหตุว่าการติดเชื้อนั้นลุกลามมีสามอย่างคือ

อย่างที่หนึ่ง คือ ถ้าท่านมีแผลแล้วมีไข้ด้วย นั่นแสดงว่าเชื้ออาจลุกลามเข้าไปในกระแสแล้ว ไม่ต้องรอกินยาลดไข้แล้วดูเชิง ท่านต้องขวานขวายไปหาหมอเลย

อย่างที่สองคือ ถ้ามีรอยบวมๆแดงๆหรือม่วงคล้ำๆรอบแผล แสดงว่ามีการติดเชื้อของแซลรอบแผล ให้ท่านเอาถ่านหรือปากกาขีดรอบรอยนั้นไว้ หากหลายวันผ่านไปรอยนี้มีขยายกว้างขึ้น ท่านก็ต้องรีบไปหาหมอเช่นกัน
อย่างที่สาม คือถ้าแผลที่ช้ำๆดำๆ เวลาบีบแล้วมันมีเสียงครอกแครกเหมือนมีฟองลมอยู่ข้างใน อันนั้นแสดงว่ามันอาจติดเชื้อชนิดไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งอันตรายและลุกลามเร็ว ท่านอย่ารอดูเชิง ให้รีบหาทางออกไปหาหมอเลยนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

17 ตุลาคม 2554

สมุนไพรจีนกินแล้วคึกคัก

คุณหมอสันต์ครับ
ผมได้ยาจีนเป็นแคปซูลมีชื่อว่า....... ซึ่งเพื่อนที่ดีกันเขาเอามาให้ มีเลขทะเบียน และบอกชื่อตัวยาจีนที่ใช้ไว้ครบถ้วน เช่นเขากวางอ่อนอะไรอย่างนั้นเป็นต้น แพ็คในกล่องอย่างดี แต่ไม่มี อ.ย.ไทย ยานี้ผมทานแล้วทำให้คึกคักในเรื่องเซ็กซ์ดีมาก คึกคักนี่ไม่ใช่เฉพาะตอนที่จะออกศึกนะครับ มันทำให้คึกคักกระชุ่มกระชวยทั้งวัน ผมจึงตั้งใจว่าจะใช้เป็นประจำวันละเม็ด แต่ก็เกรงว่ามันจะมีผลเสียหรือข้อควรระวังอะไรหรือเปล่า ขอคำแนะนำด้วยครับ

....................................

ตอบครับ

ขึ้นชื่อว่ายาสมุนไพร ไม่ว่าจะของไทยหรือของจีน ข้อมูลทางการแพทย์ที่มีอยู่ตอนนี้มีข้อพึงระวังอยู่สามประการคือ

1. มักมี โลหะหนักปนเปื้อน บางตำหรับตั้งใจใช้โลหะหนักเช่นสารหนู (Arsenic) เป็นตัวยาออกฤทธิ์หลักเลยหละ แต่บางตำหรับมันก็ปนเปื้อนกับวัตถุดิบที่ใช้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ สมุนไพรที่มีตรา อ.ย. ไทยมีความปลอดภัยจากโลหะหนักนี้ แต่สมุนไพรที่ไม่มีตรา อ.ย. ไทย ไม่ปลอดภัย ต้องเสี่ยงเอาเอง ในกรณีที่ใช้สมุนไพรต่อเนื่อง โลหะหนักนี้จะออกฤทธิ์ทำลายอวัยวะสำคัญๆเช่น ไต ตับ ระบบประสาท ไปทีละเล็กทีละน้อยแบบไม่ค่อยรู้ตัว จนพิษสะสมถึงระดับหนึ่งจึงจะเกิดอาการที่ชัดเจนขึ้นมา ซึ่งถึงตอนนั้นอาจจะสายเกินกว่าที่จะรักษาอวัยวะสำคัญให้กลับดีดังเดิมได้

2. มักแอบใส่ผง “ยาฝรั่ง” เข้าไป อย่างเช่นสมุนไพรยาลูกกลอนไทย วงการแพทย์ไทยรู้กันดีว่ามักใส่ผง “สะเตียรอยด์” ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันเข้าไป หรือยาบำรุงกำลังทางเพศของจีนที่คุณว่ามานั้น เคยมีคนไข้ท่านหนึ่งเอาตัวอย่างมาให้ผมแล้วรวม 6 แคปซูล ผมๆได้ส่งจำนวนทั้ง 6 แคปซูล (ไม่ได้กั๊กไว้ทานเอง..สาบาน) ไปให้ห้องแล็บของกรมวิทย์ฯตรวจ พบว่าไม่มีโลหะหนักอยู่เลย แต่พบว่ามีตัวยา Tadalafil ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่ใช้ในยาฝรั่งที่ใช้รักษาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวชื่อ Cialis สารตัวนี้ออกฤทธิ์นาน 36 ชั่วโมง (เทียบกับสาร sidelnafil ในยาไวอากร้าซึ่งออกฤทธิ์นานเพียง 4 ชั่วโมง) ประเด็นสำคัญของการใส่ผงยาฝรั่งในยาสมุนไพรคือเราไม่ทราบปริมาณที่ใส่ว่ามากน้อยกี่มิลลิกรัมทำให้ควบคุมพิษลำบาก ธรรมเนียมการแอบใส่ผง “ยาฝรั่ง”นี้ ที่นิยมใส่กันมากอีกอันหนึ่งคือกาแฟลดน้ำหนัก ซึ่งนิยมใส่ผงยา sibultramine ซึ่งเป็นยาลดความอ้วนที่ถูกถอนออกจากตลาดไปแล้วเนื่องจากมีพิษต่อระบบหัวใจหลอดเลือดมากเกินไป แต่กาแฟลดน้ำหนักที่ขายกันอยู่ก็ยังมีการใส่ผงยานี้อยู่ การจะปลอดภัยจากการแอบใส่ผงยาฝรั่งนี้มีวิธีเดียว คือสมุนไพรหรืออาหารนั้นต้องได้รับการรับรองจาก อ.ย. ไทยก่อน จึงจะประกันได้ว่าไม่มีการใส่ผงยาฝรั่งเข้าไป

3. ตัวสมุนไพรเองบางครั้งมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจริงแต่ไม่ทราบระดับความแรง ยกตัวอย่างเช่นสมุนไพรหญ้าหนวดแมววงการแพทย์ทราบว่ามันออกฤทธิ์ขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายสูญเสียโซเดียม แต่ไม่ทราบว่าสารตัวไหนเป็นตัวทำให้ออกฤทธิ์ และที่ปริมาณกี่มิลลิกรัมจึงจะออกฤทธิ์พอดี ทำให้การควบคุมระดับการออกฤทธิ์เพื่อความปลอดภัยทำได้ยาก

ผมเองไม่ได้ต่อต้านสมุนไพรนะครับ แต่หากแม้นเลือกได้ ผมจะเลือกใช้ยาฝรั่งรักษาโรคมากกว่า เพราะข้อมูลในเรื่องขนาด ปริมาณ และบันทึกเรื่องความปลอดภัยชัดเจนดีกว่ากันอย่างเทียบไม่ได้ ปัจจุบันนี้มีมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเปิดสอนเรื่องสมุนไพรหรือยาแผนโบราณมากขึ้น ในอนาคตพวกเขาอาจทำวิจัยที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรในคนไข้มากขึ้น ถึงตอนนั้นก็ค่อยเอาข้อมูลมาว่ากัน ในระหว่างนี้ หากคุณประสงค์จะปลุกเซ็กซ์ตัวเอง ผมแนะนำให้คุณไปหาหมอและขอยา Cialis มาทานดีกว่า เพราะยาก็ตัวเดียวกัน แต่ถ้าเป็นยา Cialis หมอเขาจะช่วยดูเรื่องผลข้างเคียงและพิษของยาให้ มีความปลอดภัยต่อคุณได้แน่นอนกว่า

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

กลัวไม่ฟื้นหลังดมยาสลบ

เรียน คุณหมอสันต์ที่เคารพ

หนูตรวจพบติ่งเนื้อขนาด 0.5 ซม. บริเวณปากมดลูก หนูไปตรวจกับหมอสูเนื่องจากมีเลือดออกทุกวันประมาณเปลี่ยนแผ่นอนามัยบางๆวันละ 1-3 แผ่น หมอแนะนำให้ขูดมดลูกและเอาติ่งเนื้อออก โดยแนะนำให้ฉีดยานอนหลับ คุณหมอคะ หนูกังวลมากเนื่องจากหนูกลัวเกิดการผิดพลาดอาจทำให้หนูไม่ฟื้น หรือหากหนูบอกหมอดมยาว่าทานยาต้านซึมเศร้าอยู่ เค้าอาจจะปรับยาให้แรงจนเกินขนาด อาจไม่ฟื้นนอกจากนี้หนูยังกลัวอาการหลังฟื้น เพราะหนูเคยฟื้นจากผ่าตัดมาแล้ว panic. คล้ายรู้สึกมีอาการฟู่ฟ่าในร่างกาย กลัวตาย กลัวหายใจไม่ออก อาการนี้เกิดขึ้นครั้งแรกหลังการได้รับยานอนหลับในการส่องกล้องที่สะดือ ผ่า endometriosis อาการนี้ยังคงอยู่ 3-4 ปีกว่าจะหายขาด
ส่วนตอนผ่าคลอดวางยาสลบหนูก็กลัว ฟื้นมาตอนแรกก็ดีค่ะ สักพักรู้สึกกลัว กลัวตาย กลัวควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่แน่ใจเพราะหนูกดมอร์ฟีนมากไปรึเปล่าด้วยค่ะ
สุดท้ายนี้ คุณหมอคิดว่าหนูควรฉีดยานอนหลับหรือวางยาสลบดีคะ แล้วก็ ความปลอดภัยมีแค่ไหนคะ หนูควรบอกแพทย์เรื่องกินยา( lexapro 10 mg. And lexotan 1.5 mg. วันละ 1-2 เม็ด) ไหมคะ กลัวหมอจะให้ยาแรงไปค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

.........................................................................

ตอบครับ

1. เป็นติ่งเนื้อที่ปากมดลูก มีเลือดออกผิดปกติ หมอแนะนำให้ตัดตัวอย่างติ่งเนื้อออกร่วมกับขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาตรวจวินิจฉัย ว่าทั้งในโพรงมดลูกและทั้งที่ปากมดลูก มีอะไรซีเรียสหรือเปล่า นี่เป็นขั้นตอนการวินิจฉัยมาตรฐาน ซึ่งผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าควรทำ

2. ในการทำการวินิจฉัยดังกล่าวนี้ บางหมออาจจะทำการรักษาควบไปด้วยเลย กล่าวคือถ้ามีข้อมูลว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะแรก (stage IA) หมออาจจะใช้ลวดไฟฟ้าร้อนๆคว้านเอาเนื้อปากมดลูกออก เรียกว่าทำลีพหรือ LEEP ย่อมาจาก loop electrical excisional procedure หรือไม่ก็อาจจะทำผ่าตัดเอามีดคว้านเอาเนื้อปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย เรียกว่าทำ conization หรือทำ cone biopsy ทำแล้วก็เอาเนื้อที่ตัดออกมาตรวจดูซ้ำว่าตัดออกหมดไหม ถ้าหมดก็จบ การทำทั้งสองอย่างนี้หมออาจตัดสินใจทำไปเลยขณะคุณหลับหรือสลบอยู่โดยไม่ปลุกคุณขึ้นมาถามกลางคัน ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ควรทำสำหรับแพทย์อีกเหมือนกัน ดังนั้นคุณจึงควรเปิดใจล่วงหน้า มอบความไว้วางใจให้หมอเขาตัดสินใจไปเลยโดยไม่โวยวาย

3. ถามว่าควรบอกหมอเรื่องยาต้านซึมเศร้าที่ทานอยู่หรือไม่ ตอบว่าต้องบอกให้หมดครับ เวลาไปหาหมอสาขาไหนก็ตาม ต้องจาระไนให้เขาฟังให้หมดว่าคุณทานยาของหมอในสาขาอื่นอะไรบ้าง ถ้าไม่บอก หมอเขาจะตรัสรู้ได้อย่างไรละครับ อย่าหวังให้เขาอ่านเอาเองจากเวชระเบียน เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นหมอโดยเฉพาะหมอใหญ่ๆแล้ว ชั้นแต่จะอ่านลายมือตัวเองยังแทบเอาตัวไม่รอด จะไปหวังให้หมอเขาอ่านลายมือของหมอคนอื่นออกนั้นเป็นความคาดหวังที่เกินจริงไป และถ้าหมอเขาไม่รู้ว่าเราทานยาอะไรอยู่บ้าง เขาก็ป้องกันยาตีกันไมได้ นอกจากยาแผนปัจจุบันแล้ว ยาสมุนไพร ยาลูกกลอน วิตามิน หญ้าแห้ง อะไรที่ทานอยู่ก็ต้องบอกเขาให้หมด

4. ประเด็นความกลัวตาย กลัวไม่ฟื้น กลัวหายใจไม่ออก กลัวเป็นเจ้าหญิงนิทรา ฯลฯ อันนี้เป็นความกลัวที่เกินพอดี (panic disorder) คุณเป็นคนรุ่นใหม่คงรู้จักนายสตีฟ จ๊อบส์ เซียนคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งตายไปใช่ไหมครับ มรดกทางความคิดอันหนึ่งที่เขาทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังซึ่งมีค่ามากก็คือแนวคิดของเขาที่ว่าคนเราควรทำใจยอมรับความตายว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นกับเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง เขาบอกว่าคนเราเมื่อยอมรับความตายได้ เรื่องอื่นๆก็ล้วนเป็นเรื่องกระจอกไม่มีอะไรต้องน่ากลัวทั้งสิ้น การตัดสินใจเรื่องใดๆในวันนี้ซึ่งเป็นวันที่เรามีชีวิตอยู่เราก็จะสามารถตัดสินใจไปอย่างชอบด้วยเหตุผลโดยไม่มีอคติเรื่องความกลัวมาชักใบให้ไข้วเขวหรือให้ลำบากใจ ดังนั้นวิชา “ทำใจ”หรือผมชอบเรียกว่าวิชา “make your heart” นี้ จึงเป็นวิชาหลักที่คุณต้องเรียนต้องหัดอย่างจริงจัง ซึ่งถ้าคุณทำได้ ยาต้านซึมเศร้าทั้งหลายที่ทานอยู่ก็อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป

5. จะวิธีดมยาสลบ ฉีดยาสลบ ฉีดยาชาเช้าที่หลัง ฉีดยานอนหลับขณะแพทย์ทำหัตถการ (deep sedation) หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ วิธีไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละครับ ทุกวิธีมันได้อย่างก็เสียอย่าง ด้านหนึ่งคือความปลอดภัย อีกด้านหนึ่งคือความเจ็บปวดขณะทำ วิธีฉีดยาเฉพาะที่มีความปลอดภัยสูงสุดแต่ก็เป็นวิธีที่โหดที่สุด ส่วนวิธีดมยาสลบก็เป็นธรรมดาว่ามีความเสี่ยงของการดมยาเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็หลับสบายไปตื่นขึ้นมาก็เสร็จแล้วโดยไม่เจ็บไม่ปวดเลย คุณเลือกวิธีไหนก็ได้ ไม่สำคัญครับ สำคัญที่การหัดทำใจกับความกลัวตายมากกว่า

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

12 ตุลาคม 2554

สมองเสื่อมขี้หลงขี้ลืม

คุณหมอสันต์คะ

ได้อ่านบทความเรื่องการเป็นผู้ดูแลคนป่วยเรื้อรังของคุณหมอแล้วถูกใจมาก ตัวเองก็อยู่ในฐานะผู้ดูแลคุณแม่อยู่ ได้เห็นความทุกข์ของคุณแม่จากการที่ท่านขี้หลงขี้ลืมอย่างหนักแล้วก็อดเป็นห่วงตัวเองเมื่ออายุมากขึ้นไม่ได้ อยากถามคุณหมอว่ามีวิธีใดที่เชื่อถือได้ว่าจะป้องกันสมองเสื่อมในวัยสูงอายุได้บ้างคะ

ขอบคุณมากค่ะ

................................................

