04 เมษายน 2554

ไขมันเกาะตับ + เดินแล้วเจ็บส้นเท้า

ดิฉันอายุ 39 ปี เป็นไทรอยด์เป็นพิษตั้งแต่อายุ 22 ปี รักษาตัวมาตลอด และได้เข้ารับการรักษาด้วยการกลืนน้ำแร่นานกว่า 5 ปีแล้ว และหมอให้ทานยา Euthyrox 100 ug ทุกวัน วันละ 1 เม็ด และนัดตรวจเลือดทุก 1 ปีค่ะ เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา เข้าผ่าตัดเอามดลูกออกไปแล้ว เพราะตรวจพบถุงน้ำขนาด 7, 5 และ 3 ซม หมอแนะนำให้ผ่าเอามดลูกออกทั้งหมด และทานยาฮอร์โมนชดเชย (Estomon F.C. Tab 0.625 mg) กับแคลเซียมชนิดเม็ด แต่ทานแคลเซียมชนิดเม็ดไปทำให้ถ่ายแข็งมาก จึงแจ้งหมอ หมอจึงเปลี่ยนให้ทานแคลเซียมเม็ดฟู่แทน (ประกอบด้วย Vit C-1,000 mg/Calcium Carbonate-625 mg/Vit D-300 I.U./Citric Acid-1,350 mg/Vit B6-15 mg) แผลผ่าตัดไม่มีปัญหา ไม่เจ็บไม่ตึงดีมากเลยค่ะ ก่อนที่ไปผ่าตัดมดลูกได้เอ็กซเรย์ตับพบว่ามีไขมันเกาะตับอีก กังวลมากว่ายาที่กินเข้าไปทุกวันจะทำเป็นอันตรายต่อร่างกายมั้ยค่ะ และควรจะทำอย่างไรกับการมีไขมันเกาะตับดีค่ะ ตอนนี้เวลาเดินเจ็บส้นเท้ามากเลยค่ะ แต่ก่อนเคยเป็นเฉพาะช่วงเช้าตอนตื่นนอนใหม่ ๆ พอเดินหรือเหยียดยกขาสูงตึงก็จะหาย แต่ตอนนี้ทำอย่างไรก็ไม่หายค่ะ หรือหายไม่ถึงนาทีก็เจ็บใหม่ เวลาเดินกระเพลกเลยค่ะ พอลงน้ำหนักก็เจ็บมาก สรุปที่อยากทราบคือ 1. รักษาเรื่องตับอย่างไร 2. ยาที่กินทุกวันมีผลอะไรบ้าง และ 3 รักษาอาการปวดส้นเท้าอย่างไร รบกวนคุณหมอกรุณาตอบด้วยเถอะค่ะ ที่ e-mail address…ขอบพระคุณเป็นอย่างมากค่ะ

.........................................

ตอบครับ

1. ผลของยาที่กินต่อตับ ขอแจงเป็นรายตัวนะครับ

1.1 Euthyrox ปลอดภัย 100% ไม่มีผลเสียเลย

1.2 ฮอร์โมนทดแทน estrogen (Estomon) ไม่มีอันตรายอะไรกับตับ แต่คนทานยานี้ตับต้องดี เพราะต้องอาศัยตับในการเผาผลาญยาทิ้ง

1.3 แคลเซี่ยมเม็ดฟู่ ไม่มีผลอะไรต่อตับ แต่มีผลเสียทางอื่นคือทำให้เป็นนิ่วมากขึ้น และงานวิจัยใหม่สรุปได้ชัดว่าทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้น

2. กรณีของคุณนี้แคลเซียมเป็นอะไรที่ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะขณะได้รับเอสโตรเจนจะมีแนวโน้มเกิดแคลเซียมในเลือดสูงอยู่แล้ว ทั้งงานวิจัยการป้องกันกระดูกพรุน (ซึ่งคงเป็นวัตถุประสงค์ของการใช้แคลเซียมในกรณีของคุณ) ก็พบว่าแคลเซี่ยมเสริมมีผลน้อยมากเมื่อเทียบกับวิตามินดี.ร่วมกับแคลเซียมในอาหารตามธรรมชาติ ผมจึงขอแนะนำว่าเลิกทานแคลเซียมเสริมเสียดีกว่า ถ้าอยากได้แคลเซียมก็ให้ทานจากอาหารธรรมชาติเช่นนมพร่อมมันเนยหรือนมถั่วเหลืองแทน

3. การที่ตรวจพบไขมันแทรกตับ ภาษาหมอเรียกว่าเป็นโรค NAFLD ย่อมากจาก non alcoholic fatty liver disease ซึ่งเป็นโรคที่เอาเรื่องในระยะยาวเหมือนกัน คือนำไปสู่การเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง ตับวาย ต้องผ่าตัดเปลี่ยนตับ จัดว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดของการเกิดตับอักเสบในโลกซีกตะวันตก ในประเทศไทยกำลังเริ่มเป็นปัญหากับกลุ่มคนอายุน้อย เรียกว่าเป็นโรคใหม่ของคนไทยก็ว่าได้ โรคนี้ไม่มียารักษา ต้องรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิงอย่างเดียว ฝรั่งเรียกว่า total lifestyle modification โดยมุ่งเป้าไปที่สามอย่างคือ (1) การออกกำลังกายให้ได้ถึงระดับมาตรฐาน คือออกกำลังกายแบบต่อเนื่องถึงระดับเหนื่อยแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้ วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ควบกับการเล่นกล้ามสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (2) การปรับโภชนาการลดอาหารให้พลังงานทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมันลง เพิ่มอาหารผักและผลไม้ให้มาก วันละเป็นถาดๆ (3) หลีกเลี่ยงยาและสารที่ก่อพิษต่อตับ

4. เดินแล้วเจ็บส้นเท้าไม่เกี่ยวอะไรกับเอสโตรเจนและไขมันเกาะตับนะครับ โรคนี้รักษากันทางอากาศไม่ได้ ต้องไปให้หมอกระดูกดูว่าเจ็บอะไร เจ็บกระดูก หรือกล้ามเนื้อ หรือเอ็น ท่าร่างและลักษณะการใช้งานหรือการเดินเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงไหม กายอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ (เช่นรองเท้าส้นสูง) โอเคไหม เป็นต้น สรุปว่าข้อนี้แนะนำให้หาหมอกระดูกครับ หรือจะให้ดีหาหมอเท้าให้รู้แล้วรู้รอด เพราะหมอกระดูกส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยถนัดเรื่องเท้าเหมือนกัน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.........................

ขอบพระคุณมากค่ะ เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ รับปากค่ะว่าจะปรับเปลี่ยนนิสัยการกินอยู่ให้ได้ตามที่คุณหมอกรุณาแนะนำ ขอบคุณอีกครั้งนะค่ะ :D