30 มีนาคม 2554

ระวังอย่าขาดวิตามินดี. (vitamin D)

คุณหมอสันต์ที่นับถือ

ผมอายุ 48 ปี สูง 165 ซม. นน. 58 กก. ตรวจความแน่นของกระดูกหมอบอกว่าเป็นกระดูกบาง (osteopenia) และว่ากระดูกสันหลังโค้งไปข้างหน้าทำท่าจะหัก หมอให้ผมทานแคลเซียมทุกวัน ผมอยากถามคุณหมอสันต์เพื่อความชัวร์ว่าผู้ชายเป็นกระดูกบางควรจะรักษาอย่างไร ควรทานยารักษากระดูกพรุนไหม (ภรรยาผมทานยารักษากระดูกพรุน) มีวิธีรักษาอย่างอื่นอีกหรือเปล่าครับ


........................................

ตอบครับ

ประเด็นที่ 1. ขอให้คุณเข้าใจก่อนว่าการมีกระดูกบาง (osteopenia) หมายถึงมีความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อยกว่าปกติเล็กน้อย เป็นคนละเรื่องกับการมีกระดูกพรุน (osteoporosis) ซึ่งเป็นระดับที่มวลกระดูกลดลงมาก จนเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก ทั้งสองภาวะนี้มีระดับความเสี่ยงกระดูกหักต่างกัน และการรักษาก็ต่างกัน

ประเด็นที่ 2. ควรทานแคลเซียมเสริมไหม ตอบว่าการใช้แคลเซียมเสริม (นอกเหนือจากแคลเซียมในอาหารปกติ) เพื่อป้องกันกระดูกหักเป็นวิธีที่นิยมทำกันทั่วไปโดยเฉพาะในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว ทั้งๆที่ผลวิจัยพบว่าแคลเซียมเสริมมีผลต่อการลดอุบัติการณ์ของกระดูกหักน้อยมาก นอกจากนี้ยังมีหลักฐานวิจัยใหม่ๆว่าแคลเซียมเสริมมีผลทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้น ในคนที่เป็นกระดูกบาง (osteopenia) ซึ่งมีความเสี่ยงกระดูกหักต่ำ การใช้แคลเซียมเสริมเพื่อป้องกันกระดูกหักจึงเป็นวิธีรักษาที่ได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นผมแนะนำว่าคุณไม่ควรทานแคลเซียมเสริม

ประเด็นที่ 3. ควรทานยารักษากระดูกพรุนไหม ตอบว่า ยารักษากระดูกพรุน (bisphosphonate) ไม่ว่าจะชนิดกินหรือฉีด ล้วนทำวิจัยในหญิงอายุเกิน 65 ปี ที่เป็นกระดูกพรุน (osteoporosis) ซึ่งพบว่าเมื่อใช้ไป 3-5 ปี มันช่วยลดอุบัติการเกิดกระดูกหักได้ อย่าลืมคำสำคัญสองคำนะ “อายุเกิน 65 ปี” และ “เป็นกระดูกพรุน” ตัวคุณทั้งอายุไม่ถึง 65 ปี และทั้งไม่ได้เป็นกระดูกพรุน จะไปได้ประโยชน์จากยานี้ได้อย่างไร พูดง่ายๆว่าคุณไม่มีข้อบ่งชี้ที่จะใช้ยานี้ มีอยู่กรณีเดียวที่มาตรฐานทางการแพทย์แนะนำให้ใช้ยารักษากระดูกพรุนในคนเป็นกระดูกบาง คือกรณีที่มีหลักฐานว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักมากเป็นพิเศษ ซึ่งต้องคำนวณความเสี่ยงด้วย FRAX score

ประเด็นที่ 4. การจะบอกว่าใครมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักมากเป็นพิเศษทำได้โดยคำนวณหา FRAX score ซึ่งเป็นการคำนวณโดยเอาปัจจัยเสี่ยงต่างๆ 13 อย่างคือ (1) ชาติพันธ์ (2) อายุ (3) น้ำหนักเพศ (4) น้ำหนัก (5) ส่วนสูง (6) การมีกระดูกหักมาก่อน (7) การมีพ่อแม่กระดูกหักมาก่อน (8) การสูบบุหรี่ (9) การใช้ยาสะเตียรอยด์ (10) การเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ (11) การมีโรคที่ทำให้เกิดกระดูกพรุน (12) การดื่มแอลกอฮอล์ (13) ผลตรวจความแน่นกระดูกสะโพก ตัวคุณเองก็สามารถคำนวณคะแนน FRAX ของคุณเองได้โดยใส่ปัจจัยเหล่านี้เข้าไปในเว็บไซท์ต่างๆที่รับคำนวณ FRAX รวมทั้งเว็บ http://www.shef.ac.uk/FRAX/ หากใส่เข้าไปแล้วได้คะแนนโอกาสจะเกิดกระดูกสะโพกหักในสิบปีข้างหน้ามากกว่า 3% หรือโอกาสเกิดกระดูกหักทั่วตัวมากกว่า 20% ก็ถือว่ามีความเสี่ยงกระดูกหักมากเป็นพิเศษ จึงจะถือว่ามีเหตุผลที่จะเริ่มใช้ยารักษากระดูกพรุนได้

ประการที่ 5. คุณควรจะทำอย่างไรต่อไป อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว แคลเซียมเม็ดก็ไม่ให้ทาน ยารักษากระดูกพรุนก็ไม่ให้ใช้ แล้วจะให้ทำอย่างไรต่อไป ตอบว่า สิ่งที่คุณควรทำ คือ

1. คุณต้องเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง เอาให้ถึงระดับมาตรฐานสำหรับคนทั่วไป คือออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (aerobic) ให้ถึงระดับหนักพอควร คือหนักจนหอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้ ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 ครั้ง บวกการเล่นกล้ามอีกสัปดาห์ละสองครั้ง หลักฐานวิจัยบอกว่ายิ่งการออกกำลังกายที่มีการเล่นกล้ามหรือมีแรงกระแทกกระทั้นต่อกระดูกมากเช่นการกระโดดโลดเต้นต่างๆ ยิ่งทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้มาก

2. คุณต้องหัดท่าร่าง (posture) คือทำตัวแบบอกผายไหล่ผึ่งหลังตรงแขม่วท้องตลอดเวลา วิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อพยุงกระดูกสันหลังแข็งแรง เป็นการป้องกันผลเสียจากหลังโค้ง (kyphosis) ไม่ให้แย่ลงจนการเป็นหลังค่อม (compression fracture of spine)

3. คุณต้องให้ร่างกายได้รับวิตามินดี.อย่างพอเพียง อย่าลืมว่างานวิจัยในคนไทยผู้ใหญ่พบว่าส่วนใหญ่ขาดวิตามินดี. วิธีให้ร่างกายได้รับวิตามินดี.ทำได้โดย

3.1 ออกแดดบ่อยๆ แดดที่ให้วิตามินดีต้องเป็นแดดจัดๆ คือช่วง 10.00 น. -15.00 น. และต้องรับตรงๆ ไม่ทาครีมกันแดด ไม่ใส่เสื้อกางเกงแขนยาวขายาว และไม่ผ่านกระจกเช่นกระจกรถยนต์หรือกระจกหน้าต่างบ้านด้วย

3.2 ทานอาหารที่ให้วิตามินดี.มาก ซึ่งได้แก่ปลาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาที่น้ำมันมากเช่นปลาซาลมอน ปลาทูน่า เป็นต้น

3.3 ทานวิตามินดี.เสริม ชื่อวิตามินดี2 (ergocalciferol) ขนาดเม็ดละ 20,000 IU ทานเดือนละ 2 เม็ด คือทุก สองสัปดาห์ทานหนึ่งเม็ด แค่นี้ก็พอ เพราะคนเราต้องการวิตามินดีวันละ 600-800 IU เท่านั้น และวิตามินดี.นี้ร่างกายเก็บสะสมไว้ใช้ยามขาดได้ แบบว่าตากแดดหน้าร้อนเก็บวิตามินไว้ใช้ได้ถึงหน้าหนาวก็ยังได้เลย

4. คุณต้องให้ร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติอย่างเพียงพอ โดยวิธีเช่น ดื่มนมพร่องมันเนยหรือนมถั่วเหลืองทุกวัน

ทำทั้งสี่อย่างนี้รับรองว่าดีแน่ครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

25 มีนาคม 2554

ปรึกษาเรื่องปรับยาลดความดัน

เรียนคุณหมอสันต์ค่ะ

ขอปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับเรื่องยาความดัน เนื่องจากคุณแม่เป็นความดันสูงและคุณหมอเดิมให้ยา Prenolol 50 mg ต่อมาคุณหมอท่านเดิมย้ายไป พบคุณหมอท่านใหม่ ก็ได้เรียนคุณหมอไปว่า มีอาการโคลงเคลงแต่ไม่ใช่บ้านหมุน เหมือนเดินแล้วพื้นยุบๆ คุณหมอบอกว่ายาความดันตัวเดิมน่าจะต้องเปลี่ยนเพราะทำให้เลือดไปเลี้ยงอย่างช้าๆ โดยเปลี่ยนเป็นยาเป็น

1. Exforge (Amlodipine/Valsartan 10/160 mg) วันละครึ่งเม็ดหลังอาหารเช้าค่ะ

2. มียาเกี่ยวกับเรื่องโคลงเคลงที่ให้เพิ่ม Sibelium 5 mg 1 เม็ดก่อนนอน

3. Serc วันละ 3 เม็ด 3 เวลา หลังอาหาร

หลังรับประทานยาแล้วในวันแรก คุณแม่บอกว่า มีอาการเหมือนเดิม แต่เพิ่มความมึนงง ตึบๆ ตรงหน้าผากเพิ่มขึ้น และยังรู้สึกโคลงเคลง พื้นยุบๆ เหมือนเดิมค่ะ ขอเรียนปรึกษาคุณหมอว่า น่าจะมาจากการปรับยาหรือไม่คะ และถ้าหากเราจะหยุดยาเองก่อนได้หรือไม่คะ เพราะว่าจะไปเจอคุณหมอตามเวลาที่นัดอีก 2 สัปดาห์ค่ะ เกรงว่าคุณแม่จะอาการไม่ดี ดังนั้นถ้าจะหยุดก็ไม่แน่ใจว่าจะหยุดตัวไหนค่ะ จะหยุดตัวความดัน Exforge หรือหยุดตัว Sibelium หรือ Serc
รบกวนคุณหมอด้วยนะคะ

ปล. คุณหมอมีออกตรวจคนไข้ทั่วไปหรือเปล่าคะ จะพาคุณแม่ไปพบคุณหมอค่ะ อยากได้คุณหมอประจำสำหรับดูแลคุณแม่ค่ะ
ขอบคุณค่ะ

………………………………..

ตอบครับ

1. ก่อนอื่นขอให้เข้าใจสัจจธรรม 2 ข้อคือ

1.1 ยาลดความดันทุกชนิดที่มีใช้ในปัจจุบัน อาจทำให้เกิดอาหารเวียนหัวมึนงงก่งก๊งได้หมดทุกตัว ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่ตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นยากั้นเบต้าเช่น Prenolol ยาต้านแคลเซี่ยมเช่น Amlodipine หรือยาบล็อกแองจิโอเทนซิน (ARB) เช่น Valsartan กลไกที่ยาลดความดันไปทำให้เกิดก่งก๊งอาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งในสามแบบคือ (1) ลดความดันมากเกินไปจนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน (2) กดระบบปรับตัวของประสาทอัตโนมัติทำให้ความดันตกขณะเปลี่ยนท่าร่าง (3) ตัวยาเองไปทำให้เกิดอาการเมาเองโดยไม่เกี่ยวกับความดัน

1.2 ยาแก้เวียนหัวบ้านหมุนทุกกลุ่มยกเว้นกลุ่มสะเตียรอยด์ ก็อาจทำให้เกิดอาการง่วงๆมึนๆงงๆเสียเองได้หมดทุกตัวเช่นกัน รวมทั้งยาในกลุ่มแอนตี้ฮีสตามีน (เช่น Dramamine) กลุ่มฮีสตามีน (เช่น Serc) และกลุ่มยาต้านแคลเซียม (เช่น Sibelium) ด้วย

2. ถามว่าเมื่อหมอเปลี่ยนยาแล้ว มีอาการมึนงง ตึบๆ ตรงหน้าผากเพิ่มขึ้นมา เป็นจากยาได้ไหม ตอบว่าเป็นจากยาได้ครับ โดยเฉพาะถ้าการให้ยาใหม่นั้นตีกับยาเก่าหรือเสริมฤทธิ์ยาเก่า ยกตัวอย่างเช่นยา Exforge ที่คุณได้มา มีส่วนผสมของยา Amlodipine ซึ่งเป็นยาในกลุ่มยาต้านแคลเซี่ยม (calcium channel blocker) เมื่อมาจ๊ะกับยา Sibelium (Flunarizine) ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเดียวกันก็อาจจะเสริมฤทธิ์ขยายหลอดเลือดของกันและกันได้

3. ถามว่าระหว่างรอไปหาหมอจะหยุดยาเองก่อนได้ไหม ตอบว่าได้ครับ ความจริงให้ถือเป็นกฎเลยว่าถ้าได้ยาใหม่มา ไม่ว่ายาอะไร หากกินแล้วเกิดอาการไม่ชอบมาพากล ให้หยุดยาทันที ไม่ต้องรอทำเรื่องยื่นเสนอขออนุมัติแพทย์ก่อน

4. ถามว่าถ้าจะหยุด จะหยุดตัวไหนดี จะหยุดยาความดัน Exforge หรือหยุดตัว Sibelium หรือ Serc ตรงนี้ผมแยกตอบเป็นสองส่วน

4.1 ในแง่ของการปรับยาเพื่อลดหรือเพิ่มความดัน เช่นยา Exforge ควรมีหลักฐานจากการวัดความดันว่ากินยาใหม่แล้วความดันเลือดตกลงไปจากเดิมมากจริงก่อน นั่นหมายความว่าคนเป็นความดันเลือดสูงทุกคนควรซื้อเครื่องวัดความดันอัตโนมัติไว้ที่บ้านตัวเอง เมื่อวัดแล้วพบว่ายาใหม่ทำให้ความดันต่ำมากเกินไปก็ปรับยาได้

4.2 ในแง่ของการปรับยาเพื่อลดฤทธิ์ข้างเคียงของยา ซึ่งในที่นี้ก็คืออาการมึนงงตึบๆ หลักง่ายๆก็คือหยุดยาทุกตัวไปจนหมดเกลี้ยงก่อนแล้วรอจนอาการหายไป แล้วหากยาที่กินอยู่เหล่านั้นจำเป็น ก็ค่อยใส่กลับเข้ามาทีละตัว ถ้ายาที่กินอยู่ไม่ใช่ยาจำเป็น (เช่นยา Serc และ Sibelium ถือว่าไม่ใช่ยาจำเป็น) หากหยุดยาแล้วอาการหายก็เลิกกินมันไปซะเลย

การสนองตอบของร่างกายผู้ป่วยต่อยาบรรเทาอาการทุกตัวรวมทั้ง Serc และ Sibelium นี้ด้วย จะขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคน แบบที่แพทย์แผนโบราณเรียกว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” นั่นแหละครับ แพทย์แต่ละคนจึงมักจะมีวิธีบริหารยาบรรเทาอาการที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องอัตวิสัย ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ อย่างของผมนี้จะใช้หลัก “เช้าสามเย็นสี่” เรื่องนี้มีอยู่ในนิทานของเต๋าซึ่งเล่าว่าคนเลี้ยงลิงประชุมฝูงลิงในสังกัดแล้วแจ้งกฎเกณฑ์แจกลูกเกาลัดว่าการแจกลูกเกาลัดจะใช้กฎเช้าสามเย็นสี่ คือเช้าให้ตัวละ 3 ลูก เย็นให้ตัวละ 4 ลูก พวกลิงได้ฟังต่างก็ไม่พอใจพากันประท้วง คนเลี้ยงลิงจึงเปลี่ยนใหม่ว่าโอเค้..โอเค. ขอตกลงกันใหม่นะว่าการแจกลูกเกาลัดจะใช้วิธีเช้าสี่เย็นสาม คือเช้าแจกตัวละ 4 ลูก เย็นแจกตัวละ 3 ลูก พวกลิงได้ฟังก็พอใจเลิกประท้วง (แหะ..แหะ.. ขอโทษ ผมนอกเรื่องไร้สาระแก้เบื่อไปงั้นแหละครับ)

5. ถามว่าผมออกตรวจคนไข้ทั่วไปหรือเปล่า จะพาคุณแม่มาหา คำถามนี้ขอไม่ตอบครับ มันผิดกฎ เพราะแพทยสภาเขามีกฎห้ามแพทย์ไม่ให้เที่ยวป่าวประกาศหาลูกค้ากลางตลาดเยี่ยงแม่ค้าขายผักขายปลา เดี๋ยวแพทยสภาจะว่าผมอ้างเอาการให้ความรู้ประชาชนบังหน้าหาลูกค้าเข้ากระเป๋าตัวเอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ท้องแล้วเป็นลมพิษ คัน..คั้น..คัน


เรียนถามอาจารย์หมอค่ะ คือว่าตอนกลางคืนหนูเป็นลมพิษตลอด บางวันก็คันบางวันก็ไม่คัน ตอนนี้ตั้งครรภ์ 5เดือนแล้วแต่หนูเป็นลมพิษตั้งแต่ประมาณเดือนที่ 3 อยากเรียนถามอาจารย์หมอว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์หรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ

……………………………..

ตอบครับ

1. เป็นลมพิษขณะตั้งครรภ์เป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์หรือไม่ ตอบว่าไม่เป็นอันตรายครับ

2. ทำไมคนท้องชอบเป็นลมพิษ เออ.. ไม่มีใครทราบเหมือนกัน ได้แต่เดาเอาว่าคงเป็นเพราะผิวหนังมันถูกยืดมั้ง ที่เดากันอย่างนี้เพราะคนยิ่งท้องแฝดยิ่งมักเป็นมาก และคนยิ่งน้ำหนักตัวเพิ่มมากก็ยิ่งมักเป็นกันมาก ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า PUPPP ซึ่งย่อมมาจาก Pruritic urticarial papules and plaques of pregnancy ผมเอารูปรายที่เป็นดุเดือดกว่าคุณลงให้คุณดูด้วย คุณจะได้รู้สึกว่ามีเพื่อนที่เขาเป็นมากกว่าเราอีกแยะ

3. วิธีรักษาโรคนี้ไม่มี ได้แต่ทาคาลาไมน์โลชั่นเย็นๆบรรเทาอาการ ถ้าคันมากก็อาจจะใช้สะเตียรอยด์ครีมก็ได้ แต่ก่อนใช้สะเตียรอยด์ครีม ผมแนะนำให้ไปหาหมอผิวหนังให้เขาดูสักหน่อยว่าไม่ได้เป็นหิดนะ เพราะบางครั้งคนท้องด้วยเป็นหิดด้วยเมืองไทยนี้ก็มีแยะเหมือนกัน ถ้าเป็นหิดแล้วไปทาสะเตียรอยด์เข้าอาจจะยิ่งเห่อหนักได้ ลมพิษที่เป็นตอนตั้งครรภ์นี้ เมื่อคลอดแล้วมันก็หายไปเอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

อ้วน..กลัวสามีไม่รัก

ตอนนี้ดิฉันอายุ21ปีค่ะ คลอดบุตรมาได้ประมาณปีกว่าๆๆแล้วดิฉันรู้สึกเป็นกังวลมากค่ะเพราะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและไม่ลดลงเลย เวลารับประทานอาหารก็รู้สึกว่าอยากกินนั่นนี่บ่อยมากแต่ไม่รู้สึกหิวนะคะ คุณหมอมีวิธีไหนเพื่อลดน้ำหนัก หรือถ้าดิฉันจะบายพาส์กระเพราะอาหารให้เล็กลงจะมีปัญหาอะไรบ้างทั้งก่อนและหลังการบายพาส์ ผลข้างเคียงจากการบายพาส์และค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไรค่ ะอยากให้คุณหมอแนะนำให้คำปรึกษาด้วยคะ ตอนนี้ดิฉันมีส่าวสูง165ซม.น้ำหนัก90กก.คะรู้สึกว่าอ้วนมากกลัวสามีไม่รักและหันไปมองคนอื่นกังวลมากค่ะ

...............................

