16 พฤษภาคม 2554

ทุกข์กับวงด่างขาว (vitiligo)


คุณหมอคะ

ดิฉันมีความทุกข์มาก เรื่องมีอยู่ว่าดิฉันอายุ 35 ปี น้ำหนัก 49 กก. สูง 153 กก. เมื่อตอนดิฉันอายุได้ 22 ปี ดิฉันป่วยเป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ ได้รับการผ่าตัดและทานยา แล้วหายไปนาน แล้วก็กลับมาเป็นอีกเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้ดิฉันมีปัญหาว่ามีวงด่างขาวขึ้นที่ใบหน้า ริมฝีปาก มันลามออกจนดูน่ากลัว จนดิฉันไม่อยากออกจากบ้านไปทำงานเพราะไม่อยากให้คนเขามาเขม้นมองดิฉันเหมือนตัวประหลาด ไปรักษากับหมอผิวหนังหลายแห่งรวมทั้งที่สถาบันโรคผิวหนัง ได้รับยาทา ยากิน ได้ฉายแสง แต่ก็ไม่หาย ทุกวันนี้ดิฉันตื่นเช้าต้องมองกระจกว่ามันจะลุกลามให้ดิฉันน่าเกลียดน่ากลัวมากไปกว่าเดิมหรือไม่ อยากถามคุณหมอว่า มีผู้แนะนำให้ดิฉันรับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันชื่อ cyclosporine มันได้ผลจริงหรือไม่ อันตรายไหม ดิฉันควรจะลองหรือไม่ ถ้าไม่ควร ดิฉันควรจะทำอย่างไรต่อไป

.............................

ตอบครับ

ผมเอารูปโรควงด่างขาว (vitiligo) จากเว็บไซท์การกุศลชื่อ dermnetnz.org เพื่อให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นได้ดูเป็นตัวอย่าง ว่าที่เขาเรียกกันว่าวงด่างขาวนั้นหน้าตามันเป็นอย่างไร จะได้เข้าใจเรื่องได้ง่ายขึ้น

หลักวิชาของโรคนี้ง่ายมากเลยครับ มีแค่ว่า “..วงด่างขาวคือภาวะที่ผิวหนังเปลี่ยนจากเดิมที่มีสีเป็นสีขาว โดยไม่ทราบเหตุ และไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลดี..” แค่เนี้ยะ รู้แค่เนี้ยะนักเรียนแพทย์ก็สอบวิชานี้ได้ละ

เท่าที่วงการแพทย์ทราบอยู่บ้าง ก็คือทราบว่าวงด่างขาวนี้จะมีผิวเรียบ มีขอบเขตความแตกต่างจากสีเดิมชัดเจน ขยายพื้นที่ได้เร็วโดยคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ เป็นได้ทั้งเฉพาะที่หรือทั่วตัว มักจะเป็นแถวหน้า คอ หนังศีรษะ ข้อมือ หลังมือ นิ้วมือ เป็นต้น คนเป็นโรคนี้บริเวณที่เป็นด่างขาวจะมีการสูญเสียเซลผลิตเม็ดสีผิว (melanocyte) โดยอาจสูญเสียทั้งจำนวนและความสามารถในการทำงาน ซึ่งเดากันเอาว่ามันอาจเกิดจากกลไกอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่

1. เกิดมีภูมิคุ้มกันทำลายตนเองมาทำลายเซลเมลาโนไซท์ของตัวเอง ซึ่งอาจพบร่วมกับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองแบบอื่นๆเช่น โรคไทรอยด์อักเสบ (Hashimoto) หรือโรคคอพอกตาโปน (Grave’s disease)

2. ความผิดปกติในตัวเซลเมลาโนไซท์เอง

3. ได้รับอนุมูลอิสระหรือสารพิษ

4. มีการบาดเจ็บของเส้นประสาท

5. เป็นเพราะพันธุกรรม

วิธีการรักษาโรคนี้ที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันมี 7 วิธี คือ

1.. ใช้วิธีพรางลูกเดียว ด้วยเสื้อผ้าหรือครีมพรางให้สีเหมือนผิวส่วนปกติ โดยไม่ต้องไปพยายามทำให้วงด่างขาวหายไป

2. ใช้ครีมกันแดดทาป้องกันวงด่างขาวเวลาถูกแดด เพราะไหม้แดดได้ง่ายกว่าผิวปกติ

3. อาจลองใช้ครีมต่างๆ เช่นใช้สะเตียรอยด์บ้าง (ไม่ควรลองนานเกิน 2 เดือน) ใช้สารเหมือนวิตามินดีบ้าง ใช้สารระงับ alcuneurin บ้าง ซึ่งล้วนไม่ค่อยได้ผลพอๆกัน

4. อาจลองใช้วิธีอาบแสง (phototherapy) โดยใช้แสง UVA หรือ UVB ซึ่งไม่ค่อยได้ผลเหมือนกัน

5. พวกที่ห้าวหน่อยมักเลือกวิธีกินยากดภูมิคุ้มกันเช่นสะเตียรอยด์หรือ cyclosporine แต่คำแนะนำมาตรฐานไม่แนะนำให้ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เพราะได้ไม่คุ้มเสีย

6. ถ้าห้าวมากอาจใช้วิธีผ่าตัด เอาผิวหนังที่เป็นด่างขาวออกซะเลย แล้วย้ายผิวหนังที่มีสีปกติจากที่อื่นมาปลูกแทน

7. การรักษาด้วยการปลอบ (psychotherapy) ถือเป็นการรักษาร่วมที่เป็นมาตรฐานอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลสูง

คุณได้อ่านหลักวิชาของโรคนี้ที่ผมเล่ามาข้างต้นแล้วคงเดาคำตอบของผมถูกใช่ไหมครับ ว่าไม่ต้องไปลองยา cyclosporine ถ้าจะลองก็ขอให้มันเป็นอะไรที่เบาๆไม่อันตรายเช่นครีมทา หรืออาบแสง UV เป็นต้น แต่ถ้าเข้าใจชีวิตดีแล้วก็อยู่เฉยๆไม่ต้องไปพยายามรักษามันเลย แค่หาดินสอพองหรือครีมทาหน้ามาทาสีกลบๆพรางๆไว้บ้างและหมั่นทาครีมกันแดดเมื่อออกแดดก็พอ

ประเด็นสำคัญของคุณไม่ใช่วงด่างขาว แต่คือการขาดทักษะที่จะรับมือ (coping skill) กับความเปลี่ยนแปลงที่เหนือความคาดหมายในชีวิต ผมจะเล่าอะไรให้ฟังนะ ไม่นานมานี้ผมได้อ่านเรื่องที่นาย Steve Job (คนที่ทำคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ตราลูกแอปเปิลขายนะแหละ) เขาบรรยายให้นักเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งฟังว่า ในชีวิตที่ผ่านมาถึงหกสิบปีของเขานี้ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุดก็คือในวัยหนุ่มเมื่ออายุยี่สิบปลายๆ เขาได้เดินทางไปธิเบต ไปฝึกโยคะ ทำสมาธิ เรียนวิปัสสนากับพวกพระบ้าง ฤาษีชีไพรบ้าง อยู่ในธิเบตนานหลายเดือน เขาบอกว่าสิ่งเดียวที่เขาได้กลับมา และเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของเขามากในเวลาต่อมา คือคำสอนให้หมั่นนึกถึงความตายบ่อยๆ นึกถึงตลอดเวลาได้ยิ่งดี เขาบอกว่าสิ่งนี้มันมีประโยชน์สองประการ ประการแรก สำหรับชาวพุทธซึ่งเชื่อเรื่องชาติหน้านั้น โมเมนต์ที่จะตายเป็นโมเมนต์ที่สำคัญ ชาวพุทธจึงถือเป็นเรื่องสำคัญว่าเมื่อถึงโมเมนต์ที่จะตาย ต้องตั้งใจดูแลให้จิตอยู่ในสภาพดี หมายถึงว่าต้องรู้ตัวและมั่นใจว่าจิตบางเบานุ่มสบายไม่เครียดไม่ยึดถือ การหมั่นนึกถึงความตายว่าจะมาถึงเมื่อไรก็ได้ ก็จะทำให้ตัวเราหมั่นดูสภาพจิตใจของตัวเองว่าพร้อมที่จะตายทันทีเดี๋ยวนี้หรือเปล่า นั่นก็คือเป็นการกระตุกตัวเองให้มีสติอยู่เนืองๆโดยอัตโนมัติ ประการที่สอง การหมั่นนึกถึงความตายทำให้เราตระหนักว่าเวลาของชีวิตไม่ได้มีมาก เราจะได้ไม่ใช้มันไปกับเรื่องไร้สาระ (เช่นการพะวงว่าคนจะคอยจ้องหน้าด่างของตัวเอง – พูดเล่น) เราจะได้รีบทำสิ่งสำคัญเสียทันทีตอนนี้

ผมก็ไม่ค่อยชอบการรักษาโดยวิธีปลอบหรือ psychotherapy เท่าไหร่ ผมชอบการพูดอะไรตรงๆที่อาจทำให้คนเสียใจแต่ฟลุ้คๆอาจทำให้เขาฮึดขึ้นมาทำอะไรได้ด้วยตัวเขาเองมากกว่า ดังนั้นคำแนะนำของผมก็คือ บอกตัวเองทุกวันที่ตื่นขึ้นมาสิครับ ว่าชีวิตอาจไม่รอดข้ามวันนี้ก็ได้ ดังนั้นทุกวินาทีของวันนี้จงใช้ไปกับอะไรที่สร้างสรรค์ที่สุดที่เราอยากทำ อย่าไปเสียเวลาแม้วินาทีเดียวกับเรื่องงี่เง่าอย่างเช่นปล่อยใจคิดกังวลฟุ้งสร้านใจลอยสติแตก เป็นต้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.. Guidelines for the management and diagnosis of vitiligo (DJ Gawkrodger, AD Ormerod, L Shaw, I Mauri-Sole, ME Whitton, MJ Watts, AV Anstey, J Ingham and K Young). BJD, Vol. 159, No. 5, November 2008 (p1051-1076)

เขาว่าดื่นน้ำมันมะพร้าวลดความอ้วน ลดไขมันในเลือด ได้

คุณหมอสันต์ที่นับถือ

ผมเป็นเภสัชกร เห็นการโฆษณาสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวโดยการอ้างงานวิจัยต่างๆแล้วเกิดความสับสนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแน่ เพราะเพื่อนเภสัชกรด้วยกันเองหลายคนก็คล้อยตามว่าน้ำมันมะพร้าวดีต่อสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหลอดเลือด บางคนถึงกับดื่มน้ำมันมะพร้าวทุกเช้า ขอถามคุณหมอสันต์ว่ามีความเห็นอย่างไรที่เขาอ้างงานวิจัยต่อไปนี้

1. ประเทศศรีลังกา มีอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดหัวใจต่ำมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารหลัก

2. เมื่อฝรั่งแนะนำให้เลิกบริโภคน้ำมันปาลม์และน้ำมันมะพร้าวเพื่อไปบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวแบบตะวันตก ทำให้อุบัติการณ์ของโรคหัวใจหลอดเลือดและเบาหวานในประเทศเอเซียสูงขึ้น

3. งานวิจัยพบว่าน้ำมันมะพร้าวลดไขมันในเลือด น้ำหนักลดลง และทำให้อายุยืนขึ้น

4. น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริกฆ่าเชื้อโรคได้ ทำให้ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งกลไกการเกิดโรคกลไกหนึ่งคือการติดเชื้อโรคเรื้อรัง

รบกวนคุณหมอช่วยไขข้อข้องใจด้วยนะครับ

...............................................


ตอบครับ

1. แหล่งข้อมูลสนับสนุนน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่อ้างบทความวิชาการ (ไม่ใช่งานวิจัย) เขียนโดย Kaunitz ตีพิมพ์ในวารสารพยาธิวิทยาพิษวิทยามะเร็งวิทยาสิ่งแวดล้อม (J Environ Pathol Toxicol Oncol) เมื่อ คศ. 1986 หรือยี่สิบกว่าปีมาแล้ว โดยบทความนั้นอ้างว่าอุบัติการณ์โรคหัวใจหลอดเลือดของประเทศศรีลังกาอยู่ในระดับต่ำเพราะประเทศศรีลังกาบริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารหลัก แต่คำอ้างดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้มาก เพราะอุบัติการณ์ของโรคที่ว่าต่ำนั้นอ้างอิงจากบันทึกสรุปของสหประชาติ (The Demographic Yearbook of the United Nations 1978) ซี่งเป็นข้อมูลในยุคสามสิบกว่าปีมาแล้ว โถ สมัยนั้นยุคนั้นอุบัติการณ์ของโรคนี้ในประเทศกำลังพัฒนาก็ล้วนแต่ต่ำเหมือนกันทั้งสิ้น รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีประเทศไหนต่ำแล้ว จนองค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2020 ประมาณ 90% ของคนเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดของทั้งโลกนี้ จะอยู่ที่ทวีปเอเชีย

2. การตั้งข้อสังเกตที่ว่าในประเทศที่เคยมีอุบัติการณ์ของโรคหัวใจหลอดเลือดและเบาหวานต่ำเมื่อมาเปลี่ยนอาหารจากน้ำมันปาล์มน้ำมันมะพร้าวซึ่งเคยทานกันดั้งเดิมไปเป็นไขมันไม่อิ่มตัวตามคำแนะนำของตะวันตกแล้วทำให้อุบัติการณ์ของโรคหัวใจหลอดเลือดและเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เป็นการพูดให้คนเข้าใจอะไรผิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะการศึกษาเชิงระบาดวิทยาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทยาลัยโภชนาการอเมริกัน (JACN) เมื่อปีที่แล้วนี่เอง พบว่าการเปลี่ยนแปลงอาหารในเอเซียใต้ (เช่นอินเดีย ศรีลังกา) ทิศทางหลักของการเปลี่ยนแปลงคือลดอาหารแบบดั้งเดิม ที่มีกากมาก มีไขมันต่ำ มีแคลอรี่ต่ำ ไปเพิ่มอาหารแบบใหม่ที่มีกากน้อยลง มีแคลอรี่สูงขึ้นมาก และมีไขมันมากขึ้น ทั้งนี้การศึกษาชนิดไขมันที่เพิ่มขึ้นพบว่า มีการบริโภคไขมันอิ่มตัวเพิ่มขึ้นทั้งในรูปแบบของไขมันจากน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว และจากเนยใส (ghee) ขณะเดียวกันก็มีการบริโภคไขมันทรานส์เพิ่มขึ้นด้วย ในรูปของเนยใสเทียม ( Vanaspati ghee) ดังนั้นอุบัติการณ์ของโรคที่เพิ่มขึ้น จึงไม่ได้เกิดจากการลดการบริโภคน้ำมันปาลม์น้ำมันมะพร้าวแต่อย่างใด

3. การอ้างงานวิจัยที่ว่าไขมันไตรกลีเซอไรด์ชนิดสายโซ่ขนาดกลาง (medium chain triglyceride - MCT) ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว สามารถลดไขมันในเลือด ลดน้ำหนัก และทำให้อายุยืนขึ้นนั้น มีรากมาจากบทความของ Kaunitz เช่นกัน งานวิจัยที่บทความนี้อ้างถึงทำไว้หลายสิบปีมาแล้ว โดยทดลองกรอกให้หนูกินน้ำมัน MCT เป็นหลักแล้วพบว่าหนูกลุ่มที่กรอกไขมัน MCT มีไขมันในเลือดต่ำลง น้ำหนักลดลง และอัตราการรอดชีวิตมากขึ้น วิธีอ้างเช่นนี้เป็นการหลอกให้คนเชื่อถือโดยอ้างหลักฐานวิทยาศาสตร์แต่หลบประเด็นระดับชั้นความเชื่อถือได้ของหลักฐานวิทยาศาสตร์ เพราะในวงการแพทย์ การอ้างงานวิจัยในสัตว์ทดลองถือว่าเป็นหลักฐานระดับต่ำ วงการแพทย์ไม่ได้เอาข้อมูลจากหลักฐานระดับนี้มาใช้กับคน เพราะยังห่างไกลกว่าจะถึงจุดที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในคนได้จริงๆ

4. น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริกฆ่าเชื้อโรคในจานเพาะเลี้ยงบักเตรีในห้องแล็บได้ อันนี้เป็นเรื่องจริง แต่ความรู้อันนี้ไม่มีประโยชน์อะไรในคน เพราะยังไม่มีหลักฐานว่าระดับของกรดลอริกที่ทานเข้าไปกับน้ำมันมะพร้าวจะไปไปฆ่าเชื้อบักเตรีใดๆที่ก่อโรคในร่างกายได้ ส่วนการต่อยอดโดยอ้างเป็นทอดๆว่า เช่นพูดว่า

“..น้ำมันมะพร้าวฆ่าเชื้อโรคได้
เชื้อโรคทำให้อักเสบ
โรคหัวใจหลอดเลือดเกิดจากการอักเสบ
น้ำมันมะพร้าวจึงรักษาโรคหัวใจหลอดเลือดได้..”

