16 มีนาคม 2554

ถ้าไม่หายก็ขอตายดีกว่า..จากฮอลแลนด์

สวัสดีคะคุณหมอ

ดิฉันเป็นคนขี้โรคตั้งแต่เด็กๆ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลียง่ายแต่ด้วยความเป็นเด็กและบ้านนอก ไม่ได้กังวลอะไรพ่อแม่ก็ชาวนาธรรมดาไม่มีความรู้อะไร จนลืมมาระยะหนึ่ง อายุ 19-20 เกิดเม็ดแดง ประมาณ1ซม ตามหน้าแข้ง 3-5 เม็ด ทั้งสอง เจ็บมากระบมไปทั้งขา บางครั้งเดินไม่ได้เข่าอ่อนหมดแรงไปเฉยๆตระเวนหาหมอในกทม เขาบอกไม่เคยเห็นโรคนี้มาก่อน ต่างก็ถ่ายรูปไว้ ก็ให้ยามาทดลองสรุปไม่ได้ว่าเป็นอะไร เป็นๆ หายๆจนลืมไปจนตอนนี้ดิฉันอายุ 46ปีแล้ว ได้อ่านเจอข้อมูลว่าเป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง
ตอนนี้ดิฉันอยู่ฮอลแลนด์ และเป็นไทรอยด์ต่ำ 1ปีแล้วกินยา 1.5เม็ด ใน1เม็ด 25 microgram แต่ไม่เห็นจะรู้สึกดีขึ้นเลย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ขี้เกียจ ใจอยากจะทำแต่ร่างกายไม่ตอบสนองเลย หาหมอที่นี่เอาแต่ประหยัด ไม่ให้คำแนะนำถ้าไม่ถาม ไม่ให้ยา บอกแต่เดี๋ยวก็ดีเอง
1ปีผ่านมา ปวดหลังด้านซ้ายมากบ้างน้อยบ้าง 1เดือนที่ผ่านมาเกิดมึนหัวมาก ตึงต้นคอ มึนงง งุ่นง่านประสาทช้าลืมมากๆ มากกว่าที่เป็นอยู่แล้ว ไปหาหมอตรวจความดันน่าจะ 60-90 ขอไปถ่ายรูปต้นคอผลออกมาว่ากระดูกคอไม่เป็นอะไร ดิฉันถามหมอว่า เป็นไปได้มั๊ย ถ้าขอทำ นม ให้เล็กลง เพราะมีปัญหามามากว่า10ปีแล้ว ปวดต้นคอ ไหล่ กล้ามเนื่อตึงเจ็บบริเวณ สายเสื้อในไม่อยากจะใส่เลย เต้านม คับ E รอบตัว 70-75 ซม มันหนักน่ารำคาญ ยิ่งตอนนี้ นน ก็เพิ่มขึ้น 63กก สูง 155ซม ดิฉันจะทำอย่าไรดี
1 ถ้าผ่าตัดเต้านมเล็กลงจะได้มั๊ย ความดันต่ำมาตลอด ไม่เคยสูงเลย
2 เมื่อเดือนที่แล้วได้สั่งอาหารเสริมจาก อเมริกา now thyroid energy จะเป็นเพราะอันนี้หริือเปล่าคะทำให้ความดันต่ำลงกว่าเดิม ตอนนี้หยุดกิน 2อาทิตย์แล้วยังไม่หายมึนเลยคะ นั่งพิมพ์ก็มึนอยู่ ตั้งสติมากๆ เวลาเคลื่อนไหว หมอฝรั่งไม่ใจดีเหมือนเมืองไทย รีบพูด รีบจบ บอกแต่เดี๋ยวดีเอง ตอนนี้เบื่อชีวิตมากถ้าไม่ดีขึ้นก็ตายดีกว่า อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดี โลกมันซึมเศร้าหมองไม่เหมาะกับเรา มันหดหู่มากๆ หวังว่าคุณหมอคงอ่านเรื่องของดิฉันนะคะ พยามย่อสุดๆแล้วคะ
ด้วยความนับถือ
คนดวงจู๋