ตอบครับ

อย่าว่าแต่คุณเลยครับ ผมก็กลัวเป็นคนขี้หลงขี้ลืมเหมือนกัน ตอนหนุ่มทำงานยุ่งๆขับรถไปซื้อของแล้วเคยลืมเมียไว้ที่ร้านขายของแต่เมียก็ให้อภัยว่าสามีทำงานหลายอย่าง (multitasking) จึงกลายเป็นตลกที่ได้คะแนนไป แต่พอแก่ตัวแล้วนี่ ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรหลายอย่างเหมือนตอนหนุ่มๆเลย มันกลับลืมอะไรง่ายมาก ต้องคอยจดคอยท่องไว้จึงจะเอาตัวรอดได้ แต่ผมก็ยังดีกว่าพยาบาลของผมคนหนึ่งนะครับ ลูกเธอไม่สบาย เธอไปเปิดตู้เย็นจะเอายาพาราเซ็ตตามอลให้ลูกทาน พอหยิบยาได้เธอก็ทานมันเองซะเลย แล้วดื่มน้ำตามเสร็จเรียบร้อย.. ท่าทางเธอจะอาการหนักกว่าผมแยะแฮะ

ถามว่ามีอะไรป้องกันสมองเสื่อมได้จะๆเจ๋งๆไหม ตอบว่า หลักฐานเท่าที่วงการแพทย์พอมี มีดังนี้ครับ

1. การให้ร่างกายได้รับวิตามินบี. 12 และกรดโฟลิก ให้พอเพียง เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นปัจจัยคุมไม่ให้ระดับของกรดอามิโนซึ่งมีพิษต่อเซลประสาทตัวหนึ่งชื่อโฮโมซีสเตอีน (homocysteine) สูงเกินไป เพราะหลักฐานวิจัยบ่งชี้ว่าถ้าโฮโมซีสเตอีนสูง ก็มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มาก งานวิจัยทำที่แคนาดาพบว่าผู้สูงอายุที่ได้กรดโฟลิกจากอาหารหรืออาหารเสริมพอเพียงจะเป็นอัลไซเมอร์น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ งานวิจัยสุ่มตัวอย่างให้ผู้สูงอายุทานกรดโฟลิกเสริมวันละ 800 mcg เทียบกับยาหลอกนานสามปีพบว่ากลุ่มที่ทานกรดโฟลิกเสริมมีความจำดีเทียบได้กับคนที่หนุ่มสาวกว่าตน 5.5 ปี อีกงานวิจัยหนึ่งทำที่ออกซ์ฟอร์ดใช้การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) ตามดูคนที่สมองเสื่อมสองกลุ่มคือกลุ่มที่ให้ทานกรดโฟลิก วิตามินบี.6 และวิตามินบี.12 กับกลุ่มที่ให้ยาหลอก พบว่ากลุ่มที่ให้วิตามินมีอัตราการหดตัวของเนื้อสมองน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอก สำหรับคนไม่ชอบทานวิตามินเป็นเม็ด วิตามินบี.12 มีมากในอาหารหมักหมักๆเหม็นๆเช่นกะปิ น้ำปลา ปลาร้า พืชผัก และถั่วต่างๆซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้วจะถูกบักเตรีในลำไส้ย่อยเป็นวิตามินบี.12 ส่วนกรดโฟลิกก็มีมากในถั่วต่างๆ ผักต่างๆเช่นคะน้า กะหล่ำ ผักโขม ผักกาด และผลไม้เช่นส้ม สับปะรด ฝรั่ง มะละกอ

2. การให้ร่างกายได้รับไขมันโอเมก้า 3 มากพอ งานวิจัยที่ชิคาโกซึ่งติดตามดูผู้สูงอายุ 7 ปีพบว่าคนที่ทานปลามากหรือทานน้ำมันปลาเสริมมีความสัมพันธ์กับการเกิดสมองเสื่อมน้อยกว่าคนที่ทานปลาน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าสมองเสื่อมไปแล้วน้ำมันปลาก็อาจจะช่วยไม่ได้ เพราะอีกงานวิจัยหนึ่งใช้วิธีสุ่มตัวอย่างคนที่เป็นอัลไซเมอร์แล้ว แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ทานน้ำมันปลาเสริมเทียบกับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งให้ทานยาหลอก พบว่าอัตราเพิ่มความรุนแรงของสมองเสื่อมไม่แตกต่างกัน ดังนั้นการทานปลา หรือน้ำมันปลา จึงมีผลช่วยป้องกันมากกว่ารักษาสมองเสื่อม

3. ให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระพอเพียง สมองเสื่อมเกิดจากการอักเสบของเซล เมื่อใดก็ตามที่มีการอักเสบ เมื่อนั้นจะเกิดอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนท์ สารต้านอนุมูลอิสระอันได้แก่วิตามินเช่นวิตามินเอ. เบต้าแคโรทีน วิตามินซี. วิตามินอี. และสารอื่นเช่นซีสเตอีน กลูต้าไทโอน กรดไลโปอิค แอนโทไซยานิดินส์ โคเอ็นไซม์คิวเทน และเมลาโทนิน จึงอาจจะมีประโยชน์ในการป้องกันสมองเสื่อม เช่น งานวิจัยที่ยูท่าซึ่งทำให้คนสูงอายุ 4740 คนพบว่าการให้ทานวิตามินอี. 1000 mcg ควบกับวิตามินซี. 1000 mcg มีความสัมพันธ์กับการเกิดสมองเสื่อมน้อยลง สำหรับคนที่ไม่ชอบทานวิตามินเป็นเม็ด สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านนี้มีมากในผักและผลไม้ ถ้าอยากได้ต้องทานผักผลไม้มากๆอย่างน้อยวันละ 5 เสริฟวิ่งขึ้นไป

4. ความเครียดทำให้สมองเสื่อมเร็ว งานวิจัยในสัตว์พบว่าคอร์ติซอล (สะเตียรอยด์) ที่เพิ่มขึ้นเพราะความเครียดไปทำให้เซลสมองเสื่อม การพักผ่อนให้เพียงพอ จัดการความเครียดให้ดี จึงเป็นวิธีป้องกันสมองเสื่อมอย่างหนึ่ง

5. การออกกำลังกายทำให้สมองเสื่อมช้าลงแน่นอน มีงายวิจัยสนับสนุนมาก เช่น งานวิจัยหนึ่งสุ่มตัวอย่างศึกษาเปรียบเทียบพบว่าผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควรอย่างสม่ำเสมอนาน 1 ปี จะมีสมองส่วนฮิปโปแคมปัสโตขึ้นและความจำดีขึ้น เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่เพียงแค่ออกกำลังกายแบบยืดเส้นยืดสายที่ไม่ถึงระดับหนักพอควร

6. การฝึกสมองประลองเชาว์ก็ช่วยได้ การศึกษาเชิงระบาดวิทยาทำให้เราทราบว่าคนที่เรียนหนังสือมากหรือนานหลายปี จะเป็นสมองเสื่อมน้อยกว่าคนเรียนน้อย เด็กที่มีไอคิวสูง โตขึ้นจะเป็นสมองเสื่อมน้อยกว่าเด็กที่ไอคิวต่ำ คนที่มีงานอดิเรกมาก โดยเฉพาะงานอดิเรกที่กระตุ้นการใช้ปัญญา จะเป็นสมองเสื่อมน้อย หลักฐานเหล่านี้ทำให้เกิดความเชื่อว่าการลงทุนสร้าง “ปัญญาสำรอง” หรือ cognitive reserve ไว้ด้วยการฝึกสมองประลองเชาว์บ่อยๆ ทำให้เป็นสมองเสื่อมน้อยลง

7. งานวิจัยพบว่าคนขี้หลงขี้ลืมหรือเป็นอัลไซเมอร์มีสารเคมีซึ่งเป็นตัวรับส่งสัญญาณที่ปลายประสาทชื่ออะเซติลโคลีน (acetylcholine) ต่ำกว่าปกติ ยารักษาอัลไซเมอร์ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในปัจจุบันนี้จึงล้วนเป็นยาในกลุ่มยาต้านตัวทำลายอะเซติลโคลีน เพื่อหวังผลให้มีอะเซติลโคลีนใช้ในสมองมากขึ้น ปัจจุบัน FDA อนุมัติให้ใช้ยากลุ่มนี้แล้วสี่ตัวคือ tacrine (Cognex), donepezil (Aricept), rivastigmine (Exelon), and galantamine (Razadyne)ซึ่งหมอมักให้คนเป็นสมองเสื่อมทานกันเกือบทุกคน

ทั้งเจ็ดประเด็นคือหลักฐานเท่าที่วงการแพทย์มีว่าอะไรจะป้องกันหรือทำให้สมองเสื่อมช้าลงได้บ้าง ซึ่งคุณเลือกเอาไปประยุกต์ใช้ได้ครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. S. Seshadri et al.. Plasma homocysteine as a risk factor for dementia and AD. N Engl J Med, vol 346(7), pp. 476-483. (2002)
2. van Dam F, van Gool, WA;HyperHomocysteinemia and Alzheimer’s disease: A systematic review. Archives of Gerentology and Geratrics, 2009: 48: 425-430.
3. Smith AD, Refsum H; Vitamin B-12 and cognition in the elderly. Am J Clin Nutr, 2009: 89(2):707S–11S; Tangney C et al., Biochemical indicators of vitamin B12 and folate insufficiency and cognitive decline. Neurology, 2009;72(4):361–7.
4. Durga J, van Boxtel MP, Schouten EG et al; The effect of 3-year folic acid supplementation on cognitive function in older adults in the FACIT trial: a randomized, double blind, controlled trial. Lancet, 2007; 369(1):208-216.
5. Aisen PS, Schneider LS, Sano M, Diaz-Arrastia R et al; High-dose B vitamin supplementation and cognitive decline in Alzheimer disease. JAMA, 2008; 300(15):1774–83
6. Quinn JF, Raman R, Thomas RG, et al; Docosahexaenoic acid supplementation and cognitive decline in Alzheimer disease: a randomized trial. JAMA, 2010; Nov 3;304(17):1903-11.
7. Birks J. and Grimley Evans J. ‘Ginkgo biloba for cognitive impairment and
dementia’, Cochrane Database Syst Rev, (2):CD003120 (2007).
8. Gottlieb S. Mental activity may help prevent dementia. BMJ. 2003; 28; 326(7404): 1418.
9. Ott A, van Rossum CT, van Harskamp F, van de Mheen H, Hofman A, et al. Education and the incidence of dementia in a large population-based study: The Rotterdam Study. Neurology. 1999;52:663–666.
10. Whalley LJ, Starr JM, Erickson KI, Voss MW, Prakash RS, Basak C, Szabo A, Chaddock L, Kim JS, Heo S, Alves H et al. "Exercise training increases size of hippocampus and improves memory." PNAS, 2011.DOI:10.1073/pnas.1015950108
11. Athawes R, Hunter D, Pattie A, et al. Childhood mental ability and dementia. Neurology. 2000;55:1455–1459.
12. Verghese J, Lipton RB, Katz MJ, Hall CB, Derby CA, et al. Leisure activities and the risk of dementia in the elderly. N Engl J Med. 2003;348:2508–2516.
13. Stern Y. What is cognitive reserve? Theory and research application of the reserve concept. J Int Neuropsychol Soc. 2002;8:448–460.

10 ตุลาคม 2554

อายุ 21 ปีไม่มีประจำเดือน

เรียน น.พ.สันต์ ที่เคารพ ค่ะ
ดิฉันมีหลานสาวเธออายุ 21 ปีแล้วยังไม่มีประจำเดือนเลย มีข้อมูลดังนี้ค่ะ
1. เพศหญิง อายุ 21 ปี
2. ส่วนสูง 160 ซ.ม.
3. น.น. 105 ก.ก.
4. ความดันโลหิต ประมาณ 90-100
5. เคยไปพบแพทย์โดยตรวจอัลตราซาวด์และตรวจภายในเมื่อประมาณ4ปีที่แล้ว แพทย์ไม่พบสาเหตุและแนะนำให้ไปตรวจที่กรุงเทพ แต่น้องเขาไม่ไปแล้ว คงจะเข็ดหลาบเพราะน้องเขาไม่เคยตรวจแบบนั้น เป็นคนขี้อายมากด้วย
6. มารดาเสียชีวิตอายุ 48 ปี ด้วยโรคเบาหวาน , โรคไต
มีคำถามดังนี้ค่ะ
1. รบกวนทราบรายละเอียดและขอคำแนะนำจากคุณหมอค่ะ
2. ถ้าปล่อยไว้แบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น มีโอกาสที่จะมีประจำเดือนตามธรรมชาติไหมค่ะ
3. จากรายการ the symptom วันที่ 2 ต.ค.2554 ตอนมะเร็งเต้านม มีคำถามเพิ่มเติมค่ะ ว่าระหว่างเต้านมเล็กกับใหญ่
มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเท่ากันหรือไม่ค่ะ
ขอขอบพระคุณคุณหมอเป็นอย่างสูงที่เสียสละเวลาตอบ ซึ่งคำตอบของคุณหมอมีความแตกต่างจากท่านอื่นๆคือ ตอบได้ครอบคลุมทุกสาเหตุ เพราะการเกิดโรคไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว บางครั้งผู้ถามให้ข้อมูลไม่ละเอียดพอ คุณหมอก็ตอบให้ทุกสาเหตุเลย ผู้ถามก็สามารถเลือกนำไปใช้ประโยชน์ได้
ด้วยความเคารพอย่างสูง
..............................................................

ตอบครับ

1. สูง 160 ซม. นน. 105 กม. คำนวณดัชนีมวลกายได้ 41 ก็จัดว่าเป็นโรคอ้วนร้ายแรง (morbid obesity) แล้วนะครับ เรียกว่ายังไม่ทันสอบถามอาการก็ได้มาหนึ่งโรคแล้ว

2. อายุ 21 ประจำเดือนไม่เคยมาเลยตั้งแต่เกิด เรียกว่า primary amenorrhea มีสาเหตุที่เป็นไปได้ดังนี้

2.1 เป็นโรคไฮโปไทรอยด์ (hypothyroidism) ซึ่งพิสูจน์ได้ด้วยการเจาะเลือดดูฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) และฮอร์โมนไทรอยด์ (FT4)

2.2 เป็นโรคฮอร์โมนเพศชายมากเกิน ซึ่งอาจถูกผลิตมาจากหลายแห่ง เช่น

2.2.1 โรคถุงน้ำหลายใบที่รังไข่ (polycystic ovarian syndrome - PCOS) พิสูจน์ได้จากการทำอุลตร้าซาวด์ดูรังไข่ กรณีของหลานสาวคุณนี้เคยทำอุลตร้าซาวด์มาแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ ก็ไม่น่าจะใช่โรคนี้

2.2.2 เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต ซึ่งตั้งหน้าผลิตฮอร์โมนเพศชายออกมา

2.2.3 เนื้องอกแบบก้อนตันที่รังไข่ (ovarian tumor)

2.3 เกิดจากสะเตียรอยด์มากเกิน (Cushing syndrome) ซึ่งอาจได้จากกินเข้าไปในรูปของยา โดยเฉพาะยาสมุนไพรหรือยาลูกกลอน หรือมีเนื้องอกที่ต่อมหมวกไตที่ตั้งหน้าตั้งตาผลิตสะเตียรอยด์ ซึ่งพิสูจน์ได้โดยการตรวจระดับฮอร์โมนสะเตียรอยด์ในน้ำลายตอนดึก หรือในเลือด หรือในปัสสาวะที่เก็บตลอดวัน

2.4 โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง (pituitary adenoma) ซึ่งมักผลิตฮอร์โมนหลายตัวไปรบกวนการทำงานของร่างกายทั่วไปหมด เช่นผลิตฮอร์โมนโปรแล็คตินไปกระตุ้นต่อมน้ำนมทำให้น้ำนมไหลโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย หรือผลิตฮอร์โมนกระตุ้นต่อมหมวกไต (ACTH) ไปทำให้ต่อมหมวกไตผลิตสะเตียรอยด์มากขึ้น ซึ่งถ้าเจาะเลือดแล้วมีโปรแล็คตินหรือ ACTH สูงหมอก็จะสงสัยโรคนี้และจะตรวจสมองด้วยคอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็ก (MRI) เพื่อพิสูจน์

2.5 โรครังไข่ไม่ทำงาน (ovarian failure) ซึ่งอาจเกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง หรือมีพันธุกรรมที่ทำให้รังไข่ไม่ผลิตฮอร์โมน เช่นโรค Turner syndrome

3. ปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ดีไหม จะเกิดอะไรขึ้น ตอบว่าไม่ดีครับ ถ้าคุณดูสาเหตุ ส่วนใหญ่หากปล่อยไว้ก็มีแต่จะเป็นมากขึ้น (เช่นเนื้องอกต่างๆ) อย่างน้อยโรคอ้วนระดับนี้ ถ้าปล่อยไว้รับประกัน..อยู่ได้ไม่นาน ควรได้รับการแก้ไข