แบบนี้เป็นวิธีหลอกให้คนเชื้อโดยใช้ตรรกะในคำพูด เอางี้ดีกว่า ถ้าผมพูดว่า

“..ฆ่าแมวเนี่ยบาปเท่ากับฆ่าพระอรหันต์เชียวนะ
ถ้างันผมฆ่าพระอรหันต์องค์หนึ่ง ผมก็บาปเท่ากับฆ่าแมวตัวเดียวเอง..”

ผมพูดอย่างนี้คุณจะศรัทธาผมแมะ (ล้อเล่นนะครับ)

เรื่องไขมัน MCT นี้ผมขอผมขอแถมอีกสี่ห้าประเด็น

(1) น้ำมันปาลม์และน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ชนิดสายโซ่ขนาดกลาง (MCT) เมื่อเป็นไขมันก็ย่อมต้องมีแคลอรี่สูง คนที่คิดจะลดความอ้วนโดยกินของมีแคลอรี่สูงก็บ้าแล้ว ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวลดความอ้วนไม่ได้

(2) คุณสมบัติของกรดรอลิกในน้ำมันมะพร้าวที่ว่าฆ่าเชื้อโรคได้ วงการแพทย์ยังค้นไม่พบวิธีใช้ประโยชน์ตรงนี้ ถ้าใครค้นพบก็ช่วยตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ด้วย อาจได้รางวัลโนเบลก็ได้นะครับ (ขอโทษ ปากเสีย ชอบแนะแหน)

(3) ความแตกต่างของไขมันอิ่มตัวชนิด MCT กับไขมันอิ่มตัวชนิดสายโซ่ยาว (LCT) เช่นไขมันจากสัตว์ ในแง่ของการก่อโรคหัวใจหลอดเลือดนั้น ยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่ามันแตกต่างกัน ผมทราบว่าทางมาเลเซียซึ่งเป็นกองเชียร์หลักของน้ำมันปาลม์ได้ทุ่มวิจัยตรงนี้อย่างหนักแต่หลายปีผ่านมาแล้วก็ไม่เห็นตีพิมพ์ผลวิจัยอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ในระหว่างที่ไม่มีข้อมูลใหม่ที่เชื่อถือได้นี้ ควรถือตามหลักฐานปัจจุบัน คือน้ำมันปาล์มน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีผลเสียทำให้ไขมันเลวในร่างกายสูงขึ้น ทำให้เป็นโรคหัวใจหลอดเลือดมากขึ้น เช่นเดียวกับไขมันอิ่มตัวอื่นๆ

(4) อย่าให้เขาหลอกเปรียบมวยระหว่างน้ำมันมะพร้าวกับไขมันทรานส์ โดยใช้คำพูดให้เข้าใจผิดว่าไขมันทรานส์คือน้ำมันถั่วเหลืองธรรมดา (ความจริงคือต้องเอาน้ำมันถั่วเหลืองธรรมดามาอัดไฮโดรเจนก่อน จึงจะกลายเป็นไปไขมันทรานส์) เพราะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการแพทย์แล้วว่าไขมันทรานส์นั้นแม้จะเป็นไขมันไม่อิ่มตัว แต่ก็เลวต่อสุขภาพสุดๆ เลวยิ่งกว่าน้ำมันปาลม์และน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว ดังนั้นเปรียบกันทีไร น้ำมันปาลม์และนัำมันมะพร้าวจึงย่อมชนะทุกที (ฉลากอาหารบ้านเราไม่ถูกบังคับให้บอกว่ามีไขมันทรานส์อยู่เท่าใด แต่ถูกบังคับให้บอกว่ามีไขมันอิ่มตัวอยู่เท่าใด แปลกดีแมะ)

....................................

Update 5 กย.  2556

     ได้มีการตีพิมพ์งานวิจัยเล็กๆที่บราซิลในวารสาร Lipid ใช้หญิงที่มีเส้นรอบพุงเกิน 88 ซม. จำนวน 40 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มให้กินอาหารแคลอรี่ต่ำควบกับการออกกำลังกายเด้วยการเดินวันละ 50 นาทีทุกเช้า ต่างกันตรงที่กลุ่มที่หนึ่งให้ดื่มน้ำมันมะพร้าวครั้งละ 30 ซีซี.ทุกเช้า กลุ่มที่สองให้ดื่มน้ำมันถั่วเหลือง 30 นาที ทุกเช้า ทำอย่างนี้นาน 12 สัปดาห์ แล้วพบว่า กลุ่มที่ดื่มน้ำมันมะพร้าวมีไขมันดี (HDL) สูงกว่ากลุ่มที่ดื่มน้ำมันถั่วเหลืองเล็กน้อย (48.7 : 45.0) และพบว่าทั้งสองกลุ่มมีเส้นรอบพุงลดลงโดยที่กลุ่มดื่มน้ำมันมะพร้าวลดลงมากกว่าเล็กน้อยแบบต่างกันฉิวเฉียด (p<0 .05="" lang="TH" span="">) งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานแรกที่แสดงว่าครั้งน้ำมันมะพร้าวไม่ได้ส่งผลลบต่อโครงสร้างไขมันในเลือด (HDL/LDL ratio) อย่างที่เคยเข้าใจกัน แม้ว่าจะเป็นงานวิจัยขนาดเล็กและมีระยะติดตามสั้นมากจนยังสรุปอะไรเป็นตุเป็นตะในทางการแพทย์ไม่ได้ แต่งานวิจัยนี้ก็ก่อให้เกิดความ “บ้าน้ำมันมะพร้าว” และความ “บ้ามะพร้าว” ขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมาก จนมะพร้าวไม่มีขาย ในวงการแพทย์เองยังไม่ปักใจเชื่องานวิจัยเล็กๆนี้เสียทีเดียว ยังคงรองานวิจัยที่ใหญ่กว่ามาพิสูจน์ยืนยัน ขณะนี้วงการแพทย์ก็ยังถือว่าน้ำมันมะพร้าวเหมือนน้ำมันปาล์มตรงที่เป็นไขมันอิ่มตัวซึ่งก่อโรค และควรหลีกเลี่ยง



นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Kaunitz, H. 1986. Medium chain triglycerides (MCT) in aging and arteriosclerosis. J Environ Pathol Toxicol Oncol 1986;6(3-4):115.

2. Misra A, Singhal N, Khurana L. Obesity, the metabolic syndrome, and type 2 diabetes in developing countries: role of dietary fats and oils. J Am Coll Nutr. 2010 Jun;29(3 Suppl):289S-301S.

3. Misra A, Khurana L, Isharwal S, Bhardwaj S. South Asian diets and insulin resistance. Br J Nutr. 2009 Feb;101(4):465-73. Epub 2008 Oct 9.

4. Assunção MLFerreira HSdos Santos AFCabral CR JrFlorêncio TMEffects of dietary coconut oil on the biochemical and anthropometric profiles of women presenting abdominal obesity. Lipids. 2009 Jul;44(7):593-601. doi: 10.1007/s11745-009-3306-6.

11 พฤษภาคม 2554

เห็นสายฟ้าฟาดในลูกตาบ่อยขึ้นๆ

เรียนคุณหมอสันต์

ดิฉันอายุ 32 สูง 156 นน. 76 ค่ะ

ดิฉันมักมีอาการเห็นเป็นสายฟ้าฟาดที่ตาซ้ายหรือบางทีเห็นแบบตาพร่ามัวทั้ง 2 ข้างประมาณ 10 นาทีต่อมาก็จะปวดหัวคิ้วข้างขวา
ปวดแบบเป็นจังหวะบางครั้งก็ปวดแบบตลอดเวลามีบางครั้งปวดแบบจะตายให้ได้ ปวดหนักๆจะมีอาเจียนด้วยค่ะ สัปดาห์นึงเป็น 1-3 ครั้ง
สังเกตว่าตัวเองจะเป็นตอนเช้าลุกจากที่นอนแบบเร็วๆ หรือเป็นตอนร้อนจัด หนาวจัด คือเมี่อมีอาการข้างต้นจะกินยา cafagot กับponatan
เข้าใจว่าเป็นไมเกรน แต่ช่วงหลังๆมีอาการเห็นสายฟ้าฟาดร่วมด้วยบ่อย(แต่ก่อนเป็นตาพล่าอย่างเดียว)
อาการเห็นสายฟ้าฟาดเป็นอาการอันตรายมากมั้ยคะ ยังไม่เคยพบแพทย์เลยค่ะ

ขอความกรุณาตอบหน่อยนะคะ

....................................................

ตอบครับ

1. สูง 156 นน. 76 กก. คำนวณดัชนีมวลกายได้ 30.4 ก็แปลว่า อ๊ะ..อ๊ะ เป็นโรคอ้วนแล้วสิครับ

2. อาการเห็นสายฟ้าฟาดที่ตาข้างเดียว มีโอกาสเป็นไปได้สองอย่างคือ

2.1 เป็นอาการนำ (aura) ของโรคปวดศีรษะแบบไมเกรน (Migraine) โรคนี้เป็นการปวดแบบตึ๊บๆ (vascular headache) ปวดครั้งหนึ่งกินเวลา 4-72 ชม. ถ้ามีอาการนำ (aura) ที่เกิดจากการเสียการทำงานของระบบประสาทเป็นการชั่วคราวเช่นเห็นแสงสีวูบวาบอย่างกรณีของคุณนี้ เรียกว่า classic migraine ส่วนที่คุณมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย มันก็เป็นธรรมดาของโรคนี้ คนเป็นโรคนี้ยังมักเป็นกรรมพันธุ์ มักมีอาการแพ้แสง นอนไม่หลับ และซึมเศร้า ร่วมด้วย

2.2. เป็นอาการของจอประสาทตาฉีกขาด (retinal tear) หรือจอประสาทตาหลุดลอก (retinal detachment) ซึ่งเป็นเรื่องฉุกเฉิน อาการที่บ่งบอกถึงโรคนี้มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างจาก 3 อย่างต่อไปนี้ คือ (1) มีแสงวาบๆ (flashing) เหมือนมีใครฉายไฟ ซึ่งเห็นชัดในที่มืด (2) มีเงาดำๆเล็กที่ลอยไปลอยมาให้เห็นในลูกตา (floatings) ซึ่งแต่เดิมมีจำนวนไม่มาก เกิดเพิ่มจำนวนขึ้นรวดเร็ว (3) พื้นที่การมองเห็น (visual field) หดหายไปเหมือนมีใครรูดม่านดำมาบังการมองเห็นไว้ส่วนหนึ่ง

3. ทีนี้คุณควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมแนะนำให้ทำเป็นขั้นตอนดังนี้

3.1 เนื่องจากการเป็นจอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก เป็นเรื่องสำคัญและถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้วย ผมแนะนำว่าคุณต้องไปหาจักษุแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องจอประสาทตาสักหนึ่งครั้ง เพื่อตรวจให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้เป็นโรคนี้ ถ้าเป็นก็จะได้ทำการผ่าตัดแก้ไขทันที เพราะหากปล่อยให้การหลุดลอกขยายไปมากจนกินบริเวณศูนย์ร้บภาพ (macula) ก็จะเกิดภาวะตาบอดมืดสนิทถาวรได้ง่ายๆ อนึ่งเนื่องจากจักษุแพทย์ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจอประสาทตาและทำการผ่าตัดจอประสาทตาได้ทุกคน ดังนั้นจึงต้องตั้งคำถามให้จักษุแพทย์ตอบให้ได้ก่อนว่ามีหรือสงสัยว่ามีภาวะจอประสาทตาฉีกหรือหลุดลอกหรือเปล่า ถ้ามี ตัวแพทย์ท่านนั้นรักษาเองได้ไหม ถ้ารักษาไม่ได้จะส่งไปให้ใครรักษา เพราะการรักษาจะต้องทำทันที จะใช้วิธีให้ยาไปกินไปหยอดแล้วดูเชิงก่อนนั้นไม่ได้ เพราะโรคนี้ไม่มียารักษา ต้องผ่าตัดหรือเลเซอร์เท่านั้น

3.2 เมื่อไปหาหมอตาแล้วหากท่านบอกว่าตาโอเค.ไม่เป็นไร ไม่มีจอประสาทตาฉีกหรือหลุดลอก คราวนี้ก็ต้องว่ากันแบบโรคไมเกรนแล้วละครับ ยา Cafergot กับ Ponstan ที่ทานอยู่ มันแค่คุมอาการเท่านั้น แต่มันป้องกันการเกิดอาการไม่ได้ ทำให้คุณเป็นถี่ขึ้นๆ ผมแนะนำให้คุณไปหาหมอทางประสาทวิทยา (neurologist) เพื่อปรึกษาท่านว่าจะใช้วิธีกินยาเพื่อป้องกันการเกิดอาการเช่นยา propanolol ดีไหม เพราะการมีอาการถี่ขนาดสัปดาห์ละ 3 ครั้งนั้นเป็นอะไรที่ยอมรับไม่ได้ ชีวิตจะมีคุณภาพได้อย่างไร ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ถ้ายา propanolol ป้องกันไม่ได้ หมอเขาอาจจะสะเต็พอัพไปใช้ยากันชักเช่น Sodium valproate หรือ Gabapentene ควบกับยาต้านซึมเศร้าเช่น amitriptylene เพื่อป้องกันก็ต้องยอม ยาที่ว่ามาทั้งหมดนี้อย่าซื้อกินเอง เพราะมีประเด็นต้องติดตามดูแลมาก ควรกินภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์เท่านั้น

3.3 ควบคู่ไปกับการทานยาบรรเทาหรือป้องกันการเกิดอาการไมเกรนที่หมอให้ ผมแนะนำให้คุณหัดทำกิจกรรมการจัดการความเครียดเช่นฝึกรำมวยจีน เป็นต้น ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนว่าช่วยทั้งป้องกันการเกิดอาการไมเกรน และบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นแล้วได้


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ..ทำเองซะเลยสิครับ

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

หนูค้นหาเกี่ยวกับปัญหาเรื่องโรคหัวใจทางอินเทอร์เน็ตและเจอเวบไซต์การถามตอบปัญหาสุขภาพของคุณหมอ หนูจึงอยากจะเรียนถามดังนี้ค่ะ คือว่า พ่อของหนูมีอาการเวียนหัวรุนแรงมาก คล้ายบ้านหมุน 2 วัน ไม่หาย ซึ่งก่อนหน้านี้คุณพ่อได้ทานข้าวมันไก่ หมูกรอบ ข้าวหน้าเป็ดเยอะมาก กระทั่งทานไม่ไหว และอาเจียนในเวลาต่อมา หลังจากนั้นก็เวียนหัวมาก (เคยไปตรวจและคุณหมอบอกว่าเป็นความดันสูง ระยะหลังคุณพ่อไม่ค่อยได้กินยาด้วยค่ะ) จึงไปหาหมอที่ รพ.รัฐแห่งหนึ่ง วัดความดันอยู่ในระดับปกติ แพทย์ฉีดยาแก้เวียนหัวให้ แต่อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์ให้กลับบ้าน วันรุ่งขึ้น 11 เมษา 54 อาการแย่ลง เดินไม่ไหว หน้าซีด จึงรีบพาไป รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ในตอนแรกแพทย์ฉีดยาแก้เวียนหัวให้ และตรวจหู กระทั่งแพทย์วินิจฉัยว่า มีอาการหูเสื่อมเล็กน้อย ซึ่งคุณพ่อยังสามารถได้ยินตามปกติ และไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งในตอนนั้นคุณพ่อหายเวียนหัวแล้ว ทาง รพ. ตรวจหัวใจให้ด้วย ผล Lab ออกมา แพทย์วินิจฉัยว่า เป็นลักษณะของผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ในขณะที่คุณพ่อของหนูไม่เคยมีอาการเจ็บหน้าอกมาก่อน และ ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้มีอาการแต่อย่างใด แพทย์จึงตรวจเลือดซ้ำ ทำอัลตร้าซาวน์หัวใจ และฉีดสี ผลที่ได้ยืนยันผลเดิม ซึ่งแพทย์บอกว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องมีอาการแล้ว แต่มีส่วนน้อยมากที่จะไม่แสดงอาการอะไรเลย ตอนนั้นแพทย์จึงรีบให้ย้ายไปห้อง CCU และแนะนำให้ทำบอลลูนหัวใจ ซึ่งก็ได้ตัดสินใจทำ ณ ตอนนั้นเลย เนื่องจากไม่ทราบว่าจะต้องเร่งด่วนเพียงใด คุณพ่อทำบอลลูน และใส่ขดลวดไป 3 เส้น เป็นแบบธรรมดา 1 เส้น และเคลือบยา 2 เส้น อาการหลังทำบอลลูน คือ
- หายใจไม่อิ่ม พอหายใจลึกๆ ก็จะเจ็บแปล๊บ
- เหนื่อยง่ายมาก จนบางครั้งเหมือนหายใจไม่ทัน
- ไอบ่อย
- เวลาหาวจะหาวได้ไม่สุด ถ้าหาวสุดจะเจ็บหน้าอก
- เวลาเรอจะเจ็บด้านหลังช่วงบน
(ก่อนการทำบอลลูนไม่เคยมีอาการข้างต้นเลยค่ะ)
ซึ่งหลังทำบอลลูนเสร็จ ต่อมาไข้ขึ้น หมอดูผล x-ray ปอด บอกว่ามีน้ำท่วมปอด จึงให้ยาขับปัสสาวะ ซึ่งอาการดีขึ้นและแย่สลับกันไป เหมือนจะดีขึ้น แต่ก็ได้ย้ายเข้า-ออก CCU 3 ครั้ง จนกระทั่งวันที่ 20 เมษา 54 แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คุณพ่อไม่มีไข้แล้ว แต่ยังคงมีปัญหาหายใจได้ไม่อิ่ม เหนื่อยง่าย หาวได้ไม่สุด เจ็บเวลาเรอ และเวลานอนตะแคงขวาจะเจ็บหน้าอก จึงขอความกรุณาคุณหมอให้คำปรึกษาด้วยนะคะ เป็นห่วงคุณพ่อมากมากค่ะ หนูไม่รู้จะไปปรึกษาใครจริงๆ ค่ะ
ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
ขอขอบพระคุณค่ะ
ลูกสาว

..............................................................