ตอบครับ

กรณีของคุณเลิกคิดเรื่องการผ่าตัดได้เลย เพราะหมอจะผ่าตัดให้เมื่ออ้วนถึง class II คือดัชนีมวลกายเกิน 40 ขึ้นไป กรณีของคุณมีดัชนีมวลกาย 33 เท่านั้น หมอที่ไหนผ่าตัดให้คุณก็ต้องถูกแพทยสภาสอบสวนเอาเรื่องแน่นอน

พูดถึงการผ่าตัดลดความอ้วน มันเป็นวิธีที่ยากกว่าและอันตรายกว่าการลดความอ้วนด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายหลายร้อยเท่านัก เพราะหลังผ่าตัดสรีรวิทยาของทางเดินอาหารที่จะถูกเปลี่ยนไปอย่างมากและต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามมากมาย ต้องทานแต่อาหารโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และเสริมวิตามินแร่ธาตุเพียบ บางครั้งต้องใช้วิธีฉีดเขาทางหลอดเลือด ซึ่งต้องเสริมกันตลอดชีวิต วิธีทานอาหารก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นมื้อเล็กๆ ทานทีละน้อย เคี้ยวอย่างละเอียดช้าๆแล้วจิบน้ำตาม จะผลีผลามทานแบบตะกรุมตะกรามไม่ได้ การปรับพฤติกรรมการกินหลังผ่าตัดยากกว่าการปรับพฤติกรรมการกินก่อนผ่าตัดหลายเท่า หากผ่าตัดแล้วปรับพฤติกรรมการกินไม่ได้ ก็จะกลับมีปัญหามากกว่าก่อนผ่าเสียอีก นี่ยังไม่นับค่าผ่าตัดอีกประมาณ 500,000 บาท เพราะฉะนั้นเลิกเพ้อฝันถึงการผ่าตัดลดความอ้วนเสียเถอะ หันมาอยู่กับโลกของความจริง คือลงมือคุมอาหารและออกกำลังกายด้วยตัวคุณเองเสียเดี๋ยวนี้

ถ้าคุณคิดจะลดความอ้วนจริง ขอให้ตั้งใจเรื่องที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ให้จบ

องค์ประกอบที่ 1. ของการลดความอ้วน: การปรับโภชนาการ

เป้าหมายสำคัญคือการมุ่งรักษาดุลพลังงานที่ได้จากอาหาร (แคลอรี่) ให้เป็นลบไว้ทุกวัน หมายถึงให้แคลอรี่จากอาหารที่กินเข้าไปมีปริมาณต่ำกว่าแคลอรี่ที่ร่างกายเผาผลาญออกไปใช้ในแต่ละวัน ซึ่งพิจารณาแยกเป็นสองส่วนคือ ขาเข้า และขาออก

1. ขาเข้า เป็นการกำหนดตัวเลขเป้าหมายตัวเดียวใช้กับทุกคน ยิ่งกำหนดไว้ต่ำ ยิ่งลดน้ำหนักได้มาก แต่ก็ยิ่งทำยาก เช่น

1.1 สูตรแคลอรี่ปกติ กำหนดเป้าหมายแคลอรี่ขาเข้าไว้วันละ 1200 แคลอรี่ตายตัว
1.2 สูตรแคลอรี่ต่ำปานกลาง กำหนดเป้าหมายแคลอรี่ขาเข้าวันละ 800-1200 แคลอรี่
1.3 สูตรแคลอรี่ต่ำมาก กำหนดเป้าหมายแคลอรี่ขาเข้าไว้ที่ 800 แคลอรี่ต่อวันตายตัว ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดที่ทำให้น้ำหนักลดลงได้มากที่
สุด การกำหนดแคลอรี่ต่ำกว่านี้ไม่มีหลักฐานว่าจะทำให้น้ำหนักลดลงได้มากขึ้นอีก และควรหลีกเลี่ยงการอดอาหารแบบเข้มงวด คืออดจนต่ำกว่า 200 แคลอรี่ต่อวัน เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดภาวะคีโตนคั่งจากการขาดอาหารซึ่งเป็นอันตรายได้

2. ขาออก คำนวณเฉพาะแคลอรี่ส่วนที่ร่างกายเผาผลาญได้ขณะพัก (BMR) ซึ่งแปรผันตามน้ำหนักตัวในสัดส่วน 22 แคลอรี่ต่อกก. เช่นถ้าชายคนหนึ่งน้ำหนักตัว 80 กก. ก็จะมีแคลอรี่ขาออก = 80 x 22 = 1,760 แคลอรี่ (ทั้งนี้ถือว่าส่วนที่เผาผลาญเพิ่มเติมเพราะการออกกำลังกายนอกเหนือจากกิจกรรมประจำวันนั้นถือเป็นกำไร ไม่ได้นำมาคำนวณด้วย) จะเห็นว่ายิ่งน้ำหนักตัวลดลงไปได้มากเท่าไร ยิ่งเผาผลาญแคลอรี่ได้น้อยลงเท่านั้น ทำให้การลดน้ำหนักช่วงปลายยากกว่าช่วงต้น นอกจากนี้ในกรณีผู้สูงอายุ จำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญได้จะลดลงไปอีก 10 แคลอรี่ต่อคนต่ออายุที่เพิ่มขึ้น 1 ปีนับจากอายุ 30 ปี ทำให้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มจะเกิดแคลอรี่เกินมากยิ่งขึ้นทุกปีถ้าไม่ปรับลดแคลอรี่ในอาหารลงหรือไม่ปรับเพิ่มการออกกำลังกาย

ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับการควบคุมแคลอรี่ขาเข้า

ขั้นที่ 1. คือการกำหนดเป้าหมาย

ว่าจะควบคุมแคลอรี่ขาเข้าไว้ที่เท่าไร ซึ่งแนะนำว่าไม่ควรให้ต่ำกว่า 800 แคลอรี่ต่อวัน มิฉะนั้นจะตึงเกินไปและอาจทำไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรเกิน 1200 แคลอรี่เพราะถ้าสูงเกินนั้นก็จะหย่อนเกินไปทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล

ขั้นที่ 2. คือการหัดประเมินแคลอรี่

ที่มีอยู่ในอาหารที่ตัวเราเองทานอยู่ประจำในแต่ละวัน การประเมินนี้อาจไม่ต้องละเอียดถึงขั้นชั่งตวงวัดทุกวัน แต่ต้องมีการประเมินแคลอรี่จนเป็นนิสัย อย่างน้อยก็ต้องมีการประเมินอย่างหยาบๆก็ยังดี วิธีที่ง่ายที่สุดคือหัดดูจากฉลากอาหาร หรือเปิดดูตารางวิเคราะห์อาหารของกองโภชนาการ กรมอนามัย ซึ่งผมตัดย่อบางส่วนที่จะใช้บ่อยมาแปะไว้ข้างท้ายนี้ เนื่องจากข้อมูลของกองโภชนาการวิเคราะห์แคลอรี่จากอาหารเฉพาะส่วนที่กินได้ปริมาณ 100 กรัมเท่ากันหมด ผู้ลดน้ำหนักจึงต้องมีตาชั่งที่ชั่งได้ละเอียดเป็นกรัม คือสุดขีดตาชั่งไม่ควรเกิน 500 กรัม หรือ 1 กก. เป็นอย่างมาก และต้องหัดชั่งอาหารของตนเองบ่อยๆจนเป็นนิสัย ในการชั่งอาหารต้องชั่งเฉพาะส่วนที่กินได้ เช่นถ้าจะชั่งกล้วยก็ต้องเอาเปลือกออก เป็นต้น ในกรณีที่เป็นอาหารปรุงสำเร็จก็ใช้วิธีชั่งรวมทุกส่วนที่ปรุงเข้าด้วยกันแล้ว

มีหลักที่จะช่วยให้การประเมินแคลอรี่จากอาหารง่ายขึ้น ดังนี้

1. ต้องหัดกะประมาณน้ำหนัก 1 กรัม ซึ่งประมาณเท่ากับปริมาตร 1 ซีซี. คือกว้าง 1 ซม. ยาว 1 ซม. สูง 1 ซม. ถ้าเป็นของเหลว หนึ่งช้อนชาจะตักได้ 5 ซีซี.หรือประมาณ 5 กรัม หนึ่งช้อนโต๊ะจะตักได้ 15 ซีซี.หรือประมาณ 15 กรัม การชั่งอาหารบ่อยๆจะทำให้คาดคะเนน้ำหนักอาหารแต่ละชนิดได้แม่นยำขึ้น

2. เนื้อสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไก่ หมู วัว ปลา ถ้าไม่มีมันและไม่มีกระดูก หนึ่งชิ้นที่หนัก 100 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 150 แคลอรี่ และให้โปรตีน 20% (คือเป็นโปรตีน 20 กรัม) เมื่อเราพูดว่าคนทั่วไปต้องการโปรตีนวันละ 50 กรัม หมายถึงน้ำหนักของโปรตีนเท่านั้น ไม่ใช่น้ำหนักเนื้อทั้งก้อน

3. ข้าวสวย 100 กรัม (ประมาณ 7 ช้อน) ให้พลังงานประมาณ 140 แคลอรี่ ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว(เฉพาะเส้น) ก็ให้พลังงานระดับเดียวกับข้าว ข้าวสวยหนึ่งจานธรรมดาๆหนักประมาณ 300 กรัม

4. ขนมหวาน 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 250 แคลอรี่ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณน้ำที่มีในขนมด้วย ถ้าเป็นขนมที่มีปริมาณน้ำน้อยเช่นทองหยิบ 100 กรัมจะให้พลังงาน 390 แคลอรี่ ขนมหวานจึงเป็นแหล่งพลังงานที่เข้มข้นที่ให้พลังงานมากกว่าข้าวประมาณสองเท่า โดยที่มีประโยชน์ในแง่ของวิตามินและเกลือแร่ต่ำมาก (ขนมหวานหนึ่งถ้วยมีประมาณ 150 กรัม)

5. ผลไม้ที่มีน้ำมากเช่น แตงไทย แตงโม ชมพู่ จะให้พลังงานประมาณ 20 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม ผลไม้ที่เนื้อแน่นแต่ไม่หวานมากเช่นฝรั่ง มะม่วงดิบ ส้ม ให้พลังงานประมาณ 50 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม ขณะที่ผลไม้สุกที่รสหวานหรือมันเช่นกล้วย ทุเรียน จะให้พลังงานประมาณ 150 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม ซึ่งประมาณเท่ากับแคลอรี่ที่ได้จากข้าวสวย ซึ่งก็จัดว่ายังเป็นระดับที่ต่ำกว่าขนมหวานอยู่มาก และผลไม้มีข้อดีกว่าข้าวสวยตรงที่ให้เกลือแร่และวิตามินด้วย

6. ผักทุกชนิด ให้ถือเหมารวมง่ายๆเหมือนกันหมดว่าให้แคลอรี่ประมาณ 20 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม มีแต่ผักที่หวานมากๆเช่นพริกยักษ์เท่านั้นที่จะให้แคลอรี่ 50 แคลอรี่ต่อ 100 กรัมซึ่งก็ยังถือว่าเป็นระดับต่ำ อีกทั้งผักสดเพียงแต่ 100 กรัมนั้นมีปริมาณมากพอที่จะทำสลัดได้ถึงหนึ่งจานใหญ่ๆทีเดียว ดังนั้นอาหารผักจึงเป็นอาหารที่กระทบต่อแคลอรี่ขาเข้าน้อยที่สุด

7. อาหารที่ปรุงด้วยการผัดหรือทอด จะมีแคลอรี่เพิ่มจากน้ำมันที่ใช้ทอดอีกประมาณ 250 แคลอรี่ต่อเนื้ออาหาร 100 กรัม ยกต้วอย่างเช่นเนื้อวัวปิ้งย่างธรรมดาให้ประมาณ 134 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม แต่เมื่อเอาไปทอดจะให้ประมาณ 412 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม เป็นต้น

8. ฝึกอ่านฉลากอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อมาจนเป็นนิสัย อย่างน้อยก็ให้รู้ว่าในหนึ่งซองหรือหนึ่งกระป๋องที่ซื้อมามีกี่หน่วยบริโภค (เสริฟวิ่ง) ในแต่หน่วยบริโภคให้กี่แคลอรี่

ขั้นที่ 3. ทำไดอารี่บันทึกอาหาร

ที่เราทานใน 1 วัน โดยขณะที่บันทึกก็ถือโอกาสคำนวณแคลอรี่ไปด้วยว่าวันนั้นเราทานเข้าไปเท่าไร

ตัวอย่างบันทึกอาหารของนส.สุดสวย ผู้มีส่วนสูง 155 ซม. และอยากลดน้ำหนักให้เหลือสัก 55 กก. (ตอนนี้หนักเท่าไรไม่ยอมบอก)

วันที่ 1 พย. 53

เวลา รายการอาหาร
8.00 กาแฟ ใส่คอฟฟี่เมท 1 ช้อน น้ำตาล 2 ช้อน ได้แคลอรี่ = 3+20+32 = 55
8.00 คุ้กกี้ 3 ชิ้น (ชิ้นละ 1 ออนซ์) ได้แคลอรี่ = 402
10.00 กาแฟ 1 ถ้วยเล็ก ได้แคลอรี่ = 55
10.00 กล้วยแขก 4 ชิ้น 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 326
12.00 ข้าวผัดหมูใส่ไข่ 300 กรัม ได้แคลอรี่ =534
โค้ก 1 กระป๋อง 8 ออนซ์ ได้แคลอรี่ = 105
12.00 บัวลอยเผือก 150 กรัม ได้แคลอรี่ = 228
16.00 ฝรั่งสับหนึ่งลูก 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 50
18.00 ข้าวราดหน้าไก่กะเพรา 300 กรัม ได้แคลอรี่ = 573
เค้กชอกโกแล็ต 2 ออนซ์ ได้แคลอรี่ = 208
โค้กกระป๋องเล็ก 8 ออนซ์ ได้แคลอรี่ = 105

รวมทั้งวันได้แคลอรี่ = 2,641


ขั้นที่ 4. วิเคราะห์อาหารที่ทานอยู่ในปัจจุบัน

การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหาร มีประเด็นสำคัญที่ต้องวิเคราะห์ 4 ประเด็น ดังนี้

1. ปริมาณแคลอรี่พอดีหรือมากเกินไป ถ้ามากเกินไป แคลอรี่ส่วนใหญ่มาจากอาหารใด (สำหรับคนที่อ้วนอยู่แล้ว พลังงานขาเข้าที่เกินวันละ 1,200 แคลอรี่ถือว่ามากเกินไป) วิธีที่ง่ายที่สุดคือเปิดตารางท้ายนี้ดูว่าอาหารใดมีกี่แคลอรี่ต่อกรัม อย่าลืมว่าอาหารทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ล้วนให้แคลอรี่ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าไขมันให้แคลอรี่มากกว่าอย่างอื่นเกินหนึ่งเท่าตัวเมื่อเทียบน้ำหนักที่เท่ากัน

2. ปริมาณผักและผลไม้มากพอที่จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่พอเพียงหรือไม่ ทั้งนี้ถือว่ามากพอถ้าร่างกายได้รับผักและผลใม้รวมกันวันละ 5 เสริฟวิ่งขึ้นไป (ผลไม้หนึ่งเสริฟวิ่งประมาณเท่ากับแอปเปิลหนึ่งลูก ผักหนึ่งเสริฟวิ่งประมาณเท่ากับผักสดหนึ่งจาน)

3. ปริมาณโปรตีนที่ร่างกายได้รับมากพอหรือไม่ (มาตรฐาน WHO แนะนำว่าคนปกติควรได้รับโปรตีนไม่น้อยกว่า 0.45 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. เช่นคนน้ำหนัก 60 กก. ก็ต้องการโปรตีนวันละประมาณ 27 กรัม โปรตีนนี้มากเกินไปก็ไม่ดี มาตรฐาน US-RDA แนะนำว่าไม่ควรทานโปรตีนมากเกิน 0.8 กรัมต่อกก. การวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนนี้ต้องทราบ % ของโปรตีนในแหล่งอาหารโปรตีนที่เราทาน เช่นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อปลา มีโปรตีนประมาณ 20% ไข่มีโปรตีน 12% ดังนั้นไข่ไก่หนัก 70 กรัมก็ให้โปรตีนประมาณ 8 กรัมเท่านั้น ไม่ใช่ 70 กรัม ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูปก็อ่านเอาจากฉลากได้เลยเช่นนมถั่วเหลืองวีซอยหนึ่งกล่อง 230 ซีซี.ให้โปรตีน 9 กรัม เป็นต้น

4. ปริมาณโซเดียมหรือเกลือมากเกินไปหรือไม่ มาตรฐาน US-RDA แนะนำว่าคนทั่วไปไม่ควรทานโซเดียมมากกว่าวันละ 1.5 กรัม เอา 2.5 คูณก็จะเป็นปริมาณเกลือแกง 3.75 กรัม หรือน้อยกว่าหนึ่งช้อนชาต่อวัน ถ้าเป็นอาหารไทยก็คือต้องไม่ได้รสเค็มเลยจึงจะได้โซเดียมต่ำระดับนี้

เอาละ ทีนี้ลองเอาหลักสี่ประการข้างต้นมาวิเคราะห์อาหารในไดอารี่ข้างบนนะ ก็ทำเป็นขั้นตอนดังนี้

1. วิเคราะห์แคลอรี่ ผลการนับแคลอรี่รวมได้ 2,641 แคลอรี่ เนื่องจากเรากำลังลดน้ำหนัก เราต้องการเพียง 1,200 แคลอรี่ จึงเกินเข้ามาวันละ 1,441 แคลอรี่ เมื่อวิเคราะห์ต่อไปอีกก็จะเห็นว่ากาแฟตอนเช้าเราได้แคลอรี่จำนวนมากจากน้ำตาลและครีมเทียม และจากอาหารอุตสาหกรรมเช่นคุ้กกี้ มื้อต่อๆไปแคลอรี่เกือบทั้งหมดมาจากน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร เพราะอาหารที่เราทานเป็นการปรุงด้วยวิธีทอดหรือผัดเป็นส่วนใหญ่ แคลอรี่อีกส่วนหนึ่งมาจากน้ำหวานน้ำอัดลมซึ่งไม่ได้ให้คุณค่าอย่างอื่นนอกจากให้แคลอรี่ซึ่งเรามีเกินอยู่แล้ว ขณะที่ผลไม้ หรือผัก หรือแม้กระทั่งเนื้อต่างๆที่ไม่ได้นำไปทอดนั้น ไม่ได้ให้แคลอรี่แก่เรามากมายเลย ดังนั้นเราก็พอจะกำหนดล่วงหน้าได้คร่าวๆแล้วว่าหากจะลดแคลอรี่ลง เราอาจใช้วิธีเลิกใช้ครีมเทียม เลิกใช้น้ำตาล และเปลี่ยนเมนูอาหารใหม่ที่เลี่ยงการผัดและทอด นอกจากจะเปลี่ยนเมนูแล้ว ความที่แคลอรี่เกินไปเยอะมาก เราอาจจะต้องตัดปริมาณอาหารที่ไม่ใช่โปรตีนและผักผลไม้ลงไปอีก เช่นอาจจะต้องเลิกทานข้าวในมื้อเย็น เป็นต้น

อนึ่ง ในการตรวจแหล่งที่มาของแคลอรี่นี้ มีแหล่งพลังงานสองชนิดที่ต้องจ้องลดลงเป็นพิเศษ คือ
(1) เครื่องดื่มใส่น้ำตาลทั้งหลาย รวมทั้งน้ำอัดลม น้ำผลไม้ใส่น้ำตาล ชาเขียวใส่น้ำตาล กาแฟเย็น เป็นต้น เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ให้แต่พลังงานโดยไให้คุณค่าอื่นเช่นวิตามินและเกลือแร่น้อยมาก
(2) ไขมันผง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า solid fat หรือ trans fat อันเป็นไขมันที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเช่น ครีมเทียม เค้ก คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบ ทั้งหลาย พวก trans fat นี้นอกจากจะให้แคลอรี่ส่วนเกินมามากๆแล้วยังเป็นตัวเพิ่มไขมันเลว (LDL) ในเลือดทำให้เราเสี่ยงต่อโรคหัวใจหลอดเลือดมากขึ้นด้วย

2. นับจำนวนผักผลไม้ ทั้งวันเราทานฝรั่งไปเทียบได้หนึ่งเสริฟวิ่ง และทานผักไปนิดเดียวเทียบได้ไม่ถึงครึ่งจานครึ่งหรือครึ่งเสริฟวิ่ง ยังต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรได้คือ 5 เสริฟวิ่งอยู่มาก ดังนั้นแผนอาหารใหม่ของเราต้องมีผักและผลไม้เพิ่มขึ้นอีกสักสามเท่าตัว

3. นับโปรตีน ทั้งวันโปรตีนจากสัตว์ที่เราได้คือเราได้ไข่จากข้าวผัดไปหนึ่งฟอง หนักราว 70 กรัมซึ่งให้โปรตีน 12% หรือ 8 กรัม ได้หมูจากข้าวผัดประมาณ 30 กรัม ซึ่งให้โปรตีน 20% หรือ 6 กรัม ได้ไก่จากผัดกะเพราประมาณ 30 กรัมซึ่งให้โปรตีนประมาณ 6 กรัมเช่นกัน เราทานข้าว 300 กรัม ได้โปรตีน 3% หรือ 9 กรัม ที่เหลือเป็นโปรตีนจากพืชอื่นๆเช่นเผือกในขนม รวมทั้งหมดประมาณ 3 กรัม รวมโปรตีนที่ได้ทั้งวันคือ 32 กรัม ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยเกินไปไม่มากเกินไป ดังนั้นในแผนอาหารใหม่ของเราก็ไม่ต้องจงใจเพิ่มหรือลดโปรตีนให้มากเป็นพิเศษแต่อย่างใด

4. นับโซเดียมที่เราได้รับ เนื่องจากการนับโซเดียมอย่างละเอียดทำได้วิธีเดียวคือคำนวณจากตารางวิเคราะห์ซึ่งในทางปฏิบัติทำยาก วิธีที่พอปฏิบ้ติได้คือการเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม และเลิกนิสัยการเติมน้ำปลาพริกของเราเสีย

ขั้นที่ 5. กำหนดอาหารสำหรับตนเองขึ้นมา

การกำหนดอาหารก็คือการจัดทำเมนูอาหารของเราขึ้นมาเสียใหม่ ซึ่งก็จะมีหน้าตาคล้ายๆกับไดอารี่บันทึกอาหารที่เราทำไปแล้วนั่นแหละ เพียงแต่ว่ารายละเอียดของอาหารที่เราตั้งใจจะรับประทานเปลี่ยนไป โดยเอาหลักสี่ประการข้างต้นเข้าไปครอบ ตัวอย่างเช่น

แผนกำหนดอาหารใหม่ของนส.สุดสวย

วันที่ 2 พย. 53

เวลา รายการอาหาร
8.00 กาแฟ ไม่ใส่อะไรเลย ได้แคลอรี่ = 3
8.00 แอปเปิล 1 ลูก 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 53
10.00 กาแฟ ได้แคลอรี่ = 3
10.00 กล้วยหอม 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 140
12.00 ส้มตำ 200 กรัม ได้แคลอรี่ = 54
ไก่ย่างชิ้นโต 2 ชิ้น 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 150
ข้าวเหนียว 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 145
12.00 มะละกอและแตงโมหั่น 200 กรัม ได้แคลอรี่ = 20
16.00 ฝรั่งสับหนึ่งลูก 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 50
18.00 ข้าวสวย 1 ทัพพี 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 140
แกงผักกาดจอ 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 56
ไข่ตุ๋น 2 ฟอง 150 กรัม ได้แคลอรี่ = 320
มะละกอหั่นจานเล็ก 100 กรัม ได้แคลอรี่ = 53

รวมทั้งวัน ได้แคลอรี่ = 1,187

ข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ในชีวิตจริงผู้ลดน้ำหนักต้องลองลงมือกำหนดอาหารของตัวเองดูก่อน ถูกๆผิดๆไม่เป็นไร จากนั้นจึงค่อยๆศึกษาเพิ่มเติม เรียนรู้แล้วบันทึกไว้ ขยันชั่งตวง ขยันอ่านฉลากอาหาร ขยันเปรียบเทียบ หัดปรุงอาหารเองให้มากที่สุด หัดเลือกซื้ออาหารแทนการสั่งอาหารแบบเอาง่ายเข้าว่า พัฒนาเมนูไปทุกวัน จนสามารถสรุปเป็นตารางกำหนดอาหารที่ลงตัวและสอดคล้องกับหลักสี่ประการข้างต้น ที่เอาไว้ใช้กับตัวเองได้

ตารางผนวก: ผลวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย

กองโภชนาการ กรมอนามัย ได้วิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทยไว้แล้วอย่างครอบคลุม ผมได้คัดเอาเฉพาะอาหารที่ทานกันบ่อยมาแสดงไว้ท้ายนี้ อนึ่ง ในตารางของกองโภชนาการนี้ต้องอ้างอิงจากปริมาณอาหาร 100 กรัมของส่วนที่กินได้เสมอ เช่น ตารางบอกว่าเส้นใหญ่ผัดซีอิ้วให้ 195 แคลอรี่หมายถึงจากเส้นใหญ่ผัดซีอิ้วหนัก 100 กรัม ถ้าทั้งจานซึ่งหนัก 320 กรัมก็จะได้ 624 แคลอรี่ เป็นต้น