4. ปล่อยทิ้งไว้ประจำเดือนจะมาไหม ตอบว่ายากส์ เพราะเหตุที่ทำให้ประจำเดือนไม่มายังอยู่

5. ถามว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ตอบว่าก็ต้องกลับไปหาหมอละสิครับ เป็นคนไข้มัวอายหมอก็ลำบากแล้ว ไปหาหมอคนเดิม ที่เดิมนั่นแหละ จะได้ไม่ต้องไปตรวจสิ่งที่ตรวจไปแล้วซ้ำสองอีก ไปต่อยอดบนเรื่องเก่าเลย ว่าที่คุณหมอว่าจะส่งไปรักษาที่อื่นนะ ตอนนี้พร้อมแล้วคะ จะให้ไปไหนดีคะ แล้วไหนละคะจดหมายส่งตัว ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกส่งไปไกลถึงกรุงเทพ โรคแบบนี้โรงพยาบาลศูนย์ใกล้บ้านก็รักษาได้สบายมาก

6. เรื่องนมใหญ่นมเล็กคุณจะรู้ไปทำไมครับ เพราะใหญ่หรือเล็กก็ต้องป้องกันมะเร็งเหมือนกันอยู่ดี แต่เอาเถอะ เมื่อถามมาก็ตอบให้ได้ ข้อมูลที่วงการแพทย์มีชัดเจนคือหญิงอ้วนเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าหญิงไม่อ้วน งานวิจัยติดตามผู้หญิงแปดหมื่นกว่าคนโดยสำรวจเบอร์บราเซีย (bra cup size) ไว้ตั้งแต่ตอนเป็นสาว พบว่าในบรรดาหญิงอ้วน (ดัชนีมวลกายมากกว่า 25) ด้วยกัน ขนาดของเบอร์บราเซียใหญ่เล็กไม่มีผลต่ออัตราเป็นมะเร็งเต้านม แต่ในบรรดาหญิงที่ไม่อ้วน พบว่าคนที่ใช้บราเซียขนาดใหญ่มาก (size D ขึ้นไป) มีอุบัติการณ์เป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าคนที่ใช้บราเซียขนาดเล็กมาก (size A ลงมา)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Kusano AS, Trichopoulos D, Terry KL, Chen WY, Willett WC, Michels KB. A prospective study of breast size and premenopausal breast cancer incidence. Int J Cancer. 2006 Apr 15;118(8):2031-4.

ผ่าตัดไส้เลื่อนแล้วมีฝีมีหนองเรื้อรัง

สวัสดีค่ะ

ดูรายการที่คุณหมอจัดกับคุณ สัญญา ดีมากเลยค่ะเป็นประโยชน์ดีมาก คุณหมออารมณ์ดี ทำให้รายการน่าดู ไม่เครียด ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเจ็บป่วย ที่เขียนมา มีเรื่องปรึกษา ค่ะ คิดอยู่นาน ไม่กล้าเขียนถามแต่ ตอนนี้ สงสารหลานชายมาก ตอนนี้หลานชาย อายุประมาณ 18 เพิ่งเข้า มหาลัยปี 1 เขาเริ่มจากผ่าใส่เลื่อนเมื่อ 2 ปีก่อน หาย จนปลายปี อยู่ ๆ เกิดก้อนเนื้อเหมือนฝีใกล้ขาหนีบ คิดว่าเดี๋ยวคงหาย เขาไปทำกิจกรรมเข้าค่ายที่เขาชนไก่กลับมามีอาการ คล้ายอักเสบ มีหนอง เลยไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน กรีดหนองออก แต่กับเจอ ไหมจึงผ่าตัดเอาไหมออก แต่ไม่หมด หมอที่ปทุม ให้กลับไปหาหมอเดิมที่นนทเวชที่ผ่าใส้เลื่อน พอกลับไปนนทเวชหมอ ผ่า และขูดเนื้อ อยู่ 2-3 รอบ ก็ไม่หาย มันมีหนองอีกและ ปัจจุบัน มีก้อนแข็ง ๆ ปวด บวม X-ray หมอบอกเป็นเลือดคั่ง เดี๋ยวก็หาย แต่ตอนนี้ กลับกลายเป็นลามอีกจุดแล้วทั้ง ๆ แผลเก่าก็ไม่หาย ตอนนี้ผ่านไป 7 เดือนแล้ว ตอนนี้เด็กมีอาการ เครียด อยากฆ่าตัวตาย เพราะไม่รู้ว่าตัวเขาเองเป็นอะไร แล้วจะหายหรือเปล่า เพราะดูเหมือนแผลไม่เป็นอะไร แต่ไมมีวี่แววที่จะหาย เลย หมอที่นนทเวชเป็นอาจารย์หมอที่จุฬาค่ะ ท่านกลัวการทำความสะอาดล้างแผลที่โรงพยาบาล ปทุมไม่สะอาด ให้เรามาทำความสะอาดที่นนทเวช แต่สุดท้ายก็ไม่หายเหมือนกัน เลยไม่รู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร นั่งร้องไห้กันทั้งบ้าน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเอาหนองไปเพาะเชื้อ ฟังผลวันที่ 8 ต.ค. วันนี้ ช่วงบ่ายค่ะ
ช่วยด้วยค่ะ ช่วยแนะนำด้วยว่าควรทำยังไงดี

ด้วยความเคารพอย่างสูง
.....
(ปล. แผลที่ผ่า จะอยู่ตำแหน่งหน้าท้องน้อยใต้ขอบกางเกงชั้นในค่ะ)

……………………………………………….

ตอบครับ

1. หลังผ่าตัดไส้เลื่อนปีกว่า แล้วเป็นฝี มีหนองออกมาที่แผลผ่าตัดเรื้อรัง เรียกว่าเป็นการติดเชื้อแทรกซ้อนระยะนานหลังการผ่าตัด (delayed post operative infection) มีความเป็นไปได้ (differential diagnosis) หลายอย่างดังนี้

แบบที่ 1. เป็นการติดเชื้อของแผลผ่าตัดธรรมดาๆทั่วไป เมื่อได้ระบายหนองเปิดแผลออก แล้วทำความสะอาดไประยะหนึ่งก็หายเป็นปกติ

แบบที่ 2. มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างอยู่ในแผล เช่น สมมุติว่ามีผ้าก๊อซค้างอยู่ในแผล สมมุติเฉยๆนะครับ หรือบางทีการผ่าตัดมีการใส่ตะแกรงกันไส้เลื่อน (mesh) ตัวตะแกรงนี่แหละก็อาจทำหน้าที่เป็นสิ่งแปลกปลอมเสียเอง สิ่งแปลกปลอมนี้หากติดเชื้อก็จะกลายเป็นที่ส้องสุมของเชื้อโรค ทำให้ร่างกายกำจัดเชื้อได้ไม่หมดสักที

แบบที่ 3. มีการบาดเจ็บของลำไส้ขณะผ่าตัด ทำให้เกิดเป็นรูเชื่อมต่อระหว่างลำไส้กับผิวหนังภายนอก (ileo cutaneous fistula) ทำให้สิ่งของในลำไส้ เช่นอุจจาระ ไหลออกมาทั้งนั้นอยู่เรื่อยๆจนแผลผ่าตัดไม่ปิดสักที

แบบที่ 4. ผู้ป่วยบังเอิญเป็นสองโรคพร้อมกัน คือเป็นโรคหลุมในลำไส้ (diverticulosis) แล้วอักเสบจนหลุมนั้นแตกทะลุผนังสำไส้ตรงใกล้ๆกับที่ผ่าตัดพอดี ทำให้มีมีสิ่งของในลำไส้ไหลออกมาตรงที่เคยผ่าตัดหรือรอบๆบริเวณนั้น
สาเหตุทุกแบบ ทั้งสี่แบบนี้ล้วนเป็นเรื่องกระจอก แก้ได้ ไม่ซีเรียส ไม่พิการ และไม่ถึงตายครับ

2. แนวทางการแก้ปัญหาคือ

ขั้นที่ 1. ต้องคิดว่ามันเป็นการติดเชื้อธรรมดาแบบที่ 1.ก่อน และลงมือรักษาแบบที่หนึ่งก่อน คือบ่งหนอง เปิดแผล ทำความสะอาดแผล เอาหนองไปเพาะเชื้อดู แล้วให้ยาตามผลเพาะเชื้อ แล้วก็ดูไปสักหนึ่งเดือนสองเดือนสามเดือน ถ้ามันปิดเองก็จบ แต่ถ้ามันไม่ปิดก็ไปขั้นที่ 2

ขั้นที่ 2. คือพิสูจน์ก่อนว่าไม่ได้มีผ้าก๊อซคิดค้างอยู่ในแผล ผ้าก๊อซในห้องผ่าตัดประมาณสิบปีหลังมานี้จะต้องมีเส้นลวดโลหะถักอยู่ในผ้าด้วย จึงเอ็กซเรย์เห็น การพิสูจน์ก็ไม่ยาก เพียงแค่เอ็กซเรย์ดูตรงนั้น ถ้าเห็นเส้นลวดโลหะก็..ใช่เลย แต่ถ้าไม่เห็นมีอะไรก็ไปขั้นที่ 3.

ขั้นที่ 3. คือการพิสูจน์ว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคลำไส้เป็นหลุม (diverticulosis) โดยการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ท้อง (CT abdomen) ถ้าพิสูจน์ได้แน่ชัดแล้วว่าไม่ได้เป็นโรคนี้ ก็ไปขั้นที่ 4.

ขั้นที่ 4. คือการทำผ่าตัดซ้ำสองเพื่อสำรวจ (second look operation) เป้าหมายก็เพื่อพิสูจน์ให้เห็นดำเห็นแดงว่ามีสิ่งแปลกปลอมค้างอยู่ไหม มีรูต่อกับลำไส้หรือเปล่า ถ้ามีก็แก้ไขแบบม้วนเดียวจบ มาถึงขั้นที่สี่นี้แล้ว อย่างไรก็จบได้แน่นอน.. โนพร็อบเบลม

3. แค่แผลผ่าตัดไส้เลื่อนติดเชื้อถึงกับต้องนั่งร้องไห้กันทั้งบ้านแถมไปไกลถึงอยากฆ่าตัวตายเนี่ย โอ้โฮ มันไม่โอเวอร์รีแอ๊คไปหน่อยเหรอครับ ชีวิตคนเรามันต้องเจออะไรที่คาดไม่ถึงในอนาคตอีกแยะ ต้องหัดมองโลกในแง่บวกหน่อย อย่าเอาแต่ตีอกชกหัว มีปัญหาก็แก้ไขกันไปทีละเปลาะๆ เดี๋ยวทุกอย่างก็จบแฮปปี้เอนดิ้งเองครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ใช้ยาลดไขมัน ตัวเดียวหรือสองตัวควบดี

คุณหมอสันต์ครับ

ผมเป็นโรคไขมันในเลือดสูง สูงทั้ง LDL และ Triglyceride ขณะที่ HDL ก็ต่ำ ได้รับการรักษาที่รพ. .... (เอกชน) ด้วยยา Zocor ควบกับยา Lypanthyl ต่อมาผมตัดสินใจย้ายไปรักษาต่อกับรพ. ....... (รัฐบาล) เพื่อใช้สิทธิเบิกของราชการ หมอหัวใจที่รพ......(รัฐบาล) ได้หยุดยา Lypanthyl และให้แต่ยา Zimmex มาทดแทนยา Zocor โดยอธิบายว่าการควบยา Lypanthyl ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้ลดการเป็นโรคได้จริงหรือไม่ จึงไม่ควรทำ แต่ที่แน่ๆคือหลังหยุดยาไตรกลีเซอไรด์ของผมก็กลับสูงขึ้น ผมอยากถามคุณหมอว่า

1. การใช้ยา Zimmex แทนยา Zocor ยาสองตัวนี้คุณภาพไม่เท่ากัน ยา Zimmex ราคาถูกกว่า มีส่วนทำให้ไขมันในเลือดของผมแย่ลง ใช่หรือไม่
2. จริงหรือไม่ที่ว่าการควบยา Lypanthyl ไม่ช่วยลดการเป็นโรค หรือว่าหมอแค่ต้องการประหยัดงบประมาณจึงใช้เป็นข้ออ้างหยุดยา
3. ในความเห็นของคุณหมอ ผมควรจะยอมเสียเงินตัวเองกลับไปรักษารพ.เอกชนหรือไม่ (ผมมีประกันที่ทำให้เบิกค่ารักษารพ.เอกชนได้บ้าง)
ขอบคุณมากครับ

....................................

ตอบครับ

1. ยา simvastatin ไม่ว่าจะอยู่ในชื่อการค้า Zimmex หรือชื่อการค้า Zocor ก็เป็นยาตัวเดียวกัน simvastation เป็นชื่อจริง Zimmex และ Zocor เป็นชื่อการค้าหรือชื่อเล่น โดยกฎหมายแล้ว ยาที่มีชื่อจริงเดียวกัน มีฤทธิ์ทางเคมีเหมือนกันทุกประการ ดังนั้นทั้งสองตัวเป็นยาตัวเดียวกันครับ เหมือนไข่ไก่ซีพีหรือไข่ไก่ชาวบ้านมวกเหล็กก็คือไข่ไก่นั่นแหละ มันต่างกันไหมละ ส่วนประเด็นเรื่องราคาตัวไหนถูกตัวไหนแพงนั้นเป็นเรื่องของมูลค่าทางการตลาดในสายตาของลูกค้า เป็นคนละประเด็นกับฤทธิ์ทางเคมีครับ ดังนั้นการที่หมอเอายา Zimmex แทนยา Zocor นั้นไม่ได้ทำให้ไขมันในเลือดคุณแย่ลงแน่นอน เพราะมันเป็นยาตัวเดียวกัน ยาในกลุ่มนี้บางทีก็เรียกชื่อสั้นๆว่าสะแตติน (statin)

2. การควบยา fenofibrate (Lypanthyl) กับยา simvastatin (Zocor หรือ Simmex) ในคนไข้ที่มีไขมันไตรกลีเซไรด์สูงด้วย ดีกว่ากินยา simvastation อย่างเดียวหรือไม่ โอ้.. นี่เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากนะครับ เพราะอย่าว่าแต่คนทั่วไปจะเข้าใจยากเลย แม้แต่หมอก็ยังเข้าใจยาก แต่เมื่อคุณถามมา ผมก็จะตอบให้ คุณต้องอดทนและตั้งใจอ่านนะครับ ถ้าอ่านไม่เข้าใจให้อ่านหลายๆเที่ยว

ควบยาสองตัวดีกว่าไม่ควบหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่ทราบ” เพราะปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าควบแล้วดีกว่าไม่ควบ

อ้าว แล้วหมอคนแรกที่รพ.เอกชนให้กินควบกันทำไม จะหาเรื่องเก็บเงินเพิ่มรึ

ไม่ใช่ครับ คือยังงี้ครับ การใช้ยาของหมอเนี่ยมันมีสองก๊อก ก๊อกแรกคือองค์การอาหารและยาอนุมัติให้ใช้ยานั้นเพื่อการนั้นได้ ก๊อกสองคือหมอตัดสินใจใช้ยานั้นเมื่อได้ดูปัจจัยรอบตัวของคนไข้เฉพาะคนแล้ว

เอาตรงก๊อกแรกก่อน องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) อนุมัติให้ใช้ยาในกลุ่ม fibrate (เช่น fenofibrate) ควบกับ simvastatin จากหลักฐานวิจัยสามชิ้นที่สรุปผลว่ามันลดไตรกลีเซอไรด์ได้ดีกว่าใช้ simvastatin ตัวเดียว พูดง่ายๆว่างานวิจัยทั้งสามเป็นงานวิจัยที่ใช้ตัวเลขคณิตศาสตร์คือค่าไขมันในเลือดเป็นตัวชี้วัด ไม่ได้ใช้อัตราตายหรือการเกิดทุพลภาพจากโรคเป็นตัวชี้วัด อันนี้หมอส่วนหนึ่งก็เหล่ FDA อยู่เหมือนกันว่าอนุมัติเข้าไปได้ไงเพราะในการจะสรุปว่ายาอะไรดีไม่ดีนั้นปกติเราสรุปจากอัตราตายหรือทุพลภาพจากโรค