ตอบครับ

ผมขอพูดถึงแค่สองประเด็นนะ

1. ประเด็นอาการของโรคหัวใจขาดเลือด ปกติคนเราเมื่อเป็นโรคหัวใจขาดเลือด จะมีอาการแน่นหน้าอก แต่กรณีคุณพ่อของคุณนี้ เป็นโรคหัวใจขาดเลือดแต่มีอาการเวียนหัวหน้ามืด ซึ่งเป็นอาการที่ดูเผินๆไม่เกี่ยวกันเลย แต่อันที่จริงแล้วเกี่ยวกัน ทางการแพทย์เรียกว่าเป็นอาการหัวใจขาดเลือดแบบไม่คลาสสิก (atypical angina) ซึ่งมีได้หลายแบบ ที่สำคัญมีสามแบบคือ

1.1 เวียนหัวหน้ามืดเป็นลม จากหัวใจเต้นรัวแล้วเลือดขึ้นสมองไม่ทัน

1.2 หอบเหนื่อยหายใจไม่อิ่ม จากหัวใจล้มเหลวแล้วน้ำท่วมปอด

1.3 จุกเสียดแน่นท้องอาหารไม่ย่อย จากการปวดแบบร้าว (refer pain)

ดังนั้นคนทั่วไปควรทราบว่าแน่นหน้าอกเป็นอาการแบบคลาสสิกของหัวใจขาดเลือดก็จริง แต่คนสูงอายุที่มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างข้างต้นแล้วอาการรุนแรงทำอย่างไรก็ยังไม่หาย ให้คิดถึงว่าอาจจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไว้ด้วย แม้จะไม่มีอาการแน่นหน้าอกก็ตาม

2. ประเด็นการฟื้นฟูหัวใจ เมื่อทำการรักษาโรคหัวใจแบบไฮเทคไม่ว่าจะเป็นทำบอลลูนก็ดี ผ่าตัดหัวใจบายพาสก็ดี ทำเสร็จแล้ว ถ้าเป็นรพ.เอกชนก็หมดเงินหลายแสน หมอให้กลับบ้านบอกว่าหายแล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังเดี้ยงเหมือนเดิม หรือเดี้ยงมากกว่าเดิม ทั้งหายใจก็ไม่อิ่ม เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอกอยู่เรื่อย ตะแคงก็เจ็บ หงายก็เจ็บ แม้เพียงแค่จะหาวจะเรอก็ไม่กล้าทำแรงๆ เรียกว่าทำการรักษาหัวใจแบบไฮเทคมาแล้ว นึกว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้น ที่ไหนได้กลับแย่กว่าเดิม วันๆมีแต่ความเจ็บ ความกลัว และความทุกข์ นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจและทำบอลลูนขยายหลอดเลือดในบ้านเรา คือปัญหาการขาดการฟื้นฟูหัวใจ (cardiac rehabilitation) ที่จริงจังและมีประสิทธิผล ผมขอขยายคำสำคัญของเรื่องนี้ซึ่งมีอยู่สามคำนะ

2.1 การฟื้นฟูหัวใจ (cardiac rehabilitation) หมายถึงการเรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับโรคและฝึกทำกิจกรรมเพื่อให้กลับไปมีกิจกรรมเต็มขั้นจนทำอะไรได้ระดับเดียวกับหรือมากกว่าก่อนการป่วยเป็นโรคหัวใจให้ได้ ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่การให้ความรู้ เอาแค่จะยืดอกยังไม่กล้านี่ก็แสดงว่าการให้ความรู้ยังไม่ดี ผมเคยเห็นคนไข้ที่ทำผ่าตัดหัวใจมาแล้วหกเดือนมาหาคราวนี้เดินห่อไหล่แบบคนพิการมาเลย เพราะยืดอกแล้วมันเสียว เขากลัวหน้าอกแบะเป็นสองข้าง เลยไม่กล้ายืดอก นี่ขาดความรู้กันถึงขนาดนี้ ผมจึงไม่แปลกใจที่คุณพ่อของคุณหาวก็ต้องค่อยๆ เรอก็ต้องเบาๆ เพราะความกลัวจากความไม่รู้

2.2 การฟื้นฟูหัวใจอย่างจริงจัง หมายถึงการฝึกกิจกรรมเป็นขั้นตอนอย่างจริงจังหามรุ่งหามค่ำเหงื่อไหลไคลย้อย ใหม่ๆก็ต้องทำในรพ.หรือในศูนย์ฟื้นฟูหัวใจที่มีคนมีความรู้ช่วยดูแล ต้องทำกันจริงจังแบบประคองกันไป ลากกันไป เพราะการฟื้นฟูก็คือการฝืนสู้ หน้าอกหดก็ต้องฝืนยืด ไอแล้วเจ็บก็ต้องฝืนไอ หลังจากทำเองได้มั่นใจแล้วก็ไปทำต่อที่บ้าน ในระหว่างฟื้นฟูหัวใจนี้ก็เรียนรู้เรื่องการจัดการปัจจัยเสี่ยงและการปรับโภชนาการอาหารการกินไปด้วย แต่น่าเสียดายที่ในเมืองไทยไม่มีศูนย์ฟื้นฟูหัวใจที่มีผลงานพอจะเรียกได้ว่าเอาจริงเอาจัง สมัยที่ผมทำงานอยู่ต่างประเทศมีบริการศูนย์ฟื้นฟูหัวใจเป็นดอกเห็ด บ้างก็เป็นรีสอร์ทไปนอนกันนานสองอาทิตย์บ้าง เดือนหนึ่งบ้าง แต่เมืองไทยไม่มีเลย เคยมีคนพยายามจะเปิดบริการฟื้นฟูหัวใจขึ้นมาแต่ก็เจ๊งไปหมดเพราะหมอโรคหัวใจเองไม่ยอมส่งคนไข้ไปใช้บริการบ้าง ตัวคนไข้ไม่เอาบ้างเพราะกลัวเสียเงินหรือไม่ก็ขี้เกียจออกแรง จึงต้องทนอยู่อย่างมีชีวิตหลังบอลลูนหรือหลังผ่าตัดแบบชีวิตที่ไร้คุณภาพไป เหมือนอย่างคุณพ่อของคุณตอนนี้นี่แหละ

2.3 การฟื้นฟูหัวใจอย่างมีประสิทธิผล หมายความว่าต้องทำโปรแกรมการฟื้นฟูหัวใจอย่างมีเป้าหมาย (goal oriented rehabilitation) หมายถึงว่าโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจต้องมีการกำหนดเป้าหมายเฉพาะตัวคนไข้ว่าจะเอาให้ถึงระดับไหนในเวลาเท่าไร เช่นสามวันต้องเดินได้ หนึ่งสัปดาห์ต้องทำงานบ้านเบาๆได้ สองสัปดาห์ต้องวิ่งและว่ายน้ำได้ แล้วก็มุ่งทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยทำไปทีละขั้นๆจนสำเร็จ

3. จากจุดนี้ไป คุณควรทำอย่างไรต่อดี ผมแนะนำให้คุณกลับไปที่รพ.เดิม กลับไปคุยกับหมอหัวใจคนเดิม ถามถึงโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจว่ามีไหม ถ้ามี ถามว่าเขาทำอย่างไร ฟังดูเข้าท่าไหม ถ้าฟังดูเข้าท่าก็สมัครเข้าโปรแกรมเลย จะนาน 15 วัน หรือหนึ่งเดือนก็ต้องเอา ถ้าฟังดูไม่เข้าท่าก็ย้ายไปหาที่รพ.อื่น เวลาสอบถามหาโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ ให้ถามด้วยว่าใครเป็นหัวหน้าโปรแกรม โปรแกรมที่ดีควรจะมีแพทย์ฟื้นฟูหัวใจหรือแพทย์โรคหัวใจเป็นหัวหน้า ถ้าหาจนทั่วกรุงเทพแล้วไม่มี (ผมเข้าใจว่าต้องมีบ้างละน่า แต่อาจจะแพงหน่อย อย่างน้อยผมรู้ว่ารพ.ที่รักษาฝรั่งอยู่แห่งสองแห่งก็มีโปรแกรมนี้) แต่ถ้าหาจนทั่วแล้วไม่พบ ผมแนะนำให้คุณทำโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจให้คุณพ่อของคุณเอง หาอ่านหนังสือหรือในเน็ทหรือเลียบๆเคียงๆถามนักกายภาพบำบัด แล้วก็ทำโปรแกรมมั่วๆขึ้นมาเอง กำหนดเป้าหมาย วางแผนกิจกรรม แล้วก็ลงมือพาคุณพ่อฟื้นฟูหัวใจแบบลุยเองเลย อยู่เมืองไทยบางเรื่องก็ต้องช่วยตัวเองเป็นหลักละครับ ที่ผมแนะนำแบบนี้ไม่ได้แนะนำส่งเดชนะครับ อย่าลืมว่ากำพืดเดิมผมเป็นหมอหัวใจนะ จะแนะนำเรื่องการรักษาหัวใจแบบส่งเดชได้อย่างไร ไม่นานมานี้ผมมีคนไข้คนหนึ่ง เป็นอัมพาตเจียนตายแล้วกลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนผมแปลกใจ ที่แปลกใจเพราะผมทราบดีว่าโปรแกรมฟื้นฟูหลังอัมพาตของเมืองไทยแม้จะไม่แย่เท่าการฟื้นฟูหัวใจแต่ก็ดีกว่ากันไม่เท่าไหร่ เขาไม่น่าจะฟื้นตัวเร็วขนาดนี้ เมื่อสอบถามรายละเอียดจึงทราบว่าคนไข้ซึ่งอยู่ปักษ์ใต้มีพี่ชายเป็นช่างอู่ซ่อมรถ เขาจึงบอกให้พี่ชายทำกายอุปกรณ์ให้ตามแบบที่เขาเห็นและจำได้จากโรงพยาบาล แล้วก็ให้เมียพาเขาออกกำลังกายบนกายอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างเอาเป็นเอาตายทุกวัน เดี๋ยวนี้ปร๋อกลับไปขับรถจี๊บบัญชาการสวนยางได้เป็นปกติแล้ว นี่เป็นกรณีตัวอย่างที่บอกว่าหากทำเองได้ ย่อมดีกว่าจะรอให้รพ.ทำการฟื้นฟูให้ ความเสี่ยงของการฟื้นฟูหัวใจเองแบบสะเปะสะปะก็มีบ้าง แต่เป็นความเสี่ยงที่น้อยมาก อย่าไปกลัวว่าจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแบบครั้งก่อนอีก เพราะกลไกการเกิดคือภาวะหลอดเลือดตีบนั้นได้รับการแก้ไขไปแล้ว ความเสี่ยงจึงเหลือน้อยมาก เทียบกับประโยชน์ที่จะได้แล้วมันแสนจะคุ้ม

ขอให้ประสบความสำเร็จนะครับ ถ้าคุณพ่อฟื้นตัวได้ดี จะทำธุรกิจเปิดศูนย์ฟื้นฟูหัวใจก็ได้นะ ไม่มีคู่แข่งหรอก เพราะคนมีความรู้ที่เคยเปิดก็เจ๊งไปหมดแล้ว คนไม่มีความรู้ก็ไม่กล้าเปิดเพราะกลัวทำคนไข้ตาย แต่คุณเปิดศูนย์ฟื้นฟูหัวใจด้วยคอนเซ็พท์ “ฟื้นฟูตัวเอง” รับประกันไม่มีเจ๊ง ถ้าเปิดจริงผมจะรับเป็นที่ปรึกษาให้ฟรี พูดจริงนะ อิ..อิ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

09 พฤษภาคม 2554

เนื้องอกต่อมใต้สมอง pituitary microadenoma

สวัสดีค่ะ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

หนูมีเรื่องอยากจะรบกวนคุณหมอค่ะ ไม่รู้จะไปถามใคร นอกจากคุณหมอ รบกวนด้วยน่ะค่ะ หนูเป็นเนื้องอกต่อมใต้สมองมาประมาณเกือบ ๆ 5 ปีแล้วตรวจเจอโดยการ x ray MRI ค่ะ อาการเริ่มแรก มีอาการปวดหัวหนักขึ้นเรื่อย ๆ และต่อมาตาพร่ามัวมองเห็นภาพไม่ชัด เมื่อทำ MRI เจอเนื้องอกต่อมใต้สมองค่ะ เห็นหมอเขียนในประวัติว่า pituitary tumor หรือไม่ก็ pituitary microadenoma เริ่มแรกหมอให้ทานยาโบรโมคริปตินค่ะ ตอนนี้รักษาตัวที่ รพ. รามา แต่หมอเห็นว่าก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง หมอจึงให้งดทานยาโบรโมคริปตินค่ะ หยุดทานไปตั้งแต่เดือน พค. 53 ค่ะ และนอกจากเป็นเนื้องอกต่อมใต้สมอง หนูสงสัยว่าตัวเองเป็นไฮโปไทรอยด์ด้วยค่ะ ก่อนหน้านี้หมอที่รักษาก็พูดถึงไทรอยด์ว่าไม่น่าเป็นห่วง ตอนนั้นหนูก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องไทรอยด์เท่าไร แต่ตอนนี้หนูได้อ่านเรื่องไฮโปไทรอยด์ ทำให้เป็นห่วงค่ะ นอกจากนั้นหนูเป็นโรคไมเกรนด้วยค่ะ ตอนนี้หนูอายุย่าง 33 และยังไม่มีลูก ตอนนี้หนูต้องการมีลูกค่ะ และกลัวว่าโรคทั้งสามโรคนี้จะมีผลในการตั้งครรภ์หรือไม่ ทุกครั้งที่ไปพบหมอตามนัดหมอทางต่อมไร้ท่อจะตรวจProlactin ( serum ) และ Specimen Handing และมีอีกสองสามรายการค่ะแต่หนูหาเอกสารไม่เจอ

