03 พฤษภาคม 2554

จะเอาคุณพ่อซึ่งป่วยเรื้อรังไปไว้ที่ไหนดี

ดิฉันค้นพบคุณหมอที่ http://www.health.co.th/ โดยบังเอิญจากการพยายามค้นข้อมูลเกี่ยวกับนิ่วในถุงน้ำดีค่ะ
ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเองหรือคนในครอบครัว แต่เป็นน้องที่ทำงานเดียวกันซึ่งเขามีความเดือดร้อนใจเป็นอย่างมากในการดูแลรักษาคุณพ่อซึ่งป่วยเนื่องจากตกจากต้นไม้ และเกิดโพรงน้ำในสมอง ทำให้ต้องผ่าตัดใส่ท่อระบายน้ำออก โดยปัจจุบันทำการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งตามโครงการ 30 บาท ซึ่งต้องจ่ายค่าอุปกรณ์ (ท่อ) และยาพิเศษเอง โดยหลังจากผ่าตัดแล้ว ทางโรงพยาบาลได้ให้ออกไปพักที่บ้าน ซึ่งน้องเขาอยู่กับคุณพ่อเพียงสองคน ทำให้ไม่มีคนดูแล ต้องส่งคุณพ่อไป nursery เดือนละประมาณ 15,000.- นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก (พอๆ กับเงินเดือนของเขา) นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดูแล เช่น ค่าผ้าอ้อม และยาพิเศษต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้เขาก็เดือดร้อนเป็นอย่างมากแล้ว แต่เมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณพ่อของน้องมีอาการไข้ ท้องเสีย และปวดท้องรุนแรง ได้พาไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเดิม พบว่าถุงน้ำดีอักเสบจากนิ่ว และพบซีสต์ในตับ หมอวินิจฉัยว่าต้องผ่าตัดก่อนถุงน้ำดีจะแตก แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อเนื่องจากท่อที่ฝังจากส่วนสมองลงมาในช่องท้อง และให้รอหมอและห้องผ่าตัดว่าง ทั้งนี้ หลังจากรอมาเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ทางโรงพยาบาลได้แจ้งให้รับผู้ป่วยกลับบ้านก่อน โดยให้มาใหม่วันที่ 19 เม.ย. หลังสงกรานต์ เนื่องจากบุคลากรของโรงพยาบาลกลับต่างจังหวัด น้องเขาฟังแล้วก็เครียดมาก เพราะไม่แน่ใจว่านิ่วที่เป็นมันจะทำให้ถุงน้ำดีแตกหรือไม่ แม้ว่าหลังจากให้ยาแก้อักเสบไประยะหนึ่งแล้ว คุณพ่อของน้องจะปวดท้องน้อยลงมาก คือ บ่นปวดเฉพาะเวลาขยับตัวในบางครั้ง แต่เนื่องจากหลังผ่าตัดใส่ท่อระบายน้ำในโพรงสมอง พ่อเขาก็ยังมีอาการทางประสาทเหมือนตอนก่อนผ่าตัด คือพูดรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้าง บางครั้งก็เอะอะโวยวาย ทำให้ไม่สามารถบอกอาการเวลาเป็นอะไรได้ชัดเจน เช่น เวลาโวยวายว่าเจ็บ ก็ไม่ทราบว่าเจ็บอย่างไร หรือมากน้อยแค่ไหน คุณหมอก็บอกทำนองว่าไม่อยากผ่าตัดเพราะเสี่ยงติดเชื้อ เพราะไม่แน่ใจว่าจะผ่าโดยใช้กล้องเจาะหน้าท้องได้หรือไม่ เนื่องจากอาจเจาะไปเจออุปกรณ์ของท่อที่ใส่ไว้ คำถามที่จะรบกวนขอปรึกษา มีดังนี้ค่ะ

1. ถ้าไม่ผ่าอาการนิ่วจะมีโอกาสกำเริบจนทำให้ถุงน้ำดีแตกมากน้อยแค่ไหน (หมอที่รักษาบอกว่ามีโอกาสประมาณ 30%)
2. ถ้ารอให้มีอาการฉุกเฉินแล้วผ่า กับการผ่าในขณะที่คนไข้ร่างกายยังแข็งแรง อย่างไหนจะดีกว่ากันคะ
3. เรื่องปัญหาทางสมองก็เป็นอีกกรณีที่น้องเขาหนักใจจนเครียด เนื่องจากต้องส่งเข้า nursery เพราะไม่สามารถหาคนดูแลคุณพ่อได้ตลอดเวลา ทำให้มีค่าใช้จ่ายมากดังกล่าวมาแล้ว ไม่ทราบว่าจะติดต่อขอเป็นคนไข้ในความอนุเคราะห์ที่ไหนได้บ้างคะ น้องเขาเป็นห่วงคุณพ่อมาก อยากย้ายโรงพยาบาล เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับการรักษาในเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากคนไข้มาก ต้องรอคิวในทุกเรื่อง และต้องเอาคุณพ่อเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลหลายครั้ง และส่วนใหญ่ก็มีคิวนัดวันธรรมดา ทำให้ขาดงานบ่อยมากๆ ไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งก็ลำบาก เนื่องจากบ้านไกลและเข้าออกไม่สะดวก (ไม่มีรถส่วนตัว) ข้อสำคัญคือเกรงว่าการรักษาที่ล่าช้าอาจทำให้คุณพ่อเป็นอะไรไปมากกว่านี้

รบกวนขอคำแนะนำคุณหมอสำหรับคนไข้ที่ยากไร้และไม่มีสวัสดิการอื่นใดนอกจาก 30 บาทด้วยค่ะ ดิฉันเกรงว่าเขาจะคิดมากจนเป็นอะไรไปเสียก่อน

.........................................