ทีนี้มาก๊อกสอง ตัวหมอตัดสินใจใช้ยาได้ไง ส่วนใหญ่หมอตัดสินใจจากงานวิจัยขนาดใหญ่งานหนึ่งชื่อ งานวิจัยการลงมือควบคุมปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจหลอดเลือดในคนไข้เบาหวาน (ACCORD) ซึ่งในงานวิจัยนั้น หากลองหยิบเอาคนไข้ที่ใช้ยาสะแตตินตัวเดียวมาเทียบกับคนไข้ที่ใช้ยาสะแตตินควบกับยา fenofibrate แล้วติดตามดูเฉลี่ย 4.7 ปี พบว่าในภาพรวมผู้ใช้สูตรควบยาสองตัวไม่ได้ประโยชน์ทางคลินิกเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่ว่ามีข้อยกเว้นเฉพาะคนที่ไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 204 มก. และไขมันเลว (HDL) ต่ำกว่า 34 มก.ซึ่งการใช้ยาควบดูเหมือนมีผลดีกว่าใช้สะแตตินตัวเดียว หมอจึงจับเอาตรงนี้มาเป็นแนวทางในการรักษาคนไข้ คือเมื่อใดก็ตามที่ไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 204 และ HDL ต่ำกว่า 34 ละก็ ให้สองอย่างควบดีกว่า ซึ่งหมอทำแบบนี้กันทั่วโลก ไม่ใช่แต่ในเมืองไทย

แต่ว่ามีหมอจำนวนหนึ่งไม่เชื่อวิธีที่ไปสกัดข้อมูลมาจากจากงานวิจัย ACCORD เพราะงานวิจัยนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจจะศึกษาเจาะลึกประเด็นการรักษาไตรกลีเซอไรด์สูง เขาศึกษาเรื่องเบาหวาน การไปเลือกข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาเปรียบเทียบกันในประเด็นการใช้ยาลดไขมันตัวเดียวหรือควบสองตัวจึงไม่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่าง ทำให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลลดต่ำลงไปมาก ทั้งจำนวนคนไข้กลุ่มย่อยที่เลือกออกมาได้ก็มีน้อย ไม่มีพลังที่จะสรุปอะไรเป็นตุเป็นตุในทางสถิติได้มากนัก หมอพวกหลังนี้จึงไม่ยอมให้ยาควบกัน ไม่มีใครถูกหรือผิด การถกเถียงมีอยู่ทั่วไป ผมเคยอ่านรายงานการประชุมคณะทำงานของ FDA เรื่องนี้ พอถึงเวลาลงมติ มีเสียงโหวตให้คงการอนุมัติใว้ 3 เสียง ให้เอามาทบทวนใหม่ 6 เสียง และให้ถอนการอนุมัติใช้ไปเลย 4 เสียง เห็นไหมครับ พอหลักฐานมันไม่ชัด หมอแต่ละคนก็เห็นไปคนละทาง ดังนั้นคุณจะได้ยาแบบไหนมันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะไปเข้ามือหมอคนไหน เพราะคนไข้ทั่วไปยังมีภูมิไม่ถึงขึ้นที่จะมาพิจารณาตัดสินใจร่วมกับหมอ ก็เลยต้องหมอเอาไงก็เอางัน

3. คุณถามความเห็นของผม คราวนี้ผมออกเสียงของผมได้เสรีแล้วนะ ผมมีความเห็นว่า

3.1 ผมเห็นว่าคุณควรรักษากับหมอที่รพ.รัฐบาลต่อ เรื่องอะไรจะกลับไปรพ.เอกชนโดยควักกระเป๋าตัวเองละครับ

3.2 ผมเห็นว่ายาใดก็ตามที่หลักฐานการใช้ว่ามีประโยชน์หรือไม่ไม่ชัดเจน เช่นการใช้ยา fenofibrate ควบกับ sivastatin นี้ เป็นผมผมไม่ใช้ครับ เพราะอาจจะได้พิษของยามาฟรีๆ โดยเฉพาะการควบยาลดไขมันสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกันทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อแดงสลายตัว (rhabdomyolysis) มากขึ้น ซึ่งภาวะนี้หากวินิจฉัยได้ช้าก็ตายได้นะครับ

3.3 ผมเห็นว่าคุณควรหันเห focus ออกจากการใช้ยา มาปรับวิถีชีวิตของคุณเอง โรคไขมันในเลือดผิดปกติวิธีรักษาตรงตัวที่สุดก็คือการปรับโภชนาการและการออกกำลังกาย ไม่ใช่การกินแคลอรี่เข้าไปแยะแล้วไปใช้ยาไล่ตามลดไขมัน ผมแนะนำให้คุณเปลี่ยนตัวเองใหม่เป็นคนละคน ตื่นเช้าขึ้นวันละชั่วโมง ออกกำลังกายแบบเอาเป็นเอาตายทุกวัน และเปลี่ยนวิธีทานอาหารเสียใหม่ ทานผักผลไม้ให้มากขึ้นอย่างน้อยวันละ 5 เสริฟวิ่ง ลด ละ เลิก อาหารที่ให้แคลอรี่สูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มรสหวานทุกชนิด คาร์โบไฮเดรตเช่นข้าว ขนมปัง ไขมันทรานส์เช่นเค้กคุ้กกี้ขนมกรุบกรอบไอศกรีม และเปลี่ยนวิธีปรุงอาหารจากผัดทอดเป็นต้มนึ่งย่างแทน ทำอย่างนี้ได้จนน้ำหนักตัวของคุณลดลง เดี๋ยวไขมันคุณก็จะลง ถึงตอนนั้นก็หยุดยาได้ เชื่อผมสิ เพราะผมเคยเป็นไขมันในเลือดสูงแบบเดียวกับคุณมาก่อน ผมทำแบบนี้แล้วไขมันผมลงโดยไม่ต้องใช้ยาเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Frick MH, Elo O, Haapa K, et al. Helsinki Heart Study: primary-prevention trial with gemfibrozil in middle-aged men with dyslipidemia. N Engl J Med 1987;317:1237-1245

2. Rubins HB, Robins SJ, Collins D, et al. Gemfibrozil for the secondary prevention of coronary heart disease in men with low levels of high-density lipoprotein cholesterol. N Engl J Med 1999;341:410-418

3. The Bezafibrate Infarction Prevention Study Group. Secondary prevention by raising HDL cholesterol and reducing triglycerides in patients with coronary artery disease. Circulation 2000;102:21-27

4. Keech A, Simes RJ, Barter P, et al. Effects of long-term fenofibrate therapy on cardiovascular events in 9795 people with type 2 diabetes mellitus (the FIELD study): randomised controlled trial. Lancet 2005;366:1849-1861[Erratum, Lancet 2005;368:1415, 1420.]

5. Ginsberg HN, Elam MB, Lovato LC, et al. Effects of combination lipid therapy in type 2 diabetes mellitus. N Engl J Med 2010;362:1563-1574[Erratum, N Engl J Med 2010;362:1748.]

07 ตุลาคม 2554

การฉีดซีเมนต์ซ่อมกระดูก (bone cement) แก้หลังค่อม

คุณหมอส้นต์คะ
คุณแม่อายุ 78 ปี มีอาการหลังค่อมมาหลายเดือน ต่อมามีอาการปวดหลัง พาไปหาหมอกระดูก หมอได้เอ็กซเรย์ดูแล้วพบว่าเป็นกระดูกสันหลังหัก ได้ให้ยาแก้ปวดแก้อักเสบเช่นโวลตาเร็น อาร์คอกเซีย นอร์เจสิก แต่อาการก็ยังมีมากอยู่ หมอกระดูกแนะนำว่าทางเลือกที่เหลืออยู่คือฉีดซีเมนต์เข้าไปซ่อมกระดูกที่หัก แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่าควรให้คุณแม่ฉีดดีหรือไม่ เพราะฟังตามที่หมอกระดูกพูดดูเหมือนจะมีแต่ข้อดีที่จะทำให้หายปวด โดยบอกว่ามีความเสี่ยงน้อยมาก ดิฉันอยากฟังความเห็นจากหมอสันต์ค่ะ

.......................................

ตอบครับ

1. โรคที่คุณแม่คุณเป็นนั้นหมอเรียกว่า compression fracture of spine ผมขอแปลว่า "ปล้องกระดูกสันหลังยุบตัว" ก็แล้วกันนะ เพราะถ้าแปลว่ากระดูกสันหลังหักมันฟังเหมือนไปโดนใครตีมาจนหลังหักแบบไม้ไผ่หักครึ่งท่อนดังโพล๊ะ ซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น

2. การรักษาด้วยวิธีฉีดซีเมนต์ซ่อมกระดูก (bone cement) เข้าไปยกปล้องกระดูกให้มันกระดกกลับขึ้นมาใหม่ ทางการแพทย์เรียกว่าการตกแต่งปล้องกระดูกสันหลัง (vetebroplasty) สารที่ใช้ฉีดเป็นสารสังเคราะห์ที่อยู่ในร่างกายได้ ไม่ใช่ซีเมนต์แบบที่ใช้โบกปูนสร้างตึกนะครับ ประเด็นคือ วิธีนี้ได้ผลหรือไม่ สมัยก่อนเราเชื่อว่าได้ผลเพราะเมื่อวัดเทียบระหว่างคนที่ฉีดกับไม่ฉีดแล้ว สถิติบอกว่าคนที่ฉีดซีเมนต์ปวดน้อยลงมากกว่า แต่ต่อมาได้มีการทำวิจัยแบบเย้ยฟ้าท้าดินซึ่งตีพิมพ์ในวารสารนิวอิงแลนด์เมื่อสองปีก่อน ที่ว่าเย้ยฟ้าท้าดินคือเป็นการวิจัยผ่าตัดหลอก (sham surgery) คือเอาคนไข้โรคนี้มา 78 คน จับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดยบอกว่าโอเค.จะฉีดซีเมนต์รักษานะ แต่ในความเป็นจริงนั้นฉีดกลุ่มเดียว อีกกลุ่มหนึ่งก็ทำท่าปูผ้าฉีดยาชาและเอาอะไรแทงๆให้เจ็บเหมือนจะฉีดซีเมนต์เหมือนกัน แต่จริงๆแล้วทำกันแค่ที่ผิวหนัง ไม่ได้ฉีดอะไรเข้าไปข้างใน คือหลอกให้คนไข้เข้าใจว่าได้ฉีดแล้ว แล้วตามดูคนไข้ทั้งสองกลุ่ม พบว่าอัตราการหายจากอาการปวดเท่ากันทั้งสองกลุ่ม วงการแพทย์จึงถึงบางอ้อว่า อ้อ.. ที่หายๆกันนั่นนะ เป็นเพราะโดนความรู้สึกขลังของการได้ฉีดซีเมนต์ราคาแพงๆมันกล่อมเอา เพราะฉะนั้นตอบคำถามคุณว่าควรให้คุณแม่ฉีดซีเมนต์ไหม ตอบว่า "ไม่ควรฉีดครับ"

3. ที่สำคัญสำหรับทั้งคุณแม่และตัวคุณเองและคุณลูกสาวๆ (ถ้ามี) คือการป้องกันกระดูกพรุน ซึ่งเป็นต้นเหตุของปล้องกระดูกสันหลังยุบตัวเมื่ออายุมาก วิธีป้องกันมีสามเรื่องใหญ่ คือ

3.1 การออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน รวมไปถึงการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังเช่นรำกระบอง อีกอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์มากคือการฝึกท่าร่างไม่ว่าจะนั่งหรือยืนให้ยืดตัวตั้งตรงอกผายไหล่ผึงและแขม่วพุงไว้เสมอ เพราะการยืดตัวและแขม่วพุงเป็นการฝึกความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งถ้าสองส่วนนี้แข็งแรง จะช่วยพยุงกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง ไม่งองุ้มไปข้างหน้าซึ่งเป็นเหตุให้ปล้องกระดูกยุบตัวง่าย

3.2 ควรได้รับวิตามินดีพอเพียง ซึ่งคนเราได้วิตามินดีจากการออกแดดบ้าง หากไม่ได้ตากแดดเลยก็จะขาดวิตามินดีได้ง่ายๆ อาจจะต้องดื่มนมที่เขาเสริมวิตามินดี (fortified milk) หรือทานวิตามินดี.เป็นเม็ดทดแทน

3.3 ควรได้รับอาหารที่มีแคลเซียมอย่างพอเพียง เช่นนม เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง กะปิ และผักเช่นคะน้า แค สะเดา เป็นต้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Buchbinder R. Osborne RH. Ebeling PR. Mitchell P. Wriedt C. Graves S. Staples MP. Murphy B. A Randomized Trial of Vertebroplasty for Painful Osteoporotic Vertebral Fractures. N Engl J Med 2009; 361:557-568.

06 ตุลาคม 2554

พฤติกรรมบำบัด

ผมพยายามลดความอ้วนตามที่คุณหมอเขียนแนะนำ คือคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่ทำไม่สำเร็จ หมายความว่าอาหารก็ลดไม่ได้ ออกกำลังกายก็ไม่ได้ออก จะทำอย่างไรดีครับ

.................................

ตอบครับ

คุณตั้งใจลดความอ้วนนั้นดีแล้ว เพราะความอ้วนไม่มีอะไรดี ทำให้มีอัตราตายจากโรคต่างๆเพิ่มขึ้นทุกโรค ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลายโรคโดยเฉพาะโรคหัวใจหลอดเลือดและโรคเบาหวาน การรักษาโรคอ้วนมีสองขั้นตอนคือ ประเมิน และจัดการ ความอ้วนเป็นโรคเรื้อรัง การจัดการความอ้วนต้องทำกันตลอดชีวิต องค์ประกอบของการจัดการความอ้วนมีสามส่วนคือ โภชนาการ การออกกำลังกาย และพฤติกรรมบำบัด ของคุณมันขาดส่วนที่สามคือส่วนพฤติกรรมบำบัด

งานวิจัยพฤติกรรมบำบัดที่ได้ผลมีวิธีต่างๆ ดังนี้

1.1 เกาะติดผลงานตัวเอง (Self monitoring) สังเกตและบันทึก บันทึกชนิดและจำนวนอาหารที่กินและแคลอรี่และคุณค่าทางโภชนาการอื่น บันทึกการออกกำลังกาย บันทึกเวลา สถานที่ ความรู้สึกที่เกิดเมื่อทำพฤติกรรมนั้นๆ

1.2 จัดการความเครียด (Stress management) กลเม็ดการรับมือ ทำสมาธิ หัดสนองตอบแบบผ่อนคลาย (relaxation response) เช่นการทำโยคะ รำมวยจีน การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

1.3 คุมสิ่งเร้า (Stimulus control) มองหาสิ่งเร้าที่ทำให้ให้กินมากขึ้น ทำให้เราชอบจุมปุ๊กอยู่กับที่ แล้วหาทางหลบเลี่ยงสิ่งเร้าเหล่านั้น เช่นไม่ซื้ออาหารขยะเข้าบ้าน จำกัดเวลาทานอาหาร หรือถ้าใจถึงก็ทำแม้กระทั่งโยนโทรทัศน์ทิ้งไปเสีย เป็นต้น

1.4 ลงมือแก้ปัญหา (Problem solving) เช่น ค้นหาว่าอะไรเป็นเหตุร่วมให้เราอ้วน มีทางแก้ไขอะไรบ้าง วางแผน แล้วลงมือแก้ แล้วประเมินผล เรียนรู้จากมัน แล้วปรับกลยุทธ์

1.5 จัดการผลลัพธ์ (Contingency management) เช่น จัดเวลาเดินให้มากขึ้น จัดเวลากินให้น้อยลง เมื่อทำอะไรไปแล้วได้ผลดี เช่นลดอาหารแล้วน้ำหนักลดลงนิดหน่อย ก็ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำดี

1.6 คิดใหม่ (Cognitive restructuring) แก้ไขความเชื่อผิดๆ เปลี่ยนเป้าหมายที่ไม่สมจริง คิดบวก เมื่อผิดไปแล้วอย่าให้ผิดไปเลยตามเลย ให้เลี้ยวกลับมาเข้าทางเดิมทันทีที่ตั้งสติได้

1.7 สร้างสังคมที่เกื้อหนุน (Social support) หาแรงช่วยจากสมาชิกครอบครัว จากเพื่อน จากคนในที่ทำงาน หรือไปเข้ากลุ่มคนลดน้ำหนัก เป็นต้น

เมืองไทยไม่มีใครหากินทางใช้หลักพฤติกรรมบำบัดช่วยผู้ป่วยแก้ปัญหา แต่ฝรั่งเขาทำแล้วมันได้ผล คุณลองเอาหลักทั้ง 7 ข้อนี้ไปทำเองดูนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Wadden TA. The treatment of obesity. In:Stunkard AJ, Wadden TA, eds. Obesity: Theory and Therapy. New York: Raven Press; 1993:197-217.

