09 กุมภาพันธ์ 2554

อายุ 71 ปีเป็นลมหน้ามืดหมดสติ 3 ครั้งใน 10 วัน

คุณพ่อ อายุ 71 ปี หน้ามืดเป็นลมถึงขั้นหมดสติล้มลง เป็นสามครั้ง ใน 10 วัน ไม่ธรรมดาใช่ไหมคะ ปกติคุณพ่อเป็นคนแข็งแรง ยังทำงานเป็นที่ปรึกษาธุรกิจและเดินเหินไปมาคล่องแคล่ว ไม่มีโรคประจำตัวเลย ยกเว้นปัสสาวะขัดจากต่อมลูกหมากโตซึ่งรักษาด้วยการทานยามาหลายปีแล้วซึ่งก็ได้ผลดีโดยไม่มีปัญหาอะไร อยากถามคุณหมอว่า อาการอย่างนี้เป็นอะไรได้บ้าง จะรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ไหม และจะต้องไปตรวจที่ไหน ต้องตรวจพิเศษอะไรบ้างค่ะ

...........................

ตอบครับ

ไม่ธรรมดา ใช่แล้วครับ เพราะอาจตายได้ ขอโทษถ้าพูดตรงไป เจตนาเพียงแต่อยากให้เห็นว่ามันซีเรียส
อาการหน้ามืดเป็นลมหมดสติ (syncope) เกิดได้จากหลายสาเหตุมากเลยครับ ที่พบบ่อยก็เช่น

1. เป็นเพราะยาที่กิน กรณีคุณพ่อคุณกินยารักษาต่อมลูกหมากโต ผมเดาเอาว่าเป็นยาในกลุ่ม alpha blocker ซึ่งมีผลข้างเคียงคือทำให้ความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าร่าง (orthostatic hypotension) เป็นสาเหตุของอาการเป็นลมหน้ามืดได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในคนสูงอายุที่ใช้ยาไปนานๆ

2. ไม่ได้เป็นโรคอะไร แต่ร่างกายขาดน้ำ จะเป็นเพราะดื่มน้ำน้อยแล้วไปอยู่ในที่ร้อนๆ หรือเป็นเพราะกินยาขับปัสสาวะรักษาโรคสาระพัดตั้งแต่โรคความดันยันโรคไม่อยากอ้วน

3. เป็นโรคซีดธรรมด๊า ธรรมดา หมายถึงโลหิตจาง (anemia) เลือดไม่พอไหลเวียนไปสมอง ก็หน้ามืด สาเหตุของโลหิตจางอาจจะเพราะเสียเลือด หรือเพราะวัตถุดิบในการสร้างเม็ดเลือดไม่พอ เช่นขาดอาหาร ขาดธาตุเหล็ก หรือเพราะกลไกการสร้างเม็ดเลือดเสียไปเช่นเป็นโรคเลือดแบบต่างๆรวมทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาว

4. หัวใจเต้นผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุหัวใจมักขี้เกียจเต้น เพราะตัวให้จังหวะมันป่วย (sick sinus syndrome) จังหวะที่มันงดเต้นก็จะหน้ามืด

5. น้ำตาลในเลือดต่ำ ถ้าเป็นเบาหวานกินยาอยู่ก็ใช่เลย เพราะยาเบาหวานมักทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ แต่คนไม่เป็นเบาหวานก็น้ำตาลในเลือดต่ำได้ จากสาเหตุอื่นเช่นเนื้องอกที่ตับอ่อน (insulinoma) หรือความผิดปกติของต่อมหมวกไตชนิดทำงานได้น้อย (Addison’s disease) เป็นต้น

6. เป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ คือบางทีนึกว่าเป็นลมธรรมดา แต่จริงๆแล้วเป็นอัมพฤกษ์ หมายความว่าอัมพาตชั่วคราวแล้วกลับเป็นปกติ พวกนี้มีสาเหตุจากเลือดก่อตัวเป็นลิ่มแล้วไปอุดหลอดเลือดในสมอง อุดแล้วถ้าสลายไปเองก็เป็นอัมพฤกษ์ แต่ถ้าอุดแล้วไม่สลายไปก็เป็นอัมพาต คือแขนขาอ่อนแรงถาวรไปเลย

7. กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เสียการทำงาน ส่งเลือดไม่ถึงสมอง

8. หัวใจปล่อยเม็ด (emboli) ให้ล่องลอยไปในเลือดแล้วไปอุดหลอดเลือดสมอง ซึ่งอาจจะเป็นเม็ดเชื้อโรคที่ติดอยู่ที่ลิ้นหัวใจ (bacterial endocarditis) หรือเป็นเม็ดเนื้องอกในหัวใจ (myxoma) หรืออาจจะเป็นลิ่มเลือดธรรมดาๆที่ก่อตัวขึ้นที่หัวใจห้องบนเพราะหัวใจห้องบนเต้นแบบรัว (atrial fibrillation) ซึ่งมักเป็นในคนสูงอายุ

ทั้งแปดสาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อย เมื่อไปหาหมอ สิ่งที่หมอจะทำ (ถ้าเขาไม่ทำคุณก็ต้องถาม) ก็คือ

1. ตรวจเลือดเพื่อดูองค์ประกอบต่อไปนี้ก่อน
a. มีภาวะเลือดจางหรือเปล่า โดยดูจากฮีโมโกลบิน (Hb)
b. น้ำตาลในเลือดต่ำหรือเปล่า ถ้าอดข้าวมาก็ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) ถ้าไม่ได้อดข้าวมาก็ตรวจน้ำตาลสะสม (HbA1c)
c. มีความผิดปกติของแร่ธาตสำคัญในเลือดหรือเปล่า เช่นโซเดียม โปตัสเซียม แคลเซียม ซึ่งใช้บอกความผิดปกติของการทำงานของต่อมหมวกไตได้
d. ควรจะตรวจฮอร์โมนของต่อมพาราไทรอยด์ และไทรอยด์ด้วย เพราะโรคต่อมไร้ท่อที่มีผลต่อการผลิตอินสุลินมักเกี่ยวข้องกันหลายต่อม รวมไปถึงต่อมไทรอยด์และพาราไทรอยด์ด้วย

2. ตรวจปัสสาวะเพื่อดูความเข้มข้น (osmolarity) ของปัสสาวะ เพื่อใช้วินิจฉัยภาวะร่างกายขาดน้ำ (dehydration)

3. เอ็กซเรย์ปอดดู เพราะเนื้องอกในปอดบางชนิดก็ปล่อยอินสุลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้ การเอ็กซเรย์ปอดยังจะทำให้ทราบโรคอื่นๆที่ปอดซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นลมได้เช่นกัน เช่นลมคั่งในช่องปอด (pneumothorax)

4. ตรวจคลื่นหัวใจ (EKG) เพื่อวินิจฉัยแยกภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ถ้าจำเป็นหมออาจจะของตรวจแบบห้อยเครื่องติดตัวหลายๆวัน (Holter monitoring)

5. ตรวจ tilt table test เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความดันตกเพราะเปลี่ยนท่าร่างจริงหรือไม่

6. ถ้าอาการส่อ หมออาจจะขอตรวจลึกไปถึงการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียง (echo) เพื่อวินิจฉัยแยกภาวะมีเม็ดเชื้อโรคที่ลิ้นหัวใจ (BE) หรือเม็ดจากเนื้องอก (myxoma) ในหัวใจ หรืออาจให้วิ่งสายพาน (stress test) เพื่อวินิจฉัยแยกกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

7. ถ้ามีหรือส่อว่ามีอาการทางระบบประสาทที่ทำให้หมอสงสัยว่าจะเป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ หมออาจจะขอตรวจสมองด้วยคอมพิวเตอร์ (CT) หรือคลื่นแม่เหล็ก(MRI)

เมื่อตรวจทั้งหมดนี้ คาดว่าคงต้องเจอสาเหตุ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งแหละครับ อาการเป็นลมหน้ามืดนี้ ต้องตรวจให้ทราบสาเหตุก่อน จึงจะรักษาได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์