กลุ่มที่ 1. ธัญพืชและผลิตภัณฑ์จากธัญญพืช (Cereals and products)

เลขที่ ชื่ออาหาร(ปริมาณ 100 กรัม)
01002 ก๋วยเตี๋ยว, เส้นเล็ก, เฉพาะเส้นสด, ยังไม่ได้ใส่น้ำ ให้แคลอรี่ = 220
01004 ขนมจีน,แป้งสด สุกแล้ว ให้แคลอรี่ = 90
01006 ขนมปังปอนด์ ให้แคลอรี่ = 329
01012 ข้าวสวย (หุง หรือนึ่งแล้ว) ให้แคลอรี่ = 141
01022 ข้าวโพด(เหลือง),ต้มสุก ให้แคลอรี่ = 117
01034 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพร้อมเครื่องปรุง, รสหมู, ยังไม่ได้ใส่น้ำ ให้แคลอรี่ = 454
01038 เส้นหมี่เกษตรผสมถั่ว, ยังไม่ใส่น้ำ ให้แคลอรี่ = 367


กลุ่มที่ 2. รากและหัวของพืชและผลิตภัณฑ์ (Starchy roots, tubes and products)

เลขที่ ชื่ออาหาร (100 กรัม)
Kcal หมายเหตุ
02002 เผือก ให้แคลอรี่ = 117
02003 มันแกว ให้แคลอรี่ = 37
02007 มันเทศ ให้แคลอรี่ = 97
02008 มันฝรั่ง ให้แคลอรี่ = 73
02009 มันสำปะหลัง ให้แคลอรี่ = 137
02010 แป้งมันสำปะหลังแห้ง ให้แคลอรี่ = 351
02014 หัวผักกาด,(ไชเท้า),สด ให้แคลอรี่ = 22

กลุ่มที่ 3. ผลไม้เปลือกแข็ง พืชเมล็ด ถั่วเมล็ดแห้ง และผลิตภัณฑ์

เลขที่ ชื่ออาหาร (100 กรัม)
03005 งาขาว, คั่ว ให้แคลอรี่ = 697
03010 งาดำ, คั่ว ให้แคลอรี่ = 625
03011 เต้าเจี้ยว,ขาว ให้แคลอรี่ = 126
03012 เต้าหู้ขาว,อ่อน ให้แคลอรี่ = 46
03013 เต้าหู้เหลือง ให้แคลอรี่ = 150
03014 เต้าหู้ทอด,เต้าหู้พอง ให้แคลอรี่ = 354
03018 ถั่วเขียว, ดิบ ให้แคลอรี่ = 347
03067 วุ้นเส้น แห้ง (จากถั่วเขียว) ให้แคลอรี่ = 337
03021 ถั่วแดง,ดิบ ให้แคลอรี่ = 332
03024 ถั่วดำ, ดิบ ให้แคลอรี่ = 357
03041 ถั่วลิสง, ดิบ ให้แคลอรี่ = 538
03047 ถั่วเหลือง, ดิบ ให้แคลอรี่ = 430
03048 นมถั่วเหลือง ให้แคลอรี่ = 72
03049 แปะก๊วย,เมล็ด,ไม่มีเปลือก ให้แคลอรี่ = 191
03050 มะพร้าวขูด ให้แคลอรี่ = 326
03052 เนื้อมะพร้าวอ่อน ให้แคลอรี่ = 73
03057 เมล็ดถั่วพู, ลวก, ปอกเปลือก ให้แคลอรี่ =309
03062 เมล็ดมะม่วงหิมพานต์, ดิบ ให้แคลอรี่ = 600
03064 ลูกเดือย, ดิบ ให้แคลอรี่ = 372

กลุ่มที่ 4. ผักและผลิตภัณฑ์จากผัก

เลขที่ ชื่ออาหาร (100 กรัม)
04011 กะเพราแดง,ใบ ให้แคลอรี่ = 46
04012 กะหล่ำ,ดอก ให้แคลอรี่ = 13
04013 กะหล่ำปลี ให้แคลอรี่ = 16
04018 ข้าวโพดอ่อน ให้แคลอรี่ = 33
04022 ขิงแก่ ให้แคลอรี่ = 28
04030 แครอท ให้แคลอรี่ = 42
04050 ตำลึง,ใบ,ยอดอ่อน ให้แคลอรี่ = 39
04052 แตงกวา ให้แคลอรี่ = 15
04057 ถั่วงอก ให้แคลอรี่ = 39
04060 ถั่วฝักยาว ให้แคลอรี่ = 39
04062 ถั่วพู, ฝักอ่อน ให้แคลอรี่ = 23
04070 ผลน้ำเต้า ให้แคลอรี่ = 17
04075 บร็อคโคลี่ ให้แคลอรี่ = 33
04076 บวบงู ให้แคลอรี่ = 16
040977 ผักกาดขาว ให้แคลอรี่ = 11
04111 ผักคะน้า ให้แคลอรี่ = 31
04125 ผักบุ้งขาว ให้แคลอรี่ = 27
113 พริกหนุ่ม ให้แคลอรี่ = 11
114 พริกหยวก ให้แคลอรี่ = 27
116 พริกหวาน, พริกยักษ์ ให้แคลอรี่ = 55
119 ฟักทอง เนื้อ ให้แคลอรี่ = 124
131 มะเขือเทศ ให้แคลอรี่ = 22
143 มะละกอดิบ ผลยาว ให้แคลอรี่ = 13
162 หน่อไม้ไผ่ตง ให้แคลอรี่ = 27
172 เห็ดฟาง (เห็ดบัว) ให้แคลอรี่ = 43

กลุ่มที่ 5. ผลไม้และผลิตภัณฑ์จากผลไม้

เลขที่ ชื่ออาหาร (100 กรัม)
05004 กล้วยหอม ให้แคลอรี่ = 132
05006 ขนุนละมุด ให้แคลอรี่ = 117
05008 เงาะโรงเรียน ให้แคลอรี่ = 76
05014 ชมพู่เมืองเพชร ให้แคลอรี่ = 28
05017 แตงไทย, สุก ให้แคลอรี่ = 13
05018 แตงโม, สุก ให้แคลอรี่ = 8
05023 ทุเรียนหมอนทอง ให้แคลอรี่ = 163
05026 ฝรั่ง, กลมสาลี่ ให้แคลอรี่ = 43
05037 มะขามหวาน ให้แคลอรี่ = 333
05043 มะม่วงเขียวเสวย, ดิบ ให้แคลอรี่ = 61
05045 มะม่วงเขียวเสวยสุก ให้แคลอรี่ = 82
05056 มะละกอ, ดิบ ให้แคลอรี่ = 24
05057 มะละกอ, สุก ให้แคลอรี่ = 53
05060 มังคุด ให้แคลอรี่ = 82
05062 ละมุด, ไทย ให้แคลอรี่ = 93
05064 ลางสาด ให้แคลอรี่ = 67
05066 ลำใย, กะโหลก ให้แคลอรี่ = 77
05068 ลิ้นจี่ ให้แคลอรี่ = 57
05074 ส้ม, เขียวหวาน ให้แคลอรี่ = 42
05075 ส้มโอ, ทองดี ให้แคลอรี่ = 44
แอปเปิล ให้แคลอรี่ = 53

กลุ่มที่ 6. เนื้อสัตว์

เลขที่ ชื่ออาหาร(100 กรัม)
06001 เนื้อไก่สด ให้แคลอรี่ = 165
06017 แคบหมู] (มีมัน) ให้แคลอรี่ = 626
06021 เนื้อวัวสด ให้แคลอรี่ = 134
06023 เนื้อวัวติดมันทอด ให้แคลอรี่ = 412
06030 เนื้อหมูสด ให้แคลอรี่ = 108
06032 มันหมูสด ให้แคลอรี่ = 714
06033 เลือดหมูสุก ให้แคลอรี่ = 36
06039 ไส้กรอกหมู, ทอด ให้แคลอรี่ = 409

กลุ่มที่ 7. อาหารทะเล

เลขที่ ชื่ออาหาร (100 กรัม)
07002 กุ้งกุลาดำ, เนื้อกุ้ง ให้แคลอรี่ = 92
07006 กุ้งฝอย, สด ให้แคลอรี่ = 88
07012 ปลากระบอก ให้แคลอรี่ = 98
07015 ปลาช่อน ให้แคลอรี่ = 122
07017 ปลาดุก ให้แคลอรี่ = 114
07023 ปลาทู, สด ให้แคลอรี่ = 140
07024 ปลาทูน่า, สด ให้แคลอรี่ = 110
07025 ปลาทูน่า, ในน้ำมัน ให้แคลอรี่ = 218
07063 หอยแมลงภู่ ให้แคลอรี่ = 53


กลุ่มที่ 8. ไข่


เลขที่ ชื่ออาหาร (100 กรัม)
08001 ไข่ไก่รวมไข่แดงไข่ขาว 100 กรัม ให้แคลอรี่ =160 (หนึ่งฟองหนัก 70 กรัม)
08005 ไข่เป็ดรวมไข่แดงไข่ขาว 100 กรัม ให้แคลอรี่ =186 (หนึ่งฟองหนัก 75 กรัม)


กลุ่มที่ 9. นมและผลิตภัณฑ์

เลขที่ ชื่ออาหาร (100 กรัม)
09003 นมข้นหวาน,คืนรูป ให้แคลอรี่ = 324
09006* นมเปรี้ยว,ยาคูลท์ ให้แคลอรี่ = 54
09022* นมสด,ยูเอชที ให้แคลอรี่ = 65
09023* นมสด,ยูเอชที,รสหวาน ให้แคลอรี่ = 69
09024* นมสด,พร่องมันเนย,,ยูเอชที ให้แคลอรี่ = 42
09028 เนย, ชนิดเค็ม Butter, salted ให้แคลอรี่ = 764
09029 เนยแข็ง, เชดาร์ ให้แคลอรี่ = 340
09030 โยเกิร์ต (yogert cream)ให้แคลอรี่ = 107


กลุ่มที่ 11. อาหารปรุงสำเร็จและอาหารจานเดียว

เลขที่ ชื่ออาหาร(100 กรัม)
11001 กระเพราะปลา, ปรุงสำเร็จ 100 กรัม ให้แคลอรี่ = 83 Z(1 ถ้วย = 200 กรัม)
11006 ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก, หมู, ตับ, แห้ง 100 กรัมให้แคลอรี่ = 227 (1 จาน = 230 กรัม)
11004 ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย, ใส่ไข่ 100 กรัมให้แคลอรี่ = 239 (1 จาน = 250 กรัม)
11010 ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่, ราดหน้าหมู 100 กรัมให้แคลอรี่ = 113 (1 จาน = 310 กรัม)
11011 ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่, ผัดซีอิ้วใส่ไข่ 100 กรัมให้แคลอรี่ = 195 (1 จาน = 320 กรัม)
11017 แกงเขียวหวานหมู 100 กรัมให้แคลอรี่ = 93
11022 แกงผักกาดจอ, ภาคเหนือ 100 กรัมให้แคลอรี่ = 56
11025 แกงมัสมั่นเนื้อ 100 กรัมให้แคลอรี่ = 252
11026 แกงส้มผักรวมกับปลา 100 กรัมให้แคลอรี่ = 24
11034 แกงอ่อมปลา 100 กรัมให้แคลอรี่ = 53
11035 แกงฮังเล 100 กรัมให้แคลอรี่ = 221
11037 ขนมจีนซาวน้ำ, ภาคกลาง 100 กรัมให้แคลอรี่ = 120
11038 ขนมจีนน้ำเงี้ยว, ผักรวม 100 กรัมให้แคลอรี่ = 84
11049 ข้าวคลุกกะปิ 100 กรัมให้แคลอรี่ = 209 (1 จาน = 300 กรัม)
11051 ข้าวผัดหมู, ใส่ไข่ 100 กรัมให้แคลอรี่ = 178 (1 จาน = 300 กรัม)
11052 ข้าวมันไก่ 100 กรัมให้แคลอรี่ = 199 (1 จาน = 300 กรัม)
11056 ข้าวราดหน้าไก่ผัดใบกระเพรา 100 กรัมให้แคลอรี่ = 191 (1 จาน = 300 กรัม)
11057 ข้าวหมกไก่ 100 กรัมให้แคลอรี่ = 158 (1 จาน = 300 กรัม)
11058 ข้าวหมูแดง 100 กรัมให้แคลอรี่ = 169 (1 จาน = 300 กรัม)
11081 ส้มตำ, อีสาน 100 กรัมให้แคลอรี่ = 28


กลุ่มที่ 12. ขนมหวาน

เลขที่ ชื่ออาหาร (100 กรัม)
12001 กล้วยไข่, เชื่อม ให้แคลอรี่ = 241
12002 กล้วยแขก ให้แคลอรี่ = 326
12005 ขนมชั้น ให้แคลอรี่ = 276
12007 ขนมลูกชุบ ให้แคลอรี่ =284
12013 ข้าวเกรียบกุ้งฮานามิ ให้แคลอรี่ = 490
12014 ข้าวเหนียวมูล ให้แคลอรี่ = 285
12015 ซ่าหริ่ม ให้แคลอรี่ = 162
12017 ทองหยอด ให้แคลอรี่ = 340
12018 ทองหยิบ ให้แคลอรี่ = 393
12019 บัวลอยเผือก ให้แคลอรี่ = 152
12023 ลอดช่องน้ำกะทิ ให้แคลอรี่ = 133
12024 วุ้นกะทิใบเตย ให้แคลอรี่ = 133
12025 สังขยา, ไข่ ให้แคลอรี่ = 177

องค์ประกอบที่ 2.ของการลดความอ้วน: การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายมาตรฐานสำหรับคนทั่วไป

วิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน และสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (ACSM / AHA) ได้ร่วมกันจัดรวมรวมหลักฐานวิทยาศาสตร์มาทำเป็นคำแนะนำการออกกำลังกายสำหรับคนอายุ 18-65 ปี ดังนี้

1. เพื่อให้มีสุขภาพดี แนะนำให้มีไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟ มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

2. แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก (aerobic หรือ endurance exercise) เช่นการเดินเร็ว (brisk walk) ให้ถึงระดับหนักปานกลาง (moderate) ทราบจากหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก ร้องเพลงไม่ได้ แต่ยังพอพูดได้ หรือใช้พลัง 6 ส่วนใน 10 ส่วน อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 5 วัน หรือ ออกกำลังกายระดับหนักมาก (vigorous) เช่นวิ่งจ๊อกกิ้ง จนเหนื่อยมาก พูดไม่ได้ หรือใช้พลัง 7-8 ส่วนใน 10 ส่วน วันละอย่างน้อย 20 นาที สัปดาห์ละ อย่างน้อย 3 วัน หรืออาจควบการออกกำลังกายสองระดับความหนักเข้าด้วยกันเช่นอย่างละสองวันก็ได้

3. การออกกำลังกายข้างต้นไม่นับรวมกิจกรรมระดับเบาๆประจำวัน เช่นอาบน้ำ ล้างจาน ทำงานนั่งโต๊ะ หรือกิจกรรมที่ทำจบในระยะสั้นกว่า 10 นาทีเช่นเทขยะ เดินจากที่จอดรถไปห้องทำงาน

4. การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเช่นการเดินเร็ว ให้ถึงระดับหนักปานกลางซึ่งทราบได้จากหัวใจเต้นเร็วขึ้น อาจทำเป็นช่วงสั้น (short bouts) ครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 นาที หลายๆครั้ง แล้วนับรวมกันได้

5. นอกเหนือไปจากการออกกำลังกายข้างต้น แนะนำให้ออกกำลังกายแบบสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (muscle strengthening) ควบเข้าไปอีกสัปดาห์ละ 2 วันที่ไม่ต่อเนื่องกัน โดยแต่ละวันออก 10 ท่า แต่ละท่าให้ทำซ้ำ 12 ครั้ง แต่ละท่าต้องมีการใช้กล้ามเนื้อกลุ่มหลักๆ โดยให้ใช้น้ำหนักต้านสูงสุดเท่าที่จะทำซ้ำได้อย่างมาก 8-12 ครั้งก็ล้า ตัวอย่างของการออกกำลังกายแบบสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเช่นการยกน้ำหนัก การขึ้นบันได การทำกายบริหารเช่น sit up วิดพื้น เป็นต้น

6. เนื่องจากการออกกำลังกายยิ่งทำมากยิ่งได้ประโยชน์ (dose response) ผู้ที่หวังให้ร่างกายมีความฟิต ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง หรือป้องกันการเพิ่มน้ำหนัก หรือต้องการลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายให้มากกว่าปริมาณพื้นฐานที่แนะนำไว้นี้

7. ในกรณีอายุมมากกว่า 65 ปี แนะนำให้ออกกำลังกายเหมือนคนอายุ 18-65 ปี นั่นแหละ แต่เพิ่มการออกกำลังกายเพื่อธำรงความยืดหยุ่น (flexibility) และเสริมการทรงตัว เพิ่มขึ้นไปจากการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องและแบบฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ

การกำหนดขนาด (dose) ของการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายมีสามองค์ประกอบ คือระดับความหนัก (intensity) ความยาวนานที่ออกแต่ละครั้ง (duration) และความถี่หรือจำนวนครั้งที่ออกในแต่ละสัปดาห์ (frequency)
ความหนักของการออกกำลังกาย (intensity) วัดได้จากปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ไปขณะออกกำลังกาย ว่าใช้พลังงานไปเป็นกี่เท่าของพลังงานที่ร่างกายใช้ขณะพัก (Metabolic equivalent หรือ MET อ่านออกเสียงว่า “เม็ท”) ดังนั้น MET จึงเป็นหน่วยนับความหนักของการออกกำลังกาย ตัวอย่างของความหนักของการออกกำลังกายชนิดต่างๆ ได้แก่

กลุ่มที่ 1. การออกกำลังกายระดับเบา (ไม่เกิน 3.0 METs) เช่น เดินไปเดินมาที่บ้าน หรือที่ทำงาน ยืนทำงาน เช่นปูเตียง ล้างจาน รีดผ้า ปรุงอาหาร เล่นเครื่องดนตรี เล่นบิลเลียด ปาเป้า

กลุ่มที่ 2. การออกกำลังกายระดับหนักปานกลาง (3.0 – 6.0 METs) เช่น เดินด้วยความเร็ว 3 ไมล์หรือ 4.8 กม. ต่อชั่วโมง (3.3 METs) เดินเร็วมาก เดินเร็วมาก 4 ไมล์หรือ 6.4 กม. ต่อชั่วโมง (5.0 METs) ขัดหน้าต่าง ล้างรถ ถูพื้น ตัดหญ้า เต้นบอยรูมจังหวะช้า ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

กลุ่มที่ 3. การออกกำลังกายระดับหนักมาก (>6.0 METs) เช่น เดินเร็วที่สุด 4.5 ไมล์หรือ 7.2 กม.ต่อชั่วโมง (6.3 METs)
เดินป่า ปีนเขา แบกเป้ จ๊อกกิ้ง 5 ไมล์หรือ 8 กม.ต่อชั่วโมง ปั่นจักรยานเร็ว แข่งกีฬา (8.0 METs)

เมื่อเอาค่า METs ตามความหนักของการออกกำลังกาย คูณด้วยความยาวนานเป็นนาทีที่ใช้ในการออกกำลังกายแต่ละครั้ง แล้วคูณด้วยความถี่ของจำนวนครั้งในสัปดาห์ ค่าที่ได้เรียกว่า MET-min/week ซึ่งเป็นตัวบอกจำนวนพลังงานทั้งหมดที่ใช้ไปในการออกกำลังกายต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ทุกคนควรออกกำลังกายให้ได้ 450 – 750 MET-min/week เป็นอย่างต่ำ แต่คนที่จะลดน้ำหนัก ต้องออกกำลังกายมากกว่าระดับนี้อีก 2-3 เท่า

การออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (Aerobic exercise)

การออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง หรือแบบแอโรบิก หรือแบบคาร์ดิโอ หมายถึงการออกกำลังกายที่ลักษณะจำเพาะสองอย่างคือ

1. มีการออกแรงเนื่องกันไปไม่มีหยุด ความต่อเนื่องอย่างต่ำที่สุดคือแบบที่เรียกว่า short bout หรือแป๊บเดียว ต้องได้ 10 นาที เป็นอย่างน้อย แต่การออกกำลังกายแบบต่อเนื่องที่เป็นมารตรฐานแนะนำว่าควรมีความต่อเนื่อง 30 นาทีขึ้นไป

2. มีความหนักพอควร (moderate intensity) ซึ่งนิยามว่าหนักพอควรนี้คือต้องถึงขั้นเหนื่อยจนร้องเพลงไม่ได้ แต่ยังพอพูดได้ นั่นหมายความว่าต้องมีอาการหัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้นจนรู้สึกได้ชัดเจน ในระดับความหนักเท่านี้กล้ามเนื้อจะมีการเผาผลาญพลังงานแบบใช้ออกซิเจน จึงเป็นที่มาของคำว่าแอโรบิก ซึ่งหมายถึงการใช้ออกซิเจน

ตัวอย่างของการออกกำลังกายแบบนี้ก็เช่นการเดินเร็ว (brisk walk) การวิ่งเหยาะๆ (jogging) วิ่งบนสายพาน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ทั้งแบบอยู่กับที่และแบบจักรยานบนถนน การเต้นรำ การเล่นกีฬาต่างเช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล แบดมินตัน เทนนิสแบบน็อคโดยไม่แข่งขัน เป็นต้น สำหรับผู้อยู่ในที่ทำงาน การเดินขึ้นลงบันไดหลายๆชั้น โดยใช้เวลาสัก 10 นาที (เดินขึ้นได้ยี่สิบชั้นพอดีถ้าเดินช้าๆ) ก็เป็นวิธีออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ดี กล้ามเนื้อที่ใช้ออกกำลังกายแบบแอโรบิกนี้จะเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อไหนก็ได้ไม่เจาะจง แต่ก็ควรให้กล้ามเนื้อหลักๆขนาดใหญ่เช่นกล้ามเนื้อขาได้ออกแรงด้วยเสมอ

ประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกคือนอกจากจะเป็นการเผาผลาญแคลอรี่ที่ดีสำหรับผู้จะลดน้ำหนักแล้ว ยังเป็นการฝึกระบบหัวใจและหลอดเลือดให้ได้ทำงาน ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดดี ทำให้หัวใจแข็งแรง

การออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (strength training)

การออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรง (Strength Training) คือชนิดของการออกกำลังกายที่มุ่งเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแร็งของกล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆของร่างกาย เรียกง่ายๆว่าคือการ “เล่นกล้าม” นั่นเอง มีหลักพื้นฐานว่าต้องให้กล้ามเนื้อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทีละกลุ่ม (specificity) ได้ออกแรงหนักๆ (overload) ซ้ำๆๆ (repetition) จนเปลี้ยหมดแรงไปเลย แล้วก็ให้พักอย่างน้อยสักวันหนึ่งพอให้ฟื้นตัว (recovery) ครั้งต่อไปก็พยายามให้กล้ามเนื้อนั้นได้ออกแรงเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก (progression) การฝึกความแข็งแรงนี้อาจใช้อุปกรณ์ช่วย เช่นดัมเบล สปริงยืด มีการออกแบบท่า (set) สำหรับแต่ละกลุ่มกล้ามเนื้อ ในการออกแรงต้องเป็นการเคลื่อนไหวแบบหนักแต่ช้าๆ เพื่อให้ตัวกล้ามเนื้อได้ออกแรงเต็มๆไม่ใช่อาศัยแรงเฉื่อยของการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์ (no momentum) โดยการขยับแต่ละครั้งมุ่งเคลื่อนไหวไปจนสุดพิสัยการเคลื่อนไหวปกติของกล้ามเนื้อนั้น (full range of motion) ขณะที่ทำก็มีการผ่อนลมหายใจเข้าออกโดยไม่กลั้นหายใจ (no breath holding) และพยายามให้ท่าร่างขณะทำอยู่ในท่าที่ร่างกายได้ยืดอกผายไหล่ผึ่งหลังตรงพุงยุบไว้ให้มากที่สุด (posturing)

ในการเล่นกล้ามควรเริ่มต้นฝึกจากผู้เคยทำหรือจากภาพหรือวิดิโอตัวอย่าง นิยมกำหนดท่าเพื่อฝึกกล้ามเนื้อใหญ่ๆไปทีละกลุ่มรวม 8 กลุ่ม คือ

1. กล้ามเนื้อหน้าอก (Chest) ด้วยท่าเช่นนอนหงายยกหรือเหวี่ยงดัมเบล ดึงสปริงยืด วิดพื้น เป็นต้น

2. กล้ามเนื้อหลัง (Back) ด้วยท่าเช่นนอนคว่ำผงกหัวและเท้าให้หลังแอ่น กรรเชียงเรือ พายเรือ ยืดสปริงที่ถือไว้ข้างหลัง นอนหงายดึงดัมเบลขึ้นจากข้างหลัง เป็นต้น

3. กล้ามเนื้อไหล่ (Shoulder) ด้วยท่าเช่น ยกชูดัมเบลขึ้นเหนือศีรษะ ถือดัมเบลแล้วกางมืออ้าหุบ หมุนไหลโดยใช้สปริงยืด

4. กล้ามเนื้อหน้าแขน (Biceps) ด้วยท่าเช่นยกดัมเบลพร้อมกับงอศอก ดึงสายยืดพร้อมกับงอศอก

5. กล้ามเนื้อหลังแขน (Triceps) ด้วยท่าเช่นดึงสปริงขึ้นเหนือศีรษะจากข้างหลัง น้าวศรยิงธนู โน้มตัวไปข้างหน้าพร้อมกับชูดัมเบลไปข้างหลัง เป็นต้น

6. กล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) ด้วยท่าเช่นค่อยๆนั่งยองๆแล้วค่อยๆลุก หรือท่านั่งเหยียดขาตีน้ำ เป็นต้น

7. กล้ามเนื้อหลังขา (Hamstring) ด้วยท่าเช่นนอนหงายชันเข่าแล้วกระดกก้นพ้นพื้น (hamstring curl) เป็นต้น

8. กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Abs) ด้วยท่าเช่น ท่า sit up ท่านอนหงายผงกศีรษะ นอนหงายเหยียดเท้าแล้วยกขึ้น เป็นต้น

งานวิจัยพบว่าการเล่นกล้ามช่วยลดน้ำหนักและลดพุง ลดไขมัน ได้มาก เนื่องจากมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ในร่างกาย ช่วยป้องกันและรักษาโรคเบาหวานเนื่องจากกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญกลูโคสได้มากขึ้น ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนเนื่องจากการเล่นกล้ามก่อแรงกระทำต่อกระดูก เป็นการกระตุ้นให้มีการเสริมแคลเซี่ยมให้กระดูก นอกจากนี้ผลพลอยได้คือทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ทรงตัวได้ง่าย รับแรงแทนข้อได้ทำให้ปวดข้อน้อยลง สามารถทำกิจกรรมที่เพิ่มคุณภาพชีวิตเช่น เดินป่า ปีนเขา เล่นสกี ได้

องค์ประกอบที่ 3.ของการลดความอ้วน: องค์ประกอบด้านจิตใจ

องค์ประกอบด้านจิตใจของการลดน้ำหนักมีสองอย่างคือ (
1) ความอยากทำอย่างแน่วแน่ หรือ motivation และ

2) วินัยต่อตนเอง หรือ self discipline

ความอยากทำอย่างแน่วแน่ (motivation) เกิดสองอย่างคือ

(1) มีความเชื่อ กล่าวคือเชื่อว่าความอ้วนมีผลเสียต่อสุขภาพ เชื่อว่าการลดน้ำหนักทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้น ทั้งนี้ผู้ลดน้ำหนักต้องถามตนเองว่ามีความเชื่อในประเด็นทั้งสองนี้เพียงใด หากยังไม่มีความเชื่อ ต้องศึกษาหลักฐานเชิงประจักษ์และข้อมูลความจริงต่างๆให้ตัวเองเกิดความเชื่อในประเด็นทั้งสองอย่างแท้จริงก่อน

(2) มีความอยากได้ผลลัพธ์บั้นปลายของการลดน้ำหนัก นอกเหนือจากความอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากมีอายุยืนแล้ว อาจะเป็นความอยากได้เฉพาะบุคคล เช่นอยากไปเล่นกีฬาปีนเขา อยากเดินทางท่องเที่ยวรอบโลกด้วยจักรยาน อยากเป็นนักร้องนักแสดง อยากเป็นคนที่ทำอะไรสำเร็จด้วยตนเอง เป็นต้น

วินัยต่อตนเอง หรือ self discipline

มักเป็นผลจากการเลี้ยงดูหรือฝึกอบรมมาในอดีตอันยาวนาน ผู้ได้รับการเลี้ยงดูมาภายใต้กรอบของระเบียบวินัยของครอบครัวหรือของสังคมที่เคร่งครัด มีแนวโน้มจะสร้างวินัยต่อตนเองได้ง่ายกว่าผู้ที่ถูกตามใจหมดทุกเรื่องโดยไม่เคยถูกบังคับอะไรเลย อย่างไรก็ตาม การสร้างวินัยต่อตนเองเป็นสิ่งที่เริ่มต้นสร้างขึ้นได้ใหม่สำหรับคนทุกวัย โดยมีประเด็นสำคัญสองประเด็นดังนี้

(1) ความสามารถระลึกได้ (recall) ว่าเมื่อตะกี้นี้ใจเราคิดอะไรอยู่ คนที่ไม่มีวินัยต่อตนเอง ร้อยทั้งร้อยเป็นคนที่มีชีวิตอยู่โดยไม่ทราบพฤติกรรมทางจิตใจของตนเอง ณ ขณะนั้น ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ กำลังรู้สึกอะไรในใจอยู่ พฤติกรรมที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นจึงถูกกำหนดโดยสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ซึ่งเข้าไปผนวกกับความจำจากการเรียนรู้มาในอดีตโดยอัตโนมัติ แล้วสนองตอบออกไปในรูปของการคิดหรือทำโดยที่เจ้าตัว “เผลอ” คิดหรือเผลอทำไปโดยไม่มีความตั้งใจกำกับอย่างหนักแน่น หรือไม่มีความรู้ตัวอย่างหนักแน่นขณะทำ การฝึกระลึกขึ้นมาให้ได้ว่า เอ๊ะ เมื่อตะกี้ตัวเองคิดอะไรอยู่ เป็นจุดตั้งต้นให้เกิดความรู้ตัวขณะได้รับสิ่งกระตุ้นจากภายนอก และขณะสิ่งกระตุ้นนั้นเข้าไปคลุกกับการเรียนรู้ในอดีตจนกลายเป็นการสนองตอบออกไป ทำให้พฤติกรรมทางใจของตนเองมาอยู่ภายใต้การรู้เห็นของตนเองได้มากขึ้น

(2) ความรู้จักใจตัวเอง (self awareness) ณ ขณะนั้น คือการที่บุคคลรู้ถึงสภาวะจิตใจของตนเอง ณ ขณะนั้นว่าใจของตนเองกำลังเครียด หรือกำลังปลอดโปร่งโล่งสบาย หรือกำลังโกรธ หรือกำลังเผลอใจลอย ความรู้จักใจตัวเอง เมื่อประกอบเข้ากับความสามารถระลึกขึ้นได้ทันทีว่าเมื่อตะกี้นี้คิดอะไรอยู่ จะทำให้บุคคลนั้นรับรู้สิ่งเร้าที่เข้ามาทางใจได้ทันเวลา และเปลี่ยนการสนองตอบของตนเองจากที่เคยสนองตอบแบบกึ่งอัตโนมัติไปตามการเรียนรู้ในอดีต ไปเป็นการสนองตอบที่มีความรู้ตัวและความตั้งใจอย่างหนักแน่นกำกับอยู่ด้วย ทำให้บุคคลนั้นเลือกที่จะสนองตอบต่อสิ่งเร้าได้ด้วยตนเองอย่างอิสระโดยไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของการเรียนรู้ในอดีต ทำให้บุคคลนั้น “ลงมือ” ทำในสิ่งที่ควรทำได้สำเร็จ แทนที่จะ “เผลอ” ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำแล้วมาเสียใจภายหลังอยู่ร่ำไป

งานวิจัยพบว่าสิ่งที่ทำให้การลดน้ำหนักได้ผลไม่ใช่ยา แต่เป็นองค์ประกอบสามส่วนคือ (1) การปรับโภชนาการ (2) การออกกำลังกาย (3) จิตใจที่อยากทำอย่างต่อเนื่อง ในบรรดาองค์ประกอบทั้งสามส่วนนี้ องค์ประกอบด้านจิตใจเป็นส่วนที่ยากที่สุด แต่หากผู้ประสงค์ลดน้ำหนักลงทุนลงแรงฝึกฝนตนเองก็จะทำได้สำเร็จ


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

พยาธิตัวตืดขึ้นสมอง


ช่วยบอกทีครับจะทานยาหรือผ่าตัดถึงจะรักษาพยาธิขึ้นสมองได้ครับทานยามาตั้งแต่ปี47 พยาธิยังไม่หายจากสมองเลยครับ ทานยากันชักตลอด ช่วยผมหน่อยครับหมอ ลูกชายตอนนี้อายุ17 ปี
1.ตอนนี้ทานยากันชักเช้า-เย็น ปริมาณค่อนข้างมาก
2.ทานยาฆ่าพยาธิอยู่ 2 ชนิด ทานมาแล้วตั้งแต่ปี47 ทำ MAI ไปเมื่อ ต้นปี 54 ผลยังอยู่ในสมองไม่หายแสดงว่ายา 2 ตัวนี้รักษาไม่หาย ลูกชายแพ้ยา ซัลฟาครับ
3.ผมต้องการรักษาครับไม่ทราบว่าคุณหมอมีแนวทางอะไรบ้างที่จะรักษาลูกชายผมครับ เคยผ่าตัดแล้วนำออกไปประมาณ 2.5 ซ.ม แต่พยาธิยังกระจายอยู่ครับจะรักษาด้วยการทานยาตัวไหนดีครับหรือผ่าตัดด้วย เลเซอร์จะปลอดภัยไหมครับ ทาง ร.พ พญาไทมีเครื่องมือรักษาได้ไหมครับต้องการรักษาครับ

ขอบคุณครับ คุณหมอ

…………………………………………

ตอบครับ

โรคที่ลูกชายคุณเป็นทางหมอเรียกว่า neurocysticercosis หรือโรคตัวอ่อนพยาธิฝังอยู่ในระบบประสาท คำถามของคุณ เป็นเครื่องยืนยันว่าเมืองไทยนี้ อันตรายจากการบริโภคอาหารที่ไม่ปลอดภัยในสองประเด็นสำคัญยังมีอยู่ คือ

(1) การบริโภคเนื้อหมูดิบเช่นลาบ ก้อย น้ำตก หรือสุกๆดิบๆเช่นหมูส้ม หรือแหนม ซึ่งทำให้ตัวอ่อนพยาธิที่ฝั่งอยู่ในเนื้อหมูออกมาแปลงร่างเป็นพยาธิตัวตืด (T solium) ตัวแบนๆยาวๆขาวจั๊วะแบบก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ เข้าไปแขวนหัวห้อยต่องแต่งแต่เหนียวหนับอยู่ในลำไส้ แล้วสร้างปล้องต่อๆกันยาวหลายเมตร บางทีถึงสิบเมตร วนไปวนมาอยู่ในลำไส้ บรื้อว..ว แต่ละปล้องมีไข่ประมาณ 5,000 ฟอง พร้อมที่จะแพร่ไปสู่สิ่งแวดล้อมผ่านทางอุจจาระและทางมือของเจ้าของพยาธิเอง

(2) การมีอุจจาระของคน ปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ผู้คนบริโภคกันอยู่ทั่วไป และอุจจาระนั้นส่วนหนึ่งมีไข่พยาธิตัวตืดอยู่ด้วย ทั้งหมูและคนต่างก็ฮุยเลฮุยกินอึของคนเข้าไป เมื่อคนกินอึคนเข้าไป ไข่พยาธิตัวตืดนับพันก็จะแอ่นแอ๊นเข้าไปในกระแสเลือด เข้าไปฝังเป็นตัวอ่อน (cysticercus) อยู่ได้ทุกที่ที่เลือดไปถึง ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ ประสาท สมอง และลูกตา ไปได้หมด ไปอยู่ที่ไหนก็ไปก่อเรื่องที่นั่น ในกรณีของลูกชายคุณ ไปอยู่ที่เนื้อสมองก็ไปทำให้เกิดอาการชัก

ที่ผมทวนความจำเรื่องวงจรชีวิตของพยาธิตัวตืดให้ฟังนี้ไม่ใช่เพื่อก่อให้เกิดความขนพองสยองเกล้าเล่นเท่านั้น แต่เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องตระหนักว่าความสกปรกระดับเอาอึเลี้ยงสัตว์ เอาอึรดผัก และคนกินอึคน ในเมืองไทยนี้ยังมีอยู่ เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้เลี้ยงสุกร ผู้ปลูกผักขาย ผู้ปรุงอาหารขายที่ไม่ใส่ใจล้างมือ ผู้ทำอาหารสำเร็จรูปสูตรสุกๆดิบๆขายเอาใจลูกค้าโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้า และผู้บริโภคเองที่มีนิสัยชอบทานเนื้อหมูสุกๆดิบๆแบบแก้อย่างไรก็ไม่หาย จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้พยาธิตัวตืดหมดไปจากสิ่งแวดล้อมของไทยเสียที

ขอโทษครับ พล่ามไปเสียนาน มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

1.ตอนนี้ทานยากันชักเช้า-เย็น ปริมาณค่อนข้างมาก เมื่อไรจะหยุดกินยากันชักได้เสียที อันนี้คำตอบอยู่ในสายลมครับ หมายความว่าไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไรจะหยุดยากันชักได้ ต้องลุ้นกันเป็นรายๆไป หมอที่รักษาอยู่เขารู้อยู่เต็มอกว่ายาที่เขาให้นี้นานไปมันมีผลอะไรบ้าง และเขาก็พยายามลดละเลิกยาอยู่แล้ว แต่ตัวกำหนดคืออาการชักของคนไข้ เพราะปรัชญาของการใช้ยากันชักในโรคนี้คือเพื่อป้องกันอาการชักลูกเดียวเท่านั้น เราในฐานะคนไข้ก็ได้แต่รอละครับ

2.ทานยาฆ่าพยาธิอยู่ 2 ชนิด ทานมาแล้วตั้งแต่ปี47 ทำ MAI ไปเมื่อ ต้นปี 54 ผลยังอยู่ในสมองไม่หายแสดงว่ายา 2 ตัวนี้รักษาไม่หายใช่ไหม ตอบว่าใช่ครับ เพราะงานวิจัยการใช้ยาฆ่าพยาธิตัวตืดซึ่งในโลกนี้มียาเพียงสองตัว (Praziquantel กับ Albendazole) พบว่ากรณีที่ยารักษาได้ผลจำนวนซีสต์ในเนื้อสมองจะลดลงไปได้ถึง 75% งานวิจัยนี้ทำมายี่สิบกว่าปีแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีใครทำวิจัยเรื่องนี้อีกเลย อนึ่ง ผมเข้าใจว่าคุณทานยาทั้งสองตัวนี้แล้วและหยุดทานไปแล้วนะครับ เพราะยานี้เขาทานกันอย่างมากไม่เกิน 3 สัปดาห์ คงไม่ใช่ทานยาวจากปี 47 ยันปี 54 นะครับ

3. คุณหมอมีแนวทางอะไรที่จะรักษาลูกชายได้บ้างไหม ตอบว่าตอนนี้ยังไม่มีครับ เพราะ

3.1 ยาฆ่าตัวอ่อนพยาธิตัวตืด นอกจาก Praziquantel กับ Albendazole ซึ่งลูกชายคุณได้ไปแล้วนั้น เป็นยาเพียงสองตัวที่วงการแพทย์มีอยู่สำหรับโรคนี้ ยี่สิบปีที่ผ่านมาไม่มีการคิดยาใหม่ขึ้นมาเลย

3.2 การผ่าตัดโดยใช้เลเซอร์หรือ gamma knife ไม่ใช่วิธีมาตรฐานในการรักษาโรคนี้ เพราะมันเป็นวิธีที่สุ่มเสี่ยงและไม่ปลอดภัย เนื่องจากในบรรดาซีสต์เป็นร้อยที่กระจายอยู่ทั่วสมองอย่างในรูปซี.ที. ที่ผมเอาให้ดูเป็นตัวอย่างนั้น เราไม่รู้ว่าอันไหนทำให้เกิดอาการชัก นั่นประการหนึ่ง และงานวิจัยในอดีตทำให้เราทราบว่าถึงแม้จะฆ่าตัวอ่อนในซีสต์ให้ตายได้ แต่ปลอกของมันซึ่งมีแคลเซียมเกาะแล้ว ก็ยังเป็นสาเหตุให้ชักได้ นั่นอีกประการหนึ่ง

4. โดยสรุป ผมไม่มีคำตอบอะไรที่จะทำให้คุณชื่นใจได้เลย ได้แต่ปลอบว่าการศึกษาวิจัยคลื่นไฟฟ้าสมองของผู้ป่วยที่มีอาการชัก มีความก้าวหน้าค่อนข้างรวดเร็ว เป็นไปได้ในอนาคตไม่ไกลที่เราจะบอกได้อย่างแม่นยำว่าซีสต์ตัวไหนที่บริเวณไหนทำให้ชัก เมื่อบวกกับความก้าวหน้าของการผ่าตัดสมองแบบผ่านกล้องขนาดเล็กกว่าปลายนิ้วก้อย ก็เป็นไปได้ว่าวันหนึ่งเราจะมีเทคโนโลยีที่จะแก้ปัญหาชักให้ลูกชายคุณได้ ตรงนี้เป็นอะไรที่หวังได้ ไม่ใช่ความหวังลมๆแล้งๆ ส่วนพัฒนาการด้านยาฆ่าซีสต์นั้นก็ยังมีความหวังอยู่เหมือนกัน ความเชื่อเดิมที่ว่าโรคที่เป็นโรคของประเทศยากจนที่ฝรั่งเขาไม่เป็นกันอย่างโรคพยาธิตัวตืดนี้ มีโอกาสจะเกิดยาดีๆยาก เดี๋ยวนี้ก็ไม่เป็นจริงแล้ว เพราะมีเศรษฐีใจบุญอย่างบิล เกตส์ ได้ทุ่มเทเงินวิจัยให้กับโครงการกำจัดโรคในประเทศยากจนเป็นจำนวนมาก วันหนึ่ง อาจจะมียาดีที่กำจัดซีสต์ในสมองได้เกลี้ยงก็ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Sotelo J, Escobedo F, Penagos P. Albendazole vs praziquantel for therapy for neurocysticercosis. A controlled trial. Arch Neurol. May 1988;45(5):532-4.

24 มีนาคม 2554

ต้อหิน (glaucoma)

คุณหมอสันต์ที่นับถือ

ผมอายุ 30 ปี ไม่มีอาการอะไรเลย สายตาก็ไม่สั้นด้วย ไปตรวจสุขภาพตามที่บริษัทจัดให้ เขามีการตรวจตาด้วย และหมอบอกว่าผมเป็นความดันลูกตาสูง 26 มม. ซึ่งคนปกติเขาจะไม่เกิน 21 มม. และว่าผมจะเป็นต้อหินซึ่งตาบอดได้ในอนาคต จะต้องรับการรักษาเพื่อลดความดันลูกตาลง ผมตกใจมาก หาอ่านเรื่องต้อหินแต่ก็ไม่ได้ความกระจ่าง ผมอยากรู้ว่า ผมต้องใช้ยาตลอดชีวิตเพื่อลดความดันลูกตาจริงหรือไม่ จำเป็นไหม โรคต้อหินจริงๆแล้วคืออะไร เกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร และผมควรทำอย่างไรต่อไปดี และเป็นอย่างนี้จะออกกำลังกายได้ไหม

...........................................