หนูขออนุญาติถามคุณหมอเป็นข้อ ๆ ดังนี้ค่ะ

1. เนื้องอกต่อมใต้สมองชนิด microadenoma จะมีผลต่อพัฒนาการทางด้านสมองและร่างกายของทารกในขณะตั้งครรภ์และหลังคลอดหรือไม่ ตอบว่าถ้าคอยดูแลระดับฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนไทรอยด์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ให้ดี ก็ไม่มีผลอะไรต่อทารกครับ
2. ยาโบรโมคริปติน หยุดทานไปตั้งแต่เดือน พค 53 วันที่เท่าไรจำไม่ได้ค่ะ และ หนูหยุดทานยารักษาไมเกรนทุกอย่างตั้งแต่ 1 เมย 54 ค่ะ ยารักษาไมเกรนมีชื่อว่า Nortryp , Topamax , Zelium , Depakine , Betalol .Nortryp , Zelium ทานทุกวัน ส่วน Betalol , Depakine , Topamax หมอตรวจร่างกายแล้วจะให้ทานสลับกันบ้างค่ะ เพิ่งมาทานยาไมเกรนได้ประมาน 2 ปีครึ่ง ยาทั้งสองโรคนี้จะสั่งสมในร่างกายหรือไม่ค่ะ และถ้าสั่งสมจะต้องทำยังไงค่ะ
3. ถ้าเนื้องอกเกิดโตขึ้นมาระหว่างตั้งครรภ์จะทำยังไงค่ะ
4. ไฮโปไทรอยด์ของหนูต้องเช๊คยังไงค่ะ
5. อาการของโรคทั้งเนื้องอก ไมเกรน ไทรอยด์ ต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์ต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ เพราะคาดว่าประมานกลางปีหน้าหนูต้องการตั้งครรภ์ค่ะ อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วค่ะ
6. การทานยาลดความอ้วนจะมีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ค่ะ คือว่าหนูจะแต่งงานเดือนสิงหาคม 54 ทานยาลดความอ้วนมาได้ 2 เดือนแล้ว อยากให้ผอมก่อนแต่งงานและหลังจากแต่งงานแล้วก็จะหยุดทานค่ะ ยาลดมี อย.ค่ะ แต่ทานน้ำหนักก็ลดไม่ดีเท่าไรลดเรื่อย ๆ ค่ะเป็นผลมาจากเป็นไทรอยด์หรือปล่าวค่ะ
7. ก่อนตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์หนูต้องฉีดวัคซีนเป็นพิเศษนอกเหนือจากผู้หญิงปกติหรือไม่ค่ะ
8. ในระหว่างก่อนตั้งครรภ์สามารถทานวิตามินอี , มะรุมแคปซูล , วิตามินซี , กระเทียมแคปซูล ( เคยอ่านเจอว่าทานกระเทียมสามารถรักษาไมเกรนได้ ) ได้หรือไม่ค่ะ และต้องหยุดทานนานเท่าไรก่อนที่เราจะตั้งครรภ์ คุณหมอตอบกลับทางเมล์ด้วยน่ะค่ะเพราะเพิ่งเป็นสมาชิก blogger.com ยังใช้ไม่คล่องเลยค่ะ รบกวนคุณหมอเท่านี้ก่อนค่ะ
ขอขอบพระคุณ คุณหมอเป็นอย่างยิ่งค่ะ

………………………………………………..

ตอบครับ

ก่อนจะตอบคำถามผมขอแสดงสรุปเรื่องโรคเนื้องอกของต่อมใต้สมองสำหรับชาวบ้านก่อนนะ โรคนี้เขาแบ่งกันในสองมิติ มิติที่หนึ่งคือแบ่งตามขนาด ถ้าเป็นชนิดเม็ดโต (คือโตกว่า 1 ซม.) ซึ่งมักจะเริ่มคับที่ก็เรียกว่า macroadenoma ถ้าเป็นชนิดเม็ดเล็ก (คือเล็กกว่า 1 ซม.) เรียกว่า microadenoma อีกมิติหนึ่งคือแบ่งตามการ “ปล่อยของ” หรือหลั่งฮอร์โมน ถ้าไม่หลังฮอร์โมนเลยเรียกว่า nonfunctioning ถ้าหลั่งฮอร์โมน (เช่นฮอร์โมนโปรแล็คติน) ก็ตามเรียกว่า functioning ประเด็นสำคัญก็คือถ้าจับเอาคนดีๆที่เดินถนนทั่วไปมาทำ MRI จะพบว่ามีเนื้องอกของต่อมใต้สมองชนิดเล็กและแบบไม่หลั่งฮอร์โมน (nonfunctioning microadenoma) แบบเดียวกับที่คุณเป็นอยู่ขณะนี้มีถึง 10% ของคนทั้งหมด ทั้งๆพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรกันเลย แปลไทยให้เป็นไทยก็คือว่าคุณไม่ได้เป็นอะไรที่ซีเรียสมาก ไม่ต้องไปตื่นเต้ลล

เอาละทีนี้มาตอบคำถามของคุณ

1. เป็นเนื้องอกต่อมใต้สมองชนิดเม็ดเล็กและไม่หลั่งฮอร์โมน จะมีผลอะไรต่อสมอง ร่างกาย พัฒนาการ และการเติบโตของทารกในขณะตั้งครรภ์และหลังคลอดหรือไม่ ตอบว่าไม่มีอะไรผลครับ

2. ยาทั้งหลายที่พูดมาไม่มีพิษสะสมครับ ส่วนใหญ่หมดฤทธิ์ไปในเพียงชั่วข้ามวัน ยาส่วนใหญ่ที่คุณบอกชื่อมามีครึ่งชีวิตไม่กี่ชั่วโมง ยกเว้น nortryptylene ซึ่งมีครึ่งชีวิตยาวกว่าเพื่อนคือ 44 ชม. (ลดจำนวนลงเหลือครึ่งหนึ่งทุก 44 ชม.) ซึ่งถึงแม้ว่าครึ่งชีวิตจะยาวขนาดนี้ก็หมดฤทธิ์ในเวลาไม่เกินสี่ห้าวัน นอกจากนี้การศึกษาในมารดาที่กินยาเหล่านี้อยู่และตั้งครรภ์โดยไม่ทันตั้งตัว ก็ไม่พบว่ามีตัวไหนทำให้ทารกพิการ ดังนั้นยาที่เลิกไปแล้วนี้อย่าวอรี่

3. ถ้าเนื้องอกเกิดโตขึ้นมาระหว่างตั้งครรภ์จะทำยังไงค่ะ ตอบว่า ก็ตัวใครตัวมันละสิครับ (แฮ่..แฮ่ พูดเล่น) หมอของคุณที่รามาเขาติดตามดูมันมาตั้งห้าปี แล้วมันก็มีแต่จะเล็กลง มันไม่มาพองขึ้นพรวดพราดขณะตั้งครรภ์หรอกครับ หัดมองโลกในแง่ดีเสียบ้าง ถ้ามันเกิดอาเพศขนาดหนักมาแผลงฤทธิ์ขณะตั้งครรภ์ หมอเขาก็แก้ได้ กล่าวคือถ้ามันปล่อยฮอร์โมน เขาก็รอให้พ้นช่วงสามเดือนแรกของครรภ์แล้วก็กลับไปใช้ยารักษา ถ้ามันโตคับที่กดเส้นประสาทจนมองอะไรไม่เห็น เขาก็ผ่าตัดออก การผ่าตัดเนื้องอกต่อมใต้สมองสมัยนี้ไม่น่ากลัว หมอเขาเอากล้องขนาดตะเกียบคีบก๋วยเตี๋ยวใส่เข้าไปทางรูจมูก ทำผ่าตัดเสร็จโดยไม่มีแผลเลย

4. จะเช็คไฮโปไทรอยด์ได้อย่างไร ตอบว่าก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ต้องหมั่นเช็คระดับ TSH และ FT4 ตรงนี้สำคัญนะถ้าคุณไม่อยากได้ลูกเป็นคนสึ่งตึ่ง ง่าว เอ๋อ ต้องคอยจี้คอยถามหมอทุกครั้งที่ไปคลินิกฝากท้อง (ANC) เพราะหมอบางคนก็เป็นโรคเอ๋อ เอ๊ย ขอโทษ เป็นคนธุระยุ่งหลงลืมจำไม่ได้ว่าคุณแม่คนไหนทำอะไรไปแล้ว คนไหนยังไม่ได้ทำ ตราบใดที่ได้ตรวจเช็ค TSH และ FT4 สม่ำเสมอ ก็ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะง่าว เพราะถ้าฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำจริงหมอก็ให้กินทดแทนได้ทัน

5. ต้องเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์อย่างไรบ้าง ตอบว่าเรื่องเนื้องอกต่อมใต้สมองคุณไม่ต้องเตรียมอะไร โรคไทรอยด์ก็คอยเช็ค TSH และ FT4 ส่วนโรคไมเกรนนั้นปล่อยให้เป็นเรื่องของดวง เพราะวงการแพทย์ยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดจากอะไร จะไปเตรียมอะไรได้ละครับ อย่างดีก็ระวังอย่าไปอดนอนหรือคร่ำเคร่งมาก ทำได้เท่านั้น

6. กำลังทานยาลดความอ้วน อะจ๊าก.. ก อย่าเชียวนะ คุณไปเอายาที่ไหนมากิน ตอนนี้ยาลดความอ้วนที่ถูกกฎหมายมีตัวเดียวคือ Olistat ซึ่งคนไทยไม่กินกันเพราะกลัวอึเล็ด ยาลดความอ้วนตัวอื่นล้วนเป็นยาเถื่อนทั้งสิ้น ห้ามกินเด็ดขาด ตายได้นะคุณ ที่คุณบอกว่ายาเขามีอย.นั้นคุณถูกเขาหลอก เขาได้อย.มาในฐานะอาหารหรือยารักษาโรคอื่น เช่นฮอร์โมนไทรอกซินได้อย.มาในฐานะยารักษาไทรอยด์ แต่ไมได้อย.ให้เอามาลดความอ้วน หรืออย่างเช่นยา Digitalis ก็ได้อย.มาในฐานะยารักษาหัวใจเต้นรัว แต่คนก็เอามาลดความอ้วน ยา Sibutramine ที่คนขี้ฉ้อเอาใส่กาแฟลดความอ้วนขาย บริษัทผู้ผลิตเขาก็ถอนออกจากตลาดไปแล้วหลังจากมีข้อมูลว่าทำให้คนหัวใจวายตาย ผมอยากรู้จังหมอที่ไหนให้ยาลดความอ้วนคุณทั้งๆที่รู้ว่าคุณกำลังจะตั้งครรภ์ ช่วยบอกชื่อผมหลังไมค์เอาบุญหน่อยสิครับ ถ้าเป็นหมอเถื่อนก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นหมอปริญญาผมจะได้ช่วยแพทยสภาตื๊บให้แบน การลดความอ้วนมีถนนเส้นเดียวเท่านั้น คือออกกำลังกายควบกับปรับโภชนาการ ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไปหลายครั้งแล้ว คุณหาอ่านเอาได้

7. การฉีดวัคซีนก็ทำเหมือนคุณแม่ปกติทั่วไปครับ เรื่องวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์นี้คนรุ่นคุณน่าจะมีสมุดวัคซีนตอนเด็กเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว เวลาไปฝากท้องให้เอาสมุดไปด้วย เพราะทุกวันนี้เวลาตั้งครรภ์หมอสูติก็ฉีดวัคซีนตั้งต้นให้คุณแม่ราวกับเป็นเด็กเกิดใหม่ เช่นบาดทะยักก็ฉีดท้องละสามเข็ม เป็นต้น ตลกชะมัด ทั้งๆที่ความจริงถ้าตอนเด็กฉีดมาครบแล้วก็ฉีดกระตุ้นเข็มเดียวทุกสิบปีก็พอ ดังนั้น เอาประวัติวัคซีนไปให้หมอให้ละเอียด ครบถ้วน อะไรที่ฉีดแล้วจะได้ไม่ได้ตั้งต้นใหม่

8. ในระหว่างตั้งครรภ์จะทานวิตามินอี , มะรุมแคปซูล , วิตามินซี , กระเทียมแคปซูล ได้หรือไม่ค่ะ ตอบว่าอย่าทานอะไรอย่างอื่นเลยทั้งนั้นนอกจากอาหารปกติและยาบำรุงครรภ์ที่หมอสั่งให้ ยิ่งพวกหญ้าแห้งอัดเม็ดสมุนไพรแคปซูลยิ่งไม่ควรทานเพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นตัวยาหลักอยู่ในนั้น และมีผลต่อครรภ์และทารกอย่างไร

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

เห็นใจคนจำใจต้องทอดทิ้งบุพการี

สวัสดีค่ะ

ดิฉันติดตามอ่านประจำ ไม่เคยฝากคำถามไว้ แต่ก็ได้อ่านคำตอบที่ตัวเองสนใจใคร่ถามจากที่คุณหมอตอบคนอื่น ๆ

วันนี้ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับลูกที่ต้องดูแลคุณพ่อที่ป่วยเรื้อรัง แล้วสะท้อนใจ รู้ถึงความลำบากและทุกข์ใจอย่างยิ่งของลูกที่มีความตั้งใจที่จะดูแลบุพการีอย่างดีที่สุด แต่สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตความเป็นอยู่และสถานะแวดล้อมไม้เอื้ออำนวยเลย

การที่ต้องทอดทิ้งบุพการีที่ป่วยเรื้อรังไว้ที่โรงพยาบาลตามที่คุณหมอแนะนำ คงเป็นสิ่งที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง แต่ดิฉันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าตัวเองตกอยู่สภาพแบบนั้นจะทำอย่างไรได้

เห็นคุณหมอมีความสนใจและตั้งใจที่จะทำศูนย์ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง รวมทั้งผู้สูงอายุแบบครบวงจร สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ค่อยมีฐานะ คงต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากภาครัฐ คงไม่ง่ายแต่ดิฉันเชื่อในศักยภาพของคุณหมอว่าจะทำได้แน่นอน ขอเพียงเริ่มต้นเท่านั้น ทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้

ดิฉันหวังว่าจะได้มีโอกาสร่วมทำสิ่งดี ๆ ที่จำเป็นแก่สังคมไทยนี้ด้วย ขอปวารนาตัวเป็นลูกมือให้คุณหมอสำหรับงานนี้ และจะทำงานให้ตามกำลังและโอกาสนะคะ

..........................................


ขอบพระคุณครับ


เพิ่งมีก็แต่คุณนี่แหละ ที่บอกว่าจะช่วย คนอื่นๆมีแต่บอกว่าจะรอเป็นผู้รับบริการ
ถึงเวลาจะขอความช่วยเหลือผมจะอีเมลหานะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

เขียนเรื่องอาหารที่กิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย มาให้หมอช่วยแนะนำเพิ่มเติม

ต้องขอบพระคุณในความกรุณาของคุณหมอ ที่ให้คำแนะนำผมมาคราวก่อนครับ คุณหมอให้ผมให้รายละเอียดเพิ่มเติม ผมสูง 170 ซม. น้ำหนัก 70 กก. ผมจะเล่นโยคะ วันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้า คือ ตื่นนอน ประมาณ 30 นาที และช่วงเย็น อีก 20 นาที เล่นทีก็ได้เหงื่อท่วมตัวเลยทีเดียวครับ ผมจะเล่นสัปดาห์ละ 5 วัน ส่วนเรื่องอนามัย ผมก็ค่อนข้างจะอนามัยครับ ถูบ้าน เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ดูดฝุ่นทุกวันอยู่แล้ว เรื่องอาหารการกิน วันจันทร์ที่ผ่านมา 02/05/54 มือ้เช้า ผมจะทานข้าวต้มกุ้ง หรือไม่ก็ขนมปังก้อนเดียว กับนมครับ เพราะช่วงเช้าจะต้องรีบออกจากบ้านไปทำงาน ก็จะหาอะไรง่ายๆ ทานครับ มือกลางวัน จะทานข้าวผัดกระเพาะ กับ น้ำส้ม แล้วก็แอปเปิ้ล สองลูก มือเย็น จะทานเยอะมากครับ ก๋วยเตี๋ยวไก่ 2 ชาม ขนมปังทาเนย 2 แผ่น น้ำส้มคั้น 1 แก้ว ครับ วันที่ 03/05/54 มื้อเช้า ผมทานโอวัลติน 1 แก้ว ซาลาเปาใส่หมู 2 ลูก มือกลางวัน ข้าวผัดหมู มื้อเย็น ข้าวแกงเขียวหวาน KFC วันที่ 04/05/54 มื้อเช้า นมกล่อง 1 กล่อง ขนมปัง 1 แผ่น มือกลางวัน ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า มื้อเย็น ทาร์ตไข่ KFC ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเย็นตาโฟ ส่วนการนอน ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ผมนำงานที่ล้นมือจากที่ทำงานมาทำที่บ้านด้วย ทำให้กว่าจะนอนก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน เกือบทุกวันครับ แล้วก็ตาค้างไม่ค่อยหลับ กว่าจะหลับอีกทีก็ ตีหนึ่งโน่นอะครับ หรือบางวันเหนื่อยมากๆ พอทำงานเสร็จก็จะเข้านอนเลย แต่ผมก็แข็งแรงดีนะครับ ไมได้เป็นหวัดบ่อย หรือ ปวดหัว เวียนศีรษะ เลยครับ นี่เป็นข้อมุลคร่าวๆ ของผม ต้องขอบพระคุณคุณหมอมากๆ เลยครับที่กรุณาช่วยตอบคำถามผม

...........................

