22 ธันวาคม 2554

ทำไมดาราชอบเป็นโรคหน้าเบี้ยว

จดหมายฉบับนี้ถูกทิ้งไว้นานจนลืมไปแล้วว่ากี่เดือน ผมไม่ได้เปิดอ่านเพราะเห็นจั่วหัวเป็นเรื่องไร้สาระ ป่านนี้เจ้าของคงเลิกติดตามไปแล้ว แต่ผมหยิบมาตอบวันนี้เพราะเห็นว่าเป็นโรคที่ยังไม่เคยได้พูดถึง

คุณหมอสันต์ครับ

ทำไมระยะนี้ได้ข่าวดาราคนนั้นคนนี้เป็นโรคปลายประสาทอักเสบและหน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว โรคนี้เกิดจากอะไร เป็นแล้วต้องรักษาอย่างไร แล้วจะหายปากเบี้ยวไหม


..............................

ตอบครับ

โรคปลายประสาทเส้นที่ 7 อักเสบแล้วทำให้หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว ทางแพทย์เรียกว่า Bell palsy หรืออีกชื่อคือ idiopathic facial paralysis (IFP) แปลว่าโรคหน้าเป็นอัมพาตโดยไม่ทราบเหตุ โรคปลายประสาทอักเสบนี้เป็นเรื่องของเส้นประสาทท่อนล่าง กล่าวคือเส้นประสาททุกเส้นในร่างกายของเราจะต่อกันเป็นสองท่อน คือท่อนบนซึ่งมักจะอยู่ในสมองหรือแกนประสาทสันหลัง กับท่อนล่างซึ่งมักจะอยู่ในเส้นประสาทที่กระจายกันรับและส่งไฟฟ้าไปทั่วร่างกาย ก่อนจะวินิจฉัยจึงต้องแยกให้ออกก่อนว่ากล้ามเนื้อหน้าเป็นอัมพาตไปเพราะเส้นประสาทท่อนไหน ด้วยวิธีการตรวจทางประสาทวิทยาซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีดูคลำและเคาะ ถ้ายังไม่หายข้องใจก็ต้องตรวจดูภาพของสมองด้วยการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือตรวจคลื่นแม่เหล็ก (MRI) ให้แน่ใจว่าไม่มีเนื้องอกซึ่งบ่งบอกว่าเป็นโรคของเส้นประสาทท่อนบนอยู่ในสมอง ต่อเมื่อหาสาเหตุจากท่อนบนไม่พบแล้ว จึงจะวินิจฉัยได้ว่า เนี่ยแหละ เป็น Bell palsy ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ท่อนล่าง ของแท้

ส่วนใหญ่ 80-90% โรคหน้าเบี้ยวนี้หาสาเหตุไม่ได้ ได้แต่เดากันไปต่างๆนาๆ ว่าอาจจะมีไวรัสเช่นเริมที่ซุ่มอยู่ที่ปมประสาทพอเครียดทีมันก็ออกมากำเริบทีหนึ่งก็ได้ อาจเป็นเรื่องภูมิคุ้มกันทำลายตนเองก็ได้ อาจเป็นเรื่องการที่เส้นประสาทบวมคับรูก็ได้ (เส้นประสาทคู่ที่ 7 จะวิ่งผ่านรูกระดูกรูเล็กที่ใกล้ๆกกหู) อาจเกิดจากกรรมพันธุ์แบบหน้าเบี้ยวกันทั้งบ้านก็ได้ อาจเป็นเพราะเบาหวานก็ได้ เพราะเบาหวานทำให้ประสาทส่วนปลายอักเสบได้ทุกเส้น รวมทั้งเส้นที่ 7 นี้ด้วย

อาการสำคัญของโรคนี้ก็คืออยู่ๆก็หน้าเบี้ยวขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เห็นชัดเวลายิงฟันแก้มจะเบ้ไปข้างเดียว และเวลาหลับตาก็จะหลับตาลงได้ข้างเดียว ซึ่งส่องกระจกดูแล้วมักทำให้เจ้าตัวขวัญหนีดีฝ่อเลยทีเดียวว่าเฮ้ย.. นี้ตัวเราเหรอเนี่ย พอตกใจรีบโทรไปหาเพื่อนๆก็วินิจฉัยมาให้เสร็จว่าก็เป็นเพราะเธอฉีดโบทอกซ์เกินขนาดละสิ ซึ่งจริงๆแล้วไม่เกี่ยวกันเลย อาจมีอาการอื่นแถมเช่นปวดหู ปวดตา ตาแห้ง ตามัว เหงื่อแตกข้างเดียว การรับรสเปลี่ยนไป เป็นต้น

วิธีรักษาก็คืออยู่เฉยๆ หมออาจจะใช้มาตรการต่างๆป้องกันไม่ให้แก้วตาแห้งและเป็นแผล แล้วรอให้โรคมันหายเอง ดังที่บอกแล้วว่าโรคนี้เป็นเองหายเอง การใช้ยาสะเตียรอยด์ก็อาจจะช่วยได้บ้าง หมอบางท่านชอบใช้ แต่บางท่านก็ไม่ชอบ การใช้ยาต้านไวรัสครั้งหนึ่งเคยเป็นวิธียอดนิยมมาแต่ในอดีตนั้น หลักฐานใหม่ๆบ่งชี้ไปทางว่ามันไม่ค่อยได้ผล

โรคนี้ถ้าเป็นคนที่อายุยังไม่มากก็มีโอกาสหายเองจนดีดังเดิมถึง 85-90% ที่เหลือคือหายแต่ไม่ดีดังเดิม ยังมี “เบี้ยวเสน่ห์” เหลือให้เป็นเอกลักษณ์ให้เพื่อนฝูงล้อเลียนมากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าเป็นในคนอายุมากเกิน 60 ปีขึ้นไปโอกาสจะเบี้ยวถาวรมีมากถึง 40% ในกรณีที่เป็นแล้วหายแล้ว ก็ยังมีโอกาสกลับเป็นใหม่ซ้ำได้อีกถึง 14% ดังนั้นโรคเบลหน้าเบี้ยวนี้ให้ดาราเขาเป็นกันไปเถอะ อย่าเจอกับตัวเองเป็นดีที่สุดครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์