ตอบครับ

1. โรคต้อหิน (Glaucoma) มีนิยามว่าคือภาวะมีสาเหตุอะไรไม่มีใครรู้ ไปทำให้โครงสร้างหรือการทำงานของเส้นประสาทตา (optic nerve) เสียไป ทำให้เส้นประสาทเหี่ยว (atrophy) ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น ภาวะนี้ส่วนใหญ่สามารถบรรเทาได้โดยการลดความดันในลูกตา (IOP) ลงให้มากเพียงพอ ดังนั้นโรคต้อหินหากตรวจพบเสียแต่ระยะแรกจึงมีทางป้องกันไม่ให้ก่อความเสียหายต่อการมองเห็นได้

โรคต้อหินนี้ยังมีแยกย่อยไปได้สามแบบ คือ

1.1 ถ้าเป็นต้อหินแบบที่มีการสูญเสียใยประสาทตา (optic fiber) มีความดันในลูกตาสูงแบบเรื้อรัง โดยที่โดยที่มุมของช่องลูกตาส่วนหน้ายังเปิดอยู่ เรียกว่าต้อหินชนิด primary open-angle glaucoma (POAG)
1.2 แต่ถ้าเป็นต้อหินที่มุมของช่องลูกตาส่วนหน้าปิดแล้วเป็นเหตุให้ความดันลูกตาสูงขึ้น เรียกว่าต้อหินชนิด close-angle glaucoma
1.3 อย่างไรก็ตาม ต้อหินอาจจะเกิดโดยที่ความดันในลูกตาไม่สูงก็ได้ เรียกว่า normal-tension glaucoma

ขอโทษนะครับที่จาระไนแยกย่อยให้เวียนหัว คือเป็นหมอเนี่ย มันอดไม่ได้ต้องจำแนกโรคนะครับ

2. ในทางกลับกันก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง ที่ไม่มีการเสื่อมของเส้นประสาทหรือสูญเสียการมองเห็นเลย แต่มีความดันในลูกตาสูง (ocular hypertension) อย่างกรณีของคุณนี้เป็นต้น ผู้ป่วยชนิดนี้ยังไม่ได้เป็นต้อหิน แต่จัดว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อหินในอนาคตมากกว่าคนทั่วไปที่ความดันในลูกตาปกติ กล่าวคือคนที่ความดันลูกตาสูงถึง 28 มม. มีโอกาสเกิดต้อหินมากกว่าคนความดันลูกตา 22 มม. ถึง 15 เท่า ถ้าวัดความดันลูกตาได้ 21-25 มม. จะมีความเสี่ยงเป็นต้อหินในห้าปีเท่ากับ 2.6-3% ถ้าวัดได้ 26-30 มม. มีความเสี่ยง 12-26% ถ้าวัดได้เกิน 30 มม. มีความเสียง 42%

อนึ่ง การจะทึกทักว่าใครมีความดันในลูกตาสูงนี้ ก็ต้องดูเหนือดูใต้ก่อน คือความดันในลูกตากปกติคนเราจะไม่เกิน 21 มม.ปรอท แต่วิธีวัดที่ต่างกันหรือวิธีเดียวกันแต่ทำโดยคนละหมออาจวัดได้ความดันลูกตาที่แตกต่างกันได้ 1-2 มม. ตัวความดันในลูกตาเองก็ขึ้นๆลงๆในแต่ละวันโดยช่วงขึ้นต่างจากช่วงลงได้ถึง 3-4 มม. จึงอาศัยวัดบ่อยๆจึงจะประเมินภาพรวมได้แม่นยำขึ้น

3. ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นต้อหินที่วงการแพทย์ทราบแน่แล้วได้แก่ (1) ความดันในลูกตาสูง (2) มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน (3) ชาติพันธ์ (คนอัฟริกันผิวดำเป็นมาก) (4) อายุ (คนอายุเกิน 40 ปีเป็นมาก) (5) สายตาสั้น (6) เป็นโรคเกี่ยวกับตาอยู่ก่อนเช่นต้อกระจก เบาหวานลงตา หลอดเลือดที่ตาตีบ (7) เคยได้รับบาดเจ็บ (8) ได้ยาที่เพิ่มความดันตาโดยไม่รู้ตัว เช่นยาลดความดันร่างกายบางตัว ไปเพิ่มความดันในลูกตาก็มี

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่คาดเดาแบบมั่วนิ่มกันเอาเองว่าน่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงการเป็นต้อหินแต่ยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นจริงหรือไม่ คือ ความอ้วน สูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ความเครียด ความกังวล

4. อาการของโรคต้อหิน ถ้าเป็นน้อย ไม่มีอาการ ถ้าเป็นมากแล้วจะมีอาการเช่น ปวดตา ตาแดง มองเห็นวงกลม (halos) หลากสี ปวดหัว ตามืดบอดเป็นบางส่วนบางเสี้ยว ไปจนถึงบอดสนิท เป็นต้น

5. การรักษาโรคต้อหินมีสองก๊อก

ก๊อกแรกคือการใช้ยา ทั้งหยอดทั้งกิน เพื่อมุ่งลดความดันลูกตาลง ก่อนที่ความดันลูกตาจะไปก่อความเสียหายต่อประสาทตาและการมองเห็น ยาที่ใช้ก็เป็นยาหยอดตาเป็นพื้น ซึ่งแบ่งเป็นห้ากลุ่มคือ (1) ยาเสริมอัลฟ่า (2) ยากั้นเบต้า (3) ยาขับปัสสาวะกลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors, (4) ยาหดม่านตา (5) ยากลุ่มพรอสตาแกลนดิน

ก๊อกสองคือการผ่าตัด หมายความว่าใช้ยาแล้วความดันลูกตาก็ยังขึ้นเอาๆ ก็ต้องอาศัยการผ่าตัดช่วยระบายน้ำออกจากลูกตา ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งใชเลเซอร์ ทั้งใช้มีด ทั้งไปแต่งหรือตัดเนื้อเยื่อส่วนที่เกี่ยวกับการระบายน้ำออกจากลูกตา

6. คุยมาตั้งนานยังไม่ได้ตอบคำถามของคุณเลย คุณอยากรู้ว่าคนที่ความดันในลูกตาสูงแต่ไม่มีความผิดปกติอะไรอย่างคุณนี้ ต้องใช้ยารักษาหรือไม่ ตอบว่าขึ้นอยู่กับสองปัจจัย คือ (1) ความดันในลูกตาขึ้นมากหรือขึ้นน้อย ถ้าขึ้นมากถึง 28-30 มม. มีหวังถูกหมอตาจับให้ยาทุกราย (2) มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นต้อหินหรือเปล่า ปัจจัยต่างๆในข้อ 3 ที่ผมพูดไปแล้วนะแหละ ถ้ามีปัจจัยเสี่ยง ก็มีแนวโน้มที่ควรจะได้รับยาลดความดันในลูกตา

7. ถ้าจะให้ยา ควรจะเริ่มเมื่อใด อันนี้แล้วแต่หมอตาที่คุณไปเจอจะห้าวแค่ไหนละครับ คือ (1) หมอตาบางคนความดันในลูกตาสูงปุ๊บให้ยาปั๊บ ไม่สนใจอาการเลย (2) หมอตาบางคนสูงแค่ไหนก็ไม่ให้ยา ตราบใดที่ไม่มีอาการ (3) หมอตาอีกพวกหนึ่งเดินสายกลาง คือเลือกให้ยาคนที่มีความดันในลูกตาสูงที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นต้อหิน โดยให้ก่อนที่จะเริ่มมีอาการ ซึ่งผมเห็นด้วยกับหมอตาพวกที่เดินสายกลางนี้ครับ เพราะเป้าหมายการรักษาคือลดความดันลูกตา ก่อนที่ความดันลูกตาจะไปทำให้สูญเสียของเส้นประสาทและการมองเห็น ถ้าใจเย็นไปให้ยาเอาตอนมีอาการแล้ว ก็จะเสียโอกาสรักษาผู้ป่วยอีกประมาณ 40% ที่มีการเสื่อมของประสาทตาหรือโคนประสาทตาบุ๋มไปแล้วโดยที่ยังไม่ทันมีอาการใดๆให้เห็นเลย

8. เป็นความดันในลูกตาสูงออกกำลังกายได้ไหม ตอบว่าได้ครับ ไม่เป็นอุปสรรคเลย

9. คุณควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมแนะนำว่าลองไล่เลียงดูปัจจัยเสี่ยงในข้อ 3 ว่าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอะไรอย่างอื่นนอกจากความดันในลูกตาสูงไหม ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอยู่ ก็ควรรับการรักษาเพื่อลดความดันในลูกตาตามที่หมอแนะนำก็ดีแล้ว แต่ถ้าคุณไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆเลย ก็ลองกลับไปเถียงหมอคนเดิมดูสิครับว่าคุณไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆเลย ขอใช้วิธีติดตามวัดความดันลูกตาไปเป็นระยะๆก่อนโดยไม่ต้องให้ยาไมได้หรือ ถ้าหมอเขาโอเค.ก็จบ แต่ถ้าหมอเขาไม่โอเค.และเหตุผลของเขาคุณฟังแล้วไม่หายข้องใจ ก็ลองไปเสาะหาความเห็นของหมอตาคนอื่นดูสิครับ

เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมแก่คุณ ผมขอเล่างานวิจัย OHT ซึ่งทำกับผู้ป่วยความดันในลูกตาสูงอย่างเดียวแบบคุณนี้จำนวนกว่า 1,600 คนและติดตามนานกว่า 5 ปี พบว่าหากลงมือให้ยารักษาคนที่ความดันลูกตาสูงตั้งแต่ 24 มม.ขึ้นไป โดยลดความดันลงให้ได้อย่างต่ำ 20% จะลดความเสี่ยงเป็นต้อหินใน 5 ปีจาก 10% ลงเหลือ 5% ขอมูลนี้อาจทำให้คุณยอมรับการให้ยาของหมอได้ง่ายขึ้นนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Costa VP, Jimenez-Roman J, Carrasco FG, Lupinacci A, Harris A. Twenty-four-hour ocular perfusion pressure in primary open-angle glaucoma. Br J Ophthalmol. Oct 2010;94(10):1291-4.
2. Cox JA, Mollan SP, Bankart J, et al. Efficacy of antiglaucoma fixed combination therapy versus unfixed components in reducing intraocular pressure: a systematic review. Br J Ophthalmol. Jun 2008;92(6):729-34.
3. Deokule S, Weinreb RN. Relationships among systemic blood pressure, intraocular pressure, and open-angle glaucoma. Can J Ophthalmol. Jun 2008;43(3):302-7.
4. Doughty MJ, Zaman ML. Human corneal thickness and its impact on intraocular pressure measures: a review and meta-analysis approach. Surv Ophthalmol. Mar-Apr 2000;44(5):367-408.
5. Gordon MO, Beiser JA, Brandt JD, et al. The Ocular Hypertension Treatment Study: baseline factors that predict the onset of primary open-angle glaucoma. Arch Ophthalmol. Jun 2002;120(6):714-20; discussion 829-30.

22 มีนาคม 2554

ขอชื่อยาแก้เวียนหัวบ้านหมุนดีๆไปซื้อกินเอง

คุณหมอสันต์คะ

ได้อ่านที่คุณหมอตอบเรื่องเวียนหัวบ้านหมุน ดิฉันอายุ 56 ปี ก็มีอาการแบบเดียวกัน ไปหาหมอแล้วสามครั้ง แต่ละครั้งเสียเวลามาก หมอไม่ได้บอกว่าเป็นโรคอะไร บอกแต่ว่าไม่มีอันตราย แต่ก็ให้ยามาหลายอย่าง ครั้งละประมาณ 5 อย่าง มันมากเสียจนดิฉันไม่อยากทาน อยากให้คุณหมอบอกชื่อยาแก้เวียนหัวบ้านหมุนที่ซื้อทานได้เองโดยปลอดภัยด้วยค่ะ

......................................

ตอบครับ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจชีวิตให้ถูกต้องก่อน ว่า

ประการที่ 1. การรักษาอาการเวียนหัวบ้านหมุน ไม่ว่าจะเกิดจากบ้านหมุนชั่วคราวเพราะเปลี่ยนท่าหรือที่เรียกว่าก้อนแคลเซียมในหู (BPV) หรือเกิดจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) ล้วนมีเป้าหมายเพียงเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น เพราะเราไม่รู้เหตุที่แท้จริง จึงยังไม่มียาดับเหตุ ดังนั้นอย่าไปจดจ่อกับยามาก

ประการที่ 2 ยาที่ปลอดภัยที่คุณถามหานั้น ไม่มีในโลกนี้ เมื่อถูกขึ้นทะเบียนว่าเป็นยา แสดงว่าเป็นสารมีพิษทั้งนั้น หากเป็นของดีไม่มีพิษ เขาไม่เรียกว่ายา เขาก็จะเปิดให้กินหรือสูดดมฟรีเหมือนอาหารและอากาศทั่วไป เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วจึงค่อยมาทำความรู้จักกับยาในกลุ่มนี้ ซึ่งมีอยู่ห้ากลุ่มย่อยคือ

1. ยาพื้นฐานในการบรรเทาอาการเมา วิงเวียน คือยา dimenhydrinate (dramamine) ซึ่งเป็นยาในกลุ่มยาแก้แพ้ หรือแอนตี้ฮีสตามีน เม็ดละ 50 มก. กินครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง ยานี้มีความปลอดภัยพอสมควร ไม่ติดยา แต่ทำให้ง่วง เวลาคุณไปหาหมอ หมอมักไม่จ่ายยานี้ให้คุณหรอก เพราะมันเป็นยากระจอกที่คนไข้ไปหาซื้อเอาเองได้ หากจ่ายยานี้จะทำให้หมอเสียฟอร์มหมด แต่ความจริงมันเป็นยาที่ดีมาก และผมแนะนำให้คุณซื้อทานเองได้

2. ยาในกลุ่มฮีสตามีน เช่น betahistidine (Serc) คุณอาจจะคิดว่าเอ๊ะ โรคเดียวกันทำไมเดี๋ยวรักษาด้วยแอนตี้ฮีสตามีน เดี๋ยวรักษาด้วยฮีสตามีน เออ.. วิชาแพทย์มันก็บ้าๆงี้แหละครับ คือโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ หมอก็ลองยาไปเรื่อย ยานี้นิยมกันมากในยุโรป แต่ในอเมริกาผมเข้าใจว่า FDA ยังไม่อนุมัติให้ขาย แต่เมืองไทยทั้งหมอแพทย์หมอตี๋ขายได้เสรี คุณจะลองซื้อทานดูก็ได้ครับ เม็ดละ 8 มก. เช้าเม็ดเย็นเม็ด

3. ยาในกลุ่มกดการรับรู้ของประสาทหู (vestibulosuppressant) ซึ่งก็ได้แก่ยารักษาโรคประสาทขี้กังวลทั้งหลายนั่นแหละ เช่นยา Diazepam 2 mg (Valium), Lorazepam 1 mg (Ativan), Alprazolam 1 mg (Xanax) ยากลุ่มนี้เป็นยาควบคุมพิเศษ แต่หมอตี๋ทั่วไปก็มีขาย ยากลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดการติดทางใจ คือไม่ได้ทานยาแล้วมันรู้สึกว่าขาดอะไรไป ผมไม่แนะนำให้ใช้ ถ้าจะใช้ก็อย่าใช้นานจนเป็นนิสัย เพราะมีหมอจำนวนมากที่ติดยาในกลุ่มนี้ เบิกยาไปกินที่เป็นร้อยๆเม็ด เรียกว่าหมองูตายเพราะงู

4. ยาขับปัสสาวะ เช่นยา Hydrochlorothiazide (Diazide) , ยา Acetazolamide (Diamox) ยากลุ่มนี้ใช้แล้วจะไปทำให้ดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายเปลี่ยนไป ผมไม่แนะนำให้ซื้อทานเอง หากจะใช้ควรให้แพทย์ดูให้ดีกว่า

5. ยาต้านการอักเสบในกลุ่มสะเตียรอยด์ เช่น Prednisolone กลุ่มนี้เป็นยาอันตราย มีผลเสียมาก รวมทั้งผลเสียในระยะยาวเช่นกระดูกพรุน ไม่ควรซื้อทานเอง ควรให้แพทย์จ่ายให้เท่านั้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Bhattacharyya N, Baugh RF, Orvidas L, Barrs D, Bronston LJ, Cass S. Clinical practice guideline: benign paroxysmal positional vertigo. Otolaryngol Head Neck Surg. Nov 2008;139(5 Suppl 4):S47-81.

2. Coelho DH, Lalwani AK. Medical management of Ménière's disease. Laryngoscope. Jun 2008;118(6):1099-108.

3. Phillips JS, Prinsley PR. Prescribing practices for Betahistine. Br J Clin Pharmacol. Apr 2008;65(4):470-1.

16 มีนาคม 2554

ถ้าไม่หายก็ขอตายดีกว่า..จากฮอลแลนด์

สวัสดีคะคุณหมอ

ดิฉันเป็นคนขี้โรคตั้งแต่เด็กๆ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลียง่ายแต่ด้วยความเป็นเด็กและบ้านนอก ไม่ได้กังวลอะไรพ่อแม่ก็ชาวนาธรรมดาไม่มีความรู้อะไร จนลืมมาระยะหนึ่ง อายุ 19-20 เกิดเม็ดแดง ประมาณ1ซม ตามหน้าแข้ง 3-5 เม็ด ทั้งสอง เจ็บมากระบมไปทั้งขา บางครั้งเดินไม่ได้เข่าอ่อนหมดแรงไปเฉยๆตระเวนหาหมอในกทม เขาบอกไม่เคยเห็นโรคนี้มาก่อน ต่างก็ถ่ายรูปไว้ ก็ให้ยามาทดลองสรุปไม่ได้ว่าเป็นอะไร เป็นๆ หายๆจนลืมไปจนตอนนี้ดิฉันอายุ 46ปีแล้ว ได้อ่านเจอข้อมูลว่าเป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง
ตอนนี้ดิฉันอยู่ฮอลแลนด์ และเป็นไทรอยด์ต่ำ 1ปีแล้วกินยา 1.5เม็ด ใน1เม็ด 25 microgram แต่ไม่เห็นจะรู้สึกดีขึ้นเลย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ขี้เกียจ ใจอยากจะทำแต่ร่างกายไม่ตอบสนองเลย หาหมอที่นี่เอาแต่ประหยัด ไม่ให้คำแนะนำถ้าไม่ถาม ไม่ให้ยา บอกแต่เดี๋ยวก็ดีเอง
1ปีผ่านมา ปวดหลังด้านซ้ายมากบ้างน้อยบ้าง 1เดือนที่ผ่านมาเกิดมึนหัวมาก ตึงต้นคอ มึนงง งุ่นง่านประสาทช้าลืมมากๆ มากกว่าที่เป็นอยู่แล้ว ไปหาหมอตรวจความดันน่าจะ 60-90 ขอไปถ่ายรูปต้นคอผลออกมาว่ากระดูกคอไม่เป็นอะไร ดิฉันถามหมอว่า เป็นไปได้มั๊ย ถ้าขอทำ นม ให้เล็กลง เพราะมีปัญหามามากว่า10ปีแล้ว ปวดต้นคอ ไหล่ กล้ามเนื่อตึงเจ็บบริเวณ สายเสื้อในไม่อยากจะใส่เลย เต้านม คับ E รอบตัว 70-75 ซม มันหนักน่ารำคาญ ยิ่งตอนนี้ นน ก็เพิ่มขึ้น 63กก สูง 155ซม ดิฉันจะทำอย่าไรดี
1 ถ้าผ่าตัดเต้านมเล็กลงจะได้มั๊ย ความดันต่ำมาตลอด ไม่เคยสูงเลย
2 เมื่อเดือนที่แล้วได้สั่งอาหารเสริมจาก อเมริกา now thyroid energy จะเป็นเพราะอันนี้หริือเปล่าคะทำให้ความดันต่ำลงกว่าเดิม ตอนนี้หยุดกิน 2อาทิตย์แล้วยังไม่หายมึนเลยคะ นั่งพิมพ์ก็มึนอยู่ ตั้งสติมากๆ เวลาเคลื่อนไหว หมอฝรั่งไม่ใจดีเหมือนเมืองไทย รีบพูด รีบจบ บอกแต่เดี๋ยวดีเอง ตอนนี้เบื่อชีวิตมากถ้าไม่ดีขึ้นก็ตายดีกว่า อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดี โลกมันซึมเศร้าหมองไม่เหมาะกับเรา มันหดหู่มากๆ หวังว่าคุณหมอคงอ่านเรื่องของดิฉันนะคะ พยามย่อสุดๆแล้วคะ
ด้วยความนับถือ
คนดวงจู๋

………………………………………

ตอบครับ
1. ความดันเลือดต่ำ ไม่ใช่โรค ไม่ต้องไปวิตกจริตกับความดันต่ำครับ

2. ปัญหาหลักของคุณคือโรคไฮโปไทรอยด์ ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามันได้รับการรักษาจนฮอร์โมนไทรอยด์กลับมาเป็นปกติหรือยัง ตัวที่จะบอกว่ามันกลับมาถึงระดับปกติแล้วคือต้องเจาะเลือดดูตัวฮอร์โมน (FT4) ว่ามีสูงมากพอแล้ว (ค่าปกติ 0.7-2.0 mcg/dl) และดูระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อม (TSH) ว่าได้ลดระดับลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว (ค่าปกติ 0.4-4.2 mIU/L) คุณต้องถามหมอของคุณว่าค่าทั้งสองตัวนี้เป็นเท่าไร จึงจะบอกได้ว่ามันกลับมาถึงระดับปกติหรือยัง การที่คุณได้รับยาฮอร์โมนไทรอยด์วันละเม็ดครึ่งหรือวันละ 37.5 mcg ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าฮอร์โมนขึ้นถึงระดับปกติแล้วหรือยัง ต้องดูการตอบสนองของร่างกายเป็นหลัก เพราะในผู้ป่วยบางรายมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนที่ให้กินน้อยกว่าปกติ โด้สที่ใช้กันทั่วไปคือ 50-200 mcg ต่อวัน แต่ก็เคยมีรายงานผู้ป่วยว่าบางรายที่มีความดื้อด้านต่อยาเป็นพิเศษ อาจจะต้องใช้โด้สมากถึง 1,000 mcg ต่อวันจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ FT4 และ TSH ก็มี ดังนั้นในเรื่องนี้ต้องคุยกับหมอของคุณที่เจาะลึกถึงผลแล็บแล้วหมอกับคนไข้ค่อยวางแผนร่วมกันว่าจะปรับการรักษาอย่างไรให้แก้โรคไฮโปไทรอยด์ให้ได้ก่อน มิฉะนั้นปัญหาอ่อนเพลียเปลี้ยล้าก็จะไม่หาย

3. การผ่าตัดลดขนาดเต้านม (breast reduction) สามารถทำได้ และแก้อาการปวดหลังได้ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับความดันเลือดครับ

4. Now Thyroid Energy เป็นอาหารเสริมที่ทำจากเกลือไอโอดีนและโปรตีนชื่อไทโรซีนซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่ร่างกายใช้สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ แถมด้วยพวกแร่ธาตุอาหารเช่นเซเลเนียม สังกะสี ทองแดง บวกสมุนไพรอะไรสักอย่างหนึ่งของอินเดีย (แนวอายุรเวท) ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรที่จะก่ออาการอ่อนเพลียมากมายระดับโลกอย่างที่คุณเป็นอยู่เลยครับ ผมไม่ได้หมายความว่า Now Thyroid Energy เป็นของดีนะวิเศษกว่าอาหารธรรมดาทั่วไปนะ แต่หมายความว่ามันไม่น่าเป็นสาเหตุของอาการปวดเมื่อยเปลี้ยล้าขนานนั้น