ตอบครับ

1. สูง 170 ซม. หรือ 1.70 ม. น้ำหนัก 70 กก. คำนวณดัชนีมวลกายโดยเอาน้ำหนักเป็นกก.คือ 70 ตั้ง แล้วเอาส่วนสูงเป็นเมตรซึ่งก็คือ 1.70 ไปหารสองครั้ง ได้ 24 ตามเกณฑ์ของ WHO ก็เรียกว่าไม่อ้วนไม่ผอม (ค่าปกติดัชนีมวลกาย = 18.5-24.9) เรียกว่าดูแลน้ำหนักตัวเองได้ดีพอควร และมั่นใจได้ว่าไม่อยู่ในภาวะขาดอาหาร ซึ่งมักจะพบบ่อยในคนเป็นโรคเรื้อรัง

2. เล่นโยคะเหงื่อแต่วันละสองครั้งทุกวันสัปดาห์ละ 5 วันก็จัดว่าเป็นคนที่ขยันออกกำลังกายดีมาก ผมแนะนำเพิ่มเติมว่าการออกกำลังกายที่ดีความกระจายทั้งสามแบบคือ (1) แบบต่อเนื่อง(แอโรบิก) เช่นวิ่งจ๊อกกิ้ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ เป็นต้น (2) แบบฝึกกล้ามเนื้อ หรือเล่นกล้าม (3) แบบยืดหยุ่น (stretch) การเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายเน้นการยืดหยุ่น ควบกับการฝึกกล้ามเนื้อ แต่ไม่ค่อยมีองค์ประกอบของการออกแรงต่อเนื่องหรือแอโรบิก ผมแนะนำให้คุณเล่นโยคะตอนเช้า แล้วตอนเย็นก็เอาเวลาไปออกกำลังกายแบบแอโรบิกแทน อาจจะเป็นการวิ่งสายพาน ปั่นจักรยาน หรืออะไรก็ได้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ได้มาตรฐานคือต้องให้หนักพอควร (หอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้) ให้ต่อเนื่องกันไปอย่างน้อย 30 นาที และให้ถี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง
3. ผมดู food diary ที่เขียนมาให้แล้ว สัดส่วนอาหารของคุณจะสามประเด็นคือ (1) มีคาร์โบไฮเดรตเกินความต้องการไปมาก (2) มีโปรตีนน้อย (3) มีผักผลไม้ไม่มากพอ ผมแนะนำให้คุณสามประเด็นคือ
3.1 ลดอาหารคาร์โบไฮเดรตเช่นข้าวราด ข้าวผัด ขนมปัง ขนมหวาน ลงให้เหลือหนึ่งในสี่ของที่เคยทานก็พอ ถ้าเป็นมื้อเย็นลดข้าวจากสองจานลงเหลือหนึ่งช้อนได้ยิ่งดี
3.2 เพิ่มอาหารโปรตีนอันได้แก่เนื้อนมไข่ให้ได้โปรตีนวันละประมาณอย่างน้อย 50 กรัม หมายถึง 50 กรัมของโปรตีน ไม่ใช่กรัมของเนื้อนมไข่ ยกตัวอย่างคุณกินเนื้อไก่หมูปลา 100 กรัม (สะเต๊กชิ้นโตหนึ่งชิ้น)คุณจะได้โปรตีน 20% คือ 20 กรัมเท่านั้นเอง หรือถ้าคุณกินไข่ใบโตหนึ่งฟอง (70 กรัม) คุณจะได้โปรตีน 10% คือ 7 กรัมเท่านั้นเอง คุณดื่มนม 1 แก้ว (250 ซีซี.) คุณจะได้โปรตีนประมาณ 3.3% คือ 8.2 กรัมเท่านั้นเอง ดังนั้นวันหนึ่งถ้าคุณอยากได้โปรตีน 50 กรัมคุณต้องกินกินสเต๊กชิ้นโตหนึ่งชิ้น ไข่สองฟอง นม 2 แก้ว ประมาณนี้
3.3 คุณได้ปลื้มว่าคุณทานผักและผลไม้มาก แต่จริงๆแล้วยังไม่พอ วันหนึ่งควรได้ผลและผลไม้รวมกันวันละ 5 เสริฟวิ่งขึ้นไป ของคุณได้ไม่เกิน 3 เสริฟวิ่ง คุณชอบดื่มน้ำผลไม้ ถ้าเป็นน้ำผลไม้ที่คุณทำเองก็โอเค แต่ถ้าเป็นแบบที่ซื้อเข้าทำใส่กล่องเตตราแพคขายนั้นแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากน้ำตาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายคุณมีมากอยู่แล้ว ผมแนะนะให้คุณใช้เครื่องปั่นความเร็วสูง (สูงกว่าสามหมื่นรอบต่อนาทีขึ้นไป) ปั่นผลไม้สด (หรือผักสดด้วยก็ได้) ทั้งเปลือก ทั้งเมล็ด ให้เป็นของเหลวแล้วดื่มโดยไม่ทิ้งกาก วิธีนี้จะทำให้คุณได้ผักและผลไม้เพียงพอแน่นอน

4. การนอนดึกเกินไปก็ดี การทำงานเหนื่อยจนชนหรือเลยเวลานอนก็ดี การมีเวลานอนไม่พอก็ดี การนอนไม่หลับก็ดี การจมอยู่แต่กับความเครียดก็ดี เป็นการทำลายระบบความสมดุลของร่างกายไปทีละน้อย ซึ่งในที่สุดจะแสดงออกให้เห็นจากการที่ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคลดลง ตอนนี้ยังไม่ป่วย แต่แก่ตัวลงสักหน่อยก็จะป่วย ผมแนะนำให้คุณแก้ปัญหานี้ใหม่ จัดเวลานอนให้พอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง เรียนรู้เรื่องสุขศาสตร์ของการนอนหลับซึ่งผมเคยเขียนบอกคนอื่นไปแล้วคุณหาอ่านเอาได้ และฝึกจิตใจของตัวเองในลักษณะที่เพิ่มทักษะการตามดูความคิดของตัวเองให้ทันไม่ปล่อยให้เผลอคิดฟุ้งสร้างสติแตกโต้รุ่ง

ลองเอาคำแนะนำข้างต้นนี้ไปปรับการใช้ชีวิตดูนะครับ และขอให้หายขาดจากโรคเรื้อรังโดยเร็ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ฉีดวัคซีนอีกสุกอีใสไปหนึ่งเข็มเมื่อสิบปีก่อน ต้องเบิ้ลไหม

ดิฉันอายุ28ปีเคยวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสมาประมาณ10ปีได้ ตอนนั้นดิฉันฉีด1เข็ม ไม่ทราบว่ายังมีภูมิหรือเปล่า จึงอยากทราบว่าต้องฉีดกระตุ้นอีกหรือไม่ แล้วต้องฉีดกระตุ้นกี่เข็มคะ

ขอบคุณค่ะ

........................

ตอบครับ

งานวิจัยดั้งเดิมยืนยันว่าการฉีดวัคซีนอีสุกอีใสเข็มเดียวให้ภูมิคุ้มกันเพียงพอไปถึงวัยผู้ใหญ่

แต่งานวิจัยใหม่พบว่าถ้าฉีดสองเข็มให้ภูมิคุ้มกันดีกว่าเข็มเดียวเล็กน้อย หมอไทยทุกวันนี้จึงแบ่งเป็นสองก๊ก ก๊กหนึ่งแนะนำให้ฉีดเข็มเดียว อีกก๊กหนึ่งแนะนำให้ฉีดสองเข็ม ต่างฝ่ายต่างก็อ้างพระไตรปิฎก เอ๊ย ไม่ใช่ ผลวิจัยที่ตัวเองชื่นชอบ ตัวคุณอยากได้แบบไหนเลือกเอาเองเลยครับ

สำหรับคำแนะนำของผม ผมแนะนำตามคำแนะนำใหม่ปี 2011 ของศูนย์ควบคุมโรคอเมริกัน (CDC) และสมาคมแพทย์โรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ว่าให้ฉีดสองเข็มครับ ดังนั้นคุณถ้าได้เบิ้ล (booster) อีกเข็มหนึ่ง ก็จะดีนะครับ



นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 พฤษภาคม 2554

ถามเจาะลึกโรคไตเรื้อรัง

ผมเคยสอบถามคุณหมอไปแล้วครั้งหนึ่งปีที่แล้วเกี่ยวกับผลเลือดของคุณแม่ที่เกี่ยวกับการทำงานของไต พอดีผมไปรวบรวมข้อมูลเท่าที่หาได้จากประวัติการตรวจเลือดของคุณแม่ที่โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งที่รักษาโรคระบบประสาทเป็นประจำ (คุณแม่เคยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ) + update ผลการตรวจล่าสุด 2 ครั้ง คือ ธ.ค.53 (ตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง) และ มี.ค.54 (ตรวจเลือดแบบ check ระยะกับโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งเดิม)
ผลเลือดที่สำคัญที่จะขอปรึกษาเป็นดังนี้ครับ

Test Date 22-มี.ค.-54 20-ธ.ค.-53 15-ต.ค.-53 2-เม.ย.-53 12-มิ.ย.-52 26-พ.ค.-51
Age (Yr) 69 68 68 68 67 66
Hb 11.6 11.5 11.1
Hct 36 34.3 33.4
BUN 27 15 33 24 25
CREATININE
Creatinine 1.5 0.99 (IDSM) 1.11 1.26 1.1 0.9
GFR (คำนวณเอง) 36.59 59.29 51.95 44.88 52.66 66.58

ผลเลือดตัวอื่นๆ (ไขมัน น้ำตาล ตับ) อยู่ในเกณฑ์ทั้งหมด ผลการตรวจปัสสาวะตลอดมาไม่พบ micro albumin และ น้ำตาล แต่พบ microscopic hematuria ตอนตรวจสุขภาพเดือน ธ.ค.54 ประกอบกับผมเกิดวิตกจริตเพราะเห็นมือของคุณแม่ข้างขวาบวมๆ เลยพาไปพบคุณหมอโรคไตที่โรงพยาบาลรัฐบาลเดียวกัน แต่ตรวจเลือดและปัสสาวะอย่างละเอียดตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา (ตรวจทุกเดือนม.ค.-มี.ค.) ผลเป็น negative หมดทั้งโปรตีน น้ำตาลและ micro hematuria รวมทั้งพวกภูมิคุ้มกันตัวเอง เช่น ANA เรื่องมือบวมน่าจะเป็นที่ข้ออักเสบเฉยๆ คุณหมอเลยจับฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเวบ บี แบบที่คุณหมอสันต์แนะนำเป๊ะเลย ตอนี้นัดห่างเป็น 6 เดือนเช็คระยะทีนึง
ตอนนี้คุณแม่อายุ 69 ปี น้ำหนัก 53 kg มีโรคประจำตัวก็คือเส้นเลือดในสมองตีบเมื่อ 10 ปีก่อน เลยได้ Aspirin มาทานเป็นเวลา 10 ปีแล้ว อีกโรคหนึ่งคือความดันสูง ทานยาควบคุมก็อยู่ประมาณ 140/60 มาตลอด คุณหมอระบบประสาทดูเหมือนพอใจกับเลขนี้จึงไม่ได้ปรับขนาดยา และไม่ได้ให้ยาขับปัสสาวะ

ตอนนี้ผมเริ่มวิตกจริตอีกครั้งเลยอยากจะรบกวนถามคุณหมอดังนี้ครับ

1. ผมแปลกใจกับค่า Creatinin ล่าสุดมันกระโดดเป็น 1.5 ทั้งๆ ที่คุณแม่รักษาสุขภาพมากขึ้นตามคำแนะนำของคุณหมอสันต์ครั้งก่อน เช่น ลดโปรตีน ดื่มน้ำมากๆ ผมก็เข้าใจนะครับว่าไตมันจะเสื่อมลงเรื่อยๆ แต่นี่มันผิดสังเกตุอย่างมากทั้งๆ ที่ก็ตรวจห่างจากครั้งที่แล้วแค่ 3 เดือนเอง คุณหมอว่า Lab มีโอกาสตรวจผิดไหมครับ

2. ค่ามาตรฐานของ Creatinin ที่โรงพยาบาลรัฐบาลนี้เป็น 0.8-2.0 จริงๆ นะครับ ทั้งคุณหมอระบบประสาทและคุณหมอโรคไตจึงไม่ได้แนะนำหรือให้ยาอะไรมาทาน ผมเลยสงสัยว่ามันมีวิธีการตรวจที่แตกต่างกันหรือไม่ครับ เพราะอย่างโรงพยาบาลเอกชนที่ไปตรวจสุขภาพเข้าบอกใช้วิธี IDMS ค่ามาตรฐาน 0.52-1.04 (Female)
Isothope Dilution Mass Spectrometry (IDMS)

3. ผมควรพาคุณแม่ไปตรวจซ้ำไหมครับเพื่อ confirm (อย่างที่บอกครับเป็นคนวิตกจริต)

4.เห็นคุณหมอบอกคุณแม่ว่ามีโปแตสเซียมในเลือดสูงเล็กน้อย ให้งดพวกกล้วย แต่ผมไม่เห็นตัวเลขว่าเป็นค่าเท่าไหร่ แต่ถึงระดับไหนถึงจะเรียกว่าอันตรายครับ (ขอเป็นตัวเลขนะครับ เผื่อคราวหน้าผมจะได้เอาไปเทียบกับผลเลือดที่โรงพยาบาลครับ)

5.ค่า Hb ต่ำขนาดนี้ควรต้องทำอย่างไรหรือไม่ครับ

6.คุณหมอบอกต้องงดยาพวก NSAID แต่คุณแม่ต้องทาน Aspirin ตลอดชีวิต คุณหมอว่ามันจะเป็นอันตรายไหมครับ
สุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบคุณคุณหมอสันต์อย่างมากที่กรุณาตอบตรงไปตรงมา และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์นำไปใช้ได้จริงๆ ครับ

……………………………………….