2. Wadden TA, Foster GD, Letizia KA. One-year behavioral treatment of obesity: comparison of moderate and severe caloric restriction and the effects of weight maintenance therapy. J Consult Clin Psychol. 1994;62:165-171.

เส้นรอบพุง

ผมไปตรวจสุขภาพประจำปีมา ปีนี้มีการตรวจวัดเส้นรอบพุงด้วย ปีที่แล้วไม่มี ผมอยากถามว่าการวัดเส้นรอบพุงมีความสำคัญหรือมีความเชื่อถือได้ในแง่สุขภาพมากเพียงใด ผมสูง 165 ซม. น้ำหนัก 80 กก. เส้นรอบพุง 103 ซม

......................................

ตอบครับ

1. เส้นรอบพุงมีความสำคัญและมีความเชื่อถือได้สิครับ งานวิจัยพบว่าเส้นรอบพุงเป็นตัวบอกความเสี่ยงสุขภาพที่เป็นอิสระกับดัชนีมวลกาย หมายความว่าคนบางที่ไม่อ้วน (ดัชนีมวลกายปกติ) แต่พุงโร (เส้นรอบพุงผิดปกติ) ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคสูงด้วย งานวิจัยในคนญี่ปุ่นที่อยู่ในอเมริกาพบว่าเส้นรอบพุงจะบอกความเสี่ยงโรคได้ดีกว่าดัชนีมวลกาย อีกงานวิจัยหนึ่งทำกับคนเอเซียที่อยู่ในอังกฤษก็ได้ผลคล้ายกันคือพบว่าคนเอเชียที่อยู่ในอังกฤษเส้นรอบพุงจะบอกความเสี่ยงสุขภาพได้ดีกว่าดัชนีมวลกาย ดังนั้นในการติดตามตัวชี้วัดสุขภาพของตัวเอง การติดตามทั้งเส้นรอบพุงและดัชนีมวลกายเป็นวิธีที่ดีกว่าการตามดูตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวครับ

2. ค่าปกติของเส้นรอบพุง คือชายไม่เกิน 40 นิ้ว (102 ซม.) หญิงไม่เกิน 35 นิ้ว (88 ซม.) หรือหากจะจำให้ง่ายกว่านั้น อาจจะจำว่าเส้นรอบพุงปกติไม่ควรเกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง เช่นของคุณสูง 165 ซม. เส้นรอบพุงก็ไม่ควรเกิน 84.5 ซม. เพราะงานวิจัยพบว่าความเสี่ยงสุขภาพเริ่มสูงขึ้นเมื่อสัดส่วนระหว่างเส้นรอบพุงและส่วนสูงเกิน 50%

3. การวัดเส้นรอบพุงให้ถูกต้องก็สำคัญ ต้องวัดระดับสะดือ ให้สายวัดขนานพื้น รัดพุงพอให้สายตึงแต่ไม่ใช่รัดติ๊ว วัดในขณะหายใจเข้าออกธรรมดา จึงจะได้ค่าที่ถูกต้อง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Cornier MA, Deprés JP, Davis N, et al. Assessing adiposity: a scientific statement from the American Heart Association. Circulation 2011; DOI: 10.1161/CIR0b013e318233bc6a. Available at: http://circ.ahajournals.org.

2. Fujimoto WY, Newell-Morris LL, Grote M, Bergstrom RW, Shuman WP. Visceral fat obesity and morbidity: NIDDM and atherogenic risk in Japanese-American men and women. Int J Obes. 1991;15 (Suppl2):41-44.

3. Potts J, Simmons D. Sex and ethnic group differences in fat distribution in young United Kingdom South Asians and Europids. J Clin Epidemiol. 1994;47:837-841.

05 ตุลาคม 2554

มีลูกเป็นเด็ก "เซี่ยวหว่าง"

คุณหมอครับ

ลูกสาวอายุ 2 ขวบ 10 เดือน เป็นเด็กที่ความจำดี ชอบเลียนแบบผู้ใหญ่ ไปโรงเรียนครูก็ชมว่าเข้ากับเพื่อนได้ดี เชื่อฟังคุณครูดี แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน จะมีอารมณ์ร้อน บางครั้งเล่นอยู่ดีๆ ก็จะอารมณ์เสียทันทีเมื่อเห็นคนทำทำสิ่งต่างๆที่ไม่ถูกใจ ชอบร้องให้เมื่อโดนขัดใจ และชอบออกคำสั่งกับคนรอบข้างให้ทำตามที่ตัวเองต้องการ ใครไม่ทำตามก็จะตะโกนเสียงดังพร้อมกับร้องไห้ด้วย ส่วนตอนเช้าก็จะร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียน ต้องบังคับกันทุกวัน แต่พอไปถึงที่โรงเรียนก็เปลี่ยนเป็นเด็กดีของคุณครูหมือนที่กล่าวตอนต้น ไม่ทราบว่าลูกเป็นแบบนี้ควรพาไปปรึกษาหมอจิตเวชเด็กหรือไม่ครับ หรือมีข้อแนะนำเบื้องต้นอย่างไร

................................................

ตอบครับ

1. เด็กแบบลูกคุณนี้เป็นต้นแบบของเด็กยุคปัจจุบันทั่วเอเชีย คนจีนเขาเรียกว่า “เซี่ยวหว่าง” หรือเด็กจักรพรรดิ คือใหญ่มาแต่กำเนิด เพราะพ่อแม่ยุคปัจจุบันมีลูกกันน้อย ครอบครัวละคนสองคน จึงเป็นลูกบังเกิดเกล้ากันหมด แล้วเด็กก็จะเรียนรู้บทบาทของการเป็นจักรพรรดิ์จากคนรอบข้างอย่างรวดเร็วเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ ไม่ใช่โรคจิต ไม่ต้องไปหาหมอ เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องลดระดับการเอาแต่หาความสุขจากการได้เอาใจลูกโอ๋ลูก มายอมลำบากทำใจแข็งสอนวินัยให้ลูกบ้าง

2. การสอนวินัยให้ลูกตอนอายุน้อยเป็นเรื่องที่ง่ายเหมือนสอนลูกสุนัขยังไงยังงั้น เขาทำในสิ่งที่เราเห็นว่าดีก็ให้รางวัล ให้ความสนใจ เขาทำในสิ่งที่เราเห็นว่าไม่ดีเราก็ไม่ตามใจ ไม่ร่วมมือ และตำหนิเขาด้วยสีหน้า หน้าตา เสียง หรือการหันหลังให้ไม่สนใจชั่วคราว แป๊บเดียวเขาก็จะเรียนรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เหมือนอย่างเขาได้เรียนรู้จากครูที่โรงเรียน

3. ประเด็นเด็กไม่ชอบและไม่ยอมไปโรงเรียน นี่เป็นเรื่องธรรมดา คุณไม่ต้องไปพยายามแก้หรอก ใช้วิชาหูทวนลมเสียก็หมดเรื่อง ไม่นานมานี้ผมไปสอนการดูแลสุขภาพให้นักบริหารขององค์กรใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งกำลังจะเกษียณอายุจากงานในปีนี้ เขามีชั่วโมงผลัดกันมาเล่าให้กันและกันฟังว่าเกษียณจากงานแล้วใครมีแผนจะทำอะไรบ้าง มีคนหนึ่งเล่าว่าเธอไม่เคยมีความสุขที่แท้จริงเลยตลอดมาตั้งแต่เริ่มต้องจากบ้านไปโรงเรียนทุกเช้า เธอเกลียดมากที่ต้องจากบ้านไปโรงเรียน พอโตแล้วก็ต้องออกจากบ้านไปทำงานทุกเช้าอีก เธอไม่ชอบเลย เธอดีใจมากที่ได้เกษียณอายุจะได้หยุดทำอย่างนั้นเสียที คิดดูสิครับ อย่าว่าแต่ตอนเป็นเด็กเลย นี่อายุหกสิบแล้วยังไม่หายเกลียดการไปโรงเรียนเลย แต่ทำไงได้ละ โรงเรียนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นที่เดียวที่เป็นสังคมจริงที่ไม่มีพ่อแม่คอยโอ๋ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากก่อนที่เด็กจะโตไปเป็นผู้ใหญ่

4. ไหนๆก็พูดถึงการสอนลูกเล็กๆแล้ว ผมฝากไว้อย่างหนึ่งสิ คือให้คุณสอนให้เขารู้จัก “วิธีใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข” เสียตั้งแต่วัยต้น อย่ารอให้เข้าวัยรุ่น เพราะถึงตอนนั้นจะสายเกินไป สอนอะไรเขาจะไม่เก็ทแล้ว ผมหมายถึงการสอนให้เขารู้จักมีสติ รู้จักมองเข้าไปในความคิดของตัวเองว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ รู้จักตามทันความคิดที่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ รู้จักหัวเราะและปล่อยวางจากความยึดถือไร้สาระ รู้จักให้อภัยคนอื่นและตัวเอง รู้จักยอมรับว่าชีวิตนี้มีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ รู้จักการมีความสุขอยู่ได้แม้ในคราวที่เป็นผู้แพ้ สิ่งเหล่านี้ถ้าได้เรียนรู้เสียตั้งแต่เป็นเด็ก เขาจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ทุกข์ยาก สุขง่าย ถ้าคุณไม่สอนเขา ระวัง.. เขาจะเหมือนคุณ เอ๊ย.. ขอโทษ เขาจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ทุกข์ง่าย สุขยาก นะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ฝีที่ก้นเด็กทารก จึ๊กเดียว ร้องจ๊าก แล้วเสร็จเลย

สวัสดีคะ คุณหมอ
คือลูกชายอายุ 6 เดือน เป็นฝีที่ก้นใกล้ๆ กับทวารหนัก ตอนแรกเป็นตุ่มเล็กๆ เลยไม่ได้สนใจคิดว่าโดนอะไรกัด แต่พอหลายวันเริ่มบวมและมีหัวหนอง จึงไปพบแพทย์(ใกลบ้าน) พบว่าเป็นฝี หมอจึงให้ฉีดยาแก้อักเสปและ ให้ยามาทาน ประมาณ 1 สัปดาห์ ยังไม่หาย ตอนนี้หมอให้เข้าไปฉีดยาทุกวันติดต่อกันอีก 5 วัน (14-18) ถ้ายังไม่หาย หมอบอกว่าอาจต้องผ่าตัด อยากทราบว่า
1. มีวิธีการรัษาแบบที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือไม่
2. ฝีที่เป็นจะมีผลอย่างไรกับเด็กบ้าง จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่เนื่องจากเด็กยังเล็กอยู่มาก
3. อาการดังกล่าวพบได้บ่อยแค่ไหนในเด็กเล็ก

ขอบคุณคะ

.........................

ตอบครับ

1. ฝีที่ก้น (perianal abscess) เป็นโรคยอดนิยมของเด็กทารกอายุไม่เกิน 1 ปีครับ โดยเฉพาะเด็กชาย จึงไม่ใช่ของแปลก วงการแพทย์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงเป็น

2. ในเด็กเล็กมักเป็นแล้วหายขาดเลย ในเด็กโตมีบ้างที่สัมพันธ์กับโรคลำไส้อักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ (inflammatory bowel syndrome หรือ IBS)

3. ที่ว่าการผ่าตัดนั้นจริงๆก็เพียงแค่เอามีดปลายแหลมเจาะให้หนองออก (incision and drain) เป็นวิธีรักษามาตรฐานไม่มีทางเลือกอื่น ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย ทำกันที่คลินิกก็ได้ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ถ้ามาถึงโรงพยาบาลก็ทำกันที่ห้องทำแผลนั่นแหละ ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด จึ๊กเดียว ร้องจ๊าก..ก เป็นอันเสร็จพิธี ทำไปเถอะครับ อย่ากลัวเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ราคาค่าฝังแบตเตอรี่ในหัวใจ

พ่อของภรรยาเกิดอาการวูบซึ่งเกิดมาหลายครั้งแล้ว โดยที่ก่อนหมดสติ ท่านพยายามจะนั่งลงแต่ไม่ทัน ทำให้หัวกระแทกพื้นทุกครั้ง ซึ่งได้รับการตรวจและพบแพทย์ที่ รพ.... ที่หาดใหญ่ ซึ่งแพทย์บอกว่าการรักษาอาจจะต้องฝั่งแบตเตอรี่ที่หัวใจ อยากทราบว่าการรักษาประมาณเท่าไหร่ที่ รพ.พญาไท ครับ รบกวนคุณหมอด้วย ตอนนี้ท่านจะเป็นประมาณเดือน 2 -3 เดือน/ครั้ง และเบื้องต้นมีการรักษาตัวเบื้องต้นอย่างไรครับ

……………………………………………………………

1. โรควูบหมดสติ (syncope) ที่ต้องรักษาด้วยการฝังอะไรสักอย่างไว้ที่หัวใจที่คุณเรียกว่า “ฝังแบตเตอรี่” นั้น มันมีสามแบบซึ่งเป็นคนละเรื่องเดียวกันนะครับ คุณต้องรู้ให้แน่ว่าที่คุณพ่อคุณต้องใช้คือเครื่องไหนในสามเครื่องนี้

1.1 ถ้าเป็นภาวะหัวใจห้องล่างเต้นรัว (ventricular fibrillation) ซ้ำซาก สิ่งที่หมอจะฝังคือเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบฝังใน (implantable cardioverter defibrillator หรือ ICD) แบบนี้ค่าทำและค่าของประมาณ 3 แสนบาท

1.2 ถ้าเป็นโรคหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะจากตัวให้จังหวะป่วย (sick sinus syndrome) เครื่องที่หมอจะฝังคือเครื่องให้จังหวะการเต้นของหัวใจ (pace maker) แบบนี้ค่าทำรวมค่าเครื่องอย่างดีๆหน่อยตกประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท

1.3 ถ้าเป็นโรคหัวใจล้มเหลวที่เกิดจากหัวใจห้องล่างสองห้องเต้นไม่เข้าขากัน เครื่องที่หมอจะฝังคือเครื่องกระตุ้นหัวใจห้องล่างสองห้องให้เต้นเข้าขากัน (cardiac resynchronization หรือ CRT) ค่าทำและค่าเครื่องรวมประมาณ 3 แสนบาท

2. เครื่องฝังทั้งสามแบบใช้สิทธิ 30 บาท หรือประกันสังคม เบิกได้นะครับ ทำไมคุณไม่ไปทำที่รพ.ซึ่งคุณมีสิทธิใช้สิทธิ์นั้นดู จะได้ประหยัดเงิน

3. ถามว่าการดูแลตัวเองเบื้องต้นทำอย่างไร ตอบไม่ได้ครับเพราะไม่ทราบว่าคุณพ่อของคุณเป็นโรควูบชนิดไหน กล่าวคือถ้าเป็นชนิดหัวใจห้องล่างเต้นรัวหรือ ventricular fibrillation เบื้องต้นก็ต้องทำพินัยกรรมก่อนละครับ เพราะโอกาสที่จะกลับบ้านเก่ามีทุกเมื่อ แต่ถ้าเป็นโรคหัวใจล้มเหลว การดูแลเบื้องต้นมีรายละเอียดมากมายซึ่งผมเพิ่งเขียนตอบคนอื่นไปไม่นานมานี้ คุณลองหาอ่านดูนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

หัวใจล้มเหลว (Heart Failure)

คุณแม่อายุ 80 ปี ส่วนสูง 150 ซ.ม. น้ำหนักตัว 58 ก.ก. มีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงมานานแล้ว ปัจจุบัน กินยา Micardis 80 mg ก่อนอาหารเช้า 1 เม็ดต่อวันตามแพทย์สั่ง ดิฉันมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ คุณแม่มีอาการนอนราบและหายใจไม่ออกทุกคืน และเป็นตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน แต่ไม่มีอาการเหนื่อยและหอบ หรือเจ็บหน้าอกนะค่ะ เวลาหายใจไม่ออกต้องลุกขึ้นมานั่ง บางคืนต้องลุกนั่งนาน 1-2 ชั่วโมง และบางคืนเป็นไม่นาน
ก็นอนราบต่อได้ ส่วนใหญ่เวลาที่คุณแม่หายใจไม่สะดวก จะปวดปัสสาวะร่วมด้วยทุกครั้ง ดิฉันได้พาคุณแม่ไปตรวจร่างกาย ผลการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และ ECHO ผลตรวจปกติ และเอ็กซเรย์ปอดปกติ ล่าสุดคุณหมอให้กินยา Miracid 20 mg. ก่อนอาหาร เช้าและเย็น ครั้งละ 1 เม็ด ซึ่งคุณแม่กินยามาประมาณ 10 วัน แต่อาการดังกล่าวยังไม่หาย
อยากขอคำแนะนำคุณหมอว่า ทำอย่างไรถึงจะรู้สาเหตุของอาการดังกล่าว และรักษาให้หายได้ค่ะ ต้องพบแพทย์เฉพาะทางด้านไหนอีกค่ะ
................................................................