5. เรื่องจะลดความอ้วนอย่างไร ผมแนะนำให้ทำสองด้าน ด้านหนึ่งก็คือคุยกับหมอเรื่องการรักษาไฮโปไทรอยด์ให้ได้ผลอย่างที่ตอบไปแล้ว อีกด้านหนึ่งก็คือให้เริ่มทำการลดน้ำหนักไปเลย ผมไม่ทราบว่าคุณอ่านถามตอบของผมจากที่ไหน แต่ผมเขียนเรื่องการลดความอ้วนไว้เป็นตอนๆทั้งหมดรู้สึกจะ 4 ตอน อยู่ใน www.visitdrsant.blogspot.com คุณลองหาอ่านดูนะครับ

6. หมอฝรั่งไม่ใจดีเหมือนเมืองไทย รีบพูด รีบจบ บอกแต่ดีเอง แหะ..แหะ อันนี้หมอไทยก็เป็นครับ อย่าไปว่าแต่หมอฝรั่งเขาเลย สมัยผมเป็นหมอหนุ่มๆไปทำงานรับใช้ชาติอยู่ในชนบทบางวันนับย้อนดูแล้วผมตรวจคนไข้ไปถึง 100 คน ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะทำแบบนั้นได้ กลเม็ดของผมผมเปิดเผยให้ฟังก็ได้ เพราะหมดอายุความแล้วคงไม่มีใครมาฟ้อง กลเม็ดผมมีสองอย่างครับ คือ “ตบหลังส่ง” และ “ดูโหงวเฮ้งแล้วจ่ายยา” ถ้าไม่ทำอย่างนั้นหมอก็มีหวังโดนประชาฑัณฑ์ เพราะเขามาแล้วตรวจให้เขาไม่ทัน

7. แถมท้ายอีกนิดหนึ่ง ประเด็นอาการปวดเปลี้ยล้าบันลือโลกจนอยากตาย ผมอ่านหนังสือ TIME ฉบับอาทิตย์นี้ (March 21, 2011) เขาเล่าเรื่องงานวิจัยการบรรเทาปวดโดยให้ผู้ป่วยหัดทำความรู้จักและหัดลดความสำคัญของอาการปวดลงด้วยการผสานกลไกการรับรู้และการคิด แนวคิดคือมุ่งบรรเทาปวดโดยไปแก้กิจกรรมภายในของสมอง แทนที่จะมุ่งลดสัญญาณปวดที่วิ่งเข้าสมอง งานวิจัยนี้เอาแนวคิดมาจากหลักการของ bio feedback ซึ่งสอนให้คนไข้หัดคลายเครียดตัวเองโดยมีการติดเครื่องตรวจการสนองตอบของร่างกายเช่นความดัน ชีพจร ซึ่งสัมพันธ์กับความเครียดแล้วรายงานผลให้ทราบเดี๋ยวนั้นเพื่อให้ใช้ปรับวิธีคลายเครียดจนทำเองเป็นในที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องตรวจ เพียงแต่ในงานวิจัยนี้ใช้เครื่อง MIR รายงานกิจกรรมของสมองส่วน amygdale ซึ่งจะแอคทีฟขึ้นเมื่อมีสัญญาณปวดรายงานเข้ามาแล้วให้คนไขหัด “ทำใจ” ให้ปวดน้อยลง งานวิจัยพบว่าการทำเช่นนี้ลดอาการปวดได้ดีกว่าไม่ทำ วิธีนี้คุณลองทำเองก็ได้นะครับ ไม่ต้องมีเครื่อง MRI เมื่อปวดหรือเปลี้ยขึ้นมาก็ตั้งสติเฝ้ามองมันอย่างเดียว มองให้เห็นว่าอาการมันเกิดขึ้นแล้ว มันกำลังเป็นอยู่ และมันหายไปแล้ว เกาะมันให้ติด รู้จักมันให้ชัด แล้วอาการมันจะลดลงน้อยลงไปเอง ดีกว่าการเอาแต่กระพือหรือตีอกชกหัวเพราะมันซึ่งยิ่งจะทำให้อาการมากขึ้น ลองดูบ้างอีกทางหนึ่งก็ไม่เสียหลายนะครับ ดีกว่าหวังพึ่งหมอฝรั่งใจไม่ดีอย่างเดียว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Payer J, Sladekova K, Kinova S, Cesnakova Z, Killinger M, Killinger Z, Krizki M, Klimes I, Langer P. Autoimmune thyroiditis with severe hypothyroidism resistant to the treatment with high peroral doses of thyroxine: Case report. Endocrine Regulations. 2000:34;189-193

14 มีนาคม 2554

ผมร่วง (จากเมืองจีน)


ปรึกษาเรื่องที่สอง น้องชายค่ะ ปัจจุบันทำงานอยู่ปักกิ่ง อายุ 33 ปี ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบ C ได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว คำถามถึงหมอคือ
1. หยุดยารักษาตับอักเสบแล้วตั้งแต่ 14/11/2010 ปัจจุบันผมยังไม่หยุดร่วงเลย พบว่ามีผมร่วงมาก บริเวณท้ายทอยและบริเวณหลังหู ใช้มือดึงเบาๆ ก็หลุดออกง่าย ผมร่วงเป็นหย่อมๆ จนไม่มีผมขึ้นใหม่เลย มีรอยผื่นแดงเล็กน้อย ไม่มาก ไม่คันใดๆ สอบถามจากเพื่อนๆ พบว่า บริเวณผมที่ร่วง มีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้สังเกต ไม่ได้แพ้ยาสระผม ใช้ยี่ห้อเดิมตลอด ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ใส่มูท เจท ไม่หวีผมรุนแรง หมอที่นี่บอกว่า คงเพราะผิวหนังอักเสบ ผมบริเวณโดยรอบเส้นเล็กบาง บางเส้นเปลี่ยนสี จางลงเป็นน้ำตาลอ่อน พร้อมจะหลุด กระจาย เรื่อยๆ ตามวงเดิม (ได้แนบรูปถ่ายมาให้ดูด้วยค่ะ)
2. ปัจจุบัน ใช้ยาจีนทาบำรุงรากผม เป็นสมุนไพร ไม่ได้ใช้ ยาแผนปัจจุบันหรือยากินใด ถือว่าเป็นการรักษาที่ถูกทางไหม
หรือ ไม่ควรจะรักษาเนื่องจากการร่วงเป็นหย่อมๆ ก็เป็นปกติ และจะกลับขึ้นเองได้โดยไม่ต้องใช้ยาอะไร
3. ถ้าผมร่วงเป็นหย่อมเกิดจากต่อมไทรอยด์ เป็นไปได้ไหมที่จะกำเริบ ผลเลือดล่าสุดก่อนหยุดฉีดพบว่า
ไทรอยด์ดีขึ้นแล้วและไม่ได้ทานยา ไทรอยด์แล้ว เป็นไปได้ไหมที่จะกลับเป็นอีก แต่ปัจจุบันไม่มีอาการเหนื่อยเพลีย
น้ำหนักลด เหมือนตอนที่เป็นไทรอยด์ระหว่างฉีดยา มีเพียงช่วงก่อนหน้านี้ 3-4 อาทิตย์ เหงื่อออกผิดปกติ ที่มือและเท้า
ตอนนี้ ไม่มีเหงื่อแล้ว ไม่แน่ใจว่าเพราะว่าเป็นหน้าหนาวหรือไม่
4.ขอคำแนะนำในการรักษา เนื่องจากคิดว่าหมอที่นี่อาจจะไม่เชี่ยวชาญ ด้านนี้
***หมอที่นี่พูดจีน no english ลำบากเวลาสื่อสาร แถมจำนวนมีน้อย ไม่เพียงพอ หาหมอครั้งนึง ต้องใช้เวลาเป็นวันๆ แล้วได้หมอที่ไม่เชี่ยวชาญอีก
รบกวนคุณหมอด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

………………………………..

ตอบครับ

1. ได้รับภาพแล้ว ภาษาหมอเรียกว่าเป็นภาวะผมร่วงเป็นหย่อม หรือ alopecia areata

2. ยาที่ใช้รักษาตับอักเสบซี. ถ้าเป็นยาสูตรมาตรฐานปัจจุบันคือ PEG -interpheron alpha 2b + Ribavirin ต่างก็มีผลข้างเคียงให้ผมร่วงรุนแรงได้ทั้งสองตัว ผลนี้ในบางรายจะคงอยู่ได้นานหลายเดือนแม้ว่าจะหยุดยาไปแล้ว ดังนั้นกรณีของน้องชายคุณ ต้องโทษยาไว้ก่อนครับ

3. ยาสมุนไพรจีนทาบำรุงรากผม เป็นการรักษาที่ถูกทางไหม แหะ.. แหะ ผมไม่มีความรู้เรื่องสมุนไพรจีน ขอเคาะไม่ตอบคำถามนี้นะครับ

4. ผมร่วงเกิดจากไทรอยด์ได้ไหม ตอบว่าได้ครับ ทั้งไฮเปอร์ไทรอยด์ ไฮโปไทรอยด์ ทำให้ผมร่วงได้ทั้งนั้น ยารักษาไฮเปอร์ไทรอยด์เช่น propylthiouracil หรือ PTU ก็ทำให้เกิดผมร่วง ถ้าอาการไทรอยด์หาย ผมร่วงก็หาย คือร่วงแบบไม่ถาวร

5. หมอที่เมืองจีนนี้พูดจีน no english ลำบากเวลาสื่อสาร แถมจำนวนมีน้อย และไม่เชี่ยวชาญ แหะ..แหะ นี่เป็นปัญหาระดับท่านเติ้งเสี่ยวผิงแล้วครับ ไม่เกี่ยวกับผมแล้ว แต่ว่าประสบการณ์ของผมเองซึ่งทำงานในวงการแพทย์ระดับนานาชาติอยู่ช่วงหนึ่ง ผมพบปะกับหมอจีนที่เจ๋งๆหลายคน และบางคนก็ฉลาดปราดเปรื่องชนิดที่ผมเองยอมรับว่าสู้ไม่ได้ คงอยู่ที่คุณเจอใครมากกว่ามังครับ

6. ขอคำแนะนำว่าควรรักษาอย่างไร แหม ผมร่วงเนี่ยปัญหาโลกแตกที่มีสาเหตุได้มากมายนะครับ นับตั้งแต่พิษของยา การบาดเจ็บของหนังศีรษะ ฮอร์โมน การขาดสารอาหาร การติดเชื้อ โรคที่มีผลทั่วร่างกายเช่นโรค SLE ฯลฯแต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือผมร่วงแบบไม่ทราบสาเหตุ ขอโทษที่กวนโอ๊ย แนะนำเลยดีกว่า..ว่า

6.1 อย่าไปซีเรียสกับการรักษาผมร่วงมาก ถ้าตัดใจอยู่เฉยๆได้จะดีที่สุด เพราะผมร่วงไม่ใช่โรคร้าย ไม่ทำให้ใครตาย มีอัตราการหายเองสูง อัตรากลับเป็นใหม่ก็สูง ยาทั้งหลายที่คุยโม้ว่ารักษาผมร่วงได้ดีนั้นไม่มีใครพิสูจน์ได้จะจะ เพราะการทำวิจัยจะต้องควบคุมอย่างดีจึงจะเปรียบเทียบกับผมร่วงที่หายเองได้ ซึ่งถึงวันนี้ยังไม่เห็นมีงานวิจัยที่ดีขนาดนั้นเลยสักราย ดังนั้นถ้าเป็นตัวผม ผมจะอยู่เฉยๆไปอีกหลายเดือน หรือหลายปี เผื่อว่ามันจะหายไปเอง

6.2 เนื่องจากความเชื่อในวงการแพทย์ส่วนใหญ่เชื่อว่า alopecia areata เกิดจากภูมิคุ้มกันของตัวเองเข้าตีเนื้อเยื่อรากผมของตัวเอง (autoimmune disease) การรักษาจึงนิยมใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่นฉีดสะเตียรอยด์ (Kenalog) เฉพาะที่ทุก 4-6 สัปดาห์ เป็นต้น ซึ่งยังไม่มีหลักฐานวิจัยขนาดใหญ่ยืนยันว่าได้ผลจริงหรือเปล่า งานวิจัยขนาดเล็กพบว่าได้ผล 6 คน ใน 10 คนที่ฉีด ยากกดภูมิคุ้มกันที่แรงๆเช่น cyclosporine ก็มีผู้นำมาใช้ ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง น้องชายคุณจะลองดูก็ได้ครับ ถ้าพูดกับหมอจีนรู้เรื่อง

6.3 นอกจากยากดภูมิคุ้มกันแล้ว ยายอดนิยมรักษาผมร่วงคือ Minoxidil 1% แต่งานวิจัยในคนผมร่วงเป็นหย่อมที่กินเนื้อที่หนังศีรษะไม่เกิน 40% อย่างน้องชายคุณนี้ พบว่ายา minoxidil 1% ให้ผลไม่แตกต่างจากยาหลอก คือพูดง่ายๆว่าไม่ได้ผล

6.4 การรักษาอื่นๆรวมทั้งสมุนไพรทุกชาติทุกภาษา ยังไม่มีหลักฐานตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์มาตรฐานว่ามีวิธีใดที่ได้ผล

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Tosti A, De Padova MP, Minghetti G, Veronesi S. Therapies versus placebo in the treatment of patchy alopecia areata. J Am Acad Dermatol. Aug 1986;15(2 Pt 1):209-10.

ผ่าตัดไทรอยด์แล้วเป็นไฮโปไทรอยด์

เรียน คุณหมอสันต์

ขออนุญาตรบกวนปรึกษาคุณหมอ 2 เรื่องค่ะ
เรื่องแรก หนูอายุ 35 ปี เคยมีประวัติป่วยเป็นไทรอยด์ไฮเปอร์ตอนอายุ 13 ปี และได้รับการผ่าตัดไปแล้ว
ปัจจุบันหนูป่วยเป็นไทรอยด์ไฮโป เพิ่งทราบจากผลเลือดเมื่อปลายเดือน มค. นี้เองค่ะ
จากผลเลือด มีคลอเลสเตอรอล 238 ความเข้มข้นเลือด 11.7 ปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น 35
ไทรอยด์ฮอร์โมน FT4 / 0.25 ไทรอยด์ฮอร์โมน TSH 99.70 ตอนนี้ นน. ขึ้นมา 5 Kg. (54Kg.)แล้วค่ะ
ได้รับยาวันละ 2 เม็ด แคลเซี่ยม 1 เม็ดยาบำรุงเลือด 2 เม็ด
อยากทราบว่า
สามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่ค่ะ และต้องปฎิบัติตัวอย่างไร อยากมีลูกในปีหน้าค่ะ
น้ำหนักจะลดลงกลับไปเป็นปกติหรือไม่
ทุกวันนี้ออกกำลังกาย โดย Weight Training ค่ะสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้หรือไม่

........................................................

ตอบครับ

1. ผลเลือดครั้งสุดท้าย แสดงว่าคุณยังอยู่ในสภาวะไฮโปไทรอยด์ คือฮอร์โมนไทรอยด์ (FT4) ยังต่ำกว่าปกติ (ปกติไม่ต่ำกว่า 0.9) และฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ก็ยังสูงมากอยู่ (ปกติไม่เกิน 4 mU) แสดงว่าต่อมไทรอยด์ยังผลิตฮอร์โมนต่ำกว่าที่ร่างกายต้องการ ยาที่คุณทานอยู่ (แคลเซียมกับยาบำรุงเลือด) ไม่ได้รักษาไฮโปไทรอยด์ คุณจำเป็นต้องได้รับการรักษาไฮโปไทรอยด์ด้วยการกินฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนเช่นไทรอกซิน (thyroxin) ดังนั้นคุณควรกลับไปหาหมอต่อมไร้ท่อ (endocrinologist) เอาผลเลือดให้เขาดู และถามเขาว่าเขาจะรักษาไฮโปไทรอยด์ของคุณอย่างไร เพราะควรต้องรักษาไฮโปไทรอยด์ให้หายก่อน จึงจะคุยเรื่องการมีลูก

2. การป่วยเป็นไฮโปไทรอยด์สามารถตั้งครรภ์และมีลูกได้ แต่ต้องรักษาไฮโปไทรอยด์ขณะตั้งครรภ์ อย่าให้ฮอร์โมนไทรอยด์ตกต่ำ มิฉะนั้นลูกจะออกมาปัญญาอ่อนได้ ถ้าตั้งใจกินฮอร์โมนไม่ให้ขาด ลูกจะออกมาปกติ

3. น้ำหนักจะลดกลับเป็นปกติได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายอย่างคือ (1) ต้องรักษาไฮโปไทรอยด์ให้หายก่อน หมายถึงระดับ FT4 และ TSH กลับมาเป็นปกติก่อน (2) สร้างนิสัยออกกำลังกายสม่ำเสมอได้ (3) ปรับโภชนาการ คุมอาหาร ให้กินอาหารให้พลังงานเข้าไปน้อยกว่าที่เผาผลาญทิ้ง ก็จะน้ำหนักลดได้

4. การออกกำลังกายด้วยวิธี weight training สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ และช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ลดน้ำหนักได้ไม่ดีเท่าการออกกำลังกายทั้งแบบเล่นกล้ามและแบบแอโรบิกควบกันไปทั้งสองอย่าง ดังนั้นให้ออกกำลังกายทั้งสองอย่างควบกันจะดีกว่าอย่างเดียว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

13 มีนาคม 2554

ก่งก๊ง เวียนหัว บ้านหมุน

ดิฉันมีข้อส่งสัยที่จะเรียนถามคุณหมอค่ะ

ตามปกติคนเราเวลานอนแล้วร่างกายก็จะผ่อนคลายแล้วแต่ ดิฉันอยู่ ๆ ก็มีอาการเวียนศรีษะ บ้านหมุน และอาเจียนในเวลา ตี 2 และภายใน 1 อาทิตย์ ก็มีอาการประมาณนี้อีก 3 ครั้ง รวมถึงอาการที่เจ็บหน้าอกด้วย เหมือนหายใจแล้วอากาศไม่เพียงพอ จนดิฉันตัดสินใจไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้ตรวจระบบหัวใจ มี EKG เดินสายพาน อัลตร้าซาวน์ หัวใจ แต่เดินสายพานยังไม่ครบเวลาก็เป็นลมเสียก่อน รวมถึงในเลือดมี ใขมันสูง 199 เกือบ 200 หลังจากวันที่ไปหาหมอแล้ว เกื่อบจะครบ 1 เดือนแล้ว ดิฉันก็ยังมีอาการ เหมือนเดิม ซึ่งทำให้ค่อนข้างจะกังวล เพราะว่าแม่ก็เป็นเส้นเลือดหัวใจและหัวใจโต แต่วันที่ 14 มี.ค.54 นี้ หมอนัดดิฉันใว้ที่พญาไท 2 ดิฉันจะบอกหมออย่างไรดี เพื่อให้หาสาเหตุให้เจอว่าดิฉันเป็นอะไรกันแน่ ช่วยแนะนำหน่อยนะค่ะจะขอบพระคุณอย่างสูง

....................

ตอบครับ

อาการของคุณมีสองเรื่องนะครับ คืออาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน อาเจียน นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง กับอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เดินสายพานแล้วเป็นลม นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

เอาเรื่องที่สองก่อนนะ เพราะซีเรียสกว่า คืออาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เดินสายพานแล้วเป็นลมเป็นอาการที่บ่งบอกว่าน่าจะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) ซึ่งในกรณีของคุณจัดว่ามีอาการมากพอควร จำเป็นต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดและลงมือแก้ไขให้ครอบคลุมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผมแนะนำว่ามาถึงจุดนี้แล้ว คุณควรตัดสินใจรับการตรวจสวนหัวใจ (cardiac catheterization) ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปตรวจอ้อมค้อมอย่างอื่นแม้กระทั่งการตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยคอมพิวเตอร์ (coronary CTA) ก็ไม่ต้องทำ เพราะจะไม่ได้คำตอบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ต้องสวนหัวใจลูกเดียว ถ้าการตรวจสวนหัวใจพบว่าเป็นโรคมากถึงขั้นต้องใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดใส่ขวดลวดถ่างก็ต้องทำ และหลังจากนั้นก็ทำการป้องกันโรคไม่ให้เป็นมากขึ้น (secondary prevention) ด้วยการปรับวิถีชีวิตใหม่ไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ปรับโภชนาการไปในทิศทางลดอาหารให้พลังงานลงคือไขมันและคาร์โบไฮเดรตลง หันไปกินอาหารผักผลไม้ให้มากขึ้น กินยาแอสไพรินป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือด และรักษาไขมันในเลือดสูงและความดันเลือดสูงด้วยยาตามความจำเป็น

ที่นี้กลับมาเรื่องที่หนึ่ง คืออาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน อาเจียน ในกรณีของคุณนี้มันมีโอกาสเป็นไปได้สองอย่าง คือ

(1) เกิดจากปัญหาหลอดเลือดหัวใจตีบ คืออาการเวียนหัวหน้ามืดเป็นลมนี้เป็นอาการอย่างหนึ่งของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วย คือโรคนี้มีอาการสองแบบ คือแบบตรงไปตรงมา (typical angina) ก็คือเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรก พอพักเหนื่อยก็หายเจ็บ อย่างนี้เรียกว่าแบบตรงไปตรงมา อาการอื่นๆ เช่น เวียนหัวหน้ามืดเป็นลม แน่นท้องอาหารไม่ย่อย หอบเหนื่อยหายใจไม่อิ่ม เป็นต้น รวมๆเรียกว่าเป็นอาการแบบไม่ตรงไปตรงมา

(2) เป็นกลุ่มอาการก่งก๊ง (dizziness) ในคนสูงอายุทั่วๆไป ซึ่งพบได้ถึง 40% ในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งมีสาเหตุได้แตกต่างหลากหลาย เช่น

2.1 ถ้าเป็นประเดี๋ยวประด๋าวตอนเปลี่ยนท่าร่าง พอพักสักครู่ก็หายไป อย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดาคนสูงอายุ เรียกว่าเป็นโรคเวียนหัวชั่วคราวเพราะท่าร่าง หรือBPPV ซึ่งย่อมาจาก benign paroxysmal positional vertigo บางทีหมอบางคนก็เรียกง่ายๆว่าโรคมีก้อนนิ่วทีน้ำในหู การรักษาก็ทำกันตั้งแต่รอดูไปก่อนให้มันหายเองบ้าง จัดท่าย้ายที่ก้อนนิ่วในหูบ้าง ใช้ยาแก้เมาบ้าง

2.2 บางทีแค่ติดเชื้อไวรัสเช่นหวัดก็ทำให้เวียนหัวบ้านหมุนได้

2.3 โรคปวดศีรษะไมเกรน

2.4 ถ้าอาการเป็นอยู่นานไม่หายไปง่ายๆอาจเกิดจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีเสียงวิ๊งๆในหูหรืออาการหูตึงร่วมด้วย

2.5 โรคประสาทหูอักเสบหรือเสื่อม (vestibular neuronitis)

2.6 โรคหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนหลังตีบ ซึ่งเป็นทีมักจะเป็นนานเป็นวันๆ มักมีอาการทางสมองเช่นเห็นภาพซ้อน หน้าเบี้ยว พูดไม่ได้ เดินเซ ร่วมอยู่ด้วย

2.7 โรคเนื้องอกในสมองส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องหู (acoustic tumor)

2.8 โรคภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อหูตนเอง (immune mediated inner ear disease) ซึ่งรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันเช่นสะเตียรอยด์

การจะวินิจฉัยแยกสาเหตุทั้งแปดอย่างนี้ว่าเกิดจากอะไรแน่มักเป็นเรื่องยืดเยื้อเรื้อรัง คุณต้องใจเย็นๆ ต้องโดนส่งต่อให้ผ่านมือหมอหลายคน อย่างน้อยๆก็ต้องผ่านหมอหูคอจมูกและหมอประสาทวิทยา แบบว่าค่อยๆลองวินิจฉัยกันไป ลองรักษากันไป แบบหวานเย็น เพราะถ้าเจาะเลือดไม่พบภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง และตรวจสมองด้วย MRI ไม่พบเนื้องอกแล้ว สาเหตุอื่นๆหมอก็ล้วนไม่มีไม้ตายในการรักษานอกเหนือไปกว่าการให้ยาแก้เมาเป็นพื้น อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่มักจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งคืออาการมันหายไปเอง ดังนั้นอย่าไปวอรี่กับมันมากครับ อย่าลืมว่าคนวัยคุณที่เป็นอย่างคุณนี้มีตั้ง 40%

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ใช้คอมพิวเตอร์แล้วชานิ้วก้อย

ตอนนี้อายุ35ปี ค่ะ ทำงานพิมพ์คอมมากในช่วงอายุ 28-30 แต่พอมาประมาณอายุ 32-35 นี้รู้สึก
1.นิ้วก้อยด้านซ้ายเหมือนจะนิ้วล็อค ชา และ เคยเป็นไข้และจามปวดบริเวณกล้ามเนื้อซีกซ้ายแถวเอว-ก้นกบมากจนลุกไม่ได้ไปหลายวัน
2.ล่าสุดปัจจุบันยกของหนักไม่ได้เลย ก้มตัวก็รู้สึกปวดกล้ามเนื้อด้านในซีกซ้ายอย่างเดียว คุณหมอค่ะช่วยวินิจฉัยให้ด้วยเถอะค่ะ หนูอยากรู้มากเลยค่ะ
ขอบพระคุณมากเลยค่ะ

........................................