………………………………………

ตอบครับ
1. ความดันเลือดต่ำ ไม่ใช่โรค ไม่ต้องไปวิตกจริตกับความดันต่ำครับ

2. ปัญหาหลักของคุณคือโรคไฮโปไทรอยด์ ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามันได้รับการรักษาจนฮอร์โมนไทรอยด์กลับมาเป็นปกติหรือยัง ตัวที่จะบอกว่ามันกลับมาถึงระดับปกติแล้วคือต้องเจาะเลือดดูตัวฮอร์โมน (FT4) ว่ามีสูงมากพอแล้ว (ค่าปกติ 0.7-2.0 mcg/dl) และดูระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อม (TSH) ว่าได้ลดระดับลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว (ค่าปกติ 0.4-4.2 mIU/L) คุณต้องถามหมอของคุณว่าค่าทั้งสองตัวนี้เป็นเท่าไร จึงจะบอกได้ว่ามันกลับมาถึงระดับปกติหรือยัง การที่คุณได้รับยาฮอร์โมนไทรอยด์วันละเม็ดครึ่งหรือวันละ 37.5 mcg ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าฮอร์โมนขึ้นถึงระดับปกติแล้วหรือยัง ต้องดูการตอบสนองของร่างกายเป็นหลัก เพราะในผู้ป่วยบางรายมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนที่ให้กินน้อยกว่าปกติ โด้สที่ใช้กันทั่วไปคือ 50-200 mcg ต่อวัน แต่ก็เคยมีรายงานผู้ป่วยว่าบางรายที่มีความดื้อด้านต่อยาเป็นพิเศษ อาจจะต้องใช้โด้สมากถึง 1,000 mcg ต่อวันจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ FT4 และ TSH ก็มี ดังนั้นในเรื่องนี้ต้องคุยกับหมอของคุณที่เจาะลึกถึงผลแล็บแล้วหมอกับคนไข้ค่อยวางแผนร่วมกันว่าจะปรับการรักษาอย่างไรให้แก้โรคไฮโปไทรอยด์ให้ได้ก่อน มิฉะนั้นปัญหาอ่อนเพลียเปลี้ยล้าก็จะไม่หาย

3. การผ่าตัดลดขนาดเต้านม (breast reduction) สามารถทำได้ และแก้อาการปวดหลังได้ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับความดันเลือดครับ

4. Now Thyroid Energy เป็นอาหารเสริมที่ทำจากเกลือไอโอดีนและโปรตีนชื่อไทโรซีนซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่ร่างกายใช้สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ แถมด้วยพวกแร่ธาตุอาหารเช่นเซเลเนียม สังกะสี ทองแดง บวกสมุนไพรอะไรสักอย่างหนึ่งของอินเดีย (แนวอายุรเวท) ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรที่จะก่ออาการอ่อนเพลียมากมายระดับโลกอย่างที่คุณเป็นอยู่เลยครับ ผมไม่ได้หมายความว่า Now Thyroid Energy เป็นของดีนะวิเศษกว่าอาหารธรรมดาทั่วไปนะ แต่หมายความว่ามันไม่น่าเป็นสาเหตุของอาการปวดเมื่อยเปลี้ยล้าขนานนั้น

5. เรื่องจะลดความอ้วนอย่างไร ผมแนะนำให้ทำสองด้าน ด้านหนึ่งก็คือคุยกับหมอเรื่องการรักษาไฮโปไทรอยด์ให้ได้ผลอย่างที่ตอบไปแล้ว อีกด้านหนึ่งก็คือให้เริ่มทำการลดน้ำหนักไปเลย ผมไม่ทราบว่าคุณอ่านถามตอบของผมจากที่ไหน แต่ผมเขียนเรื่องการลดความอ้วนไว้เป็นตอนๆทั้งหมดรู้สึกจะ 4 ตอน อยู่ใน www.visitdrsant.blogspot.com คุณลองหาอ่านดูนะครับ