ตอบครับ

1. Lab มีโอกาสผิดได้ เป็นเรื่องธรรมดา ทางหมอจึงมีคำพูดติดปากว่า Lab error เรามีวิธีตีความสองวิธี วิธีที่หนึ่งคือพิจารณาความน่าเชื่อถือของแต่ละข้อมูล เรามีค่าแล็บสองค่าที่ตรวจระยะใกล้เคียงกัน แต่ผลต่างกันมาก อันหนึ่งทำมาจากแล็บที่ไม่รู้ใช้มาตรฐานอะไร อีกอันทำจากแล็บทิ่อิงมาตรฐาน IDMS เป็นผม ผมจะเลือกเชื่อถือค่าแล็บที่อิงมาตรฐาน IDMS มากกว่า วิธีที่สอง ซึ่งหมอก็ชอบใช้กัน คือถ้าค่ามันกระโดดผิดธรรมชาติอย่างนี้ ก็ตรวจมันซ้ำมันซะอีกที

2. เรื่องที่คุณยืนยันว่าค่ามาตรฐานของ Creatinine ที่โรงพยาบาลที่คุณรักษาเป็น 0.8-2.0 จริงๆนั้น ผมขอเล่าสรุปเรื่องแล็บนี้ให้คุณเข้าใจหน่อยนะ คือปัจจุบันนี้ทั่วโลกถือว่าวิธีตรวจครีอาตินินด้วยวิธี Isothope Dilution Mass Spectrometry (IDMS) เป็นวิธีมาตรฐานสูงสุด และเครื่องมือที่ผลิตออกมาไม่ว่าจะใช้วิธีใดในปัจจุบันนี้ จะต้องมีการแปลงค่าไปเทียบค่ามาตรฐานนี้ก่อน ถ้าไปอ่านข้างเครื่องตรวจเขาจะเขียนว่า traceable to IDMS standard นี่เป็น spec ของเครื่องมือปัจจุบันซึ่งขายกันอยู่ทั่วโลก ค่าปกติของครีอาตินินที่อ่านจากเครื่องมือเหล่านี้จะประมาณ 0.67-1.17 กรณีเป็นชาย และ 0.51-0.95 ในกรณีเป็นหญิง ในการนำค่า Cr ไปคำนวณ eGFR ต้องเป็นค่าที่มาจากเครื่อง traceable to IDMS เท่านั้น ค่า eGFR ที่ได้จึงจะมีความเที่ยงตรงและนำไปใช้ทางคลินิกได้

การที่คุณยืนยันว่ายังมีโรงพยาบาลอย่างน้อยหนึ่งแห่งในประเทศไทยใช้ค่าปกติของครีอาตินิน 0.8-2.0 อยู่นั้น มีความเป็นไปได้อย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างต่อไปนี้คือ (1) ไม่มีใครรู้ว่าเครื่องที่ซื้อเข้ามาใช้เป็น traceable to IDMS จึงไม่ได้เปลี่ยนค่าปกติที่เคยใช้กับเครื่องรุ่นโบราณนานเกิน 20 ปีมาแล้ว (2) รพ.นี้คลาสสิกมาก ยังใช้เครื่องตรวจรุ่นโบราณซึ่งใช้หลักการตกตะกอนอยู่ เครื่องรุ่นนั้นตรวจได้หยาบมาก และรายงานค่าสูงกว่าความเป็นจริงมาก ค่าปกติจึงตั้งไว้สูงเผื่อเหลือเผื่อขาด แต่มาตรฐานคุณภาพรพ.ทั่วโลกปัจจุบันนี้ไม่ยอมรับการใช้เครื่องรุ่นนั้นแล้ว พูดง่ายๆว่าคนไข้ที่เป็นไตเรื้อรังแล้วถูกเพิกเฉยไม่ได้รับการรักษาเพราะค่าแล็บหลอกเอา อาจจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรพ.ได้ (3) รพ.นี้ประหยัดมาก จึงตะบันใช้ใบรายงานผลแล็บเก่าที่พิมพ์ไว้นานแล้วและยังใช้ไม่หมดโดยไม่ได้บอกหมอว่าค่าที่พิมพ์ไว้ในใบรายงานเก่านี้ใช้ไม่ได้แล้วนะ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของห้องแล็บ ไม่ใช่เรื่องของหมอ หมอมีหน้าที่ดูค่าปกติที่แล็บให้มาแล้วก็ว่าเรื่องของหมอไป และผมเชื่อว่าหมอส่วนใหญ่ รวมทั้งหมอไต ไม่มีใครรู้เรื่องวิธีตรวจครีอาตินินของห้องแล็บว่ามีกี่วิธี แล็บของรพ.ตัวเองใช้วิธีไหน เพราะนั่นไม่ใช่กิจของหมอ ดังนั้นวิธีแก้ปัญหา ผมแนะนำให้คุณเดินไปที่ห้องแล็บของรพ.นั้น ขอพบก้บหัวหน้าเทคนิเชียน ขอทราบวิธีการตรวจที่ใช้ว่าเป็น traceable to IDMS หรือไม่ ถ้าเขาไม่รู้จัก IDMS ก็ให้เขาไปอ่านคู่มือเครื่อง ถ้าไม่ใช่เครื่องที่ traceable to IDMS ก็เขียนจดหมายอย่างเป็นทางการถึงผู้อำนวยการรพ.ว่าเราในฐานะผู้รับบริการ (จะจ่ายเงินสามสิบบาทหรือไม่จ่ายก็ไม่ใช่ประเด็น) ไม่ happy กับการที่รพ.ละเลยไม่ปรับปรุงวิธีการตรวจครีอาตินินเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย และร้องขอให้รพ.แก้ไข แล้วอีกสามเดือนตามไปดูอีกว่ารพ.ได้มีการขยับแก้ไขหรือเปล่า ถ้าไม่แก้ไข ก็ร้องเรียนไปที่กองการประกอบโรคศิลป์ หรือที่ สคบ.ได้เลยครับ การทำอย่างนี้เป็นการใช้กฎหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพการรักษา ทุกฝ่ายมีแต่ได้กับได้ ไม่มีใครเสีย

3. ควรพาคุณแม่ไปตรวจซ้ำไหม ตอบว่าไม่จำเป็นหรอกครับ เอาไว้รอครบรอบหมอนัดคราวหน้าก็ได้ ตอนนี้การวินิจฉัยก็คือว่าคุณแม่คุณเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ไปโฟคัสที่การดูแลผู้ป่วยดีกว่า อย่ามาโฟคัสที่แล็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ยังมีความไม่แน่นอนเรื่องมาตรฐานค่าแล็บ

4. โปแตสเซียมในเลือดสูงในคนไข้โรคไตระยะต้นอย่างนี้ ไม่ได้เกิดจากเนื้อไตเสื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากผลข้างเคียงของยาลดความดัน เช่นยาในกลุ่ม ACEI (หรือยาแซ่ริ่ลทั้งหลาย เช่น captopril, enaril, ) และยาในกลุ่ม ARB (หรือยาพวกซาตาน เช่น Iosartan (Cozaar), losartan, Irbesartan เป็นต้น) ดังนั้นควรยอมให้โปตัสเซียมคงอยู่ระดับสูงกว่าปกติเล็กน้อยได้ และควรไปโฟคัสที่การปรับเปลี่ยนยา อย่าไปโฟคัสที่การงดผลไม้และผักซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ป่วย ค่าปกติของโปตัสเซียมในผู้ใหญ่คือ 3.5-5.2 mmol/L หากสูงเกิน 5.5 ถือว่าชักจะไม่ค่อยดีแล้ว ส่วนสูงแค่ไหนจึงจะถือว่าวิกฤตินั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคน 6.5 หัวใจก็หยุดเต้นแล้ว แต่บางคนสูงถึง 9 ก็ยังไม่เป็นไร

5.ค่า Hb ต่ำขนาดนี้ควรต้องทำอย่างไรไหม โดยทั่วไปคนไข้โรคไตหมอจะยอมรับ Hb ที่ระดับ 11-12 gm/dlตอนนี้มันยังสูงกว่า 11 ก็เฉยๆไว้ก่อนครับ เอาแค่อย่าให้ขาดอาหารโปรตีน และทานผักผลไม้มากๆเพื่อไม่ให้ขาดโฟเลท วิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก ซึ่งร่างกายใช้สร้างเม็ดเลือด แต่ถ้ามันต่ำกว่า 11 mg/dl ค่อยไปหารือหมอไตถึงการฉีดอีริโทรปอยติน เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาโลหิตจางในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

6. คุณแม่ต้องทาน Aspirin ตลอดชีวิตซึ่งเป็น NSAID จะเป็นอันตรายไหม คือในกรณีนี้ยาแอสไพรินมีทั้งข้อบ่งชี้และข้อควรระวังในการใช้ในขณะเดียวกัน คือมีคุณต่อโรคหลอดเลือด แต่มีโทษต่อโรคไตเรื้อรัง การศึกษาการใช้แอสไพรินในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและโรคไตในคนๆเดียวกัน พบว่ายาแอสไพรินยังให้คุณมากกว่าโทษ คือทำให้มีอัตรารอดชีวิตที่ดีกว่าไม่ให้ยา ดังนั้นกรณีคุณแม่ของคุณ ผมแนะนำว่าควรใช้แอสไพรินต่อไป เพราะได้ประโยชน์มากกว่าเกิดโทษครับ

แถมท้ายหน่อยนะ คุณเป็นลูกกตัญญู นั่นดีมาก คุณเป็นคนใฝ่รู้และขยันค้นคว้า นั่นก็ดีมาก แต่คุณเป็นคนขึ้วิตกจริต คิดฟุ้งสร้านสติแตก นั่นไม่ดีเลย ในอนาคตถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่สำคัญจนคุณควรยึดถือเป้นพันธกิจของชีวิต ผมว่าก็คือการฝึกตามความคิดตัวเองให้ทันเนี่ยแหละ หัดกระตุก (recall) ความคิดของตัวเองบ่อยๆ และหัดตามรู้สภาวะจิตใจของตัวเอง (self awareness) เป็นประจำ แล้วคุณก็จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

03 พฤษภาคม 2554

อายุ 14 ยังไม่เป็นอีสุกอีใส จะมีอะไรมะ

หนูอายุ14แล้วยังไม่เป็นอีสุกอีใสเลยจึงมีคำถามคือ
1.มันจะเกิดปัญหาอะไรมั๊ยคะ
2.แล้วมีใครมั๊ยคะในชีวิตนี้ที่ไม่เป็นอีสุกอีใส
3.มีวัคซีนมั๊ยคะ
4. มีคนบอกว่าถ้าเป็นตอนโตจะกลายเป็นแผลเป็น เป็นจุดสีแดงไม่หายจริงหรือเปล่าคะ

.................................................

ตอบครับ

1. อายุสิบสี่แล้วยังไม่เป็นอีสุกอีใส ปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือมันจะไปเป็นเอาตอนเป็นสาวกำลังมีแฟนนะสิครับ เสียฟอร์มหมดเลยทีนี้ มีคนต้องสูญเสียเจ้าชายในฝันไปด้วยเหตุนี้มาแล้วนะจะบอกให้ ในทางการแพทย์มีข้อกังวลว่าการเป็นอีสุกอีใสในวัยผู้ใหญ่จะมีการการดำเนินโรคจะรุนแรงกว่าวัยเด็ก เช่นเกิดปอดอักเสบ หรือยิ่งกว่านั้นคืออาจมีการอักเสบของอวัยวะสำคัญเช่น ไตอักเสบ หัวใจอักเสบ ตับอักเสบ และภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทในรูปแบบต่างๆรวมทั้งภาวะเนื้อสมองอักเสบ บางคนก็เกิดเกล็ดเลือดต่ำ เลือดออก ถ้าติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ก็ทำให้ทารกพิการได้ บางคนติดเชื้อนี้แล้วก็ถึงตายก็มีนะ

2. มีวัคซีนมั๊ยคะ ตอบว่ามีสิครับ ฉีดสองเข็ม อยู่ปึ๊ด คือป้องกันโรคได้ดีมาก ถึงจะมีการติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีน ก็จะเป็นการติดเชื้อแบบเบาบางไม่รุนแรง ดังนั้น ถ้าไม่อยากเสียแฟนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง รีบไปฉีดวัคซีนซะ

3. แล้วมีใครไหมที่ในชีวิตนี้ไม่เป็นอีสุกอีใส ตอบว่ามีครับ มีประมาณ 10% โดยเฉพาะสมัยนี้เมื่อมีวัคซีน แม้ว่าโรคนี้จะติดต่อกันง่ายมากแป๊บเดียวกระจายไปทั้งโรงเรียนเพราะมันติดต่อทางสูดดมเข้าไปทางลมหายใจ แต่พอมีวัคซีนออกมาใช้โอกาสที่คนจะได้เป็นโรคตอนเด็กก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

4. มีคนบอกว่าถ้าเป็นตอนโตจะกลายเป็นแผลเป็น เป็นจุดสีแดงไม่หายจริงหรือเปล่าคะ ตอบว่ามีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะความรุนแรงของการติดเชื้อตอนโตจะรุนแรงกว่าตอนเด็กในทุกอวัยวะ รวมทั้งผิวหนังด้วย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

เป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลืองเรื้อรัง

ผมเป็นคน ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพคนนึง แทบจะไม่ค่อยป่วยเลย แต่ที่ป่วยบ่อย จนต้องได้รับการรักษามาแล้วถึง 3 ครั้ง คือ วัณโรคต่อมน้ำเหลือง ผมตกใจอีกครั้ง ที่เจ้าโรคเวรโรคกรรมนี้ หวนกลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกท้อแท้เริ่มเข้ามา ที่สำคัญผมเริ่มรู้สึกสงสัยว่า การดูแลรักษาสุขภาพของผม ที่มาตรฐานเกินกว่าชาวบ้านเค้า มันไม่ช่วยอะไรเลยหรือ ทั้งที่ปิดหน้ากาก ไปทำงาน นอนแต่หัวค่ำ ทานผัก ผลไม้ ออกกำลังกาย สารพัดจะทำ ล่าสุด ผมได้รักษาตัวอีกครั้ง คุณหมอบอกว่า เชื้อวัณโรคมีอยู่ในร่างกายคนเรา แต่เราอ่อนแอ มันจะเล่นงานทันที คือ ผมสงสัยว่า นานๆ ที ผมจะเป็นหวัด แล้วผมก็ค่อนข้างอนามัยอยู่ ทำไมถึงป่วยซ้ำซ้อนแบบนี้ครับ ผมเริ่มท้อแท้ ตอนนี้คุณหมอเจาะเลือด หา เอดส์ไปแล้ว ไม่พบ แต่ ผมมีก้อนโตที่ท้องแขนขวา และรักแร้ งงมากครับว่า เพราะอะไรผมถึงป่วยเป็นโรคนี้อีก เรียนถามคุณหมอว่า ไอ้เจ้าเชื้อนี้ เวลาทานยาไป เราจะทราบได้อย่างไรว่า มันฆ่าเชื้อวัณโรคในตัวเราอย่างหมดสิ้นแล้ว มีได้ไหมครับที่มันแฝงอยู่ในตัวเรา งงมากครับ ช่วยแก้ปัญหาให้คนจนปัญญาอย่างผมทีเถอะครับ

............................................................

ตอบครับ

1. ที่เป็นท้อถอยน้อยใจว่าตนเองดูแลตัวเองด้วยมารตฐานที่สูงกว่าชาวบ้านเขาแล้วทำไมภูมิต้านทานโรคยังไม่ดีนั้น ถ้าจะให้ผมช่วยตรงนี้ต้องให้รายละเอียดผมเพิ่มเติม ว่าที่ว่าดูแลตัวเองดีนั้น ดีอย่างไร ให้คุณช่วยเขียนมาหาผมอีกครั้ง เล่าให้ฟังตั้งแต่อายุเท่าไร น้ำหนักตัวเท่าไร สูงกี่ซม. ที่ว่าออกกำลังกายมากกว่าชาวบ้านนั้นทำอะไรบ้าง วันละกี่ครั้ง ครั้งละกี่นาที สัปดาห์ละกี่วัน และช่วยเล่าเรื่องอาหารการกินให้ผมทราบด้วย เรียกว่าทำ food diary มาให้ดูสักสองสามวัน ผมจะได้มีไอเดียว่าโภชนาการของคุณเป็นอย่างไร และผมอยากทราบเรื่องการพักผ่อนด้วย ได้นอนวันละกี่ชั่วโมง หลับดีหรือเปล่า ถ้าได้รายละเอียดเหล่านี้มาแล้วผมจะช่วยให้คำแนะนำได้ว่าที่คุณคิดว่าทำดีแล้ว มันยังมีข้อบกพร่องตรงไหน จะได้ทำให้มันดีที่สุด เพราะตรงนี้ หมายถึงการดูแลสุขภาพทั่วไปให้ดีเพื่อให้ภูมิต้านทานโรคดี เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด

2. กลไกการป่วยด้วยเชื้อวัณโรคซ้ำซากมีได้สามแบบ คือ (1) เชื่อที่มีอยู่ในตัวอยู่แล้วกำเริบขึ้นมาอีก (reactivation) และ (2) ติดเชื้อใหม่จากภายนอกเข้ามาหลังจากเชื้อในตัวหมดแล้ว (reinfection) (3) เป็นกรณีเชื้อดื้อยา คือของเก่านึกว่ารักษาหายแล้วแต่ยังไม่หาย เพราะเชื้อดื้อมันจึงรอดชีวิตอยู่ได้จนครบคอร์สของยา สำหรับตัวคุณอาจจะเกิดจากกลไกใดก็ได้ในสามอย่างนี้

3. เมื่อต่อมน้ำเหลืองกลับโตขึ้นมาอีก อย่าทึกทักว่าจะเป็นแต่วัณโรคหรือเอดส์ ควรหารือหมอเพื่อตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจซ้ำ เพราะยังมีสาเหตุอื่นอีกมาก เช่นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และการติดเชื้อไวรัสสารพัดชนิดเช่น EBV, CMV เป็นต้น