ตอบครับ

คงต้องแยกเป็นสองเรื่องนะครับ

เรื่องที่ 1. อาการชาที่นิ้วก้อยข้างซ้าย เป็นอาการเกิดจากเส้นประสาทอัลนาร์ถูกหนีบ (ulnar nerve entrapment) ซึ่งอาจจะถูกหนีบโดยกระดูกระดับข้อศอก หรือโดยซีสต์ที่เบียดเส้นประสาท หรือโดยกระดูกงอกหรือหมอนรองกระดูกเลื่อนที่ระดับคอ เป็นต้น ในกรณีของคุณซึ่งยังไม่ถึงกับกล้ามเนื้อนิ้วลีบ ถือว่าอาการยังไม่มาก การแก้ปัญหาควรเป็นการแก้ไขด้วยวิธีที่ไม่ใช้การผ่าตัดไปก่อน ได้แก่

1. หลีกเลี่ยงการใช้แขนซ้ำซากในท่างอข้อศอก

2. ถ้าใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ ต้องแน่ใจว่าเก้าอี้ไม่ต่ำเกินไป หรือผิวโต๊ะที่วางแป้นพิมพ์ไม่ได้สูงเกินไป ซึ่งจะทำให้ต้องพักข้อศอกบนพื้นโต๊ะ อันเป็นเหตุให้มีอาการมากขึ้น

3. หลีกเลี่ยงการเอาข้อศอกด้านในเท้าพื้นในการทำงาน เช่นขับรถโดยเปิดกระจกเอาข้อศอกพาดหน้าต่าง เป็นต้น

4. เวลานอนกลางคืนต้องให้แขนมีโอกาสได้เหยียดเต็มที่ตามสบาย ถ้าจำเป็นอาจจะต้องบังคับแขนให้เหยียดด้วยอุปกรณ์พันหรือตรึงแขน

เรื่องที่ 2. คืออาการปวดกล้ามเนื้อซีกซ้ายแถวเอว และก้นกบ และขาด้านใน เวลาไอจามแรงๆก็ดี เวลายกของหนักๆก็ดี ซึ่งบางทีก็แปลบลงไปส่วนล่างของร่างกายข้างใดข้างหนึ่ง อาการแบบนี้ทางการแพทย์เรียกว่า sciatica หรือบางทีก็เรียกว่าอาการที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท (radiculopathy) ตัวที่เป็นต้นเหตุกดเส้นประสาทก็เป็นได้ตั้งแต่หมอนรองกระดูกที่เอวเลื่อนมากดโคนเส้นประสาท หรือเงี่ยงกระดูกงอกกดโคนเส้นประสาท หรือแคลเซียมที่พอกกระดูกซึ่งเสื่อมไปตามวัยกดทับเส้นประสาท ก็ได้

การรักษาก็แบ่งเป็นสองระยะเหมือนกับปัญหาที่นิ้วมือเช่นกัน คือในระยะที่อาการยังไม่มาก การรักษามุ่งเน้นใช้วิธีไม่ผ่าตัด นั่นก็คือการทำกายภาพบำบัดหรือการพยายามฝืนใช้งานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นั่นเอง การผ่าตัดจะเก็บไว้เป็นมาตรการสุดท้าย เพราะการผ่าตัดเองก็ไม่ใช่วิธีที่จะแก้ปัญหาได้เด็ดขาด เพราะการรวบรวมข้อมูลวิจัยพบว่าการแก้ปัญหาด้วยการผ่าตัดจะบรรเทาอาการได้ดีกว่าการไม่ผ่าตัดก็เฉพาะในหนึ่งปีแรกหลังการผ่าตัด แต่หลังจากนั้นอัตราการมีอาการก็ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ใช้วิธีไม่ผ่าตัด

การมีอาการ sciatica ปวดหลัง ปวดบั้นเอว ไม่ใช่เรื่องใหญ่คอขาดบาดตาย ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้กลายเป็นอัมพาตหรือพิกลพิการ หลักการรักษาที่สำคัญคือการฝืนใช้งานเข้าไว้ งานวิจัยพบว่าผู้มีอาการปวดหลังปวดเอวที่รักษาด้วยการนอนพัก พยายามหลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้เกิดอาการมากขึ้น กลับมีโอกาสที่จะกลายเป็นคนปวดหลังปวดเอวเรื้อรังมากกว่ากลุ่มที่รักษาด้วยวิธีฝืนมีกิจกรรมทั้งๆที่มีอาการปวด คุณลองเอาแนวทางฝืนใช้งานนี่ไปรักษาตัวเองดูนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Fouyas IP, Statham PF, Sandercock PA. Cochrane review on the role of surgery in cervical spondylotic radiculomyelopathy. Spine (Phila Pa 1976). Apr 1 2002;27(7):736-47.
2. Chagas H, Domingues F, Aversa A, Vidal Fonseca AL, de Souza JM. Cervical spondylotic myelopathy: 10 years of prospective outcome analysis of anterior decompression and fusion. Surg Neurol. 2005;64 Suppl 1:S1:30-5; discussion S1:35-6.

เลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์

สวัสดีคะคุณหมอ คือหนูกลุ้มใจขอปรึกษาหน่อยนะคะ

-เมื่อ 6 เดือนที่แล้วหลังมีเพศสัมพันธ์กับแฟนเสร็จ หนูก็มีเลือดออกมาเป็นลิ่มๆ สีแดงสด พอสมควร มีแค่ตอนนั้นหลังจากนั้นก็แค่ซึมนิดๆ ตื่นเช้ามาก็ไม่มีเลือดแล้ว จนกระทั่งเมื่อวานนี้ หนูมีเพศสัมพันธ์กับแฟนอีก หนูก็มีเลือดออกอีก แต่ไม่มากเท่าครั้งแรก พอเช้ามาก็หมดไป
**แต่ที่หนูสังเกต 2 ครั้งที่มีเลือดออก จะเหมือนกันตรงที่
1.ตอนที่กำลังมีเพศสัมพันธ์หนูจะรู้สึกจุกๆเสียดที่ท้องข้างซ้าย
2.วันที่หนูมีเลือดออกทั้งสองครั้งนี้ จะเป็นวันที่ 14 นับจากวันที่หนูมีประจำเดือนวันแรก รอบเดือนหนูมาปกติ 28 วันคะ

(แต่หลังจากหนูมีเลือดออกครั้งแรกก็ไปตรวจมะเร็งปากมดลูก ผลออกมาก็ปกติคะ) หนูก็เลยสงสัยว่หนูเป็นอะไร ทั้งๆทีหลังจากมีเลือดออกครั้งแรกหนูก็มีเพศสัมพันธ์กับแฟนก็ไม่มีเลือดออก ตอนนี้หนูมีลูกคนนึงอายุ 3 ขวบแล้วคะ ตอนนี้จิตตกกลัวๆ ไม่ค่อยกล้ามีอะไรกับแฟนแล้ว ช่วยตอบทีนะคะว่าน่าจะมีสาเหตุจากอะไร ขอบคุณมากๆๆคะ

……………………………………

ตอบครับ

ใจเย็นๆครับ

การมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ (post coital bleeding) เป็นปัญหาธรรมดาอย่างหนึ่งของลูกผู้หญิง ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร สาเหตุที่แย่ที่สุดที่จะเป็นไปได้คือการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกไปในเชิงเป็นมะเร็ง (cervical dysplasia) ซึ่งในกรณีของคุณ ได้ไปให้หมอตรวจมาแล้วและไม่มีเซลมะเร็ง ก็เบาใจได้ไปเปลาะหนึ่ง สาเหตุอื่นๆล้วนเป็นอะไรที่พอจะแก้ไขได้ ไม่น่ากลัวครับ เช่น

1. การติดเชื้อ ซึ่งทำให้เลือดออกได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อคลามิเดีย หนองใน พยาธิทริโคโมนาส เชื้อรา ล้วนแต่ทำให้เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ได้ทั้งสิ้น

2. ติ่งเนื้อบนปากมดลูก (Cervical polyps) เกิดเร็ว หายเร็ว ตรวจเมื่อหกเดือนที่แล้วไม่มี แต่คราวนี้อาจจะมี ทำให้เลือดออกได้เช่นกัน

3. ภาวการณ์อักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก

4. เนื้องอกผนังมดลูก (fibroid tumor) ไม่ใช่มะเร็ง แต่ก็ทำให้เลือดออกได้

5. หรือบางทีเลือดออกเพราะฮอร์โมน ไม่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ แต่บังเอิญมาเกิดพร้อมกัน โดยเฉพาะช่วงกลางรอบซึ่งฮอร์โมนตกลงมาวูบหนึ่งบางทีก็มีเลือดออกได้ เรียกว่า mid cycle bleeding

ผมแนะนำว่าให้มีเพศสัมพันธ์กับแฟนไปได้ตามปกติ อย่าไปกังวลจนชีวิตคู่เสียไป ขณะเดียวกันก็หาเวลาที่ว่างไปพบแพทย์นรีเวช คราวนี้ต้องให้ประวัติหมอให้ชัดจะจะเลยนะว่ามีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์กับแฟน อย่าบอกแค่ว่ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพราะหากเราชูปัญหาให้ชัดๆ หมอเขาจะได้ช่วยดูแลแบบเจาะลึกให้แทนที่จะดูแบบการตรวจคัดกรองผ่านๆแบบกรณีทั่วๆไป

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

กินรังสีรักษาไทรอยด์มาแล้ว จะมีลูกได้ไหม

เป็นไทรอยด์ตั้งแต่อายุ 21 กินยามาตลอดประมาณ 4-5 ปีหยุดยาไปแล้วก็กลับมาเป็นอีก จนคุณหมอนารีลักษณ์ คุณหมอรักษาเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ แนะนำให้กลืนรังสีที่อุรุพงษ์ ตอนนี้กลืนมาได้ 1ปีกว่าแล้วและทานยาวันละ1 เม็ดอยู่อาการก็ดีไม่มีผิดปกติอะไร แต่อยากจะทราบว่าการกลืนแร่นั้นจะมีผลข้างเคียงหรือไม่เช่นจะสามารถมีลูกได้หรือไม่ และหากหลังจากกลืนแร่ครบ2 ปีแล้วเกิดเป็นขึ้นมาอีกเวลาทานยาจะมีผลกระทบกับเด็กหรือเปล่า..อย่างไรรบกวนตอบด้วยนะคะ

……………………………

ตอบครับ

1. หลังการรักษาไฮเปอร์ไทรอยด์ด้วยวิธีกินรังสี I-131 แล้วมีลูกได้ไหม ตอบว่ามีได้ครับ มีสักกี่คนก็ได้

2. หลังการกินรังสีแล้วหมอให้กินยาวันละเม็ด ผมเดาว่ามีภาวะไฮโปไทรอยด์เป็นภาวะแทรกซ้อนจากการกินรังสี แพทย์จึงให้กินฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน ภาวะแทรกซ้อนนี้เป็นเรื่องธรรมดาของการกลืนรังสี ยาที่กินนี้ (ชื่อ Thyroxin) ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์เลยครับ คือปลอดภัย 100%

3. ประเด็นสำคัญคือต้องกินยาไม่ให้ขาด และตรวจระดับฮอร์โมนเป็นระยะระหว่างตั้งครรภ์อย่าให้เกิดภาวะไฮโปไทรอยด์ระหว่างตั้งครรภ์ พูดง่ายๆว่าอย่าให้ขาดยา เพราะถ้าแม่ขาดไทรอยด์ จะมีปัญหากับเชาว์ปัญญาของลูกได้ แต่ถ้ากินยารักษาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ให้ปกติตลอดการตั้งครรภ์ ลูกก็จะปกติดีแน่นอนครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

นิ่วในถุงน้ำดี (gall stone)

สวัสดีค่ะคุณหมอ มีเรื่องจะเรียนปรึกษาค่ะ พอดีดิฉัน ไปตรวจเจอ นิ่วในถุงน้ำดี ขนาดประมาณ 0.7-1 Cm ในบริเวณ ถุงน้ำดี เลยอยากเรียนถามคุณหมอว่า มีความจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดแค่ไหน แล้วถ้าไม่ผ่าจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ถ้าผ่าจะมีผลระยะยาวมั้ย จะพอกินยาได้มั้ย ถ้าไม่ผ่า ดิฉันมีโรคประจำตัวหอบหืด เคยรับยาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 พอดีแพทย์ที่ทำการรักษาดิฉัน ไม่ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ และค่ารักษา ประมาณเท่าไหร่ของโรงพยาบาลพญาไท คือสารภาพตามตรงว่า ยังไม่อยากไปหาแพทย์ตอนนี้ และจะต้องเดินทางไกลสิ้นเดือนนี้ ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

...................

ตอบครับ

1. นิ่วในถุงน้ำดี ที่อยู่ของมันดีๆเงียบๆแบบที่คุณมีนี้ เรียกว่า silent gall stone ไม่มีความจำเป็นต้องไปผ่าตัดมันครับ ผมแนะนำว่าไม่ควรผ่าตัดด้วย เพราะการผ่าตัดคือต้องตัดเอาถุงน้ำดีออก (cholecystectomy) ซึ่งประมาณ 10-15% ของคนที่ทำผ่าตัดชนิดนี้จะเกิดกลุ่มอาการหลังตัดถุงน้ำดี (post cholecystectomy syndrome) คือมีอาการแน่นท้องหรือปวดท้องใต้ชายโครงขวาเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดท้องเสียเรื้อรังได้อีกประมาณ 10% เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยู่สุขสบายดีแล้วก็อย่าแสวงหาความลำบากเลยครับ

2. คนที่เลี้ยงนิ่วในถุงน้ำดีไว้โดยไม่ผ่าตัดออก มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาสองอย่างคือ (1) เกิดอาการจากนิ่วประมาณ 1-2% ต่อปี อาการที่เกิดจากนิ่วนี้เรียกว่า biliary colic หรือบางทีเรียกว่า gall stone attack ซึ่งเกิดจากถุงน้ำดีพยายามบีบตัวไล่นิ่วที่คาท่อน้ำดีอยู่ มีอาการคือปวดท้องใต้ชายโครงขวาค่อนข้างรุนแรงแบบบีบเป็นพักๆ อาจจะร้าวไปถึงหัวไหล่ เป็นอยู่ครั้งหนึ่งบางทีนานหลายนาทีหรือนานเป็นชั่วโมง เมื่อใดก็ตามที่มีอาการอย่างนี้ ก็เป็นสัญญาณว่าต้องผ่าตัดแล้ว มิฉะนั้นสักวันก็อาจแจ๊คพอตเกิดนิ่วอุดท่อน้ำดีแบบถาวรแล้วไม่ไปไหนจนถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ปวดท้องมาก ไข้ขึ้น ถุงน้ำดีแตก ถุงน้ำดีแตกนะครับ ไม่ใช่ดีแตก ซึ่งกลายเป็นกรณีที่ต้องผ่าตัดฉุกเฉินคล้ายๆกับไส้ติ่งแตก

3. มีคนจำนวนมากรวมทั้งแพทย์ส่วนหนึ่งด้วย ที่เข้าใจผิดว่าอาการสะเปะสะปะอื่นๆเช่นแน่นท้องหลังอาหาร ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แก้สในกระเพาะมาก แสบใต้ลิ้นปี่ (heart burn) หรือแม้กระทั่งท้องผูกท้องเสีย ว่าเป็นอาการเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานการแพทย์ใดยืนยันว่าอาการเหล่านี้เกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี และผู้ป่วยจำนวนมากถูกชักจูงให้ทำผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกเพื่อรักษาอาการเหล่านี้ แล้วก็ไปพบเอาตอนท้ายว่ามันไม่ได้ผล เพราะมันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

4. ยาสลายนิ่วในถุงน้ำดีก็มีนะครับ ชื่อ Ursodeoxycholic acid (ursodiol) แต่ว่าไม่เป็นที่นิยมใช้เพราะมันต้องกินกันถึงสองปี และถ้าหยุดยานิ่วก็กลับมาเป็นอีก และมันใช้ได้กับนิ่วชนิดสีน้ำตาลที่เกิดจากโคเลสเตอรอลเท่านั้น ยานี้ทำจากน้ำดีของหมี ดังนั้นหากคุณอยากได้ชื่อว่าเก่งเหนือคนอื่นเพราะได้กินดีหมีไตมังกรมาแล้วก็ยานี้แหละครับ ใช่เลย

5. การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก (cholecystectomy) หลักวิชาแพทย์แนะนำให้ทำเมื่อมีอาการที่เกิดจากนิ่ว (biliary colic) เท่านั้น ค่าผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกชนิดผ่าตัดผ่านกล้อง ราคาประมาณ 100,000 – 120,000 บาท ครับ (สมัยนี้คงไม่มีใครผ่าตัดแบบแผลเปิดเบ้อเร่อขวางอยู่ใต้ชายโครงอีกแล้ว)

6. ในแง่ของการป้องกันไม่ให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี ยังไม่มีวิธีเจ๋งๆเลยครับ เรารู้เพียงแต่ว่านิ่วในถุงน้ำดีมีสองแบบ 80% เป็นนิ่วสีน้ำตาลที่เกิดจากโคเลสเตอรอล มักเป็นในหญิงอ้วนอายุสี่สิบขึ้นไปซึ่งสมัยเป็นนักเรียนแพทย์เราท่องจำกันว่า female, fat, forty (ถ้าชั้นเรียนไหนเจออาจารย์แพทย์โอลด์เมดจอมจู้จี้ก็จะปรับคำท่องว่า female, fat, forty, unmarried) อีก 20% เป็นนิ่วสีดำเกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดซึ่งมักพบในคนเป็นโรคเลือดเช่นทาลาสซีเมีย เรารู้แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็น แต่เรายังไม่รู้วิธีป้องกันไม่ให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี

7. ที่คุณจะไปเมืองนอกตอนนี้ก็ไปเถอะครับ ไม่มีใครเขาห้ามคนมีนิ่วขึ้นเครื่องบินหรอก โอกาสที่จะเป็นนิ่วในถุงน้ำดีในชั่วชีวิตของคนเรานี้ ถ้าเป็นหญิงมีโอกาสเป็นกันถึง 50% ถ้าเป็นชายมีโอกาสเป็นถึง 30% แทบจะเรียกว่านิ่วในถุงน้ำดีเนี่ยเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับภายในกายของเราเลยนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Halldestam I, Kullman E, Borch K. Incidence of and potential risk factors for gallstone disease in a general population sample. Br J Surg. 2009:96(11);1315-22.

2. Portincasa P, MOschetta A, Palasciano G. Cholesterol gallstone disease. Lancet 2006 : 368(9531); 230-9.

มีเลือดออกในอุจจาระ

รบกวนถามอาจารย์หมอครับ

สวัสดีคับ ผมอายุ 31 ปี ผมถ่ายเป็นเลือดบ่อยมากครับ ก่อนหน้านี้ไปหาหมอ แล้วหมอตรวจบอกว่าเป็นริดสีดวงภายใน ให้ยามาทาน 2 วันก็หายครับ แต่พออยู่สักพักก็เป็นอีก อาการเหมือนเดิม คือ ถ่ายและมีเลือดแดงสดตามมาด้วยครับ อาการนี้เป็นริดสีดวงภายในเช่นเดิมหรือไม่ หรือว่าเป็นอย่างอื่นครับ แล้วจำเป็นต้องส่องกล้องตรวจหรือเปล่าคับ ผมกังวลมากเลยคับ ตอนนี้เป็นมาอาทิตย์กว่าแล้ว ยังไม่ได้หายามาทานครับ คิดว่าน่าจะไปส่องกล้องดู รบกวนอาจารย์หมอแนะนำด้วยครับ (ขอบพระคุณมากครับ)

.......................