ตอบครับ

1. อาการสะดุ้งตื่นขึ้นมาหอบ ภาษาหมอเรียกว่า paroxysmal nocturnal dyspnea เป็นอาการอย่างหนึ่งของภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) คำว่าหัวใจล้มเหลวหมายถึงภาวะที่หัวใจอ่อนแอลงจนปั๊มเลือดออกไปไม่พอเลี้ยงร่างกาย ทำให้เลือดไปท้นรอคิวเข้าหัวใจเหมือนคนรอคิวขึ้นรถเมล์ตอนที่รถเมล์ไม่พอ เลือดที่ท้นหัวใจซีกซ้ายจะไปออกันอยู่ที่ปอด ทำให้น้ำเลือดส่วนหนึ่งรั่วผ่านผนังหลอดเลือดออกไปอยู่ในถุงลมของปอด เรียกว่าน้ำท่วมปอด (pulmonary congestion) เวลานอนราบแรงโน้มถ่วงจะทำให้น้ำรั่วออกไปในถุงลมมากขึ้น จึงมีอาการหายใจไม่อิ่มจนต้องลุกขึ้นมานั่ง โรคหัวใจล้มเหลวนี้เป็นโรคปลายทาง ที่เกิดจากการรักษาโรคต้นทางเช่นความดัน เบาหวาน หัวใจขาดเลือด อย่างไม่ถูกวิธีมาก่อน

2. ถามว่าทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเป็น heart failure จริงหรือเปล่า ตอบว่าก็ให้หมอเขาวินิจฉัยสิครับ ถ้าคุณอยากรู้ผมบอกเกณฑ์ที่หมอเขาใช้วินิจฉัยให้ก็ได้ เขาเรียกว่าเกณฑ์ฟรามิงแฮม การจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ต้องมีอย่างน้อยสองเกณฑ์หลัก หรือหนึ่งเกณฑ์หลักบวกสองเกณฑ์รอง ดังนี้

2.1 เกณฑ์หลัก ได้แก่ (1)สะดุ้งตื่นขึ้นมาหอบ (2) ให้ยาแล้วน้ำหนักลดถึง 4.5 กก.ใน 5 วัน (3) หลอดเลือดดำที่คอโป่ง (4) ฟังปอดมีเสียงครืด (rale) (5) ปอดบวมน้ำเฉียบพลัน (6) กดตับแล้วหลอดเลือดดำที่คอโป่ง (hepatojugular reflux) (7) ฟังหัวใจได้เสียง S3 (8) วัดความดันเลือดดำ (CVP) ได้มากกว่า 16 ซม.น้ำ (9) เอ็กซเรย์เห็นหัวใจโต

2.2 เกณฑ์รอง ได้แก่ (1) ไอกลางคืน (2) หอบเมื่อออกแรงแม้เพียงเล็กน้อย (3) ความจุปอด (VC) ลดลงถึงหนึ่งในสาม (4) มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (5) หัวใจเต้นเร็วกว่า 120 ครั้ง/นาที (6) ตับโต (7) ข้อเท้าบวมสองข้าง

อย่างไรก็ตามบางทีหมอไล่ตามเกณฑ์นี้แล้วก็ยังวินิจฉัยไม่ได้ ต้องอาศัยตัวช่วยอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจาะเลือดดูโปรตีนบีเอ็นพี. (BNP) หรือโปรตีนเอ็นทีโปรบีเอ็นพี.(NT-proBNP) ซึ่งผลิตออกมาโดยกล้ามเนื้อหัวใจเมื่อมันทำท่าจะสู้แรงดันไม่ไหว โปรตีนนี้หัวใจผลิตขึ้นมาเพื่อฤทธิ์ขยายหลอดเลือดและขับปัสสาวะ

3. ถามว่าจะหาสาเหตุของหัวใจล้มเหลวได้อย่างไร ก็อีกนะแหละ ต้องให้หมอที่ดูอยู่เขาหาสาเหตุให้สิครับ หมอเขาก็จะไล่ตั้งแต่ตรวจเลือด (CBC) ว่าเป็นโลหิตจางไหมเพราะโลหิตจางก็ทำให้หัวใจล้มเหลวได้ ตรวจปัสสาวะ ตรวจสารเกลือแร่ในร่างกายว่าได้ดุลหรือเปล่า ตรวจการทำงานของไต การทำงานของตับ ตรวจฮอร์โมนคุมต่อมไทรอยด์ (TSH) เพราะบางครั้งหัวใจล้มเหลวเพราะไทรอยด์ผิดปกติ เอ็กซเรย์ปอดดูขนาดของหัวใจและดูน้ำท่วมปอด ทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจดูว่ามีการเต้นผิดปกติของหัวใจหรือเปล่า ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียง (echo) เพื่อดูว่าลิ้นหัวใจทำงานดีไหมและกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวหรือหดตัวผิดปกติหรือเปล่า เป็นต้น เฉพาะรายที่เห็นว่าจำเป็นหมออาจแนะนำให้ตรวจสวนหัวใจเพื่อดูว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดตีบหรือเปล่าด้วยก็ได้

4. ถามว่าจะทำยังไงกับคุณแม่ต่อไปดี ผมแนะนำให้คุณทำดังนี้

4.1 ต้องลดน้ำหนักตัวลง คุณแม่ของคุณหนัก 58 กก. มีดัชนีมวลกาย 25.8 ซึ่งมากเกินไป ต้องลดน้ำหนักตัวลงให้เหลือสัก 52 กก. ซึ่งจะทำให้ดัชนีมวลกายเหลือ 23 ก็จะกำลังดี การมีน้ำหนักเกิน เป็นประเด็นแรกที่ต้องจัดการให้ได้ก่อน คนเป็นหัวใจล้มเหลวต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน ย้ำว่าทุกวัน และเมื่อใดที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นเกิน 1.3 กก.ในหนึ่งวันก็แสดงว่ามีการสะสมน้ำไว้ในร่างกายมากผิดสังเกตแล้ว ให้แจ้นไปหาหมอได้ทันทีก่อนที่จะต้องหามกันไป

4.2 ต้องคุมความดันให้อยู่ ความล้มเหลวของการควบคุมความดันเลือดเป็นสาเหตุหลักของหัวใจล้มเหลว เป้าหมายคือความดันเลือดตัวบนต้องไม่เกิน 130 มม. ให้คุณซื้อเครื่องวัดความดันอัตโนมัติมาวัดให้แม่ ไม่ต้องวัดบ่อย วัดสักสัปดาห์ละครั้งก็พอ ยา Micardis ที่หมอให้มาเป็นส่วนผสมของยาสองตัวคือยา Telmisartan และยาขับปัสสาวะชื่อ HCTZ ซึ่งออกฤทธิ์ลดความดันทั้งคู่ ยานี้ปรับขนาดตามความดันได้ โดยคุยกับคุณหมอที่จ่ายยาให้ว่าจะปรับขนาดเองได้แค่ไหนอย่างไร ส่วนยา omeprazol (Miracid) นั้นเป็นยารักษาโรคกรดไหลย้อนและแผลในกระเพาะอาหาร เข้าใจว่าหมอเขาคิดว่าอาการอาจจะเกิดจากโรคนี้เลยให้ยานี้มาด้วย ถ้ากินแล้วไม่เห็นความแตกต่างก็ควรปรึกษากับหมอที่ให้ยามาว่าจะเลิกได้ไหม

4.3 ต้องควบคุมเกลือให้อยู่ แปลว่าอย่ากินเค็ม ยิ่งจืดยิ่งดี

4.4 ต้องควบคุมน้ำให้อยู่ คืออย่าดื่มน้ำมากเกินไป ทั้งวันอย่าให้เกิน 2 ลิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอาหารเย็นไปถึงก่อนนอนควรจำกัดน้ำไม่ให้ดื่มมาก

4.5 ต้องพาออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวัน การออกกำลังกายในคนเป็นหัวใจล้มเหลวนี้ต้องทำให้พอดี คือให้มากที่สุดตามกำลังของแต่ละวันแต่ไม่รีดแรงงานถึงขนาดหมดแรงพังพาบ น่าเศร้าที่คนเป็นหัวใจล้มเหลวไม่มีใครกล้าพาออกกำลังกาย หมอก็ไม่แนะนำเพราะตัวหมอเองยังไม่เคยออกกำลังกายเลยตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์เป็นต้นมา นักกายภาพบำบัดก็ไม่กล้าเพราะกลัวคนไข้มาเป็นอะไรคามือตัวเอง ทั้งๆที่การออกกำลังกายเป็นวิธีเดียวที่จะให้คนเป็นหัวใจล้มเหลวมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ดังนั้นเรื่องการออกกำลังกายนี้คุณต้องเป็นคนลงมือเองละครับ อย่าหวังพึ่งหมอหรือนักกายภาพบำบัด คุณต้องวางแผนกิจกรรมให้คุณแม่ได้ออกกำลังกายสลับกับพักอย่างเหมาะสมทั้งวัน

4.6 พาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบ อย่างน้อยต้องฉีดยาป้องกันปอดอักเสบ (IPV) เข็มเดียวตลอดชีพ และฉีดยาป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละเข็มทุกปี เรื่องวัคซีนนี้อย่าไปรอให้หมอแนะนำ เพราะหมอมักจะลืมแนะนำเนื่องจากหมอเขาถนัดการรักษาโรค ไม่ถนัดการป้องกันโรค

4.7 ทำทั้ง 6 อย่างนี้ให้ได้ด้วยตัวคุณเองก่อน ไม่ต้องไปหาหมอที่ไหนอีก ไม่ต้องพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลบ่อยๆ เพราะงานวิจัยพบว่าการรักษาผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวแบบพาไปนอนโรงพยาบาลบ่อยๆเป็นวิธีที่แย่กว่าการให้รู้วิธีดูแลตัวเองที่บ้าน เมื่อปีกลาย สมาคมหัวใจล้มเหลวอเมริกา (HFSA) แนะนำว่าควรเอาผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเข้านอนในโรงพยาบาลก็ต่อเมื่อ (1) มีอาการที่ส่อว่าร่างกายสู้ไม่ไหว (decompensated) รุนแรง เช่นความดันเลือดตก ไตทำงานแย่ลง สภาวะสติเลอะเลือน (2) หอบทั้งๆที่นั่งพักเฉยๆ (3) หัวใจเต้นผิดจังหวะจนการไหลเวียนเลือดไม่พอ (4) มีอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเช่นเจ็บหน้าอก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Hunt SA, Abraham WT, Chin MH, et al, and the American College of Cardiology Foundation; American Heart Association. 2009 Focused update incorporated into the ACC/AHA 2005 guidelines for the diagnosis and management of heart failure in adults: a report of the American College of Cardiology Foundation/American Heart Association Task Force on practice guidelines developed in collaboration with the International Society for Heart and Lung Transplantation. J Am Coll Cardiol. Apr 14 2009;53(15):e1-e90.

04 ตุลาคม 2554

บ้านหมุนมา 13 ปี

สวัสดีคะคุณหมอ

ไมเกรนและน้ำในหูไม่เท่ากัน ทั้ง 2 โรคมีความแตกต่างอย่างไร และคนหนึ่งคนสามารถที่จะเป็นทั้ง สองอย่างนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากเมื่อ 13 ปีก่อน ดิฉันเคยเวียนหัว หรือเรียกว่าบ้านหมุน อยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ไม่ได้หาหมอ เพราะว่าไม่สามารถเดินทางไปได้ พอหายก็ไปหาแต่หมอก็ไม่พบสาเหตุ ได้แต่ถามว่าประจำเดือนมาปกติหรือเปล่า (เพราะว่ามีอาการอาเจียนร่วมด้วย)ดิฉันก็ตอบว่ายังโสด คุณหมอก็บอกได้แค่ว่า อาจจะเป็นไมเกรน ไปหาหมอ รพ. 3 แห่งแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ ถามคำถามเดียวกันตลอด ว่าประจำเดือนคุณมาปกติหรือเปล่า แล้วก็ไม่ตอบอะไรมากกว่า จ่ายยาเพียงอย่างเดียว ดิฉันก็เลยไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไร หลังจากนั้นประมาณ 5 ปี ดิฉันก็จะปวดหัวมาตลอด (ไม่ใช่บ้านหมุน) แต่จะเป็น ๆ หาย ๆ แล้วก็จะง่วงนอนบ่อยทั้ง ๆ ที่นอนตื่นสายมาก แต่ก็ยังมีอาการง่วงนอนบ่อย ๆ จนกระทั่งผิดสังเกต ก็เลยไปพบหมอ(ต่างประเทศ) หมอก็สั่งตรวจเลือด จนพบว่าดิฉันเป็น ฮาชิโมโต แล้วตอนนี้ก็ทานยาอยู่ L-Thyroxin 50 ทุกวัน อาการก็ดีขึ้น ทานยาได้ประมาณ 3 ปี กว่าแล้ว ระยะหลังดิฉันมีอาการบ้านหมุนขึ้นอีกอย่างน้อยปีละครั้ง แต่มันก็จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ อาการมีดังนี้
1 อาการบ้านหมุนเมื่อจะลุกจากที่นอน ต้องนอนอยู่ในท่าหน้าตรง หลังจากนั้นจะมีอาการมือข้างขวาเริ่มชา และแขน ต่อไปยังมือและแขนข้างซ้าย
2 นอนตะแคงได้ข้างซ้ายเท่านั้นในตอนแรก เท่านั้น(ใน2ปีแรก) แต่ตอนนี้ เวลานอนถ้าตะแคงซ้ายก็ไม่สามารถนอนหน้าตรงหรือตะแคงขวาได้ แต่ถ้านอนหน้าตรงก็ไม่สามารถตะแคงซ้ายหรือขาวได้ หรือว่าถ้านอนตะแคงขวาก็ไม่สามารถนอนหน้าตรงหรือตะแคงซ้ายได้เลย ทั้งหมดจะสามารถตะแคงได้ก็ต่อเมื่อจะต้องลืมตาขึ้นมอง
3 เวลานอนจะรู้สึกได้เลยว่าเหมือนว่าศีรษะอยู่บนน้ำ เมื่ออาการดีขึ้น (หลังจากได้รับการฉีดยาให้หยุดอาเจียน)ไม่ทราบเหมือนกันว่าหมอฉีดยาอะไรไป
4 หลังจากหายอาการเวียนหัวแล้ว (ดีขึ้นแล้ว) ลุกเดินไปไหนมาไหนได้ปกติ แต่ว่าจะมีอาการมึนงงตลอดเวลาเป็นอยู่ 3 อาทิตย์ ทานยาแก้วิงเวียนก็ไม่สามารถทำให้หายไปได้
5 ไม่สามารถถือของหนัก(ประมาณ 1-2 กก) ได้เป็นเวลานาน หรือแม้แต่สะพานกระเป๋าได้เป็นเวลานาน เพราะว่าจะทำให้เกิดอาการปวดหัวและเวียนหัวได้
6 อาการเวียนหัว ตอนที่เป็น จะไม่ชอบแสงสว่าง และเสียงที่ดังรบกวน จะทำให้มีอาการมากขึ้น
7 ตัวเย็น และอาเจียนไม่หยุด และมีอาการชาที่มือขวาตามที่ได้บอกข้างต้น
8 ขณะที่เป็นเวลาหลับตาจะรู้สึกได้ว่าตาของตนเองจะมองเห็นของระยะใกล้เป็นระยะไกล แต่พอลืมตาจะปกติ (แต่เมื่อก่อนเคยเห็นระยะใกล้เป็นไกล้ในเวลามองไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันและกลางคืน)
9 เมื่อ 2 ปีก่อนเคยทำการตรวจหู เพื่อสาเหตุอาการบ้านหมุน เพราะว่าคิดว่าน่าจะเป็นน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ผลตรวจปกติดี
10 อาการที่บอกมาทั้งหมด จะมีอาการลมออกหู ในหูข้างซ้าย ได้ยินเสียงสัญญาณเหมือนคลื่นไฟฟ้าในหูข้างขวา แต่จะมีอาการก่อนหลายวันก่อนจะมีอาการบ้านหมุน หลังจากมีอาการแล้วก็ยังจะมีเสียงอยู่บ้านครั้งคราว แต่จะไม่มีลมออกหู
11 อาการที่บอกมาทั้งหมดเป็นมาร่วม 2 เดือน และก่อนหน้านี้ 3 วัน เวลาสระผม มือจับที่ศีรษะด้านซ้ายเพื่อจะสระผม จะเกิดอาการวิงเวียน ทำให้จะต้องก้มหน้าน้อย ๆ และพยายามสระผมให้เร็วที่สุด และต้องจับศีรษะด้านซ้ายให้เบามือที่สุด
เขียนมาซะยาวเลย ก็ต้องรบกวนคุณหมอช่วยให้ความรู้ด้วยนะคะ