ตอบครับ

1. มีนิ่วในถุงน้ำดี และถุงน้ำดีเกิดการอักเสบของถุงน้ำดีแล้ว (acute cholecystitis) แล้ว ถ้าไม่ผ่าตัด จะมีโอกาสถุงน้ำดีแตก 25-30% ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นถึงขั้นนั้น จะมีโอกาสตาย 10-50% ดังนั้นเมื่อเกิดถุงน้ำดีอักเสบแล้ว หมอจึงแนะนำให้ผ่าตัดลูกเดียว เพื่อลดอัตตราตายนี้ลง

2. ถ้ารอให้มีอาการฉุกเฉินแล้วผ่า กับการผ่าในขณะที่คนไข้ร่างกายยังแข็งแรง อย่างไหนจะดีกว่ากัน คุณเองก็ตอบได้นี่ครับ อย่างแรกตายได้ถึง 50% อย่างหลังตายไม่เกิน 4%

3. น้องเขาอยากย้ายโรงพยาบาล เพราะรู้สึกว่ารักษาไม่ดี คนไข้มาก ต้องรอคิวในทุกเรื่อง ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลหลายครั้ง ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงที่พรรณามานี้เป็นธรรมชาติของรพ.ของรัฐบาลทุกแห่งครับ มันเป็นสัจจธรรม แปลว่าไปไหนก็เจอแบบนี้ อย่าย้ายเลย ขอให้ใช้วิธี make your heart แปลว่าทำใจเสียเถอะ คิดเสียว่าดีกว่าในอเมริกาที่หากไม่มีประกันสุขภาพแล้วสุนัขยังไม่แลเลย นี่เมืองไทยมีสามสิบบาท รักษาได้ทุกโรค ดีที่ซู้ด

4. เรื่องจะเอาคนป่วยเรื้อรังมีปัญหาทางสมองไปแหมะไว้ที่ไหนดี เพราะดูแลเองก็ไม่ไหว เอาไปไว้ nursing home เอกชนก็ค่าใช้จ่ายมากสู้ไม่ไหว อันนี้จนด้วยเกล้าจริงๆครับ คือเมืองไทยนี้เรื่องการดูแลสุขภาพดีทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียวคือไม่มีระบบดูแลผู้ป่วยเรื้อรังสำหรับคนจน สถานสงเคราะห์คนชราเช่นบางแคก็รับแต่คนที่ช่วยตัวเองได้ไม่ทุพลภาพ ทุกวันนี้คนจนต้องใช้วิธีแกล้งลืมคนป่วยทิ้งไว้ที่รพ.สามสิบบาท ซึ่งก็พอแก้ขัดไปได้บ้างแต่ในที่สุดรพ.ก็จะหาบ้านหาญาติจนพบและขับไสไล่ส่งออกจากรพ.จนได้อยู่ดี เพราะรพ.ทุกแห่งเป็นระบบ acute care ถ้ามีคนป่วยเรื้อรังกินเตียงอยู่ก็ต้องรีบถีบออก มิฉะนั้นรพ.ก็จะตายเสียเอง ผมเคยคุยเรื่องนี้กับคุณหมอวินัย (เลขาธิการสป.สช.) ในงานแต่งงานลูกสาวเพื่อนคนหนึ่ง ชวนกันว่าเรามาทำเรื่องนี้กันภายใต้ระบบสามสิบบาทกันเถอะ โดยจะทำเป็น nursing home ในระบบสามสิบบาทขึ้นมา ดึงเอารัฐบาลท้องถิ่น (เช่นเทศบาล) มาช่วยรับภาระส่วนหนึ่ง เบิกเงินจากสป.สช.ส่วนหนึ่ง ผมจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาบริหารจัดการส่วนหนึ่ง แต่พอกลับจากงานแต่งงาน ต่างคนก็ต่างไป เข้าโหมดชีวิตวุ่นวายของใครของมันแล้วก็ลืมมันไว้แค่นั้น เอาไว้ถ้าผมเกษียณแล้วและยังมีเรี่ยวแรงเหลือจากการทำไร่ปลูกผักปลูกดอกไม้ ผมอาจจะหันมาจับเรื่องนี้อีกทีครับ ตอนนี้ถ้าลำบากทนไม่ไหวจริงๆผมก็แนะนำให้เอาคุณพ่อไปแกล้งลืมไว้ที่รพ.สามสิบบาทไปก่อนเถอะครับ..หึ หึ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.........................

เรียน คุณหมอสันต์

ขอบคุณมากค่ะที่คุณหมอกรุณาสละเวลาตอบคำถามที่หมอท่านอื่นอาจอ่านแล้ววางไว้ เพราะเป็นปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม
อีกอย่าง คุณหมอเคยเขียนไว้ในเว็บว่า บริการตอบคำถามของคุณหมอเป็นแบบตากแห้ง เลยคิดว่าน่าจะตากนานกว่านี้ สงสัยหมู่นี้โลกร้อนเลยแห้งเร็ว
รู้สึกดีใจค่ะ ที่อย่างน้อยก็มีคนที่คิดอย่างคุณหมอสันต์ในเรื่องของส่วนรวม ถึงแม้ด้วยภาระหน้าที่จะทำให้ไม่สามารถทำได้ดังตั้งใจ
ยังไงถ้ายังมีชีวิตอยู่ อาจมีโอกาสได้ใช้บริการที่คุณหมอตั้งใจจะทำหลังเกษียณนะคะ (เอ! หรือไม่ต้องใช้น่าจะดีกว่านะคะ อิอิ)
สรุปคือ เงินเท่านั้นที่จะช่วยได้เต็มที่ (กรรมของคนจน)

คนไทยผู้ยากจน