4. กลไกการเกิดเชื้อดื้อยามีได้หลายสาเหตุ สาเหตุสำคัญที่สุดก็คือการที่คนเป็นวัณโรคนิยมกินยาแบบทิ้งๆขว้างๆ กินบ้าง ไม่กินบ้าง จะด้วยเป็นคนเชื่อถือไม่ได้มาแต่กำเนิดหรือเป็นเพราะไม่รู้อันตรายของการทำตัวอย่างนั้นก็สุดจะคาดเดา ปัจจุบันนี้วงการรักษาวัณโรคต้องหันไปหาวิธีที่เรียกว่า Direct Observed Therapy (DOT) แปลว่าการรักษาด้วยวิธีจ้างคนไปยืนดูให้เห็นกับตาว่าคนไข้กินยาจริงๆทุกวัน แต่ถึงทำกันขนาดนี้ บางที่ไปยืนดูก็กลืนยาให้ดูเหมือนกินจริง แต่จริงๆแล้วอมยาไว้ใต้ลิ้น พอลับหลังคนดูก็บ้วนยาทิ้ง อย่างนี้ก็มีนะ นึกภาพถ้าคุณเป็นหมอแล้วเจอคนไข้แบบนี้คุณจะมีอารมณ์ไหมเนี่ย นี่ผมเล่าให้ฟังเฉยๆ ไม่ได้ว่าคุณหรอกนะ เพราะรู้ว่าคุณไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น

5. การจะพิสูจน์ว่าเชื้อวัณโรคที่มีอยู่ในตัวเราดื้อยาหรือไม่มีวิธีเดียว คือเอาเชื้อไปเพาะในห้องแล็บแล้วทดสอบความไวต่อยา ซึ่งเป็นกระบวนการที่กินเวลาสองเดือนขึ้นไป ในกรณีของคุณซึ่งติดเชื้อซ้ำซาก มีข้อบ่งชี้ให้ทำการเพาะเชื้อดูความไวต่อยาเป็นอย่างยิ่ง ควรหารือกับหมอเพื่อขอทำการเพาะเชื้อ ถ้าหมอเขาไม่หือไม่อือหรือไม่ทำให้ ต้องถามว่าเขามีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษที่จะไม่ทำการเพาะเชื้อ ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ควรไปหาความเห็นที่สองจากหมอโรคติดเชื้อโดยตรง คือพูดง่ายๆว่าหาทางเปลี่ยนหมอ

6. การเป็นวัณโรคเป็นเรื่องใหญ่ก็จริง แต่ก็ไม่จำเป็นว่าต้องอยู่อย่างท้อแท้ราวกับชีวิตจะดับดิ้น ผมมีคนไข้ที่เป็นวัณโรคของต่อมน้ำเหลืองเรื้อรังอย่างคุณนี้หลายคน ซึ่งรักษาหายแล้วกลับไปมีชีวิตปกติที่มีประโยชน์ต่อคนรอบข้างมากมาย วันนี้มันยังไม่หาย เดี๋ยววันหน้ามันก็ต้องหาย วงการแพทย์กำลังทำวิจัยยาใหม่เพื่อรักษาเชื้อวัณโรคดื้อยาอยู่อย่างเข้มข้น อีกไม่นานก็คงจะมีข่าวดีออกมา อย่าท้อ จงยื้อสู้ต่อไปครับ สู้เข้าไป อย่าได้ถอย ..ตะแรกแต๊กแต๊ก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ออกกำลังกายเวลาไหนดี

เรียน คุณหมอ

ปีนี้ตั้งใจว่าจะให้รางวัลกับชีวิต โดยการออกกำลังอย่่างจริงจังซะที (จากเดิมออกกำลังเพียงสัปดาห์ละ ครั้งสองครั้ง)
หาข้อมูลใน เวปไซด์ต่างๆ ก็ยังไม่พบข้อมูลที่บอกได้ชัดเจนว่า เช้าหรือเย็นแบบไหนดีกว่า (แต่ก็มีข้อมูลจากเวปสภากาชาด ว่าตอนเย็นดีกว่า)

สำหรับผมเองหากสะดวกจริง จะตั้งใจออกกำลังตอนเช้าสักครึ่งชั่วโมง(วิ่งรอบหมู่บ้าน) เนื่องจากว่าเราสามารถคุมเวลาได้ แต่หากเป็นตอนเย็นผมจะกลับบ้านค่ำๆ เวลาก็ไม่แน่นอน ซึ่งก็คงต้องไปอาศัยฟิตเนสต่างๆ (เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก)

คุณหมอมีข้อแนะนำอย่างไรบ้างครับ

นับถือ

............................

ตอบครับ

ไม่เคยมีงานวิจัยทางการแพทย์ที่มุ่งเปรียบเทียบการออกกำลังกายตามเวลาต่างๆของวันจนสรุปได้ว่ามีข้อดีเสียต่างกันอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างไร มีแต่ความเห็นที่เห็นกันไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ไม่ได้ แต่มีงานวิจัยทางการแพทย์มากมายที่สรุปได้แน่ชัดว่า

1. การออกกำลังกายมาก ดีกว่าออกกำลังกายน้อย
2. การออกกำลังกายบ้าง ดีกว่าการไม่ออกกำลังกายเลย
3. การออกกำลังกายหนักพอควรขึ้นไป (จนหอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้) ดีกว่าการออกกำลังกายเบาๆ
4. การออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (แอโรบิก) ด้วย และออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (เล่นกล้าม) ด้วย ดีกว่าการออกกำลังกายอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ดังนั้นผมจึงแนะนำว่าจะเป็นตอนเช้า สาย ระหว่างพักกลางวัน บ่าย เย็น ก่อนอาหารเย็น หลังอาหารเย็น กลางคืน หรือแม้กระทั่งกลางดึกใกล้เที่ยงคืนก่อนนอนสำหรับคนนอนดึก ทำได้ทั้งนั้น ขอให้ทำเสียที ประเภทเอาแต่เงื้อง่าราคาแพง ไม่ทำสักทีเนี่ยสิครับ เห็นมาแยะแล้ว สรุปก็คือจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ออก นี่ผมว่ารวมทั้งตัวคุณเองด้วยแหละ อย่าให้เป็นแบบนี้ก็แล้วกัน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

จะเอาคุณพ่อซึ่งป่วยเรื้อรังไปไว้ที่ไหนดี

ดิฉันค้นพบคุณหมอที่ http://www.health.co.th/ โดยบังเอิญจากการพยายามค้นข้อมูลเกี่ยวกับนิ่วในถุงน้ำดีค่ะ
ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเองหรือคนในครอบครัว แต่เป็นน้องที่ทำงานเดียวกันซึ่งเขามีความเดือดร้อนใจเป็นอย่างมากในการดูแลรักษาคุณพ่อซึ่งป่วยเนื่องจากตกจากต้นไม้ และเกิดโพรงน้ำในสมอง ทำให้ต้องผ่าตัดใส่ท่อระบายน้ำออก โดยปัจจุบันทำการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งตามโครงการ 30 บาท ซึ่งต้องจ่ายค่าอุปกรณ์ (ท่อ) และยาพิเศษเอง โดยหลังจากผ่าตัดแล้ว ทางโรงพยาบาลได้ให้ออกไปพักที่บ้าน ซึ่งน้องเขาอยู่กับคุณพ่อเพียงสองคน ทำให้ไม่มีคนดูแล ต้องส่งคุณพ่อไป nursery เดือนละประมาณ 15,000.- นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก (พอๆ กับเงินเดือนของเขา) นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดูแล เช่น ค่าผ้าอ้อม และยาพิเศษต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้เขาก็เดือดร้อนเป็นอย่างมากแล้ว แต่เมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณพ่อของน้องมีอาการไข้ ท้องเสีย และปวดท้องรุนแรง ได้พาไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเดิม พบว่าถุงน้ำดีอักเสบจากนิ่ว และพบซีสต์ในตับ หมอวินิจฉัยว่าต้องผ่าตัดก่อนถุงน้ำดีจะแตก แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อเนื่องจากท่อที่ฝังจากส่วนสมองลงมาในช่องท้อง และให้รอหมอและห้องผ่าตัดว่าง ทั้งนี้ หลังจากรอมาเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ทางโรงพยาบาลได้แจ้งให้รับผู้ป่วยกลับบ้านก่อน โดยให้มาใหม่วันที่ 19 เม.ย. หลังสงกรานต์ เนื่องจากบุคลากรของโรงพยาบาลกลับต่างจังหวัด น้องเขาฟังแล้วก็เครียดมาก เพราะไม่แน่ใจว่านิ่วที่เป็นมันจะทำให้ถุงน้ำดีแตกหรือไม่ แม้ว่าหลังจากให้ยาแก้อักเสบไประยะหนึ่งแล้ว คุณพ่อของน้องจะปวดท้องน้อยลงมาก คือ บ่นปวดเฉพาะเวลาขยับตัวในบางครั้ง แต่เนื่องจากหลังผ่าตัดใส่ท่อระบายน้ำในโพรงสมอง พ่อเขาก็ยังมีอาการทางประสาทเหมือนตอนก่อนผ่าตัด คือพูดรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้าง บางครั้งก็เอะอะโวยวาย ทำให้ไม่สามารถบอกอาการเวลาเป็นอะไรได้ชัดเจน เช่น เวลาโวยวายว่าเจ็บ ก็ไม่ทราบว่าเจ็บอย่างไร หรือมากน้อยแค่ไหน คุณหมอก็บอกทำนองว่าไม่อยากผ่าตัดเพราะเสี่ยงติดเชื้อ เพราะไม่แน่ใจว่าจะผ่าโดยใช้กล้องเจาะหน้าท้องได้หรือไม่ เนื่องจากอาจเจาะไปเจออุปกรณ์ของท่อที่ใส่ไว้ คำถามที่จะรบกวนขอปรึกษา มีดังนี้ค่ะ

1. ถ้าไม่ผ่าอาการนิ่วจะมีโอกาสกำเริบจนทำให้ถุงน้ำดีแตกมากน้อยแค่ไหน (หมอที่รักษาบอกว่ามีโอกาสประมาณ 30%)
2. ถ้ารอให้มีอาการฉุกเฉินแล้วผ่า กับการผ่าในขณะที่คนไข้ร่างกายยังแข็งแรง อย่างไหนจะดีกว่ากันคะ
3. เรื่องปัญหาทางสมองก็เป็นอีกกรณีที่น้องเขาหนักใจจนเครียด เนื่องจากต้องส่งเข้า nursery เพราะไม่สามารถหาคนดูแลคุณพ่อได้ตลอดเวลา ทำให้มีค่าใช้จ่ายมากดังกล่าวมาแล้ว ไม่ทราบว่าจะติดต่อขอเป็นคนไข้ในความอนุเคราะห์ที่ไหนได้บ้างคะ น้องเขาเป็นห่วงคุณพ่อมาก อยากย้ายโรงพยาบาล เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับการรักษาในเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากคนไข้มาก ต้องรอคิวในทุกเรื่อง และต้องเอาคุณพ่อเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลหลายครั้ง และส่วนใหญ่ก็มีคิวนัดวันธรรมดา ทำให้ขาดงานบ่อยมากๆ ไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งก็ลำบาก เนื่องจากบ้านไกลและเข้าออกไม่สะดวก (ไม่มีรถส่วนตัว) ข้อสำคัญคือเกรงว่าการรักษาที่ล่าช้าอาจทำให้คุณพ่อเป็นอะไรไปมากกว่านี้

รบกวนขอคำแนะนำคุณหมอสำหรับคนไข้ที่ยากไร้และไม่มีสวัสดิการอื่นใดนอกจาก 30 บาทด้วยค่ะ ดิฉันเกรงว่าเขาจะคิดมากจนเป็นอะไรไปเสียก่อน

.........................................

ตอบครับ

1. มีนิ่วในถุงน้ำดี และถุงน้ำดีเกิดการอักเสบของถุงน้ำดีแล้ว (acute cholecystitis) แล้ว ถ้าไม่ผ่าตัด จะมีโอกาสถุงน้ำดีแตก 25-30% ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นถึงขั้นนั้น จะมีโอกาสตาย 10-50% ดังนั้นเมื่อเกิดถุงน้ำดีอักเสบแล้ว หมอจึงแนะนำให้ผ่าตัดลูกเดียว เพื่อลดอัตตราตายนี้ลง

2. ถ้ารอให้มีอาการฉุกเฉินแล้วผ่า กับการผ่าในขณะที่คนไข้ร่างกายยังแข็งแรง อย่างไหนจะดีกว่ากัน คุณเองก็ตอบได้นี่ครับ อย่างแรกตายได้ถึง 50% อย่างหลังตายไม่เกิน 4%

3. น้องเขาอยากย้ายโรงพยาบาล เพราะรู้สึกว่ารักษาไม่ดี คนไข้มาก ต้องรอคิวในทุกเรื่อง ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลหลายครั้ง ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงที่พรรณามานี้เป็นธรรมชาติของรพ.ของรัฐบาลทุกแห่งครับ มันเป็นสัจจธรรม แปลว่าไปไหนก็เจอแบบนี้ อย่าย้ายเลย ขอให้ใช้วิธี make your heart แปลว่าทำใจเสียเถอะ คิดเสียว่าดีกว่าในอเมริกาที่หากไม่มีประกันสุขภาพแล้วสุนัขยังไม่แลเลย นี่เมืองไทยมีสามสิบบาท รักษาได้ทุกโรค ดีที่ซู้ด

4. เรื่องจะเอาคนป่วยเรื้อรังมีปัญหาทางสมองไปแหมะไว้ที่ไหนดี เพราะดูแลเองก็ไม่ไหว เอาไปไว้ nursing home เอกชนก็ค่าใช้จ่ายมากสู้ไม่ไหว อันนี้จนด้วยเกล้าจริงๆครับ คือเมืองไทยนี้เรื่องการดูแลสุขภาพดีทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียวคือไม่มีระบบดูแลผู้ป่วยเรื้อรังสำหรับคนจน สถานสงเคราะห์คนชราเช่นบางแคก็รับแต่คนที่ช่วยตัวเองได้ไม่ทุพลภาพ ทุกวันนี้คนจนต้องใช้วิธีแกล้งลืมคนป่วยทิ้งไว้ที่รพ.สามสิบบาท ซึ่งก็พอแก้ขัดไปได้บ้างแต่ในที่สุดรพ.ก็จะหาบ้านหาญาติจนพบและขับไสไล่ส่งออกจากรพ.จนได้อยู่ดี เพราะรพ.ทุกแห่งเป็นระบบ acute care ถ้ามีคนป่วยเรื้อรังกินเตียงอยู่ก็ต้องรีบถีบออก มิฉะนั้นรพ.ก็จะตายเสียเอง ผมเคยคุยเรื่องนี้กับคุณหมอวินัย (เลขาธิการสป.สช.) ในงานแต่งงานลูกสาวเพื่อนคนหนึ่ง ชวนกันว่าเรามาทำเรื่องนี้กันภายใต้ระบบสามสิบบาทกันเถอะ โดยจะทำเป็น nursing home ในระบบสามสิบบาทขึ้นมา ดึงเอารัฐบาลท้องถิ่น (เช่นเทศบาล) มาช่วยรับภาระส่วนหนึ่ง เบิกเงินจากสป.สช.ส่วนหนึ่ง ผมจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาบริหารจัดการส่วนหนึ่ง แต่พอกลับจากงานแต่งงาน ต่างคนก็ต่างไป เข้าโหมดชีวิตวุ่นวายของใครของมันแล้วก็ลืมมันไว้แค่นั้น เอาไว้ถ้าผมเกษียณแล้วและยังมีเรี่ยวแรงเหลือจากการทำไร่ปลูกผักปลูกดอกไม้ ผมอาจจะหันมาจับเรื่องนี้อีกทีครับ ตอนนี้ถ้าลำบากทนไม่ไหวจริงๆผมก็แนะนำให้เอาคุณพ่อไปแกล้งลืมไว้ที่รพ.สามสิบบาทไปก่อนเถอะครับ..หึ หึ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.........................