……………………………

ตอบครับ

1. ไมเกรน (migraine) กับน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นคนละโรคกันครับ กล่าวคือ

1.1 ไมเกรน เป็นโรคปวดศีรษะในกลุ่มไม่ทราบเหตุ ที่มีอาการเป็นเอกลักษณ์คือปวดหัวแบบตึ๊บๆ (vascular headache) ปวดครั้งหนึ่งกินเวลา 4-72 ชม. มักมีอาการนำ (aura) ที่เกิดจากการเสียการทำงานของระบบประสาทเป็นการชั่วคราวเช่นเห็นแสงสีวูบวาบ มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน มักเป็นข้างเดียว มักเป็นกรรมพันธุ์ มักมีอาการแพ้แสง นอนไม่หลับ และซึมเศร้า ร่วมด้วย

1.2 น้ำในหูไม่เท่ากัน (Ménière disease) เป็นโรคความผิดปกติของหูชั้นใน ที่อยู่ๆน้ำในหู (endolypmphatic system) ก็เกิดมีความดันสูงขึ้น น้ำในหูนี้ร่างกายขังไว้ในช่องจำกัดมีรูเลี้ยวต่อไปมาหากันได้เพื่อใช้วัดทิศทางการเคลื่อนไหว เมื่อมีเหตุอะไรก็ตามทำให้ความดันน้ำนี้สูงขึ้น ก็จะมีอาการหูตึง เวียนหัวบ้านหมุนเป็นๆหายๆ มีเสียงวิ๊งๆในหู และแน่นหู สาเหตุที่ความดันน้ำในหูสูงขึ้นอาจเกิดจากการบาดเจ็บ จากยา จากการติดเชื้อ จากโรคพยาธิ จากไขมันในเลือดสูง จากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง การเสียดุลสารเกลือแร่ จากฮอร์โมน ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นมาโดยหาสาเหตุไม่พบ

1.3 ยังมีอีกโรคหนึ่งที่คุณควรทราบไว้ เรียกว่า โรคเวียนหัวชั่วคราวเพราะท่าร่าง หรือ BPPV ซึ่งย่อมาจาก benign paroxysmal positional vertigo – BPPV คือมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนประเดี๋ยวประด๋าวตอนหันคอหรือเปลี่ยนท่าร่าง พอพักสักครู่ก็หายไป หรือหันหน้าเร็วๆแล้วเป็น บางทีหมอบางคนก็เรียกง่ายๆว่าโรคมีก้อนนิ่วที่น้ำในหู

2. คนหนึ่งเป็นสองโรคก็ได้ครับ แต่มีคนดวงซวยขนาดนั้นไม่มาก

3. อาการที่คุณเล่ามามีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดสองอย่างคือ (1) ไฮโปไทรอยด์จาก Hashimoto thyroiditis ซึ่งยังไม่หายดี (2) โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

4. ผมแนะนำให้คุณทำเป็นลำดับดังนี้

4.1 กลับไปหาหมอที่รักษาไทรอยด์ให้คุณก่อน ตรวจประเมินให้แน่ใจว่าฮอร์โมนไทรอยด์กลับมาปกติแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ว่าได้ลดระดับมาปกติหรือยัง ถ้ายังก็ต้องรักษาให้เข้มข้นให้ปกติก่อน เพราะตราบใดที่ฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ปกติ จะประเมินอาการเวียนหัวว่าเกิดจากอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย

4.2 เมื่อไทรอยด์ (TSH, FT4) ปกติแล้ว ค่อยไปหาหมอหูคอจมูก เพื่อตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันหรือเปล่า วิธีตรวจที่ให้คำตอบสุดท้ายเรียกว่า การตรวจคลื่นไฟฟ้าของหูชั้นใน (electrochochleography – ECOG) ต้องได้ตรวจชนิดนี้เรื่องจึงจะจบว่าใช่หรือไม่ใช่

4.3 ถ้าผลการตรวจสรุปว่าไม่ใช่โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน คราวนี้ก็ตัวใครตัวมันละครับ เพราะจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ได้ ต้องตรวจเพื่อแยกโรคไปที่ละรายการดังนี้

4.3.1 ตรวจเลือด CBC เพื่อวินิจฉัยแยกโลหิตจางและมะเร็งเม็ดเลือดซึ่งทำให้บ้านหมุนได้

4.3.2 ตรวจน้ำตาลในเลือดเพื่อแยกโรคเบาหวานซึ่งทำให้เกิดอาการแบบนี้ได้

4.3.3 ตรวจเลือดดู ESR (erythrocyte sedimentation rate) และ ANA (antinuclear antibody) เพื่อแยกโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองเช่น SLE, รูมาตอยด์ เป็นต้น

4.3.4 ตรวจเลือดดู VDRL เพื่อวินิจฉัยแยกโรคซิฟิลิสกินเส้นประสาท

4.3.5 ตรวจ CT หรือ MRI สมองเพื่อวินิจฉัยแยกเนื้องอกในสมอง โดยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องหู (acoustic tumor) และภาวะอัมพาต อัมพฤกษ์

5. กระบวนการตรวจทั้งหมดนี้จะยืดเยื้อเรื้อรังแน่นอน ในระหว่างนี้ให้คุณดูแลตัวเองดังนี้

5.1 ให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอถึงระดับหนักพอควรทุกวัน

5.2 ระวังอย่าพาตัวเองไปอยู่ในภาวะที่ต้องพึ่งความสามารถในการทรงตัวเป็นอย่างสูง เช่นปีนเขา เพราะไม่รู้ว่าอาการบ้านหมุนมันจะมาเมื่อไร

5.3 หลีกเลี่ยงอาหารหรือสิ่งที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการเช่น เกลือ กาแฟ บุหรี่ ชอกโกแลต แอลกอฮอล์ บริเวณที่มีเสียงดัง หรือสถานะการณ์ที่เครียด

5.4 ลดอาหารไขมันและคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะของหวาน ซึ่งจะเป็นต้นเหตุให้ไขมันในเลือดสูง

5.5 ฝึกหัดการสนองตอบต่อสิ่งเร้าแบบผ่อนคลาย รายละเอียดผมเคยเขียนไปในบล็อกนี้แล้วหลายครั้ง คุณหาอ่านเอาเองได้

5.6 ในกรณีที่ใช้ยากดอาการเวียนหัว (vestibulosuppressants) ควรใช้เฉพาะเมื่อมีอาการและใช้เป็นช่วงสั้นๆ ไม่แนะนำให้ใช้ติดต่อกันนานๆ เพราะจะทำให้ร่างกายเสียทักษะที่จะชดเชยความบกพร่องของหูชั้นใน ยาพวกนี้ก็เช่น diazepam [Valium], lorazepam [Ativan], alprazolam [Xanax], Betahistine (Serc) เป็นต้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Sajjadi H, Paparella MM. Meniere's disease. Lancet. Aug 2 2008;372(9636):406-14.

มะเร็งปากมดลูกกับสาวอายุ 18 ปี

คือว่าอยากสอบถามหน่อยอ่ะค่ะ คือตอนนี้กังวลมากเลยค่ะว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือเปล่าอ่ะค่ะ แล้วถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูกเนี่ย จะมีอาการยังไงเหรอคะ ขอละเอียดนิดนึงนะคะ คือเครียดมากจริงๆค่ะ อายุก็ยังน้องอยู่เลยค่ะ ยังไม่ถึง 18เลยค่ะT_T แล้วถ้าไม่ได้มีเพศสัมพันธ์จะเป็นได้มั๊ยคะ แบบว่าไม่เคยมีอะไรกับคนอื่นเลยอ่ะค่ะ แล้วเพศสัมพันธ์ที่จะทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูกหมายความว่าไงคะ ช่วยตอบทีนะคะ ขอบคุนค่ะ
ขออีกนิดนึงนะคะ หนูมีความต้องการทางเพศและช่วยตัวเอง จะเป็นมั๊ยคะ ไม่เคยใช้อะไรเลยนะคะ แต่อวัยวะเพศก็กระแทกบ่อยมากค่ะ จะเป็นมั๊ยคะ รู้สึกเจ็บๆแล้วถ้าทาวาสลีนจะหายมั๊ยคะ เพราะว่าตอนนี้ทาอยู่ค่ะ ก็เริ่มหายแล้วนะคะแต่ยังไม่หายดีค่ะ ยังไม่มีเลือดออกนะคะ ตกขาวก็ไม่แน่ใจว่าเยอะขึ้นหรือไม่แต่ล่าสุดที่ดูเป็นก้อนอ่ะค่ะก้อนยาวประมาณ 1 cm. อ่ะค่ะ กรุณาตอบทีนะคะ กลุ้มมากเลยค่ะ

…………………………

ตอบครับ

1. มะเร็งปากมดลูก คือโรคที่เริ่มต้นด้วยการติดเชื้อไวรัส HPV แล้วทำให้เยื่อบุปากมดลูกเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นเซลมะเร็ง

2. อาการของมะเร็งปากมดลูกคือมีเลือดหรือสารคัดหลังเช่นตกขาวออกผิดปกติทางช่องคลอด แต่สมัยนี้คนส่วนใหญ่ตรวจพบมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ยังไม่มีอาการ คือตรวจพบจากการตรวจภายในประจำปี

3. กรณีที่คุณมีตกขาวเป็นก้อนยาว 1 ซม.สีขาวๆขุ่นๆไม่มีกลิ่นเหม็นนั้น เป็นตกขาวปกติ ไม่ได้เป็นโรคอะไร

4. การมีความต้องการทางเพศก็มีไปสิครับไม่มีใครว่าอะไรนี่ การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองไม่ว่าจะแบบนุ่มนวลหรือแบบรุนแรง ไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก ไม่เกี่ยวกันเลย คนละเรื่องเลยครับ

5. เพศสัมพันธ์ที่ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก แบบที่คลาสสิกที่สุดหมายถึงการที่ฝ่ายชายสอดใส่อวัยวะเพศชายเข้าไปใน vagina ของผู้หญิง ตัวเชื้อไวรัส HPV จากอวัยวเพศชายจึงมีโอกาสได้สัมผัสถูกต้องกับปากมดลูก ส่วนเพศสัมพันธ์แบบพิศดารเช่น oral sex ก็ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ เพราะเชื้อไวรัส HPV ที่อยู่ตามลำคอก็มีเหมือนกัน

6. คุณไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ดีแล้ว ผมไม่ได้หมายความว่าไม่ยุ่งกับผู้ชายแล้วดีนะ แต่หมายความว่าเป็นโอกาสดีที่จะรีบไปฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV เสียเดี๋ยวนี้ก่อนที่คุณจะพบกับเจ้าชายในฝันของคุณพร้อมกับเชื้อ HPV ของเขา วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (วัคซีน HPV) เป็นวัคซีนที่มีประโยชน์มากที่สุดสำหรับลูกผู้หญิง แต่น่าเสียดายไม่มีใครแนะนำกันอย่างจริงจัง ผมแนะนำให้คุณไถเงินพ่อแม่แล้วไปฉีดได้เลย (ราคาสามเข็มก็หลายพันบาทอยู่นะ) ไม่ต้องไปหวังวัคซีนฟรี เพราะรัฐบาลไม่มีเงินซื้อให้ แต่ถ้าคุณเป็นมะเร็งแล้วเขามีเงินรักษาคุณนะ แพงเท่าไรก็ไม่ว่า เนี่ยแหละ รัฐบาลของเรา


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

เม็ดเลือดแดงข้นมากเกินไป

คุณหมอครับ

ไปบริจาคเลือดมา เค้าบอกว่าค่าความเข้มข้นของเลือดสูงไป ไม่รับบริจาคครับ คือช่วงก่อนนั้นผมก็บริจาคปกติ แต่ปีสองปีหลังนี้หยุดไป ที่ผ่านมาทานเหล้า นอนดึกบ่อยมาก จะเป็นเพราะสาเหตุนี้ได้ไหมครับ ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังบ้าง น้ำหนักตัวเพิ่ม 5 โล ใน3 เดือน ต้องทำอย่างไร(อายุ36)
จะเป็นโรคอื่นๆด้วยไหมครับ

......................................................

ตอบครับ

คุณน่าจะให้ค่าแล็บที่เขาตรวจได้มาด้วย เมื่อคุณไม่ให้มาผมก็ต้องเดาเอา
ผมเดาเอาว่าถึงขั้นไม่ยอมรับบริจาคเลือดแสดงว่าค่าฮีโมโกลบิน (Hb) คงต้องสูงกว่า 18.5 gm% ภาวะที่คุณเป็นนี้เรียกว่าโรคเม็ดเลือดแดงมากเกิน (polycythemia vera หรือ PV) ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงเป็น ผมแนะนำว่าสิ่งที่คุณควรทำคือ

1. คุณควรไปตรวจเรื่องเลือดข้นนี้โดยตรงกับแพทย์สักครั้ง หากแม้นเลือกได้ควรเจาะจงไปตรวจที่คลินิกโลหิตวิทยา และเจาะจงขอตรวจกับหมอโลหิตวิทยา (hematologist) เพราะหมอทั่วไปจะไม่ค่อยรู้จักโรคนี้ การไปตรวจจะมีประโยชน์ตรงที่แพทย์จะได้ประเมินระดับชั้นของความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดขึ้นในกระแสเลือด (thrombosis risk) และจะได้ตัดสินใจป้องกันให้พอดีกับระดับชั้นของความเสี่ยง อย่างเบาะก็อาจมีการให้กินยาแอสไพรินเป็นประจำเพื่อป้องกันก็ได้ ถ้าเป็นอย่างหนักเลยหมออาจจะตัดสินใจใช้ยาลดเม็ดเลือด (cytoreductive therapy) ก็ได้

2. ในส่วนของการดูแลตัวเองนั้น เนื่องจากโรคนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือด คุณต้องขจัดความเสี่ยงอื่นๆที่จะผสมโรงทำให้เกิดลิ่มเลือดง่ายขึ้น ซึ่งก็คือปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายของโรคหลอดเลือดและหัวใจนั่นแหละ นั่นหมายความว่าคุณจะต้อง

2.1 ลดน้ำหนักให้เหลือพอดี ให้ดัชนีมวลกายไม่เกิน 23 ผมไม่ทราบว่าคุณสูงกี่ซม.จึงแนะนำน้ำหนักเป็นกก.ให้ไมได้

2.2 ออกกำลังกายให้ได้ระดับมาตรฐาน (คือออกกำลังกายแบบต่อเนื่องให้หนักพอควรจนร้องเพลงไม่ได้ วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ควบกับการเล่นกล้ามสัปดาห์ละ 2 วัน)

2.3 ปรับโภชนาการเพื่อลดไขมันในเลือด นั่นหมายถึงการกินผักและผลไม้ให้มากๆ สองอย่างรวมกันให้ได้วันละอย่างน้อย 5 เสริฟวิ่ง หนึ่งเสริฟวิ่งของผลไม้เท่ากับแอปเปิลหนึ่งลูก หนึ่งเสริฟวิ่งของผักเท่ากับผักสลัดหนึ่งจาน โดยมีเป้าหมายให้ไขมันเลว (LDL) ไม่เกิน 130 มก./ดล.