6. หมอฝรั่งไม่ใจดีเหมือนเมืองไทย รีบพูด รีบจบ บอกแต่ดีเอง แหะ..แหะ อันนี้หมอไทยก็เป็นครับ อย่าไปว่าแต่หมอฝรั่งเขาเลย สมัยผมเป็นหมอหนุ่มๆไปทำงานรับใช้ชาติอยู่ในชนบทบางวันนับย้อนดูแล้วผมตรวจคนไข้ไปถึง 100 คน ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะทำแบบนั้นได้ กลเม็ดของผมผมเปิดเผยให้ฟังก็ได้ เพราะหมดอายุความแล้วคงไม่มีใครมาฟ้อง กลเม็ดผมมีสองอย่างครับ คือ “ตบหลังส่ง” และ “ดูโหงวเฮ้งแล้วจ่ายยา” ถ้าไม่ทำอย่างนั้นหมอก็มีหวังโดนประชาฑัณฑ์ เพราะเขามาแล้วตรวจให้เขาไม่ทัน

7. แถมท้ายอีกนิดหนึ่ง ประเด็นอาการปวดเปลี้ยล้าบันลือโลกจนอยากตาย ผมอ่านหนังสือ TIME ฉบับอาทิตย์นี้ (March 21, 2011) เขาเล่าเรื่องงานวิจัยการบรรเทาปวดโดยให้ผู้ป่วยหัดทำความรู้จักและหัดลดความสำคัญของอาการปวดลงด้วยการผสานกลไกการรับรู้และการคิด แนวคิดคือมุ่งบรรเทาปวดโดยไปแก้กิจกรรมภายในของสมอง แทนที่จะมุ่งลดสัญญาณปวดที่วิ่งเข้าสมอง งานวิจัยนี้เอาแนวคิดมาจากหลักการของ bio feedback ซึ่งสอนให้คนไข้หัดคลายเครียดตัวเองโดยมีการติดเครื่องตรวจการสนองตอบของร่างกายเช่นความดัน ชีพจร ซึ่งสัมพันธ์กับความเครียดแล้วรายงานผลให้ทราบเดี๋ยวนั้นเพื่อให้ใช้ปรับวิธีคลายเครียดจนทำเองเป็นในที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องตรวจ เพียงแต่ในงานวิจัยนี้ใช้เครื่อง MIR รายงานกิจกรรมของสมองส่วน amygdale ซึ่งจะแอคทีฟขึ้นเมื่อมีสัญญาณปวดรายงานเข้ามาแล้วให้คนไขหัด “ทำใจ” ให้ปวดน้อยลง งานวิจัยพบว่าการทำเช่นนี้ลดอาการปวดได้ดีกว่าไม่ทำ วิธีนี้คุณลองทำเองก็ได้นะครับ ไม่ต้องมีเครื่อง MRI เมื่อปวดหรือเปลี้ยขึ้นมาก็ตั้งสติเฝ้ามองมันอย่างเดียว มองให้เห็นว่าอาการมันเกิดขึ้นแล้ว มันกำลังเป็นอยู่ และมันหายไปแล้ว เกาะมันให้ติด รู้จักมันให้ชัด แล้วอาการมันจะลดลงน้อยลงไปเอง ดีกว่าการเอาแต่กระพือหรือตีอกชกหัวเพราะมันซึ่งยิ่งจะทำให้อาการมากขึ้น ลองดูบ้างอีกทางหนึ่งก็ไม่เสียหลายนะครับ ดีกว่าหวังพึ่งหมอฝรั่งใจไม่ดีอย่างเดียว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Payer J, Sladekova K, Kinova S, Cesnakova Z, Killinger M, Killinger Z, Krizki M, Klimes I, Langer P. Autoimmune thyroiditis with severe hypothyroidism resistant to the treatment with high peroral doses of thyroxine: Case report. Endocrine Regulations. 2000:34;189-193