11 พฤษภาคม 2554

เห็นสายฟ้าฟาดในลูกตาบ่อยขึ้นๆ

เรียนคุณหมอสันต์

ดิฉันอายุ 32 สูง 156 นน. 76 ค่ะ

ดิฉันมักมีอาการเห็นเป็นสายฟ้าฟาดที่ตาซ้ายหรือบางทีเห็นแบบตาพร่ามัวทั้ง 2 ข้างประมาณ 10 นาทีต่อมาก็จะปวดหัวคิ้วข้างขวา
ปวดแบบเป็นจังหวะบางครั้งก็ปวดแบบตลอดเวลามีบางครั้งปวดแบบจะตายให้ได้ ปวดหนักๆจะมีอาเจียนด้วยค่ะ สัปดาห์นึงเป็น 1-3 ครั้ง
สังเกตว่าตัวเองจะเป็นตอนเช้าลุกจากที่นอนแบบเร็วๆ หรือเป็นตอนร้อนจัด หนาวจัด คือเมี่อมีอาการข้างต้นจะกินยา cafagot กับponatan
เข้าใจว่าเป็นไมเกรน แต่ช่วงหลังๆมีอาการเห็นสายฟ้าฟาดร่วมด้วยบ่อย(แต่ก่อนเป็นตาพล่าอย่างเดียว)
อาการเห็นสายฟ้าฟาดเป็นอาการอันตรายมากมั้ยคะ ยังไม่เคยพบแพทย์เลยค่ะ

ขอความกรุณาตอบหน่อยนะคะ

....................................................

ตอบครับ

1. สูง 156 นน. 76 กก. คำนวณดัชนีมวลกายได้ 30.4 ก็แปลว่า อ๊ะ..อ๊ะ เป็นโรคอ้วนแล้วสิครับ

2. อาการเห็นสายฟ้าฟาดที่ตาข้างเดียว มีโอกาสเป็นไปได้สองอย่างคือ

2.1 เป็นอาการนำ (aura) ของโรคปวดศีรษะแบบไมเกรน (Migraine) โรคนี้เป็นการปวดแบบตึ๊บๆ (vascular headache) ปวดครั้งหนึ่งกินเวลา 4-72 ชม. ถ้ามีอาการนำ (aura) ที่เกิดจากการเสียการทำงานของระบบประสาทเป็นการชั่วคราวเช่นเห็นแสงสีวูบวาบอย่างกรณีของคุณนี้ เรียกว่า classic migraine ส่วนที่คุณมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย มันก็เป็นธรรมดาของโรคนี้ คนเป็นโรคนี้ยังมักเป็นกรรมพันธุ์ มักมีอาการแพ้แสง นอนไม่หลับ และซึมเศร้า ร่วมด้วย

2.2. เป็นอาการของจอประสาทตาฉีกขาด (retinal tear) หรือจอประสาทตาหลุดลอก (retinal detachment) ซึ่งเป็นเรื่องฉุกเฉิน อาการที่บ่งบอกถึงโรคนี้มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างจาก 3 อย่างต่อไปนี้ คือ (1) มีแสงวาบๆ (flashing) เหมือนมีใครฉายไฟ ซึ่งเห็นชัดในที่มืด (2) มีเงาดำๆเล็กที่ลอยไปลอยมาให้เห็นในลูกตา (floatings) ซึ่งแต่เดิมมีจำนวนไม่มาก เกิดเพิ่มจำนวนขึ้นรวดเร็ว (3) พื้นที่การมองเห็น (visual field) หดหายไปเหมือนมีใครรูดม่านดำมาบังการมองเห็นไว้ส่วนหนึ่ง

3. ทีนี้คุณควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมแนะนำให้ทำเป็นขั้นตอนดังนี้

3.1 เนื่องจากการเป็นจอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก เป็นเรื่องสำคัญและถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้วย ผมแนะนำว่าคุณต้องไปหาจักษุแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องจอประสาทตาสักหนึ่งครั้ง เพื่อตรวจให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้เป็นโรคนี้ ถ้าเป็นก็จะได้ทำการผ่าตัดแก้ไขทันที เพราะหากปล่อยให้การหลุดลอกขยายไปมากจนกินบริเวณศูนย์ร้บภาพ (macula) ก็จะเกิดภาวะตาบอดมืดสนิทถาวรได้ง่ายๆ อนึ่งเนื่องจากจักษุแพทย์ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจอประสาทตาและทำการผ่าตัดจอประสาทตาได้ทุกคน ดังนั้นจึงต้องตั้งคำถามให้จักษุแพทย์ตอบให้ได้ก่อนว่ามีหรือสงสัยว่ามีภาวะจอประสาทตาฉีกหรือหลุดลอกหรือเปล่า ถ้ามี ตัวแพทย์ท่านนั้นรักษาเองได้ไหม ถ้ารักษาไม่ได้จะส่งไปให้ใครรักษา เพราะการรักษาจะต้องทำทันที จะใช้วิธีให้ยาไปกินไปหยอดแล้วดูเชิงก่อนนั้นไม่ได้ เพราะโรคนี้ไม่มียารักษา ต้องผ่าตัดหรือเลเซอร์เท่านั้น

3.2 เมื่อไปหาหมอตาแล้วหากท่านบอกว่าตาโอเค.ไม่เป็นไร ไม่มีจอประสาทตาฉีกหรือหลุดลอก คราวนี้ก็ต้องว่ากันแบบโรคไมเกรนแล้วละครับ ยา Cafergot กับ Ponstan ที่ทานอยู่ มันแค่คุมอาการเท่านั้น แต่มันป้องกันการเกิดอาการไม่ได้ ทำให้คุณเป็นถี่ขึ้นๆ ผมแนะนำให้คุณไปหาหมอทางประสาทวิทยา (neurologist) เพื่อปรึกษาท่านว่าจะใช้วิธีกินยาเพื่อป้องกันการเกิดอาการเช่นยา propanolol ดีไหม เพราะการมีอาการถี่ขนาดสัปดาห์ละ 3 ครั้งนั้นเป็นอะไรที่ยอมรับไม่ได้ ชีวิตจะมีคุณภาพได้อย่างไร ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ถ้ายา propanolol ป้องกันไม่ได้ หมอเขาอาจจะสะเต็พอัพไปใช้ยากันชักเช่น Sodium valproate หรือ Gabapentene ควบกับยาต้านซึมเศร้าเช่น amitriptylene เพื่อป้องกันก็ต้องยอม ยาที่ว่ามาทั้งหมดนี้อย่าซื้อกินเอง เพราะมีประเด็นต้องติดตามดูแลมาก ควรกินภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์เท่านั้น

3.3 ควบคู่ไปกับการทานยาบรรเทาหรือป้องกันการเกิดอาการไมเกรนที่หมอให้ ผมแนะนำให้คุณหัดทำกิจกรรมการจัดการความเครียดเช่นฝึกรำมวยจีน เป็นต้น ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนว่าช่วยทั้งป้องกันการเกิดอาการไมเกรน และบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นแล้วได้


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์