ตอบครับ

ประเด็นที่ 1. ส่องดีไม่ส่องดี ถ่ายเป็นเลือด จะเลือดสดหรือเลือดเก่าๆดำก็ตาม แม้ว่าจะทราบว่าเลือดออกจากริดสีดวงทวารด้วยแล้วก็ตาม อย่างไรเสียก็ต้องส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) แน่นอน เพราะอาการถ่ายเป็นเลือดเป็นเรื่องใหญ่โต โซบิ๊ก จะปล่อยให้ผ่านไปอย่างง่ายๆไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องพิสูจน์ให้ได้แน่ชัดก่อนว่าเลือดไม่ได้ออกจากโพลิปในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่แม้จะเป็นแล้วตาย แต่ถ้าตรวจพบได้เร็วก็รักษาให้หายได้
มะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนไทย ที่พบในคนอายุน้อยระดับสามสิบก็มีนะครับ ไม่ใช่ไม่มี คนไข้คนสุดท้ายที่เพิ่งผ่านมือผมไปเมื่อปีกลายก็อายุสามสิบต้นๆเท่านั้นเอง ดังนั้นเมื่อถ่ายเป็นเลือด ไม่ว่าอายุเท่าไร ต้องส่องก้นลูกเดียว

ประเด็นที่ 2. การส่องตรวจลำไส้ใหญ่มีสองวิธี คือ

(1) Real colonoscopy ส่องด้วยกล้องจริง คือเอากล้องจริงๆยาวประมาณหนึ่งว่าใส่เข้าไปทางก้น กล้องนี้โค้งไปมาได้ และเมื่อพบเห็นติ่งเนื้อ (polyp) ก็เอาเครื่องมือผ่านรู้กล้องเข้าไปตัดออกมาตรวจได้

(2) Virtual colonoscopy ส่องด้วยกล้องเสมือน คือสวนล้างลำไส้เหมือนจะส่องกล้องจริง แต่ไม่ได้ส่องกล้องจริง คือให้เข้าไปในอุโมงค์คอมพิวเตอร์แล้วให้คอมพิวเตอร์สร้างภาพผนังบุในลำไส้ใหญ่ขึ้นมา มีโพลิปอยู่ตรงไหนก็เห็นเหมือนกัน ใช้เวลาทำสั้นกว่า ง่ายกว่า แต่มีข้อเสียที่หากจำเป็นต้องตัดโพลิปจะตัดไม่ได้ ต้องย้อนมาส่องด้วยกล้องส่องจริงใหม่จึงจะตัดได้
ในกรณีของคุณนี้ มีอาการถ่ายเป็นเลือดแล้ว โอกาสที่จะเจอะต้นเหตุและจะต้องตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อมาตรวจด้วยมีสูงเหลือเกิน จึงควรเลือกวิธีตรวจด้วยกล้องส่องจริง จะได้ทั้งส่องทั้งตัดแบบม้วนเดียวจบ

ประเด็นที่ 3. มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่ป้องกันได้นะครับ อันนี่ไม่เฉพาะสำหรับคุณ แต่สำหรับท่านผู้อ่านที่อยู่สุขสบายดีไม่มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือดแต่อย่างใดด้วย โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 50 ปีไปแล้ว ซึ่งเป็นวัยที่มีอัตราการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง ที่ว่ามันป้องกันได้ก็เพราะว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่นี้มันมีแคแรคเตอร์พิเศษไม่เหมือนมะเร็งที่อื่นตรงที่มันจะเริ่มด้วยการเกิดติ่งเนื้อหรือโพลิป (polyps) ที่หน้าตาเหมือนดอกเห็ดขึ้นในลำไส้ใหญ่ก่อน แล้วมะเร็งจะใช้เวลานานประมาณสิบปีก่อตัวขึ้นบนยอดของดอกเห็ดโพลิปนี้ ดังนั้นถ้าทุกสิบปีเราคอยส่องตรวจลำไส้ใหญ่ มองหาเจ้าโพลิปนี้ ถ้าเห็นก็หนีบออกซะ เราก็จะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ดังนั้นสำหรับท่านหญิงหรือชายที่อายุเกิน 50 ปีไปแล้ว ไม่ต้องรีรอครับ ส่องตรวจลำไส้ใหญ่ทุกสิบปี ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

12 มีนาคม 2554

ทำไมต้องขูดมดลูกก่อน ทำไมไม่ตัดมดลูกไปเลย

คุณแม่ อายุ 54 ปี ไปซาวด์หาก้อนในมดลูกที่รพ.รัฐแห่งหนึ่ง หมอบอกว่าผนังมดลูกหนา และมีเนื้อขาวๆ อยู่ด้วย ให้มาขูดมดลูก แต่ดิฉันอยากให้คุณแม่ผ่าตัดไปเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้ขูดมดลูกเพราะพบก้อนอยู่แล้ว โดยปกติคลำพบก้อนก็ไม่น่าจะเก็บเอาไว้ด้วย เพื่อนเลยแนะนำให้มาที่พญาไท ดิฉันเลยอยากทราบว่า แบบนี้จะขอฟิลม์ผลการตรวจจากรพ.ที่เดิมมาแล้วนัดหมอที่พญาไท ให้ช่วยผ่าตัดให้แบบนี้ได้มั้ยค่ะ

…………………………

ตอบครับ

ผลอุลตร้าซาวด์แบบที่คุณว่านั้นหมายถึงการหนาตัวและการมีพังผืดแทรกของเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrium) ไม่ได้หมายความว่าพบเห็นก้อนเป็นลูกปิงปองอยู่เหน่งๆ ไม่ใช่อย่างนั้น การที่เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้นนี้มีโอกาสเป็นไปได้สองอย่างคือ

(1) อาจจะเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Ca endometrium) หรือ

(2) อาจเป็นแค่เยื่อบุหนาตัวเพราะความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนช่วงเลือดจะไปลมจะมาธรรมดาๆ

การจะพิสูจน์ว่าเป็นอย่างใดในสองอย่างนี้ก็ต้องขูดมดลูกเอาเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกมาตรวจจึงจะรู้ดำรู้แดง หากไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ก็ไม่มีเหตุอะไรจะไปเที่ยวตัดมดลูกเขาทิ้ง เว้นเสียแต่ว่ามันจะมีภาวะแทรกซ้อนที่รบกวนคุณภาพชีวิต เช่นเลือดออกมากเสียจนทนไม่ไหวแล้ว เป็นต้น ซึ่งที่คุณหมอท่านแรกได้แนะนำเช่นนั้น ผมว่าท่านก็ทำตามหลักวิชาดีอยู่แล้ว

ถามว่าไม่ต้องไปขูดมดลูกพิสูจน์ไม่ได้เหรอ ตัดมดลูกออกทิ้งเสียเลยไม่ดีหรือ แบบว่าไหนๆก็เป็นของเก่าเก็บไม่ได้ใช้งานแล้วจะรักษาไว้ให้เปลืองงบประมาณซื้อนิวฟรีด้อมไปทำไม ตอบว่าความคิดแบบที่ว่าอวัยวะไหนที่ไม่ได้ใช้งานแล้วหรืออัตราการใช้งานต่ำก็ตัดทิ้งเสีย นี่ไม่ใช่หลักวิชาแพทย์ เพราะถ้าหลักวิชาเป็นแบบนั้นก็คงต้องตัดหัวนักการเมืองทิ้งไปหลายรายแล้วสิครับ อะจ๊าก..ก ขอโทษ ปากเสียอีกละ กลับเข้าเรื่องดีกว่า หลักวิชาก็คือว่าการผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยง ถ้าประโยชน์ที่จะได้ไม่คุ้มกับความเสี่ยง ก็ไม่ควรเลือกวิธีผ่าตัด

ถามว่าถ้าลองไปหา second opinion จากหมอคนอื่นที่อยู่ในรพ.เอกชนขอให้เขาตัดมดลูกให้ จะมีหมอคนไหนตัดให้ไหม ตอบว่ามีแน่นอน เพราะการชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์กับความเสี่ยงของการผ่าตัดเป็นเรื่องของการใช้ดุลพินิจ และหมอแต่ละคนก็มีดุลพินิจไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องถามตัวคุณแม่ของคุณแล้วละครับ ว่าท่านชอบแบบไหน แล้วก็ค่อยไปเสาะหาแบบนั้น ถ้าเป็นผมผมก็จะแนะนำเหมือนคุณหมอท่านแรก คือขูดมดลูกเพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดก่อน ถ้าเป็นมะเร็งก็ผ่าตัด ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ต้องผ่า

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ทำไมต้องตรวจ HIV ก่อนผ่าตัด

ก่อนได้รับการผ่าตัดทุกชนิดในรพ. ทุกแห่งจะต้องตรวจหา hiv ก่อนหรือเปล่าค่ะ แล้วที่ตรวจหาเพราะสาเหตุใดค่ะ (รบกวนถามคุณหมอ อยากทราบจริงๆ ค่ะ เพราะคุณแม่วัย 60 ปี ผ่าตัดมดลูก เค้าให้ตรวจหา hiv แต่ดิฉันเคยผ่าตัดเหมือนกันแต่ไม่ต้องตรวจค่ะ (ไปผ่าคนละรพ.) ค่ะ

..................

ตอบครับ

การจะตรวจ HIV ก่อนผ่าตัดหรือไม่ ขึ้นกับแนวปฏิบัติทางคลินิก (CPG) ของแต่ละรพ. โดยหากจะตรวจก่อน ก็มักมีการขออนุญาตผู้ป่วยเป็นลายลักษณ์อักษร (consent)

เหตุผลที่ต้องตรวจ HIV ก่อนผ่าตัดก็เพราะ

1. เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยจากภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด เพราะสมัยนี้มียาดีๆที่ลดความรุนแรงของโรคเอดส์และโรคร่วมได้มากหากรู้ว่าเป็นเอดส์ ได้รับการรักษาเอดส์ก่อน ก็จะทำให้การผ่าตัดที่ไม่ใช่การผ่าตัดฉุกเฉินมีความปลอดภัยกับตัวผู้ป่วยมากขึ้น

2. เพื่อความปลอดภัยของแพทย์พยาบาล เพราะแพทย์พยาบาลในห้องผ่าตัดต้องทำงานกันอย่างเร่งรีบ เลือดสาดกระเซ็นเป็นประจำ การพิถีพิถันให้ใช้หลักการป้องกันแบบรูดมหาราช (universal precaution) เป็นเพียงความคิดฝันของคนที่พ้นหน้าที่ผจญกับเลือดสาดที่หน้างานไปแล้วหันกลับมานั่งจินตนาการเอาว่าวิธีนี้แหละดี แต่ ในชีวิตจริงทำไม่ได้ เพราะถ้าทำจริงการทำงานจะช้าลงมากจนทำผ่าตัดไม่ทันคนไข้ที่รอคิว โดยเฉพาะในรพ.ของรัฐบาล การรู้ว่าคนไข้คนไหนเป็นเอดส์จะช่วยให้แพทย์พยาบาลแยกแยะว่าคนไข้คนไหนควรจะตั้งใจทำการป้องกันการติดเชื้ออย่างพิถีพิถันเฉพาะราย การทำงานก็จะไม่ช้าเกินไป

3. เพื่อความประหยัด เพราะรพ.ในเมืองไทยนี้เรายังต้องนำของที่ใช้แล้วในห้องผ่าตัดไปทำความสะอาดเพื่อนำไปฆ่าเชื้อโรคแล้วนำของนั้นกลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรพ.ของรัฐซึ่งต้องทำผ่าตัดจำนวนมากภายใต้งบประมาณที่จำกัดจำเขี่ย การทำอย่างนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคนไข้ที่ต้องใช้ของเก่า เพราะของนั้นผ่านการฆ่าเชื้อโรคอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่มีปัญหาความปลอดภัยของคนงานและพนักงานที่ทำงานเก็บของเปื้อนเลือดที่ใช้แล้วไปทำความสะอาดเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ซึ่งมักมีอุบัติเหตุเข็มหรือของแหลมในผ้าเปื้อนทิ่มตำเป็นประจำ ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าคนไข้เป็นเอดส์ เราก็ทิ้งของที่ใช้กับคนไข้เฉพาะรายนั้นไปเสีย ไม่ต้องนำกลับมาใช้ใหม่ก็จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยแก่คนงานทำความสะอาดมากขึ้น

ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนไข้จะผ่าตัด หากหมอเขาขอตรวจ HIV ก่อนการผ่าตัดก็ให้เขาตรวจเถอะครับ การไม่ยอมให้เขาตรวจด้วยเหตุผลว่าเป็นสิทธิของผู้ป่วยฟังดูก็เท่ดี แต่ลึกๆแล้วเป็นการมุ่งแก้ปัญหาของคนไข้โดยไม่เห็นอกเห็นใจหมอ พยาบาล และคนงานเอาเสียเลย ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่รูปแบบของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหมอกับคนไข้ที่เราอยากให้มันเป็น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

11 มีนาคม 2554

พบก้อนในเต้านม 7 มิล หมอไม่ผ่า แต่อยากผ่า

อัลตราซาวด์พบก้อนในหน้าอก ขนาด 7 มิล แต่หมอบอกว่าผ่าตัดไม่ได้ ไม่เข้าใจค่ะว่าทำไมผ่าไม่ได้กลัวว่าหากเป็นเนื้อไม่ดี คือไม่อยากเก็บไว้ที่ตัวค่ะ
……………………..

ตอบครับ

ที่ว่าผ่าไม่ได้ คุณหมอท่านคงหมายความว่าขนาดมันเล็กเกินไป มีโอกาสที่ผ่าเข้าไปแล้วหลงทางอยู่ในหน้าอกหาตัวก้อนไม่เจอ เพราะขนาดมันเล็กมาก มักแยกไม่ออกจากเนื้อเต้านมธรรมดา หมอจึงเลือกวิธีติดตามดูแทน

กรณีเช่นนี้ถ้าคุณมีวิตกจริตมาก ไม่สบายใจก็เปลี่ยนหมอสิครับ ไปหาความเห็นที่สอง (second opinion) เพราะหมอบางคนก็เก่งทางผ่าของเล็กๆ เทคนิคที่ทำกันก็คือทำอุลตร้าซาวด์หรือซีที.สามมิติแล้วเอาเข็มที่ปลายงอเป็นขอเบ็ดเข้าไปเกี่ยวตัวเนื้องอกไว้ก่อน โดยวิธีนี้ก็ผ่าตามเข็มเข้าไปเอาเนื้องอกออกมาได้ ไม่ว่าจะเล็กขนาดไหน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ช่วยด้วย เป็นไวรัสตับอักเสบซี. (Hepatitis C)

ช่วยด้วยค่ะ ไปบริจาคเลือดมา และได้ทราบถึงผลเลือดว่าได้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี อยากทราบว่าจะต้องเข้ารับการรักษาอย่างไร และต้องฉีดวัคซีนป้องกันได้หรือไม่

....................................................................

ตอบครับ

คำถามของคุณ ทำให้ผมหวนคิดถึงใครคนหนึ่งในอดีต ซึ่งเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคตับอักเสบไวรัสซี. เธอเป็นทั้งครูแพทย์ผู้ปราดเปรื่อง และเป็นทั้งพี่สาวที่แสนดีของผม ยังจำได้ที่เจ้าหนุ่มน้องชายผู้ไม่เอาไหนแกล้งพี่โดยไปดักรออยู่ในที่แสงสว่างไม่พอแล้วยื่นฟิลม์เอ็กซเรย์ให้ช่วยรีบอ่านโดยอำว่าด่วนมาก เพื่อที่จะให้คุณพี่ผู้ปราดเปรื่องหลวมตัวอ่านฟิลม์เอ็กซเรย์ผิดจะๆให้เห็นสักครั้ง พอพี่เขาอ่านผิดสมใจก็ร้องขึ้นด้วยความดีใจที่แกล้งพี่ได้สำเร็จ คิดถึงวันชื่นคืนสุขครั้งก่อนมาแล้วก็น้ำตาไหล ฮือ.. ฮือ

“..เฮ้ ลุ้ง...ง ตื่นเถอะ ใจลอยแล้ว”

ขอโทษ ขอโทษ มันเผลอไปนะ มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

ประเด็นที่ 1. ที่กาชาดเขาบอกว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี.นั้น เพราะเขาเจาะเลือดดูภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบซี. (anti-HCV) แล้วได้ผลบวก ซึ่งมีความหมายว่าคุณเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี.มา และตามสถิติแล้วคนที่ anti-HCV ได้ผลบวกเช่นคุณนี้ ประมาณสามคนในสี่คน หรือ 75% จะยังคงมีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี.ตัวเป็นๆอยู่ในร่างกายด้วย

ประเด็นที่ 2. จะฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบไวรัสซี.ได้ไหม ตอบว่ายังไม่ได้ครับ เพราะปัจจุบันนี้โลกยังไม่มีวัคซีนชนิดนี้

ประเด็นที่ 3. จะต้องทำอย่างไรต่อไปดี ตอบว่าก็ต้องไปที่โรงพยาบาล ไปขอตรวจเลือด โดยเจาะจงตรวจตามรายการต่อไปนี้ให้ครบคือ
3.1 ตรวจดูตัวไวรัสซี. (HCV DNA) ว่ายังมีไวรัสตัวเป็นๆอยู่ในร่างกายหรือเปล่า ถ้าโชคดีเป็นคนหนึ่งในสี่ที่ร่างกายเคลียร์ไวรัสทิ้งได้หมดแล้ว หมายความว่า HCV DNA ได้ผลลบ ก็จบเลย ไม่ต้องทำอะไรต่อ แต่ถ้าตรวจพบไวรัสซี.ในตัวก็ไม่จบ ต้องตรวจต่อไปอีก
3.2 ตรวจเอ็นไซม์ของตับ SGPT หรือ SGOT ถ้าสูงผิดปกติก็แสดงว่ามีภาวะตับอักเสบเรื้อรังอยู่ นั่นหมายถึงว่าแพทย์อาจจะจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นตับแข็ง อันจะนำไปสู่มะเร็งตับซึ่งต่อคิวรออยู่ไม่ไกลหลังจากเป็นตับแข็งแล้ว
3.3 ในกรณีทั่วไปควรตรวจสถานการติดเชื้อของไวรัสเอ. (anti HAV) และไวรัสบี. (HBsAb, HBsAg) ด้วย เพราะแค่โดนซีตัวเดียวก็อ่วมแล้ว หากยังไม่มีภูมิคุ้มกันเอ.และบี.จะได้ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน นอกจากนี้ยังควรตรวจเอดส์ (HIV) ด้วย เพราะไวรัสซี.มาสู่ตัวเราโดยวิธีคล้ายๆกับเอดส์ คือมากับเลือดบ้าง มากับเพศสัมพันธ์บ้าง บางทีมันก็มาแบบทูอินวัน คือติดทีเดียวพร้อมกันสองตัว ในกรณีของคุณนี้ตอนไปบริจาคเลือดกาชาดเขาตรวจไวรัสบี. (HBsAg) และเอดส์ (HIV) ให้แล้ว การที่เขาไม่พูดอะไรก็แสดงว่าไม่มีเชื้อ ก็รอดตัวไปหนึ่งเปลาะ ไม่ต้องตรวจสองตัวนี้ซ้ำ
3.4 ถ้าผลการตรวจพบไวรัสซีอยู่ในตัวเพียบแต่เอ็นไซม์ของตับยังปกติ หมออาจจะไม่แน่ใจว่ามีภาวะตับอักเสบเรื้อรังอยู่หรือเปล่า อาจจะขอเอาเข็มจิ้มตับเอาเนื้อตับออกมาตรวจ (biopsy) ก็ให้เขาทำไปเถอะ จะได้ตัดสินใจได้ว่าควรใช้ยาต้านไวรัสหรือไม่

ประเด็นที่ 4. เมื่อไรจะใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งสมัยนี้ก็คือการใช้ยาชุด PEG-interpheron alpha 2b + Ribavirin คำตอบก็คือหากคุณอายุเกิน 18 ปี ถ้าตรวจพบว่ามีไวรัสในตัว ร่วมกับมีตับอักเสบ ต้องใช้ยาแน่นอน แต่ถ้ามีไวรัสแต่ไม่มีตับอักเสบ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าหมอโรคตับที่ดูแลคุณอยู่จะห้าวแค่ไหน คือภาษาหมอเรียกว่ามันยังเป็นข้อโต้แย้งกันอยู่ (controversy) ว่าจะใช้ยาหรือไม่ใช้ดี จึงขึ้นกับดุลพินิจของหมอแต่ละคน ยานี้เป็นยาแรง ต้องใช้โดยหมอโรคตับ (hepatologist) หรืออย่างน้อยก็ควรเป็นหมอโรคทางเดินอาหาร (gastroenterologist) เท่านั้น เป้าหมายของการใช้ยาก็คือ (1) เพื่อกำจัดเชื้อไวรัสให้เกลี้ยงไปนานอย่างน้อย 6 เดือน ภาษาหมอเรียกว่าเพื่อให้ได้ sustained virologic response หรือ SVR (2) เพื่อป้องกันตับแข็งซึ่งก็คือการป้องกันมะเร็งตับนั่นเอง

ประเด็นที่ 5. ในแง่ของการป้องกันโรคนี้ ตัวคุณเองแม้จะป้องกันการติดเชื้อไม่ได้แล้วแต่ป้องกันไม่ให้โรคเป็นมากได้โดย(1) งดแอลกอฮอล์เด็ดขาด เพราะคนเป็นโรคนี้หากดื่มแอลกอฮอล์จะยิ่งเกิดตับแข็งมากขึ้น (2) แต่คุณป้องกันการแพร่โรคนี้ไปยังคนใกล้ชิดเช่นสามี (ถ้ามี) โดยเอาพวกเขามาตรวจเลือด ถ้ายังไม่เคยติดเชื้อก็ป้องกันเหมือนกับการป้องกันเอดส์ คือจะมีพสพ.ก็ใช้ถย.อนม. (ถุงยางอนามัย ผมย่อแก้เซ็งเท่านั้นเอง ไม่มีอะไร) และหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ที่จะแพร่เชื้อทางเลือดเช่นกรรไกรตัดเล็บ ใบมีดโกน แปรงสีฟัน ร่วมกัน

ประเด็นที่ 6. สำหรับคนทั่วไปที่จำเป็นตัองถ่ายเลือด ไม่ต้องกลัวติดเชื้อไวรัสซี.จนอึขึ้นสมอง เพราะนับตั้งแต่มีการคัดกรองผู้บริจาคเลือดด้วยการตรวจ anti HCV โอกาสติดเชื้อนี้จากการถ่ายเลือดลดลงต่ำมากเหลือเพียง 1 ใน 103,000 ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต่ำมาก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Boyer JL, Chang EB, Collyar DE, et al, for the NIH Consensus Development Panel. NIH consensus statement on management of hepatitis C: 2002. NIH Consens State Sci Statements. Jun 10-12 2002;19(3):1-46.
2. Stramer SL, Glynn SA, Kleinman SH, Strong DM, Caglioti S, Wright DJ, et al. Detection of HIV-1 and HCV infections among antibody-negative blood donors by nucleic acid-amplification testing. N Engl J Med. Aug 19 2004;351(8):760-8.
3. Rumi MG, Aghemo A, Prati GM, et al. Randomized study of peginterferon-alpha2a plus ribavirin vs peginterferon-alpha2b plus ribavirin in chronic hepatitis C. Gastroenterology. Jan 2010;138(1):108-15.