2.4 ดื่มน้ำมากๆวันละ 2 ลิตร ทุกวัน

2.5 เลิกแอลกอฮอล์เพราะเป็นตัวเพิ่มไขมันในเลือดอีกทางหนึ่ง

2.6 อยู่ห่างๆบุหรี่นั้นดีแล้ว เพราะบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคนี้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

Honeymoon Cystitis

สวัสดีค่ะคุณหมอ

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์และอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันแต่งงานแล้ว และมีบุตรจำนวน 2 คน ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาอะไร แต่มาเมื่อประมาณเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ก็มีทำการบ้านกับสามีตามปกติค่ะ แต่พอหลังจากนั้นประมาณ 2-3 ดิฉันก็รู้สึกปัสสาวะขัดและมีเลือดออกจึงไปหาหมอที่ รพ. คุณหมอบอกว่าเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบแล้วให้ยามาทานประมาณ 3 วัน ก็หายค่ะ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ได้เอะใจหรือระแวงว่ามีสาเหตุมาจากการทำการบ้านของเรา เพราะปกติดิฉันก็ดื่มน้ำน้อยเลยไม่ได้สงสัยอะไร แต่พอเดือน มิ.ย. เราก็ทำการบ้านกันอีกครั้ง คราวนี้แค่วันเดียวเองค่ะก็มีอาการปัสสาวะขัด และปวดท้องน้อยร่วมด้วย และบางครั้งมีอาการขัดที่สะโพกด้วยค่ะ (ไม่รุว่าเกี่ยวกันหรือเปล่า) ก็ได้กลับไปรักษาเหมือนเดิม แต่ก็ยังไม่ได้เล่าให้คุณหมอฟังว่าเกิดหลังจากวันที่ทำการบ้านกัน พอมาครั้งล่าสุด กลางเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ก็เป็นเหมือนเดิมค่ะ จะรบกวนถามคุณหมอว่าจะรักษาอย่างไรให้หายขาดดีค่ะ แล้วมันเกิดจากอะไรถึงเป็นแบบนี้ จนปัจจุบันทำให้ดิฉันไม่อยากทำการบ้านกับสามีเลยค่ะ เพราะกัวจะเป็นอีก อ้อ....ลืมบอกคุณหมอไปค่ะว่าทุกครั้งก่อนและหลังทำการบ้านดิฉันจะปัสสาวะและล้างทุกครั้งที่เสร็จกิจค่ะ

……………………..

ตอบครับ

โรคของคุณนี้ทางหมอนิยมเรียกเล่นๆว่า Honeymoon cystitis หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบสืบเนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ ผมแนะนำ ดังนี้

1. ควรแอบทำความสะอาดตัวเราเองก่อนมีเพศสัมพันธ์ ล้างและฟอกด้วยสบู่เสียก่อน เป็นการป้องกันเชื้อที่อาจจะหมักหมมมาทั้งวันย้อนท่อปัสสาวะขึ้นไป ถ้าเราทำความสะอาดข้างเดียวแล้วยังไม่เวอร์ค ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องชวนสามีทำความสะอาดส่วนของเขาด้วย

2. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ต้องมีการหล่อลื่นให้เพียงพอก่อน จะด้วยการโหมโรง (foreplay)ให้นานๆพอ หรือในกรณีที่อายุมากแล้วและสารหล่อลื่นตามธรรมชาติมันลดลงก็ต้องใช้สารหล่อลื่นเช่น K-Y Jelly ช่วยแบบให้หล่อลื่นเหลือเฟือ หากการหล่อลื่นไม่พอ จะทำให้เกิดการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นปฐมเหตุของการติดเชื้อ

3. หลีกเลี่ยงเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงและทำให้เกิดการบาดเจ็บ เช่นการที่ฝ่ายชายใช้นิ้วมือกระตุ้น clitoris ของฝ่ายหญิงเพื่อช่วยให้ฝ่ายหญิงบรรลุ orgasm ผู้ชายมักจะเผลอทำรุนแรงจนเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

4. ถ้าใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยเจลฆ่าอสุจิ (spermicide) หรือใช้แผ่นไดอาแฟรมปิดปากมดลูก ต้องเลิกใช้ เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่น เพราะการคุมกำเนิดสองวิธีนี้ทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบมากขึ้น

5. ดื่มน้ำให้มากเป็นอาจิณ (วันละสองลิตร) และปัสสาวะทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ เพื่อล้างท่อปัสสาวะเอาเชื้อที่อาจเล็ดลอดเข้าไปออกมา

6. ถ้าทำทั้งห้าข้อข้างต้นแล้วยังเป็นอีก คงต้องไปหาหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยแยกโรคอื่น ซึ่งอาจมาแสดงอาการหลอกว่าเป็นโรคนี้ ได้แก่

6.1 นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

6.2 ปัสสาวะไหลย้อน (vesicoureteric reflux)

6.3 โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบโดยไม่มีการติดเชื้อ (interstitial cystitis)

6.4 การอักเสบเรื้อรังของช่องคลอดด้วยเหตุต่างๆ เช่นเชื้อรา (candida vaginitis)

6.5 คุณอาจะเป็นผู้หญิงที่มีบัคเตรีออกมาในปัสสาวะเป็นอาจิณอยู่แล้ว (asymptomatic bacteriuria) ซึ่งทำให้เกิดโรคนี้ง่ายขึ้น

7. ถ้าตรวจอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีโรคอื่นใดเลย และใช้มาตรการป้องกันแล้วก็ยังไม่หาย ก็ยังมีทางเลือกอีกทางคือกินยาปฏิชีวนะป้องกันก่อนมีเพศสัมพันธ์ วิธีนี้คุณต้องปรึกษาแพทย์ที่ดูแลคุณอยู่ก่อน และใช้ยาตามที่เขาสั่งให้เท่านั้น

8. แถมให้อีกข้อหนึ่ง เรื่องการกินยาปฏิชีวนะรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ คือกินยาฆ่าเชื้อจะช่วยลดระยะเวลาป่วยจาก 4-9 วันเหลือ 3-8 วัน คือลดได้วันเดียวเท่านั้น พูดง่ายๆว่ามันหายเองได้ ลองไม่กินยา 48 ชม.ดูก่อนก็ยังได้ ซึ่งคนที่เป็นบ่อยก็เลือกวิธีนี้ เพราะไม่อยากกินยามาก แต่ในระหว่างที่ลองไม่กินยาต้องอมปรอทวัดไข้ดูทุกวัน ถ้ามีไข้แสดงว่าคงจะไม่หายเอง ก็ต้องรีบกินยา

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Stamatiou C, Bovis C, Panagopoulos P, et al; Sex-induced cystitis--patient burden and other epidemiological features. Clin Exp Obstet Gynecol. 2005;32(3):180-2.

2. Foxman B, Frerichs RR; Epidemiology of urinary tract infection: I. Diaphragm use and sexual intercourse. Am J Public Health. 1985 Nov;75(11):1308-13.

3. Hooton TM, Scholes D, Stapleton AE, et al; A prospective study of asymptomatic bacteriuria in sexually active young women. N Engl J Med. 2000 Oct 5;343(14):992-7.

4. Moore EE, Hawes SE, Scholes D, et al; Sexual intercourse and risk of symptomatic urinary tract infection in J Gen Intern Med. 2008 May;23(5):595-9. Epub 2008 Feb 12.

5. Little P, Moore MV, Turner S, et al; Effectiveness of five different approaches in management of urinary tract BMJ. 2010 Feb 5;340:c199. doi: 10.1136/bmj.c199.

ไส้ติ่งอักเสบ ทำไมหมอทิ้งให้นอนสองวัน

หนูปวดท้องด้านล่างขวามาก กลัวว่าจะเป็นใส้ติ่ง มาก ก็เลยไป ร.พ ต้องทุรนทุรายไป เป็นการปวดท้องที่ทรมานมาก พอไปถึงหมอบอกให้ตรวจเลือด แต่ก็บอกว่าตรวจเลือดแล้วไม่ได้เป็นใส้ติ่งแต่อย่างไร หมอก็เลยให้นอนดูอาการ 2 คืนแต่กับเป็นวันที่ทรมาน เข้าไปอีกเมื่อ หมอบอกต้องงดน้ำและอาหาร 2 คืน นอนให้น้ำเกลือ อย่างเดียว พอตอนเช้าของวันที่ 3 นั่นแหละ หมอก็มาถามว่า เป็นไงบ้าง ยังชั่วเหรอยัง ตอบไปเลยว่า ดีแล้ว เพราะอยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด แต่ดูท่าทางหมอแล้วเหมือนกับว่าอยากจำหน่ายออกเหมือนกัน เพราะว่าเป็น ร.พ รัฐ มีคนไข้เข้าบ่อย ก็เลยบอกว่า งั้นหมอให้กลับได้เลย แต่พอกับบ้าน ก็ยังมีอาการปวดเหมือนเดิม อยากทราบว่ามันเป็นอะไร ทำไมไม่หายสักที ทรมานมากๆ ก็เลยโทรหาพี่ชึ่งเป็นหมออยู่เหมือนกัน เขาว่า ต้องเอ็กซเรย์ดู ว่าเป็นอะไร แต่ที่แปลกใจสำหรับพี่สาวคือว่า ทำไมปล่อยให้เราทรมาน ทำไมไม่เอ็กซเรย์ดู และบอกให้คนไข้งดน้ำและอาหาร แล้วบอกให้กลับบ้าน ทั้งๆที่ไม่สังเกตอาการคนไข้ว่าต้องนอนต่อ เพื่อที่จะดูอาการหลังกินข้าวแล้วว่ามีอารอะไรอิก เป็นเรื่องจริงเหรือค่ะ อยากทราบ

....................................


ตอบครับ


การที่ผู้ป่วยปวดท้องน้อยล่างขวามา หากการตรวจหน้าท้องไม่สามารถสรุปผลได้ หรือหมอเจาะเลือดดูแล้ว พบว่าไม่มีอะไรบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อบักเตรี (หมายถึงว่าเม็ดเลือดขาวไม่ได้สูง) แต่คนไข้ยังมีอาการปวดอยู่ ตรงนี้มีทางเลือกที่ถือว่าเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยแยกไส้ติ่งอักเสบอยู่สองวิธี

วิธีที่ 1. คือให้นอนสังเกตอาการไปก่อน โดยไม่ให้ยาแก้ปวดเด็ดขาด เพราะให้แล้วจะไปบังอาการทำให้สังเกตความผิดปกติไม่พบ และไม่ให้ทานอาหารด้วย เพราะอาจจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงๆขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ ซึ่งเมื่อนั้นต้องรีบไปผ่าตัดก่อนที่ไส้ติ่งจะแตก หากให้ทานอาหารก็จะต้องมารอให้กระเพาะว่างอีก 6 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของการดมยาสลบซึ่งป่านนั้นไส้ติ่งอาจจะแตกไปแล้วก็ได้ ดังนั้นการให้งดน้ำงดอาหารขณะสังเกตอาการจึงเป็นมาตรฐานของการสังเกตอาการขณะรอวินิจฉัยยืนยังไส้ติ่งอักเสบเช่นกัน คือสรุปว่าทั้งการงดยาแก้ปวด การงดน้ำงดอาหาร เป็นวิธีมาตรฐานที่หมอตั้งใจทำเช่นนั้น ไม่ใช่หมอละเลยไม่ใส่ใจให้ยาหรือให้กินอะไร

วิธีที่ 2. คือตรวจดู “ภาพ” ของไส้ติ่งด้วยวิธีเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT appendix) คืออาการปวดกรณีไส้ติ่งอักเสบเกิดจากมีการอุดตันที่ปากถุงไส้ติ่งแล้วตัวไส้ติ่งเป่งบวมแล้วจึงปวด การตรวจด้วย CT จะวินิจฉัยการบวมของผนังไส้ติ่งได้ตั้งแต่ระยะแรกของการอักเสบ ถ้า CT แล้วไส้ติ่งไม่บวม ก็รู้เลยว่าไม่ใช่ปวดเพราะไส้ติ่งอักเสบ วิธีนี้จึงใช้แทนการสังเกตอาการได้

การที่หมอจะเลือกวิธีไหน ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมและทรัพยากรที่สถานพยาบาลแห่งนั้นมี ไม่มีสูตรสำเร็จว่าวิธีไหนดีกว่าวิธีไหน อย่างเช่นถ้าเป็นโรงพยาบาลที่ไม่มีเครื่อง CT ก็มีทางเลือกเหลือทางเดียวคือสังเกตอาการเท่านั้น หรือถ้ามี CT แต่มีคนไข้รอคิวทำ CT อยู่เพียบแล้วแต่ละรายหนักๆทั้งนั้น หมอก็ต้องหาทางผ่องถ่ายคนไข้ที่เบากว่าไปใช้วิธีอื่นที่ไม่ต้องอาศัย CT อันนี้เป็นธรรมดา ถ้าผมเป็นหมอที่รักษาคุณอยู่ ผมก็จะทำเช่นนั้น

2. ประเด็นหมอปล่อยให้อดอาหารอยู่นาน ความจริงก็ไม่ถึงกับนานเกินไปนะครับ มาตรฐานการสังเกตอาการเพื่อวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบคือ 24-48 ชั่วโมง นี่หมอเขาสังเกตคุณ 48 ชั่วโมง ผมว่าก็โอเคนะครับ

3. ประเด็นทำไมหมอให้กลับบ้านโดยไม่ทดลองให้กินอาหารอยู่ในโรงพยาบาลจนแน่ใจก่อน อันนี้มันอยู่ที่โรคที่หมอคิดถึง คือถ้าท่านคิดถึงโรคเช่นลำไส้อุดตัน การรอสังเกตอาการหลังเริ่มกินอาหารก็ถือว่าจำเป็น แต่ถ้าสมมุติว่าท่านคิดถึงว่าเป็นแค่ปวดท้องเมนส์ไร้สาระธรรมดาๆแต่อยากจะจะวินิจฉัยแยกไส้ติ่งอักเสบเท่านั้นเอง การรอสังเกตอาการว่าจะมากขึ้นหรือน้อยลงหลังเริ่มกินอาหารก็ไม่จำเป็น เพราะปวดท้องเมนส์ไม่เกี่ยวอะไรกับการกินหรือไม่กินอาหาร

ผมสังเกตจากที่คุณเขียนมา คุณมีเรื่องข้องใจหมอ แต่ทำไมไม่หาจังหวะคุยกับหมอเขาละครับ คุยกันดีๆ สุนทรียสนทนา แล้วก็จะเข้าใจกัน คราวหน้าถ้าได้เข้ารพ.อีก ลองดูนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บวมที่ปลายจู๋

ผมเจออาการบวมที่ปลายอวัยวะเพศ เพียงช่วงเวลาแค่ข้ามคืนพอตื่นเช้าขึ้นมาก็บวมแล้วครับ ผมไม่รู้จำทำไงต้องซื้อยาอะไรรับประทานหรือต้องทำอย่างไร

....................................

ตอบครับ

อาการบวมที่ปลายอวัยวะเพศ (prepuce edema) เกิดได้จาก

1. การแพ้เฉพาะที่ เช่นมดกัด แมลงกัด แพ้ครีมหรือยาหม่อง

2. เป็นการบวมจากสาเหตุทั่วร่างกาย (systemic) แต่มาแสดงอาการเด่นที่ปลายจู๋ กรณีเช่นนี้ต้องไปไล่สาเหตุการบวมทั่วร่างกายให้หมด นับตั้งแต่ ไต หัวใจ ตับ การขาดอาหารชนิดที่ส่งผลให้ระดับโปรตีนในเลือดต่ำ โรคต่างๆที่ทำให้ทางเดินน้ำเหลืองอุดตัน เป็นต้น

3. เป็นการอักเสบติดเชื้อเฉพาะที่ เช่นกามโรค

ผมแนะนำว่าถ้าไม่มีอาการร่วมที่แสดงถึงการติดเชื้อ (มีแผล หนอง ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต) ก็ยังไม่ต้องรีบร้อน ให้สังเกตอาการไปก่อนสัก 3 - 7 วัน ถ้าเป็นการบวมจากการแพ้เฉพาะที่มันจะยุบไปเอง แต่ถ้า 3-7 วันแล้วไม่ยุบ ก็ไปหาหมอได้เลย อย่าซื้อยาอะไรมาทานเองเลย เพราะจะยิ่งทำให้หมองงว่านี่มันบวมเพราะแพ้ยาที่ซื้อมาทานหรือเพราะอะไรกันแน่ เวลาไปหาหมอให้ไปตั้งต้นที่คลินิกอายุรกรรมก่อน เพราะเรื่องการบวมด้วยเหตุทั่วร่างกายเป็นเรื่องซีเรียสกว่า ต้องสืบค้นก่อน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์