เรียน คุณหมอสันต์

ขอบคุณมากค่ะที่คุณหมอกรุณาสละเวลาตอบคำถามที่หมอท่านอื่นอาจอ่านแล้ววางไว้ เพราะเป็นปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม
อีกอย่าง คุณหมอเคยเขียนไว้ในเว็บว่า บริการตอบคำถามของคุณหมอเป็นแบบตากแห้ง เลยคิดว่าน่าจะตากนานกว่านี้ สงสัยหมู่นี้โลกร้อนเลยแห้งเร็ว
รู้สึกดีใจค่ะ ที่อย่างน้อยก็มีคนที่คิดอย่างคุณหมอสันต์ในเรื่องของส่วนรวม ถึงแม้ด้วยภาระหน้าที่จะทำให้ไม่สามารถทำได้ดังตั้งใจ
ยังไงถ้ายังมีชีวิตอยู่ อาจมีโอกาสได้ใช้บริการที่คุณหมอตั้งใจจะทำหลังเกษียณนะคะ (เอ! หรือไม่ต้องใช้น่าจะดีกว่านะคะ อิอิ)
สรุปคือ เงินเท่านั้นที่จะช่วยได้เต็มที่ (กรรมของคนจน)

คนไทยผู้ยากจน

02 พฤษภาคม 2554

สามีมีปัญหาเรื่องกิจกรรมทางเพศ

สามีอายุ 37 ปี ไม่ดื่มเหล้า (ดื่มเฉพาะตอนมีงานเลี้ยง นานๆ ครั้ง) ไม่สูบบุหรี่ น้ำหนัก 65 กิโลกรัม สูง 168 ซม. เริ่มต้นปัญหาเมื่อประมาณปีที่แล้วทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะมีการหลั่งเร็วเสมอ แต่ปัจจุบันนี้อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเลย งานที่ทำก็ไม่เครียด รบกวนคุณหมอช่วยแนะนำด้วยค่ะว่าปัญหาน่าจะมาจากจุดไหน และควรไปพบแพทย์หรือไม่

………………………………………………

ตอบครับ

ดูจากดัชนีมวลกายของสามีคุณ 22.7 ซึ่งปกติดี ผมเดาเอาว่าไม่มีโรคทางกายอื่นที่เห็นเด่นชัด มีแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกิจกรรมทางเพศ (sexual dysfunction) ผมเห็นใจคุณและเห็นด้วยที่คุณเสาะหาวิธีแก้ปัญหา ฟังตามเรื่องที่เล่า ปัญหาระยะแรกเป็นปัญหาการหลั่งเร็วหรือ premature ejaculation (PE) ต่อมากลายเป็นปัญหาความผิดปกติการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หรือ erectile dysfunction (ED) เนื่องจากในทางการแพทย์ ทั้งสองอย่างเป็นคนละเรื่อง ผมจึงจะขอพูดไปทีละอย่างนะครับ เพื่อให้ผู้อ่านท่านอื่นๆเลือกนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย

เอาปัญหาหลั่งเร็วหรือ PE ก่อน

การหลั่งเร็วหรือ PE นี้ ตำราจำแนกโรคจิตเวช (DSM-IV-TR) นิยามว่า “คือการหลั่งก่อนเวลาที่เจ้าตัวตั้งใจไว้ ซึ่งก่อให้เกิดความเครียดหรือผลเสียต่อสัมพันธภาพ” ความรู้การแพทย์ปัจจุบันยังถือว่าโรคนี้เป็นโรคทางใจล้วนๆอยู่ เพราะยังไม่พบว่ามีความผิดปกติทางกายใดๆที่ชัดเจนจะๆมาเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่เป็นประเด็นความเครียด หรือตื่นเต้น ที่จะต้องออกโรง (performance pressure) คือเครียดมากเกินไปซะตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม พอตื่นเต้ลล์มาก ไม่ผ่อนคลาย ก็เลยอั้นไม่อยู่

ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากอะไร ก็ควรต้องไปปรึกษาจิตแพทย์ เมืองไทยไม่มี sex therapist ดังนั้นต้องอาศัยจิตแพทย์ลูกเดียว มีจิตแพทย์ดีๆหลายท่านที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นพิเศษและให้ความสนใจแก้ปัญหาเชิงจิตวิทยาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่ให้ยาอย่างเดียว พูดถึงยา ปัจจุบันนี้ยังไม่มียาตัวใดที่ FDA อนุมัติว่าใช้รักษาโรคหลั่งเร็วได้ผล แต่อย่าแปลกใจเมื่อไปหาหมอ ก็จะได้ยาเสมอ เพราะหมอกับยานั้นเป็นของคู่กัน บางหมอให้ยาต้านซึมเศร้า โดยอาจให้ตัวเดียวหรือให้ควบกับยารักษาอวัยวะไม่แข็งตัวเช่นไวอากร้า บางหมอก็ให้ยากั้นเบต้า (Pindolol) บางหมอให้ยาแก้ปวด เช่น Tramadol ทั้งหมดนี้เป็นการแอบให้ หรือเรียกว่าให้แบบ off label คือให้เพื่อหวังเอาฤทธิ์ข้างเคียงของยา ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างก็แล้วแต่ดวง แต่วิทยาศาสตร์บอกว่ายังไม่ได้ผลชัดเจน การรักษาโรคนี้น้ำหนักจึงไปอยู่ที่การทำจิตวิทยาบำบัด (pshychotherapy) คือรับฟัง ชี้แนะ ให้กำลังใจ แล้วก็..เก็บเงิน

ทีนี้มาพูดถึงปัญหาความผิดปกติของการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย (ED) หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่าปัญหานกเขาไม่ขัน

สาเหตุของ ED มีได้ทั้งสองภาค คือภาคร่างกาย กับภาคจิตใจ ส่วนใหญ่มากกว่า 80% เป็นปัญหาทางด้านร่างกาย คือกลไกการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายนี้ งานวิจัยพบว่าปลายประสาทจะปล่อยไนตรัสออกไซด์ (NO) ออกมาก่อน ซึ่งจะไปทำให้กล้ามเนื้อที่ชื่อ corpus carvernosus ซึ่งอยู่ที่อวัยวะเพศคลายตัว เลือดจะเข้าไปในส่วนที่ยืดหยุ่นเหมือนฟองน้ำของอวัยวะเพศ ทำให้อวัยวเพศแข็งตัวขึ้น ความรู้นี้นำไปสู่การผลิตยาซึ่งออกฤทธิ์ระงับการทำลายไนตรัสออกไซด์เช่นยา sildenafil (ไวอากร้า) เป็นต้น ยาใหม่นี้ทำให้เหล่าผู้ชายเกิดฮึดฮัดขึ้นมาว่าต่อไปนี้เรื่องนกเขาไม่ขันคงเป็นเรื่องอดีตไปแล้ว แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะว่านอกจากกลไกการปล่อยไนตรัสออกไซด์ที่ตัวอวัยวะเพศเองแล้ว การแข็งตัวของอวัยวะเพศยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นเช่น (1) การทำงานของระบบประสาทกลางเมื่อได้รับการกระตุ้นโดย รูป รส กลิ่น เสียง ความคิด (2) การทำงานของตัวเส้นประสาทส่วนปลาย โรคบางโรคเช่นเบาหวานทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสียการทำงานไป (3) สภาพของตัวหลอดเลือด (4) ระดับฮอร์โมนเพศในร่างกาย (5) อิทธิพลจากฤทธิ์ข้างเคียงของยา เช่นยารักษาโรคจิตโรคประสาท ยาความดัน คือสรุปว่ามีเหตุทางกายมากมายที่จะทำให้นกเขาไม่ขัน

ส่วนสาเหตุทางใจนั้น อาจเป็นแบบไหนก็ได้ในสามแบบนี้ คือ (1) เป็นโรคซึมเศร้า คือไม่เอาอะไรแล้วในชีวิตนี้ รวมทั้งไม่เอาเซ็กซ์ด้วย (2) มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน อาจเป็นปัญหาง่ายๆตรงไปตรงมา เช่น เบื่อเมียขี้บ่น เมียขี้งก เมียอ้วน เมียไม่ทาแป้งแต่งหน้า ฯลฯ หรืออาจเป็นปัญหาซับซ้อนกว่านั้นเช่นตัวเองแอบไปเที่ยวผู้หญิงมา เชื่อว่าตัวเองอมโรคอยู่ จึงพยายามหลบเมียเพราะกลัวเมียติดโรค (3) มีปมในใจแบบว่าเทิดทูนเมียเหลือเกินจนมีเซ็กซ์กับเธอไม่ได้ อันนี้เป็นหลักวิชาจิตแพทย์ยุคเก่าสมัยฟรอยด์ เรียกว่า “ปม แม่พระ-โสเภณี” หรือ Madonna Whore Complex คือถ้าเป็นผู้หญิงเถื่อนๆแล้วก็มีอารมณ์คึกคักดีนัก แต่พอกับเมียตัวเองซึ่งยกย่องเทิดทูนแล้วกลายเป็นจ๋อยไปเลย

การจะแก้ปัญหานี้ ผมแนะนำให้ทำเป็นสองขั้นตอน คือขั้นที่หนึ่ง แก้ไขด้วยตัวเอง หมายความว่าสองสามีภรรยาช่วยกันแก้ไข ทั้งนี้ต้องเริ่มด้วยการเปิดมุมมองการแก้ปัญหาให้กว้างขวางออกไปก่อน ว่าเราจะแก้ปัญหาสุขภาพกายและใจโดยรวมเพื่อให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของเราสองคนดีขึ้น อย่าไปโฟคัสแต่จะปล้ำให้นกเขาให้ขัน เพราะการไปมุ่งแก้ปลายเหตุอย่างนั้นหากไม่สำเร็จแล้วยิ่งจะใจเสีย การแก้ปัญหาให้เริ่มต้นด้วยสุขภาพกายก่อน ชวนกันออกกำลังกายจนได้ระดับมาตรฐานทุกวัน (คือออกกำลังกายแบบต่อเนื่องจนหอบแฮ่กๆวันละ 30 นาทีสัปดาห์ละ 5 วัน ควบกับเล่นกล้ามอีกสัปดาห์ละสองครั้ง) จัดระเบียบชีวิตใหม่ ให้มีเวลานอนหลับพักผ่อนให้พอ ดูแลเรื่องโภชนาการในบ้านให้ดี ให้อาหารมีสัดส่วนของผักผลไม้มากๆ ทำมาถึงขั้นตอนนี้ชีวิตก็จะดีขึ้นมากแล้วหละครับ

เมื่อได้ดูแลทางร่างกายดีแล้วก็หันมาดูแลปัญหาจิตใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกันฉันท์คู่ชีวิต ปรับปรุงความสัมพันธ์จากเดิมที่ต่างคนต่างก็จะเอาแต่ความต้องการของตัวเอง จนเกือบจะกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันไปแล้ว คราวนี้เปลี่ยนใหม่ ในฐานะภรรยาให้คุณหันมาใส่ใจตัวเองจริงจังในเชิงคุณภาพ ฝึกตัวเองให้มีสติสะตัง สนองตอบต่อปฏิกิริยาใดๆของสามีในเชิงบวกเสมอ คือ ตั้งสติ คิดก่อนค่อยพูด เอาความรักที่มีต่อกันเป็นพื้นฐาน ทำตัวเป็นผู้ให้ การให้แก่สามีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือให้อภัย เข้าถึงจิตใจกันและกันให้ได้ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างกันดีขึ้นแล้ว ปัญหาเชิงจิตวิทยาที่จะมาเป็นเหตุของ ED ก็จะค่อยๆซาลงไปเอง

ขั้นที่สอง ถ้าทำทุกอย่างตามที่ว่านี้แล้วยังไม่ดีขึ้น คราวนี้ก็ถึงคราวต้องไปหาหมอเพื่อตรวจคัดกรองโรคของร่างกายแล้วละครับ ผมแนะนำให้ไปเริ่มต้นกับแพทย์ทางเดินปัสสาวะ (urologist) ซึ่งจะดูแลปัญหาทางร่างกายด้านต่างๆให้ ซึ่งหมอเขาก็จะเจาะเลือดดูระดับฮอร์โมนเพศ ตรวจเบาหวาน ตรวจโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ เป็นต้น เมื่อตรวจทางกายทั้งหมดแล้วหากไม่พบความผิดปกติทางกาย เขาก็จะส่งไปปรึกษาจิตแพทย์เองเพื่อแก้ไขด้านจิตใจเอง ส่วนการรักษาขั้นลึกซึ้งนั้นมันขึ้นกับปัญหาที่พบ เอาไว้คุยกับหมอเอาเองก็แล้วกันนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ไม่มีคำถาม แค่อยากชื่นชมอาหมอ

เรียน อาหมอสันต์ค่ะ

นู๋เป็นแฟนพันธ์แท้ของอาหมอเลยนะคะ แอบซุ่มอ่านเมลล์ที่อาหมอตอบคำถามให้กับหลาย ๆ ท่านใน Blog ค่ะ
ว่าจะตั้งคำถาม ถามบ้างเกี่ยวกับอาการของตัวเอง แต่พอเปิดอ่านก็เป็นหัวข้อที่ซ้ำกับบางท่านที่ถามนู๋ก็เลยได้คำตอบในเมลล์ของคนอื่นอย่างกระจ่างแจ้งค่ะ ตัวนู๋เองก็เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ค่ะ ตอนนี้รักษามาก็ประมาณ เข้าเดือนที่ 7 แล้วค่ะ ผลตอนนี้ก็ดีขึ้น ฮอร์โมนปกติแล้วค่ะ อย่างเรื่องใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก นู๋ก็เป็นมาหมดแล้วแร่ะ แล้วนู๋ก็ได้กำลังใจ ได้แนวทางปฏิบัติจากเมลล์ที่อาหมอตอบค่ะ
ตอนนี้นู๋ไม่มีคำถามอะไรถามอาหมอหรอกค่ะ

นู๋แค่อยากจะชื่นชมอาหมอว่าอาหมอน่ารัก ตอบคำถามอย่างเป็นมิตรกับทุกคน สไตล์การตอบก็เข้าใจเนื้อในของวัยรุ่น (บางฉบับนู๋ยังขำเลย) เช่นข้อนี้ไม่ได้ถามนะ ผมขอ ส ใส่เกือกอะไรแบบเนี้ยะ ก็ฮาและสนุกกับสำนวนของอาหมอดีค่ะ นู๋อยากจะเป็นกำลังใจให้อาหมอเป็นอาหมอที่ปรึกษาประจำ Blog ที่ดีแบบนี้ตลอดไปนะจ๊ะ นู๋รู้นะว่าก็เหนื่อยเหมือนกันที่ต้องมาคอยนั่งตอบเมลล์ตอบคำถามของหลาย ๆ ท่าน แต่นู๋ก็สัมผัสได้อีกแร่ะค่ะว่าอาหมอตอบอย่างมีความสุข แน่ ๆ

มีวันนึงนู๋ดูรายการสุขภาพ (จำมะได้แล้วรายการอะไรอ่ะค่ะ ที่ออกอากาศประมาณเดือน กพ. ปีนี้แร่ะ) ที่ปั้มหัวใจด้วยเพลง
สุขกันเถอะเรา นู๋ดูแล้วแบบ โห ไอเดียบรรเจิดมั่ก ใช้ดนตรีมาเป็นจังหวะในการช่วยปั๊มหัวใจได้ด้วยอ่ะ เริ่ดค่ะ นู๋ก็ขอเป็นกำลังใจให้อาหมอนะคะ และขอให้อาหมอสุขภาพแข็งแรงตลอดไปค่ะ เดี๋ยวนู๋จะพยายามหาคำถามมาถามบ้าง แต่ฉบับนี้นู๋อยากชมนายแพทย์อารมณ์ดี ผู้มีอารมณ์ขันในการตอบเมลล์และตอบคำถามให้ทุกท่านสบายใจขึ้นค่ะ

นู๋ชื่นชมอาหมอจากใจจริง ๆ เลยนะคะ อ้อ อาหมอมี Facebook มั้ยคะ น่าจะมีนะนู๋จะสมัครเป็น Fan Page คนแรกเลยคร๊า อาหมอเป็น Idol นู๋ในเรื่องของการคิดบวก การใช้สติกลั่นกรองก่อนตอบคำถามทุกคำถาม นู๋เป็นคนใจร้อน แต่ตั้งแต่นู๋ติดตาม Blog ของอาหมอนู๋รู้ตัวเองเลยว่าใจเย็นขึ้น และเป็นคนที่คิดก่อนตอบเสมอค่ะ

จบแล้วค่ะ ขอให้อาหมอสุขภาพแข็งแรงและอารมณ์ดีแบบนี้ตลอดไปนะคะ

yamong ka

...................................

ตอบครับ

ขอบคุณครับ คุณรู้ไหมว่าคนแก่ก็ชอบคำชมเหมือนกัน คนโบราณเขาถึงว่าคนแก่ก็เหมือนเด็กไง

Face book ผมไม่มีครับ เคยมีแล้วลืม password กลับเข้าไปไม่ได้ เพราะไม่มีเวลาเข้าบ่อย เขียนบล็อกเงี้ยดีแล้ว เป็นการตอบแบบแห้ง ไม่ใช่ตอบสด คือทิ้งคำถามตากแดดไว้ทางอีเมลเดือนสองเดือนให้แห้งดีก่อนค่อยมาตอบ ดังนั้นคำถามที่จั่วหัวมาว่า "ต้องการคำตอบด่วนมากที่สุดนะคะคุณหมอ" ผมไม่ต้องเปิดอ่านเลย เพราะเข้าใจว่าคนถามคงตายไปแล้ว.. (พูดเล่น)

สันต์